พูลแมน ร่อนแถลงการณ์ แจงยกเลิกสถานที่จัดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน อ้างเหตุบริบทสาธารณะ อาจทำให้งานถูกมองโยงการเมือง

27 สิงหาคม 2569 เวลา 16:56 น.

“พูลแมน”ร่อนแถลงการณ์ แจงยกเลิกสถานที่จัดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน อ้างเหตุบริบทสาธารณะ อาจทำให้งานถูกมองโยง“การเมือง” ย้ำตัดสินใจเพื่อความปลอดภัย พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย-ช่วยหาสถานที่ใหม่

27 สิงหาคม 2569 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ มีหนังสือถึง นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีตัดสินใจยกเลิกการให้ใช้สถานที่จัดงานสัมมนาของเวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 ว่า ก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลและการยืนยันว่า งานดังกล่าวเป็นการประชุมของหน่วยงานภาครัฐตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา งานได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสาธารณชนอย่างมาก ประกอบกับมีข้อมูลและบริบทที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งอาจทำให้ลักษณะของงานถูกเข้าใจหรือถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง

ขณะเดียวกัน ในช่วงวันจัดงาน โรงแรมมีอัตราการเข้าพักสูง และมีแขกกับลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงและความปลอดภัยของผู้เข้าพักและผู้ใช้บริการ

โรงแรมระบุว่า หลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจ ไม่ดำเนินการจัดงานดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้คำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นสำคัญ และไม่มีเจตนาหรือวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าว

ทั้งนี้ โรงแรมแสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับผู้จัดงานในช่วงเปลี่ยนสถานที่ โดยยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สมเหตุสมผลอันเกิดจากการตัดสินใจของโรงแรม รวมถึงช่วยติดต่อและประสานงานเพื่อจัดหาสถานที่แห่งใหม่ที่เหมาะสม และยังได้ขออภัยต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนและประสานงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โรงแรมพูลแมน,โรงแรมพูลแมนคิงเพาเวอร์กรุงเทพ,ผู้นำฝ่ายค้าน,ฝ่ายค้าน,การเมือง,

นย.ยันคุมพื้นที่เมือง-ซีลชายแดน วันเกิดเหตุป่วนเมืองได้ ไม่กระทบเขตเศรษฐกิจ ย้ำทำงานภายใต้ ฉก.นราธิวาส ไร้ปัญหา

27 สิงหาคม 2569 เวลา 16:43 น.

“นย.”ยันคุมพื้นที่เมือง-ซีลชายแดน วันเกิดเหตุป่วนเมืองได้ ไม่กระทบเขตเศรษฐกิจ ยันทำงานภายใต้“ฉก. นราธิวาส”ของ ทบ.ได้ ไร้ปัญหา ชี้ต้องใช้เวลาสร้าง“แหล่งข่าว”เข้าถึง“มวลชน-เยาวชน“ พร้อมระบุพบโจรใต้ขุดหลุมดักหวังบึ้มในเส้นทางลาดตระเวน เตรียมแผนป้องกันการโจมตีฐานทหารแน่นหนา หลังโจรใช้ประวัติศาสตร์“ตากใบ-ฐานยือลอ”ปลุกเยาวชนต่อเนื่อง

27 สิงหาคม 2569 ที่หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน (ฉก.ทพ.นย.) อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ศูนย์ประสานงานปฎิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.5) นำคณะสื่อมวลชนรับทราบภารกิจ ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วย โดยมี พล.ท.ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผอ.ศปป.5 เป็นหัวหน้าคณะ

น.ท.นราศักดิ์ บายคายคม หัวหน้า ฝ่ายยุทธการ ฉก.นย.ทร.กล่าวถึงกรณีข้อบกพร่องงานด้านการข่าวจนทำให้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดเมื่อวันที่ 22 สค.ที่ผ่านมา ว่า มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าแต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือจุดใด กรณีที่เกิดขึ้นเป็นการก่อกวน ไม่มีผู้เสียชีวิต หรือกระทบพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนกรณีของ อบต. เป็นจุดที่ไม่ได้มีกำลังหนาแน่นอยู่แล้ว

สำหรับการทำงานด้านการข่าวของนาวิกโยธิน ได้คัดเลือกแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือระดับปฐมภูมิ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ รายงานถูกต้อง รวดเร็ว เข้าถึงสถานการณ์ คลอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงในพื้นที่ทั้ง 5 อำเภอรับผิดชอบ ซึ่งสามารถระบุได้ว่าในตำบลต่างๆใครเป็นหัวหน้าและใครเป็นลูกทีมในการปฏิบัติ จากการพิสูจน์ทราบทำให้รู้ว่าสมาชิกแต่ละระดับมีใครบ้าง เช่นแกนนำคุมพื้นที่ 6 คน แกนนำเขตทหารจำนวน 15 คน มือประกอบระเบิดจำนวน 6 คน และสมาชิกที่ก่อเหตุรวม 256 คน นอกจากนั้นการ การติดตามเยาวชนกลุ่มเสี่ยงพิสูจน์ทราบได้ว่ามีทั้งหมด 17 กลุ่ม

ที่ผ่านมาหน่วยได้เปิด 7 ยุทธการ เพื่อจำกัดเสรีการปฎิบัติของผู้ก่อความรุนแรง (ผกร.) ไม่ให้หลบซ่อนในเขตรับผิดชอบ และในพื้นที่ป่าเขาซึ่งได้จัดชุดลาดตระเวนชายขอบเขา รวมถึงชุดปฏิบัติกิจการพลเรือนพบปะมวลชนเครือญาติแกนนำของ ผกร.ในพื้นที่ ทำลายสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตัดวงจร ผู้ก่อเหตุที่อยู่บนภูเขา ในพื้นที่เมือง และเขตเศรษฐกิจสำคัญ ในช่วงของการที่ไม่มีภาพข่าว (ข่าวกรอง) ของ ผกร. แจ้งมา เราพยายามให้ชาวบ้านได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขมากที่สุด โดยใช้กำลังเพียงแค่ 50% แต่ถ้าเกิดเหตุก็จะใช้กำลังที่มีทั้งหมดเพื่อซีลพื้นที่เมืองและ แนวชายแดน ป้องกันไม่ให้ ผกร.หลบออกนอกพื้นที่ได้ นอกจากนั้น ยังมีการซักซ้อมแผนในการป้องกันหน่วยที่ตั้งและฐานทหารที่มีความเสี่ยงสูง มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการถูกโจมตี ซึ่งหน่วยจะเข้าไปให้คำแนะนำในการดำเนินกลยุทธ์ รักษาไม่ให้ฐานแตก และตอบโต้ผู้ก่อเหตุรุนแรงได้

“จากการปฏิบัติการด้านการข่าวหน่วยสามารถตรวจพบการขุดหลุมล่อและทำร้ายเจ้าหน้าที่รวม 7หลุม มีการติดตั้งวงจรระเบิด และใช้ฟางคลุมไว้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่แนวลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ หลังจากพบแล้วได้มีการวิเคราะห์วางแผนและจัดชุดเข้าตรวจเพื่อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ถ้าเข้ามาสังเกตการณ์ก็จะควบคุมตัวไว้ แต่ถ้าไม่มีการเข้ามาสังเกตการณ์ก็จะทำลายหลุมดังกล่าวไป”

ส่วนมาตรการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนได้มอบภารกิจให้กับกองร้อยป้องกันชายแดนร่วมกับชุดเฝ้าตรวจของกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน อย่างไรก็ตามในรอยต่อในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลกและตากใบ และประเทศมาเลเซียระยะทาง 59 กิโลเมตร ได้มีการวางกำลังคลอบคลุมทั้งหมด รวมทั้งใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่นเรด้าร์ ของ สอ.รฝ. เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมใดก็สามารถแจ้งเตือนได้รวมถึงกล้อง CCTV ด้วย เมื่อเปรียบเทียบสถิติการก่อเหตุพบว่าลดลงจากปี 2568 รวม 10 เหตุ

สำหรับโครงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมวลชน ตามแผนงานเสริมสร้างความเข้าใจ ในเป้าหมายสถานศึกษากลุ่มเสี่ยง เราได้พบปะหารือกับครู นักเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างทัศนคติที่ดีต่อเยาวชน ครู รร.ต่างๆ ในพื้นที่ 6โรงเรียนเป้าหมายนำร่อง ทั้งนี้ กลุ่มผู้ก่อความสงบก็มีความพยายามที่จะดึงเยาวชนเหล่านี้กลับไป ซึ่งเราก็ต้องให้ความมั่นใจว่าจะดูแลความปลอดภัยให้เขาให้ได้ แต่ถ้าดึงกลับมาไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป และตัดการติดต่อเพื่อความปลอดภัยของฝ่ายเรา ทั้งนี้ ฝ่ายขบวนการจะกดดัน ทางจิตวิทยาโดยการส่งสัญญาณ เช่นในอดีต จะเห็นว่ามีการไปแขวนกระสุนปืน ไว้หน้าบ้านเป็นการข่มขู่

น.อ.พานุรัตน์ อุ่นญาติ รอง ผบ.ฉก.นย.ทร. กล่าวว่า พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษก็คือ อ.โกลก และ ตากใบ เขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ในส่วนของ ทพ.นย. มีการซีลชายแดนหนาแน่นอยู่แล้ว แต่อาจยังมีการเล็ดลอดเข้าออกในเส้นทางชายแดนอยู่จึงคาดหวังว่าความร่วมมือระหว่างสองชาติจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า โกลก- ตากใบเป็นพื้นที่ เทศบาลเมือง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อเกิดเหตุแล้วจะสร้างแรงกระเพื่อมที่ใหญ่ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ โดยวิถีชายแดนมีลักษณะพิเศษ มีความซับซ้อนและมีเรื่องการเมืองเข้ามาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากมีการสร้างรั้วชายแดนขึ้นก็เป็นเรื่องดี เพื่อไว้คัดกรองผู้ที่ก่อเหตุ และทำสิ่งผิดกฎหมาย

พร้อมยอมรับว่าประวัติศาสตร์เรื่องพื้นที่รวมถึงกรณีของ ตากใบ ปล้นปืน การเข้าตีฐานยือลอ อ. บาเจาะ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการชักจูงเยาวชน ให้เข้าร่วมขบวนการอยู่

เหตุการณ์ตรงนี้ไม่เหมือนเหตุการณ์สู้รบ ไทย-กัมพูชาที่เรารู้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คนในชาติเดียวกัน แต่ตรงนี้คือคนไทยด้วยกัน ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องที่จะจบง่ายๆ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ตั้งแต่ระดับการวางยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบายรวมถึงฝ่ายปฏิบัติ พร้อมมองว่าถ้าคนหมู่บ้านปฏิเสธขบวนการก่อความไม่สงบฯ โดยการไม่ให้ใช้พื้นที่ก็จะช่วยได้มากขึ้น ทุกวันนี้เรายังต้องแยกปลา แยกน้ำให้ได้ ซึ่งต้องยอมรับว่ากำลังพลของเราสามารถเข้าไปสร้างความเข้าใจในโรงเรียนปอเนาะได้ เพราะการทำงานในพื้นที่อย่างยาวนาน จะมีความคุ้นเคย โดยยีนยันว่าการทำงานภายใต้ ฉก.นราธิวาส ไม่มีปัญหา

ทางด้าน น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม ผบ.ฉก. ทพ.นย.ทร.กล่าวว่า แม้มีการปรับพื้นที่การดูแลของกำลังพลของหน่วยต่างๆ ลงมา แต่ในส่วนของนาวิกโยธินยังคงอยู่ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยกำลังหลักยังเป็นอาสาสมัครทหารพรานนย.มีความคุ้นเคยกับพื้นที่และชาวบ้าน เหตุผลในการที่ต้องมีกำลังประจำถิ่น เพราะเป็นเรื่องของสงครามแย่งชิงมวลชน โดยเราเข้าถึงและไปร่วมทำกิจกรรมกับเขา ไปกินกาแฟ พบกันทุกวันเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างความเป็นมิตรอย่างแท้จริง ซึ่งเราต้องใช้เวลานานกว่าจะทำได้ ถือเป็นความท้าทายของกองกำลัง อย่างไรก็ตามในการข่าวเราจะต้องพัฒนางานด้านนี้ต่อไป ซึ่งก็คือการเข้าไปดูแลในเรื่องของเยาวชน เรามองไปที่ยุคหรือเจนเนชั่นเป็นหลัก

ส่วนการโจมตีฐานยือลอ บาเจาะเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นครั้งแรกที่เขาใช้กองกำลังทหารสู้กับเรา ซึ่งขบวนการฯ ได้นำเหตุการณ์นี้ไปใช้ยกย่องวีรกรรมของ มะรอโซ จันทรวดี ซึ่นคนมองว่า เกมการสู้อย่างนี้ใครชนะก็ไม่ยั่งยืน ฝ่ายใดสูญเสียเขาก็เติมคนเข้ามาส่วนฝ่ายเราสูญเสียเราก็ส่งคนลงมาแทน แต่ถ้าเราทำสงครามทางความคิดใครชนะได้ ถือว่าประสบความสำเร็จ อีกฝ่ายไม่สามารถปลุกปั่น หรือปลี่ยนใจได้

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน,กองทัพเรือ,ชายแดน,ป่วนใต้,

‘ไอติม’ ข้องใจ กกต. สั่งฟ้อง สว. ขาดคุณสมบัติ 1,767 ราย ล่าช้า จี้เร่งสปีดคดีใหญ่สั่งฟ้อง 229 รายชื่อ

27 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

ช้าไปหรือไม่?! ’ไอติม‘ ข้องใจ ‘กกต.’ สั่งฟ้อง สว.ขาดคุณสมบัติ 1,767 ราย เกินไปถึง 2 ปี จี้เร่งสปีด ‘คดีใหญ่ 229 รายชื่อ’ ขยี้ ‘นภินทร’ เอี่ยวร่วมขบวนการโกงฮั้ว ท้าพิสูจน์หลังเบี้ยวแจงกระทู้สภาฯ ฉะ ‘ศุภชัย’ แถลงเท็จ ปมโชว์เอกสาร ยัน ‘ฝ่ายค้าน-ปชน.’ เดินหน้าชนกระบวนการทุจริต

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตั้งกระทู้ถามสดถึงนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ตนเองได้รับข้อมูลมาว่า นายนภินทร ได้เรียกผู้สมัคร สว. เข้าไปคุยก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อปี 2567 ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีการขอให้เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้าจึงอยากถามถึงความชัดเจนในส่วนนี้ อีกทั้ง นายนภินทร ก็เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกกล่าวหาว่าโกง สว.

นายพริษฐ์ กล่าวถึงที่มาของข้อมูลที่ใช้นำเสนอ ว่า ได้รับมาจากหลายภาคส่วน และสิ่งที่ตนเองทำเสมอคือการไตร่ตรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลในเบื้องต้น ก่อนที่จะออกมานำเสนอ และตั้งคำถามให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง และเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่อาจจะยืนยัน หรือสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้น การตรวจสอบในช่วงหลังนี้ คาบเกี่ยวพอดีกับที่ กกต. จะลงมติ การจัดเวทีฝ่ายค้านในรอบที่ผ่านมานั้นเราจัดมา 4 – 5 ครั้ง ซึ่งอยู่ในช่วงปิดประชุมทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเปิดสมัยประชุม คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สภาผู้แทนราษฎร จะใช้กลไกที่เป็นทางการของรัฐสภา ในการตอบคำถามที่คาใจของสังคม

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ตนเองผิดหวังที่ นายนภินทร ไม่มาตอบคำถามด้วยตัวเอง ซึ่งได้ประสานไปยังวิปรัฐบาล ไปตั้งแต่วันจันทร์ว่าจะถามรัฐมนตรีคนไหนบ้าง โดยนายนภินทร ให้เหตุผลว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้เนื่องจากติดลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรี ตนมองว่าแม้การลงพื้นที่ต่างจังหวัดมีความสำคัญ แต่เมื่อรู้ว่ากระทู้สดที่จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ช่วงเช้า จึงควรจัดตารางการประชุมกับหน่วยงาน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแวะมาตอบกระทู้ในสภาได้

เมื่อถามว่ามองว่า กกต. จะสั่งฟ้องหรือไม่ และแนวทางจะออกมาในรูปแบบไหน นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอด หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ควรสั่งฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ซึ่งตัวเลขนั้น ไม่ได้มาลอย ๆ แต่มาจากสรุปของการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ มีการสอบพยาน 700 คน และตนเองก็มีข้อสงสัยว่าบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ใน 229 คน ที่มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าอยู่ในขบวนการโกง สว. เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่การเหมารวม แต่เป็นรายชื่อที่ถูกกลั่นกรองมาในระดับนึงแล้ว ส่วนเกณฑ์ที่ กกต. ต้องใช้ ณ เวลานี้ คือต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตโกง สว. หรือไม่นั้น นายนภินทร เคยยอมรับว่ามีการมายื่นหนังสือร้องเรียนในวันเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้หากเป็นเอกสารจริง จะต้องมีเลขรับหนังสือในระบบราชการ

เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต. มีมติ ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. ที่ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจำนวน 1,767 รายนั้น เพื่อเป็นการลดกระแสสังคมใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าจะวิเคราะห์ไปในทางนั้นได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่า เราคาดหวังให้กกต. ดำเนินการทุกคดีอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติ ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่ กกต. ดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือมีการตั้งข้อสังเกตกับคดีดังกล่าว ว่าเริ่มต้นมานานแล้วหรือไม่ ระยะเวลาที่ใช้นานยาวเกินกว่าที่ควรเป็นหรือไม่ แต่ตนเองไม่ได้เห็นรายละเอียดในคดีนี้

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่าง ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติตามกฏหมาย เช่น เป็นสามีภรรยา หรือเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็สามารถตรวจสอบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่านี้ และควรตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่รับสมัครแล้ว แต่ กกต. ใช้เวลาสองปีกว่า แม้ผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เกิดช้าเกินไป และหลังจากนี้ต้นจะไปดูรายละเอียด ว่าบุคคลที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถเอาผิดได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอ ทั้งที่ได้รับมาและมีหน่วยงานยืนยัน แทบจะทั้งหมดที่มีการนำเสนอ ท้ายที่สุดมีการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และบุคคลในคลิปเสียง ตนเองในฐานะ สส. ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาตั้งคำถามต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ระบุออกมาที่เป็นความจริง ก็น่าจะบ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือ ของสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ระดับหนึ่ง

เมื่อถามถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ออกมาแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไม่ใช้ความเห็นของคณะที่ 36 นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนประหลาดใจมากในห้องแถลงข่าวเมื่อวานนายศุภชัยมีการใช้คำประมาณว่า ตนได้นำเอกสารมาแสดงโชว์ แล้วนายศุภชัยก็ถือเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่งพร้อมอธิบายว่าเป็นเอกสารอะไร ตนก็งงว่าเคยไปแสดงเอกสารโชว์ที่ไหน ในโซเชียลมีเดียของตนก็ไม่ได้มีการโพสต์อะไรเกี่ยวข้องกับเอกสาร ต้นอภิปรายในสภาก็เกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ และให้สัมภาษณ์เพียงรายการเดียวแต่ไม่ได้แชร์เอกสารอะไร

“จึงค่อนข้างสับสนว่าการที่ สส. คนหนึ่งใช้ห้องแถลงข่าวสภา กล่าวข้อมูลอันเป็นเท็จขนาดนี้ เกิน 12 ชั่วโมงแล้วและยังไม่มีการแก้ไขข่าว มันบ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือของผู้แถลงข่าวได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณศุภชัยยืนยันว่าเมื่อวาน ผมมีการแสดงเอกสารที่อยู่ในมือคุณศุภชัย ก็ระบุให้ชัดว่าผมไปแสดงเอกสารเวลาไหน ผ่านช่องทางไหน ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายศุภชัย ระบุว่าไม่มีการนำเอกสารของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 มาเปิดเผยบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนก็ได้พูดมาตลอด ซึ่งในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา กกต. ได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมการ ก็ได้ซักถามข้อมูลทั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และ 36 คณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 ประธานมาชี้แจงด้วยตัวเองเลยตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่มีใครตอบคำถามได้เลย ทางคณะกรรมาธิการได้ขอเอกสารคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 อย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีการส่งมา และขอเลื่อนมาโดยตลอดขณะนี้ครบ 2 เดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว ก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่านายศุภชัยสามารถช่วยตนในการเรียกร้องให้ทาง กกต. ส่งเอกสารกลับมาที่กรรมาธิการ ตนก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือไม่หากฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเร็วกว่านี้ แบบที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ทัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลังจากเลือกตั้งตนได้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยว 90 วัน ที่ กกต. พิจารณาคดีนี้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ ที่หลายภาคส่วนออกมาสื่อสารเรื่องการโกง สว. กันอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลานี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่กกต. จะต้องลงมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือตัดตอนใครจนทำให้ไปไม่ถึงศาลหรือไม่ แล้วตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต. จะลงมติทิศทางใด หากดูตามกรอบเวลาแล้ว กกต. ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดช่วงต้นเดือนกันยายน จึงคิดว่าจะจบเมื่อไหร่ ในชั้นกกต. จะรู้ผลช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

“สิ่งที่สำคัญกว่าคือจะจบอย่างไร ย้ำว่าหาก กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไปที่ศาล แต่ถ้าหากยกทั้งหมดก็จะค้านกับหลักฐานที่สังคมเห็น หรือหากใช้วิธีการสั่งฟ้องแค่ 20-30 คน ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าเชื่อว่ามีการโกง สว. หรือไม่ ถ้าเชื่อว่าไม่มี เหมือนอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องได้เลย แต่ยืนยันว่าจะเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ปรากฏแต่ถ้าเชื่อว่ามี จะเป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการนี้จะประสบความสำเร็จ โดยคนมีความผิดแค่ 20-30 คน ถ้าเชื่อว่ามีก็ต้องมีผู้ร่วมกระบวนการจำนวนมาก ดังนั้นก็รออยู่เหมือนกันว่าหากกกตจะไม่สั่งฟ้องทั้งหมดจะอธิบายกับสังคมอย่างไร” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีการเปรียบเทียบการทำงานของฝ่ายค้านกับภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ที่ออกมาเปิดข้อมูลเยอะกว่า นายพริษฐ์ กล่าวว่า คดีโกงสว. เป็นคดีที่สำคัญต่อประเทศหากสมมติคดีโกง สว. มีคนกระทำความผิดแต่ไม่มีคนรับผิด เหมือนสังคมกำลังออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดครองประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน ส่งผลต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในอนาคต อาจทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มในอนาคต ทำอะไรก็ไม่ผิด ดังนั้นเมื่อเป็นคดีสำคัญที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมากและส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศเรา หลายฝ่ายที่ตรวจสอบเรื่องนี้ก็พยายามร่วมกันเต็มที่ เพื่อนำเสนอชุดข้อมูลที่ตัวเองมี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย นำเสนอความจริงให้ได้มากที่สุด

สว.ไอติม

บิ๊กปูด้วง เลี่ยงตอบ หลังสะพัดนั่งเก้าอี้เลขา สมช.คนใหม่ ยันพร้อมทำงานทุกตำแหน่งที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ย้ำทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทุกหน้าที่

27 สิงหาคม 2569 เวลา 15:22 น.

27 สิงหาคม 2569 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เดินทางลงพื้นที่ติดตามนายกรัฐมนตรี เพื่อดูการฝึกของกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ที่อำเภอ​สัตหีบ​ จังหวัด​ชลบุรี​ โดยสื่อมวลชนจึงพยายามสอบถามถึงกระแสข่าวถูกทาบทามมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. โดย พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มาสอบถามตนเองอาจจะไม่เหมาะสมนัก วันนี้มาในฐานะเสนาธิการทหารบก แต่ยืนยันไม่ว่าจะอยู่จุดไหน ก็พร้อมทำงาน จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดไม่ว่าจะหน้าที่อะไร

“ไม่ว่าเรื่องอะไรหรืองานอะไร ที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ และเราได้ทำหน้าที่ ก็เป็นความภูมิใจทั้งนั้น”

เมื่อถามว่า หากได้รับภารกิจดู สมช.ดูเหมือนว่ามีงานรออยู่เยอะ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า “เราสู้อยู่แล้ว” ส่วนการข่าวต้องปรับปรุงหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุว่า “อย่าเพิ่ง ยังไม่ได้เป็นเลย ใจเย็นๆ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (28 ส.ค.) จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นเลขา สมช.ก่อนนำรายชื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า

ชัยพฤกษ์ด้วงประพัฒน์,เสนาธิการทหารบก,เลขาสมช,สภาความมั่นคงแห่งชาติ,

อนุทิน ร้อง เหรอ หลัง กัมพูชา จ่อออกหมายจับ ลั่น ทำตามกฎหมาย ผมมี Joint Statement ถืออยู่

27 สิงหาคม 2569 เวลา 15:20 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายกัมพูชาออกมาระบุว่า จะแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อออกหมายจับนายกรัฐมนตรี ในข้อหารุกล้ำดินแดน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “เหรอ จะให้ตอบว่าอย่างไร ผมทำตามกฎหมาย ผมมี Joint Statement ถืออยู่ ซึ่งเซ็นโดยผู้นำทั้งสองประเทศ”

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร

กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาอนุทิน ชาญวีรกูล

โรงแรมพูลแมนฯ เปลี่ยนใจ ไม่ให้จัดเวทีฝ่ายค้านฯ พริษฐ์ ปรับแผนจัดที่รัฐสภาแทน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

อดเข้าถ้ำเสือ! ‘พริษฐ์’ เผย ‘พูลแมน’ แจ้งของดให้จัดกิจกรรมเวทีผู้นำฝ่ายค้านพบปชช.เสาร์นี้เปลี่ยนใช้ ‘รัฐสภา’ จัดแทน ปัดเป็นเกมการเมืองรู้อยู่แล้วว่าจะจัดไม่ได้ ยันประสานทุกอย่างตามขั้นตอน

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา13.00น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเปลี่ยนสถานที่จัดกิจกรรม ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ที่โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ วันที่ 29 ส.ค. ว่า ตนเพิ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐสภา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่าทางโรงแรมพูลแมน ซึ่งเราได้ประสานใช้พื้นที่จัดเสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ แต่กลับเปลี่ยนการตัดสินใจ แจ้งขอให้เราเลื่อนจัดงานดังกล่าวที่โรงแรมพูลแมนในวันเสาร์นี้ ซึ่งก็ไม่เป็นไร เนื่องจากความจริงตนได้มีการประสานจองห้องประชุมที่รัฐสภาฯ ไว้เป็นแผนสำรองตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้นยังจัดมีกิจกรรมเวทีผู้นำฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่เปลี่ยนมาเป็นที่รัฐสภาแทน

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าคนอาจจะคิดว่าเป็นเกมการเมือง เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าอาจจะจัดไม่ได้ ถูกกดดัน แล้วเลื่อนไปจัดที่อื่น นายพริษฐ์ กล่าวว่า การคิดจัดเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่โรงแรมพูลแมนฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ตนคิดว่าทุกคนก็รู้ว่าถูกกล่าวหาว่าเป็นสถานที่ซุ่มทำโพยแห่งหนึ่ง แต่ตนก็ได้รับคำยืนยันจากโรงแรมว่าจัดได้ ถึงได้ประชาสัมพันธ์งาน เราทำทุกขั้นตอนตามปกติ มีการประสานรายละเอียดกันเยอะมาก โดยเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะสถานที่ที่ต้องย้ำว่าสถานที่ไม่ได้มีการกระทำอะไรที่เป็นความผิด ก่อนจะได้รับแจ้งวันนี้ว่า มีการขอว่าไม่ให้จัดงาน ตนต้องย้ำว่าเป็นการเปลี่ยนการตัดสินใจของโรงแรมพูลแมน ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะ ที่จะตัดสินใจได้ แต่เราก็มีแผนสำรองไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า โรงแรมแจ้งเหตุผลที่ขอไม่ให้จัดกิจกรรมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงถามจากโรงแรมน่าจะเหมาะสมกว่า ตนก็พยายามจะเคารพสิทธิ์ของโรงแรมที่เป็นเอกชน ไม่อยากให้เกิดความเสียหายกับโรงแรม แต่สิ่งที่ตนยืนยันได้คือ 1.เราไม่เคยประชาสัมพันธ์อะไรไป โดยไม่ได้รับการยืนยันโดยรายละเอียดครบถ้วนก่อน 2.เราก็มีแผนสำรองไว้แล้ว คือจัดที่สภา ซึ่งเมื่อย้ายมาจัดที่สภาแล้วสามารถรับรองผู้ร่วมงานได้มากขึ้น จึงจะเปิดลงทะเบียนเพิ่ม

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนพริษฐ์ วัชรสินธุ

นายกฯ ยัน ไร้อำนาจตั้งกก.สอบ ปมฮ.ยิงวัยรุ่นจะแนะ ชี้ติดเงื่อนไขกฎอัยการศึก มทภ.4 มีอำนาจสูงสุด

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:57 น.

นายกฯ ยัน ไร้อำนาจตั้งกก.สอบ ปมฮ.ยิงวัยรุ่นจะแนะ ชี้ติดเงื่อนไขกฎอัยการศึก มทภ.4 มีอำนาจสูงสุด

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ สส. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกร้องและยื่นหนังสือให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้อ้างว่าถูกยิงจากบนเฮลิคอปเตอร์ ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ว่ากรณีนี้ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และมีอำนาจสูงสุดในพื้นที่ ได้ยืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น รวมทั้งในพื้นที่ก็ได้มีการประกาศกฎอัยการศึกด้วย อย่างไรก็ตาม ทราบว่าแม่ทัพภาคที่ 4 จะเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จของเหตุการณ์ดังกล่าว ก็จะต้องรอผลการตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ ต่อกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ นั้น จำเป็นจะต้องตรวจสอบข้อกฎหมายด้วยว่านายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากมีผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่อยู่แล้ว เนื่องการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการให้อำนาจสูงสุดแก่ทหาร พร้อมเท้าความถึงกรณีที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศกฎอัยการศึก ก่อนการปฏิวัติในปี พ.ศ.2557 รัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เช่นกัน

จะแนะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4อนุทิน ชาญวีรกูล

พรรคใครพรรคมัน! ‘อนุทิน’ โยนถาม ‘หมอชลน่าน’ เอง หลังมีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:49 น.


อนุทิน โยนถาม ‘ชลน่าน’ ขึ้นเวที ‘ฝ่ายค้าน’ พบมีชื่อ ‘ยิ่งชีพ’ ร่วมวง เผยกำลังสอบสำนวนคดี ‘ฮั้ว สว.’ หลุด หลัง ‘รุทธพล’ ชี้หลุดช่วง ‘รมว.ยุติธรรม’ คนก่อน ย้ำมารยาท ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ ชี้อย่าไปนับแค่ตัวเลขในสภาฯ เมินตัวเลขไม่ถึงครึ่ง

อนุทินโยนถามชลน่าน ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ยกโหวตไร้แตกแถว ผ่านพรก.กู้เงิน มั่นใจไร้ปัญหาเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน หัวข้อ ‘การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น’ วันที่ 29ส.ค.นี้ ซึ่งพบว่ามีชื่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่คาดว่าจะมีเรื่องคดีฮั้ว สว. ว่า ไม่ทราบเลย เรื่องฮั้ว สว. จะมาถามตนทำไม ตนไม่เกี่ยว ตนเป็นรัฐบาล ส่วนที่มีชื่อตนอยู่ในสำนวน กกต. เมื่อถึงเวลา ที่เขาต้องการให้ตนชี้แจงหรือไปแถลงอะไร ก็ทำตามกฏหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มี ซึ่งมีชื่อตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว และออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไป 3 เดือน เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า ตนไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไร ที่จะไปเอาชื่อตัวเองออกมา และยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ใครถามมาก็พร้อมที่จะตอบและชี้แจงข้อสงสัยในทุกเรื่อง

เมื่อถามย้ำว่ามีชื่อ นพ.ชลน่าน ขึ้นเวทีด้วย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบ พรรคใครพรรคมัน การเป็นพรรคร่วม คือ เรามาบริหาราชการแผ่นดินร่วมกัน นพ.ชลน่าน ไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลของตน และตนก็ไม่ค่อยได้เจอ นพ.ชลน่าน ซึ่งคงต้องไปถาม นพ.ชลน่าน เอง

เมื่อถามถึงกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมาระบุว่า สำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดช่วง รมว.ยุติธรรม คนก่อน ทำการตรวจสอบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาให้สอบสวนอยู่ไม่ใช่หรอ ถามว่าหลุดหรือไม่ มันหลุดแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะไปถึงมือประชาชนทั่วไปได้อย่างไร ซึ่งประชาชนก็เช่นเดียวกัน เอกสารทางราชการเอามาเผยแพร่ทางสาธารณะชนไม่ได้ จะมาอ้างเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน ก็แล้วแต่ ใครมีญาติเป็นข้าราชการ แล้วไปขอออกมาได้ ก็เอามาเผยแพร่ มันไม่ใช่ กฎหมายมีอยู่ ทุกคนต้องทำตามกฏหมาย

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. จะวัดใจพรรคเพื่อไทยในการโหวตให้พรรคภูมิใจไทยในระยะต่อไปหรือไม่ และจะเป็นการต่อรองในอนาคตหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกฎกติกามารยาทอยู่แล้ว ในช่วงที่ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของเขา ก็ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาท สถานะก็เหมือนกัน อย่าไปนับแค่ตัวเลข มันไม่ใช่ ซึ่งไม่ใช่ว่า ถ้าเห็นไม่ตรงกัน เราจะไม่โหวต พอไม่โหวตแล้ว ตัวเลขจะไม่ถึงครึ่ง มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกัน ไม่ต้องไปกังวล ได้ประสานพูดคุยหารือพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเมื่อวาน (26ส.ค.) ก็ชัดเจน อยู่แล้วคะแนนที่โหวต พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แสดงถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลมากๆ ก็จะมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือ เงินทุนต่างประเทศก็ไหลมา ซึ่งต้องย้ำว่าต้องทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

ชลน่านอนุทินเวทีฝ่ายค้าน

พริษฐ์ ปูดกลางสภา ลากไส้ ‘นภินทร’ เอี่ยวโกงเลือก สว.  ศุภชัย ลุกประท้วงตั้งกระทู้ถามไม่ตรงประเด็น

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

‘มือแฉโกงฮั้ว สว.’ ได้ทีปูดเพิ่มกลางสภาฯโยง ‘นภินทร’ ร่วมเอี่ยวด้วย หลังเรียกผู้สมัครไปดูตัว-ให้เซ็นใบลาออก จี้ตอบต่อสาธารณะให้ชัด ลามขอ ‘ศุภจี’ อย่าให้ใคร ‘พณ.’ ทำเอกสารเท็จเพื่อปกปิดข้อกล่าวหา ด้าน ’ศุภชัย‘ เห็นท่าไม่ดีลุกประท้วงตั้งกระทู้ถามไม่ตรงประเด็น

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดที่สอง โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว.

ทั้งนี้นายโสภณ แจ้งว่านายนภินทร ติดราชการไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามสดได้ และเปิดโอกาสให้นายพริษฐ์ ได้พูดในประเด็นที่จะฝากถามเล็กน้อย โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลว่าก่อนการเลือก สว. เมื่อ 26 มิ.ย.2567 พบว่าผู้สมัคร สว. นายสมมติ คือ นายเอ ถูกเชิญพบ นายนภินทร สมัยที่ยังเป็น รมช.พาณิชย์ ที่ห้องทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรก คือ วันที่ 24 มิ.ย.67 เป็นการขอดูตัว และได้พบกับ รมช.พาณิชย์ในห้องทำงานและกล่าวหาว่า ได้พูดว่าถ้าได้เป็นสว.แล้ว ขอสัก 2-3 อย่าง ส่วนครั้งที่สอง วันที่ 25 มิ.ย.67 ถูกเชิญไปห้องทำงานห้องเดิม โดยนำใบลาออกให้นายเอ ลงนามก่อนที่ยื่นให้เจ้าหน้าที่ ลงนามลาออกล่วงหน้า เพื่อใช้ใบลาออกคุมทิศทางได้หากได้เป็นสว.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนตั้งใจถาม คือ เหตุการณ์ที่ตนพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากรัฐมนตรีมาตอบจะไม่กล้าปฏิเสธ พร้อมกับยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง แต่จะอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. แต่เป็นหารือปัญหาไก่งวงล้นตลาดที่ จ.ราชบุรี และพบว่ามีการแสดงหนังสือร้องเรียนจากสภาเกษตรกร ราชบุรี แต่สิ่งที่ขอถามคือ เอกสารที่ยื่นมีจริงหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบของระบบราชการกระทรวงพาณิชย์แล้วไม่พบการเลงเลขรับในระบบ ทั้งนี้ในห้องทำงานของรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้ง มีคนอยู่เกือบ 10 คน หากบอกว่าจะให้คนมายืนยัน จะเชื่อได้มากแค่ไหน เพราะกลุ่มคนดังกล่าวมี 3 คนที่กล่าวหาว่าอยู่ในขบวนการโกงสว. อีกส่วนเป็นข้าราชการประจำ และ เป็นคณะทำงานรัฐมนตรี

“ผมขอเรียกร้องให้ตอบให้ชัด เมื่อให้โอกาสที่สภาฯ แล้วไม่มา ขอให้ตอบในที่สาธารณะต่อหน้าประชาชน และขอความร่วมมือ จาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ช่วงปกป้องไม่ให้มีใครสร้างเอกสารเท็จเพื่อปกปิดข้อกล่าวหาย้อนหลัง และฝากไปถึง กกต. ผมขอเป็นกำลังใจ ให้กกต.ทำหน้าที่ตรงไปรงมา อย่ายกคำร้องให้ใครแม้หลักฐานชัด ไม่ปกป้องใครในระบอบสีน้ำเงิน หรือตอบแทนใครที่มีส่วนเลือกเข้ามา” นายพริษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างที่นายพริษฐ์ ได้ฝากคำถามถึงนายนภินทรนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ประท้วงนายโสภณ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุม เพราะเห็นว่า กระทู้ของนายพริษฐ์ ไม่ใช่เรื่องการบริหารราชการของนายนภินทร ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กลับเป็นการถามเรื่องฮั้ว สว. และเมื่อนายนภินทร ไม่มาตอบกระทู้ ก็ควรจะยุติได้แล้ว เพราะกลายเป็นการตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งนายโสภณ ได้พิจารณาแล้ว และอนุญาตให้นายพริษฐ์ ถามกระทู้ได้ เหมือนที่เคยปฏิบัติมาในอดีต

นภินทร ศรีสรรพางค์รัฐสภาฮั้ว สว.

นายกฯ ขึ้น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตรวจความพร้อมรบ ทร.ชมศักยภาพเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

”นายกฯ อนุทิน“ ขึ้น “เรือหลวงจักรีนฤเบศร“ ตรวจความพร้อมรบ “กองทัพเรือ” กลางทะเลอ่าวไทย ชมศักยภาพกำลังเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม ทดแทนที่ปลดระวาง เสริมความมั่นคงกองทัพ หลังได้โชว์ฝีมือสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา อุบบอกจะจัดซื้ออะไร หวังเซอร์ไพรส์เพื่อนบ้าน พร้อมสวมบทเชฟ โชว์ลีลาผัดกะเพราหมูสับ เลี้ยงกำลังพล

วันที่ 27 ส.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุด อส.ในฐานะนายกองใหญ่ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ จากกรุงเทพฯ มายังกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการอู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ เพื่อตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และรับมอบเหรียญเชิดชูเกียรติเครื่องหมายความสามารถผู้ทำการรบพิเศษกิตติมศักดิ์ และนักโดดร่มกองทัพเรือกิตติมศักดิ์ เพื่อแสดงความขอบคุณ เชิดชูเกียรติ และสดุดีในคุณูปการที่มีต่อกองทัพเรือ

จากนั้นได้นั่งเฮลิคอปเตอร์จากสนามบินอู่ตะเภา ไปยังเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ และแนวความคิดการใช้กำลัง ณ ห้องศูนย์ยุทธการ พร้อมรับการเคารพให้การต้อนรับ ด้วยการยิงสลุตจำนวน 19 นัดจากเรือหลวงเจ้าพระยา บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังหอบังคับการบิน เพื่อชมการสาธิตการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ และอากาศยาน รวมทั้งการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานควบคุมยานไร้คนขับสำหรับภารกิจตรวจการณ์ ชี้เป้า และโจมตี (UXV Carrier) ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) บริเวณดาดฟ้าเก็บอากาศยาน สะท้อนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร และการรักษาความมั่นคงทางทะเล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทองต่อ เพื่อจะไปขึ้นเรือลำเลียงพล มายังฝั่งสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) แต่ด้วยสภาพอากาศที่เกิดฝนตกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมีคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงได้ยกเลิกการขึ้นเรือดังกล่าว และเปลี่ยนมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) และชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงหนึ่งระหว่างนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ นายกรัฐมนตรีได้โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่มาฝึกซ้อมในวันนี้ บนรถครัวสนาม โดดได้ทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” ซึ่งได้ใส่ผ้ากันเปื้อน หน้าอกปักคำว่า “นายกรัฐมนตรี“ ในการผัดอาหาร

ภายหลังการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวว่า วันนี้มาดูความพร้อมของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยตนเองก็จะพยายามไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ และให้การสนับสนุน ด้วยวัตถุประสงค์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ส่วนยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่า มีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคง และอธิปไตย ซึ่งตนเอง และผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร

สำหรับการตรวจการฝึกในวันนี้ ตมมองว่า ศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ได้วางรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง และกองทัพเรือยังได้ขยายพื้นที่ในการดูแลประชาชน ไม่ใช่รบทางน้ำอย่างเดียว แต่สามารถทำการยึดทางบกได้ด้วย ช่วยเหลือประชาชนได้ด้วย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อมเข้มแข็ง มีสันติสุข

เมื่อถามว่า เรือของกองทัพเรือเก่าหมดแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องค่อย ๆ ทดแทน พร้อมระบุว่า ที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึงแสนยานุภาพ ซึ่งคำว่า “แสนยานุภาพ” คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร

เมื่อถามว่า มีสิ่งใดจะต้องเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพเรืออย่างเร่งด่วน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้สอบถามผู้บัญชาการทหารเรือในรายละเอียด เพราะตนเองไม่รู้ว่า ตรงไหนจะสามารถพูดได้ เราต้องไม่บอกทุกอย่างว่า เรามีอะไร ให้มาถึงก็ “อุ๊ย มีอย่างนี้ด้วยหรือ ?“

สำหรับการฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะ และความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

อีกทั้งระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัย และพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ในการฝึก ยังมีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูง และหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น

ทั้งนี้การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด

อนุทิน ชาญวีรกูลเรือหลวงจักรีนฤเบศร