เปิดคลิปสุดท้ายลูกเรืออินโดนีเซียร้องเพลงเป็นลางก่อนจมทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651380

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:45 น.เปิดคลิปสุดท้ายลูกเรืออินโดนีเซียร้องเพลงเป็นลางก่อนจมทะเลลูกเรือบนเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 ร่วมกันร้องเพลงอำลาผู้บังคับบัญชาที่กำลังจะเกษียณไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่พวกเขาจะจมสู่ก้นทะเล

กองทัพเรืออินโดนีเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอลูกเรือบนเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 ร่วมกันร้องเพลง “Sampai Jumpa” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “แล้วพบกันใหม่” หรือลาก่อน เพื่ออำลาหนึ่งในผู้บังคับบัญชาที่กำลังจะเกษียณเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เรือจะจมลงสู่ก้นทะเลและคร่าชีวิตลูกเรือทั้ง 53 คน

คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นผู้บัญชาการ Heri Oktavian และบรรดาลูกเรือนั่งล้อมวงกันขับร้องบทเพลงพร้อมดีดกีตาร์ โดยส่วนหนึ่งของบทเพลงมีคำร้องว่า “แม้ฉันจะยังไม่พร้อมที่จะเสียเธอไป ยังไม่พร้อมที่จะอยู่โดยไม่มีเธอ แต่ฉันขอให้เธอโชคดี”

Video awak kapal selam KRI Nanggala 402 menyanyikan lagu Sampai Jumpa ciptaan band Endank Soekamti viral di media sosial setelah diunggah akun @navalpost. Dalam video, tampak komandan kapal Letnan Kolonel Laut (P) Heri Oktavian. Belum diketahui pasti kapan video ini dibuat. pic.twitter.com/E2CGYPdNQH

— KOMPAS TV (@KompasTV) April 25, 2021

กองทัพเรือระบุว่ากำลังวางแผนที่จะกู้ซากเรือและร่างของลูกเรือซึ่งอยู่ที่ระดับความลึกมากกว่า 800 เมตรจึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความพิเศษ นอกจากนี้เรือดังกล่าวแตกออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วนและกระจายอยู่ทั่วทะเลนอกชายฝั่งเกาะบาหลี

ขณะที่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโดกล่าวเชิดชูบรรดาลูกเรือทั้งหมดพร้อมให้คำมั่นว่าจะมอบเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลานของพวกเขา พร้อมเลื่อนตำแหน่งและมอบเหรียญกล้าหาญเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ลูกเรือ

Photo by Handout / various sources / AFP

Chloe zhao ลูกสาวที่จีนไม่อยากเอ่ยถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651311

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 20:30 น.Chloe zhao ลูกสาวที่จีนไม่อยากเอ่ยถึงแม้จะคว้ารางวัลระดับโลกไปได้แต่ โคลเอ้ จ้าว (Chloe zhao) ผู้กำกับเชื้อสายจีนรายนี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินเกิด

หลังจากที่ “โคลเอ้ จ้าว” (Chloé Zhao) ผู้กำกับหญิงชาวจีนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้กำกับหญิงชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ และยังเป็นผู้กำกับหญิงคนที่ 2 ของโลกที่คว้ารางวัลดังกล่าว โดยเธอได้รางวัลในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากผลงานเรื่อง Nomadland นอกจากนี้ผลงานของเธอยังได้รับรางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ขณะที่งานประกาศรางวัลออสการ์ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นนั้นได้มีการถ่ายทอดไปทั่วโลกแต่จีนกลับออกคำสั่งแบนการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลดังกล่าวตลอดจนออกคำสั่งนี้ไปยังฮ่องกงด้วย โดยถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลส่วนหนึ่งนั้นก็เพราะ “โคลเอ้ จ้าว”

Chloé Zhao is first woman of color to win an #Oscar for Best Director, winning for @nomadlandfilm: “This is for anyone who has the faith and the courage to hold onto the goodness in themselves and to hold onto the goodness in each other.” https://t.co/5MWR9oTWsq #Oscars #NMDLND pic.twitter.com/kqubX4wkMC— ABC News (@ABC) April 26, 2021

ความสำเร็จครั้งนี้ควรเป็นความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ของชาวจีนแต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยว

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โคลเอ้ จ้าวได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ท่ามกลางการแสดงความยินดีจากสื่อของรัฐบาลจีนอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ Global Times เรียกเธอว่าความภาคภูมิใจของจีน

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับตาลปัตรเมื่อมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนขุดบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2013 โคลเอ้ จ้าว หรือในชื่อภาษาจีนว่า “จ้าวถิง” เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Filmmaker โดยเล่าถึงประสบการณ์ที่เธออาศัยอยู่ในประเทศจีนก่อนที่จะย้ายไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเธอกล่าวว่า “ตอนเป็นวัยรุ่นในประเทศจีนนั้นมีแต่ความหลอกลวงอยู่ทุกหนทุกแห่ง” นั่นทำให้เธอถูประณามอย่างหนักจากชาวจีน แม้ว่าในภายหลังจะมีการแก้ไขว่าบทสัมภาษณ์นั้นเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนแต่ก็ไม่เป็นผล

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง Nomadland ของเธอซึ่งบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนเร่ร่อนในสหรัฐจะได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกและการันตีด้วยรางวัลระดับโลกไปสดๆ ร้อนๆ แต่ไม่ใช่กับประเทศจีนซึ่งมีการเซ็นเซอร์ช่องทางโปรโมทและเผยแพร่ภาพยนตร์ดังกล่าว ตลอดจนโปรแกรมเข้าฉายภาพยนตร์ดังกล่าวในประเทศจีนซึ่งมีกำหนดเมื่อเดือนเมษายนก็ถูกถอดออกไป

นอกจากนี้แฮชแท็ก #Nomadland ใน Weibo โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนยังมีการขึ้นคำเตือนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และการค้นหาในภาษาจีนสำหรับ #Nomadland และ #NomadlandReleaseDate ก็ถูกบล็อกใน Weibo

นอกจากนี้ยังทำให้นักแสดงชื่อดังชาวจีน ซ่งตานตาน (Song Dandan) ผู้เป็นแม่เลี้ยงของโคลเอ้ จ้าวถูกชาวจีนโจมตีไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ซ่งตานตานได้กล่าวถึงความสำเร็จของลูก (เลี้ยง) ของเธอหลังจากที่เป็นผู้หญิงเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมว่าโคลเอ้ จ้าวได้สร้างตำนานให้แก่ครอบครัว ผ่านการโพสต์ข้อความลงบน Weibo ว่า

“ลูกรัก แม่ไม่รู้จะแสดงความยินดีกับลูกอย่างไร แต่ละรางวัลที่ลูกได้รับมันเหนือความคาดหมายของพวกเราและทำให้พวกเราทึ่งมาก ลูกคือตำนานของครอบครัว”

แต่ชาวเน็ตมาแสดงความเห็นใน Weibo ของซ่งตานตานว่า “ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าสภาพครอบครัวแบบไหนกันที่ทำให้เธอ (โคลเอ้ จ้าว) คิดว่าประเทศจีนเต็มไปเด้วยเรื่องหลอกลวง” ความเห็นนี้มีคนกดถูกใจถึงกว่า 2,300 ครั้ง

อีกคนบอกว่า “ลองมาดูที่ลูกชาวอเมริกันของคุณบอกในการสัมภาษณ์กับสื่อออสเตรเลียเมื่อ 2 ปีก่อนสิ” และอีกคนบอกว่าในระหว่างการสัมภาษณ์ปี 2020 เธอบอกว่า “ถึงที่สุดแล้วอเมริกาคือบ้านของฉัน” ตามมาติดๆ กับความเห็นที่บอกว่า “นี่มันผู้หญิงอเมริกันต่อต้านจีน ต่อต้านพรรค (คอมมิวนิสต์)” ความคิดเห็นเหล่านี้คือท็อปคอมเมนต์ที่มีคนกดถูกใจเป็นพันครั้งทั้งสิ้น 

ความเห็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่รัฐบาลจีนที่เซ็นเซอร์เธอ แต่คนจีนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจเธอ และบอกกลายๆ เหมือนกับจะไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองคนหนึ่งของจีน

นอกจากนี้อีกหนึ่งสาเหตุที่จีนสั่งแบนการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลดังกล่าวอาจเป็นเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Do Not Split ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2020 ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม

Photo by Chris Pizzello / POOL / AFP

งบทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 62 ล้านล้านท่ามกลางวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651333

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.งบทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 62 ล้านล้านท่ามกลางวิกฤตโควิดงบประมาณทางทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท สวนทางจีดีพีหดตัวท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

รอยเตอร์สรายงานโดยอ้างถึงสถิติที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ว่างบประมาณทางทหารทั่วโลกเมื่อปี 2020 เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึง 1.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับ GDP ทั่วโลกซึ่งหดตัว 4.4%

โดยการใช้จ่ายทางทหารในปี 2020 คิดเป็น 2.4% ของ GDP ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปี 2019

ดิเอโก โลเปซ ดา ซิลวา หนึ่งในทีมวิจัยของ SIPRI กล่าวว่า “เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปีที่แล้ว”

โดยรายงานระบุว่าประเทศที่มีการใช้จ่ายทางทหารมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2020 ซึ่งคิดเป็น 62% ของการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมาสูงถึง 778 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า 4.4% หรือคิดเป็น 39% ของค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดทั่วโลกในปี 2020

ขณะที่จีนซึ่งมีค่าใช้จ่ายทางทหารสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกคาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 252,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 26 ติดต่อกัน

อย่างไรก็ตามบางประเทศ เช่น ชิลี และเกาหลีใต้ได้นำงบประมาณทางทหารส่วนหนึ่งไปใช้รับมือกับการแพร่ระบาดของโรค และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล และรัสเซียใช้งบประมาณทางทหารน้อยกว่าที่กำหนดไว้มาก

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fsipri.org%2Fposts%2F10159591499856934&width=500&show_text=true&height=451&appId

Photo by Angela Weiss / AFP

ชาวเมียนมารณรงค์ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า-หนี้เงินกู้ของรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651334

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 17:01 น.ชาวเมียนมารณรงค์ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า-หนี้เงินกู้ของรัฐอีกหนึ่งความพยายามที่จะต่อต้านการยึดอำนาจคือการแสดงการขัดขืนต่อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม ล่าสุดคือการรวมพลังกันไม่จ่ายบิลที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมาเรียกร้องให้ประชาชนหยุดจ่ายค่าไฟฟ้าและเงินกู้การเกษตรตั้งแต่วันจันทร์และไม่ให้ลูกๆ ไปโรงเรียน

“พวกเราทุกคนในเมือง ในเขต และภูมิภาคและรัฐต่างๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อให้การคว่ำบาตรต่อต้านรัฐบาลทหารประสบความสำเร็จ” Khant Wai Phyo นักเคลื่อนไหวกล่าวในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประท้วงในเมืองโมนยวาตอนกลางของประเทศ

“เราจะไม่มีส่วนร่วมในระบบของพวกเขา เราจะไม่ร่วมมือกับพวกเขา”

ในวันจันทร์ผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาแสดงพลังตามท้องถนนในหลายเมือง แต่เบื้องตันยังไม่มีรายงานความรุนแรง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานช่วยเหลือระหว่างประเทศได้เตือนว่าการรณรงค์ต่อต้านการยึดอำนาจโดยอารยะขัดขืนทำให้เศรษฐกิจพิการและเพิ่มโอกาสที่จะเกิดความอดอยากในเมียนมา

นอกจาก ประกาศแสดงอารยะขัดขืนแล้ว นักเคลื่อนไหวยังวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงที่ออกมาจากการประชุมอาเซียนซึ่งเรียกว่า “ฉันทามติ 5 ประการ” ซึ่งรวมถึงการยุติความรุนแรง, เริ่มการเจรจาระหว่างทุกฝ่าย, การยอมรับความช่วยเหลือและแต่งตั้งทูตพิเศษอาเซียนที่จะได้รับอนุญาตให้ไปเยือนเมียนมา

แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงนักโทษการเมืองแม้ว่าแถลงการณ์จะกล่าวว่าที่ประชุมได้ยินเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษเหล่านั้น กลุ่มผู้สนับสนุนสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองกล่าวว่าประชาชน 3,431 คนถูกคุมขังเนื่องจากต่อต้านการรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในร่างแถลงการณ์ของอาเซียนยังมีข้อความเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษด้วย แต่ได้มีการแก้ไขก่อนที่จะมีการแถลงจริง

กระนั้นก็ตาม สหภาพยุโรปยินดีต่อฉันทามติ 5 ประการซึ่งเป็นก้าวย่างที่เป็นกำลังใจในความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตและพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจากับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญทั้งหมด” โจเซฟ บอร์เรล (Josep Borrell) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวในแถลงการณ์

“สหภาพยุโรปจะยังคงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดในทันที” เขากล่าว

Photo by STR / AFP

การผูกขาดของยักษ์ใหญ่ Alipay, WeChat กำลังถูกคุกคามจากหยวนดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651303

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 14:16 น.การผูกขาดของยักษ์ใหญ่ Alipay, WeChat กำลังถูกคุกคามจากหยวนดิจิทัล บทวิเคราะห์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ชี้ธนาคารของรัฐ 6 แห่งส่งเสริมเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ก่อนเทศกาลช้อปปิ้ง เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นนอกเหนือจาก Alipay, WeChat Pay ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการควบคุมอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ทางอินเทอร์เน็ต แต่การยอมรับ e-CNY จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของจีนธนาคารของรัฐใหญ่ 6 แห่งกำลังโปรโมตหยวนดิจิทัลอย่างเงียบๆ ก่อนเทศกาลช้อปปิ้งในวันที่ 5 พฤษภาคมโดยดำเนินนโยบายทางการเมืองเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินนอกเหนือจาก Alipay และ WeChat Pay

ธนาคารต่างๆ กำลังชักชวนให้ร้านค้าและลูกค้ารายย่อยดาวน์โหลดกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมระหว่างโครงการนำร่องได้โดยตรงด้วยสกุลเงินหยวนดิจิทัล โดยข้ามระบบชำระเงินที่แพร่หลายโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี Ant Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba รวมถึงบริการของบริษัท Tencent

“ผู้คนจะตระหนักว่าการชำระเงินหยวนแบบดิจิทัลสะดวกมากจนฉันไม่ต้องพึ่งพา Alipay หรือ WeChat Pay อีกต่อไป” เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัว e-CNY สำหรับการทดลองในเซี่ยงไฮ้กล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับสื่อและปฏิเสธที่จะระบุตัวตน ทั้งนี้ การใช้ e-CNY ในเซี่ยงไฮ้อยู่ภายใต้คำแนะนำขอธนาคารกลางของจีน

การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติของจีนซึ่งก้าวไปไกลกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ที่ยังอยุ่ในขั้นความคิดริเริ่ม และดูเหมือนว่าทางการจีนจะมีความพร้อมมากขึ้นที่จะทำลายการครอบงำตลาดของ Alipay ของ Ant Group และ WeChat Pay ของ Tencent ในด้านการชำระเงินออนไลน์

การรุกคืบดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการจำกัดพฤติกรรมต่อต้านการผูกขาดในภาคอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจด้านนี้

ทางการจีนได้สกัดการเปิดขาย IPO มูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ของ Ant ในเดือนพฤศจิกายนและเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้กำหนดให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ในกลุ่มบริษัทฟินเทคที่ควบคุมโดยแจ็ค หม่า และ Alibaba Group Holdings ของแจ็ค หม่าก็เพิ่งถูกลงโทษตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดโดยถุกเรียกค่าปรับเป็นเงิน 2,800 ล้านดอลลาร์

ในฉากหน้า ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของจีนกล่าวว่า e-CNY จะไม่แข่งขันกับ AliPay หรือ WeChat Pay และทำหน้าที่เป็น “แบ็คอัพ” หรือ “ตัวสำรอง” เท่านั้น

แต่ลึกๆ แล้วแล้วธนาคารของรัฐแห่งต่างๆ ที่ทำการตลาดด้วยสกุลเงินดิจิทัลให้กับ PBOC กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงความตั้งใจของรัฐบาลจีนที่จะบั่นทอนการครอบงำของบริษัทใหญ่ทั้งคู่

“Big data คือความมั่งคั่ง ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของข้อมูลก็จะรุ่งเรือง” เจ้าหน้าที่ธนาคารอีกคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ส่งเสริม e-CNY กล่าว

“WeChat Pay และ Alipay เป็นเจ้าของมหาสมุทรแห่งข้อมูล” เขากล่าวเสริมว่าดังนั้นการเปิดตัว e-CNY จึงช่วยอำนวยความสะดวกในการรณรงค์ต่อต้านการผูกขาดของจีนและช่วยให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลขนาดใหญ่ได้

PBOC และ Tencent ปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากสำนักข่าวรอยเตอร์

Ant ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Alipay และ e-CNY ในขณะที่ MYbank ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ant ได้กล่าวว่าเป็น “หนึ่งในภาคีที่มีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนา” ของ e-CNY และ “จะดำเนินการทดลองใช้อย่างต่อเนื่องตามข้อตกลงโดยรวมของธนาคารประชาชนจีน (PBOC)”

เงินสดดิจิทัลe-CNY เป็นส่วนหนึ่งของธนบัตรและเหรียญทางกายภาพของจีนหรือสกุลเงินหมุนเวียน (M0) และเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วในโครงการนำร่องขนาดเล็กในสี่เมือง

ภายใต้ระบบการจำหน่ายแบบสองชั้น PBOC จะออกสกุลเงินดิจิทัลให้กับธนาคารซึ่งจะส่งเงินไปยังบุคคลและบริษัท ต่างๆ

ธนาคารทั้ง 6 แห่งในโครงการนำร่อง e-CNY ประกอบด้วยผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของจีน เช่น ธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Commercial Bank of China), ธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China), ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China), และธนาคารเพื่อการก่อสร้างแห่งประเทศจีน (China Construction Bank)

“ความสะดวกในการใช้งานของ e-CNY นั้นน่าจะเทียบได้กับ Alipay และ WeChat Pay ในขณะที่ฟังก์ชั่นการรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มที่สูงกว่าและมีความซับซ้อนเช่นเดียวกับ Bitcoin” HSBC เขียนในรายงานล่าสุดพร้อมเสริมว่าคาดว่าสกุลเงินดิจิทัลจะ “แพร่หลาย” ในประเทศจีน

หนึ่งในแรงจูงใจที่น่าจะอ้างถึงโดย HSBC ที่อยู่เบื้องหลังการผลักหยวนดิจิทัลดันคือความปรารถนาของธนาคารกลางในการควบคุมช่องทางการชำระเงินและข้อมูลการบริโภคจาก Alipay และ WeChat Pay

สิ่งที่ขาดไปอย่างชัดเจนกระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งยังอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นเบต้า สามารถใช้ร่วมกับแอปยอดนิยมได้หลายสิบแอปเช่น Meituan, JD.com, Didi และ Bilibili แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับ WeChat หรือ Alipay ได้อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าไม่มีธนาคารใดที่เข้าร่วมสามารถโอน e-CNY ระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนกับแพลตฟอร์มการชำระเงินที่จัดตั้งขึ้นทั้งสองได้

“PBOC ไม่ต้องการเห็นเงินถูกส่งผ่านระบบการชำระเงินของบุคคลที่สาม” นายธนาคารคนหนึ่งกล่าวโดยอ้างถึงความจำเป็นในการ “แยกข้อมูล” Wilson Chow หัวหน้าทีม Global TMT Leader ของบริษัท PwC China กล่าวว่า e-CNY จะสร้างกระบวนการดิจิทัลให้เกิดกับ “หลักไมล์สุดท้าย” ของการบริโภค คือการทำให้ธนาคารและร้านค้าสามารถเก็บข้อมูลและรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการใช้จ่ายได้

ขณะนี้ข้อมูลดังกล่าวถูกครอบงำโดย Alipay และ WeChat Pay ซึ่งควบคุมตลาดการชำระเงินออนไลน์ของจีนรวมกั น 94%

แต่การยอมรับ e-CNY จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

Chow คาดการณ์ว่า e-CNY จะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตลาดการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของจีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยร่วมกับ Alipay และ WeChat Pay

เพื่อดึงดูดผู้ใช้ ธนาคารต่างๆ กล่าวว่า PBOC มีแนวโน้มที่จะมอบ “อั่งเปา” เป็นเงินสดดิจิทัลฟรีหรือส่วนลดให้กับชาวเซี่ยงไฮ้ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโควิด-19

หลี่ปั๋ว รองผู้ว่าการ PBOCกล่าวในฟอรัมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการยอมรับ e-CNY ในประเทศจะมาก่อนการผลักดันให้ e-CNY เป็นการชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าจะหนุนสถานะโลกของเงินหยวนในขณะที่จีนพยายามทำลายการครอบงำของระบบการชำระเงินดอลลาร์ในที่สุด

“ลำดับความสำคัญของการทำให้เงินหยวนเป็นดิจิทัลในปัจจุบัน คือการส่งเสริมการใช้ภายในประเทศ” หลี่กล่าว

AFP PHOTO / STR / China OUT

เร่งตามล่าหนุ่มนิวยอร์กกระทืบชาวเอเชียจนโคม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651289

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 12:41 น.เร่งตามล่าหนุ่มนิวยอร์กกระทืบชาวเอเชียจนโคม่าอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังพลเมืองเชื้อสายเอเชียในสหรัฐยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอุกอาจขึ้นเรื่อยๆ

กรมตำรวจรัฐนิวยอร์กระบุว่าชายอเมริกันเชื้อสายเอเชียอายุราว 61 ปี คนหนึ่งถูกทำร้ายร่างกายย่านอีสต์ฮาร์เล็มในนิวยอร์ก เมื่อช่วงคืนวันที่ 23 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าในระหว่างที่เขากำลังก้มเก็บกระป๋อง เขาถูกทำร้ายจากทางด้านหลังจนล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่จะถูกกระทืบซ้ำๆ บริเวณศีรษะและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการโคม่า

If you have any info regarding Friday night’s horrific attack, at E. 125 and 3rd Ave, you are urged to call or DM @NYPDTips 1-800-577-TIPS. pic.twitter.com/wNrCAuEdeu— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) April 24, 2021

แม้ว่ากรมตำรวจจะไม่ได้เปิดเผยชื่อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้แต่สำนักข่าวหลายแห่งระบุว่าเขาคือ Yao Pan Ma อดีตพนักงานร้านอาหารเชื้อสายจีนที่กำลังตกงานเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดย Baozhen Chen วัย 57 ปีผู้เป็นภรรยาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว New York Post โดยขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามหาผู้ก่อเหตุให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังของกรมตำรวจกำลังเร่งสืบสวนอาชญากรรมดังกล่าว ท่ามกลางอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังพลเมืองเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าหนักใจทั้งในนิวยอร์กและทั่วสหรัฐ

??New images from assault on Fri. April 23rd, approx. 8:20 PM, 3rd Ave & E. 125 St., when a male Asian, 61, was struck from behind causing him to fall to the ground; he was then kicked multiple times in the head Know him? Call 1-800-577-TIPS pic.twitter.com/GUm22S80B5— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) April 26, 2021

ขณะที่ Andrew Cuomo ผู้ว่าการรัฐกล่าวว่าได้กำชับให้หน่วยงานด้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังเร่งสืบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าตนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ทราบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกครั้งต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และจะไม่เพิกเฉยต่อการแสดงความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก

ด้าน Bill de Blasio นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กได้กล่าวถึงการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ว่าเป็นการโจมตีที่อุกอาจ พร้อมเตือนพลเมืองสหรัฐว่าอย่าคิดทำผิดเพราะเจ้าหน้าที่จะตามล่าหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

มาร์ก คิวบันอีกหนึ่งป๋าดันคริปโต ชี้ Bitcoin ยังแรงได้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651287

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 12:09 น.มาร์ก คิวบันอีกหนึ่งป๋าดันคริปโต ชี้ Bitcoin  ยังแรงได้อีก นอกจากเอลอน มัสก์แล้วยังมีเขาคนนี้อีกหนึงคนที่เชียร์ Bitcoin มาโดยตลอดและตอนนี้เขากำลังพูดถึงมันอีกครั้ง

มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเป็นเจ้าของสื่อ เจ้าของทีมกีฬา และนักลงทุนผู้มีทรัพย์สิน 4,300 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูลของ Forbes และเขายังเป็น “ป๋าดัน” ตัวยงของบิตคตอยน์ (Bitcoin) แต่ละครั้งที่เขาออกมาพูดเกี่ยวกับมันจะทำให้ตลาดตื่นตัวเหมือนกับที่เอลอน มัสก์มักเอ่ยถึงมันอยู่บ่ยๆ จนตลาดต้องฟังเหมือนกัน

คิวบันให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่จำนวนคนที่เป็นเจ้าของ [bitcoin] อาจมากกว่าสองเท่า นั่นไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่เพิ่มความผันผวนและ/หรือราคาลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่โอกาสที่มันจะไปได้สูงกว่านั้นมีอยู่อย่างแน่นอนและผมคิดว่าในระยะยาวมันเป็นกรณีที่มีโอกาสมากขึ้น”

คิวบันยังบอกด้วยว่า “ราคาของ [Bitcoin] สร้างขึ้นจากอุปสงค์และอุปทาน…เรารู้ว่าอุปทานคืออะไร ไม่มีเหตุผลที่ความต้องการจะไม่เพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ อุปทาน (supply) หรือปริมาณของ Bitcoin มีอยู่จำกัดเพียง 21,000,000 เหรียญและตอนนี้หมุนเวียนในตลาดแล้ว 18,660,000 เหรียญ (จากตัวเลขวันที่ 20 มีนาคม 2021) ดังนั้นปริมาณของมันจึงน้อยลงเรื่อยๆ แต่ความต้องการหรืออุปสงค์ (demand) จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

ในวันนี้ (26 เมษายน 2021) มูลค่าของ Bitcoin กลับมากระเตื้องอีกครั้งหลังจกถดถอยมานานถึง 5 วันเนื่องจากนักลงทุนถึงจังหวะช้อนซื้อหลังถึงระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์

สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดลดลงต่ำสุดที่ 47,079 ดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชียก่อนที่จะรีบาวด์กลับมาเพิ่มขึ้นมากถึง 9.6% เป็น 52,747 ดอลลาร์และซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 52,500 ดอลลาร์ ณ เวลา 12.00 น. ในฮ่องกง

AFP PHOTO/Stan HONDA

หายนะโควิดอาจฉุดเศรษฐกิจอินเดียถอยหลังไป 20 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651278

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 10:52 น.หายนะโควิดอาจฉุดเศรษฐกิจอินเดียถอยหลังไป 20 ปีนักวิเคาะห์ชาวจีนคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียอาจถอยหลังไปถึง 20 ปีด้วยพิษโควิด ขณะที่ผู้ป่วยอาจแตะ 5 แสนรายในอีกไม่ช้า

Hu Zhiyong นักเคราะห์ชาวจีนซึ่งติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปีที่แล้วกล่าวกับ Global Times โดยคาดการณ์ว่าภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ผู้ป่วยรายใหม่ในอินเดียอาจพุ่งขึ้นเป็น 5 แสนรายต่อวัน และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศถอยหลังกลับไปมีขนาดเท่าเมื่อ 20 ปีก่อน

ขณะที่อินเดียกำลังประสบวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 โดยมีผู้ป่วยรายวัยเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุุ่งทะลุ 3 แสนรายติดต่อกันมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นโรงพยาบาลในอินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนออกซิเจน เตียงรองรับผู้ป่วย ตลอดจนยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ สำหรับรักษาผู้ป่วย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องหยุดรับผู้ป่วยรายใหม่เนื่องจากไม่มีออกซิเจนเหลือแล้ว พร้อมเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ

โดยนักวิเคราะห์ชาวจีนมองว่าอินเดียอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนกว่าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกนี้ได้ พร้อมชี้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงต้องมากกว่าที่รายงานเนื่องจากยังมีคนไร้บ้านอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ

สถานการณ์นี้จะส่งผลระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในประเทศ และอาจทำให้กลับมามีขนาดเท่าเมื่อ 20 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเอเชียใต้

ขณะที่รัฐบาลจีนเองได้ส่งสัญญาณที่เป็นมิตรไปยังอินเดียโดยระบุว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลือตามความต้องการของอินเดีย

รวมถึงเริ่มมีการบริจาคออกซิเจนไปยังอินเดีย โดย Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะบริจาค INR 3 Crores เพื่อจัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนมากกว่า 1,000 เครื่องให้กับโรงพยาบาลทั่วอินเดีย นอกจากนี้แหล่งข่าวระบุว่าบริษัทโลจิสติกส์ของจีนมีแผนจะบริจาคหน้ากาก KN95 จำนวน 300,000 ชิ้นให้กับอินเดีย บริษัทรถจักรยานยนต์ของจีนได้บริจาคหน้ากากอนามัยกว่า 200,000 ชิ้นให้กับโรงพยาบาลในเดลี และบริษัทจีนในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจในประเทศจีนและกำลังส่งไปยังโรงพยาบาลในอินเดีย

Photo by Narinder NANU / AFP

พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียแล้ว ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651248

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 18:24 น.พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียแล้ว ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดทางการอินโดนีเซียระบุว่าพบเรือดำน้ำสูญหายแล้ว ลูกเรือ 53 นายเสียชีวิต

เรือดำน้ำของกองทัพเรืออินโดนีเซียที่หายไปถูกค้นพบแล้วในสภาพแตกออกและจมลงสู่พื้นทะเลในน่านน้ำนอกเกาะบาหลี กองทัพกล่าวเมื่อวันอาทิตย์เพร้อมยืนยันว่าลูกเรือทั้งหมด 53 นายเสียชีวิต

“มีชิ้นส่วนของ KRI Nanggala 402 – แตกออกเป็นสามชิ้น” ยูโด มาร์โกโน (Yudo Margono) เสนาธิการกองทัพเรือกล่าว

ขณะเดียวกันนายฮาดีทา จาห์ยันโต (Hadi Tjahjanto) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอินโดนีเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เจ้าหน้าที่บนเรือทั้งหมด 53 นายเสียชีวิตแล้ว” 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกเขาได้รับสัญญาณจากตำแหน่งที่ลึกกว่า 800 เมตร ในเช้าวันอาทิตย์และพวกเขาได้ใช้ยานกู้ภัยใต้น้ำที่จัดหาโดยสิงคโปร์เพื่อทำการยืนยันด้วยภาพ

จาห์ยันโตกล่าวว่ามีการค้นพบชิ้นส่วนเพิ่มเติมจากเรือในเวลาต่อมาซึ่งรวมถึงสมอเรือและชุดนิรภัยที่ลูกเรือสวมใส่

ทั้งนี้ กองทัพอินโดนีเซียระบุว่าเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 พร้อมลูกเรือ 53 นายบนเรือขาดการติดต่อกับเรือรบที่ปฏิบัติการร่วมระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งบาหลีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021

ภาพประกอบข่าว – ภาพเอกสารแจกที่ไม่ระบุวันที่จากกองทัพอินโดนีเซียซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นเรือดำน้ำชั้น Cakra ของอินโดนีเซีย KRI Nanggala ที่กำลังออกจากฐานทัพเรือในสุราบายา

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP

ก่อนจะสายเกินไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651228

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 14:50 น.ก่อนจะสายเกินไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ? สถานการณ์ที่ไทยกำลังเจออยู่นี้ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายก็ได้ แต่ก็ถือเป็นความประมาทของรัฐบาลและประชาชนได้เหมือกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยต้องทำและต้องคิด ไม่ใช่แค่รับมือกับวิกฤตตอนนี้ แต่เพื่ออนาคตของประเทศด้วย

ตอนนี้มีเสียงวิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอรัฐบาลดังกึกก้องไปทั่ว อย่างน้อยๆ ก็ในโลกโซเชียลมีเดีย เสียงเหล่านั้นเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกก็มี หรือเรียกร้องให้ล็อคดาวน์ก็มี แต่เมื่อผู้เขียนลองตรวจดูคร่าวๆ แล้วรัฐบาลเจอก้อนหินทั้งจากฝ่ายเชียร์และไม่เชียร์รัฐบาลไม่ว่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เอาเรื่องแรกก่อน คือปัญหาของการล็อคดาวน์หรือไม่ล็อคดาวน์ดี?

รัฐบาลอาจคิดถูกที่ไม่ทำการล็อคดาวน์แบบสมบูรณ์แบบ เพราะมันจะทำให้คนนับล้านคนไม่มีงาน ไม่มีกิน และไม่มีอนาคตเหลืออีกต่อไป

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การล็อคดาวน์ในโลกเรามี 2 รูปแบบ คือ 1. ล็อคดาวน์เต็มรูปแบบโดยไม่ให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกินความจำเป็น 2. ล็อคดาวน์แบบครึ่งหนึ่งเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้พินาศ

การล็อคดาวน์แบบเต็มที่มักจะได้ผลในประเทศที่มีระเบียบเข้มงวดสุดๆ แบบจีน ประเทศที่ทำการล็อคเต็มที่แต่เชื่องช้าและไม่เด้ดขาด มักจะล้มเหลว ในกรณีของสหราชอาณาจักรมีการล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้วปรากฎว่าแทนที่จะประกาศเลย รัฐบาลดันประกาศล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ ทำให้ประชาชนแห่กันไป “เสพสุข” ตามผับตามบาร์เพื่อทิ้งทวน สถานที่ที่เสี่ยงกับการแพร่เชื่ออย่างที่สนุกของคนกลางคืนแบบนี้ควรจะปิดไปก่อนเลยจะดีกว่าในช่วงชี้เป็นชี้ตาย

ส่วนการล็อคดาวน์แบบกึ่งๆ มักจะไม่ได้ผลเต็มที่ มันช่วยสยบการระบาดได้ระยะหนึ่งก่อนที่จะเกิดเวฟต่อๆ ไป การล็อคแบบนี้ทำขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจเอาไว้แต่ต้องมีเป้าหมายเรื่องการฉีดวัคซีนที่ชัดเจน ในกรณีของประเทศไทยเราพยายามประคองเศรษฐกิจเอาไว้และมันได้ผลเมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งเราเจอกับเชื้อกลายพันธุ์เข้า

รัฐบาลเลือกที่จะรักษาเศรษฐกิจไว้เหมือนเดิมซึ่งบางคนบอกว่าเป็นการเอื้อนายทุน แต่ผู้เขียนคิดว่ามันย่อมเอื้อแน่นอน แต่นายทุนคือฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ นายทุนย่อมเป็นผู้จ้างงานและกระจายการลงทุน การประคองเศรษฐกิจพร้อมๆ กับล็อคดาวน์ครึ่งเดียว ช่วยให้คนนับล้านไม่ต้องตกงานหรือยังขายของต่อไปได้

การล็อคดาวน์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบเศรษฐกิจนั้นมีผลร้ายแรงพอๆ กับการไม่ล็อคดาวน์ แม้ว่าการล็อคดาวน์เต็มที่จะหยุดการกระจายของโรคได้ แต่มันจะทำให้คนตกงานไม่มีอันจะกิน ในที่สุดมันจะทำให้คนอับจนหนทางจนต้องฆ่าตัวตาย

อย่าลืมว่าประเทศไทยมีอัตราฆ่าตัวตายสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและสูงที่สุดอันดับที่ 32 ของโลก เฉพาะ 6 เดือนแรกของปีที่แล้วอัตราฆ่าตัวตายพุ่งขึ้นมาถึง 22% ปีนี้จะอีกเท่าไรก็ไม่รู้?

รัฐบาลไทยจึงต้องใคร่ครวญให้ดีก่อนที่จะใช้มาตรการอะไรออกไป แต่จะต้องรีบใคร่ครวญสักหน่อย เพราะประชาชนบ่นว่าเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจซึ่งรัฐบาลมีอาการแบบนั้นจริงๆ 

ถ้าไม่ล็อคดาวน์ รัฐบาลจะต้องใช้ไม้โหดกับผู้ละเมิดกฎระเบียบทุกข้อที่มีไว้ป้องกันการระบาด ไม่ว่าจะเป็นพวกเล่นการพนัน ซ่องสุมกินเหล้า หรือจับกลุ่มทำอะไรต่อมิอะไรในช่วงนี้ ให้ใช้ระวางโทษสูงสุดไปเลย และประกาศการลงโทษให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้เพื่อมิให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

รัฐบาลไม่ต้องกลัวว่าจะถูกด่าว่าอำนาจนิยมหรือเป็นเผด็จการ เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาคิดว่าชอบธรรมแล้วที่จะด่าเนื่องจากรัฐบาลมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำรัฐประหาร หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ไม่ใช่มาเกรงใจเรื่องการเมือง แต่ต้องตั้งใจแก้วิกฤตโรคระบาด ยิ่งถ้าใช้กฎหมายอย่างชอบธรรมเพื่อรักษาชีวิตคนแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าประวัติศาสตร์จะจารึกว่าเป็นรัฐบาลบ้าอำนาจ

เพราะปัญหาของประเทศไทยทั้งก่อนระบาดใหญ่และระหว่างระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นจาก “บางคน” ที่ไร้ระเบียบวินัย ไร้จิตสำนึก ทำให้คนนับพันนับหมื่นซวยไปด้วย ต้องมีคนตายมากมายเพราะโควิดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

สร้างความคับแค้นใจให้ประชาชนอย่างไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสืออย่างไร!

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนใกล้ชิด” ของรัฐบาล จะมามัวโอบอุ้มเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้

เพราะหากปล่อยเอาไว้พล.อ. ประยุทธ์อาจจะรักษารัฐบาลพรรคร่วมเอาไว้ได้ แต่คลื่นความไม่พอใจของประชาชนจะเป็นตัวโค่นรัฐบาลประยุทธ์เสียเอง

นับตั้งแต่ “เวฟที่สอง” แล้วที่รัฐบาลถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเล่นพรรคเล่นพวก ปล่อยให้ผลประโยชน์ใต้ดินทำให้เกิดการระบาดไปทั่ว ปัญหาครั้งนั้นยังไม่ทันสะสางก็ดันมามีเวฟที่สามขึ้นอีก แม้จะไม่ใช่เพราะวงศ์วานอำนาจ/ผลประโยชน์ของรัฐบาลที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ แต่คนก็ยังมองว่า “กรณีไนท์คลับทองหล่อ” นั้นเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

นอกจากกรณีที่เป็นต้นธารการระบาดแล้ว ยังมีเหตุมาจากบางคนไร้สำนึกไร้วินัย ปิดบังไทม์ไลน์ทำให้แพทย์ต้องถูกกักตัว เสียบุคคลากรที่ต้องสู้รบกับไวรัสเข้าไปอีก บางกรณีตรวจเชื้อแล้วยังไปเถลไถลสังสรรต่อ ทำให้ตำรวจที่ไปจับกุมต้องกักตัวไปอีก 

พวกไม่มีวินัยแบบนี้ทำให้คนร่วมชาติต้องเจ็บป่วยล้มตาย จะละมุนละม่อมด้วยไม่ได้เด็ดขาด 

รัฐบาลจะต้องมองจีนเป็นตัวอย่างในการลงโทษผู้ละเมิดกฎ ในเวลาไล่เลี่ยกับที่เรากำลังกังเวลเรื่องผู้อพยพเมียนมาจะพาไวรัสเข้ามาด้วย จีนซึ่งเจอปัญหาเดียวกับเราและเจอการระบาดที่เมืองชายแดนด้วยซ้ำ สั่งล็อคเมืองรุ่ยลี่ในทันทีและลงดาบปลดพ่อเมืองรุ่ยลี่แบบไม่ต้องโยกเข้ากรุให้เสียเวลา

การลงโทษผู้ละเมิดกฎระเบียบย่อมต้องทำอยู่แล้วและทำกันในทุกประเทศ แต่การใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลเพราะการลงโทษทำเป็นกรณีๆ ๆไป จะต้องประชาสัมพันธ์ให้คนทั้งประเทศได้รับรู้แบบ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หลายๆ กรณี จะทำเป็นใจดีมีเมตตาไม่ได้ เพราะสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรใช้ “พระคุณ” แต่ต้องใช้ “พระเดช”

อย่างอินเดียนั้นช่วงล็อคดาวน์ครั้งแรกเจ้าหน้าที่ใช้พระเดชอย่างหนักมือ เป็นข่าวทั่วโลกว่าตำรวจใช้ไม้หวดประชาชนที่ละเมิดกฎล็อคดาวน์กันเลยทีเดียว หลังจากนั้นดูเหมือนว่าอินเดียจะเอาอยู่ จนกระทั่งรัฐบาลอยากจะใช้ “พระคุณ” กับประชาชนด้วยการปล่อยให้ฉลองเทศกาลและทำพิธีทางศาสนา และรัฐบาลยังใช้พระคุณกับตัวเองเพื่อฉวยโอกาสหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่โรคกำลังระบาดขึ้นมาอีก

ผลก็อย่างที่เราเห็น อินเดียกลายเป็นนรกบนดินไปเรียบร้อยแล้ว

อีกอย่างก็คือคนเริ่มกลัวอดตายมากกว่ากลัวติดโรคตาย ดังนั้น รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชน “กลัวตาย” ให้ได้ เพราะการไม่กลัวตายคนเดียวอาจทำให้คนอีกนับร้อยนับพันติดโรคตายไปด้วย

ทำไมประชาชนไม่กลัวโควิด-19 มากพอ? เพราะพวกเขาถูกห้อมล้อมด้วยข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งนั่นยังไม่ร้ายเท่ากับความพยายามของคนบางกลุ่มที่ดิสเครดิตทีมแพทย์ ด่าว่าบุคคลากรสาธารณสุขอย่างไร้เหตุผล

ไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือการทำให้ทีมแพทย์เสียความชอบธรรมไปโดยผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ด้วยซ้ำ

รัฐบาลจะต้องทำแบบสิงคโปร์และจีนในการลงโทษพวกปล่อยข่าวปลอมอย่างเด็ดขาด สิงคโปร์นั้นจริงจังกับกฎหมายปราบปรามข่าวปลอมอย่างมากแม้จะถูกชาติตะวันตกโจมตีว่าริดรอนสิทธิมนุษยชน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ K. Shanmugam กล่าวกับ Reuters ว่าจะต้องใช้กฎหมายเล่นงานโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม เพราะมักจะปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดโดยเห็นแก่ผลกำไรมากว่าหลักการความถูกต้อง

รัฐบาลจะต้องจริงจังกับการกำจัดข่าวลือเรื่องโรคระบาดแบบใช้กำปั้นเหล็กเข้าขยี้แบบเดียวที่จีนเคยทำ ต้องทำให้บริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติยำเกรงกฎหมายของไทยให้ได้ก่อนที่สังคมจะอลหม่านไปกว่านี้ แต่รัฐบาลจะต้องไม่ทำแบบจีนด้วยการปิดปากผู้วิจารณ์ในทางสร้างสรรค์ซึ่งถูกดำเนินคดีไปแล้วบางคน และบางคนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับการปิดปากเรื่องข่าวจริงเรื่องการระบาดไปอย่างนายแพทย์หลี่เหวินเลี่ยง

และรัฐบาลควรดูตัวอย่างอินเดียที่ขอความร่วมมือกับ Twitter ในการลบทวีตที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องไม่ทำแบบนั้น รัฐบาลจะต้องฟังเสียงวิจารณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลและไม่แทรกแซงโซเชียลมีเดีย “ยกเว้น” ว่ามันกำลังเป็นเป็นที่ปล่อยข่าวปลอมและการวิจารณ์ที่มั่วซั่ว รัฐจึงควรจะแทรกแซง

รัฐบาลจะต้องเรียนรู้จากรัฐบาลพรรค BJP ของอินเดียที่ใช้แพลตฟอร์มตรวจจับข่าวปลอมจริงจัง แต่จะต้องไม่เลียนแบบพวกเขาที่จริงจับกับข่าวปลอมทางการเมือง แทนที่จะเน้นตรวจข่าวปลอมเรื่องโควิด-19 ในช่วงวิกฤตแท้ๆ เพียงเพราะพวกเขาต้องการชนะการเลือกตั้งในช่วงที่เกิดการระบาดที่หนักที่สุดในโลกพอดี

ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดแบบนี้ได้อย่างไร การทำแบบนี้หากเป็นการทำสงคราม “เหมือนกองทัพช่วยกันขุดสนามเพลาะรับมือข้าศึก แต่แล้วประชาชนในประเทศดันกลบสนามเพลาะเสียเอง” ทำให้แนวรบมีช่องโหว่ที่อันตราย

เรื่องนี้เกิดจากการไม่รู้จักแยกแยะของประชาชนบางกลุ่มที่เกลียดชังรัฐบาล เลยพาลเกลียดมันหมดทุกอย่าง ทั้งทีมแพทย์ไปจนถึงบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง คนพวกนี้จะใช้โซเชียลมีเดียในการบ่อนทำลายความพยายามสกัดโรคด้วยข้อมูลที่บิดเบือนและมุ่งทำลายเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่าการวิจารณ์ย่อมทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสัตย์จริงและความจริงใจ เมื่อใดก็ตามที่การวิจารณ์อิงกับความเท็จ เมื่อนั้นกฎหมายควรทำงาน และควรทำอย่างเด็ดขาดด้วยเพราะนี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ห้ามด่ารัฐบาล และควรวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักด้วยซ้ำ แต่ระหว่างการด่ากับการวิจารณ์อย่างมีเหตุมีผล เชื่อว่ารัฐบาลคงจะฟังอย่างหลังมากกว่า การด่าจึงเปล่าประโยชน์ไป

ในส่วนตัวนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่ามีปัญหาด้านการสื่อสาร สุนทรพจน์ต่อประชาชนของนายกรัฐมนตรีหลายครั้งไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการพูดที่เร็วจี๋จนจับใจความไม่ได้ และเนื้อความก็ซ้ำซากกับข้อมูลที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว

หากนายกรัฐมนตรีไม่สามารถพูดให้ประชาชนอุ่นใจได้ ไม่พูดเลยจะดีเสียกว่า หรือควรพูดแต่น้อยๆ ได้ใจความ และลงมือทำให้ให้คนเห็นมากกว่า หรือ “ควรจ้างนักร่างสุนทรพจน์มืออาชีพได้แล้ว” เพราะเกิดหายนะด้านประชาสัมพันธ์ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

หากนายกรัฐมนตรี “คันปาก” อยากจะพูด จะต้องเรียนรู้จากผู้นำมืออาชีพที่รู้จักกล่าวสุนทรพจน์ให้ประชาชนเกิดความหวังไม่ใช่ทำให้เกิดความโกรธเคือง ให้ลองดูสุนทรพจน์ของผู้นำเยอรมนี อังเกลา แมร์เกิล ที่ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกว่าปลุกเร้าให้เกิดแรงใจฮึดสู้ ทั้งๆ ที่ประเทศเยอรมนีในช่วงนั้นพบกับการระบาดที่หนักกว่าไทย แต่ประชาชนไม่ได้แค้นเคืองแมร์เกิลแต่อย่างใด เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาวางใจในตัวผู้นำได้

การมีผู้นำที่สื่อสารอย่างไม่มีประสิทธิภาพก็เลวร้ายพอๆ กับการมีประชาชนที่เสพติดการแพร่ข้อมูลผิดๆ นั่นเอง

หลังจากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องการให้ประเทศไทย (ซึ่งหมายถึงทั้งประชาชนไทยและรัฐบาลไม่เฉพาะรัฐบาลประยุทธ์) ลงมือทำคือ

1. ระบบการสั่งการจะต้องมีความเด็ดขาดกว่านี้ การจะให้การสั่งงานที่ลื่นไหลจะต้องอาศัยรัฐบาลเสียงข้างมากหรือผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่งตอนนี้ไม่มีทั้งสองอย่าง ในอนาคตคนไทยจะต้องตรึกตรองเรื่องนี้ให้ดี

2. ควบคุมข่าวปลอมให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดูจะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม อย่าว่าแต่ข่าวปลอมเลย ข่าวจริงก็ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร หากจะกำจัดน้ำเสียน้ำดีต้องมีมากกว่า ผู้รับผิดชอบควรตระหนักเอาไว้

3. กิจการด้านสาธารณสุขต้องการงบประมาณและแรงจูงใจด้านการเงินมากกว่านี้ ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องการให้ทีมสาธารณสุขที่กรำศึกครั้งนี้ได้รับการ “ปูนบำเหน็จ” ถ้วนหน้า และควรโยกงบประมาณจากกระทรวงที่ KPI ต่ำมาให้

6. ประเทศไทยต้องหันมาเป็นมหาอำนาจทางการแพทย์ เราเห็นแล้วว่าเมื่อเราไม่มียา ไม่มีวัคซีน พอเกิดเรื่องฉุกเฉินประเทศอื่นระงับส่งยาหรือดีลวัคซีนไม่ทัน ผลมันเป็นอย่างไร? 

5. การบังคับใช้กฎหมายจะต้องชัดเจน เด็ดขาด มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ว่ามีการลงโทษผู้ล่วงละเมิดแล้ว หาไม่ประชาชนจะสิ้นหวังกับระบบยุติธรรมและไม่เชื่อว่ามันจะมีน้ำยา ทำให้ละเมิดไปเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นตอนนี้  

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Varuth Hirunyatheb/Bangkok Post