ตำรวจจับ 3 นักข่าวเมียนมากบดานในไทยหนีตายรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652523

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 11:28 น.

ตำรวจจับ 3 นักข่าวเมียนมากบดานในไทยหนีตายรัฐประหารนายจ้างของพวกเขากล่าวว่านักข่าวเมียนมา 3 คนถูกจับกุมในประเทศไทยหลังหลบหนีข้ามพรมแดนเพื่อหลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลทหาร

สำนักข่าว AFP รายงานว่าบรรณาธิการของพวกเขากล่าวเสริมว่าทั้งสามคนมีกำหนดให้ขึ้นศาลในวันอังคาร โดยเรียกร้องให้ทางการไทยไม่ส่งพวกเขากลับเมียนมา

เมียนมาตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายนับตั้งแต่กองทัพขับไล่อองซานซูจีผู้นำพลเรือนเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชนจำนวนมากขณะที่ประชาชนจำนวนมากพากันออกไปตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

รัฐบาลทหารได้ตอบโต้ด้วยการใช้กำลังและยิงผู้ประท้วง จับกุมผู้ต้องสงสัยในการบุกจู่โจมกลางคืนและมุ่งปราบปรามนักข่าวและสำนักข่าวด้วยการปิดการดำเนินการของสื่อ

“พวกเขาถูกจับในระหว่างการสุ่มตรวจค้นโดยตำรวจและถูกตั้งข้อหาว่าเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย” Aye Chan Naing กล่าว เขาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการของ Democratic Voice of Burma (DVB) ซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาตออกอากาศในเดือนมีนาคม ทำให้นักข่าวต้องพากันซ่อนตัว

“ DVB ขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้ทางการไทยไม่ส่งพวกเขากลับไปยังเมียนมาเนื่องจากชีวิตของพวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงหากพวกเขากลับไป” บรรณาธิการ DVB กล่าวโดยสำนักข่าวนี้มีฐานอยู่ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

เขาบอกกับ AFP ว่ากลุ่มนี้มีกำหนดไปปรากฏตัวต่อศาลเมื่อวันอังคาร วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ทางการของไทยยืนยันการจับกุม แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาเป็นนักข่าวหรือไม่

DVB ยืนยันในแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาว่านักข่าว 3 คนพร้อมกับนักเคลื่อนไหวชาวเมียนมา 2 คนได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือไทยและถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในวันอาทิตย์ที่เชียงใหม่

DVB ซึ่งเป็นองค์กรข่าวที่มีชื่อเสียงในเมียนมาเริ่มต้นจากการเป็นสื่อที่ถูกเนรเทศในช่วงรัฐบาลทหารก่อนหน้านี้โดยเผยแพร่รายงานที่ไม่มีการเซนเซอร์ทางทีวีและวิทยุ และมันย้ายเข้ามาปฏิบัติงานในเมียนมาในปี 2012 หรือหนึ่งปีหลังจากที่เผด็จการทหารคลายอำนาจเผด็จการลง

แม้จะสูญเสียใบอนุญาตออกอากาศในเดือนมีนาคม แต่ DVB ก็ยังมีรายงานอย่างต่อเนื่องโดยโพสต์อัปเดตเป็นประจำบนหน้า Facebook เกี่ยวกับการประท้วงและการปราบปรามรายวันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังออกอากาศผ่านโทรทัศน์ระบบดาวเทียมซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รัฐบาลทหารพยายามหยุดยั้งโดยห้ามครัวเรือนไม่ให้มีจานดาวเทียม

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่าหากชาวเมียนมาที่ถูกจับกุมถูกเนรเทศพวกเขาจะต้องเผชิญกับ “การจับกุมและการข่มเหงอยางแน่นอน หากไม่เลวร้ายไปกว่านั้น”

“ทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าทางการไทยทำอะไรในกรณีสำคัญนี้เพื่อเสรีภาพสื่อมวลชนในเมียนมาและภูมิภาค” รายงานระบุ

นักข่าวมากกว่า 70 คนถูกควบคุมตัวตั้งแต่รัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์ตามข้อมูลของกลุ่มติดตามในพื้นที่ซึ่งติดตามจับกุมได้ทั้งหมดเกือบ 5,000 คนทั่วประเทศ

ภาพประกอบข่าว – ภาพเอกสารประกอบคำบรรยายจากกองทัพบกที่ถ่ายและเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ทหารในอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ตรวจสอบอุณหภูมิของผู้อพยพในกลุ่มที่ถูกคุมตัวไว้ใกล้ชายแดนประเทศเมียนมาในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ท่ามกลางความกังวลที่ว่าผู้อพยพผิดกฎหมายจะนำโควิด -19 เข้ามาในประเทศไทยด้วย (ภาพจากเอกสารแจก / ROYAL THAI ARMY / AFP) 

ฉีดวัคซีนช้าเกินไป ความหวังภูมิคุ้มกันหมู่เลือนราง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652518

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 11:17 น.

ฉีดวัคซีนช้าเกินไป ความหวังภูมิคุ้มกันหมู่เลือนรางโลกอาจต้องอยู่กับโควิด-19 ตลอดไป ผู้เชี่ยวชาญชี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่สามารถกลับมาแพร่ระบาดได้ทุกเมื่อ

The New York Times ระบุว่าในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความหวังว่าวันหนึ่งโลกจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ แต่หนึ่งปีต่อมา ไวร้สเกิดแพร่ระบาดหนักเป็นระลอกที่ 2 ในอินเดียและอีกหลายประเทศตั้งแต่ในเอเชียไปจนถึงละตินอเมริกา จนผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป ไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วและสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น แต่การฉีดวัคซีนนั้นอาจช้าเกินกว่าที่จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

นั่นหมายความว่าหากไวรัสยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกมันจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่สามารถกลับมาแพร่ระบาดได้ตลอดเวลา

ดร.เดวิด เฮย์แมน ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาของโรคติดเชื้อจากรวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน อดีตสมาชิกหน่วยข่าวกรองระบาดวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค และอดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไวรัสค่อยๆ กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากโดยมีการควบคุมและป้องกันโรคน้อยหรือไม่ป้องกันเลย เช่น การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่าง

ในขณะที่การแพร่ระบาดในอินเดียกำลังได้รับความสนใจมากที่สุด ดร.เฮย์แมนกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสเป็นวงกว้างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะยังคงอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก

ดร.เฮย์แมนยังกล่าวว่าการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันอาจลดความรุนแรงและความอันตรายของการแพร่ระบาด แต่ถึงกระนั้นก็ควรเตรียมรับมือกับการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เป็นธรรมชาติของการติดเชื้อที่เราเคยพบไม่ว่าจะเป็นวัณโรคหรือเอชไอวี พวกมันกลายเป็นโรคประจำถิ่นและเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน เรียนรู้วิธีการประเมินความเสี่ยงและวิธีการป้องกัน”

อย่างไรก็ตามวัคซีนต้านโควิด-19 ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแจกจ่ายไปทั่วโลกแต่ก็ยังไม่เพียงพอและไม่เท่าเทียม ในขณะที่ประเทศร่ำรวยสามารถกักตุนวัคซีน ประเทศที่ยากจนกว่าต้องเผชิญกับปัญหาในการจัดสรรวัคซีนครั้งใหญ่

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโลกกำลังได้รับการฉีดวัคซีนช้าเกินไปซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ฉีดวัคซีนเกินครึ่งหนึ่งของประชากร ขณะที่อินเดียซึ่งกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดขั้นวิกฤตมีประชากรไม่ถึง 10% ที่ได้รับการฉีดวัคซีน และอีกหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนไปได้เพียง 1%

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่ามีไม่กี่ประเทศที่สามารถควบคุมไวรัสได้โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศหมู่เกาะอย่างเช่นนิวซีแลนด์ซึ่งสามารถยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์และเปิดพรมแดนได้แล้ว

ดร.ไมเคิล เบเกอร์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยโอทาโกซึ่งช่วยวางแผนการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสในนิวซีแลนด์กล่าวว่านิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชากร แต่หนทางก็ยังอีกยาวไกลเนื่องจากขณะนี้มีประชากรเพียง 4.4% เท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีน

ดร.ไมเคิล เมอร์สัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพระดับโลกที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก และอดีตผู้อำนวยการโครงการโลกด้านเอดส์ขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่าโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นแต่ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต มันอาจเหมือนโรคประจำถิ่นอื่นๆ ที่เราเคยเห็นอย่างเช่นโรคหวัด

Photo by Michael DANTAS / AFP

แจ็ก หม่า ปรากฏตัวครั้งแรกรอบ 4 เดือนร่วมงาน Alibaba #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652514

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 10:36 น.

แจ็ก หม่า ปรากฏตัวครั้งแรกรอบ 4 เดือนร่วมงาน Alibabaแจ็ก หม่า ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง หลังเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใน Alibaba ว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 พ.ค.) แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba เดินทางไปยังสำนักงานของ Alibaba สาขาเมืองหางโจวเพื่อเข้าร่วมงาน Ali Day ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีสำหรับพนักงานของ Alibaba และครอบครัว

จากรูปถ่ายภายในงานของพนักงาน Alibaba ที่รอยเตอร์สได้เห็น หม่าอยู่บนรถชัตเทิลบัสของบริษัทร่วมกับผู้บริหารคนอื่น โดยสวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงสีขาว และรองเท้าผ้าสไตล์จีน ใบหน้ามีรอยยิ้ม

พนักงานของ Alibaba เผยกับรอยเตอร์สว่า “ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นหม่า แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสถ่ายรูปด้วย”

ทั้งนี้ แจ็ก หม่า เก็บตัวเงียบหลังจากกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินการธนาคารของรัฐบาลจีนเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งนำมาสู่การเข้ามาควบคุมธุรกิจฟินเทคของทางการจีนและคำสั่งระงับการ IPO ของ Ant Group และคำสั่งปรับ 2,840 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนเขาจะปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

การปรากฏตัวครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่เดือน  ม.ค.

REUTERS/Charles Platiau

สหรัฐอนุมัติฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กอายุ12-15ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652493

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 08:03 น.

สหรัฐอนุมัติฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กอายุ12-15ปี“องค์การอาหารและยา”ของสหรัฐ อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ “ไฟเซอร์” กับเด็กอายุ 12-15ปีแล้ว เพื่อขยายการฉีดวัคซีนในประชากรให้กว้างมากขึ้น ชี้ประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยง

องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์และบิออนเทคในเด็กอายุระหว่าง 12-15 ปีเป็นกรณีฉุกเฉินแล้ว เพื่อให้การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในสหรัฐมีขอบข่ายที่กว้างมากขึ้น รวมทั้งประโยชน์ของวัคซีนที่มีต่อเด็กอายุระหว่าง 12-15 ปีนั้น มีมากกว่าความเสี่ยง จึงได้ตัดสินใจอนุญาตให้ใช้วัคซีนสำหรับเด็กกลุ่มนี้ได้

ก่อนหน้านี้ วัคซีนของไฟเซอร์และบิออนเทคได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปในสหรัฐ

เจเน็ต วู้ดค็อก รักษาการกรรมาธิการของ FDA กล่าวว่า การอนุญาตในครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนที่มีอายุน้อยสามารถได้รับการป้องกันจากโรคโควิด-19 อีกทั้งจะทำให้เราสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติและยุติการแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น เราอยากให้บรรดาพ่อแม่และผู้ปกครองวางใจว่า FDA ได้ทำการทบทวนข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบคอบ

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652468

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 20:31 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็วความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ชี้ว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครอบคลุมประชากรมากที่สุด (นับเฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน) ได้แก่ อิสราเอล ฉีดวัคซีนไปแล้ว 58% ของประชากร ตามมาด้วยมัลดีฟส์ ฉึดวัคซีนไปแล้ว 57.6% ของประชากร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฉีดวัคซีนไปแล้ว 51.8% ของประชากร

ขณะที่ประเทศที่ฉีดวัคซีนไปเป็นจำนวนมากที่สุด ได้แก่ จีน ฉีดวัคซีนไปแล้ว 308.23 ล้านโดส ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ฉีดวัคซีนไปแล้ว 257.35 ล้านโดส ซึ่งการดำเนินการฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วนั้นนอกจากจะสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้แล้วยังส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

อิสราเอล

ซึ่งเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุดขณะนี้ได้ยกเลิกมาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้ง คลายมาตรการล็อกดาวน์ ผู้คนกลับไปทำงานตามปกติ และเปิดโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบปี

  • เศรษฐกิจฟื้นตัว

เมื่อเดือนเม.ย. มีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยกระทรวงการคลังอิสราเอลระบุว่าการขาดดุลการคลังของประเทศลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเหลือ 12.1% ของจีดีพีในช่วง 12 เดือนถึงสิ้นเดือนมี.ค. จาก 12.4% ณ สิ้นเดือนก.พ.

รายรับของรัฐบาลในเดือนมี.ค. มีมูลค่ารวม 35,600 ล้าน NIS และมีมูลค่ารวม 98,000 ล้าน NIS ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020

ขณะที่ธนาคารกลางแห่งประเทศอิสราเอลเผยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเนื่องจากการฉีดวัคซีนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเติบโตขึ้น 6.5% หลังสิ้นสุดปี 2020 ขณะที่ผลกำไรเพิ่มขึ้น 42.3% ในไตรมาสที่ 3

  • การท่องเที่ยวคืนชีพ

อิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยมีกำหนดเปิดพรมแดนให้แก่นักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 23 พ.ค. (เฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือหายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้วเท่านั้น) หลังปิดพรมแดนไปนานแรมปีซึ่งส่งผลให้สูญเสียรายได้ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวเผยว่าจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องการมาเยือนมากที่สุดคือเยรูซาเล็ม

จีน

ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 308 ล้านโดส โดยบุคลากรทางการแพทย์กว่า 80% ได้ฉีดวัคซีนแล้ว ชีวิตประจำวันของชาวจีนใกล้จะกลับสู่ภาวะปกติเนื่องจากความพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมโรคและข้อกำหนดในการกักตัวที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ

เศรษฐกิจตามการคาดการณ์ของ Oxford Economics ระบุว่าแผนการฉีดวัคซีนของจีนอาจปูทางไปสู่การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 9.3% ในปีนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มดีขึ้น และการบริโภคในครัวเรือนในปีนี้อาจเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงก่อนโควิดในปี 2019

  • เศรษฐกิจโตรายเดียว

เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสแรกแม้ว่าจะมีความท้าทายในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราประสิทธิภาพของวัคซีน การจำกัดการเดินทาง และมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐ ทำให้จีนเป็นเศรษฐกิจหลักของโลกเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีการขยายตัวในช่วงการระบาด

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยว่าเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในช่วงเดือนม.ค. ถึง มี.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การส่งออกเพิ่มขึ้น 38.7% ในไตรมาสนี้ในขณะที่มูลค่าการขายอาคารพาณิชย์รวมเพิ่มขึ้น 88.5% จากปีก่อนหน้า โดยจีนตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้ไว้มากกว่า 6%

  • การท่องเที่ยวคึกคัก

ตลาดสายการบินในจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยช่วงหยุดยาววันแรงงานที่ผ่านมาชาวจีนจองตั๋วเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และนับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด โดยกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่ามีการเดินทางในประเทศถึง 230 ล้านเที่ยวในช่วงวันหยุด เพิ่มขึ้นถึง 119.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ในขณะที่การใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 113,230 ล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 138.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้ชาวจีนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

สิงคโปร์

แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในอับดับที่กล่าวไปข้างต้นแต่ขณะนี้สิงคโปร์ถูกจัดให้เป็นประเทศที่รับมือกับโควิด-19 ดีที่สุดในโลกแซงหน้านิวซีแลนด์ไปหมาดๆ ตามการจัดอันดับโดยบลูมเบิร์ก (the Bloomberg Covid Resilience Ranking) ด้วยโครงการฉีดวัคซีนที่รวดเร็วโดยมีการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรในสัดส่วนที่มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ 19.5% ของประชากรทั้งประเทศราว 6 ล้านคน

ขณะนี้ชาวสิงคโปร์สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้ว โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันไม่ถึง100 รายนับตั้งแต่กลางปีที่แล้วและไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์มาตั้งแต่ต้นปี 2020 ผู้คนสามารถพบปะ ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต หรือทานข้าวที่ร้านอาหารได้ แต่ยังคงต้องเว้นระยะห่างและใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเว้นแต่เวลาทานข้ามหรือออกกำลังกาย

  • เศรษฐกิจที่เคยซบอาจฟื้น

องค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์ (MAS) กล่าวเมื่อเดือนเม.ย. ว่าเศรษฐกินอาจเติบโตกว่า 6% ในปีนี้เนื่องจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น และจีดีพีของประเทศขยายตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

  • การท่องเที่ยวหวังพึ่งฟองสบู่

โครงการ Air Travel Bubble (ATB) ระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 พ.ค. ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแห่จองตั๋วเครื่องบินจนเต็ม

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ทางการสิงคโปร์ระบุว่าอาจมีการบังคับใช้มาตรการคุมเข้มและเพิ่มความเข้มงวดในการเดินทางข้ามพรมแดนหลังยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอีกครั้งและเพื่อสกัดไม่ให้โควิด-19 สายพันธุ์อินเดียแพร่ระบาดเข้าประเทศ ซึ่งข้อกำหนดของโครงการ ATB ระบุว่าหากยอดผู้ติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศโดยเฉลี่ยมากกว่า 5 รายในช่วงเวลา 5 วันทั้งในสิงคโปร์และฮ่องกงโครงการดังกล่าวจะต้องถูกระงับ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อีกประเทศหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับว่าสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคและนำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างรวดเร็วโดยมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในประเทศ

โดย Mohammed Khalaf Al Habtoor ซีอีโอของ Al Habtoor Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น “เกินความคาดหมาย” โดยอ้างถึงข้อมูลที่เปิดเผยโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในประเทศปีนี้จะเติบโตขึ้น 3.2% ขณะที่ธนาคารกลางคาดว่าจะเติบโตขึ้น 2.5% หลังจากที่หดตัว 6.1% ในปีที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์สถิติของประเทศ

เดนมาร์ก

อีกประเทศตัวอย่างที่น่าจับตามองในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 2.3 ล้านโดสให้แก่ประชาชนอย่างน้อย 14.1% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงจากวันละหลายพันคนเหลือ 500 ถึง 700 คนเท่านั้น ส่งผลให้ชาวเดนมาร์กสามารถทานอาหารที่ร้านอาหารหรือร้านกาแฟ ตลอดจนเชียร์กีฬาได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาเชื้อโดยสามารถตรวจได้ประมาณ 200,000 คนหรือ 4% ของประชากรทั้งประเทศต่อวัน

  • เศรษฐกิจอาจโตสุดในรอบ 15 ปี

กระทรวงการคลังเดนมาร์กกล่าวเมื่อสิ้นเดือนเม.ย. โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต 3.8% ในปีหน้าซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโตขึ้น 2.1%

  • ผ่อนคลายมาตรการการท่องเที่ยว

เดนมาร์กได้ผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศโดยสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส, ผู้ที่หายจากโควิด-19 แล้ว หรือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่มีถิ่นที่อยู่ในเดนมาร์กสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกักตัว

แต่สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงยังคงมีข้อกำหนดที่เข้มงวดแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้วก็ตาม

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

เจาะสาเหตุศึกชิงเยรูซาเล็ม ปะทะเดือดอิสราเอล-ปาเลสไตน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652482

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 19:13 น.

เจาะสาเหตุศึกชิงเยรูซาเล็ม ปะทะเดือดอิสราเอล-ปาเลสไตน์อธิบายถึงสาเหตุการประท้วงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม มันเกิดจากอะไร และรุนแรงขนาดไหน?

ในช่วงเดือนรอมฎอนชาวปาเลสไตน์ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอิสราเอลบนพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็มทุกคืน โดยประเด็นและขนาดของการประท้วงก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งครอบคลุมทั้งศาสนา ที่ดิน และการเมือง ประเด็นเหล่านี้ทั้งหมดคือความขัดแย้งหลักระหว่างชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ โดยรอยเตอร์สได้อธิบายความขัดแย้งไว้ดังนี้

การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อใด?

ตั้งแต่ต้นเดือนรอมฎอนในช่วงกลางเดือนเมษายนชาวปาเลสไตน์ได้ปะทะกับตำรวจอิสราเอลทุกคืน โดยชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่าตำรวจอิสราเอลนำแผงกั้นมากีดขวางไม่ให้พวกเขารวมตัวกันบริเวณประตูดามัสกัสเพื่อพักการถือศีลอดในตอนกลางวัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าทำไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้คนในการสัญจรในย่านเมืองเก่า

วันหนึ่งกลุ่มชาวยิวชาตินิยมเดินขบวนในนครเมืองเก่าของเยรูซาเล็มพร้อมตะโกนว่า “ชาวอาหรับต้องตาย” ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากไม่พอใจจึงเกิดการปะทะกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าสลายดวยระเบิด แก๊สน้ำตา รวมถึงฉีดน้ำแรงดันสูง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก

หน่วยแพทย์ชาวปาเลสไตน์อพยพผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บท่ามกลางการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลที่มัสยิดอลอักซอ ของกรุงเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ก่อนการเดินขบวนตามแผนเพื่อระลึกถึงการยึดครองกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอลในสงครามหกวันปี 2510 (ภาพโดย ahmad gharabli / AFP)

ทำไมความรุนแรงถึงปะทุขึ้นอีกครั้ง?

การพิจารณาคดีในศาลฎีกาของอิสราเอลมีกำหนดในวันที่ 10 พฤษภาคมในคดีทางกฎหมายที่ดำเนินมายาวนานเกี่ยวกับว่าครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายครอบครัวจะถูกขับไล่หรือไม่ ขณะที่บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ใน ชีค จาร์ราห์ (Sheikh Jarrah) ซึ่งเป็นย่านใกล้ประตูดามัสกัส

เมื่อใกล้การไต่สวนของศาลชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลฝ่ายซ้ายเริ่มจัดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นโดยกล่าวว่าการขับไล่อาจทำให้เกิดผลกระทบเป็นโดมิโนไปทั่วพื้นที่ใกล้เคียงของชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้ชีค จาร์ราห์ ยังมีสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่เคารพนับถือนับถือของชาวยิวจึงนำไปสู่ความตึงเครียดบ่อยครั้งระหว่างชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นและชาวยิวที่เคร่งศาสนาเมื่อพวกเขาไปเยี่ยมที่นั่น

ชาวปาเลสไตน์ต้องหลบหนีจากแก๊สน้ำตาที่ยิงโดยกองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลในเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ก่อนการเดินขบวนตามแผนเพื่อระลึกถึงการยึดครองเยรูซาเล็มของอิสราเอลในสงครามหกวันปี 2510 (ภาพโดย ahmad gharabli / AFP)

ทำไมจึงเป็นประเด็นอ่อนไหว?

เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ประวัติศาสตร์ และศาสนา โดยใจกลางเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเป็นเนินเขาที่รู้จักกันในชื่อว่าเนินพระวิหาร (Temple Mount) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อายุกว่าพันปีของทั้งสามศาสนาคือ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม

ชาวอิสราเอลมองว่าเยรูซาเล็มทั้งหมดเป็นเมืองหลวงที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์และแบ่งแยกไม่ได้ ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการพื้นที่ทางตะวันออกเป็นเมืองหลวงของรัฐในอนาคต ขณะที่การผนวกเยรูซาเล็มตะวันออกของอิสราเอลไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งโต้แย้งกับกองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิสราเอลในเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 ก่อนการเดินขบวนตามแผนเพื่อระลึกถึงการยึดครองกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอลในสงครามหกวันปี 2510 (ภาพโดย EMMANUEL DUNAND / AFP)

ความสนใจจากนานาชาติ

คดีนี้ซึ่งศาลล่างตัดสินว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของชาวยิวในเยรูซาเล็มตะวันออกก่อนสงครามปี 1948 ได้รับความสนใจจากทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในเยรูซาเล็มตะวันออก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเจค ซัลลิแวนที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐได้พูดคุยกับคู่หูชาวอิสราเอลของเขา “เพื่อแสดงความกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่อาจมีการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านในย่านชีค จาร์ราห์” ทำเนียบขาวกล่าว

“อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็ได้แสดงความกังวลอย่างสุดซึ้งต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเยรูซาเล็มตะวันออกที่ถูกยึดครอง รวมทั้งอาจมีการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้าน” สเตฟาน ดูฌาร์ริก โฆษกของสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันอาทิตย์

กองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลพ่นสเปรย์ใส่ผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 (ภาพโดย EMMANUEL DUNAND / AFP)

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาการพิจารณาคดีของศาลฎีกาเกี่ยวกับการขับไล่ถูกเลื่อนออกไป และการพิจารณาครั้งใหม่จะถูกกำหนดขึ้นอีกครั้งภายใน 30 วันข้างหน้า

Photo by ahmad gharabli / AFP

สูตรยาแผนโบราณของจีนลดยอดตายจากโควิด-19 ได้ครึ่งหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652475

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 17:52 น.

สูตรยาแผนโบราณของจีนลดยอดตายจากโควิด-19 ได้ครึ่งหนึ่งผลการศึกษาพบยาต้มแผนจีน ‘ชิงเฟ่ย ไผตู๋’ ลด ‘ยอดดับจากโควิด-19’ ครึ่งหนึ่ง

ปักกิ่ง, 10 พ.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (10 พ.ค.) หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี ของทางการจีน รายงานผลการศึกษาล่าสุดที่ระบุว่ายาต้ม “ชิงเฟ่ย ไผตู๋” (Qingfei Paidu) ตามตำรับแพทย์แผนจีนโบราณ (TCM) ที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) อย่างแพร่หลาย สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลลงครึ่งหนึ่ง

การศึกษาดังกล่าวนำโดยคณะนักวิจัยจากโรงพยาบาลฟู่ไว่ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน และโรงพยาบาลวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง ยูเนียน มุ่งตรวจสอบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมากกว่า 8,900 รายในมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดระหว่างการแพร่ระบาด ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคมปี 2020

ผู้ป่วยเกือบร้อยละ 30 รับประทานยาต้มชิงเฟ่ย ไผตู๋ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา โดยรายงานระบุว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้รับประทานยาดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 1.2 ขณะอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยรายอื่นอยู่ที่ร้อยละ 4.8

การศึกษาสรุปว่าการใช้ยาต้มชิงเฟ่ย ไผตู๋ เชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงร้อยละ 50 ในกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่เพิ่มพูนความเสี่ยงการเกิดภาวะตับหรือไตวายเฉียบพลันแต่อย่างใด

หนังสือพิมพ์ฯ อ้างหลี่จิ้ง หัวหน้าคณะนักวิจัย ซึ่งระบุว่าชิงเฟ่ย ไผตู๋ เป็นยาชนิดเดียวที่แนวปฏิบัติการวินิจฉัยและการรักษาโรคโควิด-19 ระดับชาติแนะนำให้ใช้รักษาผู้ป่วยทุกราย ตั้งแต่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต

ทั้งนี้ ชิงเฟ่ย ไผตู๋ มีส่วนผสมของรากและสมุนไพรตามตำรับแพทย์แผนจีนหลายสิบชนิด เช่น ต้นหมาหวง รากชะเอมเทศ และบิทเทอร์อัลมอนด์

สำนักงานกำกับดูแลแพทย์แผนจีนแห่งชาติระบุว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นงานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับชิงเฟ่ย ไผตู๋ ขนาดใหญ่ที่สุด และผลการศึกษายังมอบหลักฐานชัดเจนที่พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพอันโดดเด่นของยาต้มชนิดนี้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคโควิด-19

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวและภาพข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ถึงเวลาโต้กลับกระแสไม่เชื่อถือวัคซีนและการด้อยค่าวิทยาศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652464

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 16:18 น.

ถึงเวลาโต้กลับกระแสไม่เชื่อถือวัคซีนและการด้อยค่าวิทยาศาสตร์สรุปบทความของนายแพทย์ Dr. Peter Hotez ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2021

หมายเหตุ – นายแพทย์ ดร. ปีเตอร์ โฮเตซ (Peter Hotez) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านวัคซีนที่ Baylor College of Medicine และ Texas Children’s Hospital ในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส เขายังเป็นนักเขียนด้านการแพทย์ หนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ Preventioning the Next Pandemic: Vaccine Diplomacy in a Time of Anti-Science (การป้องกันการระบาดใหญ่ครั้งต่อไป: นโยบายการทูตในห้วงเวลาของการต่อต้านวิทยาศาสตร์)

1. มีการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 เกือบหนึ่ง 1,000 ล้านโดสภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน แต่เพราะข้อมูลการต่อต้านวัคซีนและการโจมตีแบบมุ่งเป้าไปที่นักวิทยาศาสตร์กำลังบ่อนทำลายความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีน มันบ่อนทำลายความพยายามในการป้องกันการระบาดอย่างรุนแรง เราทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเหล่านี้โดยตรง เพราะทางการและคนในวงการสาธารณสุขไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านพวกมันได้เพียงลำพัง

2. องค์การอนามัยโลกยอมรับว่าความกังขาในตัววัคซีนเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ต่อระบบสาธารณสุขของโลกตั้งแต่ก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ปีเตอร์ โฮเตซเผยว่าเขาได้ร่วมการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำเพื่อร่วมกันผลิตชุดข้อมูลที่อิงกับหลักฐานเพื่อให้หน่วยงานสาธารณะประกาศต่อผู้คนที่กังวลกับการฉีดวัคซีน แต่ ดร. ปีเตอร์ โฮเตซบอกว่าเขารู้สึกถึงบรรยากาศที่สิ้่นหวังระหว่างการประชุม และรู้ว่าชุดข้อมูลพวกนี้ไม่เพียงพอ

3. เคยมีตัวอย่างมาแล้วในความพยายามของผู้เชี่ยวชาญในการป้องกันไม่ให้โรคหัดกลับมาในสหรัฐและยุโรปในปี 2019 และเพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอื่นๆ ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเพราะกระแสต้านวัคซีนมีมาก และการฉีดวัคซีนโควิด-19 กำลังจะเจอสถานการณ์เดียวกัน แม้ว่าจะปล่อยข้อมูลจริงออกไป ก็เหมือนหยดน้ำจืดแค่นิดหน่อยลงในน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลผิดๆ และข่าวปลอม

4. ปัจจุบันกลุ่มต่อต้านวัคซีนมีเว็บไซต์หลายร้อยเว็บไซต์ (ในกรณีของสหรัฐ ในกรณีของไทยคือเพจโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ปล่อยข่าวปลอมและสื่อที่ขาดความรับผิดชอบบางราย) และอาจมีผู้ติดตาม 58 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย (คาดว่าเฉพาะในสหรัฐ) ดร. ปีเตอร์ โฮเตซบอกว่าคนไม่ดีกำลังได้รับชัยชนะ (The bad guys are winning) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหน่วยงานด้านสุขภาพประมาทหรือไม่ยอมแยแสกับพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีความพร้อมที่จะตอบโต้ด้วย

5. ปัญหาต่อต้านวัคซีนยังเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศด้วย จากการสอบสวนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรพบว่าองค์กรข่าวกรองของรัสเซียพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของวัคซีนโควิด-19 ของชาติตะวันตก การทำเช่นนี้ก็เพื่อสั่นคลอนสหรัฐและประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ

6. แต่สหรัฐเองก็เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดและมีการจัดองค์การต่อต้านที่เยี่ยมสุดในโลก จากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังดิจิทัล (Center for Countering Digital Hate) ซึ่งตั้งอยู่ในลอนดอน กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลไม่ใช่ขบวนการรากหญ้าที่เกิดขึ้นเอง กลุ่มต่อต้านวัคซีนยังเล็งเป้าหมายไปที่ชุมชนคนผิวดำ โดยทำให้คนผิวดำคิดว่าพวกเขาเป็นหนูทดลองวัคซีนและปั่นกระแส “การเหยียดเชื้อชาติทางการแพทย์”

7. การส่งข้อความต่อต้านวัคซีนทั่วโลกเกี่ยวกับวัคซีนอะดีโนไวรัส (adenovirus vaccines เช่นของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson ) จะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและการระบาดจะยืดเยื้อ การอุดตันของเลือดเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตทำให้สหรัฐหยุดการใช้งานวัคซีน Johnson & Johnson ชั่วคราวและหลายประเทศในยุโรปได้หยุดหรือจำกัดการใช้วัคซีน Oxford – AstraZeneca ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน

8. อย่างไรก็ตามชาติตะวันตกเหล่านั้นมีตัวเลือกวัคซีนอื่นๆ (หากพวกเขาไม่ใช้วัคซีนอะดีโนไวรัสเพราะกลับผลข้างเคียง พวกเขายังมีเงินซื้อวัคซีนชนิด mRNA เช่น Pfizer) ซึ่งหลายประเทศที่ยากจนทำแบบนั้นไม่ได้ ในเดือนมีนาคมแคเมอรูนและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหยุดการใช้วัคซีน Oxford – AstraZeneca และสหภาพแอฟริกาหยุดการจัดซื้อจัดจ้าง และหลายคนในแอฟริกากำลังหลงเชื่อข้อความต่อต้านวัคซีน

9. ตอนนี้วัคซีนหลายหมื่นโดสกำลังจะไม่ได้ใช้ ข้อมูลการต่อต้านวัคซีนได้เปลี่ยนคำถามและข้อกังวลที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่หายากให้กลายเป็นความกังวลเกี่ยวกับการสมคบคิดความกลัวที่เกินจริงและทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขากำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นหนูทดลอง

10. การส่งข้อมูลตอบโต้ที่ถูกต้องตรงเป้าหมายจากชุมชนด้านสาธารณสุขทั่วโลกมีความสำคัญ เช่นเดียวกับแรงกดดันจากสาธารณชนต่อบริษัทโซเชียลมีเดียที่เป็นแหล่งปล่อยข่าวปลอม แต่เรื่องนี้ยังไม่เพียงพอ จะต้องยกระดับเรื่องนี้เป็นความมั่นคงด้านไซเบอร์ และถึงขั้นยบกระดับเป็นความมั่นคงของโลกโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติรองรับรวมถึงใช้ผู้เชียวชาญจำเพาะเมหือนการ่อต้านการก่อการร้ายและสงครามนิวเคลียร์ เพราะ “การต่อต้านวิทยาศาสตร์กำลังเข้าใกล้ระดับอันตรายที่ใกล้เคียงกัน เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเพิ่มภูมิคุ้มกันจำเป็นต้องมีการต่อต้าน (ข่าวปลอม) ไปพร้อมๆกัน”

สรุปจาก COVID vaccines: time to confront anti-vax aggression ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2021

Photo by Asif HASSAN / AFP

เปิดคำทำนาย ชายชื่อ “Elon” จะพามนุษยชาติไปสู่ดาวอังคาร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652450

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 13:49 น.

 เปิดคำทำนาย ชายชื่อ "Elon" จะพามนุษยชาติไปสู่ดาวอังคาร?หนังสือปี 1953 โดย Wernher Von Braun หนึ่งในผู้บุกเบิกการสำรวจอวกาศรุ่นแรกๆ ทำนายว่าคนที่ชื่อ Elon จะพาพวกเราไปยังดาวอังคาร

แวร์นแฮร์ ฟ็อน เบราน์ (Wernher Von Braun) เป็นวิศวกรและสถาปนิกอวกาศชาวเยอรมัน เขาเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดในเยอรมนี และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟ็อน เบราน์ และนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเยอรมันราว 1,600 คนถูกพาตัวไปยังสหรัฐอย่างลับๆ เพื่อช่วยสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธและต่อมาพัฒนาจรวดสำรวจอวกาศ จนได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งจรวดและวิทยาศาสตร์อวกาศ” ของสหรัฐ

ในปี 1953 ฟ็อน เบราน์ตีพิมพ์หนังสือที่ ‘Mars Project: A Technical Tale’ (โครงการดาวอังคาร: นิทานในเชิงเทคนิค) วึ่งเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ภาษาเยอรมัน เนื้อหาข้างในอ้างอิงถึงบุคคลที่ชื่อ Elon ซึ่งจะนำมนุษย์ไปยังดาวอังคารเรื่องนี้ถูกนำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2020 โดยแอคเคานท์ทวิตเตอร์ที่ชื่อ Toby Li (@tobyliiiiiiiiii) โดยนำหน้าเนื่อหาที่เอ่ยถึง Elon มาเป็นพยาน และเอลอน มัสก์ ยังรีทวีตด้วยพร้อมกับเขียนว่า “โชคชะตา โชคชะตา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือชะตาของผม”

เรื่องนี้ประจวบเหมาะกับที่เอลอน มัสก์แห่งบริษัท SpaceX และ Tesla มีโครงการพามนุษย์ไปสำรวจดาวอังคารพอดี ทวีนี้จึงได้รับความสนใจขึ้นมา แต่ที่แปลกประหลากก็คือทวีของมัสก์เขียนไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่มันเพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันนี้เองโดยสื่อในสหรัฐ

มัสก์ยังถามว่า “นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า?” เพราะดูเหมือนจะบังเอิญเกินไป ซึ่งมีคนมาตอบให้ว่าเป็นเรื่องจริง นั่นคือ Pranay Pathole (@PPathole) เขาทวีตพร้อมกับโพสต์หน้าแปลหนังสือเล่มดังกล่าวในภาษาอังกฤษว่า “ใช่มันเป็นเรื่องจริง นี่คือเนื้อหาภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มเดียวกัน … แต่ “Elon” ที่อ้างโดย ฟ็อน เบราน์ในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ชื่อของบุคคล แต่เป็นชื่อของตำแหน่งเหมือนตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้ง”

ถึงแม้ว่าจะเป็นชื่อตำแหน่ง แต่มันก็ยังเป็นเรื่องบังเอิญอีกต่อหนึ่ง เพราะเมื่อปลายเดือนเมษายน เอลอน มัสก์ก็เพิ่งจะประกาศตัวเองว่าเขาคือ “จักรพรรดิแห่งดาวอังคาร” (Imperator of Mars) ทั้งนี้ หนังสือฟ็อน เบราน์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มี 2 เล่ม คือ ‘Mars Project: A Technical Tale’ ที่เป็นนิกายวิทยาศาสตร์ และ ‘Mars Project’ ที่เป็นงานเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ใช่นิยาย เป้นการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปดาวองัคาร

นวนิยายเรื่อง ‘Mars Project: A Technical Tale’ จินตนาการว่าในช่วงทศวรรษที่ 1980 มนุษย์จะสามารถเดินทางไปยังดาวอังคารได้และการเผชิญหน้ากับชาวอังคารผู้ใจดีและเล่าถึงวัฒนธรรมของชาวดาวอังคารซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเมืองที่มีผู้นำในตำแหน่ง Elon แต่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ 57 ปีหลังจากที่ฟ็อน เบราน์เสียชีวิตไปแล้ว ส่วน The Mars Project เป็นดัชนีท้ายเรื่องของนิยายเรื่องนี้เป็นงานวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในในการเดินทางไปยังดาวอังคารในเชิงวิทยาศาสตร์ เล่มนี้ตีพิมพ์ตอนที่ฟ็อน เบราน์ ยังมีชีวิตอยู่ในปี 1953

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ราดำอาละวาด อินเดียพบการติดเชื้อราอันตรายในผู้ที่หายจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652434

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 12:12 น.

ราดำอาละวาด อินเดียพบการติดเชื้อราอันตรายในผู้ที่หายจากโควิดภาวะการติดเชื้อรา Mucormycosis ในอินเดียถูกพบมากขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

บีบีซีรายงานว่าอินเดียกำลังเผชิญกับโรครุนแรงอีกชนิดท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศซึ่งกำลังเข้าขั้นวิกฤต โดยแพทย์ระบุว่าพบภาวะติดเชื้อรา Mucormycosis หรือเชื้อราดำ ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังฟื้นตัวและฟื้นตัวแล้ว

Mucormycosis เป็นการติดเชื้อที่หายากมากซึ่งเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อราที่พบได้ทั่วไปในดิน พืช ปุ๋ยคอก และผักผลไม้เน่าเปื่อยที่มีอยู่ทั่วไป โดยส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำและมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นภาวะการติดเชื้อราที่ลุกลามรวดเร็วและมีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 50 ถึง 100

ภาวะการติดเชื้อราดังกล่าวมีผลต่อรูจมูก สมอง และปอด และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อรามักมีอาการคัดจมูกและมีเลือดออก มีอาการตาบวม ปวดตา มองเห็นภาพเบลอและสูญเสียการมองเห็นในที่สุด ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดเอาดวงตาออกเพื่อหยุดการติดเชื้อไม่ให้ลุกลามไปถึงสมอง

ทั้งนี้ แพทย์เชื่อว่าอาจเกิดจากการใช้สเตียรอยด์ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงและป่วยหนัก

โดยสเตียรอยด์ซึ่งช่วยลดการอักเสบในปอดสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 และเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนา ขณะเดียวกันมันลดภูมิคุ้มกันและส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่เป็นเบาหวาน ซึ่งแพทย์คาดว่าภูมิคุ้มกันที่ลดลงนี้อาจทำให้เกิดภาวะการติดเชื้อรา Mucormycosis เหล่านี้ได้

เนื่องจากจำนวนผู้มีภาวะติดเชื้อราดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยดร. Akshay Nair ซึ่งทำงานในโรงพยาบาล 3 แห่งในมุมไบกล่าวว่าเขาพบผู้ป่วยถึง 40 รายที่ติดเชื้อราในเดือนเมษายน และผู้ป่วยหลายคนมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ขณะที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 เขาพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อราไม่ถึง 10 รายเท่านั้น

ขณะที่โรงพยาบาลไซออนในมุมไบรายงานว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อรา 24 รายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 6 รายต่อปีตามรายงานของดร. Renuka Bradoo หัวหน้าแผนกหูคอจมูกของโรงพยาบาล โดยผู้ป่วย 11 คนต้องสูญเสียดวงตาและ 6 คนเสียชีวิต ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานวัยกลางคนที่ติดเชื้อรา 2 สัปดาห์หลังจากหายจากโรคโควิด -19

Photo by Narinder NANU / AFP