ฝ่ายค้าน ระดมถาม ป.ป.ช. ดองเค็มคดี นักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์ 2 ปีไร้คืบ หวั่นสังคมไม่เชื่อมั่นปราบโกง

ฝ่ายค้าน ระดมถาม ป.ป.ช. ดองเค็มคดี นักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์ 2 ปีไร้คืบ หวั่นสังคมไม่เชื่อมั่นปราบโกง

ฝ่ายค้าน ระดมถาม ป.ป.ช. ดองเค็มคดี นักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์ 2 ปีไร้คืบ หวั่นสังคมไม่เชื่อมั่นปราบโกง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

ฝ่ายค้าน ระดมถาม ป.ป.ช. ดองเค็มคดี นักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์ 2 ปีผ่านไร้คืบหน้า หวั่นสังคมไม่เชื่อมั่นปราบโกง ด้าน อภิสิทธิ์ เหน็บแสบอยากให้เชื้อเกลียดโกง ติดไปยัง เลขาฯ-กก.ป.ป.ช.  บ้าง เพื่อทำให้ไทยเลิกถูกเรียกเป็น คนป่วยของเอเชีย

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่  30 ก.ย. 2567 และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่ารายงานของ ป.ป.ช. ระบุถึงตัวชี้วัดการไต่สวน โดยเป้าหมาย 2 ปี ทำได้ 25% จาก 80% ซึ่งเชื่อว่ามีคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น รวมในสถิติด้วย ซึ่ง ป.ป.ช.ยกข้อกล่าวหา เท่ากับฟอกขาวให้กับนายศักดิ์สยาม อย่างไรก็ดีในประเด็นดังกล่าวพบข้อพิรุธ ทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาภายในเดือน พ.ค. นี้ เพื่อให้ตั้งกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. อย่างไรก็ดีตนขอความชัดเจนในกรณีที่ ป.ป.ช.ยกข้อกล่าวหาคดีดังกล่าว ว่า ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงใดๆ กรณีซุกหุ้นก่อนมีติยกคำร้องหรือไม่ เพราะตนมีข้อสันนิษฐานว่าไม่มีการไต่สวนเองหรือตั้งกรรมการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 51 และได้ยกคำร้องแบบรวบรัดโดยอาศัยมาตรา 49 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช.

“ขอให้ตอบให้ชัดว่า ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ไต่สวนขอทราบเหตุผล เพราะตามข้อเท็จจริงในกระบวนกาพิจาราศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดถึงเส้นการเงิน การโอนหุ้น มีความพยายามซุกหุ้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มากเพียงพอให้ไต่สวนได้ ก่อนด่วนสรุปยกคำร้อง ทั้งนี้ในรายละเอียดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ควรเข้าถึง” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ป.ป.ช. ได้ชี้แจงในแถลงการณ์ว่ามี 3 ฐานความผิด โดยมี 2 ฐานยกคำร้อง คือ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ การแทรกแซงเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง ส่วนประเด็นจริยธรรมอยู่ในระหว่างดำเนินการ ดังนั้นทำไม ป.ป.ช. จึงจำกัดตรวจสอบเฉพาะ 3 ฐานความผิด ทั้งที่มีข้อกล่าวหาที่ครอบคลุมเรื่องอื่น เช่น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ อย่างไรก็ดีในคำชี้แจงของ เลขาธิการ ป.ป.ช.  ให้ทัศนะผ่านสื่อสาธารณะว่า เมื่อประชาชนวิจารณ์เยอะ คือ สังคมป่วย ตนคิดว่าหากมีองค์กรที่ควรทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ปกป้องและปกปิดการทุจริตที่จะทำให้สังคมป่วย

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายด้วยว่า การทำงานของป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามจากสังคม ถึงภาพรวมการทุจริตในประเทศลดลงหรือเพิ่มขึ้น แต่จากข่าวและผลสำรวจเห็นชัด ทั้งนี้รายงานของ สตง.ที่อ้างถึงการทำงานของป.ป.ช. ระบุว่าการร้องเรียนคดีทุจริตเพิ่มขึ้น  แต่คำถามคือ ป.ป.ช.จัดการคดีจบหรือไม่ ทั้งนี้ในรายงานพบว่า ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนในคดีวางเป้าหมาย 2 ปีต้องสำเร็จ 80% แต่รายงานพบว่าทำสำเร็จเพียง 24.42% ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย ทั้งนี้ในรายงานพบว่ามีการดำเนินคดีเสร็จสิ้น 348 เรื่อง และยังมีคดีที่ขอต่อเวลาไต่สวนถึง 1,077 เรื่อง แสดงให้เห็นว่าการไต่สวนคงค้างจำนวนมาก ไม่ทำให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ป.ป.ช. ให้เหตุผลตามรายงานสตง. ว่ามีข้อติดขัดทางกฎหมาย เรื่องเยอะเกินไป พนักงานไต่สวนให้ความสำคัญกับเรื่องไต่สวนที่จะครบ3 ปี มากกว่า2 ปี ถือเป็นเหตุผลที่พิลึก

นายสาทิตย์ อภิปรายต่อว่า เรื่องที่ไต่สวนไม่จบ เป็นไปด้วยความสุจริตหรือไม่ เช่น มีเรื่องกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรายหนึ่ง รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณอันอาจเป็นเงินได้จากผู้ใด คดีดังกล่าวเข้าสู่ ป.ป.ช. 17 ก.ค. 2567 ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์และประโยชน์อื่นใด ที่คำนวณเป็นเงินได้ แต่ผู้ถูกชี้มูลความผิด ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ทบทวน โดยเดือน ต.ค.67 มติเสียงข้างมากของ ป.ป.ช. เพื่อให้เป็นธรรม ให้สอบพยานเพิ่มอีก 2 ปาก โดยจากวันนั้น เวลาผ่านจนถึงปัจจุบันไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนผู้ร้องต้องไปฟ้องศาลอาญาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าเรื่องดังกล่าวมีความผิดปกติ

“ที่บอกว่าเรื่องเยอะ ไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้ส่อให้เห็นถึงความผิดปกติที่ถูกวิจารณ์ ซึ่งไไม่ทราบว่าเรื่องทำนองนี้มีมากหรือไม่ ถึงขนาดวิจารณ์ว่าขึ้นอยู่เป็นคนของใครด้วยหรือไม่ รอพยาน 2 ปาก เกือบ 2 ปี กับคดีที่มติเสียงข้างมาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไปแล้ว ดังนั้นสำนักงานป.ป.ช. ต้องให้ความกระจ่างกับสังคม หากป.ป.ช. จัดการทุจริต แต่หากถูกตั้งคำถามสุจริตเสียเอง ประชาชนจะพึ่งใคร” นายสาทิตย์ อภิปราย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอให้ ป.ป.ช. นำข้อมูลที่มีการเปิดเผยผลสำรวจต่อการติดสินบนในหน่วยงานราชการ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มาพิจารณาเพื่อไปปรับปรุงการทำงานแก้ปัญหา ทั้งนี้ตนไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนอภิปรายนั้น ไม่แน่ใจว่า เลขาธิการ ป.ป.ช. จะมองว่าตนเป็นคนป่วยของสังคมหรือไม่ แต่ตนเหมือนคนไทยทั้งประเทศที่ป่วยเป็นโรคเกลียดการโกง และอยากให้เชื้อดังกล่าว ติดไปถึง เลขาธิการ ป.ป.ช. และกรรมการป.ป.ช. ประเทศไทยจะหายป่วยหรือ เลิกถูกเรียกเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

โชว์ผลงาน 7 เดือน สตช. เอาจริง! ยึดยาบ้าเฉียดพันล้านเม็ด อายัดเงินตุ๋น 2.2 พันล้าน

โชว์ผลงาน 7 เดือน สตช. เอาจริง! ยึดยาบ้าเฉียดพันล้านเม็ด อายัดเงินตุ๋น 2.2 พันล้าน

โชว์ผลงาน 7 เดือน สตช. เอาจริง! ยึดยาบ้าเฉียดพันล้านเม็ด อายัดเงินตุ๋น 2.2 พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

21 พฤษภาคม 2569 – พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมชมผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคง พร้อมโชว์ศักยภาพการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านข่าวกรองและการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยเปิดเผยตัวเลขความสำเร็จในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ และทุนต่างด้าวสีเทา

ชูยุทธศาสตร์ “Hit the Point” ทลายเครือข่ายยาเสพติด ยึดทรัพย์กว่า พันล้าน

ผลการกวาดล้างยาเสพติดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2568 – 15 พฤษภาคม 2569) พบว่ามีการตรวจยึดยาบ้าได้เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้าถึงร้อยละ 41 โดยขบวนการค้ายายังคงใช้เส้นทางเหนือและอีสานในการลำเลียง สตช. จึงงัดยุทธศาสตร์ “Hit the Point” เข้าแก้ปัญหาถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อลดทั้งอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) นำไปสู่ผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • จับกุมผู้ต้องหา: 188,643 ราย
  • ยึดยาบ้า: 928 ล้านเม็ด
  • ยึดไอซ์: 35 ตัน
  • ยึดเคตามีน: 5 ตัน
  • ยึดยาอี: กว่า 300,000 เม็ด
  • อายัดทรัพย์สิน: มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท

สกัดภัยไซเบอร์ ระงับบัญชีม้า-อายัดเงินโอนทันควัน 2.2 พันล้าน

สำหรับสถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 แม้สถิติคดีและมูลค่าความเสียหายโดยรวมจะลดลง แต่การหลอกลวงด้านการลงทุนและการจ้างงานกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยมีสถิติที่สำคัญ ได้แก่:

  • รับแจ้งความออนไลน์: 191,579 เรื่อง (เฉลี่ย 1,052 เรื่องต่อวัน)
  • มูลค่าความเสียหาย: 12,302 ล้านบาท

สตช. ได้ยกระดับมาตรการ Take Down Real Time ปิดเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ที่กระทำผิดแบบทันท่วงที พร้อมเร่งขยายผลจับกุมกลุ่ม “ม้ากดเงิน” และ “คอกม้า” ส่งผลให้สามารถ ระงับยอดการโอนเงินได้สำเร็จกว่า 2,257 ล้านบาท

เปิดยุทธการ “Bad Guys Out” กวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย-นอมินี

เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมือง และการประกอบธุรกิจผ่านนอมินีที่กระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ ในช่วง 6 เดือนแรก สตช. จับกุมเครือข่ายลักลอบขนคนต่างด้าวได้ถึง 173 คดี พร้อมเปิดปฏิบัติการ “Operation Bad Guys Out” โดย ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ เพื่อขับเคลื่อนการปราบปรามในระดับพื้นที่อย่างเร่งด่วน ผ่านแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ:

  1. ระยะสั้น (เดือนแรก): “เอกซเรย์ ระดม กวาดล้าง” ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น
  2. ระยะกลาง (6 – 9 เดือน): “ขุดราก ถอนโคน” ทลายเครือข่ายผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  3. ระยะยาว (1 – 2 ปี): วางระบบฐานข้อมูลและตรวจสอบคนต่างด้าวแบบยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทวงคืนความสงบสุขให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ


_________________________________________________________________________________________________________________

อธิบดี ปค. โต้ ปลัดจังหวัดภูเก็ต ปมเด้งช่วยราชการฯ ไม่เป็นธรรม ชี้ยังไม่สรุปว่าผิด แค่เรียกมาสอบเพิ่ม

อธิบดี ปค. โต้ ปลัดจังหวัดภูเก็ต ปมเด้งช่วยราชการฯ ไม่เป็นธรรม ชี้ยังไม่สรุปว่าผิด แค่เรียกมาสอบเพิ่ม

อธิบดี ปค. โต้ ปลัดจังหวัดภูเก็ต ปมเด้งช่วยราชการฯ ไม่เป็นธรรม ชี้ยังไม่สรุปว่าผิด แค่เรียกมาสอบเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

อธิบดี ปค. โต้ ปลัดจังหวัดภูเก็ต ปมโพสต์ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังถูกเด้งช่วยราชการฯ เผย ยังไม่สรุปว่าผิด เพียงแค่เรียกมาสอบเพิ่ม จ่อใช้กลไก ปปง.ร่วมตำรวจ คาดรู้ผลเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงกรณีที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งให้ไปช่วยราชการฯ โดยโพสต์ในโซเชียลฯ ว่า “ยึดหาดฟรีดอม และหาดบางเทาคืนให้รัฐบาลมูลค่าหลายพันล้าน นี่หรือคือความเป็นธรรม” ว่า การช่วยราชการกับเรื่องยึดพื้นที่หาดฟรีดอมคืนให้รัฐบาลมูลค่าพันล้านบาท เป็นคนละเรื่องกัน ส่วนการทำดี ทำถูก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ทำผิดหรือส่วนที่จะต้องมีการดำเนินการต่อก็มีอยู่ มันต้องแยกส่วนกัน

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบมีเจ้าหน้าที่รัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 5 คนหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในการตรวจสอบ

เมื่อถามถึง ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่แสดงความไม่พอใจ จะสามารถยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมได้หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า สามารถยื่นได้ เพราะคำสั่งตรงนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเรียกมาประจำ เพื่อมาสอบเพิ่มเติมภายใน 30 วัน ตอนนี้ถือว่ายังไม่มีความผิดอะไร

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ที่นายนฤชา ซึ่งควบตำแหน่งคณะกรรมการ ปปง.ได้ใช้อำนาจกลไกของ ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ภูเก็ต และพื้นที่สุราษฎร์ธานี พบความผิดอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานที่ชัดเจนอีกครั้ง และคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยตนกำลังติดตามในเรื่องนี้อยู่

ผู้สื่อข่าวถามกรณี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ จะมีปฏิบัติการลงพื้นที่เกี่ยวกับนอมินีที่รุกพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง แสดงว่ามีกลุ่มเหล่านี้อยู่จริงใช่หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีอยู่หลายพื้นที่ เหมือนที่พวกเรารู้

ทั้งนี้สำหรับคำสั่งให้ปลัดจังหวัดภูเก็ตไปช่วยราชการฯ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับอีก 3 นายอำเภอ และ 1 เจ้าหน้าที่ป้องกันจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้เกิดการสอบสวน และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ภายหลังผู้ประกอบการสถานบันเทิง ในหาดป่าตอง รวมตัวคัดค้านการรีดไถ่และการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่

ปชป.คึก!!! ดันฟื้นกฎหมายภาคประชาชนสัปดาห์เดียว 5 ฉบับ

ปชป.คึก!!! ดันฟื้นกฎหมายภาคประชาชนสัปดาห์เดียว 5 ฉบับ

ปชป.คึก!!! ดันฟื้นกฎหมายภาคประชาชนสัปดาห์เดียว 5 ฉบับ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“ปชป.”คึก! ดันฟื้นกฎหมายภาคประชาชนสัปดาห์เดียว 5 ฉบับ ทั้ง”PRTR-แรงงาน-สภา SME-กองทุน อสม.” ชงแก้ รธน.ตั้ง”สสร.”ห้ามแตะหมวด 1-2 ยื่นกระทุ้งสอบผลประโยชน์ทับซ้อน”ศักดิ์สยาม”ต่อ

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสรุปการขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติและมาตรการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ในรอบสัปดาห์ ว่า เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุกเพื่อกอบกู้สิทธิของภาคประชาชน และอุดช่องว่างทางกฎหมายที่ถูกฝ่ายบริหารเพิกเฉย ยืนยันเดินหน้ายื่นร่างกฎหมายสำคัญและมาตรการตรวจสอบทุจริตอย่างเข้มข้น

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ “ไม่ยืนยัน” ร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน ส่งผลให้ความเพียรพยายามของภาคประชาชนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ในสัปดาห์นี้ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาอีกครั้ง โดยหยิบยกเอาเนื้อหาที่ผ่านการเคาะจากชั้นกรรมาธิการวิสามัญชุดก่อน ซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างภาคส่วนต่างๆ มาปัดฝุ่นและยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ประกอบด้วย

1.ร่าง พ.ร.บ.รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างฉบับของ ปชป.จะใช้เนื้อหาเดิมที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและภาคธุรกิจแล้ว แต่จะมีการ ปรับลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลให้สั้นลงจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยให้สอดรับกับเกณฑ์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามหมุดหมายของประเทศ

2.ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มุ่งเน้นการขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการทุกรูปแบบ โดยนำร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วมาปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่

3.ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อยกระดับและรับรองสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์ของแนวหน้าสุขภาพ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ เพิ่มกลไก “กองทุนสวัสดิการ อสม.” เข้าไปในร่างกฎหมาย เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พรรคได้จัดทำร่างกฎหมายที่เป็นเสาหลักนโยบายของพรรคเสร็จสิ้น และพร้อมยื่นต่อสภาอีก 2 ฉบับ คือ

1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ปรับปรุงกติกาให้หน่วยงานรัฐต้องจัดทำและจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitalization) เพื่อความโปร่งใสและเอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล (Open Data) พร้อมกระชับกระบวนการอุทธรณ์ในกรณีที่รัฐปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

2.ร่าง พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สภา SME) จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศในการคานอำนาจและเจรจาต่อรอง พร้อมบรรจุบทบัญญัติบังคับให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม SME ไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดสัดส่วนโควตาในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงในส่วนการตรวจสอบความโปร่งใสว่า คณะทำงานกฎหมายของพรรคได้ตรวจสอบมติและการแถลงข่าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จและไม่ได้แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง

“พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมีผลผูกพันทุกองค์กร และได้ชี้ชัดไว้แล้วว่าพฤติการณ์ของนายศักดิ์สยามเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 126 ในเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ดังนั้น สส.พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดในประเด็นนี้ต่อไปตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนเสียง สส.ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง จึงได้เปิดฉากเจรจาประสานงานกับพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีอุดมการณ์และเผชิญปัญหาทำนองเดียวกัน เพื่อร่วมมือกันผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยดีเดย์เตรียมยื่นร่างร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีกรอบสาระสำคัญ 3 ประการ

1.ที่มาของ ส.ส.ร.ต้องกระจายตัว กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการคัดเลือกและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกลไกการโหวตเลือกในรัฐสภาจะต้องออกแบบให้เกิดการกระจายสัดส่วน ไม่ให้กลุ่มทุนหรือเสียงข้างมากในสภาเข้าควบคุมหรือผูกขาดอาณัติของ ส.ส.ร.ได้

2.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของรัฐและความรู้สึกของสังคม

3.ปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาหลังจากที่ ส.ส.ร.ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยเดินหน้าได้โดยไม่ถูกกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษใช้อำนาจยับยั้งจนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องตกไป

“ทั้งหมดนี้ก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับด้านนิติบัญญัติที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ขับเคลื่อนในสัปดาห์นี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายก​ฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​-นักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

นายก​ฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​-นักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

นายก​ฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​-นักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“นายก​ฯ”รับฟังสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ บอกผู้มีอิทธิพลไม่ใช่คนไม่ดี แต่เป็นคนที่โน้มน้าว ปชช.ให้คนทำความดีได้ แซว”สุชาติ” เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​ เป็นคนนักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับฟังการนำเสนอสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล​ จากผู้ว่าราชการและผู้บังคับการจังหวัดทั่วประเทศ

จากนั้น นายกฯ ได้กล่าวปิดการประชุม ว่า ในนามของหัวหน้ารัฐบาล ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีและปรากฏการณ์ใหม่ ที่คณะผู้บริหาร ด้านการปกครองและความมั่นคงได้มาสุ่มศีรษะ หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ใช้เวลาตั้งแต่เช้า ถือว่ามาทำงานร่วมกันในทำเนียบรัฐบาลวันนี้เพื่อผลักดันสิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนและประเทศของเรา ไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้เต็มที่ก็ 10 โมงครึ่ง ตนได้อยู่กับพวกท่านตลอดไม่ได้ไปไหนเดินตามวงต่างๆ

นายกฯ กล่าวว่า จากการรับฟังการสรุปของผู้แทน ของ 4 หน่วยงานแนวระดับปฏิบัติการ ได้ให้บทสรุปเรื่องปัญหาต่างๆ​ อย่าง ปัญหานอมินีที่ให้มีความผิดเท่ากับการฟอกเงิน การแก้ไขปัญหายาเสพติด​ เป็นต้น​ ตอนนี้ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ข้าราชการไทยจะทำเพื่อคนไทยไม่ได้ แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามระเบียบ ส่วนการเอกซเรย์ผู้มีอิทธิพล ตนเห็นต่างกับท่าน เพราะผู้มีอิทธิพลไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่อาจจะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวให้คนทำความดีเป็นที่พึ่งพิงของคนได้ ทุกคนก็มีอิทธิพลกับตน ทั้งอิทธิพลทางความคิดในรูปแบบการทำงาน ซึ่งเชื่อว่าบางอย่างตนก็มีอิทธิพลกับท่าน สิ่งเหล่านี้ไม่มีปัญหา ตนจึงบอกให้ยิงไปตรงๆ คนเหล่านี้ ไม่ใช่คนมีอิทธิพล​ แต่คนเหล่านี้คืออันธพาล​ นักเลงก็ไม่ใช่​ ไม่ใช่คนดีแน่นอน​ และยังเน้นย้ำ อย่าทำงานแบบไฟไหม้ฟาง​ใช้กฎหมายมาดำเนินการ​

โดยในช่วงหนึ่ง นายกฯ ยังกล่าวถึง​ การหารือเรื่องของการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภาคเหนือ​ ซึ่งจะนำข้อมูลไปส่งต่อยัง นายสุชาติ​ ชมกลิ่น​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะกล่าวติดตลกว่า “เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ ผมรู้จักเขามากพอสมควร​ เป็นคนใช้ได้​ เป็นคนนักเลง​ บางทีพูดผิดเวลานิดหน่อยเท่านั้น​ แต่ก็ได้มีการขอโทษคู่กรณีแล้ว”

นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่เรื่องแผนที่​ One​ Map มีอัตราส่วน 1 : 4,000 ที่มีขนาดแม่นยำมากที่สุด นี่ขนาดจะไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแค่ 1 : 50,000 แต่​ 1 : 200,000 ไม่ต้องพูดนั่นเป็นการกะ ไม่มีทางที่จะหาข้อยุติลงมาได้ 1 : 50,000 ยังยุติยาก  นั่นเป็นเรื่องระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ภายในประเทศของเราหากสามารถดำเนินนโยบายวันแบบโดยใช้ 1 : 4,000 ได้ความชัดเจนความยุติธรรมก็จะเกิดขึ้น ใครจะโดนเพิกถอนใครจะได้รับความเป็นธรรมก็จะไม่มีข้อโต้แย้ง ที่เถียงแบบข้างๆ คูๆ จะไม่มีอีกต่อไปเพราะแผนที่มีความละเอียดเป็นอย่างมาก

นายก​ฯ​ ยัง​กล่าว​ ชื่นชม​คำของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีราชสีมา ไม่ใช่อนุทินชอบอนุพงษ์ มีคอนเซ็ปว่า​ ยาเสพติดต้องซีลชายแดนด้วย ซึ่งก็ตรงกับ ผบ.ตร.​พูด เพราะจะไม่เข้ามาพักด้านในได้​ ทุกอย่างเข้ามาจากทางชายแดน​ แต่สิ่งที่ตนต้องชื่นชม ในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดของทุกคนทุกท่าน ทุกครั้งที่ได้มีการแถลงการจับกุมก็จะได้รับฟังคำบรรยาย ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางและรูปแบบลำเลียง ซึ่งต้องเฝ้าระวังในเรื่อง​ แต่มั่นใจในการทำงาน

นายกฯ​ ยังกล่าวว่า​ ความเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ตนจึงตัดสินใจที่จะดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงด้วยตัวเอง ไม่ได้ให้รัฐมนตรีคนใดมากำกับดูแล ผมเข้ามาทำงานกับท่านในสมัยแรกมีเหตุการณ์มีความรุนแรงและซีเรียสมากมาย ทำให้ผมต้องทำงานกับพวกท่านอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่กองทัพไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคง การที่อยู่ตรงนี้ สามารถสื่อสารกับท่านโดยตรง ความเป็นเพื่อนร่วมงาน การสนับสนุนจะตัดสินใจได้เร็ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ตนต้องเชื่อท่าน เพราะถ้าไม่เชื่อท่าน จะทำงานด้วยกันไม่ได้อย่าทำงานเลยดีกว่า พร้อมขอให้ท่านเชื่อตัวผมได้ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ระหว่างท่านกับผม แต่เป็นความชื่นชมของประชาชน ที่มาจากการทำงานร่วมกัน ถ้าเราไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ไม่วางยากันไม่สอดไส้ หรือมุ่งทำลายซึ่งกันและกัน ก็จะไม่มีที่ยืนให้กับอันธพาลในประเทศ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอกับผู้กำกับ ผบ.ตร.กับนายกฯ แล้วจะมีตรงไหน ที่คนทำผิดกฎหมาย หรือข่มเหงประชาชนเอาเปรียบประเทศชาติจะยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้ จึงขอฝากให้ตระหนักและอย่าได้ท้อแท้หรือท้อถอย ในภารกิจที่พวกเราทุกคนมีความรับผิดชอบ

นายกฯ กล่าวว่า อีกหนึ่งคำที่เป็นคีย์เวิร์ดในวันนี้ เป็นคำของผู้การฯ จ.สุราษฎร์ และผู้ว่าฯ​ ภูเก็ต ข้อมูลคืออำนาจ​ “Information is Power” ขอให้มีการทำแพลตฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมฐานข้อมูลจากผู้ป่วยเชื่อมโยงกัน เป็นสิ่งที่กำลังทำและเดินหน้าต่อไปเพราะต้องเข้าโออีซีดี​ และทำอีกหลายกิจกรรมที่จะทำให้ไทยเข้าคุณสมบัติที่จะได้ถือว่าเป็นประเทศ ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับประชาคมโลกได้ หรือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ก่อนย้ำว่า​ สิ่งที่จะเป็นความกดดันคือความคาดหวังของประชาชนจะบังเกิดขึ้น และมั่นใจว่าจะเกิดสิ่งดีๆให้กับประชาชนคน​

นิกร ซัดกลับ เท้ง เจาะยางแก้ รธน. ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่

นิกร ซัดกลับ เท้ง เจาะยางแก้ รธน. ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่

นิกร ซัดกลับ เท้ง เจาะยางแก้ รธน. ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

“นิกร”ซัดกลับ”เท้ง” เจาะยาง”แก้ รธน.” ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่ ยัน”โมเดล สสร.”ยึดเสียงข้างมากตามสัดส่วน สส. ขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้ง โต้ไม่มีสีใดผูกขาด-เนวินไร้เอี่ยวมีใบสั่ง

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนจำเป็นต้องแถลง เนื่องจากถูกโจมตีอีกแล้วจากฝ่ายค้าน และจริงๆ น่าจะเดินกันคนละเส้นอยู่แล้ว เพราะเราเป็นฝ่ายรัฐบาล คราวที่แล้วนายกรัฐมนตรี บอกว่าเป็นภารกิจของรัฐสภา และไม่ได้บรรจุมาเป็นร่างของพรรคประชาชน ครั้งที่แล้วผู้นำฝ่ายค้านก็บอกว่าไม่จริงใจ พอพรรคภูมิใจไทยยื่นเป็นร่างแรก ก็มีปัญหาอีก ทางใครทางมัน พรรคร่วมรัฐบาล ก็เสนอเข้ามา เพื่อปฏิบัติตามคำที่นายกฯ บอกว่าทำตามคำสั่งประชาชน ขยับซ้าย ขยับขวาก็ถูกโจมตี ตนมองว่าไม่เป็นธรรม ตอนนั้นก็บอกว่าไม่จริงใจ ไม่รับรองร่าง พอยื่นมา ก็หาว่าแบบนั้นแบบนี้ จะให้ถูกคว่ำอีกสักกี่หน เรารู้อยู่แล้วว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชี้แบบนั้นเพราะไปพิรี้พิไรยื่นแล้วยื่นอีก ศาลจึงชี้ว่าเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงไม่ได้ ถามว่าเกิดจากใครที่ไปกระตุ้นขึ้นมา

“เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้วก็ไปผูกมัดทุกองค์กร เราจะไปสุ่มเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องออกแบบใหม่ให้สสร.สมัครเข้ามาแบบร่างแรก แล้วให้รัฐสภาเป็นคนเลือกตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น หากต้องการเสนอร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อให้ถูกเสนอคว่ำอีกที อย่างเช่นครั้งที่แล้ว ที่มีปัญหาเรื่องเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา ก็อยู่ที่นายณัฐพงษ์” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนความกังวลว่าจะเป็น สสร.สีน้ำเงิน ตนเองและฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย คุยกันว่าต้องมีการคลายตัว โดยการแบ่งเป็น สว. 200 คน และ สส. อีก 500 คน โดยใช้กลไกรัฐสภาแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคมีอยู่ ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลมี สส.มากกว่า จึงย่อมมีสัดส่วนมากกว่า หลักการตรงนี้จึงไม่ได้ผิดพลาด หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคของท่านมี สส.มาก ก็จะได้สัดส่วนมาก เราก็จะยอมรับ จึงรับประกันได้เลยว่าไม่มีสีใดสีหนึ่งโดยเฉพาะ ประเด็นต่อมา เรื่องการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ท่านมีความเชื่อของท่าน ก็ว่าไป แต่จะไปกล่าวหาว่าเพิ่มอำนาจให้ สว.ไม่ได้ เพราะครั้งนี้เราลดเสียง สว.ร่วมเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เป็น 1 ใน 4 เท่ากับใช้เสียง สว. 50 เสียง จึงไม่ถือเป็นการเพิ่ม หากเพิ่มขึ้นควรเป็น 1 ใน 2 ถือว่าลดมาจากร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่ควรโจมตีกันด้วยความไม่มีหลักเกณฑ์

นายนิกร กล่าวถึงแนวทางที่ให้มีคูหาเลือกตั้ง สสร.ทางอ้อม ว่า หากมีคูหาก็จะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 100% เดิมทีศาลไม่ได้ชี้มาแบบนี้ เราหวังว่าจะได้เลือกกันเอง เหมือนครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 ปรากฏว่า เมื่อพูดมาแบบนี้ ศาลจึงชี้มาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง มาจากความพิรี้พิไรของใคร จากการสอบถามยื่นแล้วยื่นอีกของใคร ศาลจึงพูดให้ชัดไปแบบนี้เลย กลายเป็นว่าปิดทางตัวเอง แล้วยังมาบ่นคนอื่นอีก

“ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสนอแนวทางให้มีคูหาเลือกตั้ง เพราะจะมีปัญหาตามมา เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวัดที่จะมีผู้สมัครมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เลือกยาก ในอดีตเคยมีแนวทางให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดสมัครเข้ามา แล้วเลือกกันเองให้เหลือครึ่งหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่กล้าทำอย่างนั้นแล้ว เพราะใครล่ะ เป็นคนชี้ช่องให้ปิดทางแบบนี้” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า ขณะที่ข้อกังวลว่าหากกลไกเป็นแบบนี้ จะทำให้เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ตนขอถามกลับว่า ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือไม่ ควรว่ากันไปเป็นประเด็นก่อน พรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่พรรคฝ่ายติ เห็นอะไรก็ติไปหมด เมื่อรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ก็บอกว่าไม่จริงใจ แล้วเมื่อยื่นร่างแก้ไขเข้ามาก็ตำหนิอีก โดยที่เรามีความมุ่งหวังจะทำให้สำเร็จ แต่อาจจะดูเลวร้ายในความคิดของฝ่ายค้าน ก็ค่อยไปว่ากันในการพิจารณาวาระหนึ่ง แต่ให้เราไปตามใจคุณไม่ได้ ไม่ควรล้ำเส้น เพราะเราต้องยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก ส่วนกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นการกล่าวหาที่ไม่อยู่ในข้อเท็จจริง เสี่ยงที่จะโดนฟ้องร้อง ตนเองได้อยู่กับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันได้ว่า นายเนวิน ไม่เคยโทรหาตน หรือใครทั้งสิ้น

นายนิกร กล่าวด้วยไปว่า พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ก็ควรทำงานของใครของมัน ก่อนหน้านี้มีการมาขอดูร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตนเองก็ไม่ให้ เพราะหากดูร่างของเราแล้วมาตำหนิทีละจุดๆ ถือว่าไม่เป็นธรรม ควรยกร่างตามความเชื่อของแต่ละฝ่าย แล้วค่อยมาบรรจุพร้อมกันในการพิจารณาของรัฐสภา ปกติตนไม่ว่าใครก่อน แต่นี่เป็นเพราะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ เล็งเสนอรัฐบาลออก กม.คุมทุจริตที่เปลี่ยนไป พร้อมจับมือ กลต.คุมบริษัทเสนองานรัฐ ต้องมีธรรมาภิบาล มองปัญหา นอมินี ต้องเข้มบังคับใช้กฎหมาย ขณะต่างชาติมาทำธุรกิจทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างปัญหา

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวเปิดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.ครั้งที่ 1 นำสื่อมวลชน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ จ.ราชบุรี และลพบุรี  เพื่อดูปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายสแตนเลส และการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ โดยระบุว่าการนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อให้ได้เข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสื่อสารให้กับประชาชนได้รับรู้ ซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดย ป.ป.ช.เป็นเพียงแกนนำในการขับเคลื่อน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ตนคิดว่าบทบาทของสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการ นำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงให้สังคมเกิดความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งจากที่ติดตามข่าวรวมถึงความเห็นนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตหลายเรื่องอาจไม่ได้ตรงทีเดียว  เช่น กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเรียกรับสินบน  โดยจะต้องดูเนื้อหาว่ามีข้อมูลหน่วยงานรัฐรับสินบนอย่างไรบ้าง การสำรวจความคิดเห็นตรงกับความจริงหรือไม่  รวมถึงข้อมูลและบุคคลที่สัมภาษณ์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือใช้ความรู้สึก 

จึงเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตขึ้นมา และมีการประชุมไปเมื่อวานนี้   ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่รัฐบาลแรกที่ดำเนินการแต่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการและมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเห็นกลไกใหม่ๆว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนออะไรขณะที่รองนายกรัฐมนตรีระบุจะต้องผลักดันกฎหมายและตนก็เคยแสดงความคิดเห็นโดยต้องรู้ปัญหาคอรัปชั่นว่าเกิดจากสาเหตุใด  ซึ่ง ป.ป.ช. พยายามสังเคราะห์และแยกแยะปัญหาคอรัปชั่นเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย  เกิดจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ไปเร่งรัดเอาผลประโยชน์หรือใช้อำนาจของนักการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดย 60% ที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและชี้มูลไปเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของแผนงานโครงการของรัฐและงบประมาณแผ่นดินที่จัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการกระจาย งบประมาณแผ่นดินลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

ดังนั้น ตัวเลขที่รับทราบกันดีว่าจะมีการจ่ายเงินสินบนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องควบคุมหรือสร้างกลไกไม่ให้การคอรัปชั่นอยู่คู่กับสังคมของไทย และเกือบทุกประเทศ ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญสหประชาชาติ
ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC)  ได้ยกระดับการทุจริตคอรัปชั่นเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด 

ซึ่งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการไปแสวงหาผลประ โยชน์ สร้างผลกระทบกับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่  ซึ่งทรัพยากรที่เราเสียไปจากการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด จึงมีการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ออกนโยบายเพื่อทำงานร่วมกัน เช่น ป.ป.ช. ทำงานร่วมกับ สตง. และ ปปท. ตรวจสอบโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และวางมาตรการหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดการคอรัปชั่น พิสูจน์ว่าราคากลางจริงหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  มีการล็อคสเปคเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ เน้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น โดยได้ยกตัวอย่างมีการดูดทรายในพื้นที่แม่น้ำโขง รวมถึงการใช้อำนาจกำกับดูแลป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยหยุดนิ่ง เราบูรณาการตรวจสอบทั้งในเรื่องทรัพย์สินเพื่อให้กลไกการปราบปรามทุจริตมีประสิทธิภาพ เราฟ้องคดีอาญากรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงไปหลายเรื่อง แต่บางเรื่องที่เป็นประเด็นในสื่อโซเชียล แม้จะทำให้สังคมตื่นตัว ขณะเดียวกันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจ และไม่เห็นถึงปัญหาจริง 

นายสุรพงษ์  กล่าวว่า การจะทำให้การป้องกันการทุจริตได้ผล ต้องค้นหาเหตุ หากมองประเด็นการทุจริตในเรื่องหนึ่ง เราต้องดูในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง  ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการประ สานงานการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น  หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการฯแล้วจะทำให้เกิดกลไกการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อลดช่องว่างของการทุจริต โดยในส่วนของ ป.ป.ช.ก็มีแผนจะดำเนินการ เช่น การเสนอกฎหมาย หรือการส่งเสริมการศึกษาและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมยกตัวอย่างกรณีนอมินีที่เกิดขึ้น  ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมาก็ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม  หรือจะเป็นตัวเงินก็ได้ แต่หากจับได้ว่ามีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองหรือพระราชบัญญัติสัญชาติ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ดิน เราจะไล่ดูในส่วนนี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและใครที่ต้องรับผิดชอบ สุดท้ายเราจะได้ข้อสรุปว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร  หากเข้าใจปัญหาตนเชื่อว่าสุดท้ายจากควบคุมการคอรัปชั่นได้  เพราะกฎหมายการปราบทุจริตคอรัปชั่นต่างๆมาจากปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมอย่างรวดเร็ว

“การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างปัญหา  เพราะฉะนั้นเราต้องมองทั้งระบบว่าการทุจริตคอรัปชั่นมีกี่ประเภท แล้วสร้างกลไกแก้ปัญหาแต่ละด้าน  เราก็จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการติดตามทรัพย์สินคืน เป็นการทำงานแบบครบวงจรเพื่อไม่ให้การทุจริตเติบโตและอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้” 

เลขา ป.ป.ช. กล่าวว่า มีกฎหมาย ป.ป.ช. อีกหลายฉบับที่จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น  ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเมื่อวานนี้ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง  โดย ป.ป.ช.มีแนวทางเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับต่อรัฐบาลเพื่อนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ในการปราบทุจริต ทั้งในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการชะลอการไต่สวนนิติบุคคล  ซึ่งเราได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในการสร้างบริษัทธรรมาภิบาล เพื่อให้นิติบุคคลที่จะเสนอราคาโครงการต่อภาครัฐ มีกลไกหรือมาตรการควบคุมภายในที่สามารถระบุได้ว่านิติบุคคลมีธรรมาภิบาลหรือไม่  รวมถึงบริษัทลูกที่จะเข้าไปประมูลงานด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานต่อกรมบัญชีกลาง  เพื่อให้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการบังคับใช้มีมาตรการควบคุมผู้เสนอราคา หรือตรวจสอบว่าจะต้องมีแนวร่วมต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทย หรือ CAC หากไม่มีก็ไม่ได้สิทธิ์เสนอราคา โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ประเทศดีขึ้นในภาพรวม

รัฐมาถูกทาง! ตั้ง คกก.ปราบโกง เลขา ป.ป.ช.ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

รัฐมาถูกทาง! ตั้ง คกก.ปราบโกง เลขา ป.ป.ช.ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

รัฐมาถูกทาง! ตั้ง คกก.ปราบโกง เลขา ป.ป.ช.ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

เลขา ป.ป.ช.มองรัฐ ตั้ง คกก.ปราบโกง มาถูกทาง ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ เล็งเสนอรัฐบาลออก กม.คุมทุจริตที่เปลี่ยนไป พร้อมจับมือ กลต.คุมบริษัทเสนองานรัฐ ต้องมีธรรมาภิบาล มองปัญหานอมินี ต้องเข้มบังคับใช้กฎหมาย ขณะต่างชาติมาทำธุรกิจทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างปัญหา

21 พฤษภาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวเปิดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.ครั้งที่ 1 นำสื่อมวลชน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี และ จ.ลพบุรี เพื่อดูปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายสแตนเลส และการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ สปก. 4-01 โดยมิชอบ โดยระบุว่า การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อให้ได้เข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสื่อสารให้กับประชาชนได้รับรู้ ซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดย ป.ป.ช.เป็นเพียงแกนนำในการขับเคลื่อน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ตนคิดว่าบทบาทของสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ให้สังคมเกิดความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งจากที่ติดตามข่าวรวมถึงความเห็นนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตหลายเรื่อง อาจไม่ได้ตรงทีเดียว เช่น กกร.ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเรียกรับสินบน โดยจะต้องดูเนื้อหาว่ามีข้อมูลหน่วยงานรัฐรับสินบนอย่างไรบ้าง การสำรวจความคิดเห็นตรงกับความจริงหรือไม่ รวมถึงข้อมูลและบุคคลที่สัมภาษณ์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือใช้ความรู้สึก

จึงเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตขึ้นมา และมีการประชุมไปเมื่อวานนี้ ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่รัฐบาลแรกที่ดำเนินการ แต่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการและมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเห็นกลไกใหม่ๆ ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนออะไร ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีระบุจะต้องผลักดันกฎหมาย และตนก็เคยแสดงความคิดเห็น โดยต้องรู้ปัญหาคอรัปชันว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่ง ป.ป.ช.พยายามสังเคราะห์และแยกแยะปัญหาคอรัปชันเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย เกิดจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ไปเร่งรัดเอาผลประโยชน์ หรือใช้อำนาจของนักการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดย 60% ที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและชี้มูลไป เป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของแผนงานโครงการของรัฐและงบประมาณแผ่นดิน ที่จัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการกระจายงบประมาณแผ่นดินลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น ตัวเลขที่รับทราบกันดีว่าจะมีการจ่ายเงินสินบนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องควบคุมหรือสร้างกลไกไม่ให้การคอรัปชันอยู่คู่กับสังคมของไทย และเกือบทุกประเทศ ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) ได้ยกระดับการทุจริตคอรัปชันเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด

ซึ่งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการไปแสวงหาผลประโยชน์ สร้างผลกระทบกับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ ซึ่งทรัพยากรที่เราเสียไปจากการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด จึงมีการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ออกนโยบายเพื่อทำงานร่วมกัน เช่น ป.ป.ช.ทำงานร่วมกับ สตง.และ ปปท.ตรวจสอบโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และวางมาตรการหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดการคอรัปชัน พิสูจน์ว่าราคากลางจริงหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการล็อกสเปกเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ เน้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น โดยได้ยกตัวอย่างมีการดูดทรายในพื้นที่แม่น้ำโขง รวมถึงการใช้อำนาจกำกับดูแลป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยหยุดนิ่ง เราบูรณาการตรวจสอบทั้งในเรื่องทรัพย์สินเพื่อให้กลไกการปราบปรามทุจริตมีประสิทธิภาพ เราฟ้องคดีอาญากรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงไปหลายเรื่อง แต่บางเรื่องที่เป็นประเด็นในสื่อโซเชียล แม้จะทำให้สังคมตื่นตัว ขณะเดียวกันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจ และไม่เห็นถึงปัญหาจริง

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การจะทำให้การป้องกันการทุจริตได้ผล ต้องค้นหาเหตุ หากมองประเด็นการทุจริตในเรื่องหนึ่ง เราต้องดูในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานการต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการฯ แล้ว จะทำให้เกิดกลไกการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อลดช่องว่างของการทุจริต โดยในส่วนของ ป.ป.ช.ก็มีแผนจะดำเนินการ เช่น การเสนอกฎหมาย หรือการส่งเสริมการศึกษาและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมยกตัวอย่างกรณีนอมินีที่เกิดขึ้น ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมาก็ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือจะเป็นตัวเงินก็ได้ แต่หากจับได้ว่ามีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองหรือพระราชบัญญัติสัญชาติ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ดิน เราจะไล่ดูในส่วนนี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และใครที่ต้องรับผิดชอบ สุดท้ายเราจะได้ข้อสรุปว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร หากเข้าใจปัญหาตนเชื่อว่าสุดท้ายจากควบคุมการคอรัปชันได้ เพราะกฎหมายการปราบทุจริตคอรัปชันต่างๆ มาจากปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมอย่างรวดเร็ว

“การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างปัญหา เพราะฉะนั้นเราต้องมองทั้งระบบว่าการทุจริตคอรัปชันมีกี่ประเภท แล้วสร้างกลไกแก้ปัญหาแต่ละด้าน เราก็จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการติดตามทรัพย์สินคืน เป็นการทำงานแบบครบวงจรเพื่อไม่ให้การทุจริตเติบโตและอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้”

เลขา ป.ป.ช.กล่าวว่า มีกฎหมาย ป.ป.ช.อีกหลายฉบับที่จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทุจริตคอรัปชัน ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเมื่อวานนี้ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดย ป.ป.ช.มีแนวทางเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับต่อรัฐบาล เพื่อนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ในการปราบทุจริต ทั้งในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการชะลอการไต่สวนนิติบุคคล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในการสร้างบริษัทธรรมาภิบาล เพื่อให้นิติบุคคลที่จะเสนอราคาโครงการต่อภาครัฐ มีกลไกหรือมาตรการควบคุมภายในที่สามารถระบุได้ว่านิติบุคคลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ รวมถึงบริษัทลูกที่จะเข้าไปประมูลงานด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานต่อกรมบัญชีกลาง เพื่อให้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการบังคับใช้มีมาตรการควบคุมผู้เสนอราคา หรือตรวจสอบว่าจะต้องมีแนวร่วมต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทย หรือ CAC หากไม่มีก็ไม่ได้สิทธิเสนอราคา โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ประเทศดีขึ้นในภาพรวม

สร้างมาตั้งแพง… แต่แพ้ฝน! สภาฯ หมื่นล้านเอาอีกแล้ว ระบายน้ำไม่ทัน

สร้างมาตั้งแพง... แต่แพ้ฝน! สภาฯ หมื่นล้านเอาอีกแล้ว ระบายน้ำไม่ทัน

สร้างมาตั้งแพง… แต่แพ้ฝน! สภาฯ หมื่นล้านเอาอีกแล้ว ระบายน้ำไม่ทัน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

ในวันที่ 21 พ.ค.2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า ภายหลังจากที่เมื่อช่วงดึกของวันที่ 20 พ.ค.69 ปรากฏว่า ฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ กทม. หลายจุด  ร่วมถึงย่านเกียกกาย ด้วย ทำให้อาคารรัฐสภา บริเวณ ชั้น  บี 1  ซึ่งเป็นลานจอดรถ เกิดน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของรัฐสภา เร่งเคลียร์พื้นผิวการจราจร ทำความสะอาด ไล่น้ำที่ท่วมขังออก เพื่อให้พื้นที่บริเวณ ลานจอดรถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ  เนื่องจากจะเริ่มมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร 35 ชุด  ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

“พรรคเศรษฐกิจ”ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต “คริส”ยันเป็นพรรคฝั่งรัฐบาลแต่ไม่อวย ขอยึดหลักโปร่งใสไม่เกรงใจใคร ชม“นายกรัฐมนตรี”แสดงความกล้า พรรคเศรษฐกิจก็ขอช่วยด้วย

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดย นายคริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรค แถลงข่าวกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาเปิดเผยถึง 10 หน่วยงานราชการที่ทุจริตคอร์รัปชันสูง ว่า เรื่องนี้พรรคเศรษฐกิจติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากประเด็นการแถลงโต้ตอบของกรมควบคุมมลพิษ วันนี้เราขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพรรคเศรษฐกิจเล็งเห็นและรับรู้ถึงความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ในการปราบทุจริต

“วันนี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศแสดงความกล้าหาญที่จะเดินหน้า ผมจึงเรียนทุกท่านว่าพรรคเศรษฐกิจพร้อมที่จะตอบรับและสนับสนุนความตั้งใจนี้ด้วย โดยจะจับมือร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนต่างๆ ทั้งที่อยู่ในพรรคและนอกพรรค ในการเดินหน้าตรวจทุจริต 10 หน่วยงานดังกล่าวอย่างเข้มข้น ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม” นายคริส กล่าว

นายคริส กล่าวอีกว่า เราพร้อมที่จะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลที่พร้อมตรวจสอบ หลายคนตั้งคำถามว่าอยู่ฝั่งรัฐบาลแบบนี้ เราจะตรวจสอบกันเองได้อย่างไร ตนขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งเงื่อนไขต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีหรือเก้าอี้ใดๆ เราไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปกป้อง เราไม่มีพันธะกับกลุ่มทุนหรือผลประโยชน์มืด วันนี้ ด้วยสถานะที่พรรคเศรษฐกิจร่วมรัฐบาลอยู่ ตนเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถตรวจสอบหน่วยงานเหล่านี้ได้จริง การเป็นพรรครัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเราต้องหาได้เชียร์รัฐบาลในทุกเรื่อง เรื่องที่ถูกต้องเราพร้อมสนับสนุน เรื่องไหนที่มีการทุจริต เรายินดีที่จะเข้าไปตรวจสอบ

“เรายึดมั่นในหลักการโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เกรงใจใคร ถ้าพ่อแม่พี่น้องท่านใดที่พบเบาะแสในการทุจริต หน่วยงานอื่นก็ได้ ขอให้ส่งข้อมูลของท่านมาบอกพวกเราว่าท่านเจอปัญหาใด” นายคริส กล่าว