ไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676353

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 08:16 น.ไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน

แพทย์เตือนไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ลดความเสี่ยง Flurona พร้อมลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ถึง 10%

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ทั่วโลกประกาศใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 ทำให้โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจทั้งหมดลดลง ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่, โรค RSV เชื้อไวรัสในเด็กเล็ก เนื่องจากมีการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง ช่วงปี พศ. 2563 – 2564 ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกลดลง ประมาณ 70-80 เท่า แต่เมื่อไรก็ตามที่นโยบายถอดหน้ากากอนามัยปฎิบัติมากขึ้น โรคไข้หวัดใหญ่ก็จะกลับมาอีก

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “สิ่งที่น่าวิตกกังวล คือ ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มมีสัญญาณการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้เห็น อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกาใต้ จีน และอินเดีย เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 มีการเปิดประเทศกันมากขึ้น เกิดการรวมกลุ่มกันมากขึ้น อีกทั้งประชาชนเริ่มมีวินัยลดลง ขณะที่ในทวีปยุโรป อย่างประเทศเดนมาร์ก ได้ออกประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันโควิดเกือบทั้งหมด ไม่มีการกักตัว ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย โดยปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้เริ่มมีปรากฎการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกาใต้ จึงเริ่มมีรายงานจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้น บวกกับอยู่ในช่วงฤดูหนาว มีอากาศเย็น เชื้อโรคจึงแพร่กระจายได้มากขึ้นและมีชีวิตอยู่นานขึ้น”

และในช่วงต้นมกราคม 2565 ที่ผ่านมา ประเทศอิสราเอลได้ตรวจพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อร่วมกันระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ในเวลาเดียวกันเรียกว่า ‘ฟลูโรนา’ (Flurona) นอกจากนี้ ยังพบผู้ที่ติดเชื้อร่วมกันได้แพร่กระจายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ตามหลักทางการแพทย์นั้นการติดเชื้อร่วมกันมีความเป็นไปได้ และย่อมก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่า เสี่ยงต่อการนอนโรงพยาบาล และมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ยิ่งไปกว่านั้นอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แพทย์ต้องมีการซักถามประวัติเพื่อแยกโรค และหากจะให้ทราบผลอย่างชัดเจนต้องตรวจโควิด-19 และเชื้อไข้หวัดใหญ่ทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากล

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กล่าวถึงแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร่วมกัน (Flurona) โดยแนะให้ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมแนะประชาชนสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนทั้งไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด-19 ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเสมือนเป็นเสื้อเกราะต่อทั้ง 2 โรค โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มเสี่ยงของทั้ง 2 โรค คือ กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคปอด และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ทั้งนี้ เพื่อลดความวิตกกังวลของอาการที่คล้ายกันกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน และลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร่วมกันของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 (Flurona) นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยต่างประเทศหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และบราซิล ยังระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากร่างกายถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้มีภูมิคุ้มกันของร่างกายชนิดไม่จำเพาะต่อเชื้อใดๆ ก็ตามทำงานไปด้วย

สำหรับทางการแพทย์ไทยนั้น ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการระบาดของโควิด-19 โอไมครอนสายพันธุ์เดิม และโอไมครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ถือเป็นช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในประเทศเขตร้อนต่างๆ ที่สำคัญยังตรงกับช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม อาจทำให้มีเด็กนักเรียน รวมถึงประชาชนทั่วไป มีโอกาสติดเชื้อทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ร่วมกันได้ เนื่องจากสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกนั้น กรมควบคุมโรคมีรายงานว่าในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2562 – 7 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศ จำนวน 390,773 ราย และเสียชีวิต 27 ราย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะอยู่ในกลุ่มเด็กอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือ เด็กอายุ 5-9 ปี ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทั้งนี้การควบคุมดูแลโรคไข้หวัดใหญ่ทำได้ง่ายกว่า และป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้การรับรองจากทั่วโลกและใช้มายาวนานถึง 80 ปี สามารถป้องกันได้ทุกช่วงวัย เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ทางคณะแพทย์ที่ดำเนินงานด้านฝึกอบรมโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นเวลาหลายปี พบว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ ประมาณหลายพันคนก่อนปีที่มีการระบาดของโควิด-19 พบว่าภาพรวมของบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สูงถึงร้อยละ 90 พร้อมตอบแบบสอบถามเปรียบเทียบกับปีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ว่าปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงโรคทางเดินหายใจอื่นๆ โดยร้อยละ 70 ตอบว่ารู้สึกดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง ส่วนร้อยละ 20 รู้สึกเฉยๆ และอีกร้อยละ 10 ตอบว่ารู้สึกแย่ลงเล็กน้อย โดยภาพรวมถือว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิผลเป็นที่น่าพึงพอใจในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เมื่อหลายปีที่แล้ว

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปีและล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ว่าสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนโควิด-19 ในวันเดียวได้ โดยหากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอให้รีบรับวัคซีนให้เร็วที่สุด สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในฤดูกาลปี 2565 หรือที่เรียกว่า ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ซีกโลกใต้ 2022’ จะมีทั้งชนิด 3 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ซึ่งประชาชนสามารถรับบริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ได้ที่

โรงพยาบาลเอกชนทั่วไป ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงสิ้นปี 2565 ขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ของภาครัฐบาล คาดว่าเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม รับบริการฉีดฟรีได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลในระบบบัตรทอง (ทั่วประเทศ) ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย https://www.pidst.or.th/

หนุ่มอเมริกันถูกตัดขาเพราะกินอาหารเหลือแช่ตู้เย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676428

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 16:11 น.หนุ่มอเมริกันถูกตัดขาเพราะกินอาหารเหลือแช่ตู้เย็น

วัยรุ่นอเมริกันเคราะห์ร้ายถูกตัดทั้งขาและนิ้วมือไม่กี่ชั่วโมงหลังกินอาหารเหลือแช่ตู้เย็น

วารสาร The New England Journal of Medicine เปิดเผยรายละเอียดของอาการป่วยที่เกิดขึ้นได้ยากของนักศึกษามหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตส์วัย 19 ปีว่า เขาทานข้าว ไก่ และบะหมี่ผัด (lo mein) ที่สั่งจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง และไม่นานหลังจากนั้นก็เริ่มมีอาการปวดท้อง ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วง

วัยรุ่นอเมริกันรายนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการช็อก อวัยวะหลายอย่างล้มเหลว และมีผื่นคัน โดยอาการของเขาแย่ลงอย่างรวดเร็ว เขาหายใจผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และอาเจียน โดยที่ผ่านมาเขามีสุขภาพโดยรวมดี ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำ

รายงานของ The New England Journal of Medicine ระบุอีกว่า หลังจากตรวจเพิ่มเติม แพทย์วินิจฉัยว่าหนุ่มรายนี้เป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น (meningococcal purpura fulminan) ซึ่งทำให้มีอาการคอแข็ง คลื่นไส้ ภาวะการหายใจล้มเหลว ช็อก และอวัยวะล้มเหลว

ภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่ทำให้เกิดจุดเลือดรอยช้ำที่ผิวหนัง (Purpura fulminan) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยากที่มาพร้อมกับการช็อกจากการติดเชื้อซึ่งนักศึกษาอเมริกันรายนี้ประสบ

ภาวะนี้เกิดจากแบคทีเรีย และทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เป็นไข้เฉียบพลันและอาเจียน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนว่าอาจนำมาสู่การเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการของนักศึกษารายนี้แย่ลง ทั้งยังพบเนื้อตาย ณ จุดนั้นแพทย์ตัดสินใจตัดขาและนิ้วมือทั้งหมด และเขายังต้องใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเป็นเวลา 13 วันเพื่อรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ระวังอันตรายจากการเก็บข้าวที่รับประทานไม่หมดอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องจากอาหารหลายอย่าง เช่น ข้าวและพาสต้ามีแบคทีเรียบาซิลลัสซีรีอัส (Bacillus cereus) ซึ่งผลิตสารพิษเมื่อถูกความร้อนและปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

เมื่อปี 2008 วารสาร Journal of Clinical Microbiology รายงานว่า วัยรุ่นรายหนึ่งเสียชีวิตระหว่างนอนหลับหลังทานพาสต้าเหลือที่ถูกวางไว้นอกตู้เย็นข้ามคืน

ทีมแพทย์พบว่าแม้ว่านักศึกษาแมสซาชูเสตส์จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น 1 เข็มแล้ว แต่เขาไม่ได้รับเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำ ส่วนเพื่อนร่วมห้องซึ่งทานอาหารเดียวกันเพียงแต่อาเจียน ไม่มีอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

ภาพ: wikipedia/Seth W 

พบ ‘ลูกแก้วใส’ ที่อาจช่วยไขประวัติศาสตร์ดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676433

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 16:45 น.พบ 'ลูกแก้วใส' ที่อาจช่วยไขประวัติศาสตร์ดวงจันทร์

‘ยานอวี้ทู่-2’ ค้นพบ ‘ลูกแก้วใส’ บนด้านไกลของดวงจันทร์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่ายานสำรวจดวงจันทร์อวี้ทู่ 2 (Yutu-2) ในภารกิจฉางเอ๋อ-4 ของจีน ค้นพบวัตถุทรงกลมโปร่งแสง (glass globule) ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าจำนวนสองลูกขณะทำการสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งอาจช่วยเปิดเผยประวัติศาสตร์ในยุคแรกของการถูกกระแทก (impact) ของดวงจันทร์ได้

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในสารไซเอนซ์ บูลเลติน (Science Bulletin) ระบุว่ายานอวี้ทู่-2 ซึ่งเป็นยานโรเวอร์ จับภาพของลูกแก้วโปร่งแสงสองลูกเอาไว้ได้ผ่านการใช้กล้องพาโนรามา

นักวิจัยระบุว่า ปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลด้านองค์ประกอบของวัตถุดังกล่าว แต่ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและบริบทท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะของวัตถุเหล่านี้ บ่งชี้ว่าพวกมันน่าจะเป็นวัตถุที่เกิดจากการกระแทก อันเป็นเศษหลอมละลายที่เกิดจากการพุ่งชน และมีลักษณะเป็นหินอะนอร์โทไซต์ (Anorthosite) ที่เย็นตัวลงระหว่างเกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งชน แต่ไม่น่าจะมาจากแหล่งกำเนิดภูเขาไฟบนดวงจันทร์หรือมาจากเทห์วัตถุของดาวเคราะห์ดวงอื่น

หินอะนอร์โทไซต์เป็นหินที่พบมากบนที่สูงของดวงจันทร์ (lunar highlands) ซึ่งก่อตัวขึ้นในทะเลแมกมาของดวงจันทร์ (Lunar Magma Ocean)

นักวิจัยกล่าวว่าวัตถุที่พบนั้นแตกต่างจากลูกแก้วขนาดเล็ก (Glass beads) ที่เก็บได้จากภารกิจอะพอลโล เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าและมีสี และคาดการณ์ว่าลูกแก้วโปรงแสงเช่นนี้อาจมีอยู่มากมายทั่วที่สูงบนดวงจันทร์ และอาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคแรกในการถูกกระแทกของดวงจันทร์ได้

อนึ่ง ยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2018 และลงจอดอย่างนุ่มนวลครั้งแรกบนปากปล่องภูเขาไฟฟอน คาร์เมน (Von Karman Crater) บริเวณแอ่งขั้วใต้-เอตเคนที่ด้านไกลของดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2019 และจนถึงปัจจุบันยานอวี้ทู่ของยานฉางเอ๋อ-4 ได้เดินทางในด้านไกลของดวงจันทร์เป็นระยะทางมากกว่า 1,000 เมตรแล้ว

จีนล้างบางธุรกิจเทคอีกแล้ว Ant Group งานเข้าอีกรอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676422

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 15:30 น.จีนล้างบางธุรกิจเทคอีกแล้ว Ant Group งานเข้าอีกรอบ

ทางการจีนสั่งธนาคาร-รัฐวิสาหกิจรายงานธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Ant Group

หลังจากที่โจว เจียงหย่ง อดีตเลขาพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมืองหางโจว ถูกทางการจีนจับกุมฐานละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายของรัฐอย่างร้ายแรง หลังต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันกับการทุจริตรับสินบน ที่เชื่อมโยงกับ Ant Group บริษัทในเครือ Alibaba ของแจ็ค หม่า

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นในเดือนส.ค. ระบุว่าโจว เจียงหย่ง ใช้อิทธิพลของตนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจของน้องชาย รวมถึงการรับสินบน โดยหนึ่งในบริษัทเหล่านั้นได้รับการลงทุนจากบริษัทที่ควบคุมโดย Ant Group ซึ่งโจวรับสารภาพความผิดแต่ปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง

คำแถลงการณ์บนเว็บไซต์ของคณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัยต่อต้านคอร์รัปชั่นของจีนระบุว่า “เราควรสร้างอุดมการณ์ที่เข้มแข็งในการต่อต้านการทุจริต เราควรสะสางผลกระทบจากกรณีของโจว เจียงหย่ง อย่างละเอียด ตลอดจนชำระล้างและฟื้นฟูระบบนิเวศทางการเมือง”

ทางการจีนสั่งให้สถาบันการเงินและหน่วยงานของรัฐรายงานธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Ant Group ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มเปราะบาง

ท่ามกลางความกังวลว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะนำไปสู่การดำเนินการปราบปรามหรือลงโทษใดๆ ต่อ Ant Group หรือไม่ ทำให้เกิดการเทขายของนักลงทุนในภาคเทคโนโลยี

ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Alibaba ซึ่งเป็นบริษัทแม่ร่วงลงมากถึง 5.3% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 28 ม.ค. เมื่อความกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบของรัฐบาลจีนต่อยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ปรากฏอีกครั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Alibaba ยังได้รายงานผลกำไรรายไตรมาสที่ลดลงประมาณ 60%

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ถูกกดดันจากรัฐบาลจีนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 โดย Ant Group ถูกทางการจีนสั่งระงับแผนการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่า 37 พันล้านเหรียญสหรัฐ 

ในปีที่แล้ว Ant Group ยังโดนทางการจีนสั่งให้แยกแอปพลิเคชันยอดนิยม Alipay ออกจากธุรกิจสินเชื่อของบริษัท และให้พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่แยกต่างหากสำหรับธุรกิจสินเชื่อที่ทำกำไรได้สูงของบริษัท

ซึ่งขณะนั้นส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ร่วงลงกว่า 4% เนื่องจากแอปพลิเคชันดังกล่าวมีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคน นับเป็นแอปพลิเคชันชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน

นอกจากนี้จีนยังได้สั่งปรับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในข้อหาผูกขาด รวมมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by REUTERS/Yilei Sun/File Photo

เมื่อเป้าหมายปูตินลึกซึ้งกว่าการขยายอิทธิพลในดอนบัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676419

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 15:04 น.เมื่อเป้าหมายปูตินลึกซึ้งกว่าการขยายอิทธิพลในดอนบัส

บทวิเคราะห์ของ Reuters ชี้ เป้าหมายของปูตินในยูเครนลึกซึ้งกว่าแค่การขยายอิทธิพลในโดเนตสก์และลูฮันสก์

Reuters ระบุว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ได้เปลี่ยนวิกฤตในยูเครนไปสู่ช่วงใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้นด้วยคำพูดและการกระทำมากมายที่บ่งชี้ว่าเป้าหมายสูงสุดของเขานั้นลึกซึ้งกว่าการขยายอิทธิพลของรัสเซียไปยังสองภูมิภาคที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน

ปูตินลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพเมื่อคืนวันจันทร์กับสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ชาติตะวันตกมองว่าผิดกฎหมาย และต้องพบกับการคว่ำบาตรทันที รวมทั้งธนาคารหลายแห่งของรัสเซียและท่อส่งน้ำมันแห่งใหม่

ทว่าการกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ของปูตินก่อนการลงนามทำให้เห็นเบาะแสที่ลึกซึ้งว่าปูตินกำลังคิดอะไรอยู่ เขาบิดเบือนประวัติศาสตร์หลายศตวรรษให้กลายเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่บรรยายว่ายูเครนเป็นประเทศเก๊(artificial nation) ที่ไม่มีความเป็นรัฐ

Reuters รายงานว่า ผู้ที่สังเกตการณ์เครมลินเผยว่า การเลคเชอร์ของปูตินดูเหมือนเป็นความพยายามหาเหตุผลให้กับการรุกรานยูเครนลึกซึ้งยิ่งขึ้นและการบุกครั้งใหม่ 8 ปีหลังจากเขายึดและผนวกไครเมีย

“เขาตั้งคำถามถึงอำนาจอธิปไตยของยูเครน และเขาได้ประกาศว่านี่เป็นความผิดพลาดของประวัติศาสตร์ อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ว่ามีการมีอยู่ของยูเครน” เกอร์ฮาร์ด แมนกอตต์ (Gerhard Mangott) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอินส์บรุคของออสเตรียและสมาชิกของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญรัสเซียที่ได้พบกับปูตินเป็นประจำทุกปีเผย

“ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของเขาคือการทำลายรัฐยูเครนนี้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ยูเครนถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง” โดยรัสเซียควบคุมฝั่งตะวันออกของประเทศ แมนกอตต์เผย

การแสดงความคิดเห็นหลังจากนั้นในวันอังคาร ปูตินเผยว่าเขารับรองภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮันสก์ทางตะวันออกของยูเครน หรือที่รวมกันเรียกว่าดอนบัส ที่กำลังก่อตั้ง “สาธารณรัฐ” ที่แยกตัวออกมา แม้ว่าจะมีเพียงเศษเสี้ยวของอาณาเขตนั้นที่ควบคุมโดยกบฏแบ่งแยกดินแดน

เมื่อรัสเซียยืนยันสิทธิภายใต้สนธิสัญญาใหม่ในการส่งกองกำลังทหารและสร้างฐานทัพทหาร นั่นเป็นการเปิดความเสี่ยงว่ารัสเซียอาจเข้าไปและเปิดสงครามกับยูเครนเพื่อขยายอาณาเขตการแบ่งแยกดินแดน

ปูตินปฏิเสธเสมอมาว่ามีแผนจะบุกจู่โจมยูเครน แต่การเสริมกำลังทหารจำนวนมากที่ชายแดนยูเครนตั้งแต่เดือน พ.ย. ส่งผลให้หุ้น พันธบัตรรัฐบาล และค่าเงินรูเบิลของรัสเซียร่วงอย่างหนัก อีกทั้งความเคลื่อนไหวล่าสุดของปูตินยังเพิ่มความวิตกกังวลให้กับบรรดาอีลีทรัสเซีย

“เราสูญเสีย เรากังวลมากๆ ไม่มีใครรู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน” อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงเผยกับ Reuters

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของปูตินได้ทำลายความหวังที่จะยุติสงครามแบ่งแยกดินแดน 8 ปีในยูเครนด้วยการฟื้นฟูสนธิสัญญาสันติภาพที่ลงนามเมื่อปี 2014 และ 2015 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการทูตไปสู่การใช้กำลัง

“ด้วยการฉีกข้อตกลงมินสก์ รัสเซียได้พาตัวเองออกจากช่องทางหนึ่งของอำนาจทางการเมืองเหนือยูเครนในระยะยาว และขณะนี้กำลังมองหาอีกช่องทางหนึ่ง” โอเล็ก อิกนาตอฟ (Oleg Ignatov) นักวิเคราะห์อาวุโสของรัสเซียจาก International Crisis Group เผย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ ปูตินดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังคิดเกี่ยวกับมรดกของตัวเอง หลังจากกว่าสองทศวรรษในฐานะผู้นำสูงสุดของรัสเซีย มากกว่าจะคิดถึงการบาดเจ็บล้มตายและต้นทุนทางเศรษฐกิจจะเกิดจากสงครามเต็มรูปแบบกับยูเครน

ดังที่ นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษพูดเมื่อสัปดาห์นี้ว่า ปูตินอาจไม่ได้คิดอย่างมีเหตุผล และมาตรการคว่ำบาตรก็ไม่อาจขัดขวาง “นักแสดงที่ไร้เหตุผล” และนายกรัฐมนตรี มาร์ก รุทเทอร์ ของเนเธอร์แลนด์บอกว่าเขา “หวาดระแวงสิ้นดี”

“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงจากปูตินจากผู้นำที่เน้นการปฏิบัติ คิดคำนวณอย่างมีเหตุผล ไปเป็นคนที่มองหาที่ทางในการสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองมากขึ้น คนที่มองเห็นตัวเองอยู่ในภารกิจประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขความอยุติธรรม” นีล เมลวิน (Neil Melvin) จากสถาบันคลังความคิด RUSI ในกรุงลอนดอนเผย

นั่นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของการคิดคำนวณความเสี่ยงของปูติน ซึ่งความเสียหายในระยะสั้นจากการกระทำของเขามีความสำคัญน้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาพประวัติศาสตร์ซึ่งใหญ่กว่า

เมลวินซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในมอสโกเผยว่า วิกฤตยูเครนเพิ่งจะเริ่มปรากฏออกมาเท่านั้น

“พูดตรงๆ นะ คุณจะไม่ส่งทหาร 200,000 นายเข้าประจำการที่ชายแดนยูเครนและไม่ก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับความมั่นคงของยุโรปมา 40 ปี หากความพยายามทั้งหมดของคุณคือ ขยายการควบคุมของคุณเหนือดินแดนเล็กๆ สองแห่งที่คุณควบคุมอยู่แล้ว” เมลวินเผยกับ Reuters

ขั้นตอนต่อไปจะถูกกำหนดจากการที่กองกำลังของรัสเซียเข้าไปในโดเนตสก์และลูฮันสก์ และความเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ในการขยับขยายไปสู่ดินแดนที่กว้างขึ้น ขึ้นอยู่กับว่ายูเครนจะตอบโต้อย่างไร

“ผมว่านั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องจับตาดูในขณะนี้” เมลวินเผย “มันขึ้นอยู่กับว่าชนวนจะถูกจุดอย่างไรสำหรับการบุกรุกทางทหารในวงกว้างขึ้น”

Photo by Mikhail Klimentyev / Sputnik / AFP

อนามัยโลกชี้ BA.2 ไม่รุนแรงกว่า Omicron ตัวเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676396

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 13:00 น.อนามัยโลกชี้ BA.2 ไม่รุนแรงกว่า Omicron ตัวเดิม

อนามัยโลกชี้โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ติดง่าย แต่ไม่ก่ออาการรุนแรงกว่า BA.1

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 23 ก.พ. องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงไปมากกว่าเชื้อโอมิครอนดั้งเดิม หรือ BA.1 แต่ดูเหมือนว่าจะแพร่เชื้อได้ดีกว่า ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

มาเรีย ฟาน เคิร์คโฮฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า “จากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยในประเทศต่างๆ เราไม่เห็นถึงความแตกต่างกันในด้านความรุนแรงของอาการป่วยที่เกิดจาก BA.1 และ BA.2 ระดับความรุนแรงและความเสี่ยงในการรักษาตัวในโรงพยาบาลใกล้เคียงกัน และนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในหลายประเทศมีการแพร่ระบาดทั้ง BA.1 และ BA.2”

คำแถลงครั้งล่าสุดนี้ช่วยคลายความกังวลให้กับหลายๆ ประเทศ อย่างเช่น เดนมาร์ก ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 เป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกแถลงว่า BA.2 ดูเหมือนว่าจะแพร่เชื้อได้ดีกว่า BA.1 และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ทั้งนี้ โควิด-19 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 5.8 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลกคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ 2 ถึง 3 เท่า

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

เศรษฐีรัสเซียสูญกว่าล้านล้านบาทจากพิษวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676395

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 12:13 น.เศรษฐีรัสเซียสูญกว่าล้านล้านบาทจากพิษวิกฤตยูเครน

บรรดามหาเศรษฐีรัสเซียสูญเสียรายได้นับล้านล้านบาทจากความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ปีนี้ทรัพย์สินของบรรดามหาเศรษฐีรัสเซียลดวูบ 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.07 ล้านบาท โดยความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจะส่งผลให้ความมั่งคั่งของกลุ่มคนเหล่านี้ลดลงไปอีก

ข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index ซึ่งเป็นการจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 500 คนพบว่า เกนนาดี ทิมเชนโก มีทรัพย์สินลดลงมากที่สุดในบรรดามหาเศรษฐีเพื่อนร่วมชาติ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของทิมเชนโกหายไปเกือบ 1 ใน 3

Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า ขณะนี้ทิมเชนโกในวัย 69 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายทหารโซเวียตที่พบและเป็นเพื่อนกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีทรัพย์สินอยู่ราว 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความมั่งคั่งส่วนใหญ่ได้มากจากการถือหุ้นใน Novatek บริษัทผลิตก๊าซของรัสเซีย

เยโอนิด มิเคลสัน อีกหนึ่งผู้ถือหุ้นของ Novatek มีทรัพย์สินลดลง 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน วายิด อาเล็กเปรอฟ ประธานบริษัท Lukoil มีทรัพย์สินลดลงราว 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากหุ้นของ Lukoil ร่วงไปเกือบ 17%

Bloomberg Billionaires Index ระบุอีกว่า ปัจจุบันมหาเศรษฐี 23 คนของรัสเซียมีทรัพย์สินรวมกัน 343,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 375,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้ว

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นร่วงหนักหลังจากปูตินรับรองให้โดเนตสก์และลูฮันสก์ของยูเครนเป็นรัฐอิสระ ซึ่งนำมาสู่การระงับโครงการพลังงานของเยอรมนีกับรัสเซีย และสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรธนาคารของรัสเซีย 5 แห่งและมหาเศรษฐี 3 ราย รวมทั้งทิมเชนโก

มหาเศรษฐีอีก 2 คนที่ถูกสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรคือ บอริส โรเทนแบร์ก วัย 65 ปีและอิกอร์ หลานชายวัย 48 ปี ซึ่งมั่งคั่งจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน Stroygazmontazh

Bloomberg ระบุว่า อาร์คาดี โรเทนแบร์ก พ่อของอิกอร์และหนึ่งในอดีตคู่ซ้อมยูโดของปูติน ขายบริษัทท่อส่งน้ำมันในปี 2019 ในราคาราว 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ อาร์คาดีซื้อหุ้นส่วนน้อยจากบอริสน้องชายเมื่อ 5 ปีก่อนหน้านั้นในขณะที่ทั้งสองพี่น้องและทิมเชนโกถูกสหรัฐคว่ำบาตรจากกรณีที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครน

AFP PHOTO / INTERPRESS / ALEXANDER KULEBYAKIN

อิหร่านคืนวัคซีน 820,000 โดสเพราะผลิตจากสหรัฐ แม้ยอดตายพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676391

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 11:40 น.อิหร่านคืนวัคซีน 820,000 โดสเพราะผลิตจากสหรัฐ แม้ยอดตายพุ่ง

อิหร่านคืนวัคซีนที่โปแลนด์บริจาค แม้ผู้เสียชีวิตจากโควิดพุ่งสูงสุดในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศอ้างรายงานจากสื่อท้องถิ่นอิหร่านระบุว่า อิหร่านคืนวัคซีนโควิด-19 จำนวน 820,000 โดสที่ได้รับบริจาคจากโปแลนด์ เนื่องจากวัคซีนดังกล่าวผลิตในสหรัฐอเมริกา

โมฮัมหมัด ฮาเชมี เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านกล่าว่า โปแลนด์บริจาควัคซีน AstraZeneca ประมาณ 1 ล้านโดสให้แก่อิหร่าน แต่เมื่อวัคซีนมาถึงพบว่ามีวัคซีนจำนวน 820,000 โดสที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากการประสานงานกับเอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำอิหร่านจึงได้มีการตัดสินใจว่าวัคซีนดังกล่าวจะถูกส่งคืน

บาห์ราม ไอโนลลาฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าวัคซีนดังกล่าวมาจากแหล่งที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยโปแลนด์ให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนเป็นวัคซีนที่มาจากแหล่งที่ได้รับอนุญาต

เนื่องจากขณะนี้อิหร่านไม่นำเข้าวัคซีนวัคซีนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ซึ่งอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวในปี 2020 โดยปฏิเสธความเป็นไปได้ที่วัคซีนของสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษจะเข้ามาในประเทศ โดยเรียกว่าเป็น “สิ่งต้องห้าม”

ทั้งนี้ อิหร่านกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 6 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรายวันทุบสถิติ ขณะที่ทางการกล่าวว่าสายพันธุ์โอมิครอนกำลังครอบงำประเทศ ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั้งประเทศมากกว่า 135,000 ราย ทำให้อิหร่านมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่าขณะนี้ประชากรชาวอิหร่านที่อายุ 18 ปีขึ้นไปได้ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว 90% แม้ว่าจะมีเพียง 37% ที่ได้รับวัคซีนโดสที่ 3

โดยอิหร่านใช้วัคซีนของ Sinopharm ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ แต่ยังมีวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ได้แก่ AstraZeneca, Sputnik V, Covaxin และ COVIran Barekat วัคซีนที่อิหร่านผลิตเอง

Photo by KHAMENEI.IR / AFP

ไบเดนชี้การกระทำของปูตินคือ ‘จุดเริ่มต้นที่รัสเซียจะบุกยูเครน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676390

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 10:51 น.ไบเดนชี้การกระทำของปูตินคือ 'จุดเริ่มต้นที่รัสเซียจะบุกยูเครน'

‘รัสเซียเริ่มบุกแล้ว’ ไบเดนประกาศ เชื่อนี่คือจุดเริ่มต้นของการ ‘บุกจริง’ เพื่อเล่นงานยูเครน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวประณามประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยระบุว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครนขณะนี้ถือว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการรุกราน” พร้อมเผยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ที่รุนแรงต่อรัสเซียเพื่อเป็นการตอบโต้ หลังจากที่รัสเซียรับรอง ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นรัฐอิสระ และเคลื่อนกำลังทหารข้ามพรมแดน

ไบเดนกล่าวว่าการระทำของรัสเซียเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง และต้องได้รับการตอบสนองอย่างแข็งขันจากประชาคมระหว่างประเทศ”

โดยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐพุ่งเป้าไปที่ชนชั้นสูงของรัสเซียและครอบครัว และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัสเซีย ตลอดจนสถาบันทางการเงินขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ วีไอบี และพรอมส์เวียสแบงก์ โดยไบเดนกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัสเซียไม่สามารถจัดหาเงินทุนจากตะวันตกได้อีกต่อไป

พร้อมเสริมว่าสหรัฐพร้อมที่จะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหากความเคลื่อนไหวของรัสเซียต่อยูเครนยังคงบานปลาย อย่างไรก็ตาม พรอมส์เวียสแบงก์กล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ไบเดนยังประกาศว่าสหรัฐได้เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมในประเทศแถบบอลติกทางฝั่งตะวันออกของนาโต แต่ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการที่จะรบกับรัสเซีย และยังคงเปิดกว้างที่จะเจรจากับรัสเซียและพันธมิตรเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม

Photo by MANDEL NGAN and Mikhail Metzel / various sources / AFP

ตะวันตกใจไม่ถึง? คว่ำบาตรต่อรัสเซียให้ผลจำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676388

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 10:29 น.ตะวันตกใจไม่ถึง? คว่ำบาตรต่อรัสเซียให้ผลจำกัด

รายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุ มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียรอบอุ่นเครื่องคุกคามผลกระทบที่จำกัด

หลังจากสัปดาห์แห่งการคุกคามข่มขู่ ชาติตะวันตกได้กำหนดให้มีการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งแรกในวันอังคาร แต่ในขณะนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะมีผลกระทบจำกัดต่อทั้งเศรษฐกิจของรัสเซียและตะวันตก

โอลิเวอร์ ดอร์แกนส์ (Olivier Dorgans) ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสำนักงานกฎหมาย Ashurst กล่าวว่าการกำหนดเป้าหมายภาคการเงินของรัสเซียนั้น “สอดคล้องกับกลยุทธ์ของมาตรการที่ค่อยเป็นค่อยไปที่ช่วยหลีกเลี่ยงภาคพลังงาน”

เขาตั้งข้อสังเกตถึงการตัดสินใจของเยอรมนีที่จะระงับการรับรองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อภาคพลังงาน

โดยรวมแล้วชาติตะวันตกมุ่งสร้างผลกระทบต่อภาคการเงินของรัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ได้กำหนดเป้าหมายภาคการเงินของรัสเซียด้วยมาตรการคว่ำบาตรชุดแรกๆ 

อังกฤษออกมาตรการคว่ำบาตรธนาคารรัสเซีย 5 แห่งในวันอังคารนี้ รวมถึง Rossiya และ Promsvyazbank (PSB) และคาดว่าสหภาพยุโรปจะตามรอยโดยเปิดเผยรายชื่อสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดทรัพย์สิน และรัฐบาลสหรัฐดำเนินการตามหลังโดยระบุชื่อธนาคารสองแห่งและบริษัทในเครือ PSB และ Vnesheconombank (VEB) อ้างถึงบทบาทของธนาคารเหล่านี้ในการสนับสนุนกองทัพรัสเซีย

แต่โอลิเวอร์ ดอร์แกนส์ตั้งข้อสังเกตว่าทุนของรัสเซียจำนวนมากถูกโอนกลับประเทศแล้วเพื่อเป็นมาตรการป้องกันแต่เนิ่นๆ 

มาตารการระงับสินทรัพย์ดังกล่าวจะกระทบต่อผู้มีอำนาจของรัสเซียหลายคนและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่จะมีผลกระทบอย่างจำกัดต่อเศรษฐกิจรัสเซีย

แต่มหาอำนาจตะวันตกตั้งเป้าที่จะขัดขวางการจัดหาเงินทุนของรัสเซีย ปิดกั้นไม่ให้รัสเซียเข้าถึงตลาดทุนเพื่อหาเงินหรือรีไฟแนนซ์หนี้ และกดกดดันต่อมูลค่าของรูเบิลรัสเซียแลจะทำให้ผู้บริโภครัสเซียมีกำลังซื้อลดลงจนไม่สามารถซื้อสินค้านำเข้าได้

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่าธนาคารตะวันตกมีความเสี่ยงต่อสถาบันการเงินของรัสเซียอย่างจำกัด

อย่างไรก็ตาม ธนาคารตะวันตกหลายแห่งมีการดำเนินงานในประเทศรัสเซีย รวมถึง UniCredit ของอิตาลี Raiffeisen ของออสเตรีย และ Societe Generale ของฝรั่งเศสผ่านบริษัทในเครือ Rosbank

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐยังไม่ตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การยกเว้นรัสเซียออกจาก SWIFT ซึ่งเป็นระบบธุรกรรมของธนาคารระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินกับประเทศส่วนใหญ่เป็นไปไม่ได้

และสหรัฐก็ยังไม่ได้กำหนดการควบคุมการส่งออกซึ่งจะตัดบริษัทรัสเซียออกจากอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ไฮเทคที่สำคัญ

และนอกเหนือจากการระงับเชิงสัญลักษณ์ต่อโครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งยังไม่ได้ให้บริการ ชาติตะวันตกยังห่างไกลจากการกำหนดเป้าหมายโจมตีภาคพลังงานของรัสเซีย

การคว่ำบาตร “ยังไม่ถึงจุดที่สร้างความเจ็บ มันเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกันในความสัมพันธ์กับการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของยุโรป” โอลิเวอร์ ดอร์แกนส์ กล่าว

แอนดรูว์ โลเซน (Andrew Lohsen) ผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียที่ศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติในวอชิงตัน กล่าวว่าขั้นตอนต่างๆ ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ขู่ไว้ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ปูตินดำเนินมาตรการต่อไปได้

มาตรการดังกล่าว “จะไม่บังคับให้รัสเซียเปลี่ยนแนวทาง” แอนดรูว์ โลเซน กล่าวกับ AFP

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่าอาจมีบทลงโทษเพิ่มเติม

การคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียถือเป็นความเสี่ยงที่คำนวณได้สำหรับสหภาพยุโรป เนื่องจากนำเข้าก๊าซ 40% จากรัสเซีย เรื่องนี้ทำให้มอสโกมีอำนาจในขณะที่ยุโรปอาจจะสามารถอยู่รอดได้หากไม่มีการนำเข้าจากรัสเซียในช่วงหลายเดือนที่จะมาถึง แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ประเทศผู้ส่งออกก๊าซรวมทั้งสหรัฐอเมริกาและกาตาร์มีความสามารถจำกัดในการเพิ่มการจัดส่งไปยังยุโรปอย่างรวดเร็ว

และตอนนี้ ความขัดแย้งได้สร้างกรงกดันให้กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว

“รัสเซียมีบทบาทสำคัญในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดน้ำมันทั่วโลก” Fitch Ratings กล่าวในบันทึกล่าสุด

ราคาน้ำมันดิบพุ่งเกือบ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2557 และราคาก๊าซธรรมชาติก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แต่ต่อมาก็ปรับลดลงมาเนื่องจากตลาดเริ่มสังเกตว่ามาตรการคว่ำบาตรมีผลกระทบน้อย 

รัสเซียยังเป็นประเทศผู้ส่งออกแพลเลเดียม นิกเกิล และอะลูมิเนียมรายใหญ่อีกด้วย ซึ่งสินค้าพวกนี้มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์

และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก และเมื่อร่วมกับยูเครน ทั้งสองประเทศคิดเป็นหนึ่งในสี่ของการส่งออกธัญพืชหลักทั้งหมด

การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเหล่านี้จะส่งผลไปยังผู้บริโภค โดยส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของพวกเขาในช่วงเวลาที่ปัยหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อได้กลายเป็นข้อกังวลอันดับต้น ๆ สำหรับผู้กำหนดนโยบายแล้ว

การที่รัสเซียยอมรับภูมิภาคที่แยกตัวเป็นเอกราชของยูเครนจะเพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสำหรับยุโรป

ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความขัดแย้งทางอาวุธ “แต่ในกรณีส่วนใหญ่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่นนอกเหนือจากรัสเซียและยูเครนมีแนวโน้มที่จะถูกจำกัด” นีล เชียริง (Neil Shearing) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics กล่าว

ในสหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นที่สุดกับรัสเซีย แต่มีเพียง 2% ของการส่งออกที่มุ่งหน้าไปที่นั่น

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยูเครน “เปราะบางอย่างยิ่ง” เชียร์ริง กล่าวเตือนว่า มีแนวโน้มว่าจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS