ชิลเอาท์กับสเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ดสไตล์ยุโรป บนรูฟท็อฟใจกลางลาดพร้าว @Blue Sky

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677300

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 16:06 น.ชิลเอาท์กับสเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ดสไตล์ยุโรป บนรูฟท็อฟใจกลางลาดพร้าว @Blue Sky

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวชวนดินเนอร์นอกบ้าน สุขสำราญกับเครื่องดื่มชั้นดี ลิ้มรสชาติอาหารชั้นยอด พร้อมเสพสุขกับวิว ชิลเอาท์ง่ายๆ ได้ทุกวันที่ Blue Sky at Centara Grand at Central Plaza Ladprao Bangkok

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ 

เช็กอิน Blue Sky รูฟท็อปบาร์ใจกลางลาดพร้าว บนชั้น 24 ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ที่มาในคอนเซ็ปต์ “สเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ดสไตล์ยุโรป” อาหารและเครื่องดื่มแนวใหม่ที่พร้อมให้ทุกคนสามารถมาดินเนอร์นอกบ้านกับบรรยากาศสบายๆ  ไม่ว่าจะเลือกที่นั่งในห้องแอร์เย็นสบาย ห้องส่วนตัว หรือแบบอัลเฟรสโก้ไดนิ่งที่รูฟท็อปเทอเรซ

สำหรับไฮไลท์แรกของ Blue Sky ที่ทำให้หลายคนอยากมา คงหนีไม่พ้นวิวตระการตายามพลบค่ำที่สามารถทำให้ทุกคนดื่มด่ำกับบรรยากาศแสงสุดท้ายของวัน ชื่นชมความงดงามของเมืองกรุงแบบพาโนรามิค 360 องศา ซึ่งในช่วงเวลานี้ยังมี Happy Hour cocktails (17.00-19.00 น.) นำเสนอโปรโมชั่นน่าสนใจเอาใจนักดื่ม

ส่วนในด้านของอาหารที่ Blue Sky มีการโฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งครั้งนี้มาในคอนเซ็ปต์สเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ตสไตล์ยุโรป พิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี ไม่ว่าจะเป็นเนื้อคุณภาพ ยูเอสดีเอไพร์มแบล็คแองกัส เนื้อ 35 วันดรายเอจเกรนฟีด เนื้อวากิว 400 วันชิลล์เกรนฟีดนำเข้าจากออสเตรเลีย และเนื้อไพร์มคัทเกรดพรีเมี่ยมอีกมากมาย เพิ่มท็อปปิ้งด้วยฟัวกราส์ หรือตับบดผสมคอนยัค และซอสสูตรเฉพาะของทางห้องอาหารกว่า 6 ชนิด ทั้งยังมีเกลือเมนูมากมายให้เลือกโรยตามชอบ โดยนอกจากสเต๊กแล้ว ยังมีซีฟู้ดคุณภาพเยี่ยม อาทิ

Gilled seafood tower อหารทะเลย่างรวม กุ้งล็อบสเตอร์ ขาปูยักษ์อะลาสก้า กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยนางรมสด หรือแบบอบชีสผักโขม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดและมายองเนสเลมอน

Fresh baby cos Caesar salad สลัดผักคอส เบคอนกรอบเคลือบน้ำเชื่อมเมเปิ้ล ขนมปังกระเทียมและพาร์เมซานชีส
Hokkaido scallop ceviche หอยเซลล์ฮอกไกโดเซวิชเช่ คลุกน้ำสลัดเกรฟฟรุตและไข่ปลาคาเวียร์
Grilled Iamb rack สเต๊กซี่โครงแกะออสเตรเลียเสิร์ฟพร้อมเห็ดย่างอาร์ติโชคดอง มะเขือม่วง และซอสแกะโรสแมรี่
Australian wagyu beef burger เบอร์เกอร์เนื้อวากิวออสเตรเลีย เสิร์ฟพร้อมหัวหอมผัดไวน์แดง เชดด้าชีส และมันฝรั่งทอด
Mont blanc parfait เกาลัดและวานิลลามูสครีม สอดไส้ราสพ์เบอร์รี่เจลลี่
Souffle cheesecake ซูเฟล่ชีสเค้ก โยเกิร์ตทรัฟเฟิลครีมและเบอรี่สด

อีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญคือเมนูค็อกเทลสุดคลาสสิคอย่าง “มาร์ตินี่” ที่ถือว่าเป็นเมนูเครื่องดื่มตัวชูโรงของห้องอาหาร ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายเมนู และยังสามารถเลือกส่วนผสมเองได้เพื่อให้เป็นมาร์ตินี่ในแบบเฉพาะ โดยส่วนผสมหลักของมาร์ตินี่คือจินและเวอร์มุดที่มาจากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งยังมีไวน์พรีเมี่ยม และเครื่องดื่มยอดนิยม สปิริต และลิเคอร์ต่างๆ ไว้ให้บริการ โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การรักษามาตรการปฏิบัติล่าสุดของทางรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม

ตามมาสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ ได้ที่ห้องอาหาร Blue Sky at Centara Grand at Central Plaza Ladprao Bangkok  ชั้น 24 เปิดให้บริการทุกวันเวลา 17.00 – 23.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ไลน์ @centaraladprao โทร. 02-541-1234 อีเมล fb_office@chr.co.th หรือเฟซบุ๊ก CentaraGrandLadpraoBangkok

ออน เดอะ เทเบิ้ล ฉีกกฎการลิ้มรส Plant-Based แบบเดิมๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677241

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 08:40 น.ออน เดอะ เทเบิ้ล ฉีกกฎการลิ้มรส Plant-Based แบบเดิมๆ

ออน เดอะ เทเบิ้ล ชวนสัมผัสประสบการณ์ ฉีกกฎการลิ้มรส Plant-Based แบบเดิมๆ กับ 4 เมนูใหม่ในสไตล์ฟิวชั่น

ออน เดอะ เทเบิ้ล ร้านอาหาร Tokyo Café สไตล์ฟิวชั่น ในเครือ ZEN Corporation Group หรือ ZEN Group คิดค้น 4 เมนูใหม่จาก Plant-Based หรือเนื้อจากพืช ที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการลิ้มลอง ด้วยการนำมารังสรรค์ในรูปแบบอาหารฟิวชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ เพื่อเอาใจผู้บริโภค รุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ หรือสายวีแกนที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ

คุณมยุรี จิตรกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด Zen Corporation Group เปิดเผยว่า “ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาเมนูอาหารใหม่ๆ ที่จะช่วยดูแลและลดปัญหาเรื่องสุขภาพ ทางร้าน ออน เดอะ เทเบิ้ล ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มีการคัดสรรวัตถุดิบจาก Plant-Based นำมาคิดค้น 4 เมนูใหม่ ที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่และฉีกกฎความคิดเดิมๆ เกี่ยวกับวัตถุดิบชนิดนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ลองเปิดใจกับอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 4 เมนูนี้ มาพร้อมกับรสชาติที่อร่อย รสสัมผัสที่ตอบโจทย์ และที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพอีกด้วย”

โดย 2 เมนูแรกที่มีความจัดจ้านแบบไทย เลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ “หมูกรอบจากพืช” ของแบรนด์ MEAT ZERO ในเครือ CPF ที่คงความเป็นหมูกรอบไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งด้านรสสัมผัสและรสชาติ พร้อมคุณค่าทางโภชนาการที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ และไม่มีคอลเลสเตอรอล

เริ่มที่เมนู ข้าวเต้าหู้หมูกรอบผัดพริกเกลือ (ราคา 219 บาท) ข้าวหน้าสไตล์ฟิวชั่น ไทย-ญี่ปุ่น แบบโฮมเมด ชวนลิ้มรสสัมผัสของเนื้อเต้าหู้ที่นุ่มละมุน และหมูกรอบ Plant-Based ที่มีความคล้ายหมูกรอบจริงๆ นำมาคลุกเคล้าด้วยพริกเกลือ เสิร์ฟเคียงกับผักกวางตุ้ง ครบรสในจานเดียว

เมนู สปาเก็ตตี้กะเพราหมูกรอบ (ราคา 249 บาท) สปาเก็ตตี้รสชาติไทยๆ ที่คุ้นเคย โดดเด่นด้วยรสชาติแบบจัดจ้าน เผ็ดร้อน ผสมกับหมูกรอบ Plant-Based ที่มีความฉ่ำเบาๆ ทานแกล้มกับมะเขือยาวย่าง ที่ช่วยเสริมกันได้อย่างลงตัว

และอีก 2 เมนู ที่เลือกใช้ “เนื้อปูจากพืช” ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่และรสสัมผัสที่เหมือนเนื้อปูแท้ๆ เมนู สลัดแตงโมเนื้อปู (ราคา 269 บาท) สลัดจานใหญ่ที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบอย่าง แตงโม เต้าหู้คินุ ส้มซันคิสท์ ถั่วพีแคน และเนื้อปูจากพืช เนื้อแน่นๆ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำสลัดยูซุ เติมความสดชื่นให้กับเมนูอาหารมื้อเที่ยงได้เป็นอย่างดี

และ คาเปลลินี่พิ้งค์ซอสปูและเห็ดพอร์โทเบลโล (ราคา 279 บาท) เห็ดพอร์โทเบลโล่ชิ้นโต เนื้อแน่น กับเนื้อปูจากพืชแบบจุใจคลุกเคล้ากับพิ้งซอสสูตรพิเศษของ ออน เดอะ เทเบิ้ล เรียกได้ว่าเป็นเมนูเปิดใจ สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพ แถมยังได้สารอาหารครบถ้วนอีกด้วย

พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่บนโต๊ะอาหาร ด้วย 4 เมนูใหม่จาก Plant-Based ได้ที่ ออน เดอะ เทเบิ้ล ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายน 2565 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/OntheTableTokyoCafe หรือ Line @ZENGroupTH หรือ Call Center โทร.1376

Isan Creative Festival 2022 ม่วนซื่นแบบสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677176

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 11:18 น.Isan Creative Festival 2022 ม่วนซื่นแบบสร้างสรรค์

“Think Link Things วิเคราะห์เชื่อมโยง ทุกสรรพสิ่ง” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และจังหวัดขอนแก่น ร่วมจุดประกายสร้างสรรค์ รับแรงบันดาลใจใน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 (Isan Creative Festival 2022)

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น ผนึกพลังหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัด “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” (Isan Creative Festival 2022) ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Think Link Things วิเคราะห์เชื่อมโยง ทุกสรรพสิ่ง” จากคำสร้อยในเพลงอีสาน สู่ธีมเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 “ติง ลิ่ง ติง – Think Link Things” ที่สะท้อนการผสานสินทรัพย์ทางภูมิปัญญาเเละวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ เเละนวัตกรรม แสดงศักยภาพของบุคลากรและธุรกิจสร้างสรรค์ ผ่านผลงานที่เก็บเกี่ยวและได้รับแรงบันดาลใจจากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม “อีสาน”

โดยมุ่งเน้นส่งเสริม 3 อุตสาหกรรมหลักที่ชูอัตลักษณ์ถิ่นอีสาน ได้แก่ อุตสาหกรรมความบันเทิงอีสาน (Isan Entertainment) การเชื่อมโยงและรวบรวมภาคีเครือข่ายนักสร้างสรรค์ทั่วภาคอีสาน (ISAN Regional) และโมเดลการสร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) พบกับการจัดแสดงผลงาน และกิจกรรม กว่า 100 รายการ จากนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการจากทั่วภูมิภาคอีสานมากกว่า 300 ราย บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์-กังสดาล ในจังหวัดขอนแก่น และทั่วภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2565

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “นับเป็นอีกความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้เข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนและผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอีสาน ผ่านเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 หรือ ISAN Creative Festival 2022 ที่จัดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อยอดจากปีก่อน ซึ่งประสบความสำเร็จและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระหว่างจัดเทศกาลฯ รวมเป็นจำนวนสูงถึง 309 ล้านบาท ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งแบบ On-site และ online กว่า 276,069 โดยปีนี้ยังคงมุ่งเน้นเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ได้แสดงพลังความสร้างสรรค์ของศิลปวัฒนธรรมอีสานผ่านเครือข่ายกลุ่มสาขาอาชีพสร้างสรรค์ต่าง ๆ และสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจสร้างสรรค์ในภาคอีสาน นำเสนอจุดแข็งของภูมิภาคอีสาน ที่อุดมไปด้วยสินทรัพย์และทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดให้เกิดธุรกิจใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคดิจิทัล ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศทั้ง 15 สาขา ซึ่งในปี 2563 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 1.19 ล้านล้านบาท

“นอกจากนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 เป็นเทศกาลฯ ที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สาขาต่างๆ ในภาคอีสาน ที่สามารถแสดงศักยภาพด้านการออกแบบ ตลอดจนเชื่อมโยงการแก้ปัญหาและการพัฒนาเมืองในหลายมิติ ทั้งด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม การศึกษา ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มมูลค่าให้กับต้นทุนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น โครงการขนส่งสาธารณะเชื่อมเมือง (Khon Kaen Urban Transit) ต้นแบบรถไฟฟ้ารางเบาที่กำลังจะมาวิ่งให้บริการจริงในอนาคต โครงการ Co-Create: ปรับอากาศ ส่งเสริมการเติบโตของเมืองที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรฐกิจชุมชนดั้งเดิม ซึ่งเป็นแรงพลังที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจและสังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์โรคโควิด-19”

ด้าน ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “ในนามของจังหวัดขอนแก่น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จังหวัดขอนแก่น ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” อีกครั้ง กล่าวได้ว่าขอนแก่นเป็นจังหวัดที่่เปี่่ยมไปด้วยสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภููมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งยัังเป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านการค้า การลงทุน การบริการและการท่องเที่ยว การจัดงาน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” จึงไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของจังหวัดขอนแก่น และภูมิภาคอีสานที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของชาวอีสานในการต่อยอดสินค้าและบริการ จากต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่ตอบสนองกับบริบทใหม่ของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นอุุตสาหกรรมอาหาร ดนตรี งานหัตถกรรม และมรดกทางวัฒนธรรมของการทอผ้ามัดหมี่ ที่ทำให้ขอนแก่นได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สร้างชื่่อเสียงให้ประเทศไทยไปทั่วโลก เป็นอัตลักษณ์สร้างให้อีสานเป็นที่รู้จัก และสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ในอนาคตต่อไป”

นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผยว่า “เทศกาลความคิดสร้างสรรค์ฯ เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง อันจะเห็นได้จากในหลายโครงการที่เทศบาลนครขอนแก่นร่วมกับ CEA ร่วมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมย่านสร้างสรรค์ศรีจันทร์และกังสดาลให้เกิดการพัฒนาเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ จึงเปรียบเสมือนชุมทางของนักสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานระดับสากล เป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการต่อยอดวัฒนธรรมของอีสานสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้กลับคืนไปสู่พี่น้องชาวอีสานเองและเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค”

ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มวัย สามารถเข้าชมในพื้นที่จัดแสดงได้อย่างทั่วถึงและปลอดความกังวล คณะผู้จัดงานได้มีการจำกัดจำนวนการเข้าชมในพื้นที่ การลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเข้าร่วมงาน และแพลตฟอร์ม Crowd Check ที่ให้ข้อมูลความหนาแน่นของการใช้งานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ให้ผู้เข้าร่วมงาoสามารถวางแผนการเดินทางได้ก่อนล่วงหน้าและบางกิจกรรมสามารถเข้าชมงานทางออนไลน์ เช่น เสวนา ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Isan Creative Festival เทศกาลฯ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคให้เป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุด ตามมาตรฐานที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยผู้เยี่ยมชมงานทุกท่านจะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน 2 เข็มขึ้นไป หรือแสดงผลตรวจ ATK ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเข้างาน

เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 (Isan Creative Festival 2022) ผู้ที่มาชมงานจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ปลูก เด็ด เฮ็ด เฮียนฮู้ (Lunch & Learn Project: School Yard Lunch)

TCDC Khon Kaen

จากโครงการพัฒนาอาหารกลางวันเด็กนักเรียนประถมศึกษาภายใต้งบ 21 บาทต่อคน (Lunch & Learn) สู่การพัฒนาวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารกลางวันของโรงเรียน ในปีนี้ โครงการจะทำงานร่วมกันกับเกษตรกร แม่ครัว บุคลากร และนักเรียนในโรงเรียน เพื่อพัฒนาเมนูอาหารกลางวันโดยคำนึงถึงการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและสารอาหารเป็นหลัก

2. ฉายฮูป หน้าฮ้าน กลางย่านศรีจันทร์ (Projection Mapping Show)

โรงแรมสวัสดี (Sawasdee Hotel)

การเเสดงเเสง สี เสียง ผ่านเทคนิค Projection mapping ที่เชื่อมโยงการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อนำเสนอศักยภาพ สินทรัพย์ เเละเรื่องราวของวัฒนธรรมเเละหมอลำ

3. มักหมัก Isan Flavour Library

TCDC Khon Kaen

ภูมิปัญญาการหมักดองของอีสานเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ศาสตร์การ

ถนอมอาหารเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความซับซ้อนและความหลากหลายของรสชาติขึ้น ความลับของรสชาติอันความหลากหลายของการหมักดองอีสานจะถูกคลี่ออกมาเป็นนิทรรศการ “มักหมัก”

4. ตลาดดีคัก 2 แห่ง (D-KAK Market TCDC & D-KAK Market in the City)

TCDC Khon Kaen และสถานีปรับอากาศจังหวัดขอนแก่น (Khon Kaen Air-Conditioned Bus Terminal)

การออกร้านของบรรดาดีไซเนอร์และผู้ประกอบการสร้างสรรค์หน้าใหม่ จำนวนกว่า 65 ร้านค้า และ ตลาดที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการในย่านศรีจันทร์ได้นำสินค้าที่น่าสนใจมาจำหน่าย เราได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์และคุณภาพจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยรวบรวมร้านค้าที่ผ่านการคัดเลือก สินค้าจึงมีเอกลักษณ์ มีคุณภาพ และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

5. เล่นแร่ แปรผ้า (House of Fabric-Ation)

สถานีขนส่งปรับอากาศจังหวัดขอนแก่น (Khon Kaen Air-Conditioned Bus Terminal)

นิทรรศการเล่นแร่แปรผ้านำเสนอสิ่งทออีสานที่รังสรรค์ขึ้นจากการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาผสานเข้ากับการออกแบบ วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของภูมิภาค เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าทออีสานให้มีรูปแบบร่วมสมัยตามมาตรฐานสากล

6. เยี่ยมยามบ้านหมอลำ (Molam House Hopping)

กิจกรรมที่จะพาไปเก็บเกี่ยวความสนุกสนานและความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของหมอลำในยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอีสานที่สืบทอดมายาวนาน ณ ชุมชนแหล่งกำเนิดหมอลำคณะต่าง ๆ

7. อีสานบ้านเฮา Isan, Our Home (town)

1502 Creative Sharing Space

พื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “บ้านเฮา” ที่ผสานสินทรัพย์ทางภูมิปัญญาเเละวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ เเละนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนำเสนอเรื่องราวของสองเมืองศักยภาพอย่างสกลนครและนครราชสีมา ที่นำสินทรัพย์และความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่มาปลุกปั้นให้เมืองก้าวสู่การเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

8. Future Paradise

หลังบ้านรวมทวี

นิทรรศการที่นำเสนอโดย Design and Objects Association (D&O) สมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวงการออกแบบของดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ไทย นิทรรศการจะแสดงผลงานการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความออริจินอลผสานกับสัญลักษณ์ที่สะท้อนไอเดียของ Future Paradise และใช้หลักการไฮบริดคราฟต์ซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับเทคนิคแฮนด์เมดที่คราฟต์ในแบบของไทยด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม

9. Khon Kaen Urban Transit: ขนส่งสาธารณะเชื่อมเมือง

ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน

นิทรรศการนี้นำเสนอต้นแบบรถไฟฟ้ารางเบาที่กำลังจะมาวิ่งให้บริการจริงในอนาคตมาเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องระบบการขนส่งสาธารณะของเมืองขอนแก่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ โครงการแทรมน้อยรอบสวนสาธารณะบึงแก่นนคร โครงการ LRT และโครงการ Smart สองแถว ฯ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

10. Thai swag: จ๊าบดี

TCDC Khon Kaen

โชว์เคสผ้าไทยโดย Pearypie: Make-up Artist/Theatrical Artist เมื่อ Modern Culture มาผสานเข้ากับรากเหง้าของความเป็นไทย ปรากฏการณ์ “ฉีกกฎ” No Limit, No boundaries! จึงเกิดขึ้น

ตามมาร่วมเปิดประสบการณ์สัมผัสการแสดงศักยภาพครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน ใน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” ถึงวันที่ 6 มีนาคมนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์จัดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรม โปรแกรม และตารางเวลาได้ที่ www.isancreativefestival.com, FB: isancreativefestival, Instagram: @isancreativefestival, Line@: isancf

#ISANCF2022

#isancreativefestival

#เทศกาลอีสานสร้างสรรค์

“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677269

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:12 น.“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในระยะยาว “โพรไบโอติก” คือคำตอบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้ออกมาเปิดเผยว่า อาการลองโควิด (Long COVID) หรือภาวะของคนที่หายจากโควิด-19 แล้วแต่ยังต้องเผชิญกับอาการที่หลงเหลืออยู่ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง ดังนั้น ผู้ป่วยลองโควิด-19 ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของตนเองอยู่เสมอ*

โดยนอกจากการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ นายแพทย์สุวรรณชัย ยังแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว โดยควรเลือกชนิดที่มีนํ้าตาลน้อย และทานร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อเป็นอาหารให้จุลินทรีย์สุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะลองโควิดได้อย่างดีที่สุด เพราะโพรไบโอติกจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อฉวยโอกาสในร่างกาย เช่น โควิด เพราะหากร่างกายอ่อนแอ โควิดก็ทำร้ายเราได้ง่ายขึ้น

ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การดูแลสุขภาพโดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นอกเหนือจากการเว้นระยะห่างทางสังคม การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และการสวมหน้ากากเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่ทุกคนพึงปฏิบัติก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะมีโควิด-19 หรือไม่

และในเมื่อเรายังคงต้องใช้ชีวิตกับโควิด-19 ต่อไป จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะหันมาดูแลและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของตนเองให้แข็งแรงจนเป็นนิสัย เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำได้ง่ายที่สุดและสามารถทำได้ทุกวันก็คือ การรับประทาน “โพรไบโอติก” หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เพราะโพรไบโอติกมีจุดเด่นในเรื่องการช่วยปรับสมดุลของลำไส้และมีส่วนช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งช่วยให้การทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติ

ทางด้านจากข้อมูลของ ดัชมิลล์ ผู้นำสินค้านมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่ได้นำเข้าและพัฒนาโพรไบโอติกลิขสิทธ์เฉพาะของดัชมิลล์หลายสายพันธุ์ เช่น LGGTM ซึ่งมีผลการวิจัยรับรองมากที่สุดว่าสามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้ และ Immulus สายพันธุ์ทีได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า กว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นอยู่ที่ลำไส้ เมื่อดูแลลำไส้ได้ดีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้น การรับประทานทานโพรไบโอติกเป็นประจำจะมีส่วนช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันและยังช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและลำไส้อีกด้วย

โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์สุขภาพ พบได้ในอาหารที่เราบริโภคกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ ผักดอง เต้าเจี้ยว ฯลฯ ซึ่งเมื่อรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ก่อให้เกิดประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการใช้โพรไบโอติกในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมในการรักษาโรค เช่น อาการท้องเสียจากการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ อาหารเป็นพิษ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก และภูมิแพ้ เป็นต้น

คำถามต่อมาก็คือ แล้วปริมาณโพรไบโอติกที่เราควรรับประทานนั้น แค่ไหนจึงจะเรียกว่าพอเหมาะ?

คำตอบก็คือ ทานได้ทุกวัน ทุกคนสามารถเลือกรับประทานนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เช่น ดัชมิลล์พลัส ดัชชี่ไบโอ นมเปรี้ยวดีไลท์ และโปรบิแล็คได้ทุกวันเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างง่าย ๆ ในราคาที่เข้าถึงทุกคนเพียง 10-15 บาทต่อวันเท่านั้น เพื่อเป็นการเสริมโพรไบโอติกและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มเติมจากการเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ ดัชมิลล์ อยากเห็นคนไทยเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน ยังคงนำนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกไปมอบให้แก่ชุมชนและโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับคนไทยทั้งในสถานการณ์โควิดและในชีวิตประจำวันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พวกเราทุกคนยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหนไม่มีใครกำหนดได้ แต่สิ่งที่กำหนดได้แน่ ๆ ก็คือการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราเองให้แข็งแรงอยู่เสมอในทุก ๆ วัน และหากเป็นเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดแบบนี้ “โพรไบโอติก” ย่อมเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่เลือกได้ไม่ยากเลยสำหรับทุกเพศทุกวัยในทุก ๆ วัน

* อ้างอิงข้อมูลจาก ข่าวสาร กรมอนามัย 16 กุมภาพันธ์ 2565 https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/160265/

เปิดใจบ่าวสาวยูเครน วิวาห์ในสนามรบ ก่อนคว้าปืนสู้รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677302

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 15:30 น.เปิดใจบ่าวสาวยูเครน วิวาห์ในสนามรบ ก่อนคว้าปืนสู้รัสเซีย

“มันควรเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด แต่กลับมีแต่เสียงไซเรนและความรู้สึกกลัวตลอดพิธี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราแต่งงานกันแล้ว และพร้อมปกป้องประเทศไปด้วยกัน” ยาไรน่ากล่าว

สำหรับคู่รักคู่อื่นๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการแต่งงานคือการฮันนีมูน แต่สำหรับยาไรน่า อารีวา (Yaryna Arieva) และสวิโตสลาฟ เฟอร์ซิน (Sviatoslav Fursin) คู่รักชาวยูเครนต้องมาจับปืนรบกับกองทัพรัสเซีย หลังจากที่ทั้งคู่จัดพิธีวิวาห์ท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัย ในกรุงเคียฟ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ขณะที่รัสเซียเริ่มเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

เป็นเวลาร่วมสัปดาห์แล้วที่ทั้งสองออกมาต่อสู้ปกป้องบ้านเกิดของพวกเขาหลังจากที่กองทัพรัสเซียที่เปิดฉากโจมตีเมืองใหญ่ในยูเครน

ยาไรน่าเปิดเผยว่าเธอไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว โดยอยู่ร่วมกับนักสู้คนอื่นๆ ท่ามกลางเสียงระเบิด เสียงปืน และการยิงปืนใหญ่จากกองทัพรัสเซีย

ยาไรน่าบอกกับ Fox News ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ เมื่อต้องอยู่ในสงคราม ตอนนี้เธอและชาวยูเครนเริ่มจะคุ้นเคยกับเสียงระเบิดมากขึ้น พร้อมเล่าถึงเหตุระเบิดครั้งใหญ่ 2 ครั้งที่ถล่มเมืองเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เสียงดังสนั่นเมืองในช่วงกลางดึก แต่มันทำให้ห้องของเธอสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน

จนถึงขณะนี้กรุงเคียฟยังคงถูกทิ้งระเบิดและโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เมืองทางตอนใต้ของประเทศกำลังเผชิญกับการรุกคืบของกองทัพรัสเซีย เคอร์ซอน เมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลดำตกอยู่ในกำมือของกองทัพรัสเซียเมื่อวันพุธ กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกที่ล่มสลาย นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ผู้คนที่นี่มั่นใจอย่างยิ่งว่าเราจะชนะ” ยาไรน่ากล่าว

อย่างไรก็ตาม ยาไรน่าและสวิโตสลาฟเผยว่าพวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันในวันที่ 6 พ.ค. แต่เมื่อยูเครนถูกโจมตีพวกเขาไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น จึงคิดว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานเข้ามาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันให้ได้มากที่สุด

ยาไรน่าเล่าว่า เช้าวันที่ 24 ก.พ. เธอตื่นนอนเมื่อเวลา 05.30 น. พร้อมกับเสียงฝีเท้าของเพื่อนบ้านที่เตรียมจะอพยพ และได้รับข้อความจากเพื่อนร่วมงานของเธอซึ่งกล่าวว่า “สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว”

งานแต่งงานถูกจัดขึ้นในโบสถ์ในกรุงเคียฟ ในวันเดียวกับที่กองทัพรัสเซียบุกยูเครน ท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัยที่ดังไปทั่วเมือง ทันทีที่เสร็จพิธีแทนที่บ่าวสาวจะได้ไปฮันนีมูนในต่างประเทศเหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆ แต่บ่าวสาวคู่นี่คว้าแจ็กเก็ตลายพรางพร้อมอาวุธ ร่ำลาครอบครัว แล้วตรงไปเข้าร่วมหน่วยอาสาสมัครป้องกันดินแดนทันที

ยาไรน่าบอกกับ CNN ว่านี่ไม่ใช่งานแต่งงานในฝันของเธอเลย เธอฝันถึงงานแต่งงานที่มีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเหมือนกับงานแต่งของคนอื่นๆ โดยไม่มีกองทัพรัสเซียอยู่ในประเทศของเธอแบบนี้ มันควรจะเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุด แต่เธอได้ยินแต่เสียงไซเรนและมีความรู้สึกกลัวตลอดพิธี

“แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราแต่งงานกันแล้ว และพร้อมปกป้องประเทศไปด้วยกัน” ยาไรน่ากล่าว

เธอให้สัมภาษณ์กับ The Sydney Morning News ว่า “ฉันทำไปเพราะนี่คือประเทศของฉัน ดินแดนของฉัน ฉันเกิดที่เคียฟ ทรัพย์สินของฉัน รถของฉัน คนที่ฉันรัก เพื่อนของฉัน แมวของฉัน ทุกอย่างอยู่ที่นี่”

ทั้งนี้ เมืองใหญ่ในยูเครนยังคงถูกโจมตีจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ในเมืองเต็มไปด้วยรถถังหลายร้อยคัน และยานหุ้มเกราะอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิง

Photo by yarynarieva/instagram

เศรษฐีรัสเซียประกาศจ่ายกว่า 30 ล้านบาทเป็น ‘ค่าหัวปูติน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677276

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.เศรษฐีรัสเซียประกาศจ่ายกว่า 30 ล้านบาทเป็น 'ค่าหัวปูติน'

เศรษฐีรัสเซียตั้งค่าหัวปูติน 1 ล้านดอลลาร์ เรียกร้องทหารจับปูตินในฐานะอาชญากรสงคราม

อเล็กซ์ โคนานีคิน (Alex Konanykhin) มหาเศรษฐีชาวรัสเซียประกาศจะมอบเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 32.5 ล้านบาท) เป็นค่าหัวประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ให้แก่คนที่สามารถจับกุมปูตินได้ไม่ว่าจะจับเป็น หรือจับตาย

โคนานีคิน นักลงทุนคริปโตและนักธุรกิจซึ่งลี้ภัยทางการเมืองไปยังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1999 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมสัญญาว่าจะจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จับกุมปูตินในฐานะอาชญากรสงครามภายใต้กฎหมายของรัสเซียและกฎหมายระหว่างประเทศ”

“ปูตินไม่ใช่ประธานาธิบดีรัสเซีย เขาขึ้นสู่อำนาจจากการปฏิบัติการพิเศษในการระเบิดอพาร์ตเมนต์ในรัสเซีย ละเมิดรัฐธรรมนูญของรัสเซีย ทำลายการเลือกตั้งโดยเสรี และสังหารผู้เห็นต่าง”

“ในฐานะที่ผมมีเชื้อสายรัสเซียและเป็นพลเมืองรัสเซีย ผมคิดว่านี่คือหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะช่วยขจัดระบอบนาซีจากรัสเซีย ผมจะสนับสนุนความพยายามอันกล้าหาญของยูเครนเพื่อต้านการโจมตีจากพวกของปูติน”

ก่อนหน้านี้โคนานีคินได้โพสต์ภาพปูตินพร้อมระบุข้อความว่า “ประกาศจับ เป็นหรือตาย ฐานฆาตกรสังหารหมู่” บนโพสต์ประกาศจับปูติน ซึ่งถูกเฟซบุ๊กแบนไปแล้ว

โคนานีคินกล่าวกับ Insider ว่าเงินรางวัลจำนวนดังกล่าวจะนำมาจากเงินทุนของเขาเอง เพื่อแสดงจุดยืนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับปูติน และหากมีคนทำแบบเขามากๆ ก็อาจเพิ่มโอกาสที่ปูตินจะถูกจับกุมและถูกนำตัวขึ้นศาล

เมื่อถูกถามว่ากลัวการตอบโต้จากปูตินหรือไม่ โคนานีคินตอบว่า “ปูตินเป็นที่รู้จักในการสังหารศัตรูของเขา และตอนนี้เขามีเป็นล้านแล้ว”

ทั้งนี้ โคนานีคินไม่ได้เดินทางไปรัสเซียตั้งแต่ปี 1992 และได้รับลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐในปี 1999 โดยข้อมูลจาก Vice ระบุว่าเขามีทรัพย์สินราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Sputnik/Alexei Druzhinin/Kremlin via REUTERS

ผู้นำยูเครนอ้างรัสเซียนำเตาเผาศพเคลื่อนที่มาเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677277

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 12:00 น.ผู้นำยูเครนอ้างรัสเซียนำเตาเผาศพเคลื่อนที่มาเอง

ประธานาธิบดีเซเลนสกีเผยว่าทหารรัสเซียเตรียมเตาเผาศพเคลื่อนที่ไปยูเครน

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเผยกับผู้สื่อข่าวในกรุงเคียฟว่า กองทัพรัสเซียลากเตาเผาศพเคลื่อนที่เข้ามาในยูเครนด้วย โดยเซเลนสกีอ้างว่าเพื่อกำจัดร่างทหารรัสเซียที่เสียชีวิตและปกปิดจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงของฝ่ายตัวเอง

“คนพวกนี้ขนเตาเผาศพพวกนั้นมาเพื่อตัวพวกเขาเอง” เซเลนสกีเผย และยังบอกอีกว่า ทหารหนุ่มรัสเซียถูกใช้เป็นเพียง “วัตถุที่ใช้ทำสงคราม…ช่างไร้มนุษยธรรม”

เซเลนสกีเผยว่า น่าจะมีทหารรัสเซียเสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้จำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครตามนับ “ไม่มีใครนับ ไม่มีใครสนว่าพวกเขาตายไปเท่าไร”

“พวกเขารู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับไปหาครอบครัว หาแม่ หาลูก เพราะพวกเขาตายอยู่ที่นี่” เซเลนสกีกล่าว “พวกเขามาที่นี่เพื่อฆ่าเรา และพวกเรากำลังต่อสู้เพื่ออิรภาพและบ้านของเรา และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องเสียชีวิต เราไม่ต้องการฆ่าพวกเขา”

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. โลกโซเชียลมีการแชร์รูปภาพและคลิปวิดีโอร่างของทหารรัสเซียที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง

ก่อนหน้านี้ The Telegraph รายงานโดยอ้าง เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษว่า คาดว่าเตาเผาศพแบบเคลื่อนที่จะถูกนำมาใช้ในสนามรบ

ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียรับปากวานนี้ (3 มี.ค.) ว่า ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจะได้เงินชดเชย 5 ล้านรูเบิล หรือราว 1,482,022 บาท ซึ่ง The New York Times ระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ปูตินยอมรับต่อสาธารณชนว่าทหารรัสเซียเสียชีวิตในสงคราม

Lecocq/Pool via REUTERS/File Photo

เกาะติดสงคราม ยูเครน-รัสเซีย วันที่ 9 ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677264

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:30 น.เกาะติดสงคราม ยูเครน-รัสเซีย วันที่ 9 ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อัปเดตทุกความเคลื่อนไหว สถานการณ์สงครามยูเครน (4 มี.ค.)

(02.00 น.) การเจรจาครั้งที่ 2 ระหว่างผู้แทนรัสเซียและยูเครน บรรลุข้อตกลงในการเปิดเส้นทางสำหรับอพยพพลเรือน และส่งมอบความช่วยเหลืออื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านอาหารและยา สำหรับการเจรจาครั้งถัดไปอาจมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะที่ยูเครนระบุว่าการเจรจาครั้งนี้ไม่บรรลุผลที่ต้องการ

(06.00 น.) ดมิโทร ออร์ลอฟ นายกเทศมนตรีเมืองอีเนอร์โกดาร์ของยูเครนเปิดเผยว่าเกิดเหตุไฟไหม้ที่ซาโปริชเชีย โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป จากการโจมตีของรัสเซีย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น หากโรงไฟฟ้าระเบิด

(09.45 น.) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ขอให้ยุโรปให้ความช่วยเหลือยูเครนหลังจากที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถูกโจมตี “ชาวยุโรปได้โปรดลุกขึ้นมา บอกนักการเมืองของคุณว่า กองทหารรัสเซียกำลังถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน นี่เป็นการก่อการร้ายนิวเคลียร์ เราต้องหยุดพวกเขา”

(10.10 น.) เซเลนสกีได้พูดคุยกับบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ หลังมีข่าวเกี่ยวกับเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในซาโปริซเซีย โดยระบุว่า “การกระทำที่ประมาทเลินเล่อ” ของปูตินเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของยุโรป

(10.40 น.) หน่วยฉุกเฉินของยูเครนกล่าวว่ากองทหารรัสเซียกำลังป้องกันไม่ให้พวกเขาดับไฟที่ยังคงเผาไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยขณะนี้โรงไฟฟ้ายังคงมีเพลิงไหม้บริเวณชั้น 3, 4 และ 5 จากอาคารทั้งหมด 5 ชั้น

(11.11 น.) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์นิวเคลียร์ของ UN ทวีตว่า ได้ยกระดับศูนย์อุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินให้อยู่ในโหมดตอบสนองเต็มรูปแบบ หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริชเชียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ส่วนประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเตือนว่า “ถ้ามีการระเบิดเกิดขึ้น มันคือจุดสิ้นสุดของยุโรป”

(11.30 น.) บริการฉุกเฉินของยูเครนยืนยันว่าสามารถควบคุมเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริชเชียได้แล้ว หลังจากไฟลุกไหม้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

(13.31 น.) Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนเผยว่ากองทัพรัสเซียยึดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริชเชียแล้ว

(14.36 น.) หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนบรรยายสรุปประจำวันว่า จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน หลังเกิดไฟไหม้ตัวอาคารที่อยู่ติดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “เราจะจับตาดูสถานการณ์และขอให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด และรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สำคัญ”

(15.46 น.) โอเล็กซี อาเรสโตวิช มราปรึกษาประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ยูเครนจะไม่แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ของการเจรจากับรัสเซียล่วงหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เจรจาต่อรองเผยว่าการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 3 จะมีขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

(15.50 น.) เจ้าหน้าที่ยูเครนเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 47 รายจากการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ในเมืองเชอร์นิกอฟ ประเทศยูเครน ขณะที่กู้ภัยไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการระดมยิงอย่างหนัก

Photo by Zaporizhzhya NPP via YouTube/via REUTERS

รัสเซียเตือนต่างชาติคิดให้ดีก่อนอาสาช่วยยูเครน เผยตะวันตกส่งทหารรับจ้างช่วยรบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677256

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 00:01 น.รัสเซียเตือนต่างชาติคิดให้ดีก่อนอาสาช่วยยูเครน เผยตะวันตกส่งทหารรับจ้างช่วยรบ

รัสเซียเตือนคนต่างชาติที่จะอาสาเข้ามาให้คิดให้ดี ถูกจับได้ไม่คุ้ม ชี้ชาติตะวันตกส่งทหารรับจ้างมืออาชีพช่วยยูเครนรบ

โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียบรรยายสรุปดังนี้

• ประเทศตะวันตกได้เพิ่มการส่งทหารสัญญาจ้างจากบริษัททหารเอกชนไปยังพื้นที่ของการสู้รบ โดยทหารรับจ้างต่างชาติที่เดินทางมาถึงยูเครนกำลังก่อวินาศกรรมและบุกโจมตีขบวนยุทโธปกรณ์และเสบียงของรัสเซีย รวมถึงเครื่องบินที่คุ้มกันขบวน

• ทหารรับจ้างเหล่านี้อยู่ในคลิปของ “คนในท้องถิ่น”ในวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยกองกำลังพิเศษของยูเครน

• การโจมตีทั้งหมดโดยทหารรับจ้างต่างชาติดำเนินการโดยใช้อาวุธที่ทางตะวันตกจัดหาให้กับรัฐบาลเคียฟ “เรากำลังพูดถึงระบบต่อต้านรถถัง Javelin (สหรัฐ), NLOW (สหราชอาณาจักร) และระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Stinger แบบพกพาที่ผู้ใช้ซึ่งต้องใช้การฝึกอบรมอย่างจริงจัง”

• หน่วยข่าวกรองกองทัพสหรัฐได้เปิดตัวแคมเปญขนาดใหญ่เพื่อรับสมัครผู้รับเหมา PMC (บริษัททหารเอกชน) เพื่อส่งไปยังยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานของบริษัท Academi, Cubic และ DynCorp ได้รับคัดเลือก

• สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ลัตเวีย โปแลนด์ และโครเอเชีย อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าร่วมในการสู้รบในอาณาเขตของประเทศยูเครนอย่างถูกกฎหมาย หน่วยกองทหารต่างชาติของฝรั่งเศสวางแผนที่จะส่งบุคลากรทางทหาร-ชาติพันธุ์ยูเครนไปช่วยเหลือรัฐบาลเคียฟ

• โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า “ผมต้องการเน้นว่าทหารรับจ้างทั้งหมดที่ส่งมาจากตะวันตกเพื่อช่วยระบอบชาตินิยมในเคียฟไม่ใช่ทหารภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับสถานะเชลยศึก สิ่งที่ดีที่สุดที่รอทหารรับจ้างต่างชาติเมื่อถูกจับกุมคือการดำเนินคดีทางอาญา”

• โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราขอเรียกร้องให้พลเมืองต่างประเทศที่วางแผนจะต่อสู้เพื่อระบอบชาตินิยมเคียฟ คิดทบทวนให้ดีก่อนการเดินทาง”

จุดจบของอัจฉริยะการรบ? ปูตินกำลังรวน หรือว่าซ่อนกลอะไรไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677246

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 20:45 น.จุดจบของอัจฉริยะการรบ? ปูตินกำลังรวน หรือว่าซ่อนกลอะไรไว้

บทความทัศนะ วิเคราะห์การรบช่วงสัปดาห์แรก ทำไมชาติตะวันตกจึงมองว่าการรบของรัสเซียจึงผิดพลาด ไม่เป็นขบวน และล้มเหลว แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือไม่

บางคนยกย่องปูตินว่าเป็น “อัจฉริยทางการทหาร” เขาผ่านสงครามมาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งรอบๆ หรือภายในรัสเซียนั่นเอง สงครามเหล่านั้นมักจบลงด้วยชัยชนะของปูตินหรืออีกฝ่ายยอมตามเงื่อนไขของเขา

แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐกลับมองว่าปูตินกำลังแพ้ในยูเครน

ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะสงครามนี้เพิ่งผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว หากเทียบกับสงครามอื่นๆ ของสหรัฐและนาโตแล้วถือว่าเร็วไปที่จะบอกว่าปูตินแพ้ เช่น การรุกรานอิรักนั้นสหรัฐใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะตีแบกแดดแตก 

ปัญหาคือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกก็รู้อะไรเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับรัสเซียในตอนนี้

“ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

แม้แต่จอห์น เมียร์ไชเมอร์ (John Mearsheimer) นักรัฐศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกก็ยังยอมจำนนกับคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูเครนและปูตินจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป 

เมียร์ไชเมอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐ และเคยเตือนว่าว่าการที่นาโตและชาติตะวันตกต้องการให้ยูเครนมาเป็นพวกตน จะเป็นเหตุให้รัสเซียต้องบุกยูเครน ซึ่งคำทำนายนี้เป็นจริงในที่สุด แต่จนถึงขณะนี้เขาก็ยังเดาไม่ถูกว่ารัสเซียจะมุ่งไปทางไหน

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศ และอยู่ในสำนักคิดที่มองเรื่องดุลอำนาจเป็นปัจจัยสำคัญ (สำนัก Realist) เขาเชื่อว่าปูตินจะบุกยูเครนแต่จะไม่ยึดมัน เพราะการปกครองประเทศที่ยึดมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และปูตินไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการสร้างจักรวรรดิรัสเซียใหม่หรือโซเวียตใหม่อย่างที่ชาติตะวันตกปั่นกัน

แต่ปูตินต้องการทำให้ยูเครน “เป็นกลาง” บริหารโดยรัฐบาลที่เอนเอียงมาทางรัสเซียเท่านั้น

นั่นคือเป้าหมายของปูติน (ในความคิดของเมียร์ไชเมอร์) ซึ่งผู้เขียนก็เห็นตรงกับเขา ปัญหาอยู่ที่ว่าปูตินกำลังใช้วิธีการไหนไปถึงเป้าหมายนั้น?

ทั้งเมียร์ไชเมอร์และผู้คร่ำหวอดด้านการรบและการเมืองต่างมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าปูตินกำลังใช้กลยุทธ์ไหน วิธีการรบที่แปลกประหลาดของเขาทำให้ข่าวกรองตะวันตกไปไม่เป็น ถึงกับสรุปแบบกระพร่องกระแพร่งว่าถ้าปูตินไม่เพี้ยนหรือสิ้นสภาพแล้วก็คงพยายามอำพรางเจตนาด้วยวิธีคิดนอกกรอบตามสไตล์ของเขา

การรบของปูตินยังไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ สหรัฐและผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามทำไมกองทัพรัสเซียไม่ส่งกองทัพอากาศคุมน่านฟ้ายูเครนชิงความได้เปรียบ ทั้งๆ ที่ทัพฟ้าของรัสเซียเป็นรองแค่สหรัฐ

เขากลับส่งทหารราบเข้าไปเป็นจำนวนมาก และคอนวอยทหารยาวเหยียดหลายสิบกิโลเมตร ไปออรอทะลวงเข้าเมืองใหญ่ เช่นเคียฟ แต่กลับไม่เผด็จศึกเสียที (แต่ภาคใต้ยูเครนกลับถูกยึดเมืองแล้วเมืองเล่าราวกับต้องการยึด “หัวหาด” และท่าเรือ)

ณ วันที่เขียนบทความนี้ประธานาธิบดีบยูเครนอ้างว่าทหารรัสเซียตายไปแล้วถึง 9,000 นายในวันที่ 8 แห่งสงคราม

แต่ตัวนี้น่าสงสัย เพราะรัสเซียเผยว่าเสียชีวิตไม่ถึง 500 คน และเพิ่งจะเผยออกมาในวันที่ 7 ของสงครามหลังจากทำให้โลกสงสัยมานานหลายวัน

ยอดตายของทหารรัสเซียที่ผูันำยูเครนอ้างอาจจะยังเชื่อไม่ได้ แต่ยูเครนปล่อยคลิปศพทหารรัสเซียและทหารรัสเซียที่ถูกจับได้แบบรายวัน บางคลิปทหารรัสเซียเผยว่าไม่รู้ว่าถูกส่งมารบที่ยูเครน บางคนบอกว่าคำสั่งสับสน และการเตรียมการขาดๆ เกินๆ และมีรายงานจากหลายแหล่งว่าทหารรัสเซียที่ถูกส่งมารบเป็น “ทหารเกณฑ์”

ตามระเบียบแล้วรัสเซียไม่ควรส่งทหารเกณฑ์มารบ แต่จะส่งทหารอาชีพหรือ “ทหารภายใต้สัญญา” คือเซ็นชื่อยอมรับการเป็นทหารอาชีพแล้ว การปรากฏตัวของทหารเกณฑ์รัสเซียทำให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกสงสัยว่าการบัญชาการของปูตินน่าจะมีปัญหาเสียแล้ว หรือไม่ก็เขาสิ้นหนทางถึงกับส่งทหารไร้ประสบการณ์มาตายในแนวหน้า

เหมือนกับที่เมียร์ไชเมอร์บอกไว้ ไม่มีมีใครรู้อะไรเลยเกี่ยวกับรัสซียและปูติน

แต่เรามีความจำเป็นต้องจับทิศทางของสงคราม ดังนั้น ผู้เขียนจะขอสันนิษฐานจากข้อมูลที่มีอยู่ และอยากจะเทียบกับประวัติศาสตร์การรบของรัสเซีย/โซเวียตที่ผ่านมา

ประเด็นแรกเรื่องทหารเกณฑ์

ยูเครนจับทหารรัสเซียได้และถ่ายคลิป “คำสารภาพ” ไว้ส่วนหนึ่ง บางคนได้รับโอกาสโทรหาทางบ้านที่รัสเซียเพื่อบอกประมาณว่า “ผมถูกส่งมารบที่ยูเครนแบบไม่รู้ตัว” และ “เราถูกส่งมาเป็นเบี้ยในสงครามชัดๆ และหลายคนเป็นทหารเกณฑ์

เรื่องทหารเกณฑ์ถูกส่งไปรบที่ยูเครนไปถึงหูพ่อแม่ชาวรัสซียที่ต่างเป็นห่วงลูกแทบตาย เมื่อไปซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบว่ามีทหารเกณฑ์ที่เซ็นสัญญาเป็นทหารอาชีพกับกองทัพโดยไม่บอกพ่อแม่ตัวเอง และย้ำว่าทหารเกณฑ์จะไม่ถูกส่งไปรบ มีแต่ทหารภายใต้สัญญาเท่านั้น

มีคลิปหนึ่งเป็นทหารชาวบูเรียต (ชาวมองโกลเผ่าหนึ่งในรัสเซีย) ถูกจับได้ในยูเครน เมื่อคลิปนี้เดินทางไปถึงเมืองอูลาน-อูเดที่สาธารณรัฐบูเรียเตีย ตอนแรกชาวบูเรียตหลายคนคิดว่าเป็นคลิปปลอม จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า “นั่นลูกชายฉันนี่” ความจริงจึงปรากฏออกมา

จากการรายงานของผู้สื่อข่าวท้องถิ่นทำให้ทราบว่าทหารนายนี้เคยประจำการที่เมืองอูลาน-อูเดและเป็นทหารภายใต้สัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์เขาถูกส่งไปเบลารุสเพื่อซ้อมรบ แต่เขาไม่ได้บอกทางบ้านว่ากำลังถูกส่งไปยูเครน ผู้สื่อข่าวที่รายงานเรื่องนี้เผยว่าทราบว่าเขาจะถูกส่งไปยูเครน แต่ไม่สามารถเผยให้ครอบครัวทราบได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกไล่ออกจากกองทัพ

นี่เป็นกรณีของ “ทหารภายใต้สัญญา” และทราบว่าจะถูกส่งไปยูเครน แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อแม่ของทหารนายนี้ทราบเรื่องว่าลูกอยู่ที่ยูเครน เธอบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า “ไม่มีใครรู้อะไรเลย ใครจับเขา? คนเหล่านี้เป็นพวกนาซีหรือกองทหารยูเครน? … พวกนาซีนั้นโหดเหี้ยม ฉันแค่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากให้ลูกชายกลับบ้าน”

จากคำพูดของแม่ของทหารชาวบูเรียตสะท้อนว่าชาวรัสเซียถูกทำให้เชื่อว่าการรบที่ยูเครนเป็นการรบกับพวก “นาซี” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนาซีของฮิตเลอร์ แต่เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงพวกเผด็จการที่ไร้ความปราณี ปูตินและรัสเซียพยายามทำให้ชาวรัสเซียเชื่อว่ายูเครนนั้นปกครองโดยพวกนาซี และปูตินยังกล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่าเป้าหมายของการรุกยูเครนก็คือเพื่อ “กำจัดนาซีให้สิ้นไป” (Denazification)

คำว่า “นาซี” กระตุ้นให้คนรัสเซียคล้อยตามได้ง่าย เพราะหากบอกว่าส่งไปรบกับชาวยูเครนแล้ว อาจทำให้เกิดความลังเลใจ เพราะชาวยูเครนไม่ใช่แค่มีภาษา สายเลือด และประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับรัสเซียอย่างแนบแน่น (จนเรียกว่ารัสเซียน้อย) แต่ยังถือเป็นชาวสลาฟเผ่าพันธุ์เดียวกัน

รู้กันว่า “สลาฟจะไม่ฆ่าสลาฟด้วยกัน” หลักการนี้จะถูกประโคมขึ้นมาให้รัสเซียได้ยินในช่วงของการรุกราน

ประเด็นนี้นำมาถึงสมมติฐานของผู้เขียนเรื่องการที่ปูตินส่งทหารไร้ประสบการณ์เข้าไปทั้งทหารเกณฑ์และทหารภายใต้สัญญาที่ไร้ทักษะการรบ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (สงครามโดรน) หรือแม้แต่เครื่องบินรบ ส่งทัพยานเกราะเข้าไปเป็นเป้าให้พวกยูเครนทำลายเล่น

สมมติฐานมี 2 ข้อ (ย้ำว่านี่แค่ “สมมมติ”)

1. ปูตินไม่อยากจะฆ่าคนสลาฟด้วยกันจริงๆ พยายามหลีกเลี่ยงการฆ่าพลเรือน และมักเตือนพลเรือนให้หนีไปซะก่อนจะระดมถล่มปูพรมเมืองใหญ่ การหลีกเลี่ยงพลเรือนไม่ใช่เพราะเมตตาสงสาร แต่เพื่อป้องกันการลุกฮือหลังการยึดได้ นับว่าเพื่อซื้อใจเอาไว้ก่อน เป้าหมายของปูตินนั้นคือการโค่นรัฐบาลนิยมนาโตเท่านั้น ไม่ใช่โค่นล้มประเทศ หรืออย่างน้อยยังมองว่านี่ไม่ใช่สงครามเบ็ดเสร็จ (Total war) ที่พลเรือนจะเข้ามาพัวพันด้วย ที่จริงปูตินทำสงครามจำกัดขอบเขต (Limited war) ที่มีเป้าหมายจำกัดและใช้ทรัพยากรจำกัด มาตลอดช่วงเวลาที่เขามีอำนาจ

1.1 แต่เมื่อรัสเซียส่งทหารราบเข้ามาโดยไม่ให้ทำร้ายพลเรือน พวกรัสเซียพบว่าพลเรือนยูเครนนั่นแหละคือ “ทหาร” เพราะจับอาวุธต่อต้านผู้รุกรานอย่างหนัก ครั้นจะฆ่าพลเรือนก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีคำสั่งให้ทำเช่นนั้น ความที่ไร้ประสบการณ์เป็นทุนเดิมและการสั่งการที่กำกวม รวมถึงการต่อต้านโดยสงครามกองโจรจากพลเรือน ทำให้รัสเซียสูญเสียมาก (หากอิงกับตัวเลขของฝ่ายยูเครน)

2. ปูตินต้องการใช้กำลัง ไม่มีหลักการอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่การสั่งการมั่วจนเหลือเชื่อจนทำให้เกิดความเสียหายที่มากเหลือเชื่อตามมา สมมติฐานนี้ดูง่ายเกินไป ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกคิดคล้ายๆ กัน แต่ก็ลังเลที่จะฟันธง พิจารณาจากประสบการณ์ด้านสงครามและการบริหารของปูตินที่ค่อนข้าง “ไร้ที่ติ” ทำให้ความเสียหายที่ยูเครนยังเป็นปริศนาว่า “แสร้งพลาด” หรือ “พลาดจังๆ”

2.1 แต่รัสเซีย/โซเวียตเคยมีประสบการณ์การสั่งการที่ “ไม่รอบคอบ” หรือตั้งใจยอมเสีย “เบี้ยหมาก” ในการสงครามแบบไม่เสียดายมาแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าปูตินกำลังทำแบบเดียวกัน?

มีการรบของรัสเซีย/โซเวียตอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วที่เกิดความสูญเสียแบบไม่ควรจะเสีย

ครั้งแรกคือช่วง “มหาสงครามของผู้รักชาติ” หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสงครามนั้นโซเวียตเป็นประเทศที่มียอดสูญเสียมากที่สุดถึง 27 ล้านคน (รวมพลเรือนและทหาร) ในจำนวนนี้ 8.8 ล้านคนตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ความเสียหายเกิดขึ้นมากในช่วงแรกที่นาซีเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียต สตาลินซึ่งเป็นผู้นำในขณะนั้นไม่แยแสคำเตือนจากข่าวกรองว่าจะมีการรุกราน เมื่อมีการรบกันขึ้นมา แท็กติกการรบของโซเวียตยังไม่มีประสิทธิภาพ ขาดผู้บัญชาการที่เชี่ยวชาญ (เพราะถูกปลดหรือประหารไปมากจากการกวาดล้างทางการเมือง) ทำให้เสียทหารไปมากมาย แต่ก็ยังดึงดันที่จะส่งไปแนวหน้าพร้อมด้วยคำสั่งหมายเลข 227(Order No. 227) คือห้ามทหารถอยเป็นอันขาด

ปัญหาเรื่องแท็คติกเกิดมาจากสตาลินลงมือกวาดล้างผู้นำในกองทัพครั้งใหญ่ (Red Army Purge) ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสงคราม ทำให้เสียผู้บัญชาการระดับอัจฉริยะไปมากมาย นี่เป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โซเวียตเสียทหารไปมากมายแบบที่ไม่ควรเป็น เมื่อบวกกับความเลินเล่อของสตาลินก็ยิ่งไปกันใหญ่

น่าสนใจที่การกวาดล้างนายทหารในกองทัพแดงนั้นจะป้ายสีว่าเป็นพวก “นาซี” กล่าวหาว่านายทหารเหล่านี้สมคบกับนาซีเยอรมันบ้างหรือวางแผนจะโค่นล้มสตาลินบ้าง รวมแล้ว 30,000 ถูกปลดจากตำแหน่งอีกหลายพันถูกจับและประหาร

เหตผลของการกวาดล้างนายทหารครั้งนั้นยังเป็นที่ดีเบตกันจนถึงทุกวันนี้ (เพราะสตาลินระแวงหรือเพื่อรวบอำนาจ) แต่ประเด็นก็คือมันสะท้อนว่าผู้นำรัสเซีย/โซเวียตนั้นยอมเสียทั้งกองทัพได้เพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตน

อีกกรณีของความเลินเล่อคือช่วงที่สหภาพโซเวียตรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อสนับสนุนผู้นำอัฟกานิสถานฝ่ายซ้ายเอียงโซเวียต และเพื่อปราบการลุกฮือของพวกชนเผ่าที่ต่อต้านการปฏิรูปสังคมนิยม การส่งทหารไปคราวนั้น โซเวียตมีทหารเหนือกว่าพวกชนเผ่าต่างๆ มาก แต่จำนวนทหารไม่ใช่ปัจจัยแห่งชัยนชนะเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพนั้น “เป้าหมายไม่ชัดเจน” หรือ “ตั้งสมมติฐานผิดๆ”

โซเวียตเข้าใจว่าจะเข้ากุมอัฟกานิสถานได้รวดเร็วแล้วค่อยตั้งกองทัพประจำการ แบบที่ปราบการลุกฮือต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเชคโกสโลวาเกียปี 1968 แต่นั่นเป็นการรบกับคนมือเปล่าในเมืองใหญ่ที่บอบบาง ในอัฟกานิสถานนั้นเต็มไปด้วยชนเผ่าที่ดุดัน และแม้จะต่างเผ่ากันแต่มาสามัคคีกันเพราะมีโซเวียตเป็นศัตรู

โซเวียตเข้าใจว่าถ้ายึดเมืองหลักแล้วจะคุมสถานการณ์ได้ แล้วพอช่วยรัฐบาลที่เป็นสมุนตนให้มั่นคงแล้วก็จะยกทัพกลับไป แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น โซเวียตประเมินการลุกฮือต่ำเกินไป ชนเผ่าที่ลุกฮือนั้นแม้จะมีแสนยานุภาพต่ำแบบเทียบกันไม่ได้ แต่มีความมุ่งมั่นสูง หมายจะโค่นรัฐบาลเอียงโซเวียตที่บังคับให้พวกเขาละทิ้งขนบและศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในสังคมอัฟกัน และทำให้กลุ่มชนเผ่าที่เคยขัดแย้งกันรวมตัวกันได้เพื่อทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ ญิฮาดกับศัตรูแห่งอิสลามและขนบแห่งอัฟกัน

การไม่เข้าใจหัวอกคนท้องถิ่นนั้น ทำให้โซเวียตถูกต่อต้านหนักหน่วงแบบที่ส่งกองทัพมาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่พอ

ยังไม่นับการทหารที่ส่งมารบในอัฟกานิสถานยังเป็นพวกทหารจากสาธารณรัฐในเครือโซเวียตแถบเอเชียกลางที่เป็นเครือญาติด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมกับคนอัฟกัน เมื่อคนเหล่านี้มารบที่อัฟกานิสถานก็ทราบความจริงว่าไม่ได้มารบกับ “ศัตรูแห่งสังคมนิยม” คือพวกอเมริกันอย่างที่นายโกหก แต่เป็นพี่น้องทางเชื้อชาติกัน ทหารโซเวียตเหล่านี้นอกจากจะไม่ยอมรบด้วยแล้ว ยังมอบอาวุธให้พวกกลุ่มนักรบชนเผ่าหรือพวกมุญาฮิดีนเสียอีก

กว่าโซเวียตจะรู้ตัวด้วยการเปลี่ยนหน่วยทหารเป็นพวกชนชาติสลาฟก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือปลายทศวรรษที่ 80 อีกไม่นานโซเวียตก็ต้องซมซานถอยทัพออกไป จากนั้นตามมาติดๆ ด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

จากตัวอย่างของ 2 กรณีนี้เราจะเห็นบางอย่างที่สะท้อนมาให้เห็นในทุกวันนี้ด้วย คือ การอ้างเรื่อง “ภัยคุกคามจากนาซี” และต้องกวาดล้างมัน และสองคือการบอกไม่หมดกับผู้ใต้บังคับบัญชา และใช้ทหารผิดประเภทในการรบ ผลจบลงด้วยการสูญเสียมหาศาล

อย่างเช่น ที่อัฟกานิสถาน พวกทหารโซเวียตไม่รบและมอบอาวุธให้พวกมุญาฮิดีน ส่วนที่ยูเครนทหารรัสเซียยอมแพ้หรือทำลายยานพาหนะตัวเอง (จากรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ)

แต่ย้ำว่านี่คือสมติฐานเท่านั้น และเป็นการสมมติบนการสมมติว่ากองทัพรัสเซียใช้กองทัพที่ไร้ประสบการณ์และไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดกับทหารของตน ทำให้ทหารของตนไม่ยอมรบหรือตายเป็นใบไม้ร่วง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เหมือนกับที่จอห์น เมียร์ไชเมอร์บอกไว้ “ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เพราะปูตินเป็นชายที่คาดเดาได้ยากที่สุดในโลก (เหมือนสตาลิน)

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by WANG Zhao / AFP