วิจัยพบมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ทำอสุจิด้อยคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676058

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 17:00 น.วิจัยพบมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ทำอสุจิด้อยคุณภาพ

จากการวิเคราะห์สเปิร์มของผู้ชายมากกว่า 30,000 คนในจีน พบมลพิษทางอากาศมีผลต่อคุณภาพ

The Guardian รายงานงานวิจัยใหม่ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ JAMA Networks เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา พบว่ามลพิษทางอากาศมีผลต่อคุณภาพของอสุจิ ยิ่งมลพิษทางอากาศมีอนุภาคเล็กยิ่งทำให้คุณภาพของอสุจิต่ำลง

“ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าอนุภาคมลพิษในอากาศที่เล็กกระตุ้นให้สเปิร์มเคลื่อนที่ได้ไม่ดี มากกว่าอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่า” ทีมวิจัยระบุ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสมลพิษทางอากาศในผู้ชายวัยเจริญพันธุ์

เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่บรรดานักวิจัยพยายามหาคำตอบว่ามลพิษทางอากาศมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพของอสุจิหรือไม่ ซึ่งมีงานวิจัยในลักษณะนี้ออกมาหลายฉบับ แต่ล่าสุดทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยถงจี้ ในเซี่ยงไฮ้ ได้วิเคราะห์อสุจิของผู้ชาย 33,876 คนจาก 340 เมืองในจีน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 34 ปี

โดยกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้สัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าคุณภาพของอสุจิมีความสัมพันธ์กับมลพิษทางอากาศหรือไม่ ซึ่งแบ่งออกเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) , ระหว่าง 2.5 ไมครอนถึง 10 ไมครอน (PM10) และฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอน เป็นเวลา 90 วันก่อนเข้ารับการตรวจคุณภาพของอสุจิ ซึ่งทีมวิจัยได้แบ่งออกเป็นปัจจัยต่างๆ อาทิ จำนวนสเปิร์ม ความเข้มข้น และการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม

ทั้งนี้ ทีมวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญของมลพิษทางอากาศที่มีต่อจำนวนหรือความเข้มข้น แต่พบว่ามลพิษทางอากาศที่มีอนุภาคเล็กเท่าใดทำให้คุณภาพในการเคลื่อนที่ของสเปิร์มต่ำลงเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ความสามารถในการเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง 3.6% โดยประมาณ ขณะที่ผู้ที่สัมผัสกับฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอน (PM10) ลดลงประมาณ 2.44% อาจเป็นเพราะฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กมีโอกาสที่จะเข้าสู่ปอดได้มากกว่า ศาสตราจารย์ อัลลัน พาซีย์ จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ กล่าวว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผลการศึกษาหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษทางอากาศและคุณภาพของอสุจิ แม้ว่าจะมีข้อสรุปที่แตกต่างกันออกไป แต่งานวิจัยล่าสุดนี้เพิ่มหลักฐานว่ามลพิษทางอากาศและคุณภาพของอสุจิมีความเชื่อมโยงกัน และค่อนข้างน่าเชื่อถือเพราะมีกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 30,000 คน

แต่พาซีย์เสริมว่างานวิจัยไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง และขนาดของสเปิร์ม ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่ามลพิษทางอากาศส่งผลต่อการเสียรูปของสเปิร์มด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพในการการเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง หรือมีเหตุผลอื่นๆ หรือไม่

พาซีย์ยังกล่าวว่าแม้ผลการวิจัยจะชี้ให้เห็นว่ามลพิษทางอากาศอาจส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่ามีนัยสำคัญในวงกว้างหรือไม่ ผู้ชายในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงจะมีบุตรยากหรือไม่ ซึ่งพาซีย์แนะนำว่าการลงพื้นที่เพื่อวิจัยอาจช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

Photo by Bangkok Post

FBI ตั้งทีมพิเศษสกัดอาชญากรรมคริปโตฯ โดยเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676052

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 16:10 น.FBI ตั้งทีมพิเศษสกัดอาชญากรรมคริปโตฯ โดยเฉพาะ

หน่วยงานของสหรัฐเพิ่มความพยายามในการกำกับดูแลและสกัดอาชญากรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI ตั้งทีมพิเศษ Virtual Asset Exploitation Unit ให้ดูแลด้านคริปโตเคอร์เรนซีโดยเฉพาะ โดยจะทำหน้าที่วิเคราะห์ ติดตามจับกุม และยึดสกุลเงินดิจิทัลที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งเตรียมผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์ และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินสกุลดิจิทัลในบล็อกเชน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังทางการสหรัฐจับกุมสองสามีภรรยาในข้อหาฟอกบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้มาจากการแฮกระบบของ Bitfinex ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเมื่อปี 2016 ซึ่งถือเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ

ลิซา โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐเผยระหว่างการประชุมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Munich Cyber Security Conference ที่เยอรมนีว่า “เรากำลังออกคำเตือนที่ชัดเจนไปยังอาชญากรที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนแผนการของพวกเขา”

โมนาโกกล่าวอีกว่า “นอกจากนี้เรายังเรียกร้องไปยังทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล เราต้องการให้คุณขจัดการใช้สกุลเงินดิจิทัลในทางที่ผิด สำหรับผู้ที่ไม่ร่วมมือ เราจะให้คุณรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

รองอัยการสหรัฐยังประกาศโครงการริเริ่มเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการสอบสวนการใช้สกุลเงินดิจิทัลในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและติดตามเส้นทางของเงิน โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะทุ่มความพยายามสกัดการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนดันทองพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676032

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 15:20 น.วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนดันทองพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

ราคาซื้อขายทองคำในตลาดโลกทะยานแตะ 1,900 เหรียญต่อออนซ์จากปัญหาความตึงเครียดในยูเครน  

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคาซื้อขายทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้น 0.2% ไปอยู่ที่ 1,902.48 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. หรือในรอบ 8 เดือน ก่อนจะตกลงมา 0.4% เหลือ 1,890.91 เหรียญสหรัฐต่ออนซ์ในตลาดสิงคโปร์เมื่อเวลา 10.40 น.  

ราคาซื้อขายที่ลดลงเล็กน้อยเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียตกลงจะหารือกรณียูเครนกับสหรัฐซึ่งช่วยผ่อนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ที่ปลอดภัย  

รัสเซียตอบรับข้อเสนอพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แอนโทนี บลิงเคน และเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในยุโรปในช่วงปลายสัปดาห์หน้า   

ขณะที่ เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า สหรัฐยอมรับหากรัสเซียไม่บุกยูเครน  

ปีนี้ราคารทองคำค่อนข้างสูง โดยขยับขึ้นมาแตะจุดสูงสุดเมื่อเดือน มิ.ย. โดยมีความเป็นไปได้ของความขัดแย้งในยุโรปเป็นปัจจัยดันราคา และยังอยู่ในช่วงขาขึ้นมา 3 สัปดาห์แล้วแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐเตรียมจะขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจทำให้ความต้องการทองคำซึ่งเป็นโลหะมีค่าที่ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยลดลง

จอห์น ฟีนนีย์ นักพัฒนาธุรกิจจาก Guardian Gold Australia มองว่า การเก็งกำไรทองยังค่อนข้างผันผวน เราอาจเห็นราคาพุ่งขึ้นไปอีกหากมีข่าวการบุกอย่างเป็นทางการ และอาจลดลงราว 50 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่าหากสถานการณ์สงบลง

บรรดานักวิเคราะห์ของ Citigroup Inc. ปรับตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำระยะสั้นจาก 1,825 เหรียญสหรัฐ เป็น 1,950 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และในอีก 6-12 เดือนราคาอาจอยู่ที่ 1,750 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่สูงกว่าและหุ้นที่แข็งแกร่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำแท่งอีกครั้ง

ปูตินกำลังชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676029

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 15:00 น.ปูตินกำลังชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

CNBC รายงานว่าการคุกคามของรัสเซียต่อยูเครน เป็นการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2020 เช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ ทั่วโลก ส่งผลให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐระมัดระวังในการขุดเจาะ แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในตอนนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการขุดเจาะมากขึ้น

อุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐกำลังฟื้นตัวโดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในปีที่แล้ว และท่าทีคุกคามของรัสเซียที่มีต่อยูเครนยิ่งช่วยผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี และใกล้แตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเข้าไปทุกที เนื่องจากก่อนหน้านี้รัสเซียเป็นผู้ให้บริการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในยุโรป

ตามรายงานของบริษัท IHS Markit ผู้ให้บริการด้านข้อมูลระดับโลกระบุว่าก๊าซธรรมชาติของสหรัฐซึ่งส่งไปยังยุโรปในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา มีมากกว่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งจากรัสเซีย ทำให้สหรัฐขึ้นเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่าเป็นครั้งแรก

แดน เยอร์กิน รองประธาน IHS Markit กล่าวว่ารัสเซียกำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ

ในขณะที่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนมานานแล้วว่าไม่ปลื้มการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐเท่าไรนัก แต่หากเขาสั่งบุกยูเครนอาจเป็นการชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

ทั้งนี้ รัสเซียส่งก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรปผ่านท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 1 (Nord Stream I) ส่วนท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม2 (Nord Stream II) สร้างขึ้นเพื่อนำก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังเยอรมนี เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังรอการอนุมัติจากเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวว่าหากรัสเซียบุกยูเครนท่อส่งก๊าซดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ นอกจากนี้สหรัฐและพันธมิตรยังมีแผนคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุดคือคว่ำบาตรน้ำมันและก๊าซของรัสเซียที่จะส่งไปยังยุโรป หรือรัสเซียอาจปิดกั้นอุปทานเพื่อเป็นการตอบโต้ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ

รายงานระบุว่าแม้สหรัฐจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และรัสเซียเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของตลาดโลก โดยส่งออกประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากมีการสั่งบุกยูเครนจริงๆ จะรู้สึกถึงการสูญเสียน้ำมันจากรัสเซียไปทั่วโลก ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกกลับสู่ภาวะปกติแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในฤดูร้อนนี้เมื่อการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้น

Photo by Mario Tama/Getty Images/AFP

ปธน.เชกเย้ย CIA ประเมินข่าวกรองรัสเซียพลาดซ้ำรอยอิรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676018

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 13:30 น.ปธน.เชกเย้ย CIA ประเมินข่าวกรองรัสเซียพลาดซ้ำรอยอิรัก

ประธานาธิบดีเชกโจมตีข่าวกรองสหรัฐทำงานพลาดกรณีรัสเซียบุกยูเครนซ้ำรอยอิรักและอัฟกานิสถาน

สำนักข่าว RT และ TASS ของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดี มิลอส เซมาน ของเชก วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐที่อ้างว่ารัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น และเย้ยว่าข่าวกรองของสหรัฐในเหตุการณ์สำคัญๆ ผิดพลาดมาหลายครั้งแล้ว 

เซมานให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Mlada Fronta Dnes ว่า “มุมมองของผม [เกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครนคือ] จะไม่มีสงครามเกิดขึ้น เพราะรัสเซียไม่ได้บ้าพอจะเปิดปฏิบัติการที่จะทำให้พวกเขาเสียหายมากกว่าได้ผลประโยชน์” 

“สำหรับหน่วยข่าวกรองสหรัฐ นี่คือความผิดพลาดครั้งที่ 3 ครั้งแรกคือสงครามในอิรักซึ่งไม่พบอาวุธที่มีการทำลายล้างสูง อัฟกานิสถานคือครั้งที่ 2 พวกเขาอ้างว่าตอลิบันจะไม่ยึดคาบูล และครั้งนี้คือครั้งที่ 3” ประธานาธิบดีเชกเผย 

RT รายงานว่า เซมานอ้างถึงข้ออ้างในการโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน และบุกอิรักเมื่อปี 2003 และการประเมินว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานซึ่งมีสหรัฐหนุนหลังจะสามารถต้านทานการเคลื่อนไหวของกลุ่มตอลิบันได้หลังจากสหรัฐและพันธมิตรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้ข่าวกรองของสหรัฐล้วนผิดพลาดอย่างร้ายแรง 

เซมานเผยอีกว่า 5 วันก่อนถึงวันที่ 16 ก.พ. เขาได้รับข้อความลับว่ารัสเซียกำลังเตรียมจะบุกยูเครน “มันมาจาก CIA ผมไม่ได้ถาม CIA ว่าได้ข้อมูลมาจากไหน แต่จากความผิดพลาด 3 ครั้ง ผมเลยไม่เชื่อถือคุณภาพของแหล่งข่าวเหล่านี้” 

เซมานซึ่งถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นฝ่ายโปรรัสเซียปฏิเสธความคิดที่ว่ารัสเซียยกเลิกการรุกรานยูเครนเนื่องจากการขัดขวางของสหรัฐและพันธมิตร โดยเขาเห็นแต่ว่าสหรัฐพยายาม “ปกปิดความอับอาย” จากความผิดพลาดอีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี ผู้นำเชกไม่ปฏิเสธว่ามีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในภูมิภาคดอนบาสของยูเครน “ผมไม่สามารถตัดความขัดแย้งตามแนวชายแดนโนเนตสก์และลูฮันสก์ (กับยูเครน) แต่มันแตกต่างจากการบุกยูเครนของรัสเซีย” 

วิกฤตยูเครนยังเครียด กองทัพ-กบฏเปิดฉากยิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675998

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 11:31 น.วิกฤตยูเครนยังเครียด กองทัพ-กบฏเปิดฉากยิง

กองทัพยูเครน-กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียเปิดฉากยิงถล่มโรงเรียน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเกิดเหตุยิงปะทะระหว่างกองกำลังยูเครนและกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครนที่ฝักใฝ่รัสเซีย ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ท่ามกลางความตึงเครียด เนื่องจากตะวันตกเตือนมาโดยตลอดว่ารัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ และอาจสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการรุกราน

รายงานระบุว่ากระสุนปืนใหญ่ตกสู่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน เมื่อช่วงเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันที่ 17 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้โรงเรียนได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย ก่อนที่จะมีกระสุนปืนใหญ่อีกลูกตกที่โรงเรียนอีกแห่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่าการยิงปืนใหญ่ของกองกำลังกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนรัสเซียเป็นการยั่วยุครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกบฏกล่าวโทษว่าทหารยูเครนเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน

ด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ ยืนยันคำเดิมว่ารัสเซียมีแผนที่จะจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อให้เป็นข้ออ้างในการโจมตียูเครน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธคำกล่าวอ้างและยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีแผนที่จะรุกรานยูเครนแต่อย่างใด แต่นาโตต้องให้การรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลรัสเซียเนรเทศบาร์ต กอร์แมน อัครราชทูตสหรัฐประจำรัสเซีย ซึ่งสหรัฐถือว่าเป็นการยั่วยุที่ไร้เหตุผล และทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

โดยรัสเซียมีการส่งหนังสือถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐโดยกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซีย รวมถึงการให้คำมั่นว่าจะไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต รัสเซียจึงถูกบีบให้ตอบโต้

Photo by REUTERS/Carlos Barria

บุรุษที่เดาใจยากที่สุด ปูตินซ่อนเป้าหมายอะไรไว้?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675928

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 20:25 น.บุรุษที่เดาใจยากที่สุด ปูตินซ่อนเป้าหมายอะไรไว้?

ในหมู่ผู้นำทั่วโลกไม่มีใครที่เป็นที่สุดเท่ากับวลามิดีร์ ปูติน

เขาเป็นผู้นำโลกที่ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดโดยใช้เวลาที่สั้นที่สุดคนหนึ่ง จากเริ่มเดินบนนถนนการเมืองด้วยการเป็นแค่ที่ปรึกษาของอาจารย์ของเขาที่เป็นนายกเทศมนตรีเลนินกราดในปี 1991 จนถึงคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2000 เขาใช้เวลาแค่ 9 ปี

ขณะที่โจ ไบเดนใช้เวลาค่อนชีวิต โดยเริ่มเส้นทางการเมืองปี 1971 กว่าจะเดินทางถึงตำแหน่งสูงสุดก็ปาเข้าไป 2021 รวมแล้ว 50 ปี

เขาเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกที่ดำรงตำแหน่งลากยาวที่สุดในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงช่วงที่เขาให้ “นอมินี” นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีแทนเขาอยู่ช่วงหนึ่ง

สถิติความเป็นที่สุดของปูตินหาอ่านดูไม่ยาก แต่สิ่งที่อ่านยากยิ่งกว่าคือ “ความคิดของปูติน”

เขาเป็นผู้นำที่เดาใจได้ยากที่สุดคนหนึ่ง

ปกติคนทั่วไปว่าเดาใจได้ยากแล้ว คนระดับผู้นำยิ่งเดายากขึ้นไปอีก ส่วนปูตินนั้นเป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

ลองดู “การปิดล้อม” ยูเครนเป็นตัวอย่าง

หากปูตินไม่ได้สับขาหลอกก็คงปั่นหัวชาติตะวันตกเล่นจนสนุก อีกฝ่ายบอกว่าจะบุกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปูตินก็สนองด้วยการสั่งให้ถอนกำลังออกมา

มีอีกหลายเรื่องที่ปูตินแสดงให้โลกเห็นว่าอย่ามาเดาใจเขา เพราะไม่มีทางล่วงรู้ได้หรอก

แต่เพราะเขาเป็นผู้นำที่เป็นชี้ตายโลกได้ การเดาใจของปูตินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และที่สำคัญพอๆ กันคือเราจะต้องรู้ด้วยว่าโลกตะวันตกคิดอย่างไรกับปูตินผ่านหนังสือชีวประวัติเกีย่วกับเขาหรือรายงานเกี่ยวกับสภาพของรัสเซียใต้การปกครองของเขา เพราะข้อมูลเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้โลกตะวันตกไม่ไว้ใจปูติน

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่ารัสเซียในยุคสมัยของปูตินเป็นรัสเซียที่ “หลอน” และเป็น “มายา” เพราะมันถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์จำแลง

เหมือนกับที่ปีเตอร์ โปเมอรานเชฟ (Peter Pomerantsev) บอกว่า “คำกล่าวที่ว่า ‘ทุกอย่างคือการพีอาร์’ กลายเป็นวลียอดนิยมของรัสเซียยุคใหม่”

ดังนั้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของรัสเซีย โดยเฉพาะปูตินนั้นต้องเหมาเอาไว้ก่อนว่ามีเจตนาที่จะทำพีอาร์หรือโฆษณาชวนเชื่ออะไรสักอย่าง

โปเมอรานเชฟเกิดในยุคสหภาพโซเวีชยตเขาเป็นชาวยูเครนแต่ต่อมาเปลี่ยนสัญชาติเป็นบริติช ทุกวันนี้มีอาชีพเป็นนักข่าว เขียนหนังสือสองเรื่องเกี่ยวกับรัสเซียสมัยใหม่ที่ชวนอ่านคือ Nothing Is True and Everything Is Possible กับ This Is Not Propaganda เป็นหนังสือที่ว่าด้วยการโฆษณชวนเชื่อและข่าวปลอมที่หลอกชาวรัสเซียให้เชื่อในภาพที่ลักษณ์จำแลง

ปูตินนั้นเคยเป็น KGB เก่า เขาย่อมเชี่ยวชาญในกลยุทธ์ของสายลับ เหตุการณ์อื้อฉาวที่สุดบางเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของปูตินก็พัวพันกับแท็คติกของสายลับ ตั้งแต่การวางยาฝ่ายตรงข้าม ไปจนถึงการกระจายข่าวปลอมเพื่อบ่อยทำลายประเทศเป้าหมาย

ปูตินเคยเป็น KGB แต่เขาชิงชังคอมมิวนิสต์ เขาคิดว่ามันไร้อนาคต ดังนั้นการจะเข้าใจปูตินด้วยการเทียบกับเขาว่าเป็นผู้ยุคสงครามเย็นจึงอาจผิดเพี้ยนไป ตัวอย่างคือ ในยุคของปูตินการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อรัสเซียในยุคของปูตินถึงจะใช้แท็คติกแบบ KGB ในการกระจายข่าวปลอม แต่ปฏิบัติการนี้ทำแบบอำพรางและใต้ดิน

ประเด็นนี้ยิ่งอธิบายยิ่งยาว ผู้สนใจสามารถอ่านได้จากความวิเคราะห์เรื่อง “เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธ” และ “โคตรเซียน “ไอโอ” คือไอโอรัสเซีย

ในระดับบนดินเขาใช้วิธีตรงกันข้ามกับยุคสงครามเย็น เช่น สำนักข่าว RT อันโด่งดัง โปเมอรานเชฟบอกว่า “นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อรูปแบบใหม่ของเครมลิน ลดการโต้เถียงกับตะวันตกลงในแบบที่เคยตอบโต้เหมือนสมัยสงครามเย็น หันไปเพิ่มการใช้ภาษาของตนเพื่อยั่วล้อและเยาะเย้ยจากภายใน”

หากใครติดตาม RT เป็นประจำจะสังเกตว่ามันเป็นแบบที่โปเมอรานเชฟบอกไม่มากก็น้อย สื่อของรัสเซียไม่ตอบโต้สื่อตะวันตกเลย แต่เสนอข่าวในมุมตรงกันข้ามแบบทีเล่นทีจริง หรือในมุมที่ทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนตัวตลก น่าอับอาย หรือกลายเป็นตัวปล่อยข่าวปลอมเสียเอง

ขณะที่โลกตะวันตกใช้กลยุทธ์แบบ Demonization กับรัสเซีย คือทำให้รัสเซียดูเป็นพวกยักษ์พวกมาร แต่ปูตินของรัสเซียทำให้ตะวันตกมีสภาพเป็นเหมือนเด็กขี้แกล้ง จอมบูลลี่ และไอ้ขี้โม้ คือกลยุทธ์ Minimisation ที่ทำให้อีกฝ่ายดูจิ๊บจ๊อย ด้อยค่า

แต่สาระของหนังสือเหล่านี้ก็คือรัสเซียนั้น “คาดเดาอะไรไม่ได้” ซึ่งหมายถึงปูตินด้วย เพราะเขาคือผู้ที่ทำให้รัสเซียมีสภาพแบบนี้

มีผู้พยายามอธิบายตัวตนของปูตินเอาไว้เหมือนกัน เช่น คลิฟฟอร์ด จี. แกดดี (Clifford G. Gaddy) ผู้เขียนร่วมของหนังสือ Mr. Putin: Operative in the Kremlin แกดดี เสนอว่าอัตลักษณ์ของปูตินมีอยู่ 6 ชั้น

ทั้ง 6 ชั้นคือ “Statist” (ผู้นิยมรัฐแข็งแกร่ง), “Survivalist” (นักเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน), “Man of History” (ใช้ประวัติศาสตร์ในทางการเมือง), “Outsider” (ทำตัวเป็นคนนอกเพื่อจับตาความเป็นไป), Free Marketeer” (ใช้ทุนนิยมเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ) และ “Case Officer” (หัวหน้าข่าวกรองที่ควบคุม “สาย” ที่ทำงานให้)

ในอัตลักษณ์ทั้ง 6 ชั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่น่าจะอธิบายท่าทีของเขาต่อการก่อกวนยูเครน คือ Man of History 

ปูตินไม่ค่อยสบอารมณ์กับสหภาพโซเวียต เขาแสดงท่าทีชื่นชอบ “จักรวรรดิรัสเซีย” ในสมัยของเขามีการรื้อฟื้นเกียรติภูมิของจักรวรรดิและพระเจ้าซาร์ที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามในยุคสหภาพโซเวียต มันไม่ใช่แค่ความชอบ “เรื่องเก่าๆ” ปูตินมีความคิดที่จะทำให้รัสเซียยิ่งใหญ่อย่างในยุคจักรวรรดิ

ในยุคจักรวรรดินั้น ยูเครนคือส่วนหนึ่งของ “รัสเซียอันยิ่งใหญ่” และยังเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียต และมีคำกล่าวว่า รัสเซียคือรัสเซียใหญ่ ยูเครนคือรัสเซียน้อย และเบลารุสคือรัสเซียขาว – ทั้งหมดล้วนเป็น “ชาวรุส”

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2021 หลังจากที่รัสเซียเริ่มระดมพลใกล้ชายแดนยูเครน ปูตินเขียนบทความที่ชื่อ “ว่าด้วยเอกภาพทางประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียกับชาวยูเครน” เริ่มต้นมาปูตินก็บอกแล้วว่า “ชาวรัสเซียและยูเครนคือคนๆ เดียวกัน”

บทความนี้สะท้อนถึงความสนใจประวัติศาสตร์ของปูติน เขาอธิบายความเกี่ยวพันระหว่างคนรัสเซียและยูเครนอย่างละเอียดละออแต่ก็เข้าใจง่าย ไม่ใช่แค่ความเกี่ยวข้องระหว่าง 2 ชาติ (ซึ่งก็คือชาติเดียวกันในทัศนะปูติน) แต่รวมถึงความพยายามของคนบางกลุ่มที่ทำให้ยูเครนแปลกแยกจากรัสเซียให้ได้ ไม่ใช่แค่สิ่งทีเกิดขึ้นตอนนี้แต่ยังเกิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วๆ มา เช่น การแยกคริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์ออกเป็นฝ่ายรัสเซียและฝ่ายยูเครน ทั้งๆ ที่มาจากแหล่งเดียวกัน

ปูตินเขียนไว้ว่า “ทีละขั้นทีละตอน ยูเครนถูกดึงเข้าสู่เกมภูมิศาสตร์การเมืองที่อันตราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนยูเครนให้กลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างยุโรปและรัสเซีย เพื่อเป็นฐานที่มั่นต่อต้านรัสเซียมา ถึงเวลาที่แนวคิดของ “ยูเครนไม่ใช่รัสเซีย” ไม่เหมาะอีกต่อไปแล้ว ต้องหันมาใช้ “การต่อต้านรัสเซีย” ซึ่งเราจะไม่มีวันยอมสยบ”

แม้จะเป็นข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ แแต่มันเผยให้เห็นวิธีคิดของปูตินอย่างแจ่มแจ้ง ข้อเขียนข้างต้นตีความได้ว่าปูตินต้องการให้ยูเครนเป็นแนวกันชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของยุโรปที่เป็นฐานที่มั่นต้านรัสเซีย (ด้วยการเป็นสมาชิกนาโต) หรือที่สุดแล้วยูเครนควรร่วมหัวจมท้ายกับรัสซีย ดังที่บอกว่า

“ผมเชื่อมั่นว่าอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของยูเครนจะเป็นไปได้อย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อร่วมมือกับรัสเซีย ความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณ ด้านมนุษย์ และอารยธรรมของเราก่อตัวขึ้นเป็นเวลาหลายศตวรรษ ย้อนกลับไปที่แหล่งเดียวกัน”

และปิดท้าย (เกือบจะท้ายสุดเหมือนตอนเริ่มต้น) ว่า “ท้ายที่สุดแล้วเราเป็นคนๆ เดียวกัน”

ปูตินยังเขียนว่าหากรัสเซีย ยูเครน และเบลารุสคิดจะเป็นประเทศต่างหากก็ย่อมเข้าใจได้ แต่ “ยูเครนในวันนี้สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเรากำลังพูดถึงการบังคับให้เปลี่ยนเอกลักษณ์ และสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดคือชาวรัสเซียในยูเครนไม่เพียงแต่ต้องละทิ้งรากเหง้าของพวกเขาจากบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังต้องเชื่อว่ารัสเซียเป็นศัตรูของพวกเขาด้วย”

แต่ความคิดนี้แหละที่ทำให้โลกตะวันตกหวาดแล้ว และที่กลัวกว่าตะวันตกคือประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต-จักรวรรดิรัสเซีย

ประเทศพวกนี้ (เช่น ลิทัวเนีย) จึงเป็นตัวตั้งตัวตีช่วยส่งอาวุธไปใหยูเครน เพราะคงหวั่นใจว่าเสร็จจากยูเครน “ซาร์ปูติน” คงจะเขมือบพวกตนกลับคืนสู่อ้อมอกของจักรวรรดิต่อไป

วาดิม ชเตปา (Vadim Shtepa) บรรณาธิการของ Region.Expert สื่ออิสระรายเดียวที่ติดตามเรื่องภูมิภาคนิยมและสหพันธรัฐนิยมในรัสเซียเขียนไว้ว่า “ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ไม่ได้ตีความประเทศว่าเป็นปรากฏการณ์ทางประชาสังคม แต่เป็นชาติพันธุ์ที่อิงศาสนา (เหมือนกับสมัยจักรวรรดิรัสเซีย – ผู้เขียน) ความคิดแบบจักรวรรดินี้ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ และเป็นอันตรายต่อเพื่อนบ้านของรัสเซียทั้งหมด”

ว่ากันตามเนื้อผ้า แนวคิดเรื่อง “รัสซียอันยิ่งใหญ่” ไม่ได้มีแค่ในยุคจักรวรรดิ แต่ในยุคสหภาพโซเวียตก็มีลักษณะแบบเดียว (แม้พวกคอมมิวนิสต์จะอ้างว่าสหภาพโซเวียตเป็นการสร้าง “สากล” ที่ไร้รัฐชาติ แต่มันก็คือจักรวรรดินิยมแบบหนึ่งนั่นเอง)

แต่ที่ต่างกันเกิดจากตัวปูตินเอง ปูตินนั้นไม่ชอบสหภาพโซเวียตที่บริหารแบบคณะกรรมการผ่าน “เปรซิเดียม” แต่เขามีแนวโน้มที่จะชอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตัวเขาเองเป็น “ซาร์” ที่ชี้นำทุกอย่างเพียงลำพัง

แต่ความคิดเรื่อง “ซาร์ปูติน” ก็อาจเป็นเพียงอาการหลอกตัวเองของชาติตะวันตกหรือการโฆษณาชวนให้กลัวก็ได้ ขณะที่โปเมอรานเชฟบอกว่ารัสเซียในยุคปูตินเต็มไปด้วยการหลอกลวงและโฆษณาชวนเชื่อ ชาติตะวันตกเองก็ทำแบบเดียวกันด้วย ดังที่ปูตินย้ำในบทความครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามีพวกที่กระตุ้นให้เกิดกระแสต้านรัสเซีย

เราประเมินจากงานเขียนของเขาได้ว่า ปูตินยอมไม่ได้ที่ยูเครนจะกลายเป็นเครื่องมือของบางพวกให้ต้านรัสเซีย ยิ่งยอมไม่ได้เมื่อเห็น “คนรัสเซียในยูเครน” (คือภาคตะวันตกของยูเครนและที่ไครเมีย) ถูกยัดเยียดให้ต้องชิงชังรัสเซีย นั่นคือเหตุผลที่ปูตินต้องทำอะไรสักอย่าง

ปูตินบอกว่ายูเครนนั้นคือ “อาณาเขตทางประวัติศาสตร์ของเรา” การใช้คำแบบนี้ตีความได้สองแง่สองง่าม ผู้เขียนคิดว่าปูตินต้องการสื่อว่ามันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ไปแล้ว ที่ยกขึ้นมาก็เพื่อย้ำถึงความเป็นรากเเหง้าหนึ่งเดียวของชาวรัสเซียและยูเครน

แต่วาดิม ชเตปาเห็นต่างไป เขาบอกว่าถ้ายูเครนจะอ้างว่าดินแดนของรัสเซียเป็นของยูเครนบ้างเล่าจะเป็นอย่างไร? เพราะเริ่มต้นนั้นแผ่นดินเดิมของรัสเซียคือมัสโกวีปกครองโดยเจ้าชายแห่งเคียฟ แต่ยูเครนก็ไม่เคลมแบบนั้นเพราะยึดเอาอาณาเขตที่พัฒนาขึ้นมาหลังจากนั้น ส่วนปูตินนั้น “หลง” อยู่ในประวัติศาสตร์แห่งจักรวรรดิ

เรื่องนี้เถียงกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราจะเห็นได้ว่าวิธีคิดเบื้องหลังของกรณียูเครนนั้นคืออะไร บทความนี้สะท้อนทั้งจิตใจของปูติน นโยบาย วิสัยทัศน์ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เราอาจจะไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในใจของปูติน โดยเฉพาะคำสั่งถอยทัพ ถอนทัพ อุบายการเมือง หรือวิเทโศบายเรื่องการต่างประเทศ

แต่เรารู้อย่างหนึ่งว่าการเป็น “Man of History” ของปูตินทำให้เราเห็นความคิดของเขาได้แจ่มแจ้งเพียงใด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Thibault Camus/Pool via REUTERS/File Photo

กล้าอยู่ไหม? Loftus Hall บ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675926

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 19:00 น.กล้าอยู่ไหม? Loftus Hall บ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

คฤหาสน์หลังใหญ่ชวนขนหัวลุก ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

ลอฟตัส ฮอลล์ (Loftus Hall) คฤหาสน์หลังใหญ่สุดไพรเวทตั้งอยู่ในเว็กซ์ฟอร์ด ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุด” ของไอร์แลนด์ มีชื่อเสียงมาหลายชั่วอายุคนโดยเฉพาะในแวดวง “นักล่าผี” ภาพยนตร์สยองขวัญ และรายการทีวีแนวล่าท้าผีก็มักจะมาสัมผัสความหลอนของที่นี่

เรื่องราวสุดหลอนของลอฟตัส ฮอลล์ เกิดขึ้นหลังจากที่ครอบครัวลอฟตัสตัดสินใจซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ 22 ห้องนอน บนพื้นที่ 63 เอเคอร์ พร้อมชายหาดส่วนตัวแห่งนี้ พร้อมตั้งชื่อว่า “ลอฟตัส ฮอลล์” ในช่วงปี 1600 ซึ่งอาจเป็นคฤหาสน์ในฝันของใครหลายคน ถ้าไม่เกิดเรื่องราวสุดหลอนขึ้นเสียก่อน

ตำนานลอฟตัส ฮอลล์ เริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อชาร์สล์ ท็อตแนม (Charles Tottenham) แต่งงานกับแอนน์ (Anne Loftus) ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 6 คน ก่อนที่แอนน์จะป่วยและเสียชีวิตลง อีก 2 ปีต่อมาชาร์สล์แต่งงานใหม่กับเจน คลิฟฟ์ (Jane Cliffe) และอาศัยอยู่ด้วยกันในคฤหาสน์แห่งนี้

ตกดึกคืนหนึ่งชาร์ลส์ซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านกับภรรยา และแอนน์ (Anne) ลูกสาวคนเล็ก ส่วนคนลูกคนอื่นๆ ออกไปทำธุระข้างนอก เกิดพายุโหมกระหน่ำอย่างแรง ระหว่างนั้นก็มีเรือลำหนึ่งปรากฏขึ้นที่ชายฝั่งพร้อมกับชายปริศนาคนหนึ่ง ชาร์ลส์เห็นท่าไม่ดีจึงเปิดประตูให้ชายคนนั้นเข้ามาหลบภัยในบ้าน

เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ที่ชายปริศนาอาศัยอยู่ที่นั่น แอนน์เริ่มสนิทสนมกับเขาจนกลายเป็นความรัก คืนหนึ่งระหว่างที่ชายปริศนาร่วมเล่นเกมไพ่กับครอบครัวนี้ตามปกติ กลับเกิดเรื่องไม่ปกติขึ้น!

แอนน์เหลือบไปเห็นเท้าของชายปริศนาซึ่งมีลักษณะเป็นกีบ ไม่เหมือนเท้ามนุษย์ แอนน์ตะโกนด้วยความตกใจ ทันใดนั้นชายปริศนาก็หายวับไปทางหลังคาอย่างรวดเร็วพร้อมกับควันพวยพุ่ง ทิ้งไว้เพียงรูขนาดใหญ่ไว้บนเพดาน แอนน์ช็อกมากกับเรื่องที่เธอพบจนในไม่ช้าเธอก็มีอาการป่วยทางจิต

ชีวิตของแอนน์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอไม่ยอมกินข้าว เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เอาแต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ และมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างคนเหม่อลอย เฝ้ารอว่าวันหนึ่งจะได้พบชายปริศนาอีกครั้ง จนท้ายที่สุดแอนน์ก็เสียชีวิตลง

แอนน์จบชีวิตอย่างน่าสลดในท่านั่งกอดเข่า ว่ากันว่าร่างของเธอไม่สามารถยืดตรงได้ เพราะกล้ามเนื้อยึดไปหมดแล้ว ศพของแอนน์จึงถูกฝังด้วยท่านั่งกอดเข่า

บ้างก็ว่าเรื่องชายกีบเท้าสัตว์เป็นเพียงเรื่องแต่ง แท้จริงแล้วชาร์สล์แค่ไล่ชายหนุ่มออกจากบ้านไปเพราะไม่ต้องการให้แต่งงานกับลูกสาว จนแอนน์เป็นซึมเศร้าและเสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องพิศวงจากชายปริศนาเท่านั้นที่ทำให้คฤหาสน์หลังนี้เป็นตำนาน แต่ที่นี่ยังถูกเล่าขานหลายครั้งว่ามีคนพบเห็นข้าวของขยับเองได้ ซึ่งเชื่อกันว่าอาจเป็นดวงวิญญาณของแอนน์ที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ ประกอบกับบรรยากาศวังเวงชวนขนหัวลุก ที่แม้จะมีการปรับปรุงซ่อมแซมคฤหาสน์ให้ใหม่สวยงามแค่ไหน ลอฟตัส ฮอลล์ก็ยังเป็นบ้านผีสิงที่เฮิ้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

ไอแดน ควิกลี่ย์ (Aidan Quigley) เข้าซื้อคฤหาสน์แห่งนี้ในราคา 625,000 ยูโรเมื่อปี 2001 และเปิดให้บรรดานักล่าท้าผีเข้ามาพิสูจน์ความเฮี้ยน รวมถึงกองถ่ายภาพยนตร์และรายการทีวีหลายแห่งก็ได้มาสัมผัสความหลอนของที่นี่แล้ว สุดท้ายคฤหาสน์แห่งนี้ถูกส่งต่อความเฮี้ยนอีกครั้งเมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว

Photo by irpix.de/Wikipedia

ปลุกความเป็นเชฟในตัวเอง Gaabor ชวนรังสรรค์ 2 เมนูเด็ดแต่ง่ายทำได้ด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675930

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 18:45 น.ปลุกความเป็นเชฟในตัวเอง Gaabor ชวนรังสรรค์ 2 เมนูเด็ดแต่ง่ายทำได้ด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน

ทำง่ายอร่อยด้วย!! กับ 2 เมนูแสนอร่อยที่ทำเองได้ที่บ้านผ่านตัวช่วยอันชาญฉลาดอย่างหม้อทอดไร้น้ำมัน Gaabor

ถึงเวลาแล้วที่จะปลุกความเป็นเชฟในตัวคุณ วันนี้ชวนมารังสรรค์ 2 เมนูแสนอร่อยด้วยตัวช่วยอันแสนชาญฉลาด หม้อทอดไร้น้ำมัน Gaabor (กาบอร์) กับเมนูไก่อบโรสแมรี่ และพายกรอบผลไม้ หากพร้อมแล้วมาดูกันเลย

เมนูไก่อบโรสแมรี่

เริ่มที่เมนูอาหารงานเลี้ยงสุดฮิต สำหรับงานปาร์ตี้ หอม อร่อย และทำได้ไม่ยาก

วัตถุดิบ : ไก่ทั้งตัว, น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ, โรสแมรี่สด 1 กำ, ออริกาโน่ ½ ช้อนโต๊ะ, ผงปาปริก้า ½ ช้อนโต๊ะ, สมุนไพรแห้งป่น ½ ช้อนโต๊ะ, กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือ และพริกไทย (ตามชอบ)

วิธีทำ

· นำไก่ทั้งตัวล้างให้สะอาด แช่ด้วยน้ำเกลือ ผสมออริกาโน่และโรสแมรี่สด พักไว้ 30 นาที ถึง 1 คืน (แล้วแต่ความสะดวก)

· ผสมซอสหมัก ด้วยส่วนผสมทั้งหมด คนให้เข้ากัน และทาซอสที่ตัวไก่ให้ทั่ว ใส่กระเทียมและโรสแมรี่สดเข้าไปในตัวไก่ หมักทิ้งไว้จนซอสเข้าเนื้อ 20 – 30 นาที

· นำไก่วางในกระดาษฟอยล์ ใส่หม้อทอดไร้น้ำมัน ตั้งความร้อนที่อุณหภูมิ 200°c เวลา 20 นาที

· กลับด้านไก่ อบอีกประมาณ 20 นาที จัดวางลงจานตกแต่งด้วยโรสแมรี่สด พร้อมเสิร์ฟทันที

เมนูของหวานพายกรอบผลไม้

วัตถุดิบ : แป้งพายสำเร็จรูป, แยมผลไม้, วิปครีม, นูเทลล่า, ผลไม้ต่างๆ ตามใจชอบ เช่น สตอร์เบอรี่, บลูเบอร์รี่, ส้ม และ แป้งสาลีเอนกประสงค์

วิธีทำ

· นำแป้งสาลีเอนกประสงค์โรยบนถาด ก่อนนำแป้งพายสำเร็จรูปวางลงไป ใช้แม่พิมพ์กดตัดแป้งพาย และใช้พิมพ์ขนาดเล็กกว่าตัดตรงกลางของแป้งพายอีกที ก็จะได้แป้งพาย 2 ชิ้น

· ทาน้ำเปล่าที่แป้งพายและนำขอบแป้งพายมาประกบกัน กดๆ เล็กน้อยให้แป้งพายติดกัน ใช้ส้อมจิ้มตรงกลางของแป้งพายเบาๆ และนำเข้าหม้อทอดไร้น้ำมัน โดยวางห่างกันเล็กน้อยเผื่อแป้งพายฟูขึ้น ใช้

· อุณหภูมิ 180°c เวลา 10 นาที และวางพักให้แป้งพายหายร้อน

· ตกแต่งแป้งพายด้วยแยมผลไม้ต่างๆ บีบวิปครีม นูเทลล่า และใส่ผลไม้ตามชอบ พร้อมเสิร์ฟได้เลยค่ะ

พบกับตัวช่วยที่แสนดี Gaabor (กาบอร์) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำอันทรงพลังคุณภาพเยอรมนี ที่มาพร้อมสไตล์มินิมอล ในราคาที่เข้าถึงได้ ทั้งหม้อทอดไร้น้ำมัน Air Fryer รุ่น GA-M35A, รุ่น GA-M6A, GA-E45A01 และ GA-E45A02 ได้แล้ววันนี้ที่ช่องทางออนไลน์ Shopee สอบถามหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gaaborthailand

MIDO เปิดตัวเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด พร้อมเผยเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675925

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 18:14 น.MIDO เปิดตัวเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด พร้อมเผยเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม

ยลโฉมเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น MIDO All Dial จากคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture คอลเลกชั่นครบรอบ 20 ปี เรือนเวลาที่ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังก้องโลก พร้อมเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม

งดงามเหนือกาลเวลากับนาฬิกาคอลเลกชั่นพิเศษจาก MIDO แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ที่ครั้งนี้ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี เรือนเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุดยอดสถาปัตยกรรมชั้นสูง ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษ All Dial นาฬิกาเรือนแรกจากคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture ซึ่งเป็นการออกแบบนาฬิการุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถาปัตยกรรมชื่อดังที่ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาของ MIDO ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

MIDO แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน

สำหรับเรือนเวลาหรูที่เหล่าคนรักนาฬิกาจะได้ยลโฉมเป็นรุ่นแรกจากคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture ได้แก่ All Dial ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเพียง 2,022 เรือนเท่านั้น และนอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีแห่งแรงแห่งแรงบันดาลใจทางสถาปัตยกรรมแล้ว ในปีนี้ยังเป็นปีครบรอบ 20 ปีของการกำเนิดคอลเลกชั่น All Dial อีกด้วย โดย All Dial เป็นนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากอัฒจันทร์โคลอสเซียม สิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิโรมัน ได้ถูกถ่ายทอดสู่นาฬิกาที่มีความสวยงามเหนือกาลเวลา พร้อมกลไกที่ทนทานต่อการใช้งาน ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์จากการออกแบบหน้าปัดทรงกลม พร้อมตกแต่งด้วยเส้นสายวงกลมหลากหลายระดับที่ทำให้นึกถึงอัฒจันทร์เมื่อมองจากด้านบน พร้อมเทคนิคการทำสีแอนทราไซต์ ให้พื้นผิวบริเวณหน้าปัดมีสัมผัสเหมือนเนื้อทรายชวนให้นึกถึงหินอายุนับพันปีของอัฒจันทร์ โดยตัวเรือนนั้นทำจากเหล็กขนาด 42 มิลลิเมตร และหน้าปัดทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ที่มีระบบป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน พร้อมสายรัดเหล็กเคลือบซาตินที่ทำทำให้นึกถึงส่วนโค้งของอัฒจันทร์ และบริเวณด้านหลังตัวเรือนยังถูกสลักด้วยภาพวาดของ โคลอสเซียม และชื่อแบรนด์ ‘MIDO’ เอาไว้อีกด้วย

สำหรับด้านการใช้งาน All Dial มาพร้อมฟังก์ชั่นการอ่านค่าเวลาที่มีความเที่ยงตรงแม่นยำสูงด้วยกลไกโครโนมิเตอร์ที่รับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Official Swiss Chronometer Testing Institute หรือ COSC) และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 38 ชั่วโมง โดยชิ้นโรเตอร์ขึ้นลานยังได้รับการตกแต่งด้วยลายโกตส์ เดอ เฌอแนฟ  และเพื่อให้อ่านค่าเวลาได้ง่ายในตอนกลางคืน เข็มนาฬิกาและช่องวันที่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณ 3 นาฬิกา ได้ถูกเคลือบด้วยสารสะท้อนแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา พร้อมฟังก์ชั่นการกันน้ำได้สูงสุดถึง 100 เมตร

ในคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture ยังมีเรือนเวลาหรูอีก 4 รุ่นพิเศษ ได้แก่ (Baroncelli , Ocean Star, Multifort และ Commander ซึ่งทุกรุ่นล้วนได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก ผสมผสานกับนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงและทันสมัย สู่เรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่เตรียมเผยโฉมให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้เก็บสะสมกันตลอดทั้งปี 2022 นี้

นอกจากนี้ MIDO ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม เพื่อมอบให้กับคนพิเศษว่า สำหรับการเลือกนาฬิกาให้กับคนพิเศษนั้น อันดับแรกเลยควรเลือกให้เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของผู้สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซน์ และด้านฟังก์ชั่น อย่างถ้าเป็นหนุ่มนักธุรกิจก็ควรเลือกนาฬิกาที่ดีไซน์มีความเรียบหรูเหนือกาลเวลา สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส แต่ถ้าเป็นหนุ่มนักกิจกรรมอาจจะเลือกเรือนที่ดีไซน์มีความสปอร์ตมีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน หรือถ้าเป็นหนุ่มสายอาร์ตทิสต์ก็ควรเลือกนาฬิกาที่ดีไซน์มีความเรียบโก้ มีเรื่องราวการออกแบบที่สอดคล้องกับงานศิลปะ หรือสถาปัตยกรรม ก็จะทำให้มีความหมายทางใจต่อผู้รับมากขึ้น และที่สำคัญไปกว่านั้น นอกจากจะเลือกตามคาแรคเตอร์เพื่อสวมใส่แล้ว คงจะดีไม่น้อยหากนาฬิกาเรือนนั้นสามารถเก็บสะสมไว้ได้ในระยะยาว ซึ่งการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การสะสมนั้นควรเลือกจากแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติศาสตร์การออกแบบมาอย่างยาวนาน และควรเป็นคอลเลกชั่นที่เปิดตัวออกมาในวาระพิเศษ หรือเป็นรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ก็จะทำให้นาฬิกามีมูลค่าเพิ่มและมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

พบกับ 20 Years Inspired by Architecture รุ่น All Dial นาฬิกาคอลเลกชั่นพิเศษ คุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ Mido เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์ www.midowatches.com Facebook: Mido Watches และ LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299