จับตา! นายกฯนั่งหัวโต๊ะประชุมสภาความมั่นคง จ่อเคาะชื่อ เสธ.ปูด้วง เป็น เลขาฯสมช.คนใหม่

28 สิงหาคม 2569 เวลา 08:11 น.

จับตา!! “นายกฯ” นั่งหัวโต๊ะประชุมสภาความมั่นคง จ่อเคาะชื่อ “เสธ.ปูด้วง” เป็น “เลขาฯสมช.คนใหม่”

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 10.00 น. ที่ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 6/2569 โดยมีวาระสำคัญคือ การเสนอชื่อเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ แทน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ส.ค ได้มีมติให้โยกให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้มีรายงานว่า การประชุม สมช. วันนี้จะมีการเสนอชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ ซึ่งตามขั้นตอน หลังจากที่ประชุม สมช. ให้ความเห็นชอบ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่แล้ว จะมีการเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

ทำเนียบรัฐบาลนายกอนุทิน ชาญวีรกูลเลขาฯสมช.เสธ.ปูด้วง

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ กางโมเดล ตัดสายสะดือพิษ ก่อนระบบการเมืองพังทลาย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 07:38 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 25696 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและอนาคตประเทศไทย แนวทางการปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระในสถานการณ์ปัจจุบัน

1.นิยามและแนวคิด “Fourth Branch” ในระดับสากลและบริบทไทย

ในทางทฤษฎีรัฐธรรมนูญร่วมสมัย องค์กรอิสระ (Independent Agencies/Constitutional Bodies) คือสถาบันของรัฐที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะด้าน ซึ่งต้องการความเป็นกลางสูง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เช่น การจัดการเลือกตั้ง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปราบปรามการทุจริต และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
นักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญนิยมจึงเรียกสถาบันกลุ่มนี้ว่า “อำนาจที่สี่” (The Fourth Branch of Government) ซึ่งทำหน้าที่ขนานไปกับอำนาจสามฝ่ายดั้งเดิม (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ)
[ อำนาจอธิปไตย ]

1) อำนาจนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎร / วุฒิสภา)
2) อำนาจบริหาร (รัฐบาล / คณะรัฐมนตรี)
3) อำนาจตุลาการ (ศาลยุติธรรม / ศาลปกครอง)
4) อำนาจที่สี่ : Fourth Branch (องค์กรอิสระ / ศาลรัฐธรรมนูญ)

[ ทุกฝ่ายทำหน้าที่ตรวจสอบและคานอำนาจซึ่งกันและกัน ]
1)ในระดับสากล: ประเทศประชาธิปไตยต่างยอมรับองค์กรลักษณะนี้เพื่อป้องกันสภาวะ “เผด็จการโดยการเลือกตั้ง” (Elective Dictatorship) โดยให้องค์กรอิสระมีความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ (Constitutional Legitimacy) ในการคานอำนาจ “ความชอบธรรมจากหีบเลือกตั้ง” (Democratic Legitimacy) ไม่ให้ผู้ชนะการเลือกตั้งใช้อำนาจตามอำเภอใจ
2) ในบริบทประเทศไทย: แนวคิดนี้ถูกนำเข้ามาอย่างเป็นระบบใน รัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อแก้ปัญหาธนกิจการเมืองและการทุจริตเชิงนโยบาย และตามรัฐธรรมนูญ 2560 แบ่งองค์กรอิสระออกเป็น:
• องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (หมวด 12): คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
• องค์กรอิสระอื่น ๆ: เช่น องค์กรอัยการ, คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นต้น

2. วิวัฒนาการจาก “ผู้พิทักษ์กติกา” สู่ “ระบอบกำกับควบคุมทางการเมือง”
ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษ บทบาทขององค์กรอิสระในไทยได้เปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญผ่านรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับหลัก:
• รธน. 2540 (Anti-Corruption Regime): ทำหน้าที่เป็น “กรรมการคุมกติกา” (Referee) เพื่อปฏิรูปการเมืองและสร้างมาตรฐานความโปร่งใส
• รธน. 2550 (Counter-Majoritarian Regime): เพิ่มน้ำหนักในการตรวจสอบและคานอำนาจรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังเกิดวิกฤตการเมืองและการตั้งคำถามเรื่องการครอบงำองค์กรตรวจสอบ
• รธน. 2560 (Political Control Regime): ขยายอำนาจกว้างขวางที่สุดจนกลายเป็น “ผู้กำกับโครงสร้างทางการเมือง” (Political Player) ผ่านกลไกมาตรฐานทางจริยธรรม การตัดสิทธิทางการเมือง และการยุบพรรคการเมือง ส่งผลให้องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาดเหนือสถาบันที่มาจากประชาชนอย่างสมบูรณ์

3. ถอดรหัสต้นตอปัญหา: มลทินเชิงโครงสร้าง vs ปัจจัยตัวบุคคล
วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่อาจมองเป็นเพียงความผิดพลาดของกรรมการรายบุคคล แต่เกิดจากการสะสมของปัญหาใน 2 มิติหลัก:
3.1 ปัญหาจากตัวบทกฎหมายและโครงสร้างสถาบัน (Institutional & Legal Issues)
1)ขอบเขตอำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน (Over-extended Mandates): กฎหมายมอบอำนาจทำลายล้างทางการเมือง (เช่น การยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต) ผ่านถ้อยคำที่กว้างและเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจ เช่น “มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ทำให้เกิดสภาวะ Lawfare หรือการใช้นิติสงครามสืบทอดและควบคุมอำนาจ
2) ความล้มเหลวของสายสัมพันธ์แห่งความชอบธรรม (Legitimacy Chain Failure):
• รธน. 2560 กำหนดให้วุฒิสภา (สว.) ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ
• เมื่อที่มาของ สว. ผ่านระบบเลือกกันเองถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้วและการจัดตั้งเสียงข้างมาก ความคลางแคลงใจดังกล่าวจึงส่งผ่านไปยังองค์กรอิสระ (เช่น กกต. ป.ป.ช. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว. เสียงข้างมาก
• เกิดสภาวะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เมื่อ กกต. ต้องสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. ชุดที่ให้กำเนิดตนเอง นำไปสู่การประวิงเวลาหรือ “ดองเรื่อง” ยาวนาน จนเกิดภาวะสุญญากาศทางความน่าเชื่อถือ
3) การขาดระบบตรวจสอบผู้ตรวจสอบ (Absence of “Who Checks the Checkers?”): ไม่มีช่องทางให้ประชาชนหรือองค์กรใดที่สามารถถอดถอนหรือตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อองค์กรอิสระใช้อำนาจล่าช้าหรือเลือกปฏิบัติ
3.2 ปัญหาตัวบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร (Personal & Behavioral Issues)
1)สภาวะไร้ความยึดโยงทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย: ผู้เข้าดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่เติบโตมาจากระบบราชการ ฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายความมั่นคง ทำให้มีวิธีคิดแบบ “อำนาจนิยมสั่งการ” (Bureaucratic/Authoritarian Mindset) ที่มองการเมืองจากการเลือกตั้งเป็นความวุ่นวายที่ต้องคุมพฤติกรรมมากกว่าจะมองว่า ตนมีหน้าที่ส่งเสริมเจตนารมณ์ของประชาชน
2) การปราศจากความเป็นกลางทางบรรทัดฐานการทำงาน (Double Standards): การเร่งรัดคดีฝ่ายหนึ่ง แต่ดึงเวลาคดีของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คำวินิจฉัยสูญเสียคุณสมบัติเรื่องความคาดเดาได้ (Predictability) ซึ่งเป็นหัวใจของหลักนิติรัฐ

4. ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและอนาคตประเทศไทย
หากวิกฤตศรัทธานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศไทยจะเผชิญกับผลกระทบ 3 ประการ:
1)วิกฤตความศรัทธาต่อระบบสถาบัน (Institutional Collapse): เมื่อประชาชนรู้สึกว่าหีบเลือกตั้งไม่มีความหมายเพราะถูกลบล้างได้โดยคนไม่กี่คน ความขัดแย้งจะทะลักออกจากระบบสภาไปสู่การปะทะบนท้องถนน
2) ภาวะอัมพาตในการบริหารราชการ (Governance Paralysis):
ข้าราชการและนักการเมืองไม่กล้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกหรือนโยบายพัฒนาประเทศ เพราะเกรงกลัวภยันตรายจากการถูกร้องเรียนเรื่องจริยธรรมย้อนหลัง
3) การสูญเสีย “คนกลาง” ยามวิกฤต: ในวันที่ประเทศเกิดวิกฤตการเมือง สังคมจะไม่เหลือองค์กรใดเลยที่จะทำหน้าที่เป็นตาข่ายความปลอดภัย (Safety Net) เพราะทุกองค์กรถูกมองว่าเลือกข้างไปหมดแล้ว

5. แนวทางปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสถานการณ์ปัจจุบัน

การรอดพ้นจากวิกฤตนี้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างสถาบันอย่างถอนรากถอนโคน ผ่าน 7 แนวทางสำคัญ ดังนี้:

1) การปฏิรูปที่มาและกระบวนการสรรหา (Connecting to Democratic Legitimacy)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: พึ่งพาวุฒิสภาที่มาจากการเลือกกันเองในการให้ความเห็นชอบ และองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาที่ขาดความหลากหลายจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง
• ข้อเสนอปฏิรูป: ในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้มีวุฒิสภาซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริง พึงเชื่อมโยงกระบวนการให้ความเห็นชอบกลับสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ร่วมลงมติเห็นชอบ เพื่อรับประกันการยอมรับจากทุกขั้วทางการเมือง พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนภาควิชาชีพและภาคประชาสังคมในคณะกรรมการสรรหา และกำหนดให้กระบวนการสรรหามีความโปร่งใสมากขึ้น อย่างน้อยจะต้องมีการถ่ายทอดการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครสู่สาธารณะ นอกเหนือจากการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนวันแสดงวิสัยทัศน์

2) การปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่กรรมการในองค์กรอิสระ
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: ส่วนใหญ่จะกำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระว่า ต้องทำงานหรือเคยทำงานภาครัฐในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ทำให้ได้กรรมการในองค์กรอิสระเพราะอายุงานมาเป็นจำนวนมากที่ขาดภูมิหลังด้านความเที่ยงธรรม กล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต
• ข้อเสนอปฏิรูป: นอกจากความรู้ความเชี่ยวชาญที่กำหนดแล้ว ให้ระบุในการสมัครด้วยว่า ผู้สมัครมีภูมิหลังอะไรที่แสดงให้เห็นว่า มีความเที่ยงธรรม กล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต นอกเหนือจาก “อายุความ” ในการทำงาน

3) การปรับขนาดและขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Resizing Mandates)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: มีอำนาจล้นเกินในการยุบพรรคการเมือง เพิกถอนสิทธิทางการเมือง และใช้อันตรายจาก “มาตรฐานทางจริยธรรม” ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
• ข้อเสนอปฏิรูป: คืนดุลพินิจทางการเมืองให้ประชาชนและสภาผู้แทนราษฎร โดยจำกัดอำนาจการยุบพรรคการเมืองและการตัดสิทธิทางการเมืองให้อยู่ในเงื่อนไขที่แคบ ชัดเจน และเป็นภัยร้ายแรงประจักษ์ชัดเท่านั้น พร้อมทั้งยกเลิกการใช้มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นโทษทางกฎหมายในการถอดถอนทางการเมือง โดยกำหนดรูปแบบการถอดถอนใหม่

4) กำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่แทนองค์กรอิสระ ในกรณีที่องค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: ในกรณีที่องค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่มีกรรมการในองค์กรอิสระจะปฏิบัติหน้าที่ (เช่น ลาออกหรือตาย) นอกเหนือจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลสั่ง (เช่น กรณี กกต. ตามมาตรา 17 วรรคสาม ของ พรป. กกต. 2560 การเลือกตั้ง สส. ต้องหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถได้ สส. ชุดใหม่ มาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร)
• ข้อเสนอปฏิรูป: กำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่แทนองค์กรอิสระโดยเร็วในกรณีที่องค์กรอิสระใดไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่มีกรรมการในองค์กรอิสระที่จะปฏิบัติหน้าที่

5) ปรับลดหน้าที่ขององค์กรบางแห่ง เช่น ป.ป.ช. ให้เหมาะสม
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: องค์กรบางแห่ง เช่น ป.ป.ช. มีงานในหน้าที่มากเกินไป จนทำให้งานเสียหายแก่งานหลัก
• ข้อเสนอปฏิรูป: ปรับลดหน้าที่บางประการ เช่น การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้แก่องค์กรอื่น

6) การกำหนดกรอบเวลาและกลไกตรวจสอบ (Mandatory Timeline & Accountability)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: มีกรอบเวลาบังคับในการพิจารณายาวนานเกินไป ทำให้เกิดการ “ดองเรื่อง” เลือกปฏิบัติ และไม่มีกลไกให้ประชาชนตรวจสอบผู้ตรวจสอบ (Who checks the checkers?)
• ข้อเสนอปฏิรูป: กำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาและส่งฟ้องคดี (Mandatory Timeline) ให้ชัดเจนและสั้นลง หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ก็สร้างกลไกทางกฎหมายที่เปิดให้ประชาชนหรือองค์กรที่กำหนดสามารถดำเนินการต่อไปได้ (เช่น การให้สิทธิฟ้องคดีเอง หรือยื่นเรื่องต่อศาลโดยตรง)

7) การยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานเหตุผล (Open Data & Reasoned Decisions)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: ใช้ดุลพินิจในคำวินิจฉัยกว้างเกินไป คาดเดาไม่ได้ และขาดความเป็นเอกภาพในการวินิจฉัย
• ข้อเสนอปฏิรูป: บังคับให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยพร้อมระบุคะแนนเสียงต่อสาธารณะทันที พร้อมทั้งวางมาตรฐานคำวินิจฉัยให้อยู่บนฐานข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เทียบเคียงได้ โดยอย่างน้อยต้องประกาศในเว็บไซต์ขององค์กรภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้สังคมสามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการคิดและดุลพินิจได้อย่างเปิดเผย

บทสรุป

องค์กรอิสระไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “ศัตรูของประชาธิปไตย” แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “พิทักษ์ประชาธิปไตย” ทว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การออกแบบโครงสร้างที่ผิดพลาดและการให้อำนาจล้นเกิน ได้เปลี่ยนให้องค์กรเหล่านี้กลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง

การปฏิรูปองค์กรอิสระในสถานการณ์ปัจจุบันจึงไม่ใช่การทำลายล้างสถาบันตรวจสอบ แต่เป็นการ “ตัดสายสะดือที่เป็นพิษ” เพื่อคืนตำแหน่งแห่งที่อันทรงเกียรติให้องค์กรอิสระกลับมาเป็นกรรมการที่เป็นกลาง โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายในการรักษาทั้งนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตยไทยให้มั่นคงอย่างยั่งยืน

การเมืองวัส ติงสมิตองค์กรอิสระอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

1,767ผู้สมัครสว.จ่อคุก กกต.ลงดาบ ฟันปมขาดคุณสมบัติ หนูคาใจชลน่านขยี้ฮั้ว

28 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

กกต.ประเดิมคมดาบฟันคดีอาญาผู้สมัคร สว.ขาดคุณสมบัติ 1,767 ราย ส่งศาลชี้ขาดโทษสูงสุดถึงคุก 10 ปี-เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ขณะที่ “อนุทิน” คาใจจี้ถาม “หมอชลน่าน” เพื่อไทยมีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้านถล่มปมฮั้วสว. ด้าน “พิสิษฐ์” ซัด “ไอติม-ไอลอว์” ปล่อยสำนวนคดีหลุดสู่สาธารณะหวังผลทางการเมืองใช้สื่อออนไลน์เป็นศาลเตี้ย-ล่าแม่มด ชี้เข้าข่ายละเมิดกม.ข้อมูลส่วนบุคคล-พ.ร.บ.คอมฯ ส่วน “พริษฐ์” ตามขย่มซ้ำปูดชื่อ’นภินทร’เอี่ยวกลางสภา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เผยแพร่ข้อมูลว่ากกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร 1,767 ราย  ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ว่าจากการตรวจสอบข้อมูล และเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและได้สมัครรับเลือก จึงได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

กกต.ฟันคดีอาญาผู้สมัครสว.1,767ราย

โดยในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 จำนวน 1,605 คนและในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมุติให้ดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

โทษคุก10ปี-เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง20ปี

ทั้งนี้ มาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 20 ปี ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ดำเนินคดีอาญา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

กกต.แจงข่าวปัดลงมติคดีฮั้ว28ส.ค.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งออกข่าวประชาสัมพันธ์ในหัวข้อ “28 สิงหาคม 2569 กกต.อยู่ระหว่างประชุมพิจารณาสำนวน สว.และลงมติสำนวน สว. ต่อไป” ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุม เพื่อลงมติกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นั้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน สว.และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใสและยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด

หนูโยนถาม‘ชลน่าน’มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้านหัวข้อ“การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น”

วันที่ 29 ส.ค.นี้ซึ่งพบว่ามีชื่อนายยิ่งชีพ

อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) คาดว่าจะมีเรื่องคดีฮั้วสว.ว่าไม่ทราบเลย เรื่องฮั้วสว.จะมาถามตนทำไม ตนไม่เกี่ยว ตนเป็นรัฐบาล ส่วนที่มีชื่อตนอยู่ในสำนวนกกต.เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการให้ตนชี้แจงหรือไปแถลงอะไรก็ทำตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีซึ่งมีชื่อตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วและออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไป 3 เดือน เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าตนไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไร ที่จะไปเอาชื่อตัวเองออกมาและยืนยันว่าตนไม่เกี่ยวข้อง ใครถามมา ก็พร้อมที่จะตอบและชี้แจงข้อสงสัยในทุกเรื่อง

เมื่อถามย้ำว่ามีชื่อนพ.ชลน่าน ขึ้นเวทีด้วย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า

“ผมไม่ทราบ พรรคใครพรรคมัน การเป็นพรรคร่วมคือเรามาบริหาราชการแผ่นดินร่วมกัน นพ.ชลน่านไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลของผมและผมก็ไม่ค่อยได้เจอนพ.ชลน่าน ซึ่งคงต้องไปถามนพ.ชลน่านเอง”

ย้ำลุยสอบเอกสารหลุดต้องทำตามก.ม.

เมื่อถามถึงกรณีพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์  รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่าสำนวนคดีฮั้วสว.หลุดช่วงรมว.ยุติธรรมคนก่อนทำการตรวจสอบ นายกฯกล่าวว่า เขาให้สอบสวนอยู่ไม่ใช่หรอ ถามว่าหลุดหรือไม่ มันหลุดแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะไปถึงมือประชาชนทั่วไปได้อย่างไรซึ่งประชาชนก็เช่นเดียวกัน เอกสารทางราชการเอามาเผยแพร่ทางสาธารณชนไม่ได้ จะมาอ้างเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชนก็แล้วแต่ ใครมีญาติเป็นข้าราชการ แล้วไปขอออกมาได้ ก็เอามาเผยแพร่ มันไม่ใช่ กฎหมายมีอยู่ ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย

ไม่กังวลเสียงพรรคร่วมฯแน่นปึ้ก

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. จะวัดใจพรรคเพื่อไทยในการโหวตให้พรรคภูมิใจไทยในระยะต่อไปหรือไม่และจะเป็นการต่อรองในอนาคตหรือไม่

นายกฯกล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกฎกติกามารยาทอยู่แล้ว ในช่วงที่ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของเขาก็ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาท สถานะก็เหมือนกัน อย่าไปนับแค่ตัวเลข มันไม่ใช่ ซึ่งไม่ใช่ว่า ถ้าเห็นไม่ตรงกัน เราจะไม่โหวต พอไม่โหวตแล้ว ตัวเลขจะไม่ถึงครึ่ง มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกันไม่ต้องไปกังวล ได้ประสานพูดคุยหารือพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ก็ชัดเจน อยู่แล้วคะแนนที่โหวต พ.ร.ก.กู้เงินฯ แสดงถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลมากๆ ก็จะมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือ เงินทุนต่างประเทศก็ไหลมา ซึ่งต้องย้ำว่าต้องทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

 ‘บิ๊กเกรียง’น้อมรับทุกมติกกต.คดีฮั้วสว.

ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เตรียมลงมติชี้ขาดในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ว่าเรื่องนี้ตนได้นำเรียนมาโดยตลอดว่าทุกคนต้องยอมรับในกติกาและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่ากกต.จะพิจารณา ไต่สวน และมีคำตัดสินออกมาในวันใดก็ตาม ทุกฝ่ายก็ต้องน้อมรับตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีการตั้งข้อสังเกตและติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องนั้น พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะถือเป็นบทบาทและหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ แต่ขอเน้นย้ำว่าการทำหน้าที่นั้นจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของตัวบทกฎหมาย โดยไม่ก้าวล้ำหรือละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน

สว.พิสิษฐ์ซัด‘ไอติม-ไอลอว์’เปิดข้อมูลฮั้ว

ขณะที่นายพิสิษฐ์  อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงกรณีรายงานการสอบสวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)หลุดเผยแพร่ต่อสาธารณะว่าหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานายพริษฐ์  วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายยิ่งชีพ  อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆที่มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลโดยระบุว่าเพื่อประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวกับคดีของสว. วันนี้ต้องตั้งคำถามกลับไปยังนายพริษฐ์และนายยิ่งชีพเรื่องความถูกต้องของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสังคมท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่การจับแพะชนแกะตามที่ท่านนำมากล่าวอ้าง

ชี้เข้าข่ายละเมิดPDPA-พ.ร.บ.คอมพ์

 “ทั้งนี้หลายส่วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล การเผยแพร่ต่อสาธารณะเข้าข่ายการละเมิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA หรือไม่ และหากนำข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริง การเผยแพร่ข้อมูลอาจมีสุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดฐานนำข้อมูลประเทศเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงความผิดหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอถามนายพริษฐ์ และนายยิ่งชีพ ว่าข้อมูลที่นำมาเปิดเผยมีความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง และอ้างอิงที่มาได้หรือไม่”สว.พิสิษฐ์ ย้ำ

กกต.ลงดาบคดีฮั้วสว.ผู้สมัครสว.จ่อคุกหนูคาใจชลน่าน

แก้ไฟใต้เหลว 22ปีถลุงงบ5.2แสนล.

28 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯ เผยไร้อำนาจตั้งกรรมการสอบปม ฮ.ยิงโจ๋ ในพื้นที่จะแนะชี้ติดเงื่อนไขกฎอัยการศึก ส่วน กมธ.ความมั่นคงฯ เรียก 6 หน่วยงานเกี่ยวข้องแจงเหตุ ไม่สงบ ซัดล้มเหลวแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ 22 ปี ใช้งบ 5.2 แสนล้านบาท เผยขอเวลา 3 วัน พิสูจน์ปมชาวบ้านถูกยิงจาก ฮ.หลังจากพบหัวกระสุนปืน M16

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ สส.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกร้องและยื่นหนังสือขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้อ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ว่ากรณีนี้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และมีอำนาจสูงสุดในพื้นที่ ยืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น รวมทั้งในพื้นที่ได้ประกาศกฎอัยการศึก  อย่างไรก็ตาม ทราบว่าแม่ทัพภาคที่ 4 จะเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จของเหตุการณ์ดังกล่าว ก็จะต้องรอผลการตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ กรณีที่มีข้อเรียกร้องให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ นั้น จำเป็นจะต้องตรวจสอบข้อกฎหมายด้วยว่านายกฯ สามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากมีผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่อยู่แล้ว และมีการประกาศกฎอัยการศึกและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการให้อำนาจสูงสุดแก่ทหาร พร้อมเท้าความถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เคยประกาศกฎอัยการศึก ก่อนการปฏิวัติในปี พ.ศ.2557 รัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เช่นกัน

ที่รัฐสภา วันเดียวกัน นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้เชิญ 6 หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เข้าชี้แจงกรณีเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงวันที่ 22-24 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายมณเฑียร กล่าวว่า ได้สอบถามหน่วยงานดังกล่าวถึงเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุใดข่าวกรองจึงปล่อยให้เหตุเกิดขึ้นเป็น 100 จุด และใช้เวลาถึง3วันก่อเหตุ และเรื่องที่ประชาชนเข้าใจว่ามีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ จากการรับฟังพบว่าไม่มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างทำ แต่ละหน่วยงานออกมาระบุจำนวนเหตุการณ์ไม่ตรงกัน และตนพูดเสมอว่าคนที่รู้ดีที่สุด คือตัวแทนประชาชนคือสส.ในพื้นที่ ตั้งแต่เกิดเหตุมา 22 ปี ไม่เคยมีหน่วยงานด้านความมั่นคง เชิญสส.ไปให้ข้อมูลแม้แต่คนเดียว หรือมีการประชุมหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ก็ไม่เคยเชิญ

นายมณเฑียร กล่าวอีกว่า บางครั้งลงพื้นที่ไปอยากให้ข้อมูล โต๊ะนั่งก็ยังไม่มีเรื่องข่าวกรองใช้ไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ ต้องพูดกันตรงๆ แบบนี้ สส.อยากจะให้ข้อมูล แต่ไม่เคยเชิญ อย่างนี้ชัดแล้วว่าเราไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ข่าวกรองจึงได้ล้มเหลวต้องมาทบทวนว่าการทำงานมา 22 ปีนั้นล้มเหลว และใช้งบประมาณไปกว่า 520,000 ล้านบาท เนื่องจากปีละ 30,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้อะไรเลย และเมื่อเกิดเหตุอะไรก็แล้วแต่ สส.เห็นตรงกันว่าถ้ามาฆ่าฟันกันไม่มีจบ ต้องมาพูดจาเจรจา ทุกเรื่องจบได้

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่ารัฐบาลไม่มีรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายอนุทิน ลงมากำกับดูแลเอง และให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ช่วยดูเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งนายกฯให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และที่ไปมาเลเซียและอินโดนีเซีย ช่วงที่ผ่านมา ก็นำเรื่องนี้ไปพูดคุย ว่าเราจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาตรงนี้ถึงจะจบ

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2518 ตอนนั้นเราไปปราบคอมมิวนิสต์ใช้เวลา 3 ปีปราบจบ แต่นี่คือปัญหาความเห็นการคิดแบ่งแยกดินแดน 22 ปีไม่จบ สส.รู้ดี แต่ไม่มีการเชิญไปให้ข้อมูลว่าประชาชนต้องการอะไร

นายมณเฑียร กล่าวว่า ขอถามกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ข้อเท็จจริงกรณีอ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ความคืบหน้าไปถึงไหนเขาก็บอกว่าไปเก็บหลักฐานมา 1 ครั้ง และวันเดียวกันนี้จะเข้าไปเก็บหลักฐานเพิ่ม เราจะได้รู้ว่ามาจากเฮลิคอปเตอร์จริงหรือไม่ หรือปืนลั่น หรือเกิดจากอะไร ตำรวจขอเวลา 3 วัน เราก็ต้องให้โอกาส เพราะการพูด เราต้องมีหลักฐาน พูดลอยๆก็ไม่จบ และกมธ.จะลงพื้นที่เร็วๆ นี้

ด้านนายณัฏฐ์ชนน  ศรีก่อเกื้อ  สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ.มีความเห็นร่วมกันว่างานข่าวกรองใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา มีความล้มเหลว ทั้งที่ไม่มีการตัดงบประมาณปี 2569 และ 2570 เรื่องของข่าวกรองเลย ดังนั้นจึงใช้คำว่าการข่าวล้มเหลวส่วนการตรวจจุดเกิดเหตุ พบบาดเจ็บ 2 ราย ไม่ได้เกิดจากการต่อสู้ และไม่ได้เกิดจากการทำร้าย การจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ควบคุมตัวและสอบปากคำแล้ว

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องเฮลิคอปเตอร์ มีหลักฐานกระสุน 1 นัด ติดอยู่ในจักรยานยนต์คันที่ยิง ซึ่งกระสุนสามารถใส่ในปืน M 16 หรือ HK ได้ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงเพราะมันเป็นอาวุธสงคราม ว่าที่มาที่ไปของกระสุนมาจากปืนชนิดใด

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่การใช้อาวุธห่ำหั่นกัน แต่เป็นการให้อภัย และทำหน้าที่ในเรื่องของมนุษยธรรม ซึ่งก็คือการเจรจา ขอให้รัฐบาลเร่งจับกุมผู้กระทำผิด หวังว่าสันติสุขจะเกิดขึ้น

เมื่อถามว่ามีความกังวลเรื่องการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.สงขลา หรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่รอยต่อ อ.สะบ้าย้อย และอ.นาทวี จ.สงขลา ก่อเหตุลักษณะเชิงสัญลักษณ์ โดยการเผายางรถยนต์ และพ่นสีสเปรย์เพื่อแสดงอาณาเขตการประชุมครม.สัญจร ทางเลขาธิการครม.ย้ำว่าให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แม้แต่ อ.นาทวี บ้านตน รัฐมนตรีก็ยังไม่ไปลงพื้นที่ ทุกคนต้องอยู่ในความปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลการันตีว่าจะปลอดภัย

ตั้งกรรมการสอบฮ.ยิงโจ๋แก้ไฟใต้เหลว

คนร้ายอุกอาจ ปาบึ้มร้านทอง ฉกไปได้2ถาด ปิดอรัญฯไล่ล่า

28 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ตร.เร่งล่าคนร้าย ก่อเหตุอุกอาจ บุกชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างโลตัส สาขาอรัญประเทศ จ.สระแก้วใช้วัตถุคล้ายระเบิด ลงมือ แล้วบึ่งจยย.เผ่นหนี เตือนประชาชนระมัดระวัง-ช่วยแจ้งเบาะแส

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้เกิดเหตุคนร้ายบุกชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาอรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยคนร้ายใช้วัตถุที่คล้ายระเบิด ในการลงมือก่อเหตุ ก่อนจะขับจักรยานยนต์หลบหนี มุ่งหน้าไปทางตัวเมืองอรัญประเทศ ซึ่งภายหลังตำรวจ สภ.อรัญประเทศ ได้รับแจ้ง จึงเข้าตรวจสอบเหตุ และประสานฝ่ายสืบสวน เร่งออกติดตามตัวคนร้ายรายนี้แล้ว

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสกัดกั้นตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ อ.โคกสูง รวมถึงพื้นที่หนองจ๋า–หนองหญ้าแก้ว และเส้นทางที่เชื่อมต่อชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันผู้ก่อเหตุหลบหนีออกนอกประเทศ โดยวางกำลังครอบคลุมพื้นที่แนวชายแดนประมาณ 165 ตารางกิโลเมตร พร้อมตรวจสอบเส้นทาง ที่คาดว่าคนร้ายใช้ในการหลบหนี

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจ สภ.อรัญประเทศ และ สภ.คลองลึก ได้แจ้งขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะตรงหรือใกล้เคียงกับข้อมูลของผู้ก่อเหตุ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และห้ามเข้าใกล้ ห้ามติดตาม หรือพยายามจับกุมด้วยตนเอง เนื่องจากผู้ก่อเหตุอาจมีอาวุธ ส่วนข้อมูลเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า สีเทา สวมหมวกลายสก็อต สวมเสื้อแขนยาว สีน้ำตาล-เทา สวมกางเกงยีนส์ขายาว มีวัตถุลักษณะคล้ายระเบิด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อประชาชน หากพบเห็นผู้ต้องสงสัย ขอให้แจ้งได้ที่สายด่วน 191ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ โทร. 082-762-0278

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุและตรวจสอบเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุใช้หลบหนี ขอให้ประชาชนในพื้นที่อรัญประเทศ โคกสูง และพื้นที่แนวชายแดน เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ และติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

ปาบึ้มร้านทองอรัญประเทศโลตัสสระแก้ว

โกงสอบ‘ศรีสะเกษ’ จับนายกเฮง อดีตผู้สมัคร สส.พท. เรียกรับเงิน6.5แสน อ้างโดนปลอมไลน์ รวบสาวอบต.อีกคน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

“บิ๊กเต่า” ระบุโกงสอบทำเป็นขบวนการ บุกจับกุม “นายกเฮง” หรือ “ประวิทย์ จารุรัชกุล” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ศรีสะเกษ ขณะกบดานกลางกรุง ข้อหาตุ๋นสอบขรก.ท้องถิ่น เหยื่อจ่าย 6.5 แสน แต่ได้แห้ว ทั้งไม่ยอมคืนเงินจึงแจ้งจับ ผู้ต้องหาปฏิเสธอ้างโดนปลอมไลน์ ฝ่ายนางนกต่อ สาวอบต.ศรีสะเกษไม่รอดโดนรวบด้วย สงขลาสั่งฟัน 74 ข้าราชการท้องถิ่นพ้นเก้าอี้ เซ่นปมทุจริตสอบ  “นายก อบต.-นิพิฏฐ์” จี้ป.ป.ช. กันไว้เป็นพยาน-ลากคอบิ๊กใหญ่เบื้องหลัง

 เมื่อเวลา 11.40 น.วันที่ 27 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.มอบหมายให้พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.และพล.ต.ต.ประสวค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป.นำกำลังจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือนายกเฮง หรือผู้ใหญ่เฮง อายุ 62ปี ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่56/2569 ลงวันที่ 25 ส.ค.2569 ข้อหาผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าอันเป็นคุนคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา143และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา175 โดยจับได้ที่คอนโด ย่านบางโพถนนประชาราษฏร์ สาย1 แขวงและเขตบางซื่อ กทม.

เบื้องหลังตุ๋นโกงสอบ

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายได้รับการชักชวนจากนางนวพร ปรือปรัง เจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ที่ อบต.ตองปิด จ.ศรีสะเกษ ผู้ต้องหาตามหมายจับอีกราย ให้สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น อ้างว่านายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือนายกเฮง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย มีโควตาสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่านได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจ่ายเงินให้ผู้ต้องหาทั้งสองรวม 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 650,000บาท

ต่อมา หลังการสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นเสร็จสิ่นปรากฎว่า ผู้เสียหายสอบไม่ผ่านการคัดเลือก จึงทวงถามเงินที่จ่ายไป แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงินเรื่อยมา จึงเข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวนกก.3.บก.ปปป.ดำเนินคดี ก่อนจะมีการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับไว้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่า นายประวิทย์ เดินทางออกจากพื้นที่จ.ศรีสะเกษ มาหลบอยู่ จึงนำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว

อ้างโดนปลอมไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว นายประวิทย์ ได้นำผ้าห่มสีชมพูคลุมตัวปกปิดใบหน้า และเปิดเผยเพียงว่าตนถูกปลอมแปลงไอดีไลน์ พร้อมยืนยันว่า ตนไม่รู้เรื่องและไม่ได้อยู่ในขบวนการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการรับเงินตามที่ถูกกล่าวหา และไม่มีเส้นทางการเงินโอนเข้าบัญชีของตน

ส่วนกรณีที่ตำรวจสามารถออกหมายจับได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ามีหลักฐานอื่นหรือไม่ นายประวิทย์ ระบุว่า ขอชี้แจงรายละเอียดเรื่องดังกล่าวในภายหลัง พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยพฤติการณ์ที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการเป็นตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของคดีต้องรอให้ทางผู้บัญชาการตรวจสอบส่วนกลางเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

รวบนางนกต่อที่ศรีษะเกษ

ขณะเดียวกัน ภายหลังจับกุม นายประวิทย์ วานิชรัขกุล หรือนายกเฮง ได้แล้ว พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป.สั่งการให้ตำรวจ กก.3.บก.ปปป. อีกชุดนำกำลังไปจับกุม นางนวพร ปรือปรัง อายุ 35 ปี เจ้าหน้าที่ อบต.ตองปิด ผู้ต้องหาอีกรายตามหมายจับ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่57 /2569 ลงวันที่ 25 ส.ค.2569 ข้อหาเดียวกัน ได้ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอน้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลังร่วมกับนายประวิทย์ วานิชรัขกุล หรือนายกเฮง เรียกรับเงินจากผู้เสียหายที่ต้องการสอบเป็นข้าราชการท้องถิ่น ก่อนนำตัวไปทำบันทึกจับกุมที่สภ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ดำเนินคดีต่อไป

สงขลาสั่งฟัน74ขรก.สีเทา

มีรายงานความคืบหน้าจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา (ก.จ.สงขลา , ก.ท.สงขลา และ ก.อบต.สงขลา) กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติและผลการสอบของข้าราชการท้องถิ่นที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งลงในพื้นที่จังหวัดสงขลาจำนวน 2 รุ่น รวมทั้งสิ้น 114 ราย โดยล่าสุดได้มีการประกาศขึ้นบัญชีและจัดลำดับคะแนนผู้สอบผ่านใหม่

จากผลการพิจารณาปรากฏรายละเอียดดังนี้ 1.ผู้สอบผ่านขึ้นบัญชีและลำดับคะแนนถึง จำนวน 40 ราย ให้มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมต่อไป 2.ผู้สอบผ่านขึ้นบัญชี แต่ลำดับคะแนนยังไม่ถึง จำนวน 1 ราย ให้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยยังคงมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบผ่านและรอการเรียกบรรจุแต่งตั้งตามลำดับเมื่อมีตำแหน่งว่าง และ 3.ผู้สอบไม่ผ่านและไม่ได้ขึ้นบัญชีตามประกาศใหม่ จำนวน 73 ราย ให้มีคำสั่งให้ออกจากราชการและพ้นสภาพการเป็นข้าราชการท้องถิ่นทันที โดยจากผลสรุปดังกล่าว ส่งผลให้มีข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา ต้องพ้นจากราชการรวมทั้งสิ้น 74 ราย (แบ่งตามสังกัด อปท. ได้แก่ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 1 ราย, สังกัดเทศบาล 22 ราย และสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 51 ราย)

นายกฯอบต.จี้ฟันนายหน้า

นายร่อเหต  รักหมัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหมอไทร อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่กำลังรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการพร้อมหลักฐานคะแนนจากคณะกรรมการกลาง (ก.กลาง) ประจำจังหวัด คาดว่าจะดำเนินการส่งมอบและออกคำสั่งเรียบร้อยอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เนื่องจากคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้กำหนดกรอบเวลาให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งในเชิงปฏิบัติต้องยึดตามระเบียบของ กสถ. และ ก.กลาง อย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม นายร่อเหต กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนและกลุ่มผู้บริหาร อปท. มีความเห็นตรงกันว่า แม้ความผิดเกี่ยวกับการทุจริตจะปรากฏชัดเจน แต่ต้นเหตุและกระบวนการทุจริตทั้งหมดเกิดจากบุคคลอื่น ทว่าผลกรรมและโทษกลับตกอยู่กับข้าราชการระดับล่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการ นอกจากจะถูกให้ออกแล้ว ยังถูกตัดสิทธิ์ในการสมัครสอบเข้ารับราชการตลอดชีวิต และถูกดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากข้าราชการที่ถูกสั่งให้ออกมากกว่าร้อยละ 90 ไม่ทราบถึงขั้นตอนการทุจริตเบื้องหลัง และไม่ได้มีเงินจำนวนมากมายถึง 5–6 แสนบาทไปใช้ซื้อตำแหน่งตามที่มีข่าว ความผิดที่แท้จริงควรจะตกอยู่กับกลุ่มคนที่เอาตำแหน่งมาขายและผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงมากกว่า

แนะกันเหยื่อไว้เป็นพยาน

ด้าน นายนิพิฎฐ์    อินทรสมบัติ   อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพัทลุง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาใช้มาตรการ “กันตัวข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกให้ออกไว้เป็นพยาน” เพื่อขยายผลสืบสวนและดำเนินคดีอาญากับบุคคลระดับสูง หรือกลุ่มขบวนการเบื้องหลังที่มีอำนาจจัดสรรตำแหน่งทุจริตดังกล่าว

สุดท้าย นายนิพิฎฐ์ ระบุอีกว่า หากมีความจำเป็นควรนำบุคคลเหล่านี้เข้าสู่โครงการคุ้มครองพยานของรัฐ เพื่อสร้างความปลอดภัย คืนความเป็นธรรมทางโอกาส และสร้างโอกาสที่เป็นธรรมให้กับประชาชนคนบริสุทธิ์ ตลอดจนล้างบางขบวนการทุจริตในระบบราชการท้องถิ่นอย่างถอดรากถอนโคน

กมธ.ป.ป.ช.ยถกปมทุจริต

นายอาสพลธ์    สรรณ์ไตรภพ   สส. ศรีสะเกษ   พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ว่า จะเป็นการพิจารณาเรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเชิญนายพิบูล ผ่ายดี อดีตนายกนายกเทศมนตรีตำบลตาดทอง จ.ยโสธร มาให้ข้อเท็จจริง เพราะได้ไปแจ้งความที่ จ.ศรีสะเกษ ว่าได้จ่ายเงินให้กับนายหน้าจำนวน 2,000,000 กว่าบาท เพื่อบรรจุ 5 คนเข้ารับราชการ แต่เมื่อประกาศผลสอบปรากฏว่ากลับไม่มีใครได้รับราชการเลย จึงได้เชิญมาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ในสภาผู้แทนราษฎร

 “ปัญหาการทุจริตข้อสอบท้องถิ่น ไม่ใช่เพิ่งเกิดครั้งนี้ แต่เกิดมานานแล้ว แต่เราจับไม่ได้เพราะอะไร เพราะTOR ในอดีตไม่ได้ระบุให้จัดเก็บเอกสาร หลักฐานเอาไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงจนกระทั่งไปสู่ศาลหน่วยงานรัฐก็จะแพ้ทั้งหมด ” นายอาสพลธ์ กล่าว

จับนายกเฮงศรีสะเกษอดีตผู้สมัครสส.พท.โกงสอบท้องถิ่น

‘แสวง’โวลั่นคดีบาร์โค้ด ไม่เป็นโมฆะ ศาลรธน.จัดเดินเผชิญสืบ ตรวจจุดเก็บบัตรเลือกตั้ง

28 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ตุลาการศาล รธน.เดินเผชิญสืบคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ตรวจสถานที่เก็บบัตร พร้อมผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. “แสวง” ระบุ ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว มั่นใจตั้งแต่นำบาร์โค้ดลงบนกระดาษ ไม่ขัด รธน.ด้าน“สมชัย” ตั้ง 4 ข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาคดี

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้ นายวิรุฬห์  แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาลรัฐธรรมนูญ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8กุมภาพันธุ์ 2569 ที่สำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

นอกจากนี้  ยังมีคู่ความเข้าร่วมตรวจสอบพยานหลักฐาน ประกอบด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.,วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยเช่นกันโดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ1ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

นายแสวงเปิดเผยว่า การเผชิญสืบในวันนี้เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราให้การต่อหน้าบัลลังก์ เหมือนกับสิ่งที่เราพูดไปหรือไม่ และคาดว่าศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นจนสิ้นกระแสความ โดยศาลได้เดินดูพร้อมมีเจ้าหน้าที่อธิบาย ฟังจากที่ท่านพูดก็น่าจะครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังให้โอกาสผู้ร้อง คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่ามีประเด็นอะไรที่จะสอบถามผู้ถูกร้องหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนจะถึงวันนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 28กันยายนนี้ ศาลได้ให้แนวทางในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไรอีกหรือไม่ นายแสวงระบุว่า สำหรับทาง กกต.ศาลจะให้ทำคำแถลงปิดคดี ภายในวันที่ 11กันยายนเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตระหนักอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เราทำว่าเพื่ออะไร

เมื่อถามอีกว่าหลังการเดินเผชิญสืบวันนี้ มีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า เรามั่นใจตั้งแต่เรานำบาร์โค้ดลงในกระดาษแล้ว

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ประเด็นถอดรหัส…“เดินเผชิญสืบ” คดีบาร์โค้ด ตอนหนึ่งว่า ตนเกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน พอไปค้นเขาบอกว่าเป็นภาษากฎหมายที่ใช้มาเมื่อ รศ.113 ตรงกับ พ.ศ.2437 เมื่อ 132 ปีที่แล้ว ปกติคนต้องไปศาล นำพยานไปที่ศาล แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่สามารถมาศาลได้ ศาลก็จะไปหาสิ่งนั้น เช่น คนเจ็บป่วยมาที่ศาลไม่ได้ ศาลก็เดินเผชิญสืบไปหาคนเจ็บป่วยข้างนอก สิ่งของวัตถุขนาดใหญ่ เอาออกนอกสถานที่ไม่ได้ ศาลก็ไปเดินเผชิญสืบ

นายสมชัยได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็นอาทิ กรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถอดรหัสศาลรัฐธรรมนูญต้องการเดินเผชิญสืบแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องอะไรบ้างว่า ไปดู 3 อย่าง เพราะ กกต.ให้ข้อมูลว่า บัตรเลือกตั้งจะไม่เป็นความลับหากเอาของ 3 อย่างนี้มาประกบกัน 1.บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว 2.ต้นขั้วของบัตรเลือกตั้ง 3.บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.บอกว่าของ 3 อย่างนี้แยกเก็บไว้คนละที่ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก ไม่มีทางที่ 3 อย่างจะมาประกบกันได้ ศาลจึงให้พาไปดู แยกกันเก็บไว้ที่ไหน มีมาตรการรักษาความปลอดภัยดีเพียงใด ถ้าเห็นแล้วเป็นไปตามที่ กกต.บอก บัตรนี้ต้องเป็นความลับแน่นอน

นายสมชัย ได้ตั้งคำถามว่า1. รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีการจัดฉาก สมมติว่าการออกไปบอกล่วงหน้าว่าจะไปที่ทำการเขตนี้ สำนักงาน กกต.ตรงนี้ รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งต่างๆที่วางระเกะระกะ มันจะเอามาวางเรียบร้อย ใส่ลูกกรงเอาไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถ้าเดินเผชิญสืบต้องไม่บอกว่าไปไหน นัดรถมา 10.30 น. เดี๋ยวบอกเองว่าไปไหน อันนี้อาจน่าเชื่อถือมากขึ้น ต้องไม่บอกล่วงหน้าว่าไปที่ไหน

2.มุมมองในการไต่สวนนี้ มองเพียงซีกเดียว จากที่ กกต.ให้ข้อมูลว่า องค์ประกอบ 3 อย่างนี้สำคัญที่สุด แต่อีกมุมหนึ่ง แม้ไม่มีของ 3 อย่างประกบกัน ก็สามารถล่วงรู้ว่าใครเลือกใครได้

3.การไต่สวนที่เกิดขึ้น ดูแล้วมีการไต่สวนฝั่งเดียว ตนไม่เห็นการนัดหมายไต่สวนในส่วนของผู้ร้อง แต่เป็นการไต่สวนทางฝั่ง กกต.เป็นเจ้าหน้าที่ กกต. ผู้บริหาร กกต. และโรงพิมพ์อีก 2 แห่ง แต่ฝั่งผู้ร้องน่าจะเป็นแค่รองเลขาธิการของผู้ตรวจการแผ่นดินมานั่งฟังอยู่คนเดียว ผู้ร้องผู้อื่นอยู่ไหน และมีการนัดไต่สวนไหม ศาลจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ประชาชน โดยให้โอกาสไต่สวนทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ประชาชนเกิดความน่าเชื่อถือว่าศาลได้ฟังความอย่างครบถ้วน

4.เมื่อวันที่ 26สิงหาคม 2569 ศาลอนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่พยานเข้าฟังจำนวนหนึ่ง มีประธาน กกต.มารับฟัง ซึ่งเป็นเจ้านายของคนที่ถูกไต่สวนมานั่งฟัง ตั้งข้อสังเกตง่ายๆว่าถ้าตนเป็นลูกน้องแล้วหัวหน้าอยู่ในห้องไต่สวนด้วย ศาลถามอะไรมา สมมติถามว่าบาร์โค้ดเจ้าหน้าที่ริเริ่มเอง หรือโรงพิมพ์ริเริ่ม ถ้ามาจาก กกต.คนใดคนหนึ่งเป็นคนสั่งให้มีการทำบาร์โค้ด ตนต้องเหลือบมองแล้วเหลือบมองอีกว่า เจ้านายจะว่าอย่างไร เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์เป็นจริงอย่างไร สมมติว่าคำสั่งพิมพ์บาร์โค้ด เป็นการเฉพาะเจาะจงมาจาก กกต.ตนก็ไม่กล้าพูดหรอก

คดีบาร์โค้ดศาลรัฐธรรมนูญเดินเผชิญสืบแสวงโวลั่่น

สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่

27 สิงหาคม 2569 เวลา 19:38 น.

สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนกรณีน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่ และต้อง “รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน” ไม่ใช่ “เกิดแล้วแก้”

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ ทั้งนี้ นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ นายเจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยใน จ.น่าน

นายเจริญ ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง โดยมีปริมาณฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปัว ที่ได้รับผลกระทบถึง 9 ตำบล กว่า 4,000 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 10,000 คน รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลายแห่งก็ประสบปัญหาดินสไลด์ ทำให้ถนน ไฟฟ้า และประปาถูกตัดขาด

จังหวัดน่านมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขาสูง จึงมีความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากอยู่แล้ว ขณะที่ข้อมูลปริมาณฝนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น จากปริมาณฝนสะสมสูงสุดเกือบ 200 มิลลิเมตรในปี 2567 เพิ่มเป็นเกือบ 300 มิลลิเมตรในปี 2568 และล่าสุดเกือบ 400 มิลลิเมตรในเหตุการณ์ครั้งนี้

นายเจริญ กล่าวต่อไปว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน รถยนต์ ที่ดิน ถนน สะพาน ระบบประปา รวมถึงระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก บางครอบครัวถึงขั้นเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว

“ผมจึงขอเสนอมาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลระดมกำลังเข้าไปกำจัดดินโคลน เศษไม้ และสิ่งปฏิกูล พร้อมทั้งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ประปา ถนน และเส้นทางคมนาคม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็ว รวมถึงจัดหน่วยแพทย์ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชาชนที่สูญเสียบ้านและที่ดิน ตลอดจนกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ”

นอกจากนี้ นายเจริญยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาก้อนแรกครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลง เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้รับข้อร้องเรียนว่าประชาชนยังคงต้องกรอกเอกสาร ส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน รวมถึงต้องผ่านกระบวนการสอบสวนความเสียหาย ซึ่งทำให้การเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้า

สำหรับระยะกลาง รัฐต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะ อ.ปัว ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญและมีรีสอร์ต โฮมสเตย์ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ฤดูกาลท่องเที่ยวกำลังจะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า รวมถึงต้องเร่งเยียวยาเกษตรกรและช่วยให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ

ส่วนระยะยาว นายเจริญ ระบุว่า รัฐควรยกระดับขีดความสามารถด้านการบริหารภัยพิบัติ ทั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าและเครื่องมือวัดปริมาณฝนที่แม่นยำเชื่อถือได้ บทเรียนจากวันที่ 19 สิงหาคมทำให้เห็นว่าแผนรับมือภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีการแบ่งหน้าที่และการบัญชาการที่ชัดเจน เกิดการทำงานซ้ำซ้อน เครื่องจักรสำหรับรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ก็มีไม่เพียงพอและต้องรอจากจังหวัด ทำให้การกู้ชีพกู้ภัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ สิ่งสำคัญจากนี้คือ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูให้เพียงพอ เพื่อให้พื้นที่และประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ด้านนายเชาว์วิชญ์ ระบุว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกของเหตุการณ์ สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด เพราะยังมีบ้านเรือนที่เสียหาย บางแห่งบ้านทั้งหลังถูกน้ำพัดหายจนเหลือเพียงโถส้วม ปั๊มน้ำเสียหายจนไม่มีน้ำใช้ พื้นที่การเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากินสูญหาย

รัฐบาลควรเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาประชาชน โดยทำให้ขั้นตอนเรียบง่ายที่สุด และการช่วยเหลือต้องไม่จบแค่การจ่ายเงิน แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง ตั้งแต่การซ่อมบ้าน ถนน สะพาน และสาธารณูปโภค ไปจนถึงการระดมเครื่องจักรหนักเข้ามากำจัดดินโคลน ท่อนไม้ ขยะ และสิ่งกีดขวาง ก่อนที่ดินโคลนจะแห้งและแข็งตัวจนยิ่งเพิ่มภาระในการฟื้นฟู

นายเชาว์วิชญ์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การปรับระบบบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ในระยะสั้นต้อง “รู้เร็ว เตือนเร็ว รับมือเร็ว” ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์น้ำให้แม่นยำ เมื่อพบความเสี่ยงต้องแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงผ่านทุกช่องทาง ทั้ง Cell Broadcast หอเตือนภัย ช่องทางราชการ ออนไลน์ แอปพลิเคชัน เสียงตามสาย วิทยุชุมชน ตลอดจนผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มเวลาให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือ

ส่วนระยะกลาง ต้องสำรวจเส้นทางน้ำทั้งระบบเพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและคอขวด ตั้งแต่ลำน้ำตื้นเขิน สะพาน ท่อ ถนน ฝาย ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงระบบระบายน้ำ พร้อมจัดลำดับว่าจุดใดต้องแก้ทันที จุดใดต้องปรับปรุง และจุดใดต้องลงทุนใหม่ โดยต้องมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แก้ปัญหาจุดหนึ่งแล้วผลักน้ำไปสร้างปัญหาให้อีกพื้นที่

ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน ทบทวนและผลักดันแผนงานที่มีอยู่ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่รับน้ำ ทางผันน้ำ และทางระบายน้ำเลี่ยงเมือง โดยวางโครงสร้างทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน เพื่อไม่เพียงแค่ป้องกันน้ำท่วม แต่ยังต้องมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งด้วย

“การบริหารจัดการน้ำไม่ควรเริ่มต้นในวันที่น้ำมา และไม่ควรสิ้นสุดในวันที่น้ำลด รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปแก้ เป็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียก่อนแล้วรัฐจึงค่อยเข้ามาแก้” นายเชาว์วิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย

น้ำท่วมน่านพรรคประชาชนสส.น่าน

อรรษิษฐ์ สั่งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด กำชับฝ่ายปกครอง/ตำรวจ ตรวจสอบรวบรวมพฤติการณ์ผู้เสพยาเสพติด นำตัวดำเนินคดี-บำบัดรักษา

27 สิงหาคม 2569 เวลา 18:44 น.

“ปลัดกระทรวงมหาดไทย”สั่งการผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด กำชับฝ่ายปกครอง/ตำรวจ ตรวจสอบรวบรวมพฤติการณ์ผู้เสพยาเสพติดตามแนวปฏิบัติการนำตัวผู้เสพยาเสพติดดำเนินคดีหรือบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

27 สิงหาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงแนวปฏิบัติในการดำเนินงานเพื่อนำตัวผู้เสพยาเสพติดดำเนินคดีหรือบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 69 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งได้มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา และปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน ป.ป.ส. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบข้อมูลมูลประวัติการเข้ารับการบำบัดรักษา พฤติการณ์และมูลเหตุต่าง ๆ ของผู้เสพ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เน้นย้ำฝ่ายปกครอง/ตำรวจในพื้นที่ ดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีหรือบำบัดรักษา โดยตรวจสอบพฤติการณ์ผู้เสพที่อาจมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น เช่น มีพฤติกรรมที่เป็นอันธพาล ก่อกวน สร้างความเดือดร้อน หรือมีประวัติการใช้ความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัวหรือสังคม เพื่อรวบรวมเป็นพฤติการณ์ในการพิจารณาดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต่อไป ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายบูรณาการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”

อรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์,ปลัดกระทรวงมหาดไทย,กระทรวงมหาดไทย,

อรรษิษฐ์ ยังปึ้ก! ไหว้เคารพส่ง อนุทิน เก้าอี้ปลัดมหาดไทยยังเหนียวแน่น

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:36 น.

27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังเสร็จสิ้นภารกิจ โดยก่อนเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่รอส่งนายกฯ ขึ้นรถ ได้ก้มศีรษะ ย่อตัวและยกมือไหว้นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้จับแขนลุกขึ้น ก่อนจะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไป

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ตำแหน่ง ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นายอรรษิษฐ์ อาจถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงอื่น ภายหลังมีกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่พยายามผลักดันบุคคลอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แทน ซึ่งปรากฏว่า การแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว นายอรรษิษฐ์ ยังคงดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามเดิม

กระทรวงมหาดไทย,ปลัดกระทรวงมหาดไทย,อรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์,