เกาหลีใต้เตรียมเพิ่มค่าอาหารทหารหลังถูกวิจารณ์คุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652303

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

เกาหลีใต้เตรียมเพิ่มค่าอาหารทหารหลังถูกวิจารณ์คุณภาพกองทัพเกาหลีใต้ประกาศแผนการปรับเพิ่มค่าอาหารรายวันของทหาร หลังสาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์การจัดเตรียมอาหารที่ด้อยคุณภาพให้สมาชิกกองทัพ

ซออุก รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ตัดสินใจจะปรับเพิ่มค่าอาหารเฉลี่ยรายวันของกองกำลังทหารจากเดิม 8,790 วอน หรือ 240 บาท ในปีนี้ ขึ้นเป็น 10,500 วอน หรือ 290 บาทในปีหน้า หลังร่วมหารือกับคณะผู้บัญชาการทหารระดับสูง

รายงานระบุว่าค่าอาหารต่อมื้อของทหารเกาหลีใต้ในปีนี้อยู่ที่ 2,930 วอน หรือ 80 บาท ต่ำกว่าค่าอาหารของนักเรียนชั้นมัธยม ซึ่งอยู่ที่ 3,625 วอน หรือ 100 บาท

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกองทัพถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอาหารด้อยคุณภาพ หลังมีภาพถ่ายอาหารบางส่วนถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ กอปรกับมาตรการกักกันมากเกินความจำเป็น

ขณะเดียวกันกองทัพเกาหลีใต้ยังตัดสินใจอนุญาตเพิ่มวันลาหยุดให้ทหาร เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (10 พ.ค.) เป็นต้นไป หลังจำกัดวันลาดังกล่าวเพราะการแพร่ระบาดของ Covid-19

ที่มา: xinhuathai

ซีอีโอ Pfizer เผยประเทศยากจนไม่สั่งวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652301

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 11:10 น.

ซีอีโอ Pfizer เผยประเทศยากจนไม่สั่งวัคซีนPfizer เผยมีแต่ประเทศร่ำรวยเท่านั้นที่สั่งวัคซีน Pfizer ส่วนประเทศยากจนไม่สั่ง แม้บริษัทพยายามติดต่อแล้ว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอบริษัท Pfizer เผยในจดหมายแจ้งข่าวกับพนักงานหลังประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศสนับสนุนการยกเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีน Covid-19 ว่า ประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางเลือกที่จะไม่สั่งวัคซีนต้าน Covid-19 ของ Pfizer

“เราติดต่อไปยังทุกประเทศเพื่อขอให้พวกเขาสั่งซื้อเพื่อที่เราจะได้จัดสรรวัคซีนให้พวกเขา ในความเป็นจริงประเทศร่ำรวยจองวัคซีนมากที่สุด โดยส่วนตัวผมกังวลกับเรื่องนี้ และผมติดต่อไปยังผู้นำประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางทั้งทางจดหมาย โทรศัพท์ ทั้งส่งข้อความไปเตือนให้พวกเขารีบจองเนื่องจากวัคซีนมีจำกัด” บัวร์ลาระบุในจดหมาย

ซีอีโอ Pfizer ระบุอีกว่า ประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ที่เขาติดต่อไปตัดสินใจสั่งวัคซีนของเจ้าอื่น ทั้งด้วยเหตุผลว่าเทคโนโลยีที่ Pfizer ใช้ยังไม่ได้รับการรับรอง หรือมีตัวเลือกอื่นที่ผลิตในท้องถิ่น และยังกล่าวอีกว่า บางประเทศไม่อนุมัติวัคซีนที่ Pfizer ร่วมผลิตกับ BioNTech ของเยอรมนี

ก่อนหน้านี้ Pfizer ชี้แจงหลังมีการถกเถียงกันเรื่องการยกเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีนต้าน Covid-19 ว่า Pfizer และ BioNTech ใช้รูปแบบการกำหนดราคาวัคซีนเป็นขั้นๆ โดยประเทศรายได้ปานกลางได้ราคาครึ่งหนึ่งของราคาที่ประเทศร่ำรวยจ่าย ส่วนประเทศยากจนได้วัคซีนในราคาทุน

Photo by JOHN THYS / POOL / AFP

อนามัยโลกอนุมัติวัคซีน Sinopharm ของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652299

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

อนามัยโลกอนุมัติวัคซีน Sinopharm ของจีนองค์การอนามัยโลกอนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm ของจีนเป็นกรณีฉุกเฉิน

องค์การอนามัยโลก (WHO) อนุมัติให้ใช้วัคซีนต้าน Covid-19 ของบริษัท Sinopharm ของจีนเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยรับรองความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพของวัคซีนดงกล่าว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ WHO ให้การรับรองวัคซีนที่ไม่ได้ผลิตในประเทศตะวันตก

กลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคของ WHO ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการทดสอบทางคลินิกและกระบวนการผลิตวัคซีนเผยว่า ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการและการรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ที่ราว 79% แต่ WHO ย้ำว่าในการทดลองทางคลินิกมีกลุ่มผู้ป่วยที่อายุเกิน 60 ปีเพียงไม่กี่คน ดังนั้นจึงไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในคนกลุ่มนี้

ก่อนหน้านี้ WHO รับรองวัคซีนเพียง 4 เจ้าเท่านั้นคือ Pfizer, AstraZeneca, Johnson & Johnson และ Moderna

ก่อนได้รับการรับรองจาก WHO มีหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศยากจนในแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย อนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm ในกรณีฉุกเฉิน 

Photo by Robert ATANASOVSKI / AFP

Cyrus S. Poonawalla มหาเศรษฐีอินเดียผู้กุมชะตากรรมวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652002

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 19:33 น.

Cyrus S. Poonawalla มหาเศรษฐีผู้อินเดียผู้กุมชะตากรรมวัคซีน ยารักษาโรคเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ ยิ่งหากเป็นวัคซีนต้านโรคด้วยแล้ว ยิ่งเป็นยอดปรารถนาของผู้คนที่ไม่ต้องการให้ตัวเองต้องทนทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย

ชื่อของสถาบัน Serum Institute of India (SII) คุ้นหูชาวโลกมากขึ้นเมื่ออินเดียประสบกับการระบาดของโควิด-19 ที่เลวร้ายที่สุดในโลก สถาบันแห่งนี้ (หรือที่จริงคือบริษัท) ได้ร่วมมือกับ AstraZeneca บริษัทยาข้ามชาติของอังกฤษ-สวีเดนซึ่งกำลังพัฒนาวัคซีน AZD1222 ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด มีรายงานว่า Serum Institute จะจัดหาวัคซีน 1000 ล้านโดสสำหรับอินเดียและประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางอื่นๆ

แต่จนแล้วจนรอดยังมีกรณีที่ “ชาวอินเดียโกรธแค้นวัคซีนไม่พอ ซีอีโอผู้ผลิตเผ่นออกจากประเทศ” เขาคือ อะทาร ปูนาวาลา (Adar Poonawalla) ซีอีโอของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) นั่นเอง

ส่วนมากแล้ววัคซีนที่ใช้กันอยู่เป็นประจำมักจะขนส่งมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งมีศูนย์กลางการผลิตวัคซีนอยู่ในเมืองปูเน่ รัฐมหาราษฎระ ทางภาคตะวันตกของอินเดีย โดยใช้ชื่อว่า สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย ซึ่งบุคคลสำคัญที่ดูแลการบริหารงานก็คือมหาเศรษฐี ไซรัส ปูนาวาลา (Cyrus S. Poonawalla) คนรวยเก่าแก่แห่งแดนภารต

เขาผู้นี้คือบิดาของอะทาร ปูนาวาลา ซีอีโอของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) ที่ตกเป็นข่าว และไซรัสก็มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เพียงคนเดียว

ตระกูลของปูนาวาลาเป็นชาวปาร์ซี (ชาวเปอร์เซียที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตรียน) อยู่ในสังคมชั้นสูงของอินเดีย เพราะฐานะที่ไม่เป็นรองใคร โดยตั้งแต่เกิดมาไซรัส มีชีวิตที่สุขสบาย รายล้อมไปด้วยบริวาร อีกทั้งยังมีฟาร์มม้าที่พ่อเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ซึ่งรวบรวมม้าพันธุ์ดีสำหรับการแข่งขันไว้ให้ลูกชายเล่นเป็นกิจกรรมเสริม

นอกจากกีฬาขี่ม้าที่ไซรัสชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เขายังชอบการขับรถยนต์หรูเป็นอย่างมาก และด้วยความชอบนี้เองทำให้มีไอเดียร่วมกับเพื่อนว่าจะรวมพลเหล่าวิศวกรยานยนต์ผลิตรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงวางจำหน่ายให้กับคนอินเดีย

แต่แล้วความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มคนชั้นสูงในอินเดียยังมีน้อย คงไม่มีใครซื้อรถหรูที่เขาผลิตได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน

กำเนิดสถาบันที่แห่งความหวัง

ความคิดใหม่ที่แล่นเข้ามาในสมองก็คือ ทำไมไม่ผลิตยาเพื่อรักษาโรค ด้วยกระบวนการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ จำหน่ายง่าย และได้ปริมาณมาก เนื่องจากผู้คนทั่วโลกต้องการวัคซีนและเซรุ่มในการรักษาโรคตลอดเวลา

เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับสัตวแพทย์ซึ่งทำงานอยู่ในฟาร์มม้าของพ่อ อีกฝ่ายแนะนำว่าสามารถสกัดเซรุ่มจากม้าเพื่อนำมาผลิตเป็นวัคซีนได้ จึงทำให้ไซรัส ในวัย 22 ปี เกิดไอเดียที่จะผลิตวัคซีนขึ้นมาอย่างจริงจัง เนื่องจากยังมีคนในประเทศต้องการวัคซีนป้องกันโรค อีกทั้งอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก น่าจะเป็นตลาดยาที่ใหญ่มหึมา และไม่มีวันที่ตลาดจะซาลง

และก็เป็นไปตามที่ไซรัสคาดการณ์ไว้ เพราะไม่เพียงแต่อินเดียเท่านั้นที่ต้องการวัคซีนจาก Serum Institute of India (SII) แต่ประชากรในแถบประเทศแอฟริกาก็ต้องการซื้อวัคซีนของ ไซรัส ซึ่งมีหลากหลายประเภท เช่น วัคซีนป้องกันบาดทะยัก วัคซีนแก้พิษงู และวัคซีนโรคคอตีบ

สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียจึงผลิตวัคซีตป้อนตลาดโลกมากถึง 1,000 ล้านหลอดต่อปี โดยมีฐานผลิตที่โรงงานในเมืองปูเน่ และทำให้สถาบันของไซรัสกลายเป็น สถานที่ผลิตวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะต้องขนส่งวัคซีนไปยัง 137 ประเทศ โดยวัคซีนทุกชนิดที่มาจากสถาบันแห่งนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลกเรียบร้อยแล้ว

มหาอำนาจแห่งวงการสาธารณสุข

แน่นอนว่าสองพ่อลูกตระกูลปูนาวาลาจะรวยไม่รู้เรืองจากธุรกิจสาธารณสุข อันที่จริงแล้วจกการสำรวจโดย Forbes พบว่าคนที่รวยที่ส่ดของอินเดีย 10 อันดับแรกได้เงินเป็นกอบเป็นกำมาจากธุรกิจประเภทนี้

จากการจัดอันดับปี 2021 ชาวอินเดียที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 8 คือมหาเศรษฐีด้านวัคซีนไซรัส ปูนาวาลากับสาบัน SII ซึ่งดำเนินการโดยอะทาร์ลูกชายวัย 40 ปีเข้าร่วมการแข่งขันวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการสร้างพันธมิตรหลายรายและลงทุน 800 ล้านดอลลาร์ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ และผลที่ได้คือวัคซีน Covishield วัคซีนโควิด -19 ที่ผลิตในอินเดียซึ่งพัฒนาโดย Oxford University-AstraZeneca

Business Today สื่อของอินเดียรายงานว่า สองวันก่อนที่จะมีการล้อคดาวน์สกัดการระบาดในในอินเดียทรัพย์สินสุทธิของไซรัสอยู่ที่ 7,4700 ล้านดอลลาร์ แต่ในวันที่ 23 มีนาคม 2020 ตั้งแต่นั้นมาทรัพย์สินสุทธิของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจาก SII กลายเป็นคตวามหวังในฐานะผู้ผลิตวัคซีนชั้นนำของโลกและเป็นพันธมิตรกับสาขาเภสัชกรรมระดับโลกในการต่อสู้กับการระบาด

ในช่วง 5 เดือนหลังจากการล็อคดาวน์ Business Today ระบุว่าทรัพย์สินสุทธิของไซรัสเพิ่มขึ้น 84.7% เป็น 13,800 ล้านดอลลาร์ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index ส่วนแบ่งความมั่งคั่งมาจากหัวใจหลักของธุรกิจของเขาคือ SII ซึ่งมีมูลค่า 12,800 ล้านดอลลาร์

ไซรัสกับคฤหาสน์ประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ครอบครัวปูนาวาลายังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 522 ล้านดอลลาร์และเงินสดอีก 500 ล้านดอลลาร์ ไซรัสยังเป็นเจ้าของฟาร์มม้า, ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์และที่พักอาศัยประมาณ 250 เอเคอร์ในมุมไบและปูเน่

ไซรัส ได้ตกลงซื้อคฤหาสน์ Lincoln House แมนชั่นบนพื้นที่กว่า 4,645 ตร.ม. ติดทะเลในนครมุมไบ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งการซื้อขายครั้งนี้กลายเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย ด้วยมูลค่า 7,500 ล้านรูปี หรือราว 113 ล้านเหรียญสหรัฐ

อะทาร ปูนาวาลา บุตรชายของไซรัส ซึ่งเป็นตัวแทนซื้อขายครั้งนี้เผยเหตุผลว่า แม้ว่าคฤหาสน์นี้จะเห็นได้ดาษดื่นทั่วไปในลอนดอน แต่ที่อินเดียนั้นถือว่านับนิ้วได้เลย เมื่อสิ่งปลูกสร้างนำเข้าสู่ตลาดการซื้อขาย ทางครอบครัวจึงไม่รีรอที่จะทุ่มเงินเพื่อให้ได้มาครอบครอง

ไซรัสดูเหมือนจะถูกใจสถานที่แห่งนี้แทบทุกองค์ประกอบ ทั้งที่ตั้งที่อยู่ใกล้น้ำ มีวิวทิวทัศน์เป็นของตัวเอง และอยู่ในศูนย์กลางการเงินของประเทศ ขนาดก็ใหญ่เพียงพอสำหรับสมาชิกในครอบครัว

ที่สำคัญที่สุด น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งแรกเริ่มคือ พระราชวังของเจ้าเมืองแห่งหนึ่งในรัฐคุชราต ในปี 1957 หลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ 10 ปี เจ้าของสถานที่ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐ ยกวังของตัวเองให้แทนการจ่ายภาษี สหรัฐจึงนำมาเป็นสถานกงสุลของสหรัฐในอินเดีย และเปลี่ยนชื่อเป็น ลินคอล์น ตามชื่อ อับราฮัม ลินคอล์น ของประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ

ของสะสมของมหาเศรษฐีวัคซีน

ไซรัสเกิดมาอยู่บนกองเงินกองทองตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้น ของสะสมของเขาจึงหนีไม่พ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและเหล่ารถยนต์หรูซึ่งต้องเก็บไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ อีกทั้งยังสร้างห้องใต้ดินของบ้านให้เป็นดิสโก้เธค เนื่องจากว่าไซรัสในวัย 80 ปี มหาเศรษฐีอินเดียผู้มีเงินมากถึง 11,5000  – 13,800  ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขคร่าวๆ จากปีที่แล้ว) ยังมีนิสัยรักสนุก ชอบการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ

นอกเหนือจากการผลิตวัคซีนเพื่อรักษาชีวิตคนอื่น (และทำเงินให้ตัวเอง) แล้วไซรัส ยังทำธุรกิจอื่นๆ เช่น การถือหุ้นอีก 50% ในโรงแรม Ritz Carlton ในเมืองปูเน่บ้านเกิดของเขาด้วย

ความร่ำรวยและชื่อเสียงของเขาผู้เป็นเสมือนใบเบิกทางให้มีโอกาสได้พบปะกับคนดังหลายคนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร ที่มาเยี่ยมโรงงานในเมืองปูเน่ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ และ ปารีส ฮิลตัล สาวสังคมไฮโซชื่อดัง ก็ล้วนแต่สนิทกับไซรัส ทั้งนั้น

ภาพ Adar poonawalla (ซ้าย) กับ Cyrus Poonawalla (ขวา) ในงาน 4th Asian wards จาก TheAsianAwards

ลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ใน SNL ดันราคา Dogecoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652268

ลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ใน SNL ดันราคา Dogecoin

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 18:10 น.

ลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ใน SNL ดันราคา Dogecoinนักลงทุนลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ในรายการตลก SNL คืนวันเสาร์นี้ดันราคา Dogecoin ให้พุ่งอีกครั้ง

คืนวันเสาร์นี้เวลา 23.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับ 10.30 น.ตามเวลาไทย อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดังเจ้าของบริษัทรถยนต์ Tesla จะปรากฏตัวใน Saturday Night Live รายการคอเมดีและวาไรตีโชว์ยอดฮิตของสหรัฐ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมัสก์ทวีตบอกใบ้ว่าจะร่วมรายการนี้ว่า “The Dogefather SNL May 8” ซึ่งตีความกันว่าเป็นการล้อกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง The Godfather

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้บรรดานักลงทุนพากันลุ้นว่าจะดันให้ราคาของ Dogecoin พุ่งขึ้นอีกครั้งด้วยมนต์ขลังของมัสก์อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ช่วยให้ราคาของ Dogecoin ขยับขึ้นถึง 106% อีกทั้งรายการนี้ยังเข้าถึงผู้ชมได้มากกว่า 9 ล้านราย

ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่า อิทธิพลของมัสก์ต่อ Dogecoin เริ่มน้อยลง บางคนถึงกับบอกว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากออกรายการเราอาจได้เห็นหายนะของ Dogecoin

Photo by Brendan Smialowski / AFP

วิกฤตชิปขาดตลาดบีบค่ายรถยนต์ตัดฟีเจอร์ล้ำๆ ออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652265

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 16:40 น

วิกฤตชิปขาดตลาดบีบค่ายรถยนต์ตัดฟีเจอร์ล้ำๆ ออกวิกฤตขาดแคลนชิปที่ยังไม่ดีขึ้นบีบบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์ตัดฟีเจอร์ล้ำๆ ออกเพื่อให้การผลิตเดินหน้าได้ 

วิกฤตขาดแคลนชิปซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับผลิตรถยนต์ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 5 และยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น ส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์พากันตัดลดฟีเจอร์ล้ำๆ ที่จำเป็นต้องใช้ชิปออกชั่วคราว เพื่อให้การผลิตเดินหน้าต่อไปได้ 

ค่าย Nissan ของญี่ปุ่นตัดระบบนำทางออกจากรถยนต์หลายพันคันที่ออกแบบไว้ว่าจะต้องมีระบบนี้เนื่องจากขาดแคลนชิป เช่นเดียวกับรถปิกอัพจากค่าย Ram 1,500 คันที่จะไม่มีกระจกมองหลังอัจฉริยะมาตรฐานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบจุดบอด 

ด้านค่าย Renault ตัดหน้าจอดิจิทัลขนาดใหญ่หลังพวงมาลัยในรถยนต์เอสยูวีรุ่น Arkana เพื่อประหยัดชิป และค่าย Peugeot ย้อนกลับไปใช้เมคโนโลยีเก่าคือ มาตรวัดความเร็วแบบอะนาล็อกกับรถยนต์รุ่นแฮชแบ็ก แทนที่จะใช่เวอร์ชั่นดิจิทัลที่จำเป็นต้องใช้ชิป 

ขณะที่บางค่ายจัดสรรชิปที่กลายเป็นสินค้าหายากไปใช้ในรถยนต์รุ่นที่ทำกำไรและขายได้ดีกว่าเช่นที่ Renault และ Nissan Motor กำลังทำอยู่ 

ด้าน มาร์ก หลิว ประธานบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกเผยกับสำนักข่าว CBS ว่า วิกฤตนี้ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด และทางบริษัทจะสามารถผลิตชิปได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ผลิตรถยนต์ภายในเดือน มิ.ย.นี้ แต่คาดว่าชิปสำหรับรถยนต์จะขาดแคลนไปจนถึงต้นปี 2022

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

รัสเซียเตรียมทดสอบซูเปอร์นุกถล่มเท็กซัสได้ทั้งรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652237

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 14:40 น.

รัสเซียเตรียมทดสอบซูเปอร์นุกถล่มเท็กซัสได้ทั้งรัฐรัสเซียประกาศทดสอบซูเปอร์นิวเคลียร์อานุภาพร้ายแรงถล่มรัฐเท็กซัสได้ทั้งรัฐ

ทางการรัสเซียประกาศเตรียมทดสอบซูเปอร์นิวเคลียร์ RS-28 Sarmat ขนาด 208 ตัน 3 ครั้ง ซึ่งหากสำเร็จจะนำมาประจำการในปี 2022

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเผยกับสำนักข่าว TASS ว่า การทำงานเกี่ยวกับ Sarmat ดำเนินไปอย่างแข็งขัน และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยว่า ซูเปอร์นิวเคลียร์ RS-28 Sarmat มีอานุภาพในการทำลายล้างพื้นที่เท่ากับรัฐเท็กซัสของสหรัฐทั้งรัฐซึ่งมีพื้นที่ราว 695,662 ตารางกิโลเมตร นับว่ามีอานุภาพร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ขีปนาวุธ R-36M2 Voevoda และมีพิสัยการยิง 9,978 กิโลเมตร

นอกจากนี้ เครื่องยนต์ของขีปนาวุธนี้ยังสามารถเพิ่มกำลังให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ปลอดภัยเพื่อหลบเลี่ยงระบบต่อต้านขีปนาวุธ ทั้งยังสามารถบินเหนือขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้และใช้เส้นทางบินที่ไม่สามารถคาดเดาได้เพื่อหลบระบบต่อต้านขีปนาวุธ

RS-28 Sarmat สามารถบรรจุหัวรบระเบิดไฮโดรเจนขนาดใหญ่ได้ถึง 10 หัว หรือหัวรบขนาดเล็กได้ 16 หัว หรือทั้งสองชนิดรวมกัน

ภาพ: กระทรวงกลาโหมรัสเซีย

อินเดียเดินหน้าปรับปรุงรัฐสภา 5.6 หมื่นล้านแม้โควิดยังหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652223

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 12:40 น.

อินเดียเดินหน้าปรับปรุงรัฐสภา 5.6 หมื่นล้านแม้โควิดยังหนักนายกฯ อินเดียไม่สนวิกฤตโควิดระบาดหนัก ผลักดันโครงการรีโนเวทรัฐสภามูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี ของอินเดีย เดินหน้าผลักดันโครงการปรับปรุงอาคารรัฐสภาและบ้านพักอาศัยของผู้นำประเทศมูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 56,211.30 ล้านบาท ท่ามกลางวิกฤต Covid-19 ที่ยังระบาดหนักจนโรงพยาบาลขาดแคลนออกซิเจน ประชาชนติดเชื้อเสียชีวิตวันละกว่า 3,000 คน

โครงการดังกล่าวถูกระบุว่าเป็น “บริการที่จำเป็น” ซึ่งหมายความว่า สามารถดำเนินโครงการก่อสร้างต่อไปได้แม้การก่อสร้างอาคารอื่นๆ จะถูกระงับชั่วคราวอันเนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง โดยนักการเมืองฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า ไม่ควรนำเงินจำนวนมหาศาลมาปรับปรุงรัฐสภาในช่วงเวลาที่อินเดียกำลังเผชิญวิกฤตด้านสุขภาพครั้งใหญ่

ขณะที่ในโลกโซเชียลมองว่าเป็นโครงการที่ไร้ประโยชน์ ควรนำเงินไปสร้างโรงพยาบาลมากกว่า

ก่อนหน้านี้ โมดีถูกชาวอินเดียวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรับมือกับการระบาดระลอกสอง โดยแม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่โมดีกลับเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งโดยมีชาวอินเดียเข้าร่วมนับพันนับหมื่นคนโดยไม่มีมาตรการป้องกัน Covid-19 จนมีผู้ติดเชื้อจากเหตุการณ์นี้หลายคน

Photo by Biju BORO / AFP

นิวยอร์กเตรียมฉีดวัคซีน J&J ให้นักท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652219

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

นิวยอร์กเตรียมฉีดวัคซีน J&J ให้นักท่องเที่ยวนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กซิตีพร้อมฉีดวัคซีน Johnson & Johnson ให้นักท่องเที่ยว

นายกเทศมนตรี บิล เดอ บลาซิโอ ของมหานครนิวยอร์กประกาศว่า มีแผนจะฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ของ Johnson & Johnson ซึ่งเป็นวัคซีนเข็มเดียวให้กับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งตรงกับเดือน มิ.ย.-ส.ค.นี้

เดอ บลาซิโอมีแผนจะตั้งหน่วยบริการฉีดวัคซีนตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมือง อาทิ จัตุรัสไทม์สแควร์ สวนสาธารณะสะพานบรูคลิน เซ็นทรัลพาร์ค สวนสาธารณะไฮไลน์ในแมนฮัตตัน

นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์กกล่าวว่า “นี่คือข้อความในเชิงบวกไปถึงนักท่องเที่ยว มาเที่ยวที่นี่กันเถอะ ที่นี่น่าเที่ยว ปลอดภัย และเราจะดูแลพวกคุณเอง เราจะทำให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะได้รับการฉีดวัคซีน”

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ต้องได้รับการอนุมัติจาก แอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กก่อน เนื่องจากขณะนี้ทางการรัฐนิวยอร์กฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้เฉพาะผู้ที่อาศัย ทำงาน หรือเรียนอยู่ในรัฐเท่านั้น

ทั้งนี้ ขณะนี้มหานครนิวยอร์กฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้วกว่า 6.8 ล้านโดส โดยประชาชนกว่า 3.6 ล้านคน หรือ 55% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ของเมืองได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่อีกกว่า 2.7 ล้านคน หรือ 42% ของชาวมหานครนิวยอร์กได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว

Michael M. Santiago/Getty Images/AFP

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เปิดราคาวัคซีนที่แต่ละประเทศต้องจ่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652004

วันที่ 06 พ.ค. 2564 เวลา 18:36 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เปิดราคาวัคซีนที่แต่ละประเทศต้องจ่ายความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

วัคซีนต้านโรคโควิด-19 หลายยี่ห้อได้รับอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินทั่วโลก ขณะที่หลายประเทศกำลังพยายามเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยรอยเตอร์สได้รวบรวมราคาวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจ่ายไว้ดังนี้

AstraZeneca (แอสตราเซเนกา) จากสหราชอาณาจักร

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ AstraZeneca ดังนี้

  • สหราชอาณาจักรประมาณ 3 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 100 ล้านโดส)
  • สหภาพยุโรปประมาณ 3.5 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 300 ล้านโดส)
  • อินเดียประมาณ 2.03 ถึง 7.95 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 210 ล้านโดส)
  • แอฟริกาใต้ประมาณ 5.25 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 1.5 ล้านโดส)
  • สหภาพแอฟริกาประมาณ 3 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 100 ล้านโดส)

Bharat Biotech (ภารัต ไบโอเทค) จากอินเดีย

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Bharat Biotech ดังนี้

  • อินเดียประมาณ 2.03 ถึง 16.20 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 70 ล้านโดส)
  • บราซิลประมาณ 294.30 ล้านเหรียญสหรัฐต่อการสั่งซื้อจำนวน 20 ล้านโดส
  • ประเทศอื่นๆ ประมาณ 15 ถึง 20 เหรียญสหรัฐต่อโดส

CanSino Biologics (แคนซิโน) จากจีน

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ CanSino ดังนี้

  • ปากีสถานประมาณ 27.15 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 60,000 โดส)

Johnson & Johnson (จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน) จากสหรัฐ

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Johnson & Johnson ดังนี้

  • สหรัฐประมาณ 14.50 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 100 ล้านโดส)
  • สหภาพแอฟริกาประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 400 ล้านโดส)

Moderna (โมเดอร์นา) จากสหรัฐ

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Moderna ดังนี้

  • สหรัฐประมาณ 15.40 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 300 ล้านโดส)
  • ประเทศอื่นๆ ประมาณ 22 ถึง 37 เหรียญสหรัฐต่อโดส

Pfizer (ไฟเซอร์) จากสหรัฐ

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Pfizer ดังนี้

  • สหรัฐประมาณ 19.50 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 300 ล้านโดส)
  • สหภาพยุโรปประมาณ 18.69 ถึง 23.52 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 600 ล้านโดส)
  • สหราชอาณาจักรประมาณ 20.86 เหรียญสหรัฐต่อโดส
  • สหภาพแอฟริกาประมาณ 6.75 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อ 50 ล้านโดส)

Sputnik V (สปุตนิก วี) จากรัสเซีย

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Sputnik V ดังนี้

  • รัสเซียประมาณไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐต่อโดส
  • ปากีสถานประมาณ 54.30 เหรียญสหรัฐต่อ 2 โดส
  • ฮังการีประมาณ 9.95 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 2 ล้านโดส)

Sinopharm (ซิโนฟาร์ม) จากจีน

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Sinopharm ดังนี้

  • ฮังการีประมาณ 37.5 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อ 5 ล้านโดส)
  • เซเนกัลประมาณ 19 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อ 2 แสนโดส)

Sinovac (ซิโนแวค) จากจีน

แต่ละประเทศจ่ายเงินในการสั่งซื้อวัคซีนของ Sinovac ดังนี้

  • บราซิลประมาณ 10.30 เหรียญสหรัฐต่อโดส

Photo by Joseph Prezioso / AFP