กกต.มีมติประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พร้อม สส.เขตอีก 3 เขต

กกต.มีมติประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พร้อม สส.เขตอีก 3 เขต

กกต.มีมติประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พร้อม สส.เขตอีก 3 เขต

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

กกต.มีมติประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พร้อม สส.เขตอีก 3 เขตเลือกตั้ง ยกเว้นเขต 2 สุพรรณบุรี เตรียมแถลง 16.00 น.วันนี้

4 มีนาคม 2569 มีรายงานช่าวว่า การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีมติรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ  หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ครบ 100 คน หลังสำนักงานฯ เสนอข้อมูลให้ที่ประชุมพิจารณา หลังมีการลงคะแนนและนับคะแนนใหม่ในบางเขตที่ผ่านมา

โดยใน 100  คน จะเป็น สส.ของพรรคประชาชน , พรรคภูมิใจไทย , พรรคเพื่อไทย , พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคเศรษฐกิจ , พรรคกล้าธรรม , พรรคเพื่อชาติไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ นอกจากนั้นอีก 13 พรรค เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก มี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคละ 1 คน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณารับรอง สส.เขต เพิ่มอีก 3 เขต คือ จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม , จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย และเขตเลือกตั้งที่ 2 นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย ส่วน จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง

โดยผลการเลือกตั้งจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ การเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ โดยว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในเวลา  16.00 น.

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน วราวุธ อู้ฟู่ 765 ล้าน ที่ดินสุพรรณฯ 200 ล้าน นาฬิกา 30 เรือน

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน วราวุธ อู้ฟู่ 765 ล้าน ที่ดินสุพรรณฯ 200 ล้าน นาฬิกา 30 เรือน

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน วราวุธ อู้ฟู่ 765 ล้าน ที่ดินสุพรรณฯ 200 ล้าน นาฬิกา 30 เรือน

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน สส.พ้นตำแหน่ง ‘วราวุธ’ รวย 765 ล้าน ที่ดินจ.สุพรรณ 200 ล้าน นาฬิกา 30 เรือน ส่วน ‘ภราดร’ มี 29 ล้าน ‘สุรเกียรติ์ เทียนทอง’ 254 ล้าน ภรรยาถือทองคำแท่ง 51 บาท ‘เกรียง’ รวย 102 ล้าน โค-กระบือ 312 ตัว ‘ฐิติมา’ 256 ล้าน  ‘อัศวิน’ 14 ล้าน ‘วุฒินันท์’ อดีต สส.ประชาชน 52 ล้าน ปืน 3 กระบอก 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 โดยมีบุคคลที่น่าสนใจ ดังนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทย) แจ้งว่า ตนและนางสุวรรณา ศิลปอาชา คู่สมรส มีทรัพย์ สินทั้งสิ้น 765,381,990 บาท เป็นทรัพย์ สินของนายวราวุธ 497,067,166 บาท โดยมีรายการที่น่าสนใจ คือ เงินฝาก 156,059,937 บาท ที่ดินมูลค่า 29 แปลง มูลค่ารวม 201,335,322 บาท ทั้งหมดอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวม 34,718,000 บาท ในจำนวนนี้มีนาฬิกา 30 เรือน  นอกจากนี้ เป็นทรัพย์สินของนางสุวรรณา 264,274,072 บาท ในจำนวนนี้เป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มูลค่า 101,746,300  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4,404,752 บาท ไม่มีหนี้สิน

นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แจ้งสถานะโสด มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 29,986,341 บาท โดยเป็นเงินฝาก 3,984,020 บาท เงินลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด  882 บาท ที่ดิน 2 แปลง ที่ อ.วิเศษ ชัยชาญ จ.อ่างทอง มูลค่ารวม 2,921,289 บาท บ้านพักอาศัย ตึก 3 ชั้น ที่ อ.วิเศษชัย ชาญ มูลค่า 2,875,000 บาท รถยนต์ 3 คัน มูลค่า 1,910,000 บาท และมีหนี้สิน 48,018 บาท

นายสุรเกียรติ เทียนทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า ตน และน.ส.วิลันดา รัตนะพร คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 254,783,638 บาท เป็นทรัพย์สินของนายสุรเกียรติ์ 133,037,301 บาท โดยมีทรัพย์สินที่น่าสนใจคือ เงินให้กู้ยืม 89,373,060 บาท โดยเป็นการให้ บจก.ฮีโร่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ กู้ยืม 7 สัญญา ให้นายพีรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ กู้ยืม 1 ล้านบาท นอกจากนี้ มีหนี้สินทั้งสิ้น 20,066,707 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่ น.ส.วิลันดา มีทรัพย์สิน 108,438,237 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่า 50,220,000 บาท เป็นที่ดินในเขตบางซื่อ กทม. ทองคำแท่ง น้ำหนัก 51 บาท มูลค่า 3,256,350 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 13,308,100 บาท  

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 102,983,043 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยแบ่งเป็นเงินฝาก 39,855,543 บาท ที่ดิน มูลค่า 54,937,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,600,000 บาท และเป็นทรัพย์สินอื่นมูลค่า 6,590,000 บาท ซึ่งเป็นโคและกระบือ จำนวน 312 ตัว (ราคาถัวเฉลี่ย) 

นางฐิติมา ฉายแสง อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า ตนเอง และนายปรีชา บุณยกิดา คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 256,614,512 บาท เป็นทรัพย์สินของนางฐิติมา 32,815,503 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 3 แปลง มูลค่ารวม 20,165,000 บาท อยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทราและปทุมธานี อาวุธปืนลูกโม่ .357 1 กระบอก หลวงพ่อโสธร เนื้อทองคำ มูลค่า 60,000 บาท ครุฑทองคำพร้อมสร้อยทองคำ 2 บาท ของ ของหลวงพ่อวราห์ มูลค่า 160,000 บาท ครุฑเงินของหลวงพ่อวราห์ 4,000 บาท รวมถึงมีเครื่องประดับสุภาพสตรีอีกหลายรายการ

ขณะที่นายปรีชา มีทรัพย์สิน 223,799,009 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 13 แปลง มูลค่ารวม 113,675,000 บาท อยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และเพชรบูรณ์ บ้านพักที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี มูลค่า 18,000,000 บาท ห้องชุดที่เขตห้วงขวาง กทม.  3,865,403 บาท นอกจากนี้ ยังมีพระเครื่องหลายรายการ อาทิ พระบูชาหลวงพ่อโสธร, หลวงพ่อโสธรเนื้อทองคำ, หลวงพ่อโสธรปี 2497 กรอบทอง,  พระกริ่งวัดสุทัศน์, ปิดตาหลวงปู่ทิม ทองคำ, พระรอดเลี่ยมทอง, พระสมเด็จวัดระฆัง 16 องค์ มูลค่า 8,000,000 บาท, พระวัดปากน้ำรุ่น 1, พระสังกัจจายน์ ทองคำ ปี 2470

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ แจ้งสถานะหย่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2554 มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 14,813,043 บาท ไม่มีหนี้สิน ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 6,793,243 บาท ที่ดิน จำนวน 6 แปลง 5,788,000 บาท อยู่ที่ จ.ชลบุรีและนครปฐม รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,500,000 บาท ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 10 บาท มูลค่า 633,500 บาท

นายวุฒินันท์ บุญชู อดีต สส.สมุทรปรา การ พรรคประชาชน แจ้งว่า ตนเอง และนางสุนิดา บุญชู คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 52,589,901 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวุฒินันท์ 33,145,878 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่ารวม 19,200,000 บาท อยู่ที่ จ.สมุทรปราการและตรัง รถยนต์ 4 คัน มูลค่ารวม 1,025,000 บาท อาวุธปืน 3 กระบอก มูลค่ารวม 535,000 บาท ขณะที่นางสุนิดา มีทรัพย์สิน 19,444,023 บาท ในจำนวนนี้มีอาวุธปืน 1 กระบอก มูลค่า 25,000 บาทแ ละมีหนี้สิน 173,726 บาท

นายกฯชี้เป็นหน้าที่ตำรวจ ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ

นายกฯชี้เป็นหน้าที่ตำรวจ ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ

นายกฯชี้เป็นหน้าที่ตำรวจ ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

นายกฯ ชี้ประสานอินเตอร์โพลจับ เบน สมิธ เป็นหน้าที่ตำรวจ หลังทนายความแถลงไม่กลับไทย ด้านเลขา ปปง.บอกไม่กระทบการยึดทรัพย์ในศาลแพ่ง อุบมีนักการเมืองถูกอายัดทรัพย์เพิ่มหรือไม่

4 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เลขาธิการ ปปง.ได้รายงานว่าจะมีการตรวจสอบธุรกรรมนักการเมืองเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังตำรวจออกหมายจับ เบน สมิธ ว่า ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ เบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวระบุว่า เบน สมิธ จะไม่เดินทางกลับประเทศไทย จะต้องมีการประสานตำรวจสากลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจดำเนินการ

ขณะที่ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง.กล่าวถึงกรณี นายเบน สมิธ จะไม่เดินทางกลับประเทศไทย จะส่งผลต่อการยึดทรัพย์หรือไม่ ว่า ไม่ส่งผล เราดำเนินการตามมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งการดำเนินคดีก็อยู่ในศาลแพ่ง เป็นกระบวนการของ ปปง.ผ่านสำนักงานอัยการ ซึ่งเป็นสิทธิของฝ่าย เบน สมิธ ที่จะโต้แย้งกลับมา

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการยึดทรัพย์ เบน สมิธ เพิ่มหรือไม่ นายเทพสุ กล่าวว่า ขออนุญาตไม่ตอบ

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้กำชับการดำเนินคดีเกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์ และทุนเทา อย่างไรบ้าง นายเทพสุ กล่าวว่า ท่านให้กำลังใจในการขับเคลื่อนงาน ท่านเห็นงานเป็นรูปธรรม ในการปราบปรามสแกมเมอร์ ยาเสพติด และคดีมูลฐานต่างๆ ท่านเห็นผลงาน เมื่อถามว่า ปปง.จะมีการยึดทรัพย์นักการเมืองคนอื่นที่ไม่ได้เป็นข่าวหรือไม่ นายเทพสุ กล่าวว่า ขอไม่ตอบ

อนุทิน ไม่ตอบ ปมวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง นั่ง รมว.กลาโหม

อนุทิน ไม่ตอบ ปมวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง นั่ง รมว.กลาโหม

อนุทิน ไม่ตอบ ปมวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง นั่ง รมว.กลาโหม

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

4 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธกระแสตอบถึงข่าวการวางตัว “บิ๊กแดง” พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพียงแต่ยิ้มเท่านั้น และเมื่อถามว่า ชื่อ “ด” ใช่ “บิ๊กโด่ง” พลเอก อุดมเดช สีตบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม หรือไม่ แต่นายกฯ ก็ไม่ได้ตอบคำถามเช่นเดียวกัน

นายกฯ ย้ำตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ลั่น ปั๊มไหนขึ้นราคาเกินกรอบกม. พร้อมดําเนินการ

นายกฯ ย้ำตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ลั่น ปั๊มไหนขึ้นราคาเกินกรอบกม. พร้อมดําเนินการ

นายกฯ ย้ำตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ลั่น ปั๊มไหนขึ้นราคาเกินกรอบกม. พร้อมดําเนินการ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

นายกฯ ย้ำตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ลั่น ปั๊มไหนขึ้นราคาเกินกรอบกม. พร้อมดําเนินการ บอกปตท.ยังไม่ขึ้น ให้เลือกเติม ขอปชช.อย่ากังวล ใช้ชีวิตตามปกติ 

เมื่อเวลา 11.25 น. วันที่ 4 มี.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประชาชนเริ่มมีความกังวลถึงผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง  และเริ่มมีการกักตุนน้ำมัน ได้รับรายงานแล้วหรือยัง ว่า กระทรวงพลังงาน และตนได้ให้คํายืนยันแล้วว่า เรื่องของราคาพลังงานน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบ ไม่ว่าจะบวกหรือลบ เราจะตรึงราคาไว้อย่างน้อย 15 วัน ฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปกักตุนราคาน้ำมัน หรือสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค การกักตุนน้ำมันมันอันตราย เอาไปเก็บไว้ที่บ้านอาจจะเป็นเชื้อเพลิง วันนี้ไม่มีความจําเป็นที่จะไปทําอะไรเช่นนั้น 

เมื่อถามว่า มีปั๊มน้ำมันบางแห่งชิงขึ้นราคาน้ำมันแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ปั๊มไหนขึ้น รัฐบาลบอกแล้วว่าคนเราได้รับคํายืนยันจาก ปตท. เขาบอกแล้วว่าไม่ปรับขึ้นราคา ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนแล้ว ใครจะชิงขึ้นราคาไปเราก็ต้องดู ถ้าใครปรับราคาขึ้นไปแล้วผิดกฎหมาย เราก็ต้องดําเนินการ แต่วันนี้เรามีข้อเปรียบเทียบแล้ว สมมุติปั๊มไหนขึ้นราคา แต่ปตท.บอกว่าไม่ขึ้นราคา ก็มาเติมน้ำมันที่ปตท.

เมื่อถามต่อว่า ปั๊มเชลล์ขึ้นราคาน้ํามัน 4 บาท  นายกฯ ย้อนถามว่า “ก็ลงมาแล้วไม่ใช่หรือ ลดราคาลงมาแล้วเมื่อเช้านี้”

เมื่อถามว่า จะทําอย่างไรให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลน้อยลง เพราะรัฐบาลระบุว่าพลังงานสำรองอาจจะอยู่ได้ไม่เกิน 60 วัน นายกฯ ตอบว่า ก็ได้ทําทุกอย่าง เมื่อเมื่อวานความกังวลเรื่องราคาสินค้า ก็ได้ออกมาตรการทั้งหลาย และเรื่องตรึงราคา น้ำมันก็เป็นมาตรการ และเป็นนโยบายที่กระทรวงพลังงานเข้าไปดําเนินการเพื่อให้เกิดการตรึงราคาน้ํามัน ก็ไม่เกิดความเดือดร้อน การช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคที่ปัญหาในตะวันออกกลาง ก็ดําเนินการอย่างเต็มที่และติดตาม สถานการณ์ด้วยความเป็นหาห่วง เพราะเรามีพี่น้องประชาชนซึ่งถือว่าเป็นญาติเรา ที่เขามีความเดือดร้อนเราก็เป็นห่วงเขาได้ แต่ต้องไม่ตระหนก เรื่องความวิตกกังวลหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ขอให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดําเนินการ จึงขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ 

เมื่อถามว่า วันนี้จะมีการประชุมรับมือผลกระทบเรื่องพลังงานหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า  ได้มีการประชุมไปแล้ว คนได้มอบนโยบายไปแล้วว่าต้องการให้เขาทําอย่างไร เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด  หากมีการประชุมอีกก็จะเป็นวง ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง และของกระทรวงพลังงาน 

สภาฯเปิดตั้งรัฐบาลได้ทันที! โสภณ บอกไม่รู้ กล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่

สภาฯเปิดตั้งรัฐบาลได้ทันที! โสภณ บอกไม่รู้ กล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่

สภาฯเปิดตั้งรัฐบาลได้ทันที! โสภณ บอกไม่รู้ กล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

“โสภณ”บอก สภาฯเปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี”กล้าธรรม”ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ระบุถ้าได้เป็น”ปธ.สภาฯ”ทำงานร่วมกับทุกคนได้

4 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี และ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงถึงกระแสข่าวมีชื่อนั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนไม่รู้ แต่ตอนนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการรับรอง สส.แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนของ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะไปรายงานตัว และขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่จะทำให้หนังสือถึงรัฐบาล เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากมีข่าว กกต.จะประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ ในวันนี้ การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะดำเนินการได้เร็วแล้วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งได้เลย แต่เราก็ต้องดูกระแสโลกด้วย เมื่อถามว่า หลังจากนี้เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินการได้เร็วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งได้เลย เราต้องดูกระแสโลกด้วย เมื่อกระแสโลกเป็นอย่างนี้เราก็ต้องมีรัฐบาลโดยเร็วไม่ใช่หรือ

เมื่อถามถึงเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ตัวเลข 293 ที่นั่ง เพียงพอตั้งรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องเสียงตนไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่า ตกลงจำเป็นต้องเอาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนไม่รู้ๆ

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเสนอชื่อ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นรองประธานสภาฯ ในโควตาพรรคเพื่อไทย นายโสภณ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคเขา เราไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่า แต่ทำงานร่วมกันได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ทำงานร่วมกับทุกคนได้ ถ้าตนได้เป็นนะๆ ต้องดูด้วยว่าได้เป็นหรือไม่

นายกฯ ยาหอม อปท. บอกอะไรที่ช่วยได้ ไม่ลังเลพร้อมสานต่อหลังมีสภาชุดใหม่

นายกฯ ยาหอม อปท. บอกอะไรที่ช่วยได้ ไม่ลังเลพร้อมสานต่อหลังมีสภาชุดใหม่

นายกฯ ยาหอม อปท. บอกอะไรที่ช่วยได้ ไม่ลังเลพร้อมสานต่อหลังมีสภาชุดใหม่

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.57 น.

นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญอปท.เข้มแข็ง ยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส พร้อมสานต่อเรื่องค้างในสภาชุดเดิม อะไรที่ช่วยได้ ไม่ลังเลพร้อมสานต่อหลังมีสภาชุดใหม่ เป้าหมายเพื่อความผาสุกพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและการสัมมนาทางวิชาการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม

โดยนายอนุทิน ขึ้นเวทีกล่าวเปิดว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติเป็นอันมากที่มาพบผู้นำท้องถิ่นจากทั่วประเทศ ถือเป็นเวทีสำคัญสะท้อนถึงพลังของการบริหารประเทศจากฐานรากอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่โลกของเรากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ความสำคัญของการพัฒนาประเทศไม่ได้อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ที่ถูกทางเท่านั้น แต่อยู่ที่ยุทธศาสตร์นั้น จะแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้ครบถ้วนจนเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ และคำตอบของคำถามนั้นอยู่ที่พวกเราทุกคนในที่นี้ที่ดูแลหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากที่สุด นั่นก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ อย่าง เทศบาล อบต. และผู้ใหญ่บ้าน เทศบาลจึงไม่ใช่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่คือกลไกที่ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้จริง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลถึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารงาน หรืองบประมาณ เพื่อให้เทศบาลตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาด้วยตัวเอง และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพราะเราทราบดีว่า หากเทศบาลมีความคล่องตัว ในการสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ฐานรากก็เดินหน้าอย่างมีพลัง

นายกฯ กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการประชุมในครั้งนี้ คือการจัดการกับภัยพิบัติ ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยได้ประสบกับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงสาธารณภัยที่เป็นรูปแบบใหม่ๆ ด้วย เทศบาลในฐานะหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จึงจะต้องเป็นด่านหน้าในการเตรียมความพร้อม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ทุกคนในที่นี้ ต้องมองก้าวข้ามการตั้งรับ ไปสู่การวางระบบในเชิงรุก มีแผนเผชิญเหตุอย่างชัดเจน มีความพร้อม มีระบบแจ้งเตือน ที่มีประสิทธิภาพและมีการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม รับรู้ข้อมูล เพื่อให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของทีมในชุมชนในการรับมือภัยพิบัติด้วย ในการประชุมครั้งนี้เชื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้อภิปรายถึงระบบจัดการภัยพิบัติ รวมถึงกระบวนการในการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกฯ กล่าวอีกว่า ภารกิจการบริการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเทศบาล ที่จะละเลยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำสะอาด ระบบสาธารณูปโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงวัย ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ถือเป็นการสะท้อนและตอกย้ำว่าเทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารพื้นที่ แต่กำลังบริหารคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนไปด้วยพร้อมกัน ดังนั้นหลักธรรมาภิบาล, ความโปร่งใสและความรอบคอบในการใช้อำนาจและงบประมาณ รวมถึงประสิทธิภาพของบุคลากร จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ประชาชนไว้วางใจในการทำงานของพวกเราในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะเข้มแข็ง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนเองนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของนายกฯ หรือ รมว.มหาดไทย ขอให้พวกเรามีความเชื่อมั่นว่า เราคือเพื่อนร่วมงาน ที่มีเป้าประสงค์และเป้าหมายเดียวกัน คือความอยู่กินดีของพี่น้องประชาชน, คุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน, ความสะดวกสบายของพี่น้องประชาชน และโอกาสในการทำกินของพี่น้องประชาชน ในทุกเป้าหมายของเรานั้น จะสังเกตได้เลยว่ามีคำว่า “พี่น้องประชาชน” อยู่ด้วยเสมอ นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องมาร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาให้เป้าหมายของเราได้บรรลุผลสัมฤทธิ์ ในเวลาอันรวดเร็ว

นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทุกท่านได้นำส่วนใดก็ตามที่ตนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดเป็นผลสำเร็จได้ ตนจะไม่ลังเล ในเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในสภาชุดที่แล้ว ถ้าเรามีสภาชุดใหม่ขึ้นมา ในส่วนที่ตนมีความสามารถในการได้ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนได้ ตนก็จะดำเนินการให้มีการสานต่อ และให้ไปถึงเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ความผาสุกของพี่น้องประชาชน และประเทศไทย

รัฐบาล เตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โทษสูงสุดจำคุก ปรับไม่เกิน 140,000 บ.

รัฐบาล เตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โทษสูงสุดจำคุก ปรับไม่เกิน 140,000 บ.

รัฐบาล เตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โทษสูงสุดจำคุก ปรับไม่เกิน 140,000 บ.

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ายังมีเพียงพอ

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้องของ แต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จะต้องมีอย่างเพียงพอ ร้านค้าผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

“รัฐบาลขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 
        
“ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

เจ๊เจี๊ยบ โต้ปวิน ยัน ปิยบุตร ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นโปลิตบูโร เป็นคนที่ให้เกียรติทุกคน

เจ๊เจี๊ยบ โต้ปวิน ยัน ปิยบุตร ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นโปลิตบูโร เป็นคนที่ให้เกียรติทุกคน

เจ๊เจี๊ยบ โต้ปวิน ยัน ปิยบุตร ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นโปลิตบูโร เป็นคนที่ให้เกียรติทุกคน

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.41 น.

เจ๊เจี๊ยบ โต้ปวิน ยัน ปิยบุตร ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นโปลิตบูโร เป็นคนที่ให้เกียรติทุกคน 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เป็นความโชคดีที่ปิยบุตรออกมาจากพรรคประชาชน จะได้ตัดโปลิตบุโรออกไปอีกคน เพื่อให้พรรคทำงานได้จริงๆ เมื่อเปิดดู track recod ของปิยบุตรก็มีแต่เรื่องอื้อฉาว ตั้งแต่ดอดไปทำดีลกับใครต่อใคร ทั้งกับอภิรัชต์และกับอนุทินในสมัยนั้น ไปกินฟรีดื่มฟรีกับเค้า แต่สุดท้ายไม่ได้อะไร เพราะคิดว่าฝ่ายอำนาจเก่าเค้าอยากจะเจรจาด้วย ซึ่งในความเป็นจริง เค้าไม่ได้อยากเจรจาอะไรด้วยทั้งนั้น

นี่ยังรวมถึงเรื่องลดเพดานต่างๆ ทั้งที่เคยทำนิติราษฎร์แต่สุดท้ายเรื่อง 112 ก็ไม่ขยับ วันนี้ ประกาศใหญ่โตว่าตัวเองโบกมือลาพรรคส้ม จะได้ไปทำอะไรที่อยากทำอย่างเสรี แต่เมื่อไม่มีกี่วันนี้ ยังนั่งด่าแก้วตาเพราะแก้วตาด่าพรรคอย่างเสรี นี่คือสถานการณ์กลับไม่ได้ไปไม่ถึง จะเป็นนักการเมือง ก็ขาดความน่าเชื่อถือ จะกลับเป็นนักวิชาการ ก็แปดเปื้อนการเมืองไปแล้ว น่าจะย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสกับเมียนะคะ เปิดบาร์ไวน์ จะได้นั่งดื่มทุกวัน”

ล่าสุดนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้นายปวิน ถึงกรณีกล่าวหา นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ดังกล่าว ระบุว่า “โพสต์นี้ของอ.ปวิณเป็นโพสต์ในมุมคนนอก ที่จะมีข้อมูลเป็นจิ๊กซอว์มาประติดประต่อแบบไหนไม่ทราบได้ แต่ก็เป็นสิทธิที่จะวิพากวิจารณ์

แต่ข้อเท็จจริงมีหนึ่งเดียว ดิฉันจึงขอใช้พื้นที่นี้ปกป้องความจริงไม่ให้ถูกบิดเบือน แสดงความรู้สึกความคิดเห็นส่วนตัวเพื่อบันทึกไว้ในฐานะคนในที่มีประสบการณ์ทำงานเป็น

1. กรรมการคัดเลือกผู้สมัครสส. และสส.บัญชีรายชื่อ #พรรคอนาคตใหม่

2. สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหาร #พรรคก้าวไกล

ดิฉันร่วมทุกข์ร่วมสุข ทำงานกับอ.ปิยะบุตรมาตั้งแต่อาจารย์มาชักชวนก่อตั้งพรรคร่วมกันในปี 2561 และอยู่กับพรรคก้าวไกลจนถึงนาทีสุดท้าย

ดิฉันขอยืนยันว่าอ.ปิยะบุตรไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นโปลิตบูโรแบบที่ถูกกล่าวหา เป็นคนที่ให้เกียรติทุกคน ระมัดระวังตัวเรื่องการก้าวก่ายแทรกแซง ไม่วางตัวใหญ่โตใด ๆ

อ.ปิยะบุตรเป็นคนที่ทุ่มเททำงานหนัก เสียสละ น่าเคารพรัก เป็นแบบอย่างที่ดีในจิตวิญญาณของผู้สร้าง เป็นที่พึ่งทางใจยามเหนื่อยล้าท้อแท้ และมีคุณูปการต่อพรรคในทางที่ชอบ เช่น ส่งพลัง ให้กำลังใจ คำแนะนำปรึกษาเมื่อถูกร้องขอ

หลังถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม อ.ปิยะบุตรสนับสนุนโอบอุ้มพรรคตามช่องทางที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ ไม่เคยเสียมารยาท ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงใด ๆ มีแต่พวกเราเรียกร้องขอคำปรึกษาและขอให้มาพบปะสังสรรค์กันบ้างนาน ๆ ครั้ง

เชื่อมั่นว่าผู้ร่วมงานจำนวนมากของดิฉันก็สามารถยืนยันข้อเท็จจริงนี้ตรงกัน

ถ้าไม่มีอ.ปิยะบุตรก็ไม่มีพรรคส้ม ที่เป็นยานพาหนะทางการเมืองเดียวของพวกเราในวันนี้

ดิฉันไม่อาจทนให้อ.ปิยะบุตรถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม จึงขอบันทึกประสบการณ์ที่ตัวเองได้สัมผัสมาจริงนี้เอาไว้

ท่านผู้อ่านมีสิทธิจะใช้ดุลยพินิจที่จะเชื่อถือใครก็อยู่ที่วิจารณญาณส่วนบุคคล”

เอาไหม?สูตร 200:200 เทพไท ชงรื้อระบบเลือกตั้ง หวังดัดหลังขบวนการซื้อเสียง

เอาไหม?สูตร 200:200 เทพไท ชงรื้อระบบเลือกตั้ง หวังดัดหลังขบวนการซื้อเสียง

เอาไหม?สูตร 200:200 เทพไท ชงรื้อระบบเลือกตั้ง หวังดัดหลังขบวนการซื้อเสียง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.06 น.

4 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง แก้ปัญหาซื้อเสียง

ผมทราบข่าวว่า นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าการรับรองผลการเลือกตั้งว่า เตรียมประกาศรับรองส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง 100 คน และส.ส.เขตอีก4เขตที่เหลือภายในวันนี้ คือวันพุธที่4มีนาคม เพื่อให้จำนวนส.ส.ครบถ้วน ตามเงื่อนไขการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วัน

ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอเวลา หรือประวิงเวลา หรือรับฟังข้อร้องเรียน หรือไตร่ตรองข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนจะรับรองผล เพราะกฎหมายให้สิทธิ์กับกกต. สามารถรับรองผลได้ทันทีภายใน 60 วัน แต่กกต.ชุดนี้ไม่เลือกวิธีการตรวจสอบข้อร้องเรียน หรือใช้เวลาให้ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่เร่งรับรองผลให้จบโดยเร็ว หวังจะให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาในทันที

จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้กกต.รับรองส.ส.ในระบบเขต 396 เขต และยังขาดอยู่4เขต ที่มีการนับคะแนนใหม่ และเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย ถ้าหากไม่มีปัญหาเหล่านี้ กกต.คงจะรับรองครบ 400 เขตไปแล้ว และวันนี้ก็ได้ประกาศรับรองส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน

ในความเป็นจริง ถ้าจะพิจารณาเงื่อนไข หรือข้อร้องเรียนของส.ส.ในระบบในระบบเขต กับส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะเห็นได้ว่าส.ส.ในระบบเขตจะมีคำร้อง หรือจะมีข้อท้วงติงมากกว่าส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อด้วยซ้ำไป เพราะส.ส.ในระบบเขตมีปัญหา นับตั้งแต่เรื่องการปราศรัยหาเสียง การติดป้ายเกินจำนวนกำหนด การจัดเลี้ยงหัวคะแนน การซื้อเสียง ซึ่งมีปัญหามากมายแตกต่างกับส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งข้อร้องเรียนมีน้อยกว่า เพราะจะเห็นได้ว่า ถ้าหากมีการซื้อเสียง หรือทุจริตในการเลือกตั้งของส.ส.2ประเภทนี้ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อมีปัญหาน้อยกว่า

จึงอยากเสนอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มายังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลังจากประชามติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการแก้ไข หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ข้อเสนอที่เกี่ยวกับเรื่องระบบการเลือกตั้ง คืออยากจะให้มีการแก้ไขจำนวนส.ส. จากทั้งหมด 500 คน หรือที่เรียกว่าสภา 500 ให้เหลือจำนวนส.ส. 400 คน และในจำนวน 400 คน ให้แบ่งเป็นส.ส.ในระบบเขต 200 คน เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ 200 คน

เหตุผลคือ ถ้าส.ส.ในระบบเขตจำนวนน้อยลง ทำให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น การซื้อเสียงจะยากขึ้น และการซื้อเสียงต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น2เท่า ซึ่งจะทำให้การชื่อเสียงอาจลดน้อยลง หรือทำให้คนชื่อเสียงต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น จนที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จในการซื้อเสียง

ส่วนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ให้มีจำนวน 200 คน เพราะเชื่อว่าส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีการซื้อเสียงน้อยมาก ไม่มีพรรคการเมืองใดเน้นเรื่องการซื้อเสียงส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะส่วนใหญ่จะให้ผู้สมัครส.ส.ในระบบเขตเป็นคนซื้อเสียง และผู้สมัครส.ส.ในระบบเขต จะซื้อให้กับตัวเอง จะไม่ยอมซื้อให้กับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเห็นจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าคะแนนที่ได้รับการเลือกตั้ง ระหว่างผู้สมัครส.ส.เขตกับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ มีความแตกต่างกันมาก โดยส่วนใหญ่ส.ส.ในระบบเขตจะมีคะแนนสูงกว่าผู้สมัครส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ นั้นแสดงว่าผู้สมัครส.ส.ในระบบเขต จะซื้อคะแนนให้กับตัวเอง ทิ้งพรรคที่ตัวเองสังกัด

เราจะเห็นว่า ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งในแต่ละเขต คะแนนจะอยู่ประมาณ 30,000-50,000 คะแนน แต่พรรคที่สังกัดจะได้คะแนน 5000-10,000 คะแนน เพราะฉะนั้นการซื้อเสียงส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีน้อยและทำได้ยากกว่า

ถ้าหากแก้ปัญหาการซื้อเสียง ซึ่งกำลังแพร่หลายมากที่สุดในขณะนี้ในเบื้องต้น ก็คือต้องแก้ไขโครงสร้างจำนวนส.ส. และประเภทของส.ส.ตามที่ได้นำเสนอมา