Toyota ตั้งเป้าขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก 8 ล้านคันในปี 2030 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652634

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 13:47 น.

Toyota ตั้งเป้าขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก 8 ล้านคันในปี 2030มุ่งสู่โลกแห่งพลังงานหมุนเวียน ยักษ์ใหญ่ยานยนต์เดินแผนยุทธศาสตร์ตั้งเป้าขายรถยนต์ EV เกือบ 10 ล้านภายในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้านี้

โตโยต้า (Toyota Motor Corp.) กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่ามีเป้าหมายที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้า 8 ล้านคันรวมถึงรถลูกผสมทั่วโลกในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ตามแผนการที่ Toyota จะเร่งผลักดันการลดคาร์บอน

Toyota เผยว่า จากทั้งหมด 8 ล้านคันที่จะวางจำหน่าย จะมี 2 ล้านคันจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง

นักวิเคราะห์กล่าวว่านักลงทุนจับตาดูต้นทุนการวิจัยและพัฒนาของโตโยต้าอย่างใกล้ชิดเนื่องจากบริษัทกำลังเร่งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อเร็วๆ นี้ Toyota ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ไฮบริดได้เปิดเผยแผนการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่รุ่นแรกของโลกเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นจับกระแสอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้ากันแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้วในงานแสดงรถยนต์ที่เซี่ยงไฮ้ Toyota ได้ประกาศสายการผลิต bZ ในอนาคตหรือ Beyond Zero ซึ่งจะมีรุ่น 7 รุ่นเข้าสู่ชั้นโชว์รูมภายในปี 2025

วันเดียวกัน Toyota เผยกำไรสุทธิทั้งปีของเพิ่มขึ้น 10.3% แม้ว่าการระบาดของโรคจะกระทบสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ตาม และยังคาดการณ์ว่าจะเติบโตแม้จะเกิดวิกฤตเซมิคอนดักเตอร์

การระบาดใหญ่ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์อย่างหนักโดยความต้องการที่ลดลงเนื่องจากไวรัสโคโรนาบังคับให้ผู้คนในบ้านและมีการใช้จ่ายมากขึ้น

แต่ Toyota ผู้ผลิตรถยนต์ที่ขายดีอันดับต้นๆ ของโลกฟื้นเร็วกว่าคู่แข่งและประสบความสำเร็จในการต้านทานวิกฤตขาดแคลนชิปที่บังคับให้คู่แข่งลดเป้าหมายการผลิต

“แม้ว่ายอดขายจะลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีเนื่องจากผลกระทบของไวรัสโคโรนา แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีเรามียอดขายเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค” เคนตะ คอน (Kenta Kon) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าวกับผู้สื่อข่าว

Toyota กล่าวว่าทำรายได้ 2.25 ล้านล้านเยน (2.06 หมื่นล้านดอลลาร์) ในปีงบประมาณถึงเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นจาก 2.04 ล้านล้านเยนในปีก่อนซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ประจำปี

สำหรับปีนี้ถึงเดือนมีนาคม 2022 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิปีละ 2.3 ล้านล้านเยนเพิ่มขึ้น 2.4%

“ผลการดำเนินงานของ Toyota โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง” ซาโตรุ ทาคาดะ นักวิเคราะห์รถยนต์ของ TIW บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในโตเกียวกล่าวกับ AFP ก่อนการประกาศผลประกอบการ “โตโยต้ายังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับปล่อยรถรุ่นที่ทันกับช่วงเวลาในตลาดหลัก ๆ “

ทั้งนี้ ยอดขายลดลง 8.9% เหลือ 27.2 ล้านล้านเยน แต่บริษัทคาดว่าจะรายงานกำไร 10.2% เป็น 30.0 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณปัจจุบัน

Toyota ทวงคืนตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของโลกในปีที่แล้วโดยมียอดขาย 9.53 ล้านคันทั่วโลกแซงหน้า Volkswagen คู่แข่งจากเยอรมันไป 9.3 ล้านคัน ครั้งสุดท้ายที่โตโยต้าครองตำแหน่งสูงสุดคือในปี 2015 โดย VW ครองตำแหน่งในปีต่อๆ มา

Photo by Philip FONG / AFP

ความน่ากลัวของ “กลายพันธุ์สามต่อ” โควิดจากอินเดียลามแล้ว 44 ชาติทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652619

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 12:46 น.

ความน่ากลัวของ "กลายพันธุ์สามต่อ" โควิดจากอินเดียลามแล้ว 44 ชาติทั่วโลกสาเหตุที่องค์การอนามัยโลกยกให้โควิดสายพันธุ์อินเดียเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลระดับโลก ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายไปแล้ว 44 ประเทศ

หลังจากที่เจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนต.ค. ปีที่แล้วนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ “น่ากังวลระดับโลก”

โดยผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่าไวรัสตัวเดิม และมีหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดจากวัคซีนหรือการติดเชื้อมาก่อนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและข้อมูลปัจจุบันยังถือว่าวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและการเสียชีวิตได้

ไวรัสกลายพันธุ์ B.1.617 มีการกลายพันธุ์ใน 2 ตำแหน่ง (Double Mutant) คือ E484Q และ L452R โดยไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นๆ ที่พบก่อนหน้านี้จะมีการกลายพันธุ์ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น แต่ไวรัสที่พบในอินเดียมีการกลายพันธุ์ทั้ง 2 ตำแหน่ง และยังพบการแตกกิ่งย่อยไปเป็น B.1.617.1 , B.1617.2 และ B.1.617.3 นอกจากนี้การกลายพันธุ์ที่หนามโปรตีนของไวรัสจะทำให้ไวรัสสามารถยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ได้ดีขึ้นทำให้แพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีไวรัสกลายพันธุ์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่พบในอินเดียคือ B.1.618 หรือที่เรียกกันว่า “โควิดสายพันธุ์เบงกอล” ซึ่งมีการกลายพันธุ์ถึง 3 ตำแหน่ง (Triple Mutant) โดยมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K และ D614G และกรดอะมิโน H146 และ Y145 ได้หายไป ซึ่งทำให้ไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ล่าสุด (12 พ.ค.) องค์การอนามัยโลกประกาศว่าพบเชื้อกลายพันธุ์ B.1.617 แล้วกว่า 4,500 เคสใน 44 ประเทศจาก 6 ภูมิภาคขององค์การอนามัยโลก โดยสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวมากที่สุดรองลงมาจากอินเดีย

โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศเกือบ 23 ล้านราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่กว่า 3 แสนรายและเสียชีวิตวันละเกือบ 4 พันราย

นอกจากนี้ยังมีไวรัสตัวอื่นๆ ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลระดับโลก ได้แก่ สายพันธุ์ B.1.1.7 ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร, สายพันธุ์ B.1.351 ตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์ P.1 ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในบราซิล

Photo by Arun SANKAR / AFP

ฮามาสยิงจรวดหลายร้อยลูก อิสราเอลส่งเจ็ตถล่มกาซาดับ 50 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652611

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 11:38 น.

ฮามาสยิงจรวดหลายร้อยลูก อิสราเอลส่งเจ็ตถล่มกาซาดับ 50จรวดหลายร้อยลูกถุกยิงโจมตีอิสราเอล ส่วนอิสราเอลส่งเครื่องบินไอพ่นทิ้งระเบิดกาซา สถานการณ์ที่บานปลายเกิดจากความตึงเครียดหลายสัปดาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม

รอยเตอร์รายงานว่าการปะทะกันระหว่างอิสราเอลและฮามาสรุนแรงขึ้นในวันพุธโดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย ในจำนวนนี้ 43 รายในฉนวนกาซา 2 รายในเขตเวสต์แบงก์ และอีก 5 รายในอิสราเอล เป็นการผลัดกันโจมตีทางอากาศที่ดุเดือดที่สุดในรอบหลายปี

อิสราเอลทำการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งในฉนวนกาซาในเช้าวันพุธขณะที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์คนอื่นๆ ยิงจรวดหลายลำใส่เทลอาวีฟและเบเออร์เชบา

อาคารที่อยู่อาศัยหลายชั้นหลังหนึ่งในฉนวนกาซาพังถล่มและอีกหลังได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังจากถูกโจมตีทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ระบบป้องกันทางอากาศ Iron Dome ของอิสราเอลสกัดกั้นจรวดที่ปล่อยออกมาจากฉนวนกาซาซึ่งควบคุมโดยขบวนการฮามาส (ภาพโดย JACK GUEZ / AFP)

อิสราเอลกล่าวว่าเครื่องบินไอพ่นได้เล้งเป้าหมายและสังหารผู้นำหน่วยข่าวกรองของกลุ่มฮามาสหลายคนในช่วงต้นวันพุธ กองทัพอิสราเอลเผยว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่สถานที่ปล่อยจรวด, สำนักงานของฮามาส และบ้านของผู้นำฮามาส

นับเป็นการโจมตีที่หนักที่สุดระหว่างอิสราเอลและฮามาสนับตั้งแต่เกิดสงครามในฉนวนกาซาเมื่อปี 2014 และกระตุ้นให้เกิดความกังวลจากนานาชาติว่าสถานการณ์อาจควบคุมไม่ได้

เพลิงไหม้จากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเมืองราฟาห์ทางตอนใต้ของฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 -(ภาพโดย SAID KHATIB / AFP)

ทอร์ เวนเนสแลนด์ ทูตสันติภาพแห่งตะวันออกกลางของสหประชาชาติทวีตว่า: “หยุดยิงทันทีเรากำลังยกระดับขึ้นสู่สงครามเต็มรูปแบบ ผู้นำทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบในการยกเลิกการยกระดับ ความเสียหายของสงครามในฉนวนกาซากำลังเป็นหายนะและคนที่รับผลคือคนธรรมดา UN กำลังทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อคืนความสงบ หยุดความรุนแรงเดี๋ยวนี้”

บ้านเรือนของชาวกาซาสั่นสะเทือนและท้องฟ้าสว่างไสวจากการโจมตีของอิสราเอลจรวด และจรวดของฮามาสที่ยิงเข้าสกัด และขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลสกัดของฮามาส มีรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้งภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังรุ่งสางของวันพุธ

ชาวอิสราเอลวิ่งหาที่พักพิงหรือหมอบกับพื้นบนทางเท้าในชุมชนตามชายฝั่งยาวลงไปภาคใต้ของอิสราเอลแนวยาวกว่า70 กม. (ใกล้กับฉนวนกาซา) ท่ามกลางเสียงระเบิดเมื่อขีปนาวุธสกัดกั้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

กองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิสราเอลหมอบกับพื้น (ภาพโดย JACK GUEZ / AFP)

ในเมืองโลด (Lod) ที่มีประชากรผสมระหว่างอาหรับ – ยิวใกล้กับเทลอาวีฟมีผู้เสียชีวิต 2 คนหลังจากจรวดพุ่งชนยานพาหนะในพื้นที่ เมืองโลดและเมืองประชากรผสมอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากการประท้วงอย่างโกรธเกรี้ยวที่แพร่กระจายมากจากความรุนแรงในฉนวนกาซาและความตึงเครียดในกรุงเยรูซาเล็ม

กองกำลังติดอาวุธของฮามาสกล่าวว่าได้ยิงจรวด 210 ลูกไปยังเบเออร์เชบาและเทลอาวีฟเพื่อตอบโต้การทิ้งระเบิดอาคารสูงในเมืองกาซา ทหารของอิสราเอลกล่าวว่าจรวดราวหนึ่งในสามของจรวดตกลงในฉนวนกาซา

ความรุนแรงเกิดขึ้นจากความตึงเครียดนานหลายสัปดาห์ในนครเยรูซาเล็มในช่วงเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิมโดยมีการปะทะกันระหว่างตำรวจอิสราเอลและผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์ในและรอบๆ มัสยิดอัลอักซอบนพื้นที่ที่ชาวยิวนับถือในฐานะพระวิหารของชาวยิวและแต่ถือเป็นสถานที่สถานศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งของชาวมุสลิมเช่นกัน

เหตุการณ์เหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนที่จะเลื่อนการไต่สวนของศาลในกรณีที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวต้องการขับไล่ครัวชาวปาเลสไตน์จากบ้านของพวกเขาในย่านเยรูซาเล็มตะวันออก

Photo by ANAS BABA / AFP

‘Sinovac’ ส่งสัญญาณดีมีประสิทธิภาพสูงในการใช้จริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652604

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 10:57 น.

'Sinovac' ส่งสัญญาณดีมีประสิทธิภาพสูงในการใช้จริงแม้ว่าผลการทดลองวัคซีนที่ผ่านมาอาจทำให้หลายฝ่ายเกิดความไม่มั่นใจในวัคซีนดังกล่าว แต่จากการใช้จริงในอินโดนีเซียและบราซิลพบว่าได้ผลดี

บลูมเบิร์กรายงานวัคซีนต้านโควิด-19 ของซิโนแวค (Sinovac) ที่ใช้ฉีดให้แก่เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขในอินโดนีเซียส่งสัญญาณที่ดี หลังจากที่หลายประเทศกำลังถกเถียงถึงประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวเนื่องจากผลการทดลองจากชาติตะวันตกชี้ว่ามีประสิทธิภาพต่ำ

บูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่าได้ทำการติดตามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวน 25,374 คนในจาการ์ตาเป็นเวลา 28 วันหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 และพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้ออาการหนักได้ 96% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% (ไม่มีผู้เสียชีวิต) โดยเห็นผลเร็วที่สุดภายใน 7 วันหลังฉีดวัคซีน

พร้อมกล่าวว่า 94% ของบรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนดังกล่าวมีผลลัพธ์ออกมาดีกว่าการทดลองวัคซีนทางคลินิกก่อนหน้านี้ โดยมีอัตราการป่วยหนักและการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ลดลงอย่างมากในหมู่บุคลากรทางการแพทย์

อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนดังกล่าวได้ผลดีต่อไวรัสสายพันธุ์ใดในอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันอินโดนีเซียยังไม่พบการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสกลายพันธุ์

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ดีประกอบกับก่อนหน้านี้ประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคในบราซิลก็ชี้ให้เห็นว่ามันมีประสิทธิภาพในการใช้จริงมากกว่าในขั้นทดลองเช่นกัน

หยิน เหว่ยตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซิโนแวคให้สัมภาษณ์กับในวันเดียวกันว่ามีหลักฐานชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวทำงานได้ดีในการใช้จริงมากกว่าผลการทดลองทางคลินิก

แม้ว่าก่อนหน้านี้วัคซีนดังกล่าวจะถูกตั้งคำถามถึงอัตราประสิทธิภาพที่แตกต่างกันในการทดลองแต่ละครั้งและมีข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูล

ผลการศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอินโดนีเซียประกอบกับในเมืองเซอร์รานา ประเทศบราซิล ซึ่งมีประชากร 45,000 คน พบว่ามีผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ลดลงอย่างมากหลังจากที่พวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

ในทางกลับกันในชิลีพบการแพร่ระบาดของโรคอีกครั้งหลังฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1 ใน 3 ของประชากร 19 ล้านคน ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในโลกแต่ยังไม่เร็วพอที่จะหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสที่ระบาดไปทั่วละตินอเมริกา

โดยหยิน เหว่ยตง อธิบายว่า “คนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนในชิลีคือคนชราซึ่งไม่ถึง 15 ล้านโดส หมายความว่ามีเพียง 7 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนของเรา หรือเทียบเท่า 36% ของประชากร 19 ล้านคน จึงไม่แปลกที่ไวรัสจะสามารถระบาดขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากกิจกรรมทางสังคมเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนอายุน้อยที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเป็นหลัก”

“การป้องกันของวัคซีนมีแนวโน้มที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัส แต่ดูเหมือนว่าซิโนแวคจะช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลได้เป็นอย่างดี” เขากล่าวเสริม

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มใช้วัคซีนของซิโนแวค โดยในเดือนม.ค. ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด เป็นผู้นำคนสำคัญคนแรกของโลกที่ได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขอินโดนีเซียกล่าวเสริมว่า “อัตราประสิทธิภาพขั้นต่ำควรสูงกว่า 50% ดังนั้นวัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่คุณจะได้รับโดยเร็วที่สุดเนื่องจากการให้วัคซีนทุกครั้งสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ ไม่เพียงแต่ต้องมีอัตราประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น แต่ต้องสามารถฉีดให้แก่ประชาชนได้เร็วที่สุดด้วย”

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Meituan หุ้นร่วงหนักหลังโพสต์ส่อเสียดสีรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652570

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

Meituan หุ้นร่วงหนักหลังโพสต์ส่อเสียดสีรัฐบาลยักษ์ใหญ่เดลิเวอรีหุ้นร่วงหนักหลังโพสต์บทกวีส่อวิจารณ์รัฐบาล ซ้ำโดนกลุ่มผู้บริโภคถล่ม

เมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมา หวังซิง ซีอีโอของ Meituan แอพพลิเคชั่นส่งอาหารรายใหญ่ของจีน โพสต์บทกวีอายุกว่า 1,000 ปีของจางเจี้ย กวีในสมัยราชวงศ์ถัง ที่พูดถึงยุคสมัยแห่งการเผาตำราความรู้ทั่วแผ่นดินจีน จนประชาชนลุกฮือขึ้นต่อสู้นั่นคือในสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้แห้งราชวงศ์ฉิน

ขณะนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นชื่อเรื่องการปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์พระองค์ด้วยการสั่งสังหารปราชญ์ขงจื่อและเขาตำราของพวกเขา

ชาวโซเชียลที่เห็นโพสต์นี้พากันตีความว่าหวังซิงจงใจประชดประชันรัฐบาลจีนและประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เนื่องจากมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก

แม้ว่าในเวลาต่อมาซีอีโอ Meituan จะลบโพสต์ดังกล่าวจากแพลตฟอร์ม Fanfou และอธิบายว่า หมายถึงคู่แข่งในทางธุรกิจไม่ใช่รัฐบาลจีนอย่างที่หลายคนตีความ แต่ชาวโซเชียลไม่ค่อยเชื่อเท่าไร และแฮชแท็ก #MeituanSharePriceSlump ถูกพูดถึงมากกว่า 33 ล้านครั้งบน Weibo แพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยมของจีน

โพสต์เจ้าปัญหานี้ทำให้หุ้นของ Meituan ร่วงลงไปถึง 14% มูลค่าหายไปกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 2 วัน ทั้งที่เพิ่งระดมทุนเพิ่มได้ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนเกรงว่าจะเกิดการลงดาบทำนองเดียวกับที่เกิดกับ Alibaba และ Ant Group

ก่อนหน้านี้หุ้นของ Meituan ก็ไม่สู้ดี หลังจากตกเป็นเป้าตรวจสอบการผูกขาดทางการค้า และเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ค.) สภาผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้เผยว่าเรียก Meituan เข้าพบในข้อหาละเมิดสิทธิผู้บริโภค ส่งผลให้หุ้นดิ่ง 5.3% ในวันนี้ (11 พ.ค.) ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน

นอกจากนี้ ตามรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าหุ้นของ Meituan ยักษ์ใหญ่ด้านเดลิเวอรีร่วงลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 หลังกลุ่มผู้บริโภคออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นที่บริษัทละเมิดสิทธิผู้บริโภค ขณะที่บริษัทเองกำลังเผชิญกับการตรวจสอบด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นจากรัฐบาล

ด้านสภาผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้ (The Shanghai Consumer Council) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้บริโภคได้ถล่มยักษ์ใหญ่ฟู้ดเดลิเวอรี่ถึงแนวทางปฏิบัติรวมถึงปัญหาการคืนเงินและเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดในแอปพลิเคชันบนมือถือ ขณะที่บริษัทแถลงว่าจะส่งรายงานการแก้ไขในระยะเวลาอันใกล้นี้

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. แสดงความคิดเห็นว่า Meituan อาจเผชิญกับแรงกดดันของราคาหุ้นในระยะสั้น การเติบโตของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตอาจชะลอตัวลง อาจทำให้การขยายตัวของรายได้ช้าลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นสืบเนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของจีน

Photo by GREG BAKER / AFP

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เพื่อนบ้านไทยไปถึงไหนแล้ว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652549

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เพื่อนบ้านไทยไปถึงไหนแล้ว?ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

ขณะนี้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านกำลังเผชิญกับการกลับมาของ Covid-19 ระลอกที่ 3 แม้ว่าจะมีการยกระดับทั้งมาตรการป้องกันและเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมากที่สุด แต่กราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในหลายประเทศยังกลับมาอยู่ในช่วงขาชั้นอีกครั้ง

สิงคโปร์

สิงคโปร์เพิ่งแซงหน้านิวซีแลนด์ขึ้นเป็นประเทศที่รับมือกับ Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลก จากการฉีดวัคซีนที่รวดเร็วและมากที่สุดในบรรดาประเทศอาเซียนที่ 19.5% ของประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ราว 6 ล้านคน 

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ระบุว่า จนถึงวันอาทิตย์ (9 พ.ค.) ชาวสิงคโปร์ 1.8 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และ 1.2 ล้านคนได้รับครบทั้งสองโดสแล้ว และคาดว่าหากได้รับวัคซีนจากผู้ผลิตตามกำหนด จะบรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนภายในสิ้นปีนี้ 

  • เจอคลัสเตอร์ใหม่

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สิงคโปร์ตรวจเจอผู้ติดเชื้อรายใหม่สัปดาห์ละอย่างน้อย 10 รายทั้งที่ไม่มีประวัติเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อรายอื่น ทั้งยังพบคลัสเตอร์แหล่งใหม่เพิ่มเติม และพบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดียเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ทางการสิงคโปร์ต้องเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกทั่วประเทศ

  • ยกระดับมาตรการ

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์สั่งตั้งการ์ดด้วยการยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเข้มงวดเป็นเวลา 3 สัปดาห์เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.จนถึงสิ้นเดือน โดยลดการรวมตัวกันจากไม่เกิน 8 คนเหลือ 5 คน เพิ่มระยะเวลากักตัวของผู้เดินทางเข้าประเทศจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจาก 14 เป็น 21 วัน ส่วนสถานที่ทำงานและอีเว้นต์แข่งขันกีฬาต่างๆ ก็ต้องลดจำนวนคน

  • ห่วงเชื้อกลายพันธุ์อินเดีย

ทางการสิงคโปร์ยังแสดงความกังวลเรื่องเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดียที่อาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันของคลัสเตอร์โรงพยาบาล 9 จาก 40 คนได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้ว และอีกอย่างน้อย 5 รายได้รับเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย

  • Covid-19 จะอยู่ตลอดไป

วิเวียน บาลากริชนาน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นนายแพทย์มาก่อนเผยกับ CNBC ว่า Covid-19 จะอยู่กับเราตลอดไป  เพราะมันแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว และการกลายพันธุ์และเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ ก็อุบัติขึ้นตลอดเวลา ขณะที่ภูมิคุ้มกันของคนจะขึ้นๆ ลงๆ

อดีตนายแพทย์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ตอนนี้มีแนวโน้มอันตรายมากขึ้นทั้งกับคนที่ฉีดวัคซีนแล้วซึ่งอาจละเลยการดูแลตัวเอง และกับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน แต่วัคซีนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ การเว้นระยะห่างทางสังคมและการปิดพรมแดนอาจต้องนำกลับมาใช้อีกเป็นครั้งคราว

  • ศูนย์กลางผลิตวัคซีน Pfizer

บริษัท BioNTech ของเยอรมนีเลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีน Pfizer-BioNTech ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

มาเลเซีย

ข้อมูลเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ค.) มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,807 ราย รวมติดเชื้อทั้งหมด 444,848 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และเสียชีวิต 1,700 ราย ขณะที่ข้อมูลจาก Our World in Data พบว่า มาเลเซียแจกจ่ายวัคซีนแล้ว 1.77 ล้านโดส 3.4% ของประชากรฉีด 1 โดส และ 2.1% ได้รับครบทั้งสองโดสแล้ว

  • ล็อกดาวน์ทั่วประเทศ

แม้ว่าขณะนี้มาเลเซียจะอยู่ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 มาตั้งแต่เดือน ม.ค. แต่ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ค.) นายกรัฐมนตรี มูยิดดิน ยัสซิน ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.จนถึงวันที่ 7 มิ.ย.นี้ ด้วยการห้ามเดินทางเดินทางระหว่างรัฐและระหว่างจังหวัด รวมทั้งห้ามรวมตัวกัน ส่งผลให้ชาวมุสลิมไม่สามารถฉลองเทศกาลอิดิลฟิตรี้เป็นปีที่สองติดต่อกัน แต่ธุรกิจต่างๆ ยังสามารถดำเนินต่อไปได้

เวียดนาม

เวียดนามฉีดวัคซีนให้ประชาชนของตัวเองน้อยที่สุดในอาเซียน จนถึงตอนนี้ทางการฉีดวัคซีนไปเพียง 851,513 โดส หรือคิดเป็น 0.88% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น แม้จะได้รับวัคซีน AstraZeneca จากโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก เกือบ 1 ล้านโดสเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา และวัคซีนล็อตแรกจาก COVAX กำลังจะหมดอายุในวันที่ 31 พ.ค.นี้  

  • ระลอก 3

ที่ผ่านมาเวียดนามควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีระดับหนึ่ง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบเดือนตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา และแพร่กระจายไปใน 26 เมืองและจังหวัดทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว อาทิ ฮานอย จังหวัดไห่เซือง หวิญฟุก และไถ่เหงวียน ทั้งยังพบการระบาดในโรงพยาบาลจนต้องสั่งล็อกดาวน์โรงพยาบาลอย่างน้อย 10 แห่ง

ที่น่าห่วงคือ ยังไม่สามารถหาต้นตอแหล่งที่มาของการแพร่เชื้อในจุดใหญ่ๆ อย่างในกรุงฮานอยและเมืองดานัง อีกทั้งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ในระลอกนี้ได้รับเชื้อกลายพันธุ์ทั้งสายพันธุ์อังกฤษและอินเดียที่สร้างความกังวลให้กับวงการแพทย์อยู่ในขณะนี้

  • จำกัดการเคลื่อนไหว

สถานการณ์นี้ทำให้ทางการสั่งจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน ในกรุงฮานอยต้องปิดโรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหารข้างทาง  ส่วนโรงภาพยนตร์ ยิม สปาต้องปิดทั้งในกรุงฮานอยและเมืองโอจิมินห์ และปิดหมูบ้านแห่งหนึ่งในเมืองหวิญฟุกที่มีประชากร 920 คนหลังพบผู้ติดเชื้อ 8 ราย

  • คุมเข้มชาวต่างชาติ

นักท่องเที่ยวต่างชาติและบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อต้องกักตัวในสถานที่ที่ทางการจัดให้เป็นเวลา 3 สัปดาห์จากเดิม 2 สัปดาห์ เนื่องจากพบผู้ที่กักตัวครบ 14 วันและมีผลตรวจเป็นลบ 2 ครั้งติดเชื้อ กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามยังตรวจสอบนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวดด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แต่ละจังหวัด แต่ละบ้าน และเข้าตรวจบริษัทที่มีพนักงานชาวต่างชาติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

  • อาจระบาดหนัก

ด้วยความที่เวียดนามฉีดวัคซีนได้น้อย จึงมีโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง นายกรัฐมนตรี ฟ่ามมินห์จินห์ ถึงกับเอ่ยว่า “มีโอกาสสูงที่เชื้อจะกระจายไปทั่วประเทศ” ส่วนเหงวียนถั่นลอง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การระบาดอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีแหล่งแพร่กระจายเชื้อหลายแหล่ง และไวรัสหลายสายพันธุ์ที่ทำให้ติดเชื้อรวดเร็ว ควบคุมได้ยาก

ลาว

ข้อมูลของสำนักข่าว BBC ระบุว่าลาวฉีดวัคซีนแล้ว 184,387 โดส หรือคิดเป็น 2.5% ของประชากรทั้งหมด โดยการระบาดระลอกใหม่เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 49 รายเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.เป็น 1,302 รายภายในเวลาไม่ถึงเดือน เกิดขึ้นหลังจากคนลาวสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อชาวไทย และจากแรงงานลาวที่เดินทางกลับจากไทย

หลังจากนั้นทางการลาวจึงสั่งล็อกดาวน์ ห้ามประชาชนออกจากบ้านยกเว้นกรณีจำเป็นและห้ามเดินทางระหว่างกรุงเวียงจันทน์กับจังหวัดอื่นๆ และล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ค.กระทรวงสาธารณสุขลาวประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอีก 15 วันจนถึงวันที่ 20 พ.ค.นี้

นอกจากนี้ ลาวเพิ่งพบผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เป็นรายแรกของประเทศโดยเป็นหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปีที่ทำงานในร้านคาราโอเกะในกรุงเวียงจันทน์

Photo by Alain JOCARD / AFP

ซีอีโอเว็บเทรดคริปโตร่ำรวยหลายแสนล้านด้วยวัยไม่ถึง 30 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652556

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

ซีอีโอเว็บเทรดคริปโตร่ำรวยหลายแสนล้านด้วยวัยไม่ถึง 30 ปีรู้จักแซม แบงแมนฟรายด์ เจ้าของบริษัทเทรดคริปโตชั้นนำของโลก

FTX เว็บเทรดอนุพันธ์คริปโตที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อนกล่าวในแถลงการณ์วานนี้ (10 พ.ค.) ว่าพวกเขาสามารถเป็นหนึ่งในการแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใหญ่ที่สุด โดยในเดือนที่ผ่านมา FTX มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านเหรียญต่อวันและเพิ่มขึ้นถึง 25 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และปัจจุบัน FTX มีผู้ใช้ลงทะเบียนแล้วประมาณล้านคน

โดยมีแซม แบงแมนฟรายด์ (Sam Bankman-Fried) วัย 29 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Alameda Research บริษัทจัดการสินทรัพย์ในการลงทุนคริปโตชั้นนำของโลกซึ่งบริหารทรัพย์สินมูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง FTX

รู้จักแซม แบงแมนฟรายด์

ความมั่งคั่งของแซมอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ยังอายุไม่ถึง 30 ปีเท่านั้น เขาจบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์สาขาฟิสิกส์ เป็นลูกชายของอาจารย์กฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายสแตนฟอร์ด และอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือเขาทานมังสวิรัติด้วย

หลังจากเรียนจบปริญญา แซมเคยทำงานเป็นเทรดเดอร์ให้กับบริษัท Jane Street Capital เป็นเวลา 3 ปีก่อนที่จะออกมาเปิดบริษัท Alameda Research ของตัวเองในปี 2017 และเปิดตัวเว็บเทรดอนุพันธ์ FTX ในเวลาต่อมาซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะมันกลายเป็นเว็บเทรดอนุพันธ์คริปโตอันดับ 1 ของโลก และมีปริมาณซื้อขายเป็นอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว

แม้จะเพิ่งก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ได้เพียงไม่กี่ปีแต่มันทำให้เขามีทรัพย์สินมูลค่าถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้เขาเคยเป็นนักค้าหุ้นใน Wall Street มาก่อนที่จะหันมาเอาดีจากการทำกำไรในอุตสาหกรรมคริปโต และด้วยการออกแบบแพลตฟอร์มที่สะดวกสบายทำให้แพลตฟอร์มของเขาได้รับความนิยมและทำให้เขาร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่ยอมรับจากทั่วโลก

แซมติดอันดับ “30 Under 30” ในประเภทการเงินจากนิตยสาร Forbes ประจำปี 2021 นอกจากนี้ด้วยผลงานที่น่าประทับใจของเขายังทำให้สถาบันวิจัยหูรุ่น (Hurun Research Institute) ของจีนยังเสนอชื่อให้เขาเป็น “มหาเศรษฐี Blockchain ที่ร่ำรวยที่สุด” อันดับที่ 2 แซงหน้าเจ้าฉางเผิง (Changpeng Zhao) ซีอีโอ Binance โดยเป็นรองเพียงแค่ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) ซีอีโอ Coinbase เท่านั้น

มหาเศรษฐีกับการุศล

แซมเป็นสมาชิกองค์กรการกุศล Giving What We Can และวางแผนที่จะบริจาคทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของตนให้กับองค์กรการกุศล นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว FTX Foundation ซึ่งมีนโยบายมอบค่าธรรมเนียม 1% เพื่อบริจาค โดยภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัวมูลนิธิของเขาสามารถระดมทุนได้มากกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้แซมยังเป็นหนึ่งในซีอีโอผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของโจ ไบเดนในการเลือกตั้ง 2020 ครั้งที่ผ่านมารองจากไมเคิล บลูมเบิร์ก

มหัศจรรย์สิ่งทอ 2,000 ปี : ชุดผ้าไหมโบราณจีน เบาดุจควัน บางราวปีกจักจั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652509

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 15:15 น.

มหัศจรรย์สิ่งทอ 2,000 ปี : ชุดผ้าไหมโบราณจีน เบาดุจควัน บางราวปีกจักจั่นฉางซา, 10 พ.ค. (ซินหัว) — หากไม่เคยเห็นด้วยตาของคุณเอง คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าในสมัยโบราณ มีการถักทอชุดที่มีความยาวกว่า 1 เมตร แต่กลับมีน้ำหนักไม่ถึง 50 กรัมได้สำเร็จ และหากนำชุดดังกล่าวจำนวน 10 ชุดมาเรียงซ้อนกันบนหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใสของมันก็ทำให้คุณยังสามารถอ่านข้อความบนหนังสือพิมพ์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

ชุดดังกล่าวที่ในภาษาจีนเรียกว่า “ซู่ซาตันอี” ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศจีนถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน  มันถูกถักทอขึ้นอย่างประณีต บางราวปีกจักจั่น เบาราวกับควัน ทั้งยังเป็นโบราณวัตถุประเภทเครื่องแต่งกายที่เก่าแก่ที่สุด มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด และมีน้ำหนักเบาที่สุดในบรรดาเครื่องแต่งกายยุคเดียวกันที่ถูกค้นพบ

ช่วงปี 1972-1974 นักโบราณคดีได้ค้นพบสุสานยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก 3 แห่งที่หม่าหวังตุย หรือเนินหม่าหวัง ในย่านชานเมืองฝั่งตะวันออกของฉางซา โดยมีการขุดพบวัตถุโบราณทางวัฒนธรรมที่ประณีตงดงามหลายพันชิ้น รวมถึงซากศพสตรีในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่ยังคงสภาพดี นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญในศตวรรษที่ 20 ของทั้งประเทศจีนและของโลก

ชุดคลุมผ้าไหมโบราณดังกล่าวถูกขุดพบในสุสานหม่าหวังตุย หมายเลข 1 ซึ่งเป็นสุสานของสตรีนามว่าซินจุย ผู้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 2,200 กว่าปีก่อน  มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่าเธอเป็นภรรยาของลี่ชาง อัครมหาเสนาบดีแห่งรัฐฉางซาในสมัยฮั่นตะวันตก โดยเธอเสียชีวิตลงด้วยวัยราว 50 ปี

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : ชุดด้านบนคือผลงานทำซ้ำชุดซู่ซาตันอี ของทางสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ในปี 2019 ส่วนชุดที่อยู่ด้านล่างคือชุดที่เป็นต้นแบบ)

ต้วนเสี่ยวหมิง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน อธิบายว่าภายในสุสานหมายเลข 1 มีห้อง 4 ห้องประจำ 4 ทิศ ได้แก่ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ โดยห้องทางทิศตะวันตกของสุสานแห่งนี้เป็นห้องเก็บสิ่งของของท่านผู้หญิงซินจุย ภายในเต็มไปด้วยกล่องไม้ไผ่ที่บรรจุอาหาร เสื้อผ้า และของใช้ ซึ่งชุดดังกล่าวถูกพบในกล่องไม้ไผ่ในห้องนี้นั่นเอง นอกจากนี้ยังพบเสื้อคลุมผ้าฝ้าย เสื้อคลุมชั้นเดียว  กระโปรง และถุงเท้า รวมทั้งสิ้น 14 ชิ้น

รูปลักษณ์ของชุดผ้าไหมแบบบางที่พบ 2 ชุดนั้นค่อนข้างเรียบง่าย โดยมีชิ้นหนึ่งเป็นชุดทรงตรง อีกชิ้นเป็นทรงบาน มีวิธีการใส่แบบด้านซ้ายทับออกข้างนอกเหมือนกัน “ชุดทรงตรงหนัก 49 กรัม ยาว 128 เซนติเมตร ส่วนชุดทรงบานหนัก 48 กรัม ยาว 160 เซนติเมตร” ต้วนเสี่ยวหมิงกล่าว

(ภาพจากพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน : ซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง)

ซู่ซาตันอีทั้งสองได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดวิทยาการสิ่งทอในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ทั้งยังเป็นเครื่องแต่งกายที่เก่าแก่ เบาและบางที่สุดในปัจจุบัน ความถี่ในการทออยู่ที่ 62 เส้นไหมต่อ 1 เซนติเมตร ถือว่าห่างมากทีเดียว ในด้านความบางนั้น ชุดโบราณนี้ มีอัตราแสงทะลุผ่านเนื้อผ้าสูงถึงร้อยละ 75

สำหรับชุดทรงตรงนั้น มีการใช้ด้ายหรงชวนจิ่น ที่มีความหนาและหนักกว่าเส้นไหมถักทอบริเวณปลายแขนเสื้อและคอเสื้อ น้ำหนักของชุดเฉพาะบริเวณปลายแขนและคอเสื้อจึงรวมอยู่ที่ 8.8 กรัม ซึ่งหากหักลบน้ำหนักของสองส่วนนี้ออกไป จะพบว่าน้ำหนักรวมของชุดนี้ต่อตารางเมตรอยู่ที่ 15.4 กรัมเท่านั้น” ต้วนเสี่ยวหมิงกล่าว พร้อมเสริมถึงข้อมูลของเส้นไหมยาว 900 เมตร 1 เส้นที่มีน้ำหนักเพียง 1 กรัมเท่านั้น

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : หยางจี้หยวน (คนแรกจากทางซ้าย) ผู้อำนวยการศูนย์การออกแบบของสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ประชุมร่วมกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญก่อนการทำซ้ำซู่ซาตันอี)

ช่วงทศวรรษที่ 1980 การผลิตชุดโบราณจีนจากผ้าไหมแบบบางขึ้นใหม่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของสำนักบริหารมรดกทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน โดยในเวลานั้น สถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่นได้ผลิตผลงานขึ้นมา 2 ชุด แต่ชุดทั้งสองล้วนมีน้ำหนักเกิน 50 กรัม

จนกระทั่งปี 2019 พิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนานและสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น จึงประสบความสำเร็จในการผลิตชุดโบราณจีนแบบเดียวกันที่มีน้ำหนักราว 49 กรัม หลังใช้เวลาศึกษาอยู่นานถึง 2 ปี

นับเป็นครั้งแรกที่มีการทำซ้ำได้สำเร็จและได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญ หลังการขุดค้นพบชุดซู่ซาตันอีผ่านพ้นมานานกว่า 40 ปี

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : ผลงานทำซ้ำซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง ของทางสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ในปี 2019)

รายงานระบุว่าหลังจากชุดดังกล่าวซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินนานกว่า 2,000 ปี ถูกนำขึ้นมา ก็เกิดการเร่งกระบวนการแตกตัวของห่วงโซ่โมเลกุลในเส้นใย ทำให้ความแข็งแรงของเส้นใยลดลงอย่างมาก นอกจากนี้การจัดนิทรรศการประจำปียังทำให้ปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น แสงและออกซิเจน กระตุ้นการเสื่อมสภาพของเส้นใย แม้ว่าปัจจุบันเส้นใยดังกล่าวยังคงมีลักษณะมันวาวและยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาทั้งเรื่องการเก็บรักษาวัตถุโบราณ การจัดแสดง และการสืบสานมรดกแล้วนั้น ก็ล้วนสรุปได้ว่าจำเป็นต้องมีการทำชิ้นงานจำลอง

กระบวนการทำซ้ำชุดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย หยางจี้หยวน ผู้อำนวยการผู้อำนวยการศูนย์การออกแบบของสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่นกล่าวว่า เส้นไหมซานเหมียนฉาน ที่ถูกนำมาใช้ในสมัยฮั่นตะวันตกใช้มีน้ำหนักเพียง 10.2 ถึง 11.3 ดีเนียร์ (Denier, หน่วยขนาดเส้นด้ายหรือเส้นไหม, 1 ดีเนียร์แปลว่าเส้นด้ายหรือเส้นไหมน้ำหนัก 1 กรัมมีความยาว 9,000 เมตร) เท่านั้น ส่วนเส้นไหมซื่อเหมียนฉาน ที่ผู้คนยุคปัจจุบันใช้มีน้ำหนักอยู่ที่ 14 ดีเนียร์

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : คณะผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ขณะทำซ้ำซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง)

หนอนไหมที่ถูกนำมาใช้ทอผ้าปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ได้เส้นใยที่มีน้ำหนักมากขึ้น เพื่อทำซ้ำผลงานดังกล่าวให้สำเร็จ คณะผู้ผลิตจึงต้องฝ่าฟันอุปสรรคเหลือคณานับ เพื่อให้ได้เส้นไหมซานเหมียนฉาน ที่มีน้ำหนักเพียง 11 ดีเนียร์ ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบในการถักทอชุดดังกล่าว”

แท้จริงแล้ว สาเหตุที่ชื่อเรียกชุดดังกล่าวมีคำว่า “ซู่” เพราะมันไม่มีสีสันและไม่มีส่วนซับใน อย่างไรก็ตาม สีเหลืองน้ำตาลที่ปรากฏบนชุดเกิดจากกาลเวลาที่ผันผ่านมาอย่างยาวนาน คณะผู้ผลิตจึงได้ทดลองการย้อมสีมาแล้วนับไม่ถ้วน เพื่อให้ได้สีที่ใกล้เคียงกัน

หลังจากทดลองใช้น้ำยาย้อมมาหลายชนิดและพบกับความล้มเหลว ท้ายที่สุด หยางจี้หยวน ก็พบว่าสีของชาแดงที่เธอดื่มในยามเช้านั้นมีความเป็นธรรมชาติและใกล้เคียงกับสีที่ปรากฏบนชุดดังกล่าวมาก น้ำชากับสารยึดเกาะจึงตอบโจทย์ปัญหานี้ได้อย่างลงตัว

(ภาพจากพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน : ซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง โดยชุดนี้เป็นชุดทรงบาน)

สำหรับวิธีการสวมใส่ชุดดังกล่าวนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ “ความคิดเห็นหนึ่งคือ ชุดดังกล่าวอาจถูกถักทอเพื่อสวมคลุมทับเสื้อคลุมผ้าฝ้าย เนื่องจากเสื้อคลุมผ้าฝ้ายมักมีลวดลายที่หรูหรา การใส่ชุดที่โปร่งใสดังกล่าวจึงสร้างเสน่ห์ให้กับลวดลายเหล่านั้น อย่างไรก็ตามความยาวของชุดดังกล่าวนั้นค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเสื้อคลุมผ้าฝ้าย” ต้วนเสี่ยวหมิงกล่าว นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการที่เชื่อว่าชุดดังกล่าวอาจถูกใช้ในพิธีศพในสมัยนั้น หรือคิดว่ามันอาจเป็นชุดชั้นในด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า ชุดนี้ถูกใช้สำหรับสวมใส่ทับเสื้อคลุมผ้าฝ้ายและมักสวมใส่ในโอกาสสำคัญเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง ชุดโบราณจีนล้ำค่าชุดนี้เคย “ถูกขโมยไปและได้กลับคืนมา” เมื่อเดือนตุลาคมปี 1983 หลังสาธารณชนกดดันจน ทำให้ผู้ต้องสงสัยได้โยนชุดดังกล่าวทิ้งไว้ในอนุสรณ์สถานผู้พลีชีพ ซึ่งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนานก่อนจะถูกพบและส่งคืนให้พิพิธภัณฑ์

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

เตือนชาวอินเดียหยุดใช้มูลวัวมาอาบตัวเพราะเชื่อป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652533

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 13:12 น.

เตือนชาวอินเดียหยุดใช้มูลวัวมาอาบตัวเพราะเชื่อป้องกันโควิดประชาชนส่วนหนึ่งในอินเดียเชื่อมูลวัวช่วยรักษาและป้องกันโควิด แพทย์ออกโรงเตือนไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และยังเสี่ยงต่อการแพร่โรค

รอยเตอร์สรายงานว่าแพทย์ในประเทศอินเดียออกมาเตือนหลังมีประชาชนเชื่อว่าการอาบร่างกายด้วยมูลวัวจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคโควิด-19 นั้นไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และยังเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคอื่นๆ อีกด้วย

โดยประชาชนส่วนหนึ่งในรัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดียเดินทางไปในคอกวัวสัปดาห์ละครั้งเพื่อชำระร่างกายด้วยมูลและปัสสาวะวัวเพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือช่วยให้หายขาดจากโรคโควิด-19 ได้

เนื่องจากวัวเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิแห่งชีวิตและโลกของศาสนาฮินดู โดยชาวฮินดูใช้มูลวัวในการทำความสะอาดบ้านและสำหรับพิธีกรรมมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วโดยเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคและฆ่าเชื้อ

กัวทัม มานิลัล บอริสา (Gautam Manilal Borisa) ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเวชภัณฑ์กล่าวว่าการทำเช่นนี้ช่วยให้เขาหายจากโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว “แม้แต่หมอก็ยังมาที่นี่ พวกเขาเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องกลัว” เขากล่าว

พวกเขาจะชำระร่างกายด้วยมูลและปัสสาวะวัวจากนั้นทิ้งไว้จนแห้งก่อนที่จะล้างตัวด้วยนมวัวพร้อมต้องกอดหรือเคารพวัวเหล่านั้นด้วย

ขณะที่ดร.จา จายาลาล (JA Jayalal) ประธานแห่งชาติของสมาคมการแพทย์อินเดียกล่าวว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมว่ามูลวัวหรือปัสสาวะมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 ทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากความเชื่อ ทั้งยังเสี่ยงต่อการปัญหาสุขภาพอื่นๆ หรือติดเชื้อโรคอื่นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนได้

นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อาจนำไปสู่การแพร่กระจายของไวรัสเนื่องจากมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มด้วยแม้ว่าผู้ดูแลคอกวัวจะยืนยันว่ามีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมก็ตาม

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในอินเดียเข้าขั้นหายนะด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมถึง 22.66 ล้านรายและผู้เสียชีวิตกว่า 246,116 ราย โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ถึง 5-10 เท่า ท่ามกลางความขาดแคลนเตียงและออกซิเจนสำหรับรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล

Photo by Money SHARMA / AFP

อินเดียตะลึง! ศพนับร้อยถูกซัดติดฝั่งแม่น้ำคงคาเชื่อเป็นเหยื่อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652527

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

อินเดียตะลึง! ศพนับร้อยถูกซัดติดฝั่งแม่น้ำคงคาเชื่อเป็นเหยื่อโควิดหลายสิบศพถูกคลื่นซัดมาติดฝั่งแม่น้ำคงคาทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากโควิด-19

บีบีซีได้รับการยืนยันว่ามีการค้นพบศพอย่างน้อย 40 ศพซึ่งบางสื่อระบุว่ามีมากถึง 100 ศพที่ถูกคลื่นซัดมาติดฝั่งแม่น้ำคงคาระหว่างรัฐพิหารและอุตตรประเทศทางตอนเหนือของอินเดีย โดยสื่อท้องถิ่นชี้ว่าอาจเป็นร่างของผู้ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ซึ่งดูจากสภาพของศพแล้วคาดว่าอาจอยู่ในแม่น้ำมานานหลายวัน

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าการจัดการกับศพนั้นยังประสบปัญหาขาดแคลนไม้สำหรับเผาศพและขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพทำให้บางครอบครัวไม่มีทางเลือกนอกจากนำศพเหล่านี้ปล่อยลงสู่แม่น้ำ

จันทรา โมฮัน (Chandra Mohan) ชาวบ้านในท้องถิ่นกล่าวว่าโรงพยาบาลเอกชนมีค่าใช้จ่ายสูงทำให้คนทั่วไปไม่เหลือเงินสำหรับการเผาศพหรือพิธีอื่นๆ โดยทางโรงพยาบาลคิดค่าใช้จ่าย 2,000 รูปีเพื่อนำศพออกจากโรงพยาบาล แม่น้ำจึงกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา

อาชอค กุมาร (Ashok Kumar) เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวกับบีบีซีว่าศพเหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าอาจมาจากอุตตรประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำไปฝังหรือเผาต่อไป

NDTV ของอินเดียรายงานโดยอ้างถึงคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ว่าสภาพศพถูกไฟไหม้บางส่วนซึ่งศพเหล่านี้อาจถูกนำมาเผาและทิ้งลงแม่น้ำคงคาในอุตตรประเทศตามปฏิบัติการเผาศพเหยื่อโควิด-19

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดระลอก 2 ในอินเดียส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ระบุว่าอินเดียมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 22.6 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 246,116 คนนับตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งแรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก

Photo by Archana THIYAGARAJAN / AFP