ทาสรักข้ามสหัสวรรษ? ชาวเน็ตจีนตื่นเต้นพบ ‘อุ้งเท้าเหมียวทองคำ’ อายุ 2,700 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651198

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 14:20 น.ทาสรักข้ามสหัสวรรษ? ชาวเน็ตจีนตื่นเต้นพบ ‘อุ้งเท้าเหมียวทองคำ’ อายุ 2,700 ปีสมบัติโบราณหน้าตาน่าเอ็นดุขุดพบจากหลุมศพเป่ยไป๋เอ๋อซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มสุสานราชวงศ์โจว เริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ไท่หยวน, 23 เม.ย. (ซินหัว) — เร็วๆ นี้ เครื่องประดับทองคำรูปอุ้งเท้าแมว 4 ชิ้น ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่ามีอายุราว 2,700 ปี และถูกนำมาจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน ได้กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกสังคมออนไลน์ของจีน

ชาวเน็ตจีนจำนวนมากตกหลุมรักในความน่ารักของเครื่องประดับชนิดนี้ที่มีรูปลักษณ์เป็นอุ้งเท้าสัตว์และนิ้ว 4 นิ้วขนาดกระจิ๊ดริด หลังจากที่ได้ชมภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของมันในอินเทอร์เน็ต

หยางจี๋อวิ๋น นักวิจัยจากสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซีและหัวหน้าโครงการขุดค้นกล่าวว่า เครื่องประดับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องประดับที่คล้ายคลึงกัน 5 ชิ้นที่ถูกขุดพบเมื่อปีที่แล้วจากหลุมฝังศพยุคราชวงศ์โจว (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในสุสานเป่ยไป๋เอ๋อ อำเภอหยวนชวี มณฑลซานซี

เครื่องประดับเหล่านี้ถูกพบบริเวณเอวของเจ้าของหลุมศพเพศชาย ทำให้บรรดานักโบราณคดีคาดเดาว่ามันจะอาจเป็นเครื่องประดับที่เข็มขัดคาดเอวของเขา

ชาวเน็ตบางคนกล่าวว่าเครื่องประดับชนิดนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึง “ความคลั่งไคล้แมวในยุคจีนโบราณ” แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ยืนยันว่าของประดับจิ๋วเหล่านี้ถูกทำขึ้นโดยมีอุ้งเท้าแมวเป็นต้นแบบ

หยางกล่าวว่าบรรดานักวิจัยกำลังตรวจสอบปริมาณทองคำของเครื่องประดับอยู่ในขณะนี้

อนึ่ง หลุมศพเป่ยไป๋เอ๋อเป็นที่ตั้งของกลุ่มสุสานราชวงศ์โจว ซึ่งเริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยจนถึงตอนนี้มีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 500 ชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหยก และเครื่องสัมฤทธิ์ จากสุสาน 9 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวและภาพโดยสำนักข่าวซินหัว

อินเดียขอให้ Twitter ลบทวีตวิจารณ์รัฐบาลรับมือโควิดแย่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651208

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 11:30 น.อินเดียขอให้ Twitter ลบทวีตวิจารณ์รัฐบาลรับมือโควิดแย่รัฐบาลอินเดียเข้าตาจนถึงขนาดขอให้โซเชียลมีเดียลบข้อความวิจารณ์รัฐที่ทำให้การรัยบมือโควิดล้มเหลวจนทำให้สื่อต่างประเทศระบุว่าอินเดียมีสภาพไม่ต่างจาก “นรกบนดิน”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลอินเดียขอให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Twitter ลบทวีตหลายสิบรายการรวมถึงข้อความของสมาชิกสภานิติบัญญัติที่วิจารณ์การจัดการการระบาดของโคโรนาไวรัสของอินเดีย ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอินเดียทำลายสถิติโลกอีกครั้ง

Twitter ระงับทวีตบางส่วนหลังจากที่รัฐบาลอินเดียร้องขอทางกฎหมาย โฆษกหญิงของบริษัทกล่าวกับรอยเตอร์เมื่อวันเสาร์ และจากเปิดเผยบนฐานข้อมูล Lumen ซึ่งเป็นโครงการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่ารัฐบาลอินเดียได้ออกคำสั่งฉุกเฉินเพื่อเซ็นเซอร์ Twitter

ในคำขอทางกฎหมายของรัฐบาลลงวันที่ 23 เมษายนและเปิดเผยบน Lumen มีการกล่าวถึงทวีต 21 รายการ ในนั้นมีทวีตจากสมาชิกสภานิติบัญญัติชื่อ เรวนาถ เรดดี (Revnath Reddy), รัฐมนตรีในรัฐเบงกอลตะวันตกชื่อโมลอย ฆาตัก (Moloy Ghatak) และผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อ อนิวาศ ทาส (Avinash Das) โดยยกฎหมายที่อ้างถึงในคำร้องของรัฐบาลคือกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 2000

“เมื่อเราได้รับคำขอทางกฎหมายที่ถูกต้อง เราจะตรวจสอบทั้งภายใต้กฎของ Twitter และกฎหมายท้องถิ่น” โฆษกหญิงของ Twitter กล่าวในแถลงการณ์ทางอีเมล “หากเนื้อหาละเมิดกฎของ Twitter เนื้อหาจะถูกลบออกจากบริการ หากพิจารณาแล้วว่าผิดกฎหมายในเขตอำนาจศาลเฉพาะ แต่ไม่ละเมิดกฎของ Twitter เราอาจระงับการเข้าถึงเนื้อหาในอินเดียเท่านั้น”

โฆษกหญิงยืนยันว่า Twitter ได้แจ้งเจ้าของบัญชีโดยตรงเกี่ยวกับการระงับเนื้อหาของตนและแจ้งให้พวกเขาทราบว่าได้รับคำสั่งทางกฎหมายเกี่ยวกับทวีตของพวกเขา

กรณีนี้ได้รับการรายงานก่อนหน้านี้โดยเว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี TechCrunch ซึ่งกล่าวว่า Twitter ไม่ใช่แพลตฟอร์มเดียวที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐบาลอินเดีย

โรงพยาบาลที่ผู้ป่วยกำลังล้นหลามในอินเดียขอร้องให้จัดหาออกซิเจนในวันเสาร์เนื่องจากการติดเชื้อโคโรนาของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนทำลายสถิติโลกสำหรับผู้ป่วยติดต่อกันเป็นวันที่สาม

อินเดียตกอยู่ในกำมือของการระบาดระลอกที่สองโดยมีอัตราการเสียชีวิต 1 รายในเวลาไม่ถึง 4 นาทีในเดลีเนื่องจากระบบสาธารณสุขของเมืองหลวงมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะแบกรับไหว

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าจำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 346,786 รายรวมทั้งสิ้น 16.6 ล้านราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2,624 คนรวมเป็น 189,544 คนตามตัวเลขของวันเสาร์ ทั้งนี้อินดียมีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่าอินเดียนิ่งนอนใจเกินไปในช่วงฤดูหนาวตอนที่มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นประมาณ 10,000 รายต่อวันและดูเหมือนว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ยกเลิกข้อจำกัด และอนุญาตให้มีการชุมนุมใหญ่อีกครั้งรวมถึงงานเทศกาลใหญ่ๆ เช่น เทศกาลโฮลีและงานชุมนุมทางศาสนา และการชุมนุมทางการเมืองเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่น

Photo by – / AFP

เศรษฐีอินเดียแห่ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเผ่นวิกฤตโควิดหนักที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651197

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 09:27 น.เศรษฐีอินเดียแห่ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเผ่นวิกฤตโควิดหนักที่สุดในโลกสถานการณ์ในอินเดียเลวร้ายถึงขั้นที่ควบคุมไม่อยู่ ในขณะที่ประชาชนคนเดินดินต้องอยู่ตามยถากรรม คนมีเงินก็พยายามเอาตัวรอดด้วยกำลังที่พวกเขามี

ตามรายงานของ London Times สื่อในสหราชอาณาจักรมีเครื่องบินไอพ่นส่วนตัว 8 ลำบรรทุกผู้ร่ำรวยมหาศาลของอินเดียได้ลงจอดที่กรุงลอนดอนก่อนเวลา 4 โมงเช้าของวันที่ 23 เมษายนตามเวลาสหราชอาณาจักร ทันเวลาก่อนที่สหราชอาณาจักรจะประกาศห้ามเดินทางจากอินเดียเข้าประเทศและเพิ่มอินเดียให้อยู่ใน“ บัญชีแดง” ของประเทศที่กำลังระบาดหนัก

เครื่องบินหรูลำสุดท้ายของมหาเศราฐีชาวอินเดียที่มาถึงสหราชอาณาจักรคือเครื่อง VistaJet Bombardier Global 6000 ซึ่งออกจากดูไบเมื่อวันพฤหัสบดีโดยรับผู้โดยสารในมุมไบลงจอดเวลา 03:15 น. เพียง 44 นาทีก่อนที่สหราชาณาจักรจะประกาศมาตรการห้ามเข้าจากอินเดีย

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวพุ่งสูงขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมาเนื่องจากชาวอินเดียที่สามารถจ่ายเงินได้พยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนีจากกระแสโควิดก่อนที่เที่ยวบินไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะปิด

ทั้งนี้ เที่ยวบินทั้งหมดจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินอากาศที่พลุกพล่านที่สุดในโลก จะถูกระงับตั้งแต่วันอาทิตย์เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศอินเดียสูงเป็นประวัติการณ์และโรงพยาบาลมีผู้ป่วยล้นหลาม โดยจะไม่มีการเสนอตั๋วตั้งแต่วันอาทิตย์หลังการระงับเที่ยวบินมีผลบังคับใช้ 10 วัน

เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาแสดงเที่ยวบินเชิงพาณิชย์เที่ยวเดียวจากมุมไบไปดูไบในวันศุกร์และวันเสาร์ซึ่งมีราคาสูงถึง 80,000 รูปี (ประมาณ 40,000 บาท) ประมาณ 10 เท่าของอัตราปกติ

ส่วนตั๋วสำหรับเส้นทางนิวเดลีไปดูไบมีราคามากกว่า 50,000 รูปี (ประมาณ 25,000 บาท) ซึ่งเป็น 5 เท่าของระดับปกติ

ในส่วนของเครื่องบินไอพ่นส่วนตัว โฆษกของบริษัทเช่าเหมาลำ Air Charter Service India กล่าวกับ AFP ว่าระดับความสนใจของลูกค้านั้น “บ้าระห่ำมาก”

“เรามีเที่ยวบิน 12 เที่ยวบินที่จะไปดูไบในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์)และแต่ละเที่ยวบินเต็มหมดแล้ว” โฆษกของบริษัทดังกล่าว กล่าว

“วันนี้ฉันได้รับคำถามเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับการบินไปดูไบเพียงวัเดียวเกือบ 80 ราย” โฆษกของ Enthrall Aviation ผู้ให้บริการอีกรายกล่าว “เราได้ร้องขอเครื่องบินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ … มีค่าใช้จ่าย 38,000 ดอลลาร์ในการจ้างเครื่องบินเจ็ท 13 ที่นั่งจากมุมไบไปยังดูไบและ 31,000 ดอลลาร์เพื่อจ้างเครื่องบิน 6 ที่นั่ง”

“ผู้คนกำลังรวมตัวเป็นกลุ่มและจัดให้มีการแบ่งปันเครื่องบินไอพ่นของเราเพื่อหาที่นั่ง … เราได้รับคำถามบางประการเกี่ยวกับประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของดูไบ”

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นประมาณ 300 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอินเดีย

และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียราว 3.3 ล้านคนซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของประชากรซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในดูไบซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดของรัฐเอมิเรตส์ที่ประกอบเป็น

ด้านสหพันธ์

สำนักงานการบินพลเรือนทั่วไปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าผู้ที่เดินทางมาจากอินเดียผ่านประเทศอื่นๆ จะต้องอยู่ในจุดหมายปลายทางที่สามนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน

ในส่วนของสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่วันศุกร์ ชาวอังกฤษที่เดินทางกลับจากอินเดียจะต้องกักกันเป็นเวลา 10 วันในโรงแรมที่รัฐบาลอนุมัติ ส่วนพลเมืองที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษหรือไม่ใช่ชาวไอริชทั้งหมดจะถูกห้ามเข้าประเทศโดยสิ้นเชิงหากพวกเขาอยู่ในอินเดียในช่วง 10 วันก่อนหน้านี้ ในขณะที่บอริส จอห์นสันนายกรัฐมนตรีอังกฤษต้องยกเลิกการเดินทางเยือนอินเดียที่กำหนดไว้ในสัปดาห์หน้าเพื่อเป็น “มาตรการป้องกันเอาไว้ก่อน”

Photo by Gagan NAYAR / AFP

ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651196

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 08:56 น.

ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันทีผู้นำอาเซียนจัดการประชุมวาระพิเศษเกี่ยวกับวิกฤตเมียนมาร์เมื่อวันเสาร์ซึ่งพวกเขาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อผู้ประท้วงในประเทศเมียนมาโดยทันทีและให้มีการส่งทูตพิเศษเพื่อผลักดันให้มีการเจรจาที่ครอบคลุมที่นั่น

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่าการประชุมสุดยอดที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของชาวอินโดนีเซีย มีขึ้นระหว่างสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ (อาเซียน) รวมถึง พล.อ. อาวุโส มิน อ่อ งหล่าย ผู้นำทหารของเมียนมซึ่งเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตต่อเนื่องในเมียนมาหลังรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกเร่งด่วนภายในกลุ่มภูมิภาคเนื่องจากมีรายงานว่าผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารและกลุ่มคนอื่นๆ มากกว่า 730 คนสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมานับตั้งแต่กองทัพขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอองซานซูจีในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก. พ. .

ในการประชุมผู้นำอาเซียนได้บรรลุ “ฉันทามติ 5 ประการ” ซึ่งรวมถึงความจำเป็นในการยุติความรุนแรงโดยทันที, มห้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากอาเซียน และการส่งทูตพิเศษของอาเซียนไปพบกับ “ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” ตามที่ประธานระบุ แถลงเมื่อปลายวันเสาร์

แต่แถลงการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้นำไม่บรรลุฉันทามติในการเรียกร้องให้ปล่อยตัวซูจีและผู้นำทางการเมืองคนอื่นๆ ที่ถูกกองทัพควบคุมตัวหลังการรัฐประหาร

“มีเสียงสะท้อนของความทุกข์ยากในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เราต้องรับรู้ในแต่ละวันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเมียนมา” มูฮยุดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวกับผู้นำอาเซียนคนอื่นๆ และผู้นำรัฐบาลทหารในที่ประชุม “หลายคนทั่วโลกต้องการคำอธิบายและเราดห็นว่ามันยากที่จะอธิบายมากขึ้นเรื่อยๆ”

โจโก วิโดโดประธานาธิบดีชาวอินโดนีเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมว่าในการผลักดันการเจรจาที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ผู้นำอาเซียนได้บรรลุฉันทามติในการส่งทูตพิเศษ คือ เลขาธิการอาเซียนและประธานกลุ่มภูมิภาคไปยังเมียนมา

ประธานาธิบดีวิโดโดยังกล่าวว่าเขาเรียกร้องให้ทหารเมียนมายอมรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่านายพลเมียนมาส่งสัญญาณว่าเขาพร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอของผู้นำอาเซียนเช่นการส่งทูตพิเศษ “เขาบอกว่าเขาได้ยินเสียงของเราแล้ว” ลีกล่าว

“เขาไม่ได้ต่อต้านอาเซียนที่แสดงบทบาทที่สร้างสรรค์หรือการเยี่ยมเยียนของคณะผู้แทนอาเซียนหรือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง กล่าวเสริม

มูฮยุดดินซึ่งเป็นประเทศที่มีแกนนำเกี่ยวกับสถานการณ์เมียนมาพร้อมกับอินโดนีเซียและสิงคโปร์ย้ำในที่ประชุมว่าหลักการไม่แทรกแซงของอาเซียน “ไม่ได้มีไว้สำหรับเราที่จะซ่อนตัวอยู่ข้างหลัง มันไม่สามารถเป็นเหตุผลในการเพิกเฉยของเราได้”

การเข้าร่วมของผู้นำรัฐบาลทหารในการประชุมสุดยอดทำให้เกิดการคัดค้านอย่างรุนแรงจากผู้ประท้วงในเมียนมาเนื่องจากทำให้สมาชิกอาเซียนยอมรับว่าเขาเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของประเทศ

รัฐบาลคู่ขนานที่เปิดตัวโดยกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมาที่เรียกตัวเองว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติได้ขอเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเมื่อวันเสาร์

ผู้นำอาเซียนส่วนใหญ่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดพิเศษซึ่งเสนอครั้งแรกโดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียในเดือนมีนาคม แต่ผู้นำของฟิลิปปินส์และไทยไม่ได้เข้าร่วมเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโดยผู้นำของลาวก็เลือกที่จะอยู่ห่างๆ เช่นกัน

ขณะที่การประชุมสุดยอดกำลังดำเนินไปที่สำนักเลขาธิการอาเซียนภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ผู้ประท้วงหลายสิบคนพยายามเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว แต่พวกเขาถูกผลักดันให้กลับไปที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยใกล้เคียง พวกเขาร้องตะโกนว่า “หยุดความรุนแรงในเมียนมา!”

ผู้ประท้วงยังคัดค้านการเข้าร่วมของมิน อ่อง หล่ายซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลทหารของเมียนมา ผู้ประม้วงที่ชื่อเฟอร์นิดา อินเดีย วัย 45 ปีกล่าวว่า การตัดสินใจของอาเซียนในการเชิญมิน อ่อง หล่ายมานั้น “ไม่ถูกต้องเพราะไม่ควรทำให้พวกเขามีความชอบธรรม”

“เราขอประณามเรื่องนี้เนื่องจากนายพล มิน อ่อง หล่าย) เป็นหนึ่งในผู้กระทำความผิดของการละเมิดสิทธิมนุษยชน” เธอกล่าวขณะประสานงานการประท้วงใกล้สำนักเลขาธิการอาเซียน

Photo by – / INDONESIAN PRESIDENTIAL PALACE / AFP

“อโคจร” สถานที่ห้ามพระสงฆ์เข้าไปแต่ทำไมลามถึงฆารวาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/650638

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น."อโคจร"สถานที่ห้ามพระสงฆ์เข้าไปแต่ทำไมลามถึงฆารวาสโดย สมาน สุดโต

**********************

คำว่า“อโคจร”เป็นคำพระที่คุ้นหูชาวบ้านมากคำหนึ่งในยุคที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา Covid-19 ระบาดในไทยอยู่ในปัจจุบัน เพราะผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนมากเข้าไปในที่สื่อมวลชนเรียกว่า อโคจรทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่สนามมวย จนถึงผับ บาร์ และไนท์คลับ โดยเฉพาะที่นักการเมือง หรือไฮโซเข้าไปหาความสำราญ เช่น ผับ บาร์ ย่านซอยทองหล่อ จนกลายเป็นคลัสเตอร์ในการระบาดของไวรัสวายร้ายตัวนี้ กลายเป็นที่โจทย์ขานไปทั่วเมือง ว่า เป็นนักการเมืองไม่ควรไปที่อโคจรที่ว่านั้น

อโคจร ในความหมายแบบไทยๆ คือสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไป เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหาย เป็นข้อห้ามพระสงฆ์ ที่มีในพระวินัยและประกาศของคณะสงฆ์ วารสารบาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ.2561 ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง อโคจรในพระวินัยปิฎกกับสังคมในปัจจุบัน โดยนวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร ที่อธิบายความหมาย อโคจร ว่า หมายถึงสถานที่ที่พระภิกษุไม่ควรเข้าไป และตัวบุคคลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปคบหา สมาคม และคลุกคลีด้วย เช่น ซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน สถานบันเทิงยามราตรี ร้านขายสุรา แหล่งมั่ววสุมยาเสพติด ตลอดจนโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และย่านตลาด เป็นต้น ประเภทอโคจร มี 6 เมื่อเข้าไปมีโทษทางวินัยเรียกว่า โลกวัชชะ คือชาวโลกติเตียน เป็นขี้ปากชาวบ้านว่างั้นเถอะ

ทั้ง 6 ประเภทนั้นได้แก่ 1.หญิงแพศยา หมายถึง โสเภณี ที่หากินในทางกามคุณทุกชนิด จะเปิดเผย หรือไม่ก็ตามแต่มิได้ห้ามเด็ดขาด หากสงฆ์รับนิมนต์ทำกิจศาสนาได้ แต้ต้องสำรวม ระวังตนให้ดี 2.หญิงหม้าย ไม่ว่าผัวตาย ผัวทิ้ง หรือ ทิ้งผัวล้วนแต่น่ากลัวต่อพรหมจรรย์ 3.สาวเทื้อ ที่ครองตัวเป็นโสด ถ้าจะคบต้องระมัดระวังตัว ประพฤติตนให้เหมาะสม 4.ภิกษุณี ที่ห้ามเพราะภิกษุณี ถือว่าครองตนเป็นโสดจะคบหาก็ต้องดูความพอเหมาะพอควร มีบทบัญญัติมากทีเดียวว่า ภิกษุจะต้องวางตัวอย่างไรในการคบหา ภิกษุณีหากละเมิดถูกปรับอาบัติตามลำดับความผิด 5 บัณเฑาะก์ หมายถึงกะเทย บุรุษที่ถูกตอน มักมีความต้องการทางกามกับบุรุษเพศ 6.ร้านขายสุรา ยาเสพติด รวมถึงสถานบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ภิกษุเข้าไป ในที่ที่กล่าวนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้พบเห็น

นอกจาก 6 ข้อ ดังกล่าวยังมีประกาศและคำสั่งคณะสงฆ์อีกจำนวนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับอโคจร

1.ประกาศห้ามไม่ให้ภิกษุประกอบการกิน นอกธรรมเนียมของสมณะ พ.ศ.2456

2.ห้ามภิกษุทำเสน่ห์ยาแฝด อาถรรพณ์ พ.ศ.2467

3.ประกาศห้ามเกี่ยวข้องเรื่องราชการ พ.ศ.2476

4.ห้ามเป็นสมาชิกสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ พ.ศ.2476

5.ห้ามไปจดเลขสลากกินแบ่งและซื้อ หรือมีสลากกินแบ่งไว้เป็นของตัว พ.ศ.?2480

6 ห้ามเรียกเงินค่าเวทมนตร์คาถา และห้ามทดลองของขลัง พ.ศ.2495

7.ห้ามเที่ยวที่ตากอากาศ พ.ศ. 2497

8.ห้ามแสดงตนเป็นอาจารย์บอกเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือสลากกินรวบ พ.ศ.2498

9.ห้ามพักแรมในสถานที่ที่เป็นที่รังเกียจทางพระวินัย พ.ศ.2501

10.ให้เจ้าอาวาสเตือนพระเณรไม่ให้ไปตลาดนัดท้องสนามหลวง และยืนดูขบวนเสด็จ พ.ศ.2501

11.ห้ามถือกล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล พ.ศ.2503

อย่างไรดก็ตาม สังคมปัจจุบันอนุโลมได้บางกรณีคือ 1.โรงแรมที่พักในต่างประเทศ 2.ที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 3.ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า ที่ไม่ได้เดินชอปปิ้ง 4.ที่จำหน่ายสลาก 5.ที่จำหน่ายสินค้ามือ2

ปัจจุบันทัศนคติเกี่ยวกับอโคจรบางแห่งเปลี่ยนไป เช่น เข้าโรงแรมได้ เมื่อร่วมสัมมนาทางวิชาการ หรือเดินทางไปต่างประเทศ ต้องพักในโรงแรม ที่อโคจรนอกจากที่กล่าวแล้ว ปัจจุบันจัดเป็นอโคจรด้วย เช่น ตลาดนัดจตุจักร ห้ามไปเดินเลือกซื้อสินค้า หรือที่จำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย หรือสื่อลามกอนาจาร เพราะไปที่ดังกล่าว จะตกเป็นโลกวัชชะ สำหรับภิกษุ และสามเณร ทั้งสิ้น

ส่วนฆราวาสที่เป็นบุคคลสาธารณะ ก็ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นก็จะกลายขี้ปากชาวบ้านและสื่อดังเช่น อโคจร ย่านซอยทองหล่อ นั่นแล

“จักรกริศษ์” ผู้ปิดทองหลังพระผูกสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาวผ่านหัตถศิลป์ “ช่อไม้จันทน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/650564

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 18:52 น.“จักรกริศษ์”ผู้ปิดทองหลังพระผูกสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาวผ่านหัตถศิลป์“ช่อไม้จันทน์”.

การลงรักประดับมุก งานประณีตศิลป์ เป็นหนึ่งในงานเครื่องรักของไทย ที่แสดงออกถึงความ ประณีตอ่อนช้อยในงานศิลปหัตถกรรม ด้วยความประณีต ของช่างฝีมือไทยตั้งแต่สมัยโบราณที่บ่มเพาะภูมิปัญญา อันหลากหลายทั้งการผูกลาย การถมลาย และการฉลุลาย ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถัน ละเอียดอ่อน ในทุกขั้น ตอน ตามประเพณีนิยมงานประดับมุกมักใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏอยู่บนเครื่องราชูปโภค เครื่องใช้ไม้สอย ตลอดจน ภาชนะที่ใช้ในพระราชพิธี และภาชนะบรรจุอาหารถวาย พระสงฆ์ ในพระอารามหลวงซึ่งสมัย โบราณถือเป็นของสูงศักดิ์ นับเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่ ใกล้สูญหายมีช่างผู้เชี่ยวชาญ และหาผู้มีใจรักสืบทอดความรู้ ทางการช่างสาขานี้ได้น้อยในปัจจุบัน

นายจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ หรือครู “นายจักรกริศษ์” ครูภูมิปัญญาไทย ด้าน ศิลปกรรม รุ่นที่ 4 ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติจาก สํานักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา ปี พ.ศ. 2548 เป็นผู้มีทักษะ ความสามารถ และทรงภูมิปัญญาด้านงานประดับมุก เริ่มฝึกฝน เรียนรู้ และสร้างสรรค์งานศิลปะไทยโบราณ แขนงงานประดับ มุก จนถึงปัจจุบันเป็นผู้อนุรักษ์ สืบสาน และ สร้างสรรค์ งานประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความสามารถด้านการเขียน ลายต้นแบบเพื่อใช้ในงานประดับมุก การประกอบขึ้นรูปหุ่นหวาย และมีทักษะความเชี่ยวชาญด้านการประดับมุก บนชิ้นงานหลาย รูปแบบที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา

นายจักรกริศษ์ เล่าว่า “ผมสนใจศึกษางานด้านเครื่องมุก เป็นพิเศษ และได้ใช้พื้นฐานทางด้านศิลปะจากสถานศึกษาที่ เคยศึกษามา ฝึกฝน พัฒนาจนเกิดทักษะมีความรู้ ความเข้า ผนวกกับใจรัก และชื่นชอบงานด้านหัตถศิลป์ไทยโบราณเป็น พิเศษ ซึ่งครูได้เล่าว่า ผมมีโอกาสเดินทางไปยังสถาน ที่ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดหลวง พระอารามหลวง ผลงานโบราณอันวิจิตรเหล่านี้ ให้ผมเกิดความประทับใจ   โดยเฉพาะงานประเภทเครื่องประดับมุก มองคร้ังใด ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นงานอันทรงคุณค่า ที่สำคัญผมมองว่างานลงรักประดับมุก เป็นงานที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาติ ไทยท่ีมีมาแต่โบราณจัดเป็นงานประณีต ศิลป์ชั้นสูงที่หาประเทศใดในโลกเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะกระบวนการทำที่มีขั้นตอนซับซ้อนผู้รับการถ่ายทอดจึงต้องมีใจรัก ต้องมีความมานะอดทนอย่างสูงจึงจะทำประเภทน้ีได้สำเร็จ”

จากการรังสรรค์งานหัตศิลป์อย่างหลากลายทำให้ในปี พ.ศ.2558 เชาได้รับการเชิดชูเกียรติ เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรม ด้านการลงรัก ประดับมุก จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การ มหาชน)  หรือ SACICT ซึ่งปัจจุบัน “ครูจักรกริศษ์” ยังคงทำงานหัตถศิลป์ การลงรักประดับมุก ซึ่งยังคงอนุรักษ์ สืบทอด งานช่างศิลป์แขนงนี้ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เจียด ลุ้ง พาน โต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น

ผลงานของ “ครูจักรกริศษ์” มีมากมายซึ่ง ครูได้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าไว้หลายอย่าง งานหัตถศิลป์ล่าสุดที่ได้ประดิษฐ์นั่นก็คือ ออกแบบ “ช่อไม้จันทน์” เพื่อใช้ในงาน ประชุมเพลิง ภริยาของ “พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน” อดีตประธานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดโศกนาฏกรรมเรือนำเที่ยวคณะครอบครัว พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน เจอพายุล่มกลางอ่างน้ำงึม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงนางแก้วสายใจ ไซยะสอน วัย 62 ปี ภริยาและบุตรชายของท่านจูมมาลีด้วย

สำหรับการประดิษฐ์ “ช่อไม้จันทน์” ครูจักรกริศษ์ อธิบายว่า จะใช้ในงาน ประชุมเพลิง หรือถวายเพลิงสรีระสังขาร พระสงฆ์เถระชั้นผู้ใหญ่ และชนชั้นสูงในคณะรัฐบาล ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)  โดย “ช่อไม้จันทน์” ในพิธีดังกล่าว ครูได้แรงบันดาลใจมาจาก ดอกสุมนทา ดอกไม้ที่ปรากฎอยู่ใน ภาพจิตรกรรม โบสถ วิหาร ศิลปะล้านช้าง หรือสปป.ลาว ในปัจจุบัน เป็นดอกไม้ตามคติธรรมศิลปะล้านช้าง หมายถึงดอกไม้ในแดนนิพพาน เทคนิคที่ครูใช้คือนำแบบลายเส้นที่ได้มาเป็นแบบในการฉลุ โดยใช้ไม้จันทน์หอมที่ส่งตรงมาจากหลวงพระบาง ที่มีความหนา 3 มิลลิเมตร และ 4 มิลลิเมตร มาฉลุลาย(ด้วยโครงเลื่อยฉลุ )ซ้อนลาย หรือที่เรียกว่าลายซ้อนไม้ ผสมการขัดตกแต่งด้วยกระดาษทราย โดยขัดตกแต่ล กลีบ ก้าน ช่อดอก ใบ จากนั้นจึงนำมาประกอบเป็นช่อลาย

“ในอดีตที่ผ่านมาครูออกแบบ ช่อดอกไม้จันทร์ เพื่อใช้ในงานพิธี ถวายเพลิงพระอริยสงฆ์ของไทยซึ่งจะถูกเผาไปพร้อมสรีระสังขาร หมดแล้ว ในส่วนงานที่สสป.ลาวในครั้งนี้ ครูทำไป 2 ช่อ ครูตั้งใจทำจากหัวใจ สร้างงานหัตถศิลป์จากฝีมือคนไทยให้บ้านพี่เมืองน้องฝั่งลาวให้เห็นและชื่นชม ซึ่งครูไม่ได้คิดเงินค่าประดิษฐ์ใดๆ ครูถือว่าเป็นการปิดทองหลังพระจากแรงศรัทธา เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีผ่านงานหัตถศิลป์โดยช่างชาวไทยครับ” ครูจักรกริศษ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานทอดผ้าป่าเพื่อเด็กยากจนในชนบท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/649429

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 15:16 น.สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานทอดผ้าป่าเพื่อเด็กยากจนในชนบท“มหาดไทย”จัดทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ถวายเป็นพระราชกุศลพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท

เมื่อวันที่ 1 เมษายน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานทอดผ้าป่า พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)ร่วมกับ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐภาคเอกชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมพิธีฯ ณ  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชมีพระเมตตาประกอบพิธีรับผ้าป่าและประทานเงินผ้าป่าทั้งหมดจำนวน 2,599,110 บาทแก่รมว.มหาดไทยเพื่อนำไปสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าการพัฒนาเด็กนั้น เด็กต้องได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกหลานหมั่นศึกษาเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของเด็ก ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งกล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปช่วยเหลือ เด็กก่อนวัยเรียน ที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กมาแล้วกว่า 105,805 คน เป็นเงิน 128,219,000 บาท และทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลในกิจการเด็ก ปีละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การทอดผ้าป่าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีคุณูปการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และผู้ด้อยโอกาส และทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ ทั้งในส่วนกลางและจังหวัด 76 จังหวัด ในวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี

อธิบดีพช. กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีและอนุโมทนาบุญเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินทอดผ้าป่า เพื่อสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนทั้งสิ้น 2,599,110 บาท  ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยแก่เด็กชนบท ก่อนวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี ที่ครอบครัวมีความยากจนและด้อยโอกาสเป็นจำนวนมาก ให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ  เพื่อการพัฒนาแก่เด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติ ต่อไปอย่างยั่งยืน

สมเด็จพระสังฆราชฯประทาน “พระพุทธพัฒนปชานาถ” ให้กรมการพัฒนาชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/649074

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 21:50 น.สมเด็จพระสังฆราชฯประทาน"พระพุทธพัฒนปชานาถ"ให้กรมการพัฒนาชุมชนสมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานนามพระพุทธรูปปางประทานพร “พระพุทธพัฒนปชานาถ” ในโอกาสครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชนเพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายนามพระพุทธรูป ปางประทานพร โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารกรมเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับลิขิตประทานชื่อพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า “พระพุทธพัฒนปชานาถ” แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ประสบความเจริญ และขอประทานพระอนุญาตเชิญอักษรพระนามย่อ ออป. ประดิษฐานบริเวณด้านหน้าฐานของพระพุทธรูป และเหรียญพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2505 ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ 10 พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนครบรอบ 60 ปี จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร อันเป็นพระพุทธรูปประจำวันจันทร์จากการออกแบบของนายสุรเดช ลิ้มพานิช (หมึก ท่าพระจันทร์) โดยมีการสร้างองค์พระจำนวน 2 ขนาด คือ 1) ขนาดสูง 75 นิ้ว จำนวน 13 องค์ เพื่อประจำกรมการพัฒนาชุมชน 1 องค์ ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 11 แห่ง และวิทยาลัยการพัฒนาชุมชน 1 แห่ง และ 2) ขนาดสูง 32 นิ้ว สำหรับบูชาบนสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และอำเภอ รวม 955 องค์ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” ได้แก่โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 11,414 หมู่บ้าน โดยมีกิจกรรมดังนี้ การอบรมครัวเรือนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 คน การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 แห่ง แบ่งเป็น พื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 8,780 แห่ง และพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 2,634 แห่ง เพื่อใช้ในกระบวนการเรียนรู้ให้กับครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้านละ 30 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 342,420 คน นอกจากนี้ ได้สนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในการจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นจำนวน 168 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ กาญจนบุรี กระบี่ สุรินทร์ และสุโขทัย โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ผู้นำชุมชน 1,000 ตำบล 878 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 15,000 คน โดยการฝึกปฏิบัติในพื้นที่แปลง CLM, HLM เพื่อสร้างทีมขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการปฏิบัติบูชา “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อพัฒนาชุมชนดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กปร. นอกจากนี้ได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา” มากำหนดเป็นชุดวิชาสำหรับฝึกอบรม พัฒนากรก่อนประจำการ

นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระยะที่ 1 และต่อในระยะที่ 2 ด้วยการทำอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัฒนธรรมการปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทย ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คนไทยช่วยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายผ้าไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน การดำเนินการส่งเสริมการจ้างงาน นักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ สร้างงาน และเป็นการส่งเสริม ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าถึง การตลาดออนไลน์ได้ ช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยากจน ให้ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ โดยใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลจากระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform : TPMAP) แก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ สร้างความมั่นคงให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

อีกทั้ง การส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านคนรักษ์ช้าง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตามพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และสระแก้ว ซึ่งต่อมาได้เกิดชุมชนนำร่อง ภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์” โดยการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) หรือ GIS เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บสารสนเทศชุมชน หมู่บ้านคชานุรักษ์ หมู่บ้านขยายผล และหมู่บ้านได้รับผลกระทบ เชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งพิกัดชุมชน ข้อมูลชุมชน ผู้นำชุมชน แหล่งท่องเที่ยว สถานการณ์ช้าง การป้องกัน เฝ้าระวัง องค์ความรู้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับภารกิจกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงคงเข้มแข็งในชีวิตให้กับประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565”

อธิบดี พช.กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนากรมการพัฒนาชุมชน นับเป็นโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่ง ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้สำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งยังความเป็นสิริมงคลมาสู่ข้าราชการ พนักงานราชการและเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชนทุกคนได้มีกำลังใจในการทุ่มเททำงานอย่างอดทน และเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน ให้มากยิ่งขึ้นสืบไป

Piaget POSSESSION สีสันความสนุกครั้งใหม่ในปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651108

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 15:25 น.Piaget POSSESSION สีสันความสนุกครั้งใหม่ในปี 2021Piaget POSSESSION : TURN FOR THE EXTRA ORDINARY สีสันความสนุกครั้งใหม่ ที่มาช่วยเติมเต็มไอเดียและลุคของคุณในปี 2021

THE BIRTH OF AN ICON

นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของวงการจิวเวลรี่ยุคนั้นก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่เพียเจต์ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่น Possession ไปเมื่อปี 1990 แหวนรุ่นไอคอนิกที่ซ่อนเบื้องหลังงานดีไซน์อันน่าตื่นตาตื่นใจชิ้นนี้ ก็ถูกจับตาและอยู่ในกระแสนิยมในหมู่สุภาพสตรีเรื่อยมา ก่อนเมซงจะทยอยปล่อยไลน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ กำไล ต่างหู โดยถ่ายทอดต้นฉบับความสนุกของ Possession ไว้อย่างครบครัน ก่อนปรับลุคอีกครั้งในปี 2017 ซึ่งเมซงเลือกแต่งแต้มคอลเลคชั่นให้คัลเลอร์ฟูลยิ่งขึ้น โดยหยิบเอาหินสีหายากมาใช้ในการสร้างสรรค์

MORE THAN A JEWEL

ว่ากันว่า Possession เป็นมากกว่าเครื่องประดับชิ้นสวย เพราะนอกจากความสนุกของซิกเนเจอร์วงแหวนหมุนได้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เหล่าสาว ๆ และคอมพลีททุกลุคได้อย่างเหลือเชื่อแล้ว ยังเป็นเหมือนตัวแทนที่อยู่ในทุกช่วงเวลาอันแสนพิเศษอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลอง ช่วงเวลาแห่งความโชคดี การดำเนินชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข และนี่คือสีสันความสนุกครั้งใหม่ ที่มาช่วยเติมเต็มไอเดียและลุคของคุณในปี 2021

POSSESSION SLIDING PENDANTS IN EXTRAORDINARY COLOURS

กับ 3 เฉดสีล่าสุดที่สาว ๆ เห็นแล้วต้องเลิฟ โดยแบรนด์เลือกหยิบหินสีหายาก อย่าง มาลาไคท์ (G33PE300), คาร์เนเลี่ยน (G33PE400) และ เทอร์ควอยซ์ (G33PE200) มานำเสนอ ทุกโมเดลมาพร้อมตัวเรือนโรสโกลด์ และ จี้ประดับหินสีที่ล้อมรอบอีกชั้นด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 20 เม็ด (ราว 0.35 กะรัต) มาในดีไซน์ที่ง่ายต่อการมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยออกแบบให้สามารถสไลด์ตัวจี้ขึ้นและลงเพื่อปรับระดับความยาวของสายได้ตามชอบใจ ปลายสายแต่ละด้านประดับหินสีชนิดเดียวกันและตุ้มทอง

POSSESSION LUCK PENDANTS

เผยโฉม 2 โมเดลใหม่ โดยหินสีเด่นที่นำมาใช้ในรุ่นนี้ยังคงเป็นเทอร์ควอยซ์ (G33PD200) และ คาร์เนเลี่ยน (G33PD600) เช่นเคย – สร้อยคอโรสโกลด์ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 20 เม็ด (ราว 0.28 กะรัต) มาพร้อมความยาว 39 – 42 เซนติเมตร และดีเทลสนุก ๆ ของจี้แบบหลังเบี้ยที่พลิกกลับไปมาได้อย่างอิสระ คอมพลีทลุคได้ทั้งแบบสีสันที่ชวนสนุกสนาน แบบประกายทองคลาสสิค ไปจนถึงแบบ Personalized ที่สามารถสลัก “ข้อความส่วนตัว” ลงบนด้านหลังของตัวจี้ อาทิ วันสำคัญ ชื่อย่อ

POSSESSION BANGLE AND EARRINGS

ดับเบิ้ลความสนุกกันต่อกับ กำไลข้อมือโรสโกลด์ ในดีไซน์แบบ Double Tour (G36PG800) ปลายทั้ง 2 ด้านประดับมาลาไคท์ และ เพชรบริลเลียนต์คัต 30 เม็ด (ราว 0.42 กะรัต) ต่อด้วยตุ้มหูโรสโกลด์ กับฟังก์ชั่นสุดเก๋ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันของสาว ๆ ตั้งแต่ ใส่แบบติดหูอย่างเดียว, แบบพร้อมสายโซ่และตุ้มทอง, แบบพร้อมสายโซ่ ตุ้มทองและหินสี ไปจนถึงคละสไตล์แบบสั้นข้างยาวข้าง มี 2 สีให้เลือก – คาร์เนเลี่ยน (G38PW400) และ เทอร์ควอยซ์ (G38PW500) ซึ่งทั้ง 2 เวอร์ชั่นมาพร้อมเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 28 เม็ด (ราว 0.32 กะรัต)

MALACHITE  หมู่บ้าน La Côte-aux-Fées สถานที่อันเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตนาฬิกาเพียเจต์ ซึ่งแทรกตัวอยู่ในพื้นที่เขียวขจี ณ เมือง Neuchâtel ในเขตเทือกเขา Jura ถือเป็นแรงบันดาลใจชั้นเลิศสำหรับ Valentin Piaget ในการสร้างสรรค์นาฬิกาและเครื่องประดับมาอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นสีเขียวของ มาลาไคท์ หนึ่งในหินสีที่เมซงโปรดปรานและหล่อหลอมอยู่ในชิ้นงานมาจนถึงทุกวันนี้

CARNELIAN คาร์เนเลี่ยน คือหินสีอีกตัวเลือกที่เมซงหยิบมาคอนทราสต์กับประกายทองอร่ามได้อย่างน่าค้นหา โทนสีแดงที่ให้ความรู้สึกร้อนแรง ทั้งยังสื่อถึงความมั่งคั่งในเชิงสัญลักษณ์ ทำให้หญิงสาวที่สวมใส่ดูเย้ายวน ปลดปล่อยตัวตนได้อย่างอิสระ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

TURQUOISE ถ้านิยามสีฟ้าของเพียเจต์ คือ สัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์ – สำนวน “The sky is the limit” ก็คือคำบอกเล่าตัวตนของเมซงที่โหยหาความท้ายทายที่ไม่มีสิ้นสุดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้สีฟ้าจากเทอร์ควอยซ์ ยังมีความหมายถึง การป้องกัน และ การต่อสู้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่มุ่งหวัง

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

#PiagetPossession #TurnForExtraordinary

ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ “บอม วรภพ” กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651046

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ "บอม วรภพ" กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่นย้อนรอยเส้นทาง…กว่าจะถึงวันนี้ของ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์” พระเอกหน้าใหม่ในละครระทึกขวัญเรื่อง “ผีกะ” ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 (ออกอากาศกลางเดือนมิถุนายน 2564)

เบื้องหลังของพระเอกหน้าใหม่ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์”

หลังกลับจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวด Mister International 2014 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย บอม-วรภพ คล้ายสังข์ ก็เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างจริงจัง โดยการชักนำของ เอ-มาโนช สร้อยสิงห์ ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มเปิดตัวเป็นนักปั้นหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน พร้อมประเดิมผลงานการแสดงชิ้นแรกในรายการ “ศัพท์สอนรวย” ละครสั้นสอนศัพท์ภาษาอังกฤษ ออกอากาศทางช่อง 3HD

“ตอนนั้นทางศัพท์สอนรวยกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอรายการและต้องการนักแสดงชายที่มีตำแหน่งจากเวทีประกวด บอมกับบูม (อภิวิชญ์ คุณาดิเรก) เพื่อนร่วมสังกัดเดียวกัน ซึ่งบูมเองก็เพิ่งได้รับตำแหน่งรองอันดับสอง Mister Global 2015 มาหมาดๆ เราทั้งคู่เลยถูกทาบทามให้ไปแคสติ้งและเราก็ได้เริ่มต้นการเป็นนักแสดงไปพร้อมๆ กันในรายการนี้ ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันพุธช่วงเช้าตรู่…ดูทันกันไหมครับ”

ไม่นานหลังจากแวบไปรับเชิญในซิทคอมเรื่อง “เสือ-ชะนี-เก้ง” ทางช่องวัน บอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบท “ผู้กองวิทย์” ในละครเรื่อง “สงครามเพลง” ประเดิมผลงานละครเรื่องแรกของค่ายอาหลองจูเนียร์ โดยมี กอล์ฟ-กัญจน์ ภักดีวิจิตร นั่งแท่นเป็นผู้จัดป้ายแดง (ออกอากาศทางช่อง 3 SD ในปี พ.ศ. 2560)

“กว่าจะลงตัวในบทผู้กองวิทย์…ไม่ง่ายเลย ผมทราบแว่วๆ มาว่าทางช่อง 3 เองก็แจ้งให้ทางค่ายเปลี่ยนบทบาทไปมา 2-3 ครั้งกันเลยทีเดียว เพราะว่าตัวบอมเองก็ไม่ได้เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 งานนี้ ผมต้องขอบคุณพี่กอล์ฟมากๆ ที่ยืนหยัดให้ผมได้รับบทบาทนี้ในที่สุด และกว่า 11 เดือนในการถ่ายทำละครเรื่องนี้ นับเป็นความทรงจำและมิตรภาพดีๆ ที่ผมไม่เคยลืมจวบจนวันนี้ครับ”

โอกาสชิมลางในต่างแดน

ช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 บอมมีโอกาสได้ร่วมงานภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นครั้งแรกกับผู้กำกับชาวญี่ปุ่น “ยูอิจิ ฮิบิ” ในโปรเจ็กต์ ERICA 38 ภาพยนตร์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคดีที่อื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น (ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นปี พ.ศ.2562) ซึ่งตัวละครหลักที่นำแสดงโดยอดีตไอดอลคนดังของญี่ปุ่น “มิโยโกะ อาซาดะ” เป็นนักต้มตุ๋นสาวจากคดีฉ้อโกง แต่ถูกแฟนนอกใจเลยหนีมาอยู่เมืองไทย โดยใช้ตัวตนใหม่ว่า “เอริกะ” และมาพบรักใหม่กับหนุ่มไทย “ปอร์เช่” ซึ่งนำแสดงโดยน้องบอมนั่นเอง

“ความยากของงานนี้คือ มีสคริปต์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะผมพูด-อ่าน-เขียนแทบไม่ได้เลย ก่อนถ่ายทำผมเลยไปเรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ ในหลักสูตรเร่งรัดเตรียมตัวไว้ก่อน ตลอด 5 วันกับ 5 โลเคชั่นที่ถ่ายทำกันในประเทศไทยก็เลยผ่านพ้นไปด้วยดี แต่บอกได้เลยว่างานนี้เหนื่อยหนักมากเลยทีเดียว ทั้งเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของการเดินทางที่ต้องย้ายโลเคชั่นไปในหลายจังหวัด และฉากเลิฟซีนที่ค่อนข้างดุดันกันพอสมควรกับนักแสดงนำหญิงชาวญี่ปุ่น คุณมิโยโกะ อาซาดะ ด้วยในเรื่องนี้ผมรับบทเป็นแฟนหนุ่มคนไทยที่เธอเลี้ยงดูปูสื่อขณะหนีคดีมากบดานในเมืองไทย ทั้งนี้ ผมเองก็ได้เห็นแค่ในตัวอย่าง 2 เวอร์ชั่นที่เพื่อนจากญี่ปุ่นส่งมาให้ดู แล้วล่าสุดปีนี้เองที่พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) ฝากเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยตรวจสอบให้ ปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่สามารถดูฟรีได้ช่องทางใดๆ เลย หวังว่าสักวันคนไทยคงจะมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันกับบอมนะครับ”

เส้นทางสายบันเทิง

ตลอดการเดินทางในวงการบันเทิงของบอม-วรภพ คล้ายสังข์ ผ่านการทำงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานเดินแบบในประเทศไทย งานเดินทางแบบที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว รวมทั้งงานสัมภาษณ์และงานถ่ายแบบ ทุกย่างก้าวคละเคล้าไปด้วยความสมหวังและความผิดหวังปะปนกันไป โดยเฉพาะจากการไปแคสติ้งงานภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และงานโฆษณา

“อย่างกรณีงานซีรี่ย์ก็มีนะครับที่แคสติ้งผ่านแล้วเรียบร้อย ผู้จัดดึงเข้ากลุ่มนักแสดงเรียบร้อย แต่ต่อมาปรากฏว่าโปรเจ็กต์นั้นก็เงียบหายไปเฉยๆ งานหนังก็มีเรื่องนึงถ่ายทำไปแล้วหนึ่งฉาก…ในต่างจังหวัดด้วย แต่แล้วก็อันตรธานหายวับไปกับสายลม งานโฆษณานี่ยิ่งลุ้นหนักเลย โดยเฉพาะงานที่ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายนี่ก็มีบ่อยนะครับที่สุดท้ายทีมงานกลับมาคอนเฟิร์มว่า ปล่อยคิวนะคะ…ขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

แต่งานโฆษณาที่ได้ทั้งหมดทั้งมวลผมก็ภูมิใจทุกชิ้นนะครับ แน่นอนว่าทุกงานๆ พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) จะเป็นคนคัดเลือกให้อย่างเข้มงวดและเหมาะสมกับภาพลักษณ์ ทั้งในเรื่องของแบรนด์สินค้า บทบาทที่ได้รับ และค่าตอบแทน”

จุดพลิกผันที่มาดั่งส้มหล่น

ราวต้นปี พ.ศ. 2562 ในที่สุดจุดผลิกผันในชีวิตของบอมก็เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ทีมงานในกองละคร “ผีกะ” มอบฉายาให้เป็น “พระเอกส้มหล่น”

“ตอนแรกบอมคุยกับพี่เอ-มาโนช ว่าอยากจะหยุดงานในวงการบันเทิงแล้ว มันเหนื่อยและท้อ ผมรู้สึกว่าเราร่วมเดินทางกันมา 5 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มองเห็นฝั่งฝันที่พี่เอตั้งใจจะปั้นให้บอมเป็นพระเอก ตอนนั้นพี่เอเค้าขอให้ไปแคสติ้งงานละครของค่ายทวินเฟรมให้หน่อย แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะหยุดหรือไปต่อ จากนั้นบอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบทตำรวจในละครเรื่องผีกะ ซึ่งก็มีบทบาทแค่ 5 ตอนแล้วตาย แต่ระหว่างเวิร์คชอปทางผู้บริหารเกิดถูกใจในการแสดงแนวเล่นน้อยแต่มากของบอม ก็เลยนัดเข้าไปเจรจาเพื่อปั้นเป็นพระเอกของค่ายทวินเฟลมในเรื่องถัดไป อ่ะ…ก็น่าจะดีนะ”

“ก่อนเปิดกล้องราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าพระเอกของละครเรื่องผีกะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่สามารถมาร่วมถ่ายทำละครได้ ทางผู้บริหารของค่ายทวินเฟลมเลยสลับสับเปลี่ยนให้บอมเป็นพระเอกไปเลยในเรื่องนี้แทนพระเอกคนเดิมที่วางตัวไว้…ส้มหล่น?”

“ถึงความเป็นพระเอกในเรื่องนี้อาจดูเหมือนจะได้มาแบบฟลุ๊คๆ แต่ก็อยากให้ทุกคนเปิดใจลองติชมผลงานการแสดงของบอมในละครเรื่องผีกะ ทางช่องไทยรัฐทีวีเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้มอบความสุขให้ผู้ชมทุกๆ ท่านต่อไปในเส้นทางบันเทิงกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนะครับ”