ผิดคาดน้ำมันไม่พุ่ง ตลาดมั่นใจการคว่ำบาตรรัสเซียไม่กระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676381

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 09:59 น.ผิดคาดน้ำมันไม่พุ่ง ตลาดมั่นใจการคว่ำบาตรรัสเซียไม่กระทบ

ราคาน้ำมันดึงกลับ นักลงทุนและนักวิเคราะห์คาดว่าจากการคว่ำบาตรของตะวันตกในรัสเซียจะไม่ทำให้อุปทานติดขัด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับลดลงมาในวันพุธหลังจากพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีในช่วงซื้อขายก่อนหน้าเนื่องจากเป็นที่ชัดเจนว่าคลื่นลูกแรกของคว่ำบาตรจากสหรัฐฯและยุโรปต่อรัสเซียจะไม่รบกวนอุปทานน้ำมันในตลาดโลก 

ในเวลาเดียวกัน มีโอกาสที่การผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านจะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เมื่อรัฐบาลอิหร่านและมหาอำนาจโลกใกล้จะฟื้นคืนข้อตกลงนิวเคลียร์ ปัจจัยนี้ช่วยให้ราคาน้ำมันปรับลงมาด้วย

น้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลง 13 เซนต์หรือ 0.1% สู่ 96.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่เวลาซื้อขาย 01.42 GMT หลังจากทะยานสูงสุดที่ 99.50 ดอลลาร์ในวันอังคารซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2014

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐร่วงลง 6 เซนต์หรือ 0.1% สู่ 91.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากแตะระดับ 96 ดอลลาร์เมื่อวันอังคาร

ราคาพุ่งขึ้นเมื่อวันอังคารเนื่องจากความกังวลว่าการคว่ำบาตรต่อรัสเซียที่ทำการส่งทหารไปยังสองภูมิภาคที่แยกตัวเป็นอิสระของยูเครนภาคตะวันออกอาจกระทบกับแหล่งพลังงาน แต่สหรัฐอเมริกาได้แสดงไว้อย่างชัดเจนว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกพลังงาน

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวว่า “มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้ในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ได้กำหนดเป้าหมายและจะไม่กำหนดเป้าหมายการเคลื่อนไหวของน้ำมันและก๊าซ” 

มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้โดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพยุโรปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ธนาคารรัสเซีย

ราคาที่ปรับลดน้อยลงไปอีกมาจากความเป็นไปได้ที่น้ำมันดิบจากอิหร่านมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเข้ามาป้อนตลาด หลังจากที่นักการทูตกล่าวว่าอิหร่านและมหาอำนาจโลกใกล้จะบรรลุข้อตกลงเพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

นักวิเคราะห์จาก ANZ Research ระบุในหมายเหตุว่า “นักการทูตต่างเห็นพ้องกันว่าการเจรจาได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ซึ่งส่งสัญญาณว่าตลาดน้ำมันทั่วโลกอาจบรรเทาลงได้”

Vivek Dhar นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Commonwealth Bank กล่าวว่า สิ่งที่ไม่ทราบในเวลานี้คืออิหร่านสามารถเพิ่มการส่งออกได้เร็วเพียงใด

Vivek Dhar ยังบอกว่า สมาชิกคนอื่นๆ ของ OPEC+ ได้พยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตเนื่องจากความต้องารกเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันยังต่ำอยู่ และอิหร่านอาจประสบปัญหาเดียวกัน

REUTERS/Christian Hartmann/File Photo

EU คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันเมียนมา ไทยโดนหางเลขด้วย?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676345

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 16:29 น.EU คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันเมียนมา ไทยโดนหางเลขด้วย?

บริษัทน้ำมันสัญชาติไทยถูกหางเลขหลัง EU คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันเมียนมา

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหภาพยุโรปมีมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัฐบาลทหารเมียนมา โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นแหล่งรายได้หลักให้กับรัฐบาบลทหารมากว่า 1 ปีหลังรัฐประหาร

คณะมนตรียุโรปเผยว่า มาตรการล่าสุดลงโทษเอกชน 22 คน รวมทั้งรัฐมนตรี สมาชิกระดับสูงของกองทัพ ไปจนถึงบริษัท 4 แห่ง รวมทั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจ อาทิ Myanma Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งจัดหาทรัพยากรสำคัญให้รัฐบาลทหาร

น้ำมันและก๊าซของเมียนมากลายเป็นเป้าหมายของแรงกดดันจากนานาชาติ เนื่องจากเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้และแหล่งเงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลทหาร เนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำมันซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

สหภาพยุโรประบุว่า “MOGE อยู่ภายใต้การควบคุมและสร้างรายได้ให้กับกองทัพเมียนมา ดังนั้นจึงมีส่วนสนับสนุนขีดความสามารถในการดำเนินกิจกรรมที่บ่อนทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมในเมียนมา”

มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากบริษัทน้ำมัน TotalEnergies และ Chevron ประกาศถอนตัวจาการเป็นผู้ร่วมทุนและผู้ดำเนินการในโครงการยาดานาของเมียนมาเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อประท้วงที่รัฐบาลทหารยังใช้ความรุนแรงกับประชาชนนับตั้งแต่ทำรัฐประหาร

หลังจากนั้นทางการเมียนมาเผยว่าบริษัท PTT (ปตท) ของไทยเสนอเข้าควบคุมโครงการดังกล่าวในนามของ PTTEP (ปตท.สผ.) โดยจะเข้าถือหุ้นของ TotalEnergies และ Chevron ซึ่งมีรวมกันทั้งหมด 59.5% โดยก่อนหน้านี้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนหุ้นอยู่ที่ 25.5%

ด้าน จอมินตุน โฆษกรัฐบาลทหารเผยว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปจะไม่มีผลกระทบมากนักกับภาคน้ำมันและก๊าซที่ยังอยู่รอดมาได้หลายปีแม้จะถูกคว่ำบาตร

“เมื่อพูดถึงการคว่ำบาตร มีบริษัทหลายแห่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็มีบริษัทที่ไม่สนใจเช่นกัน” จอมินตุน เผยกับ Bloomberg ทางโทรศัพท์ “แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง เราจะประสบปัญหาในการทำธุรกรรมทางธนาคาร ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาบางประการเกี่ยวกับธนาคารไม่มากก็น้อย”

ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่า โธมัส แอนดรูว์ อดีตสมาชิกสภาสหรัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติเผยว่า รัสเซียและจีนจัดหาเครื่องบินรบและรถหุ้มเกราะให้รัฐบาลทหาร และเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยับยั้งการถ่ายโอนอาวุธซึ่งถูกนำไปใช้กับประชาชน

แอนดรูว์ยังเรียกร้องให้ตัดการเข้าถึงน้ำมันและก๊าซและทุนสำรองระหว่างประเทศของกองทัพเมียนมา รวมทั้งขัดขวางไม่ให้ภาครัฐและเอกชนซื้อทรัพยากรอย่างซุง อัญมณี และผลิตภัณฑ์แร่แรร์เอิร์ธหากเงินจะเข้ากระเป๋ารัฐบาลทหาร

Alexander Zemlianichenko/Pool via REUTERS/File Photo

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” จัดโปรบุฟเฟ่ต์อาหารไทยพร้อมไฮไลท์กุ้งแม่น้ำศรีลังกา!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/676225

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 15:35 น.ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” จัดโปรบุฟเฟ่ต์อาหารไทยพร้อมไฮไลท์กุ้งแม่น้ำศรีลังกา!!

เอาใจคนรักความอร่อยแบบไทย ร้านอาหาร “ทองหล่อ” จัดโปรโมชั่น All You Can Eat อิ่มเอมไปกับบุฟเฟ่ต์อาหารไทยกว่า 30 เมนู พร้อมไฮไลท์เด็ด กุ้งแม่น้ำศรีลังกา ในราคาท่านละ 1,190 บาท

คนรักอาหารไทยมีเฮ!! เมื่อร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” ที่สุดของเมนูอาหารไทยพื้นบ้านและอาหาร 4 ภาค คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดมารังสรรค์ความอร่อยแบบไทยโดยฝีมือเชฟไทยรุ่นใหม่ มอบความอร่อยสุดคุ้มกับโปรโมชั่น All You Can Eat บุฟเฟ่ต์อาหารไทยที่คัดสรรเมนูซิกเนเจอร์กว่า 30 เมนู มาให้ลิ้มลองแบบครบรส

ตั้งแต่เมนูเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก ของว่างตำรับโบราณ ของหวาน และเครื่องดื่ม รวมไปถึงเมนูไฮไลท์เด็ด “กุ้งแม่น้ำยักษ์ศรีลังกา” ค้นพบประสบการณ์พิเศษกับบุฟเฟ่ต์อาหารไทยที่น่าประทับใจ ในราคาเพียงท่านละ 1,190 บาท โดยจะให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ศกนี้เป็นต้นไป

สำหรับโปรโมชั่น All You Can Eat ประกอบด้วยเมนูอาหารไทยชั้นเลิศ อาทิ “แกงส้มไหลบัวใส่ปลากะพง” “หมี่กรอบหลงกรุง” “ทอดมันปลากรายใส่หัวปลี” “น้ำพริกพริกไทยอ่อน” “ทองพลุไส้ไก่” รวมไปถึงเมนูหารับประทานยากอย่าง “แกงระแวงเนื้อ” “ผัดฉ่าปลากะพง” เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ 4 เมนูไฮไลท์ที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำยักษ์นำเข้าจากประเทศศรีลังกา ขนาด 3 ตัว/กก. ได้แก่เมนู “กุ้งแม่น้ำเผาสะเดาหวาน” กุ้งยักษ์ย่าง มีมันกุ้งสุก รับประทานคู่กับสะเดาน้ำปลาหวานสูตรโบราณ “กุ้งแม่น้ำเผาน้ำจิ้มซีฟู้ด” ใช้เทคนิคการเผาด้วยไฟปานกลางบนเตาถ่านแล้วปิดฝาอบ เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเฉพาะของร้าน “พล่ากุ้งแม่น้ำย่าง และกุ้งแม่น้ำย่างกระเทียมพริกไทย” เสิร์ฟ 2 เมนูในจานเดียว และ “กุ้งแม่น้ำย่างกับข้าวอบมันกุ้ง ต้มไหลบัวปลาทูแม่กลอง”

และพิเศษสุดกับโปรโมชั่น 22.2.22 เมื่อจองพร้อมชำระเงินล่วงหน้า และมาใช้บริการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ศกนี้ จ่ายเพียง 2,222 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน นอกจากนี้ ยังได้รับบัตรกำนัลส่วนลด 50% (ใช้ลดเฉพาะค่าอาหาร All You Can Eat เท่านั้น) 2 ท่าน/1 ใบ (สำหรับใช้ครั้งถัดไป)

ห้ามพลาดความอร่อยกับบุฟเฟต์อาหารไทยชั้นเลิศและกุ้งแม่น้ำไซส์ยักษ์ ในบรรยากาศดีๆ การตกแต่งที่หรูหรา พร้อมการบริการที่ใส่ใจจากพนักงาน พร้อมมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” ณ โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท กรุงเทพ (ทองหล่อ ซอย 5) เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.30 – 21.00 น. โทร. 095-426-4646, 02-000-4701 พร้อมบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่ โดยสามารถสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่กับทางร้านโดยตรง ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.thong-lor.com เฟซบุ๊ก ทองหล่อ Thonglor Thai Cuisine

หอกข้างแคร่ของรัสเซีย NATO ส่งกองทัพไปรอท่าตรงไหนบ้าง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676347

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 17:44 น.หอกข้างแคร่ของรัสเซีย NATO ส่งกองทัพไปรอท่าตรงไหนบ้าง?

จับตาคู่กรณีของรัสเซีย มาดูกันว่ากองกำลัง NATO ประจำการอยู่ตรงไหนในยุโรป

องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เสริมกำลังทหารเข้าประจำการในหลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิกฤตยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากสิ่งที่รัสเซียต้องการคือขอให้ NATO ถอนทหารออกจากยุโรปตะวันออก และไม่รับยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย

โดยปัจจุบัน NATO มีสมาชิกทั้งหมด 30 ประเทศ ซึ่ง 27 ประเทศอยู่ในยุโรป 2 ประเทศในอเมริกาเหนือ และอีก 1 ประเทศในยูเรเซีย ได้แก่ แอลเบเนีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, แคนาดา, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอนเตเนโกร, เนเธอร์แลนด์, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

Photo by nato.int

“NATO ต้องเฝ้าระวังภัยคุกคามใหม่ๆ มากมาย ซึ่งมีความหลากหลาย ซับซ้อน เคลื่อนไหวรวดเร็ว และไม่แน่นอนมากกว่าในอดีต เพื่อจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ NATO ได้เสริมความแข็งแกร่งเพื่อปกป้องพลเมืองของตนต่อไป และส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในแอตแลนติกเหนือ” NATO ระบุ

กองกำลัง NATO อยู่ตรงไหนบ้าง?

ปัจจุบัน NATO มีบุคลากรทางทหารราว 40,000 นาย ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจของ NATO ทั่วโลก โดยภายหลังจากการผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014 NATO ได้เพิ่มกำลังทหารในแถบตะวันออกมากขึ้น รวมถึงเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ เมื่อเร็วๆ นี้สหราชอาณาจักรยังได้ส่งกองกำลังทหารพร้อมขีปนาวุธไปยังยูเครน

“ขอบคุณพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนกองกำลัง NATO เราจะดำเนินการเพื่อปกป้องพันธมิตรทั้งหมด รวมถึงการเพิ่มกำลังทหารในภาคตะวันออก” เย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการ NATO กล่าว

รอยเตอร์สระบุว่า NATO มีทหารประมาณ 4,000 นาย ในเอสโตเนีย ลิทัวเนีย ลัตเวีย และโปแลนด์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนรถถัง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ หน่วยข่าวกรอง และหน่วยเฝ้าระวัง เพื่อเป็นกำลังเสริมในกรณีที่เกิดการบุกรุกจากรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีตำรวจอากาศและกองกำลังนาวิกโยธินในพื้นที่ดังกล่าว

“พันธมิตร NATO วางกำลังเตรียมพร้อมในยุโรปตะวันออกเพื่อป้องปรามภัยคุกคามในขณะที่รัสเซียยังคงเสริมกำลังทหารประชิดยูเครน”

NATO ยังมีกองกำลังทหารภาคพื้นดินอีก 4,000 นายในโรมาเนีย ขณะที่ประเทศพันธมิตรส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปประจำการเพิ่มในบัลแกเรียและโรมาเนียด้วย นอกจากนี้ยังมีกองกำลังของ NATO อีกราว 3,500 นายประจำอยู่ในคอซอวอ

นอกจากทหารของ NATO แล้วยังมีทหารของสหรัฐอีกหลายหมื่นนายประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วย ขณะที่รัสเซียตรึงกำลังทหารกว่า 100,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

Photo by Nikolay DOYCHINOV / AFP

‘ยึดโดยไม่รบ’ ปูตินใช้ลูกไม้เดิมที่เคยทำกับไครเมีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676315

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 12:46 น.'ยึดโดยไม่รบ' ปูตินใช้ลูกไม้เดิมที่เคยทำกับไครเมีย

เพียงแต่ปูตินจะสลับแนวทางที่เกิดขึ้นกับไครเมียเล็กน้อย โดยที่เป้าหมายยังคงเหมือนกัน นั่นคือทำให้ ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ปี 2014 มันจุดเริ่มต้นของการ “แตกสลาย” ของยูเครน หลังจากเกิดการ “การปฏิวัติยูเครน” ที่โค่นล้มรัฐบาลเอียงรัสเซียโดยกลุ่มพลังประชาชนที่ไม่ต้องการให้รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเมืองยูเครนและต้องการให้ยูเครนเอียงเข้าหายุโรปตะวันตกมากกว่า

แต่การปฏิวัติประชาชนไม่มีพลังพอที่จะต้านการแทรกแซงของรัสเซียได้ ในพื้นที่ของยูเครนที่มีคนเชื้อสายรัสเซียหรือมีชาวยูเครนที่เอียงรัสเซียอาศัยอยู่มาก พื้นที่เหล่านี้แสดงอาการ “ขบถ” ต่อการปฏิวัติต่อต้านอิทธิพลรัสเซียและการเอียงเข้าหาสหภาพยุโรป

พื้นที่เหล่านั้นคือไครเมีย คาบสมุทรทางตอนใต้ และ “โดเนตสก์-ลูฮันสก์” หรือที่เรียกรวมกันว่า “ดอนบัส” ทางตอนออกของยูเครนติดกับพรมแดนรัสซีย

ปูตินส่งทหารปกปิดอัตลักษณ์เข้าประสานงานกับกองกำลังท้องถิ่นเข้ายึดสถานที่สำคัญในไครเมีย ปฏิบัติการนี้เป็นการอำพรางไม่ให้นานาประเทศรู้ว่ารัสเซียแทรกแซง (ซึ่งทั่วโลกต่างรู้ดี เพียงแต่มันไม่กระโตกกระตากจนจับคาหนังคาเขาได้) เพื่อเคลียร์พื้นที่กับการจัดการลงประชามติกำหนดชะตากรรมของไครเมีย ซึ่งผลประชามติมีคะแนนท่วมท้นให้ไครเมียประกาศเอกราชจากยูเครนเป็น “สาธารณรัฐไครเมีย” และส่งคำร้องอย่างเป็นทางการขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสหพันธรัฐรัสเซีย

ถึงตอนนี้ปูตินได้ความชอบธรรมแล้ว จึงส่งทหารเข้าไปในไครเมียอย่างเป็นแทางการโดยไม่ปกปิดตัวตนอีก ทำการยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และผนวกไครเมียเป็นของรัสเซียโดยที่ “เกือบทุกฝ่าย” แฮปปี้ ยกเว้นรัฐบาลยูเครนและชาติตะวันตก

แน่นอนว่าชาติตะวันตกไม่ยอมรับและทำการคว่ำบาตรรัสเซียฐานที่ “รุกรานและยึดครอง” ไครเมีย ทั้งๆ ปูตินพยายามให้เนียนที่สุดและแนบเนียนสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่สุดในการกลืนไครเมีย

แม้การผนวกไครเมียของปูตินมันจะไม่เนียนแบบไร้ตะเข็บก็จริง แต่มันก็ไม่มีร่องรอยที่ชัดเจนที่จะเอาผิดกันซึ่งๆ หน้าว่าการผนวกครั้งนี้เป็นการยกทัพยึดครองกันแบบโจ่งแจ้ง ดังนั้นการคว่ำบาตรจึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และประชาคมโลกแม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่ก็พูดอะไรไม่ถนัด ยกเว้นพวกที่เป็นอริกับรัสเซียอยู่แล้วก็ใส่แบบไม่ยั้ง แต่ก็นั่นแหละ การตอบโต้ต่อรัสเซียดูไม่คุ้มกับสิ่งที่รัสเซียได้ไป

ที่แท็กติกนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น Gambit แบบหนึ่งของปูตินคือการเดินหมากโดยเสียหมากตัวไม่สำคัญ เพื่อช่วงชิงตาหมากที่สำคัญ Gambit นี้ปูตินย่อมรู้ว่าชาติตะวันตกทำได้แค่คว่ำบาตรแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่รัสซียได้ดินแดนใหม่เข้ามาเต็มหน่วย พร้อมกับจุดยุทธศาสตร์ที่โอบล้อมยูเครนเอาไว้ได้

กรณีการรับรองเอกราชของ “ดอนบัส” ในคราวนี้ สื่อบางแห่งก็มองว่านี่คือ Gambit หรือ “กลหมากเสียตัวได้ตา” ของปูตินเช่นกัน

เมื่อปี 2014 นั้น “ดอนบัส” ก็พยายามเคลื่อนไหวแบบไครเมีย โดยพยายามทำประชามติเช่นกัน แคว้นโดเนตสก์ และแคว้นลูฮันสก์ ผลออกมาก็คือประชาชนท่วมท้นต้องการให้ก่อตั้งประเทศเอกราชใหม่ทั้ง 2 แห่ง คือ “สาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์” และ “สาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์” ซึ่งแยกตัวมาจากยูเครน

แต่แปลกที่ปูตินไม่ต้องการให้ทั้งแคว้นดอนบัสทำประชามติและขอให้เลื่อนการทำประชามติออกไป เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขสำหรับ “การเจรจาโดยตรงที่เต็มที่ระหว่างเจ้าหน้าที่ของเคียฟและตัวแทนของยูเครนตะวันออกเฉียงใต้”

แม้ในเวลาต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียยอมรับผลประชามติ แต่ขณะเดียวกันปูตินไม่ยอมวิเคราะห์ผลประชามติ นั่นคือยอมรับว่ามีการลงประชามติ แต่ก็เตะถ่วงที่จะยอมรับมตินั้น และในปีต่อมาปูตินก็ยังตกลงกับผู้นำชาติตะวันตกว่าจะยับยั้งไม่ให้มีการเลือกตั้งในดอนบัส ทำให้ทั้ง “สองแคว้น/ประเทศ” ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

การยื้อของปูตินอาจมองได้ว่าเขาต้องการใช้ดอนบัสเป็นเครื่องต่อรองกับชาติตะวันตก เพราะดอนบัสนั้นเป็น “ของตาย” ไปแล้ว

ดังนั้น ปูตินจึงปล่อยให้ดอนบัสอยู่ในสถานะอิหลักอิเหลื่อมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อให้ต่อรองและเพื่อให้เป็นตัวล่อ

ดอนบัสจึงเป็นพื้นที่รบพุ่งไม่หยุด มันทำให้พื้นที่นี้กัดกร่อนอำนาจทางทหารของยูเครนไปเรื่อยๆ แม้รัสเซียและคู่กรณีและชาติตะวันตกจะยอมหยุดยิงเป็นคั้รงราวผ่าน “พิธีสารมินสก์” (Minsk Protocol) แต่มันก็ถูกแหกครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องทำพิธีสาร/ข้อตกลงมิสก์หมายเลข 2 กันขึ้นมา

โดยสาระของข้อตกลงนี้ก็คือเตะถ่วงไม่ให้ดอนบัสแยกตัวออกมา แม้ทั้งสองแคว้นจะประกาศเอกราชและตั้งสาธารณรัฐขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่ปูตินยังไม่ยอมรับอธิปไตยนั้น และตามพิธีสารมินก์รัสเซียยังยินยอมให้ดอนบัสมีอำนาจปกครองตนเองภายใต้กรอบการกระจายอำนาจตามรัฐธรมนูญยูเครน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อทำให้แนวรบด้านตะวันออกมีความคลุมเครือ ใช้กองกำลังติดอาวุธในดอนบัสบั่นทอนอำนาจทางทหารของยูเครน โดยที่รัสเซียส่งไปแค่กองกำลังรักษาสันติภาพและมีรายงานว่ามีทหารรับจ้างรัสเซียปรากฏตัวเป็นครั้งคราว – โดยสรุปก็คือรัสเซียไม่เปลืองแรงนักกับพื้นที่จุดนี้

แต่เขาจำเป็นต้องกุมไครเมียเอาไว้ ในแง่ยุทธศาสตร์แล้วไครเมียไม่ใช่ของตาย แต่เป็น “จุดตาย” เพราะอยู่ริมทะเลดำ เป็นจุดออกทะเลของยูเครน และทะเลดำยังเป็นทะเลหลวงที่พวกตะวันตกมักส่งเรือรบมาป้วนเปี้ยนหรือกระทั่งซ้อมรบ ดังนั้น จะเป็นการดีที่รัสเซียต้องรีบยึดไครเมียเอาไว้

สมมติว่ายูเครนถูกบีบจนต้องขอเป็นส่วนหนึ่งของนาโต และนาโตต้องส่งกองทัพมาช่วย การรุกทางเรือหรือยกพลขึ้นบกก็จะไม่มีทางทำได้ เพราะไครเมียตกเป็นของรัสเซียแล้ว

และนี่ยังเป็นสาเหตุให้นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่ารัสเซียควรจะบุกภาคใต้ของยูเครนที่เหลือมากกว่า เพื่อยึดกุมชายฝั่งของยูเครนให้หมด และยังปิดทางไปถึงมอลโดวาและโรมาเนียที่มีความเกี่ยวข้องกับนาโตด้วย

เมื่อเกิด “กรณียูเครน 2021 – 2022” ขึ้น เมื่อรัสเซียส่งกำลังทหารไปประจำการตามชายแดนยูเครน ดูเหมือนว่าชาติตะวันตกจะมุ่งไปที่การรุกรานยุเครนแบบเต็มกำลัง โดยที่น้อยรายจะคิดว่ารัสเซียจะทำแค่รับรองดอนบัสว่ามีอธิปไตยในฐานะประเทศเอกราชในที่สุด และการส่งกองกำลังรัสเซียเข้าไป ก็คือการทำตามสเต็ปเดิมที่เคยทำกับไครเมีย นั่นคือรอให้สองแคว้นดอนบัสประกาศผนวกตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

คำถามก็คือ ทำไมปูตินถึงมารอเอาป่านนี้ถึงได้คิดผนวกดอนบัสเหมือนที่เคยทำกับไครเมียเมื่อปี 2014?

สิ่งที่รัสเซียต้องการจากชาติตะวันตกมาโดยตลอดคือ 1. อย่ารับยูเครนเป็นสมาชิกนาโต และ 2. ขอให้ถอนทหารออกจากประเทศยุโรปตะวันออก ทั้ง 2 ข้อนี้รัสเซียมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อตน เพราะหากปล่อยให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต นาโตก็จะส่งทหารมาประจันหน้ารัสเซียได้โดยตรง

และมันยังมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะปูตินมองว่ายูเครนคือส่วนหนึ่งของรัสเซีย แม้จะเอายูเครนทั้งประเทศกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่ยูเครนก็ไม่ควรเป็นหอกข้างแคร่ของรัสเซียด้วย

ปรากฎว่าสิ่งที่รัสเซียต้องการทั้ง 2 ข้อนี้ชาติตะวันตกให้ไม่ได้ พวกเขาดึงกันไม่ยอมจนกระทั่งตระหนักกันเองว่ารัสเซียคงไม่ยอมแน่นอน นี่คือการบีบให้รัสเซียต้อง “ทำสงคราม” แต่เป็นสงครามระดับไหนนั้นยังน่ากังขา เพราะชาติตะวันตกปั่นเรื่องสงครามแบบรายวัน ราวกับต้องการสงครามเสียเอง หรือไม่ก็รู้แก่ใจว่าสิ่งที่ตนทำนั้นคือบีบให้ปูตินต้องรบเท่านั้น

แต่จนแล้วจนรอดปูตินก็ไม่รบ และสิ่งที่เรียกว่า “การรุกราน” ก็เป็นแค่การเดินตามกลหมากการเมืองที่เคยเดินกับไครเมียมาแล้ว มันทำให้ตะวันตกคว่ำบาตรได้ก็จริง แต่ก็คว่ำบาตรแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกเหมือนตอนเกิดกรณีไครเมีย เพราะปูตินใช้ลูกไม้ที่ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่า “ไม่ชอบธรรม” ตรงไหน

สิ่งหนึ่งที่เราวิเคราะห์ได้เนิ่นๆ คือ นับจากนี้กองกำลังรัสเซียจะขยับเข้าใกล้ “ยูเครนที่แท้จริง” (หรือยูเครนส่วนที่เหลือที่ไม่มีคนรัสเซียเป็นส่วนใหญ่) มากขึ้น โดยเฉพาะเองหลวงคือเคียฟนั้นถูกเขมือบได้ในเวลาอันรวดเร็วหากตั้งหลักกันที่ดอนบัส

ถ้ายูเครนเกิดหน้ามืดประกาศเข้าร่วมนาโตขึ้นมา มันคือการเดินหมากแบบ Gambit ที่เสี่ยงจะเสียทั้งตัวหมากระดับคิงและควีน (คือกรุงเคียฟและเมืองคาร์กิว) และเสียทั้งตาส่วนใหญ่ในกระดาน เพราะโอกาสที่รัสเซียจะบุกเขมือบยูเครนได้ครึ่งประเทศในเวลาอันสั้นจากดอนบัสนั้นมีสูงมาก

ดังนั้น เราจึงเห็นว่าวันที่ปูตินรับรองดอนบัสและส่งทหารเข้าไปนั้น สหรัฐจึงวิงวอนให้ประธานาธิบดียูเครนอพยพจากเคียฟไปยังเมืองลวีฟทางตะวันตกสุดเพื่อความปลอดภัยแต่เนิ่นๆ

จากลวีฟนั้นอยู่ไม่ไกลจากชายแดนโปแลนด์ ที่ซึ่งกองกำลังสหรัฐ 3,000 นาย ประจำการอยู่

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

ผวารัสเซียบุกยูเครน หุ้นดิ่งแรง คริปโตทรุด ทอง-น้ำมันพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676296

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 11:10 น.ผวารัสเซียบุกยูเครน หุ้นดิ่งแรง คริปโตทรุด ทอง-น้ำมันพุ่ง

นักลงทุนผวา รัสเซียรับรอง 2 ดินแดนกบฏยูเครนเป็นรัฐอิสระ-ส่งทหารข้ามพรมแดน

บลูมเบิร์กรายงานว่าหุ้นโลกปรับตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (22 ก.พ.) อันเนื่องมาจากความตึงเครียดในวิกฤตยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย รับรองสถานะรัฐเอกราชของโดเนตสก์และลูฮันสก์ เมืองทางตะวันออกของยูเครนอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งทหารเข้าพรมแดนยูเครน ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดสงคราม

ดัชนีหุ้นรัสเซียร่วงลงมากกว่า 8% ในเช้าวันนี้ โดยดัชนี RTS สกุลเงินดอลลาร์ร่วงลง 10.8% และดัชนี MOEX สกุลเงินรูเบิลร่วงลง 8.8%

โดยตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงในวันที่ 21 ก.พ. สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวลงเช่นกัน

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิด 22 ก.พ. ที่ 26,515.45 จุด ร่วงลง 1.47% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,473.29 จุด ลดลง 0.50% และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 23,692.54 จุด ร่วงลง 1.98%ความตึงเครียดยังผลักดันราคาน้ำมันให้เข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเข้าไปทุกที โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) แตะที่ 94.43 ดอลลาร์/บาร์เรล พุ่งขึ้น 3.36 ดอลลาร์ หรือ 3.69% ด้านราคาทองปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 9 เดือน ใกล้แตะ 1,920 ดอลลาร์/ออนซ์

ในส่วนของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในภาพรวมก็ดิ่งลงเช่นกัน โดย Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดร่วงแตะระดับ 36,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Ethereum คริปโตอันดับสองอยู่ที่ระดับ 2,500 เหรียญสหรัฐ

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

สหรัฐคว่ำบาตรทันทีหลังรัสเซียรับรอง 2 รัฐอิสระยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676283

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 09:23 น.สหรัฐคว่ำบาตรทันทีหลังรัสเซียรับรอง 2 รัฐอิสระยูเครน

รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรโดเนตสก์และลูฮันสก์หลังรัสเซียรับรองสถานะ 2 รัฐอิสระของยูเครน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐลงนามในคำสั่งพิเศษ (executive order) กำหนดมาตรการคว่ำบาตรโดเนตสก์และลูฮันสก์ 2 รัฐทางตะวันออกของยูเครน หลังจากประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียประกาศรับรองความเป็นอิสระของทั้ง 2 เมือง

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งดังกล่าวห้ามการลงทุน การค้า และการจัดหาเงินทุนโดยชาวอเมริกันไปยัง จาก หรือในโดเนตสก์และลูฮันสก์ซึ่งอยู่ในแคว้นดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน

เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งดังกล่าวยังให้อำนาจในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลใดก็ตามที่ตั้งใจปฏิบัติการในพื้นที่เหล่านั้นของยูเครน และรัฐบาลสหรัฐจะประกาศมาตรการเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศของรัสเซียในครั้งนี้

ซากีกล่าวอีกว่า “เพื่อให้ชัดเจน มาตรการเหล่านี้แยกจากและนอกเหนือไปจากมาตรการทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและรุนแรงที่เราได้เตรียมการร่วมกับพันธมิตรและหุ้นส่วนหากรัสเซียเดินหน้าบุกยูเครน”

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐเคยเตือนว่าหากปูตินรับรองให้โกเนตสก์และลูฮันสก์เป็นรัฐอิสระอย่างเป็นทางการ รัสเซียจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รวดเร็วและเฉียบขาดจากสหรัฐและพันธมิตร

The White House/Handout via REUTERS

เอาแล้ว! ปูตินรับรอง ‘เอกราช’ รัฐกบฏยูเครน สั่งทหารเข้าพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676280

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 09:00 น.เอาแล้ว! ปูตินรับรอง 'เอกราช' รัฐกบฏยูเครน สั่งทหารเข้าพื้นที่

ปูตินรับรองเอกราช ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นรัฐอิสระ สั่งทหารเข้ายูเครน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามรับรองสถานะความเป็นเอกราชของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และลูฮันสก์อย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนาม

ในเอกสารฉบับเดียวกันนี้ ปูตินยังได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย “สถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูต” กับ “สาธารณรัฐ”

ถือเป็นการเติมเชื้อไฟลงในวิกฤตยูเครนเนื่องจากดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย โดยโดเนตสก์และลูฮันสก์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นปูตินสั่งให้กองทัพรัสเซียทำหน้าที่เป็น “ผู้รักษาสันติภาพ” ในสองภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแบ่งฐานทัพทหารและร่วมกันปกป้องชายแดน

โดยรายงานระบุว่ารัสเซียเคลื่อนกำลังทหารหลายหมื่นนายไปยังพื้นที่ใกล้พรมแดนยูเครน ซึ่งตะวันตกกล่าวว่ารัสเซียมีแผนที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียเรียกร้องให้ทางการยูเครนหยุดปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย “มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการนองเลือดมากขึ้น” หลังจากที่มีรายงานเหตุปะทะระหว่างกองทัพยูเครนและกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน

ก่อนหน้านี้ ดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ถือว่ารัสเซียถอนตัวออกจากข้อตกลงมินสก์ ซึ่งรัสเซียจะต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้านฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสเคยกล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีโดยไม่มีอาวุธ มันเป็นการละเมิดอธิปไตยของยูเครน”

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

ครั้งหนึ่งคนอเมริกันถูก “พยานเก๊” ปั่นเรื่องเท็จเพื่อให้สนับสนุนสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676251

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 19:05 น.ครั้งหนึ่งคนอเมริกันถูก "พยานเก๊" ปั่นเรื่องเท็จเพื่อให้สนับสนุนสงคราม

คำให้การของนายิราห์ (Nayirah testimony) เป็นคำให้การเท็จที่เด็กสาววัย 15 ปี ชื่อนายิราห์ได้ให้ไว้ต่อที่รัฐสภาคองเกรสแห่งสิทธิมนุษยชนของรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2533 มันเป็นการปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อหาความชอบธรรมในการรุกรานอิรัก

1. ในปี 1990 อิรักทำให้โลกต้องตะลึงเมื่อส่งกองทัพรุกรานคูเวต โดยกล่าวหาคูเวตว่า คูเวตได้ขโมยน้ำมันของอิรักโดยการขุดเจาะน้ำมันแบบเฉียงเข้ามาใต้ดินแดนอิรัก แต่บางความเห็นก็ว่าการโจมตีครั้งนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลอิรักเป็นหนี้คูเวตอยู่กว่า 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการกู้มาใช้จ่ายในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน และหลังจากนั้นคูเวตก็ได้ผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาลส่งผลให้ราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้อิรักไม่มีรายได้มากพอจะมาชำระหนี้ก้อนนี้

2. การบุกครองคูเวตเริ่มขึ้นในเวลาตีสองของวันที่ 2 สิงหาคม1990 เนื่องจากกำลังทหารที่มากกว่าประกอบกับมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากการสนับสนุนของชาติตะวันตกในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ทำให้อิรักใช้เวลาเพียงสองวันในการบุกครองคูเวต กำลังทหารส่วนใหญ่ของคูเวตก็ต้องล่าถอยไปยังซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คูเวตถูกผนวกดินแดนเข้ากับอิรัก

3. หลังจากนั้นมีรายงานข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชน การปล้นชิง และการทำลายล้างของอิรักต่อคูเวต แม้จะมีการกดดันจากประชาคมโลกอิรักก็ยังไม่ยอมถอนตัวจากคูเวต แต่สหรัฐยังไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ จนกระทั่งในเดือนกันยายนเริ่มมีรายงานว่าอิรักได้ปล้นโรงพยาบาลและเริ่มมีรายงานว่าอิรักปล้นตู้อบทารกแรกเกิดทำให้เด็กตายไป “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับความโหดร้ายของอิรักนี้จะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Kuwaiti baby story

4. “สตอรี่” นี้ The Washington Post สืบมาได้ว่า “มีต้นกำเนิดมาจากจดหมายจากเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสาธารณสุขของคูเวตที่ถูกลักลอบเข้าประเทศโดยนักการทูตยุโรป” โดยเล่าว่าอิรักปล้นชิงอุปกรณ์ทางการแพทย์กลับไปยังประเทศตัวเองหนึ่งในนั้นคือตู้อบทารกแรกเกิด อย่างไรก็ตาม The Washington Post ระบุว่ายืนยันข้อเท็กจจริงเรื่องนี้ไม่ได้

5. แต่มันได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังจากที่ผู้แทนสหประชาชาติของคูเวตส่งจดหมายลงวันที่ 5 กันยายน 1990 ไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “เราได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อย่างยิ่งในสถาบันสุขภาพของคูเวตว่าเจ้าหน้าที่การยึดครองอิรักได้ก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายต่อไปนี้ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ: … 2. ตู้อบทารกในโรงพยาบาลแม่และเด็กที่ใช้สำหรับเด็กที่มีอาการปัญญาอ่อน (เด็กที่คลอดก่อนกำหนด) ถูกนำออกไป ทำให้เด็กที่อยู่ในระหว่างการรักษาเสียชีวิตทั้งหมด”

6. จนกระทั่งในวันที่ 29 กันยายน 1990 ในการพบปะระหว่างประธานาธิบดีจอร์จ บุชกับเชคญาบิร อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์ ผู้นำคูเวตบอกกับประธานาธิบดีบุชว่าชาวอิรักกำลัง “บุกโรงพยาบาล นำทารกออกจากตู้อบ และนำผู้คนออกจากเครื่องช่วยชีวิตเพื่อส่งอุปกรณ์กลับไปอิรัก” ในช่วงเวลาดังกล่ามีรายงานจากรัฐมนตรีคูเวตว่ามีทารกตายไป 22 รายเพราะน้ำมืออิรัก

7. แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า Kuwaiti baby story เป็นเรื่องจริงแค่ไหน แม้แต่บุชเองก็กล่าวระหว่างแถลงข่าววันที่ 30 กันยายนว่า “ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้สามารถพิสูจน์ว่าจริงได้กี่เรื่อง แต่ผมรู้ว่าเมื่ออาเมียร์ (ผู้นำคูเวต) มาอยู่ที่นี่ เขาพูดจากใจจริง และหลังจากนั้นก็ยังมี Amnesty International ที่ได้ซักถามหลายๆ คนที่ชายแดน ซึ่งมันน่าสะอิดสะเอียดมาก”

10. หลังจากนั้น Kuwaiti baby story ก็อยู่ในความสนใจเรื่อยมาท่ามกลางกระแสการเมืองระหว่างประเทศที่กดดันอิรักหนักขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้กำลังจะมี “ละคร” แสร้งอำพรางเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันระหว่างองค์กรของชาวคูเวตที่เคื่อนไหวเพื่อให้ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการส่งทหารเข้าแทรกแซงอิรัก คือกลุ่ม Citizens for a Free Kuwait ในวอชิงตันซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ของคูเวตเพื่อเดินสายทงการเมืองผลักดันให้สหรัฐส่งกองทัพไปช่วยคูเวต กับบริษัทพีอาร์ Hill & Knowlton ในนิวยอร์ก

11. Hill & Knowlton ได้ทุ่มเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อศึกษาและกำหนดวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนอเมริกันสนับสนุนการทำสงครามกับอิรัก ผลการศึกษาพบว่าการเน้นที่ความทารุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตู้อบเด็กทารกนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในที่สุดบริษัทนี้กับกลุ่มล็อบบี้ชาวคูเวต ก็ตกลงจะ “ปั่น” เรื่องนี้ผ่านทางกลุ่มร่วมสองพรรคในรัฐสภา (หรือคอคัส/Caucus) คือ กลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Congressional Human Rights Caucus)

12. วันที่ 10 ตุลาคม 1990 กลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็เปิดเวทีให้หญิงสาววัย 15 ปีที่ชื่อ “นายิราห์” ซึ่งระบุตัวตนว่าเป็น “นางพยาบาลนาริยาห์” (Nurse Nayirah) ให้ปากคำ (โดยไม่ได้สาบานว่าเป็นความจริง) ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคูเวตจากน้ำมือผู้รุกรา การให้การ 4 นาทีเต็มไปด้วยถ้อยคำที่บีบหัวใจ ตอนหนึ่งเธอบอกว่า “สิ่งที่ฉันเห็นเกิดขึ้นกับเด็กๆ ของคูเวตและประเทศของฉันได้เปลี่ยนชีวิตของฉันไปตลอดกาล ได้เปลี่ยนชีวิตของชาวคูเวตทั้งหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กธรรมดาหรือเด็กยิ่งกว่านั้น”

13. เธอบอกว่า “ขณะที่ฉันอยู่ที่นั่น ฉันเห็นทหารอิรักนำปืนมาที่โรงพยาบาล พวกเขาเอาทารกออกจากตู้อบ เอาตู้ไป และปล่อยให้เด็กตายบนพื้นเย็นๆ มันน่ากลัว ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลานชายที่คลอดก่อนกำหนดและอาจเสียชีวิตในวันนั้นเช่นกัน” นอกจากเรื่องเด็กทารกเธอยังเล่าถึงการทรมานผู้ใหญ่ด้วยว่า “ฉันพบและพูดคุยกับเพื่อนของฉันหลังจากที่เขาถูกทรมานและปล่อยตัวโดยชาวอิรัก เขาอายุ 22 แต่ดูเหมือนเป็นคนแก่ ชาวอิรักจุ่มศีรษะลงในสระว่ายน้ำจนเกือบจมน้ำตาย พวกเขาดึงเล็บของเขาออกแล้วใช้ไฟฟ้าช็อตาส่วนของร่างกายที่บอบบางและเป็นส่วนตัวของเขา เขาโชคดีที่รอดมาได้”

14. เหมือนกับต้องการให้ชาวอเมริกันรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเธอบอกว่า “ชาวอิรักล้อเลียนประธานาธิบดีบุช” คืนนั้น ส่วนหนึ่งของคำให้การที่ออกอากาศทางช่อง ABC’s Nightline และ NBC Nightly News เข้าถึงผู้ชมชาวอเมริกันได้ประมาณ 35 ถึง 53 ล้านคน หลังจากนั้นมีวุฒิสมาชิก 7 อ้างคำให้การของนายิราห์ในสุนทรพจน์ที่สนับสนุนการใช้กำลังต่ออิรัก ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุชเล่าเรื่องนี้ซ้ำอย่างน้อยสิบครั้งในสัปดาห์ถัดมา

15. อิรักปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งกร้าว รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของอิรักกล่าวว่า “ตอนนี้ (บุช) ใช้ในสิ่งที่ (ผู้นำคูเวต) บอกเพื่อให้สภาคองเกรสผ่านความเห็นชอบงบประมาณของคุณซึ่งขาดดุลเพราะนโยบายของคุณ” และอิรักยังได้เชิญผู้สื่อข่าวไปยังโรงพยาบาลแม่และเด็กของคูเวต ซึ่งแพทย์ที่นั่นปฏิเสธเรื่อง Kuwaiti baby story

16. แต่ในที่สุดวุฒิสภาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารด้วยคะแนนเสียง 52–47 เสียง ซึ่งปฏิบัติการทางทหารนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงที่ได้ผ่านมติ 678 ซึ่งให้เวลาอิรักจนถึงวันที่ 15 มกราคม 1991 ให้ถอนตัวจากคูเวต และให้อำนาจประเทศต่างๆ ใช้ “วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด” เพื่อบังคับให้อิรักออกจากคูเวตหลังเส้นตาย ซึ่งสหรัฐตอบสนองด้วยการระดมพันธมิตรส่งกำลังไล่ต้อนอิรักออกจากคูเวต ในปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm) ในวันที่ 17 มกราคม 1991

17. ในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงเห็นชอบใน “วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด” ซึ่งรวมถึงการทหารด้วย ทำไมจึงต้องมีการให้การเรื่อง Kuwaiti baby story ต่อสมาชิกรัฐสภาและเผยแพร่คำให้การนี้ต่อชาวอเมริกันนับล้าน? นั่นก็เพราะกลุ่มล็อบบี้ของคูเวตในวอชิงตันต้องการให้คนอเมริกันสนับสนุนรัฐบาลบุชในการส่งกำลังทหารไปช่วยคูเวตนั่นเอง มันคือ “ปฏิบัติการพีอาร์” เพื่อขับเคลื่อนมติการเมือง และใช้มติการเมืองบัญชาการปฏิบัติการทางทหาร

18. จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 1992 The New York Times ได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นหนึ่งโดยจอห์น แมคอาร์เธอร์ (John MacArthur) เรื่อง “Remember Nayirah, Witness for Kuwait?” (จำนาริยาห์ พยานของคูเวตได้หรือเปล่า?) ผู้เขียนค้นพบว่านาริยาห์เป็นลูกสาวของเอกอัครราชทูตคูเวตประจำสหรัฐอเมริกา คือ ซาอูด นาซีร์ อัศเศาะบาห์ และตั้งข้อสังเกตว่า “เรื่องราวของตู้อบทารกบิดเบือนวิวาทะของชาวของอเมริกาอย่างหนักเรื่องที่ว่าจะสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารหรือไม่”

19. ในเวลาต่อมา นายิราห์ถูกเปิดเผยว่ามีความเชื่อมโยงกับบริษัทพรอาร์ Hill & Knowlton โดยผ่านการโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวคูเวต Citizens for a Free Kuwait ซึ่งความเกี่ยวพันยังไม่หมดแค่นั้น เพราะกลุ่มนี้เช่าที่ทำการผ่านกลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ด้วยสนราคาเช่าแบบกันเองด้วย แสดงว่าทั้งเด็กสาวคนนี้ (ซึ่งจริงๆ เป็นลูกทูตไม่ใช่พยาบาลหรือแม้แต่คนธรรมดา) และบริษัทพีอาร์ กลุ่มล็อบบี้ชองคูเวต และกลุ่มของสภาคองเกรสทำงานกันเป็นทีม

20. ทั้งหมดนี้ทำงานเป็นทีมเพื่อ “ปั่น” ให้คนอเมริกันเกิดอารมณ์ร่วมสนับสนุนการส่งทหารไปทำสงครามกับอิรัก มันอาจจะไม่ถึงเป็นการ “ปั้นน้ำเป็นตัว” เสียทีเดียว เพราะหลังสงครามแล้วรอยเตอร์รายงานว่าอิรักส่งอุปกรณ์การแพทย์คืนให้คูเวตถึง 98 คันรถ รวมถึงตู้อบทารก ทำให้ฝ่ายคูเวตชี้ว่านี่คือหลักฐานว่า Kuwaiti baby story เป็นความจริง

แม้บางคนจะอาจคิดว่าไม่ถึงกับโกหก (เพราะอิรักทำจริง) แต่มันเป็นเป็นกลเม็ดหลอกลวงเพื่อทำให้ประชาชนและสื่อถูกปั่นหัว “มั่นก็คือการโกหกรูปบบหนึ่ง” นั่นเอง

และแม้ไม่มีหลักฐานว่าทำเนียบขาวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่การทำงานของบริษัทพีอาร์มันมีร่องรอยของลักษณะการทำงานของทำเนียบขาวอยู่ นี่คือความเกี่ยวข้องเดียวกับรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งก็ไม่สามารถฟันธงได้อีกว่ามีการร่วมมือกันจริงๆ

แต่อย่างน้อยเราจับทางได้ว่าเพราะพยานเก๊รายนี้แหละ ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐได้รับเสียงสนับสนุนล้นหลาม จนได้รับไฟเขียวให้ส่งกำลังไปจัดการกับอิรักได้ 

สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์ไว้แล้วว่าจะฆ่าใครถ้าบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676240

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 17:00 น.สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์ไว้แล้วว่าจะฆ่าใครถ้าบุกยูเครน

สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์รายชื่อชาวยูเครนที่ต้องการสังหาร รัสเซียโต้โกหกล้วนๆ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐส่งจดหมายถึงมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าสหรัฐมีข้อมูลว่ารัสเซียมีลิสต์รายชื่อชาวยูเครนที่ต้องการสังหารหรือส่งไปยังค่ายกักกันในกรณีที่เกิดการบุกรุก

“สหรัฐมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือซึ่งบ่งชี้ว่ากองกำลังรัสเซียกำลังสร้างรายชื่อชาวยูเครนที่ระบุให้ถูกสังหาร หรือส่งไปยังค่ายกักกัน เมื่อรัสเซียเข้ายึดครองยูเครน” จดหมายระบุ

“เรายังมีข้อมูลที่น่าเชื่อถืออีกด้วยว่ากองกำลังรัสเซียมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการร้ายแรงเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ หรือเพื่อตอบโต้การต่อต้านอย่างสันติของพลเรือน”

จดหมายดังกล่าวซึ่งลงนามโดยบาธเชบา เนลล์ คร็อกเกอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ ถูกส่งขณะที่สหรัฐเตือนว่ากองกำลังรัสเซียซึ่งเข้าประชิดชายแดนยูเครนพร้อมที่จะบุกโจมตีได้ทุกเมื่อ และการรุกรานยูเครนอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสหรัฐกล่าวว่ามีความกังวลอย่างยิ่ง และเตือนถึงหายนะด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมเตือนว่าหากรัสเซียรุกรานยูเครนอาจนำไปสู่การล่วงละเมิด ลักพาตัว ทารุนกรรม และพุ่งเป้าโจมตีผู้เห็นต่าง ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกคาดการณ์ว่ารัสเซียได้ระดมกำลังทหารมากกว่า 150,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังระบุว่าทหารรัสเซียกว่า 30,000 นายอยู่ในเบลารุส ซึ่งเข้าร่วมในการฝึกซ้อมทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น 

แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะบุกยูเครน แต่ต้องการการรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต

อย่างไรก็ตามบีบีซีรายงานว่า ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธจดหมายดังกล่าวว่าเป็นเรื่องโกหก พร้อมกล่าวถึงรายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เห็นพ้องที่จะจัดประชุมสุดยอดร่วมกัน เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตยูเครนนั้น

เปสคอฟระบุว่ารัฐบาลรัสเซียยังไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมสำหรับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทั้งสอง แต่รัสเซียพร้อมที่จะเจรจาในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่หากมีความจำเป็นแน่นอนว่าผู้นำทั้งสองสามารถสนทนาทางโทรศัพท์หรือติดต่อกันด้วยวิธีอื่นได้

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP