เซมิคอนดักเตอร์เจอปัญหาอีก รัสเซียไม่ส่งก๊าซที่ต้องใช้ให้ แต่จีนจะได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685873

วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 12:54 น.

เซมิคอนดักเตอร์เจอปัญหาอีก รัสเซียไม่ส่งก๊าซที่ต้องใช้ให้ แต่จีนจะได้ประโยชน์

ปัญหาซัพพลายเชนสะดุดเพราะ Covid-19 ยังไม่ทันหายดี อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ก็เจอปัญหาใหม่หลังรัสเซียจำกัดการส่งออกก๊าซหายากที่ต้องใช้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หลังจากประสบปัญหาซัพพลายเชนสะดุดเพราะการระบาดของ Covid-19 บรรดาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้องเผชิญปัญหาใหม่ เพราะรัสเซีย หนึ่งในผู้ผลิตก๊าซที่ใช้สำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลกเริ่มจำกัดการส่งออกก๊าซเหล่านี้แล้ว

CNN อ้างรายงานของสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า รัสเซียเริ่มจำกัดการส่งออกก๊าซเฉื่อย รวมทั้งนีออน อาร์กอน และฮีเลียมไปยัง “ประเทศที่ไม่เป็นมิตร” ตั้งแต่สิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ก๊าซทั้ง 3 ชนิดข้างต้นใช้ในการผลิตชิปที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่สมาร์ทโฟน เครื่องซักผ้า ไปจนถึงรถยนต์ และประสบปัญหาขาดแคลนมาหลายเดือนแล้ว

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Bain & Company ระบุว่า ก่อนสงคราม รัสเซียและยูเครนมีส่วนแบ่งการผลิตก๊าซนีออนป้อนอุตสาหกรรมการผลิตชิปราว 30%

การจำกัดการส่งออกก๊าซของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และผู้บริโภคเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาวิกฤตขาดแคลนชิปครั้งรุนแรง โดยข้อมูลของ LMC Automotive ระบุว่า ปีที่แล้วผู้ผลิตรถยนต์ผลิตรถได้น้อยลง 10 ล้านคัน เนื่องจากขาดแคลนชิป แต่คาดว่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

จัสติน ค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตของบริษัทที่ปรึกษายานยนต์เผยว่า “สิ่งที่พวกเราไม่ต้องการคือ ปัญหาครั้งใหม่เกี่ยวกับการจัดหาชิปซึ่งอาจกระทบหรือทำให้การฟื้นตัวชะงัก”

ค็อกซ์เผยกับ CNN Business ว่า การจำกัดการส่งออกก๊าซนีออนเป็นเรื่องน่ากังวล แต่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับผู้ผลิตชิป เนื่องจากหลังจากรัสเซียผนวกไครเมียของยูเครนเมื่อ 8 ปีก่อน อุตสาหกรรมได้เตรียมพร้อมสำหรับซัพพลายที่อาจสะดุดไว้แล้ว

ก๊าซนีออนมีบทบาทสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในขั้นตอนที่เรียกว่า การพิมพ์หิน (lithography) โดยก๊าซนีออนจะควบคุมความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์ในขณะที่มันสลักรูปแบบลงบนแผ่นชิปซิลิคอน

ก่อนสงคราม รัสเซียจะรวบรวมก๊าซนีออนดิบซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงงานเหล็กกล้า แล้วส่งไปยูเครนเพื่อทำให้บริสุทธิ์ ความขัดแย้งทำให้ความสามารถในการผลิตเหล่านี้ได้รับผลกระทบ การสู้รบอย่างดุเดือดในเมืองมารีอูปอลและโอเดสซาซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญได้ทำลายโรงงานอุตสาหกรรมและทำให้การส่งออกสินค้าจากภูมิภาคนั้นยากขึ้น

ทว่าบรรดาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ได้ลดการพึ่งพาก๊าซจากภูมิภาคนี้ลงนับตั้งแต่รัสเซียบุกไครเมียในปี 2014

ปีเตอร์ แฮนแบร์รี จาก Bain & Company เผยกับ CNN Business ว่า การพึ่งพาก๊าซนีออนจากรัสเซียและยูเครนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เคย “สูงเป็นประวัติการณ์” ที่ 80-90% แต่นับตั้งแต่ปี 2014 ผู้ผลิตชิปลดการพึ่งพาลงเหลือเพียงไม่เกิน 1 ใน 3 “อุตสาหกรรมยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ [ภูมิภาค] และเริ่มมองหาแหล่งใหม่ พัฒนาประเทศใหม่ๆ และเจาะจงซัพพลายเออร์”

ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทราบว่าการจำกัดการส่งออกของรัสเซียจะกระทบกับผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างไร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ผลิตชิปจะสามารถทดแทนอุปทานที่สูญเสียไปจากภูมิภาคนี้ได้ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับก๊าซที่จำเป็นเหล่านี้

บริษัทวิจัยตลาด Techcet ประเมินว่า ราคาตามสัญญาซื้อขายก๊าซนีออนเพิ่มขึ้น 5 เท่านับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน และจะยังสูงในระยะเวลาอันใกล้นี้

โจนาส ซันด์ควิสต์ นักวิเคราะห์เทคโนโลยีอาวุโสของ Techcet เผยว่า “(การจำกัดการส่งออกของรัสเซีย) จะส่งผลกระทบกับการทำสัญญาใหม่แน่นอน”

ซันด์ควิสต์ มองว่า เกาหลีใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Samsung จะได้รับแรงกระแทกก่อนเพื่อน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซเฉื่อยและไม่มีบริษัทก๊าซขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต ไม่เหมือนกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป

Micron Technology หนึ่งในผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกเผยกับ CNN Business ว่า บริษัทพบว่าราคาก๊าซเฉื่อยเพิ่มขึ้น แต่ทางบริษัทมีก๊าซที่เพียงพอสำหรับใช้อีกหลายเดือน และคิดว่าไม่ต้องตัดลดการผลิตในระยะสั้น

จีนจะได้ประโยชน์

หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเพิ่มกำลังการผลิตชิปหลังจากต้องเผชิญภาวะซัพพลายเชนทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรงมากว่า 2 ปี Intel เสนอช่วยรัฐบาลสหรัฐและเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ประกาศจะลงทุน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงาน 2 แห่ง ส่วนปีที่แล้ว Samsung รับปากจะสร้างโรงงานมูลค่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรัฐเทกซัส

เมื่อมีการผลิตชิปมากขึ้นก็หมายความว่าความต้องการก๊าซเฉื่อยจะสูงขึ้นตามมา และเมื่อรัสเซียจะจำกัดการส่งออก ประโยชน์อาจไปตกอยู่ที่จีน ซันด์ควิสต์เผยว่า จีนมี “กำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุด ใหม่ที่สุด”

นับตั้งแต่ปี 2015 จีนก็ทุ่มลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเอง รวมทั้งลงทุนในอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการแยกก๊าซเฉื่อยออกจากผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมอื่น ขณะนี้จีนคือผู้ส่งออกก๊าซเหล่านี้เพียงรายเดียวและประกาศว่าจะพึ่งพาตัวเองให้ได้

ซันด์ควิสต์เผยว่า ความต้องการก๊าซเฉื่อยของทั่วโลกจะไปกระจุกอยู่ที่จีน และจีนจะได้ราคาดี

REUTERS/Kim Kyung-Hoon/File Photo

สงครามดันยอดผู้พลัดถิ่น 100 ล้านคนทั่วโลกถูกบีบให้ต้องอพยพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685833

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 18:00 น.

สงครามดันยอดผู้พลัดถิ่น 100 ล้านคนทั่วโลกถูกบีบให้ต้องอพยพ

UNHCR เปิดเผยรายงานการพลัดถิ่นทั่วโลกทำลายสถิติ ชี้ชัดแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รายงานว่าจำนวนผู้คนที่ต้องพลัดถิ่นทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และล่าสุดก็ทำลายสถิติอีกครั้ง

โดยเมื่อปลายปี 2021 ผู้พลัดถิ่นจากสงคราม ความรุนแรง และการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีจำนวนมากถึง 89.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากสถิติเมื่อ 10 ปีก่อน

แต่หลังจากการรุกรานของรัสเซียในประเทศยูเครน การถูกบังคับให้พลัดถิ่นขยายตัวเร็วที่สุดและเป็นหนึ่งในสถานการณ์การพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ จากทวีปแอฟริกา ถึงประเทศอัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ ดันตัวเลขผู้พลัดถิ่นทั่วโลกให้เพิ่มสูงถึง 100 ล้านคน

ฟิลลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “ทุกๆ ปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สถิติไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโศกนาฏกรรมของมนุษยชน แก้ไขความขัดแย้ง และหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแนวโน้มที่เลวร้ายนี้จะยังคงดำเนินต่อไป”

โดยในปีที่แล้วเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นและที่ปะทุขึ้นใหม่ใน 23 ประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 850 ล้านคน มีผู้พลัดถิ่นจากความขัดแย้งในประเทศมากถึง 53.2 ล้านคน รวมถึงในเมียนมา และภูมิภาคทิเกรย์ของเอธิโอเปีย

ในขณะเดียวกันผู้คนในหลายพื้นที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนทางอาหาร ภาวะเงินเฟ้อ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

Photo by REUTERS/Ueslei Marcelino

ไบเดนร่อนจดหมายถึงโรงกลั่นน้ำมัน เรียกร้องเพิ่มการผลิต-ลดกำไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685823

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 15:30 น.

ไบเดนร่อนจดหมายถึงโรงกลั่นน้ำมัน เรียกร้องเพิ่มการผลิต-ลดกำไร

ผู้นำสหรัฐโวยโรงกลั่นน้ำมันโกยกำไรอื้อ แต่ประชาชนต้องสู้กับราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์

AP รายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน เรียกร้องให้โรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น ในขณะที่ชาวอเมริกันต้องต่อสู้กับราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนผลกำไรของบริษัทเหล่านั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน

“วิกฤตการณ์ที่ครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญควรได้รับการดำเนินการทันที บริษัทของคุณต้องร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมในระยะสั้นเพื่อจัดการกับวิกฤต” ไบเดนเขียนจดหมายถึงโรงกลั่นนำมัน 7 แห่ง

ไบเดนยังได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสิ่งที่เขามองว่าเป็นการแสวงหาผลกำไรท่ามกลางวิกฤตระดับโลกที่อาจผลักดันให้เศรษฐกิจยุโรปและส่วนอื่นๆ ของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยอ้างถึง ExxonMobil บริษัทด้านพลังงานสัญชาติอเมริกันว่า “ทำเงินได้ยิ่งกว่าพระเจ้าเสียอีกในปีนี้”

“ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อความเจ็บปวดทางการเงินที่หนักหนาสาหัสของชาวอเมริกันและครอบครัว แต่ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 1.70 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กลับยิ่งทำให้ความเจ็บปวดแย่ลงไปอีก” ไบเดนกล่าว

สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายเสรีนิยมบางคนเสนอให้มีการควบคุมผลกำไรของโรงกลั่นน้ำมันท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อาทิ เบอร์นี แซนเดอร์ส สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งเสนอในเดือนมี.ค. ให้มีการเก็บภาษีบริษัทต่างๆ 95% จากกำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาด

รายงานระบุว่าราคาน้ำมันทั่วสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ซึ่งเป็นภาระทางเศรษฐกิจสำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก และยังเป็นงานหนักของพรรคเดโมแครตที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางสมัย (midterm elections) ด้วย

ทั้งนี้ ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วเนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังหนักขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกหยุดชะงัก

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein

จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685814

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 14:30 น.

จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี

นักโบราณคดีคาดว่าอาจมีการประกอบชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

คณะนักโบราณคดีของจีนยืนยันความสำเร็จของการประกอบประติมากรรมสัมฤทธิ์ที่ขุดพบเมื่อไม่นานนี้ ณ ซากโบราณซานซิงตุย มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นการประกอบเข้ากับอีกหนึ่งชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ที่ขุดพบก่อนหน้านี้ ทำให้ประติมากรรมที่ถูกแบ่งแยกเมื่อราว 3,000 ปีก่อน รวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง

ประติมากรรมสัมฤทธิ์อันวิจิตรงดงามนี้มีส่วนหัวคล้ายศีรษะมนุษย์และลำตัวคล้ายงู พร้อมดวงตาปูดโปน งา และเขา สำหรับบริเวณเหนือส่วนหัวเป็น “จุน” หรือภาชนะใส่เหล้าองุ่นโบราณ รูปทรงคล้ายแตรสีชาด บริเวณใต้ส่วนมือเป็น “เหลย” หรือภาชนะใส่เหล้าองุ่นโบราณ รูปทรงเหยือกฐานสี่เหลี่ยม

รายงานระบุว่าประติมากรรมส่วนลำตัวถูกขุดพบจากหลุมบูชายัญ หมายเลข 8 เมื่อเร็วๆ นี้ ขณะชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ที่ขุดพบก่อนหน้ามาจากหลุมบูชายัญ หมายเลข 2 เมื่อปี 1986 โดยชิ้นส่วนอันไม่สมบูรณ์สวมผ้านุ่งแนบลำตัวลายเมฆและมีขาพร้อมกรงเล็บนก 2 ข้าง ซึ่งคณะนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าประติมากรรมศีรษะมนุษย์ ลำตัวงู และกรงเล็บนกนี้อาจเป็นรูปปั้นเทพเจ้า

หร่านหงหลิน เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยโบราณวัตถุและโบราณคดีมณฑลซื่อชวน กล่าวว่าชิ้นส่วนจากหลุมต่างๆ ที่ประกอบเข้ากันพอดียืนยันข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของคณะนักโบราณคดี และยังมีนัยสำคัญยิ่งยวดต่อการบูรณะโบราณวัตถุจากซากโบราณซานซิงตุย โดยคาดว่าอาจมีการประกอบชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

การบูรณะโบราณวัตถุชิ้นใหม่นี้ยังบ่งชี้ว่าหลุมบูชายัญ 2 หลุม ถูกขุดขึ้นพร้อมกัน และประติมากรรมสัมฤทธิ์นี้ถูกแยกเป็นสองส่วนก่อนฝัง ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้อันมีคุณค่าต่อการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ตามลำดับเวลาของหลุมบูชายัญแต่ละหลุม เหตุผลของการทำลายโบราณวัตถุ และภูมิหลังทางสังคมในขณะนั้น

ทั้งนี้ ซากโบราณซานซิงตุย ซึ่งถูกยกย่องเป็นหนึ่งในสุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 ถูกค้นพบช่วงปลายทศวรรษ 1920 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร ณ เมืองกว่างฮั่น มณฑลซื่อชวน โดยมีการคาดการณ์ว่าซากโบราณแห่งนี้ตกทอดมาจากอาณาจักรสู่ (Shu Kingdom) ซึ่งมีความเก่าแก่ราว 3,000-4,500 ปี

เมื่อปี 1986 คณะนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุล้ำค่าหลายพันชิ้นจากหลุมบูชายัญ หมายเลข 1 และหมายเลข 2 อาทิ คทาทองคำ และต้นไม้สัมฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปลุกกระแสความสนใจจากทั่วโลก ต่อมามีการขุดค้นหลุมบูชายัญเพิ่ม 6 หลุม ตั้งแต่ปี 2020 โดยปัจจุบันมีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 50,000 ชิ้น อาทิ เครื่องสัมฤทธิ์ หยก เครื่องทอง เครื่องปั้นดินเผา และวัตถุทำจากงาช้าง

จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี

ที่มา: xinhuathai

‘พอทเทอรี เคลย์’ จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/685771

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 18:38 น.

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

รู้จัก “พอทเทอรี เคลย์” (Pottery Clay) ครบทุกเรื่องเซรามิคแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อผู้ประกอบการและคนรักงานปั้น

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

“พอทเทอรี เคลย์” (Pottery Clay) ศูนย์รวมสินค้าและบริการงานเซรามิคที่แรก ที่เดียว ที่ครบมากที่สุดในประเทศไทย สำหรับผู้ประกอบการเซรามิคทั้งรายย่อยและรายใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม รวมไปถึงกลุ่มคนรักงานปั้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “One Stop Shopping”  จำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์งานปั้น พร้อมบริการด้านงานเซรามิคที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณค่างานปั้นด้วยการเปิด ‘SOC : School of Ceramics โรงเรียนสอนปั้นเซรามิค by Pottery Clay’  พื้นที่ที่ให้เรียนรู้งานปั้นรอบด้าน ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง เหมาะสำหรับทุกเพศวัย  พร้อมต่อยอดเสริมสร้างทักษะจนสามารถนำไปประกอบสร้างอาชีพได้จริง

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

นางสาวสราญรัตน์ พานิชสุขไพศาล กรรมการบริษัท พอทเทอรี เคลย์ จำกัด เผยว่า “จุดเริ่มต้นของพอทเทอรี เคลย์ เกิดขึ้นด้วยดินเพียง 1 กิโลกรัม ที่นำไปเสนอให้ลูกค้ากลุ่มศิลปินเซรามิคได้ทดลองใช้ ซึ่งดินที่ว่านี้เป็นสูตรเฉพาะที่คิดค้นขึ้นมาใหม่จากประสบการณ์ในแวดวงอุตสาหกรรมวัตถุดิบสำหรับผลิตเซรามิคที่ได้เรียนรู้มาจากธุรกิจของครอบครัว ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในเรื่องดิน เมื่อดินสูตรใหม่นี้ได้รับการยอมรับในคุณภาพ เราก็เริ่มมองไปยังองค์ประกอบอื่นๆ ในการผลิตชิ้นงานเซรามิคจนได้ข้อสรุปมาว่า การจะสร้างชิ้นงานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชิ้นเล็กหรือใหญ่ ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นอีกมากมายที่ควรจะได้มาตรฐานเพื่อให้ชิ้นงานที่ออกมามีคุณภาพที่ดีที่สุด จึงเริ่มสร้าง “พอทเทอรี เคลย์” (Pottery Clay) ขึ้นมา เพื่อให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการงานเซรามิคที่แรก ที่เดียว ที่มีของคุณภาพ ครบวงจรมากที่สุดในประเทศไทย

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

สินค้าของเราจึงไม่ได้มีแค่ดินสูตรของเราเองเท่านั้น แต่ลูกค้ายังสามารถออเดอร์ให้จัดหาดินสำเร็จรูป รวมถึงพัฒนาสูตรดินขึ้นมาตามความต้องการในลักษณะ Made to order ได้ด้วย ทั้งยังนำเข้าดิน Keane จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถือว่าเป็นดินที่มีสูตรเฉพาะเข้ามาให้นักปั้นได้ใช้งาน โดยไม่ต้องสั่งออนไลน์ถึงต่างประเทศ ไม่ต้องรอนาน แค่มาที่เราก็ได้สัมผัสเนื้อดินจริงๆ และซื้อกลับไปใช้งานได้ทันที”

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ทุกอย่างที่ต้องใช้ในการผลิตชิ้นงานเซรามิคจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นแป้นหมุน เตาเผาเซรามิคไฟฟ้า สีเคลือบต่างๆ เครื่องมือปั้นและอุปกรณ์ตกแต่งชิ้นงาน รวมไปถึงเครื่องจักรที่ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมเซรามิคต้องใช้  โดยเราคัดสรรคุณภาพของสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาร่วมไว้ที่นี่ เช่น แบรนด์ SKUTT เตาเผาเซรามิคไฟฟ้าที่ศิลปินทั่วโลกยอมรับในคุณภาพมายาวนานกว่า 70 ปี หรือจะเป็น Amaco สีเคลือบสีเซรามิคจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือศิลปินมือโปรก็ต้องมีติดไว้ใช้งาน โดยพอทเทอรี เคลย์เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในไทย

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

“เมื่อซื้อสินค้าจาก พอทเทอรี เคลย์ ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ลูกค้ายังสามารถติดต่อเข้ามาปรึกษา การใช้งานต่างๆ กับเราได้ตลอดเวลา เพราะงานบริการหลังการขายคืออีกสิ่งหนึ่งที่เรามุ่งเน้น พนักงานของเรา ได้รับการปลูกฝังให้บริการอย่างเป็นกันเอง เป็นเพื่อนที่รักในงานเซรามิคเหมือนกัน แต่ทุกการบริการจะยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับมืออาชีพ เช่นในเรื่องเตาเผาเซรามิคไฟฟ้าหรือเครื่องจักรเซรามิคที่ไม่เพียงมีประกันคู่ไปกับทุกเครื่อง แต่เรายังนำส่งให้ถึงจุดหมาย พร้อมบริการติดตั้ง สอนการใช้งานไม่คิดค่าใช้จ่าย และในกรณีที่ลูกค้าบางคนยังมีกำลังไม่พอที่จะซื้อเตาเผาไปเป็นของตัวเอง เราก็ยังมีบริการเปิดเตาเผาสำหรับงานเผาชิ้นงานเซรามิค ซึ่งไม่ว่าจะนำชิ้นมามาเผาเพียงชิ้นเดียวหรือหลายร้อยชิ้น พอทเทอรี เคลย์ก็บริการให้หมด

“ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราได้รับเสียงตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากลูกค้าทั้งรายเล็กและรายใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยสัมผัสงานเซรามิคมาก่อนเริ่มให้ความสนใจในงานด้านนี้กันมากขึ้น เราจึงเห็นโอกาสในการช่วยยกระดับและสร้างคุณค่าให้กับอาชีพนักปั้นเซรามิค จึงสร้างพื้นที่สำหรับกลุ่มคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเรียนรู้งานปั้นเซรามิคและนำไปพัฒนาต่อยอดกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้จริง จึงถือโอกาสในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ด้วยการเปิด ‘SOC : School of Ceramics โรงเรียนสอนปั้นเซรามิค by Pottery Clay’  พื้นที่ๆ เปิดสอนงานปั้น ให้ได้ปั้นจริง เผาจริง ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงระดับมืออาชีพ ซึ่งคอร์สสอนปั้นต่างๆ สอนโดยผู้เชี่ยวชาญที่จบเฉพาะทางเซรามิค อาทิ อ.ขวัญ – อนันตวัฒน์ วิวัฎฏ์กุลธร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาออกแบบเซรามิค จากมหาวิทยาลัยบูรพา มาเป็นผู้สอนด้วยตัวเองทุกขั้นตอน”

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

สำหรับ SOC มีคอร์สต่างๆ ให้เลือกมากมาย ทั้งคอร์สระยะสั้น (One Day Workshop) ที่ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็ปั้นได้ เช่น การสอนปั้นมือบนแป้นหมุน, ปั้นกระถาง, ปั้นชิ้นงานประติมากรรม เป็นต้น แต่สำหรับบางคนที่หลงใหลในการเพ้นท์หรืออยากสร้างลวดลายบนชิ้นงานเซรามิคอย่างเดียว ก็สามารถเลือกคอร์ส Paint Your Own Pot (PYOP) เพื่อเรียนรู้การออกแบบลวดลายและลงสีบนเซรามิคสำเร็จรูปในสไตล์ที่ต้องการได้ สำหรับคนที่อยากลงลึกจริงๆ ก็มีคอร์สระยะยาว (Long Term Workshop) ซึ่งใช้เวลาเรียน 2 เดือน (สัปดาห์ละ 1 วัน) ซึ่งคอร์สนี้จะสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สอนเคล็ดลับทำเซรามิคด้วยเทคนิคขั้นสูง การทำลวดลาย การใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เป็นคอร์สที่สามารถสร้างอาชีพได้หลังเรียนจบ

ด้านเสียงตอบรับ ในช่วงที่ผ่านมาทุกคนต้องเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในอาชีพ ประกอบกับเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ต้อง Work From Home หลายคนจึงเริ่มมองหาอาชีพเสริมกันมากขึ้น บางคนมองหากิจกรรมใหม่ๆ ในทำช่วงที่มีเวลาว่างมากขึ้น ส่งผลให้คอร์สเวิร์คช้อปต่างๆ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จากเดิมที่เราเริ่มต้นด้วยคลาสสอนเพียงแค่ 2 คลาส ปัจจุบันพัฒนาเพิ่มขึ้นกลายเป็นเกือบ 50 คลาส โดยมีนักเรียนจบคอร์สกับเราไปแล้วเกือบพันคน ซึ่งนักเรียนที่อายุน้อยสุดที่มาเรียนคือ อายุ 6 ปี ที่ผู้ปกครองจะพามาเรียนรู้งานศิลปะอีกแขนงในช่วงเวลาว่าง ซึ่งเด็กๆ จะได้สนุกกับปั้นดิน งานศิลปะแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กอีกด้วย ขณะที่นักเรียนที่อายุมากสุดคือ 76 ปี ซึ่งก็คือกลุ่มคนวัยเกษียณที่ต้องการหางานอดิเรกทำ เมื่อเข้าคอร์สปั้นก็ทำให้ได้เพื่อนใหม่ และยังได้การเคลื่อนไหวและกระตุ้นมองให้ได้ใช้ความคิดแบบเพลินๆ อีกด้วย

'พอทเทอรี เคลย์' จากดินหนึ่งก้อนสู่ศูนย์กลางงานเซรามิค

“ในปีที่ 6 ของ พอทเทอรี เคลย์ นี้ได้ตั้งเป้าหมายว่า จะต้องก้าวขึ้นไปเป็นจุดศูนย์รวมของสินค้าและบริการเซรามิคที่คนที่ชื่นชอบในงานเซรามิค ทั้งนักท่องเที่ยว หรือศิลปินชาวต่างชาติ เมื่อมาถึงเมืองไทย ถ้านึกถึงสินค้าและงานเซรามิค จะต้องนึกถึงพอทเทอรี เคลย์ เพราะที่นี่มีทุกอย่างครบ จบในที่เดียว และเร็วๆ นี้จะมีการเปิดพื้นที่สำหรับ Residency ที่จะเป็นโปรแกรมที่จัดสำหรับศิลปินด้านงานเซรามิคที่ๆ ต้องการทั้งที่พำนักอาศัยและทำงานไปด้วยให้อยู่ในที่เดียวกัน รวมถึงอีกหนึ่งเป้าหมายที่อยู่ในแผนที่จะทำคือ การเปิดพื้นที่ Gallery Ceramic แห่งแรกในประเทศไทย ที่จะเป็นพื้นที่ๆ รองรับการจัดแสดงโชว์นิทรรศการ หรือผลงานเซรามิค งานประติมากรรมต่างๆ โดยเฉพาะ

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของพอทเทอรี เคลย์ คือการที่จะยกระดับงานปั้น งานฝีมือให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะ ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นเรียนรู้ ได้มาลองฝึก ลองลงมือทำ สร้างสรรค์ผลงานด้วยสองมือตัวเอง รวมไปถึงการสร้างคุณค่า พร้อมส่งเสริมอาชีพนักเซรามิคไทย ผ่านพื้นที่ของ School of Ceramics (SOC) เพราะเชื่อว่าฝีมือคนไทยในด้านงานสร้างสรรค์นั้นสามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างทัดเทียม เพียงแค่มีวัตถุดิบ อุปกรณ์ รวมไปถึงการบริการในด้านงานเซรามิคที่จะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมให้พวกเขาได้สร้างผลงานกันออกมาได้อย่างเต็มที่แน่นอน” คุณสราญรัตน์ กล่าวเสริม

เติมสีสัน Pride Month ริมทะเลสุดเก๋ @The Standard, Hua Hin

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/685773

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 19:13 น.

เติมสีสัน Pride Month ริมทะเลสุดเก๋ @The Standard, Hua Hin

The Standard, Hua Hin รีสอร์ทริมทะเลสุดเก๋ เปิดโฉมการเฉลิมฉลองสีสันและความสร้างสรรค์ในเดือน Pride ตลอดทั้งเดือน

เติมสีสัน Pride Month ริมทะเลสุดเก๋ @The Standard, Hua Hin

The Standard, Hua Hin รีสอร์ทสุดเก๋ที่บรรยากาศริมชายหาดชิคๆ ชวนทุกคนมาพบกับการออกแบบสไตล์ยุคกลางศตวรรษ โบกธงเชิดชูความหลากหลายและความเท่าเทียมในเดือนมิถุนายนนี้ ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเดือน Pride (ไพรด์) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2565

สำหรับ Pride Month คือโอกาสที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์สำหรับชุมชน LGBTQ+ ซึ่งทั่วโลกมีการจัดขบวนพาเหรด ปาร์ตี้ คอนเสิร์ต และเวิร์กช็อป โดยงานอีเวนต์ประจำปีดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการไม่แบ่งแยกในทุกรูปแบบ มุ่งเน้นการต่อสู้เพื่อสิทธิแห่งความเท่าเทียม และยกย่องเชิดชูความสำคัญของเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล และบุคคลข้ามเพศที่มีมาตลอดในประวัติศาสตร์

เติมสีสัน Pride Month ริมทะเลสุดเก๋ @The Standard, Hua Hin

เพื่อร่วมฉลองเดือนไพรด์ในประเทศไทย The Standard, Hua Hin จะสว่างไสวไปด้วยสีสันของสายรุ้ง การตกแต่งภายใน และศิลปะการจัดวางที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ลึกล้ำของรีสอร์ต ที่ให้ความสำคัญกับการแสดงออกอย่างมีอิสระ โดยแขกยังจะได้รับเชิญให้ผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับปาร์ตี้ดีเจ “Loud & Proud” ถึง 2 วัน พร้อมดารารับเชิญสุดพิเศษ ตั้งแต่เวลา 20.00-23.00 ของวันที่ 17 มิถุนายน อมิตา ทาทา ยัง นักร้องชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นดีเจ จะเปิดเซสชั่นเพลงแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ Beach Bar

จากนั้นในวันที่ 18 มิถุนายน กิจกรรมสุดสนุกเต็มวันรออยู่ที่ Lido Bar ดีเจ Gramaphone Children จะเริ่มปาร์ตี้ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ตามด้วยดีเจ Rhunrun ประจำแท่นดีเจตั้งแต่ 16.30 น. จากนั้นเมื่อพระอาทิตย์ลับฟ้าจะมีการแสดงจาก Pat Chanudom ผู้ร่วมงานสามารถเต้นรำไปจนค่ำคืนดึกดื่น กับเสียงเพลงสนุกๆ จากดีเจ Tob จนถึงเวลา 23.00 น. โดย “จีน กษิดิศ” จะมาร่วมงานด้วยเพื่อทำให้ค่ำคืนเป็นที่น่าจดจำ

เติมสีสัน Pride Month ริมทะเลสุดเก๋ @The Standard, Hua Hin

เพื่อช่วยให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุกสนานของเดือนไพรด์ The Standard, Hua Hin ได้รังสรรค์แพ็กเกจ “Pride in Paradise” เพลิดเพลินกับการเข้าพักที่่น่าทึ่งกับคนที่คุณรัก รวมทั้งอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน การปูเตียงที่จะทำให้คุณประหลาดใจ ค็อกเทลไพรด์ 2 แก้ว เซสชั่นสปา Mud Lounge สำหรับ 2 คน และการลดราคา 15% ที่ร้านอาหารและสปาของรีสอร์ท ไม่เพียงเท่านั้นคู่รักที่จองห้องซูพีเรียร์สวีท หรือวิลล่า จะได้รับบับเบิ้ลบาธที่แสนสบาย แพ็กเกจ Pride in Paradise มีบริการตลอดทั้งเดือนไพรด์ ระหว่างวันที่ 1 และ 30 มิถุนายน 2565 สามารถจองได้ที่ https://www.standardhotels.com/hua-hin/specials/pride-in-paradise

“เดือนไพรด์เป็นโอกาสสำคัญ เมื่อชุมชนชาว LGBTQ+ ลุกขึ้นเพื่อแสดงยจุดยืนและเฉลิมฉลองในความหลากหลาย วัฒนธรรม และมรดกสืบทอด ที่ The Standard เรามุ่งมั่นในการสนับสนุนความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยกมาโดยตลอด ดังนั้นเราจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมฉลองอีเวนต์สำคัญนี้ ด้วยกิจกรรมน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย โดย The Standard Hua Hin จะเต็มไปด้วยกิจกรรมที่แสนอลังการตลอดเดือนมิถุนายน ด้วยการสวมใส่สีสันต่างๆ จากธงสีรุ้งอย่างภาคภูมิใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับแขกของเรามาสู่ชายฝั่งสวยงามของประเทศไทยในระหว่างเดือนไพรด์” ใหม่ เวชชาชีวะ ทิมบลิก Chief Creative & Culture Officer ของ Standard Asia กล่าว

เติมสีสัน Pride Month ริมทะเลสุดเก๋ @The Standard, Hua Hin

The Standard, Hua Hin นำบรรยากาศคูลๆ แบบไมอามี่ มาสู่ชายหาดของประเทศไทย ด้วยห้องพัก 199 ห้อง ทั้งห้องสวีทและวิลล่า Lido พูลบาร์ ตกแต่งสไตล์ครึ่งศตวรรษ และร้านอาหารไทยสไตล์อิซากายาริมหาด และ The Juice Café ในบรรยากาศสวนร่มรื่น โรงแรมริมทะเลสุดฮิพแห่งนี้จะเป็นที่ดึงดูดใจในหมู่นักเดินทางจากทั่วโลกที่มองหาประสบการณ์ใหม่ และล่าสุดเพิ่งได้รับเลือกให้อยู่ใน Hot List ของปี 2022 ของนิตยสาร Conde Nast Traveler ซึ่งเป็นลิสต์ที่เอ็กซ์คลูซีฟอย่างยิ่งสำหรับโรงแรมใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดของโลก

โรงแรมต่างๆ ของ The Standard ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของโลก ตั้งแต่หาดไมอามี่ไปจนถึงมัลดีฟส์ ลอนดอนจนถึงนิวยอร์ก หัวหิน และเร็วๆ นี้ที่กรุงเทพฯ

ติดต่อกับโรงแรมได้ทาง Facebook: The Standard, Hua Hin

Line: @thestandardhuahin

Web: www.standardhotels.com/hua-hin

ธนาคารกลางยุโรปแห่ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685795

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 11:35 น.

ธนาคารกลางยุโรปแห่ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปแห่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Reuters รายงานว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปแห่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาวะเงินเฟ้อได้ขยายไปในวงกว้างตั้งแต่ด้านอาหารไปจนถึงการบริการ ทำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อด้วยตัวเลข 2 หลัก หลายประเทศประสบภาวะเงินเฟ้อหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำมันในยุค 1970

ธนาคารกลางของสวิตเซอร์แลนด์ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น -0.25% จาก -0.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคตอันใกล้

ด้านธนาคารกลางอังกฤษกล่าวว่าพร้อมที่จะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่า 11% โดยมีการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เป็น 1.25% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ของธนาคารกลางนับตั้งแต่เดือนธ.ค. ปีที่แล้ว

ธนาคารกลางฮังการีได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสัปดาห์เป็น 7.25% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกล่าวว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และธนาคารกลางจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อมาถึงจุดพีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง

การปรับขึ้นราคานี้ยังเกิดขึ้นเนื่องจากค่าเงินของประเทศสูญเสียมูลค่าเกือบ 7% ในปีนี้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกจากราคานำเข้าที่สูงขึ้น

ส่งผลให้ในวันที่ 16 มิ.ย. ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน หลังจากที่ธนาคารกลางหลายประเทศประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ

Photo by REUTERS/Yves Herman/File Photo

สีจิ้นผิงโทษ ‘ประชาธิปไตยแบบตะวันตก’ เป็นต้นเหตุสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685803

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 12:30 น.

สีจิ้นผิงโทษ 'ประชาธิปไตยแบบตะวันตก' เป็นต้นเหตุสงคราม

ผู้นำจีนเผยว่าชาติตะวันตกบางประเทศใช้ประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างก้าวก่ายประเทศอื่น

South China Morning Post รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เผยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า การส่งเสริมประชาธิปไตยของตะวันตกทำให้เกิดสงคราม ความโกลาหล และการพลัดถิ่นของผู้คนทั่วโลก

คำแถลงการณ์ของสีจิ้นผิงที่เพิ่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนในสัปดาห์นี้ระบุว่า ผู้นำจีนกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ประเทศตะวันตกบางประเทศ “บังคับส่งเสริมแนวคิดและระบบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของตะวันตก … โดยใช้ประโยชน์จากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่น

สีจิ้นผิงไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดๆ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้จีนมักจะกล่าววิจารณ์สหรัฐตรงๆ เกี่ยวกับสงครามในยูเครนและความท้าทายจากกลุ่มตอลีบันที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน รวมทั้งสงครามกลางเมืองในซีเรียและประเด็นด้านความมั่นคงในอิรัก

นิตยสาร Qiushi ของจีนเผยแพร่คำกล่าวทั้งหมดของสีจิ้นผิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าสีจิ้นผิงเผยกับคณะกรรมการกรมการเมืองอีก 24 คนว่า ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีไว้ประดับตกแต่ง

สีจิ้นผิงเผยอีกว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศตะวันตกบางประเทศต้องเผชิญกับการบางพรรคแบ่งพวกทางการเมือง รัฐบาลละเมิดความไว้วางใจ ความวุ่นวายในสังคม และโรคระบาดที่อยู่เหนือการควบคุม

“การแบ่งขั้วทางการเมือง ช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน และการเป็นปรปักษ์กันทางชาติพันธุ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้น การเหยียดเชื้อชาติ ประชานิยม และความหวาดกลัวชาวต่างชาติพบเห็นได้ทั่วไป และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมีความโดดเด่นมากขึ้น”

สีจิ้นผิงยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กรมการเมือง “มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกิจการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ” และเพิ่มอิทธิพลของจีนต่อสถาบันสิทธิมนุษยชนพหุภาคีดังกล่าว

คำกล่าวของสิ้นผิงชวนให้นึกถึงสุนทรพจน์เมื่อปี 2014 ที่เขาบอกเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีกว่า 100 คนให้ “สู้กลับอย่างเด็ดเดี่ยว” เมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญหน้ากับตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

“มันน่าพอใจตราบใดที่เรายังทำได้มาตรฐานของจีน และเราไม่จำเป็นต้องดูมาตรฐานของตะวันตก หรือใส่ใจว่าพวกเขาจะตัดสินเราอย่างไร” สีจิ้นผิงกล่าวในขณะนั้น “เมื่อต้องเผชิญกับการชี้นิ้วกล่าวโทษจากประเทศตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนของจีน เราต้องสู้กลับอย่างเด็ดเดี่ยว”

REUTERS/Mark Schiefelbei/Pool

ศรีลังกาอาการหนัก ประชาชนแห่ทำพาสปอร์ตหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685793

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 10:52 น.

ศรีลังกาอาการหนัก ประชาชนแห่ทำพาสปอร์ตหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

ศรีลังกาเจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักสุดในรอบ 70 ปีเหลือน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เพียง 5 วันเท่านั้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ชาวศรีลังกาแห่ทำพาสปอร์ต หวังไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศ หลังประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี จนขาดแคลนทั้งอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง และยารักษาโรค

ชาวบ้านที่เดินทางไปยังทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการย้ายถิ่นฐานมีทั้งแรงงาน เจ้าของร้าน เกษตรกร ข้าราชการ และแม่บ้าน โดยบางคนต้องไปตั้งแคมป์ค้างคืนกันที่หน้าสำนักงาน เนื่องจากคิวยาวมาก

ข้อมูลของรัฐบาลศรีลังกาพบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เจ้าหน้าที่ออกพาสปอร์ตแล้ว 288,645 เล่มเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 91,331 เล่ม

เอช.พี. จันดราลัล เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการย้ายถิ่นฐานเผยว่า เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน 160 คนต้องทำงานกันอย่างหนักจนเหนื่อยล้า เนื่องจากมีการขยายเวลาการทำงานและเพิ่มจำนวนการออกพาสปอร์ตขึ้นเป็น 3 เท่า โดยแต่ละวันมีผู้คนมียื่นคำขอกว่า 3,000 คน

ส่วนระบบคำขอออกพาสปอร์ตออนไลน์ติดขัดมาหลายเดือนแล้ว ทำให้ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถนัดหมายล่วงหน้า

“การจัดการกับประชาชนเป็นเรื่องยากมาก เพราะพวกเขาหงุดหงิดและไม่เข้าใจว่าระบบไม่พร้อมรองรับความต้องการมากขนาดนี้ พวกเขาเลยไม่พอใจและโทษพวกเรา แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้” จันดราลัลเผย

ทั้งนี้ ศรีลังกาซึ่งมีประชากรราว 22 ล้านคนกำลังขาดแคลนอาหาร แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง และยารักษาโรค หลังจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจผิดพลาดและการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอ

ค่าเงินที่ลดลง เงินเฟ้อสูงกว่า 33% และความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อผลักให้ชาวศรีลังกาพากันหาทางออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ การเร่งรีบทำพาสปอร์ตของชาวศรีลังกาหลายคนยังถูกกระตุ้นโดยคำเตือนของนายกรัฐมนตรี รานิล วิกรมสิงเห ที่ว่าจะเกิดวิกฤตอ้านอาหารในศรีลังกาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ด้าน กาญจนา วิเจเสเขรา รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเผยว่า ศรีลังกาจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงพอใช้อีกเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น เนื่องจากศรีลังกาไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค้างจ่าย 725 ล้านเหรียญสหรัฐและไม่สามารถเปิด Letter of Credit เพื่อซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม

REUTERS/Dinuka Liyanawatte

คลิประบำเปลื้องผ้าโผล่กลางถ่ายทอดสดพิจารณาคดีผู้นำเปรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685743

วันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

คลิประบำเปลื้องผ้าโผล่กลางถ่ายทอดสดพิจารณาคดีผู้นำเปรู

คลิปนักเต้นระบำเปลื้องผ้าหลุดระหว่างถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีผู้นำเปรู

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ระหว่างการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีคอร์รัปชันของ ประธานาธิบดี เปโดร กัสติลโญ ของเปรู จู่ๆ ก็มีคลิปนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ริการ์โก มิลอส ชาวบราซิลปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

ซามูเอล โรฮาส พนักงานอัยการเผยว่า “พวกเขาโชว์ภาพที่อนาจารมากๆ”

คลิปวาบหวิวปรากฏขึ้นในขณะที่โรฮาสกำลังกล่าวสรุปเหตุผลที่ควรสอบสวนผู้นำเปรู

การพิจารณาคดีถูกถ่ายทอดสู่สาธารณะโดยช่องทีวีของศาล โดยภายหลังคลิปของนักเต้นระบำเปลื้องผ้าถูกแชร์อย่างกว้างขวางในทวิตเตอร์

ผู้พิพากษาศาลฎีกากำลังพิจารณาคำร้องขอยกเลิกการสอบสวนว่าประธานาธิบดีเปรูเป็นแกนนำในการคอร์รัปชันร่วมกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร ฮวน ซิลวา ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี

คลิปวาบหวิวของมิลอสปรากฏผ่านบัญชีผู้ใช้ของ เบนจี เอสปิโนซา หนึ่งในทีมทนายความของกัสติลโญ ส่งผลให้ต้องหยุดการพิจารณาชั่วคราว

เอสปิโนซาปฏิเสธความรับผิดชอบต่อคลิปวิดีโอดังกล่าวและบอกว่าเขาคือเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

เอสปิโนซาเผยกับ Reuters ทางโทรศัพท์ว่า “คลิปวิดีโอซึ่งมาจากบัญชีของผมปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งผมปฏิเสธ” โดยเขาได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรณีนี้แล้ว และอ้างว่าเหตุการณ์ผิดคิวครั้งนี้ “แสดงให้เห็นว่าระบบเสมือนจริงของศาลถูกโจมตีได้ง่าย”

JUSTICIA TV/Handout via REUTERS TV