เมื่อตะวันตกตีแผ่พฤติกรรมร้ายๆ ของจีนกับคนในซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648878

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 19:23 น.เมื่อตะวันตกตีแผ่พฤติกรรมร้ายๆ ของจีนกับคนในซินเจียงประเด็นการกล่าวหาว่าจีนบังคับใช้แรงงานและกดขี่ชาวอุยกูร์ในซินเจียงถูกนำเสนอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่กรณีล่าสุดจุดชนวนการแบนแบรนด์สินค้าชื่อดังหลายแบรนด์

เพียงชั่วข้ามคืนก็เกิดประเด็นร้อนขึ้นในโลกโซเชียลเดียของจีน เมื่อแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ อาทิ H&M และ Nike ถูกชาวโซเชียลจีนพร้อมใจกันแบน เนื่องจากทางแบรนด์ประกาศว่าจะไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียง เพราะกังวลเรื่องการบังคับใช้แรงงาน

ทั้ง H&M และ Nike ที่ถูดพูดถึงในเวยปั๋วของจีนตอนนี้ ออกแถลงการณ์กล่าวถึงการบังคับใช้แรงงานในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีนเมื่อปีที่แล้ว แต่ประเด็นนี้เพิ่งเป็นที่สนใจและสร้างความขุ่นเคืองให้ชาวจีนเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) หลังจากชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ แคนาดา และสหภาพยุโรป พร้อมใจกันเป็นครั้งแรกประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลจีนในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

อันที่จริงฝั่งตะวันตกนำเสนอว่าทางการจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว

ค่ายล้างสมอง

มีการตีแผ่ข่าวเรื่องระบบค่ายกักกันชาวมุสลิมในซินเจียงครั้งแรกปี 2017 โดยนักวิจัยพบหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมโดยใช้ซอฟต์แวร์กูเกิลเอิร์ธเห็นค่ายดังกล่าวตั้งอยู่นอกเมืองเล็กๆ ที่ชื่อต๋าปั่นเฉิง ซึ่งห่างจากเมืองอูลู่มู่ฉีซึ่งเป็นเมืองหลักของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ราว 1 ชม. โดยทางรถยนต์

ปี 2018 เกย์ แม็คดูกัล รองประธานคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ค่ายนี้ใช้เป็นที่ควบคุมตัวคนมุสลิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์กว่า 1 ล้านคนที่ถูกจับมาโดยไร้ข้อหาและการพิจารณาคดี เพื่อนำมาปรับทัศนคติ กลายเป็นค่ายกักกันชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ชาวอุยกูร์ที่อยู่ใน “ค่ายฝึกอาชีพ” ตามคำที่ทางการจีนใช้เรียก ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการปฏิบัติศาสนกิจ การปลูกฝังแนวคิดทางการเมือง รวมถึงการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ บังคับทำหมัน คุมกำเนิด ทำแท้ง และข่มขืน

นอกจากนี้ สำนักข่าว The New York Times ยังเผยแพร่เอกสารลับเกี่ยวกับการควบคุมชาวอุยกูร์ของรัฐบาลจีนจำนวน 403 หน้าซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นสคริปต์ถามตอบสำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นใช้ตอบคำถามนักเรียนนักศึกษาอุยกูร์ที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างถิ่นแล้วพบว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องของตัวเองถูกทางการจับกุมตัวไป

สคริปต์ถามตอบที่ปรากฏในเอกสาร อาทิ หากเจ้าหน้าที่ถูกถามว่า “ครอบครัวพวกเราหายไปไหน” ต้องตอบว่า “อยู่ในโรงเรียนฝึกอาชีพที่จัดตั้งโดยรัฐบาล” เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังต้องบอกแก่เยาวชนเหล่านั้นว่า พฤติกรรมของพวกเขามีผลกับการลดหรือเพิ่มระยะเวลาที่คนในครอบครัวจะถูกกักตัวไว้ด้วย

ข้อความหลักๆ ในเอกสารยังระบุว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เผยแผนควบคุมชาวอุยกูร์กับเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัวหลายครั้งระหว่างและหลังเดินทางเยือนซินเจียงเมื่อปี 2014 ไม่กี่สัปดาห์หลังจากชาวอุยกูร์ก่อเหตุแทงชาวจีนกว่า 150 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 31 ราย ที่สถานีรถไฟที่คุนหมิงในมณฑลยูนนาน

ขณะที่ BBC รายงานว่า ผู้หญิงหลายรายที่เคยถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายฝึกอาชีพตีแผ่ว่าเจ้าหน้าที่ในค่ายล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง ทั้งการข่มขืน รุมโทรม ทรมานทางเพศ เช่น ใช้กระบองไฟฟ้าสอดใส่อวัยวะเพศหรือทวาร ทาน้ำพริกลงบนอวัยวะเพศ

ครอบครัวชาวอุยกูร์เดินตลาดในเมืองคัชการ์ เขตปกครองตนเองซินเจียง AFP PHOTO / Greg BAKER

ทำลายมัสยิดและสุสาน

The Guardian รายงานว่า ระหว่างปี 2016-2018 เกือบ 1 ใน 6 ของมัสยิดและศาสนสถานในจีนถูกทำลายราบคาบ ส่วน CNN รายงานเมื่อต้นปี 2020 โดยการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Maps ว่า ทางการจีนทำลายสุสานในซินเจียงโดยเฉพาะของชาวอุยกูร์กว่า 100 แห่ง โดย CNN ได้เชื่อมโยงการทำลายสุสานดังกล่าวกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการขยายการควบคุมชาวมุสลิมอุยกูร์ และยังบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งกำจัดอัตลักษณ์และการถือปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม อาทิ ห้ามไว้เครา ห้ามใส่ผ้าคลุมหัว ห้ามสอนศาสนาให้เด็กๆ หรือ แม้กระทั่งห้ามใช้ชื่อที่ฟังดูเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม

บังคับใช้แรงงาน

รายงานของสถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ออสเตรเลียเผยว่า ชาวอุยกูร์ราว 80,000 รายถูกนำตัวออกจากซินเจียงไปบังคับใช้แรงงานในโรงงานอย่างน้อย 27 แห่งทั่วประเทศ และยังมีการบังคับใช้แรงงานเด็กในโรงงานที่สภาพแวดล้อมการทำงานไม่ได้มาตรฐาน

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

วันสุดท้ายก่อนอำลาตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เรียกเหตุการณ์ที่เกิดในซินเจียงอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกที่ใช้คำนี้

หลังจากนั้นรัฐสภาของแคนาดาและเนเธอร์แลนด์ผ่านญัตติซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยอมรับว่าการกระทำของทางการจีนเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นกัน

ติดกล้องส่งพฤติกรรม

สื่อตะวันตกยังรายงานว่า ซินเจียงเป็นเป้าของการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดที่สุดที่ทางการจีนเคยใช้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดที่สามารถจดจำใบหน้าได้เครื่องมือที่สามารถอ่านข้อมูลในมือถือได้ และการเก็บฐานข้อมูลทางชีวภาพหรือไบโอเมตริกส์

เหล่านี้คือความเลวร้ายของรัฐบาลจีนต่อชาวอุยกูร์จากสายตาและคำบอกเล่าของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐกับอังกฤษที่มีประเด็นพิพาทกับจีนอยู่เนืองๆ 

CHINA OUT AFP PHOTO

Tesla พร้อมรับ Bitcoin ซื้อขายรถ แต่ทำไมตลาดคริปโตไม่ปลื้ม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648850

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 17:32 น.Tesla พร้อมรับ Bitcoin ซื้อขายรถ แต่ทำไมตลาดคริปโตไม่ปลื้ม?Tesla กับ Elon สิ้นมนต์ขลัง? ตลาดคริปโตมูลค่าหายไปหลายร้อยล้านรับข่าวนี้ ทั้งที่ Bitcoin เคยมีปฏิกิริยาตอบรับกับการแสดงท่าทีของบอสใหญ่รายนี้

เอลอน มัสก์ (Elon Musk) แห่งบริษัท Tesla ประกาศเมื่อวานนี้ว่าผลิตภัณฑ์ของ Tesla จะวางจำหน่ายผ่านซื้อขายโดยบิตคอยน์ (Bitcoin)

มัสก์ทวีตเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้คุณสามารถซื้อ Tesla ด้วย Bitcoin ได้แล้ว” และการชำระเงินด้วย Bitcoin จะพร้อมให้บริการสำหรับลูกค้านอกสหรัฐในปลายปีนี้ เขาเสริมว่า Tesla จะใช้ซอฟต์แวร์ภายในและโอเพ่นซอร์สเท่านั้นและ Bitcoin ใดๆ ที่จ่ายให้กับบริษัทจะถูกเก็บเป็น Bitcoin และจะไม่แปลงเป็นสกุลเงินที่จับต้องได้เหมือนเงินสกุลหลักของโลก เช่น ดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังเปิดเผยการลงทุน 1,500 ล้านใน Bitcoin และกล่าวว่าตั้งใจที่จะเริ่มรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรูปแบบการชำระเงิน ทำให้ราคาของ Bitcoin พุ่งอย่างแรงหลังจากนั้น และเมื่อใดก็ตามที่มัสก์หรือบริษัทของเขาแสดงท่าทีเกี่ยวกับ Bitcoin มันจะพุ่งต่อเนื่อง

อย่างก็ตาม ปฏิกิริยาต่อ Tesla กับ Elon ไม่ดีนักจนน่าแปลกใจว่าคริปโตหมดความสนใจกับเขาไปแล้วหรือไม่? เพราะ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกกระเตื้องขึ้นมาสั้นๆแล้วกลับสู่โหมดสูญเสียมูลค่าอีกครั้งรวมแล้วเกือบ 5% ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากที่ Tesla บอกข่าว และตามข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย Coinmarketcap มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 วัน

แม้แต่ อีเธอร์ (Ethereum) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกก็ยังลดลงต่ำกว่า 1,600 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ และมูลค่าลดลงมากกว่า 15% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา นักลงทุนบางคนชี้่ว่า Bitcoin ยังอยู่ในช่วงปรับฐาน ดังนั้นแม้จะมีข่าวดีจาก Tesla กับ Elon ทันจึงไม่ช่วยกระเตื้องสถานการณ์มากนัก นักวิเคราะห์บางคนจาก Glassnode ชี้ว่ามันอยู่ในระยะปลายของตลาดกระทิง

การวิเคราะห์รายสัปดาห์ของ Glassnode พบว่ามี “การโอนความมั่งคั่ง” จากผู้ถือ Bitcoin ระยะยาวไปยังนักเก็งกำไรรายใหม่ ซึ่งชวนให้นึกถึงภาวะจุดสูงสุดของตลาด รายงานระบุว่าตลาดกระทิงของ Bitcoin ในที่สุดก็ถึง “จุดสูงสุดที่อิ่มตัว” ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ถือรายใหญ่ใช้จ่ายมันมากขึ้นเพื่อรับผลกำไร

Photo by Brendan Smialowski / AFP

แห่หนุนสินค้าจีน แบรนด์นอกรีบเปลี่ยนจุดยืนก่อนถูกแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648833

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 15:31 น.แห่หนุนสินค้าจีน แบรนด์นอกรีบเปลี่ยนจุดยืนก่อนถูกแบนหลังจากเกิดกรณีแบนสินค้าแบรนด์ดังเนื่องจากไม่ยอมใช้ฝ้ายที่ผลิจตจากเขตปกครองตนเองซินเจียง ประเทศจีน คนจีนเริ่มแสดงจุดยืนเลิกใช้ของนอกมาให้แบรนด์ของตัวเอง

จากรณีที่สินค้าแบรนด์ดังเช่น H&M และ Nike แสดงจุดยืนเรื่องการไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียงโดยอ้างถึงรายงานการใช้แรงงานที่ถูกบังคับซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศตะวันตกโจมตีจีน แต่จีนตอบโต้ว่าไม่เป็นความจริง ท่าทีของแบรนด์เหล่านี้ทำให้ชาวจีนไม่พอใจอย่างมาก และพากันบอยคอตแบรนด์เหล่านี้ในวงกว้าง กลายเป็นกระแสร้อนแรงในตอนนี้

ผลของการบอยคอต ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนหลายคนกล่าวว่าพวกเขาจะหยุดซื้อ Nike และจะสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นเช่น Li Ning และ Anta ในขณะที่คนอื่นๆ บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าให้ Adidas ออกจากประเทศจีน

หุ้นของ Anta Sports Products Ltd เพิ่มขึ้นกว่า 6% ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในวันพฤหัสบดีหลังจากออกแถลงการณ์ว่าจะยังคงใช้ผ้าฝ้ายจากซินเจียงต่อไป หุ้นของ Li Ning Co เพิ่มขึ้นกว่า 7%

ทั้งนี้ Anta และ Li Ning มีส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นทีเกี่ยวข้อง ในสัดส่วน 16.4% และ 6.3% ตามลำดับ ในขณะที่ Nike มีสัดส่วนตลาดจีนมากที่สุดคือ 22.9% และ Adidas อยู่ในอันดับที่ 2 คือ 20.4% จากตัวเลขเมื่อปี 2019

นอกจากปฏิกิริยาการแบนแล้ว ยังมีรายงานด้วยว่าบางแบรนด์ต่างประเทศจยังแสดงจุดยืนให้ชัดว่าจะใช้ฝ้ายจากซินเจียงต่อไปหรือยกเลิกการแสดงท่าทีว่าจะไม่ใช้ฝ่ายซินเจียง คาดว่าเพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดผู้โภคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐจีนรายงานว่าบริษัท Inditex ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Zara ได้ “ลบอย่างเงียบๆ” ซึ่งข้อความเกี่ยวกับผ้าฝ้ายซินเจียงจากเว็บไซต์ภาษาอังกฤษและภาษาสเปนเมื่อวันพฤหัสบดี

สำนักข่าว Reuters ได้สอบถามไปยัง Inditex แต่ยังไม่ตอบกลับมา

ด้าน Muji แบรนด์ไลฟ์สไตล์สไตล์มินิมอลซึ่งเป็นของ Ryohin Keikaku Co กล่าวกับ Global Times เมื่อวันพฤหัสบดีว่าพวกเขาใช้ฝ้ายจากซินเจียง และได้รับการยกย่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนโดยชื่นชม “สัญชาตญาณการอยู่รอด” ของบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้

Photo by GREG BAKER / AFP

Nike ก็โดนด้วย! จีนเล่นงานหลังต่อต้านฝ้ายซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648813

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 13:35 น.Nike ก็โดนด้วย! จีนเล่นงานหลังต่อต้านฝ้ายซินเจียงโดนตามกันไปติดๆ เมื่อหลายแบรนด์ดังระดับโลกออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มาจากการใช้แรงงานชนกลุ่มน้อยในซินเจียง

ซินเจียงซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ผลิตผ้าฝ้ายอันดับต้นๆ ของโลกกำลังถูกต่อต้านจากหลายแบรนด์ดังส่งผลให้ถูกชาวจีนจำนวนมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างร้อนระอุบนโลกออนไลน์รวมถึง H&M และ Nike แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่

โดยทางแบรนด์ Nike ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (24 มี.ค.) ว่าได้ตกลงกับซัพพลายเออร์แล้วว่าจะไม่ใช้ผ้าฝ้ายหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผลิตในซินเจียงเนื่องจากกังวลถึงการบังคับใช้แรงงานคนกลุ่มน้อยในภูมิภาค หลังจากนั้นไม่นานก็กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์จนติดเทรนด์ยอดนิยมสูงสุดบน Weibo โซเชียลมีเดียของจีน

นอกจากนี้ยังทำให้นักแสดงชื่อดังชาวจีนอย่าง หวัง อี้ป๋อ (Wang Yibo) และถานซงอวิ้น (Tan Songyun) ตอบสนองต่อกรณีดังกล่าวด้วยการยกเลิกสัญญาที่เคยทำร่วมกับ Nike

ขณะเดียวกันสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยเรียกว่าเป็น “เรื่องโกหก” และ “เจตนาแอบแฝง” รวมถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในซินเจียงเรียกร้องคำขอโทษจาก Nike

ทั้งนี้ หลายแบรนด์ดังจากยุโรปออกมาแถลงการณ์ไม่สนับสนุนสินค้าจากซินเจียงหลังจากที่สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และแคนาดาได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนด้วยเหตุผลที่ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมาขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรฝ่ายนิติบัญญัติและสถาบันอื่นๆ ในยุโรป

AFP PHOTO / Johannes EISELE

จีนแบน H&M หลังแสดงจุดยืนไม่เอาฝ้ายซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648809

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จีนแบน H&M หลังแสดงจุดยืนไม่เอาฝ้ายซินเจียงH&M เผชิญกับการคว่ำบาตรในจีน ถูกลบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ คนดังแห่ฉีกสัญญา หลังแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการใช้แรงงานในซินเจียง

H&M แบรนด์แฟชั่นรายใหญ่อันดับสองของโลกและอันดับสี่ของประเทศจีนกำลังถูกคว่ำบาตรในประเทศจีนอันเนื่องมาจากแถลงการณ์ของบริษัทที่ออกมาพูดถึงการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศจีน

ภายหลังจากที่ H&M แถลงเมื่อปีที่แล้วว่า “กังวลอย่างยิ่งกับรายงานที่มีการกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์กลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในซินเจียงและได้หยุดสั่งซื้อฝ้ายจากผู้ผลิตในภูมิภาคดังกล่าวแล้ว” อันเนื่องมาจากข้อมูลชี้ว่าเสื้อผ้าฝ้ายประมาณ 1 ใน 5 ที่ขายทั่วโลกมาจากชนกลุ่มน้อยมากถึง 1 ล้านคนในซินเจียงที่ถูกบังคับใช้แรงงานและให้เชื่อฟังพรรคคอมมิวนิสต์

ส่งผลให้ตอนนี้ H&M กำลังถูกคว่ำบาตรจากผู้บริโภคในประเทศจีนและมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์รวมถึงกลุ่มสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีน (Communist Youth League) ซึ่งระบุว่า “ต้องการสร้างรายได้จากจีนแต่ปล่อยข่าวปลอมและคว่ำบาตรผ้าฝ้ายจากซินเจียงหรือ? หวังมากไปหรือเปล่า”

ขณะเดียวกัน หวง ซวน (Huang Xuan) นักแสดงชาวจีนซึ่งเคยทำสัญญาเสื้อผ้าบุรุษร่วมกับ H&M ได้โพสต์ข้อความว่าจะฉีกสัญญาดังกล่าวพร้อมเสริมว่าเขาไม่สนับสนุนการใส่ร้ายและสร้างข่าวลือรวมถึงความพยายามใดๆ ที่จะทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง

รวมถึงนักร้องและนักแสดงวิกตอเรีย ซ่ง (Victoria Song) ก็ออกแถลงการณ์ในรูปแบบเดียวกันว่าเธอไม่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์อีกต่อไปและผลประโยชน์ของชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

นอกจากนี้ผู้ประกาศข่าวจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) วิพากษ์วิจารณ์ H&M และกล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจที่ผิดที่พยายามรับบทเป็นฮีโร่ H&M ต้องรับผิดชอบอย่างหนักกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง”

ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มี.ค.) H&M ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ของจีนอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ Pinduoduo, Jingdong และ Tmall

อย่างไรก็ตามทางแบรนด์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกระแสที่เกิดขึ้นโดยในวันเดียวกัน H&M ประจำประเทศจีนได้ออกมากล่าวว่า “บริษัทไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ และ H&M ยังคงเคารพผู้บริโภคชาวจีนเหมือนอย่างเคยและมุ่งมั่นที่จะลงทุนและพัฒนาระยะยาวในประเทศจีน”

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ อาทิ Nike ที่ออกแถลงการณ์ว่าจะไม่จัดหาผลิตภัณฑ์จากซินเจียงส่งผลให้ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรเช่นเดียวกัน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลญี่ปุ่นท้าไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648793

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 11:09 น.เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลญี่ปุ่นท้าไบเดนเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูกลงน่านน้ำญี่ปุ่นคาดส่งสัญญาณท้าทายไบเดน

สหรัฐและญี่ปุ่นเผยว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธต้องสงสัย 2 ลูกตกลงในน่านน้ำญี่ปุ่นซึ่งแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังไม่แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการแต่หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นการส่งสัญญาณท้าทายไปยังรัฐบาลสหรัฐที่กำลังทบทวนนโยบายและแนวทางการรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

โดยก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือได้มีการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้อย่างน้อย 2 ลูก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลสหรัฐไม่ได้มองว่าเป็นการยั่วยุแต่อย่างใดพร้อมระบุว่าไม่ได้ขัดต่อข้อบังคับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดนี้หน่วยงานด้านข่าวกรองกำลังวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเผยว่าการทบทวนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว และสหรัฐจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมร่วมกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติจากประเทศพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อเจรจาหารือในประเด็นดังกล่าว

ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะของญี่ปุ่นแถลงประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งนี้ซึ่งไปตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นโดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังฝ่าฝืนมติของยูเอ็นเอสซีด้วย พร้อมเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหารือแนวทางการรับมือ

ด้านเกาหลีใต้มีการเรียกประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหารือในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

เพราะเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจึงเอาไว้ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648737

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 21:33 น.เพราะเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจึงเอาไว้ไม่ได้ จีนไล่เช็กบิลฟินเทค ยึดอำนาจคุมตลาดคืนจากมหาเศรษฐี สีจิ้นผิงเอาจริง ไล่จัดการบริษัทฟินเทคที่เพาะสร้างอิทธิพลจนกลายเป็นเจ้าตลาด

หม่าฮั่วเถิง หรือ โพนี่ หม่า เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้นำของตลาดในวันนี้ อาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้นำในวันพรุ่งนี้”

คำกล่าวนี้หมายถึงการผู้นำตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงว่องไวจนใครที่ตามไม่ทันก็อาจจะหลุดจากตำแหน่งผู้นำเอาง่ายๆ 

แต่ในวันนี้คำกล่าวข้างต้นยังมีนัยด้วยว่าตัวเขาและบอสแห่งบริษัทเทคคนอื่นๆ ในจีนอาจต้องเสียตำแหน่ง “ผู้นำ” ในนอนาคตเอาง่ายๆ เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะตามเทรนด์ไม่ทัน แต่เพราะรัฐบาลกำลังจะเชือดพวกเขา

นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนก็เข้ามาควบคุมตรวจสอบยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทคและดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด หลังจากปล่อยให้บริษัทเหล่านี้โตวันโตคืน ไล่ตั้งแต่สั่งระงับการเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่บุคคลทั่วไป (IPO) ของ Ant Group และการออกกฎควบคุมการปล่อยเงินกู้ยืมผ่านแพลตฟอร์ม ตามด้วยการตรวจสอบการผูกขาดทางการค้าใน Alibaba ของ แจ็ก หม่า ล่าสุด Tencent กำลังตกเป็นเป้าการไล่เช็กบิลของทางการแบบเดียวกัน

เกิดอะไรขึ้นกับเทคจีน?

แม้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหลังจาก แจ็ก หม่า วิพากษ์วิจารณ์ระบบธนาคารของทางการจีนว่าล้าหลัง แต่มาถึงตอนนี้ก็ไม่อาจโทษว่า แจ็ก หม่า เป็นต้นตอของการเคลื่อนไหวนี้แบบเต็มร้อย เพราะโพนี่ หม่า เจ้าของ Tencent ทำตัวโลว์โปรไฟล์มาตลอด และยังมีสัญญาณว่าการไล่เช็กบิลนี้จะลามไปถึงยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นด้วย

สัญญาณนี้ออกมาจากปากของ สีจิ้นผิง โดยตรง เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาผู้นำจีนเผยในที่ประชุมที่ปรึกษาด้านการเงินและคณะกรรมการประสานงานว่า ทางการจีนจะเข้าไปตรวจสอบบริษัทแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลของลูกค้าและมีอิทธิพลต่อตลาดเข้มงวดขึ้น

คำพูดนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าการเชือดธุรกิจอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และทางการเตรียมจะยกระดับการขจัดอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีขึ้นไปอีก

เพราะคำว่า “บริษัทแพลตฟอร์ม” ที่สีจิ้นผิงใช้สามารถตีความครอบคลุมไปถึงผู้ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสาร Didi Chuxing (ตีตีชูสิง) บริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ Meituan (เหม่ยถวน) ไปจนถึงผู้นำอีคอมเมิร์ซอย่าง JD.com และ Pinduoduo (พินตัวตัว)

จุดมุ่งหมายของรัฐบาลจีนในขณะนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลแล้ว แต่เป็นการควบคุมบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ทางการปล่อยให้เติบโตแบบไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมจนขยับขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในตลาดจนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน และเกิดการะเมิดสิทธิ์ของลูกค้า

หม่าหยุนหรือแจ็ค หม่า แห่ง Alibaba กับหม่าฮั่วเถิง หรือโพนี่ หม่า แห่ง Tencent สองมหาเศรษฐีแซ่หม่า ภาพโดย AFP

Alipay ของ Ant Group ขยับขยายจากการเป็นตัวแทนการชำระเงินไปสู่การบริหารจัดการทรัพย์สิน ประกันภัย และปล่อยเงินกู้ยืมซึ่งธุรกิจหลังนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ไม่เข้มงวดเหมือนธนาคารปกติ และไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ทำให้ทางการจีนกังวลว่าลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้จนนำมาสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนซ้ำเติมตัวเลขเมื่อปีที่แล้วที่หนี้ครัวเรือนจีนพุ่งสูงถึง 335% ของจีดีพี

Alibaba กับ Tencent ยังกลายเป็นเจ้าตลาดแพลตฟอร์มที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวจีนแทบจะทุกแง่มุม ตั้งแต่เป็นช่องทางพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว โอนเงิน ช็อปปิ้งออนไลน์ ขอเงินกู้ เรียกรถโดยสารสาธารณะ ไปจนถึงเล่นเกม จึงถูกมองว่ามีอิทธิพลเกินไป

ส่วนบริษัทอื่นๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันนี้กลายเป็นของมีค่าดั่งทองคำ หรือปฏิบัติกับลูกค้าแตกต่างกันตามลักษณะนิสัยการช้อปปิ้ง รวมทั้งใช้ระบบอัลกอริทึมตั้งราคาพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ และใช้แท็กติกจำกัดตัวเลือก ซึ่งผู้ขายรายเล็กถูกบังคับให้เลือกระหว่าง Alibaba กับอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ เช่น Pinduoduo ซึ่ง Tencent เป็นผู้ถือหุ้น

และที่เป็นที่กังขาของสังคมจีนคือ บรรดามหาเศรษฐีใช้อิทธิพลและแพลตฟอร์มของตัวเองช่วยปกปิดความผิดเพื่อนมหาเศรษฐีด้วยกัน

ชาวโซเชียลตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าพ่อเทคโนโลยีสั่งลบแฮชแท็กที่เป็นเทรนด์ใน Weibo ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวของ เจี่ยงฝาน ประธานบริษัท Taobao และ Tmall ในเครือของ Alibaba ซึ่งนอกใจภรรยาไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจางต้าอี้ อินฟลูเอนเซอร์คนดังที่ไลฟ์ขายสินค้าใน Taobao และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Ruhnn บริษัทเอเจนซี่อินฟลูเอนเซอร์ที่ Alibaba หนุนหลัง

รัฐบาลจีนอาจมองเรื่องนี้ว่าตัวเองถูกลูบคม เพราะผู้ที่มีอำนาจสั่งลบหรือเซ็นเซอร์เนื้อหาต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตควรจะเป็นทางการมากกว่า

การลงดาบของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ทางการจีนจึงต้องขยับตัวเพื่อยึดเอาอำนาจในการควบคุมตลาดจากมหาเศรษฐีเหล่านี้กลับมาอยู่ในมือของรัฐบาล และทำให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นและเติบโตภายในขอบเขตที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนอนุญาตเท่านั้น

รัฐบาลพยายามกำหนดขอบเขตด้วยการออกกฎหมายควบคุมไซเบอร์ตั้งแต่ปี 2016 เพื่อจำกัดการเข้าถึงดาต้าส่วนบุคคลของผู้ใช้โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและแอปต่างๆ ปรากฎว่าแอปต่างๆ มักเมินเฉยต่อข้อห้ามของรัฐบาล บริษัทใหญ่ๆ ทั้ง Tencent และ Baidu ต่างก็ถูกร้องเรียนเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัว และ WeChat และ Weibo ไปจนถึง Didi Chuxing ต่างเคยเก็บเกี่ยวดาต้าของผู้ใช้กันมาแล้ว

ในปี 2019 รัฐบาลจึงต้องร่างระเบียบใหม่ให้แอปต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสยิ่งขึ้น แต่แล้วก็ยังมีกรณีละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู็ใช้ โดยปีที่แล้ว Tencent และ ByteDance ถูกฟ้องร้องที่ศาลปักกิ่งในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

แต่มันไม่ได้มีแค่ปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น

เพราะอีกกระแสคาดการณ์หนึ่งในจีนคือ รัฐบาลเห็นว่าพวกเศรษฐีเริ่มจะท้าทายรัฐมากขึ้น เริ่มจากกรณีของเริ่นจื้อเฉียง อดีตไทนคูนอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะเขียนโพสต์ใน Weibo วิจารณ์พรรคมาโดยตลอดแต่ยังไม่ถูกเล่นงาน จนกระทั่งเขาวิจารณ์สีจิ้นผิงเข้าให้จึงถูก “อุ้ม” เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และเดือนกันยายนค่อยถูกตัดสินลงโทษ 18 ปีในข้อหาคอร์รัปชั่น

เรายังคาดการณ์ได้ด้วยว่าปฏิบัติการควบคุมเศรษฐีเป็นหนึ่งในเป้าหมายกุมอำนาจของสีจิ้นผิง ซึ่งเขาประสบความสำเร็จในการรวบอำนาจในพรรคและสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้เขาดำรงตำแหน่งได้นานเท่าที่อำนาจในพรรคจะอำนวย 

เมื่อควบคุมฝ่ายการเมืองได้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องเข้ามาคุมฝ่ายธุรกิจ แต่เขาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาแบบทะเล่อทะล่า การกุมอำนาจทางการเมืองและสังคมของสีจิ้นผิงนั้นสอดคล้องกับการกระตุ้นหลักสังคมนิยมขึ้นมาใหม่และการตอกย้ำการปกครองแบบจีนที่เป็น “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ผสมผสานกับเป้าหมายใหม่ในการสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่เรียกว่า “ความฝันจีน”

นัยหนึ่งเป็นการทำให้สีจิ้นผิงมี “ทฤษฎีของตัวเอง” เหมือนผู้นำระดับ “Supreme leader” อย่างเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิงที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยทฤษฎีและเป้าหมายเฉพาะตัว

อีกนัยหนึ่งการชูหลักการสังคมนิยมขึ้นมาอีก เป็นการเบรกไม่ให้สังคมจีนกลายเป็นทุนนิยมแบบตะวันตกมากเกินไป เพราะมันจะทำให้สังคมจีนมีความเหลื่อมล้ำเกินไป นายทุนจะมีอำนาจมากเกินไป และเมื่อประชาชนเสพทุนนิยมตะวันตกมาเกินไป พวกเขาจะลืมค่านิยมแบบจีน และโหยหาระบอบใหม่จนเป็นอันตรายต่อการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์

Photo by RICHARD A. BROOKS / AFP

กอปรกับช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเสี่ยงของการก่อหนี้และเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาเดียวกันบริษัทเทคต่างๆ ดันมาออกผลิตภัณฑ์ฟินเทคกันอย่างสนุกสนาน แม้ฟินเทคพวกนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายการเข้าถึงเงินทุน แต่มันมีความเสี่ยงตามมาเช่นกัน

รัฐบาลจีนประกาศชัดแล้วว่าต้องโตด้วยและต้องไม่เสี่ยงด้วย การจะให้บริษัทเทคมาป่วนนโนยายการเงินย่อมไม่มีทาง 

ด้วยเหตุนี้บรรดานายทุนทั้งหลายจึงต้องถูกจัดระเบียบ บางคนที่เคยเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศยังถูกเรียกตัวมา “คุย” ซึ่งก็คือการเตือนนั่นเอง

อีกหนึ่งสาเหตุไม่ได้เกิดในจีน แต่เกิดขึ้นในสหรัฐ

จากการจลาจลบุกสภาคองเกรสในวันรอบรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ทำให้สหรัฐตระหนักถึงอิทธิพลของโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีต่ออำนาจการเมือง แม้แต่มหาอำนาจอันดับ 1 ก็ยังถูกท้าทายแบบไม่เคยมีมาก่อนเพราะการกระตุ้นจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก (โดยทรัมป์ที่ทวีตข้อความปลุกระดมและการแพร่กระจายข่าวปลอม) 

จีนคงเห็นพลังมืดของบริษัทเทคที่ชี้นำชะตากรรมของระบอบการปกครองได้ จึงต้องปรามเจ้าสัวเทคในบ้านตัวเอง ซึ่งแต่เดิมนั้นการควบคุมโซเชียลมีเดียในจีนนั้นค่อนข้างเข้มงวดอยู่แล้วในแง่ของการเซนเซอร์ประเด็นล่อแหลมกับรัฐและสังคม แต่ประเด็นอื่นๆ ยังอยู่ในดุลพินิจิของบริษัทเทคต่างๆ ปรากฎว่าบริษัทเทคล้ำเส้นมาอยู่เนืองๆ 

แน่นอนว่าหลังกรณีแจ็ค หม่า หลังกรณีเจี่ยงฝาน และหลังกรณีเริ่นจื้อเฉียง รัฐจำเป็นต้องลงมาลดอำนาจเจ้าสัวพวกนี้ก่อนที่จะสายเกินไป 

โดย จารุณี นาคสกุล และ กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by Noel CELIS / AFP

ข้าวจากไทยล่องหนหลังกะเหรี่ยง KNU ปิดกั้นเส้นทางขนส่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648750

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 19:24 น.ข้าวจากไทยล่องหนหลังกะเหรี่ยง KNU ปิดกั้นเส้นทางขนส่งกะเหรี่ยงเคเอ็นยูปิดกั้นเส้นทางข้าวสารจากไทยไปยังรัฐกะเหรี่ยงหลังมีการปะทะกันในจังหวัดผาปูนทางตอนเหนือ

สำนักข่าวเมียนมา The Irrawaddy รายงานว่าเสบียงอาหารที่ขนส่งจากประเทศไทยไปยังกองกำลังทหารเมียนมาในรัฐกะเหรี่ยงในช่วงคืนที่ผ่านมาถูกปิดกั้นเส้นทางโดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) หลังจากที่มีการปะทะกันในจังหวัดผาปูนทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

KNU กล่าวว่าได้ปิดกั้นการส่งอาหารเนื่องจากชาวกะเหรี่ยงราว 500 คนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและการปะทะอย่างต่อเนื่องในจังหวัดผาปูน และไม่สนับสนุนรัฐบาลทหารที่สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมออกคำเตือนทั้งในภาษาพม่าและภาษาไทยว่าจะไม่ยอมให้ใครนำเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ทหารเมียนมา

นอกจากนี้ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าชาวบ้านที่เข้าไปดูเสบียงอาหารในช่วงคืนวันอังคารถูกยิงโดยกองกำลังทหารที่อยู่บริเวณนั้นและมีการยิงปืนขู่อีก 6 นัด

สำนักข่าวท้องถิ่นระบุว่าชาวเมียนมาหลายคนเชื่อว่ากองทัพไทยส่งอาหารให้แก่ทหารเมียนมาและออกมาประณามบนโซเชียลมีเดียหลังจากที่ข้าวสารจำนวน 700 กระสอบมาถึงริมฝั่งแม่น้ำสาละวินเมื่อวันเสาร์ (20 มี.ค.) ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้าวสารทั้ง 700 กระสอบถูกนำออกจากพื้นที่แล้วขณะที่ทางการไทยแจงว่าข้าวสารดังกล่าวไม่ใช่เสบียงสนับสนุนแต่เป็นการประสานฝากซื้อผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC)

Photo by Ye Aung THU / AFP

Stripe ผู้แซงยักษ์ใหญ่ขึ้นเบอร์หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648738

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.Stripe ผู้แซงยักษ์ใหญ่ขึ้นเบอร์หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตกบริษัทสตาร์ทอัพด้านระบบจ่ายเงินจากนักธุรกิจรุ่นใหม่ครองที่หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตกด้วยมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านผลพลอยได้จากโควิด-19

จุดเด่นของ Stripe

Stripe (สไตรป์) บริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการซอฟแวร์ประมวลผลการชำระเงินและบริการช่องทางเชื่อมต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล (API) สำหรับเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ รวมถึงแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบจ่ายเงินได้อยางสะดวกโดยมีทั้งกลุ่มลูกค้าที่เป็นสตาร์ทอัพและบริษัทรายใหญ่

Stripe กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ยังไม่เสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกตะวันตกด้วยมูลค่า 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้เงินจากการระดมทุนครั้งล่าสุดในเดือนไปนี้ไปถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐโดยเป็นผลพลอยได้มาจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

มูลค่าของ Stripe ทำลายสถิติที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook เคยทำไว้ที่ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนี้เห็นจะเป็นรองแค่ ByteDance บริษัทเทคโนโลยีจากจีนเท่านั้นซึ่งมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับบริษัทนี้ แต่ Stripe ได้ทำระบบชำระเงินให้บริษัทชื่อดังหลายล้านแห่งในกว่า 120 ประเทศไม่ว่าจะเป็น Google, Amazon, Zoom แม้กระทั่งบริษัทรถยนต์อย่าง Jaguar Land Rover และบริษัทอื่นๆ ทั่วโลกจนได้ชื่อว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการชำระเงินเลยดีเทียว

ระบบชำระเงินของ Stripe รองรับทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นๆ อาทิ ออกบัตรเครดิต Mastercard และ Visa, เครื่องอ่านบัตรเครดิต, ระบบตรวจสอบการฉ้อโกง รวมถึงการออกบิลและใบแจ้งหนี้ เป็นต้น

บัตรเครดิตจาก Stripe

กว่าจะมาถึงจุดนี้

Stripe ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 จากสองพี่น้องชาวไอริช จอห์น และแพทริค คอลลิสัน ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่มีอายุเพียง 22 และ 20 ปีเท่านั้น และพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐหลังก่อตั้งได้เพียงปีเดียว

บริษัทมีสำนักงานงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการอยู่ใน 42 ประเทศทั่วโลก

Stripe ร่วมลงทุนในบริษัทหลายแห่งรวมถึงบริษัทที่ให้บริการคล้ายคลึงกับตัวเองแต่อยู่คนละภูมิภาค โดยในปี 2018 ได้ลงทุนใน Paystack ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบประมวลผลชำระเงินของไนจีเรีย และในปี 2019 ได้ลงทุนใน PayMongo ระบบประมวลผลชำระเงินของฟิลิปปินส์

ในปี 2020 Stripe ประกาศแผนการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในประเทศจีน อินเดีย และญี่ปุ่น และในปีถัดมาได้ดึงตัวมาร์ค คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษมาเป็นคณะกรรมการบริษัทด้วย

Terminal เครื่องอ่านบัตรเครดิตจาก Stripe

ผลพลอยได้จากโควิด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าในการระดมทุนครั้งล่าสุดซึ่ง Stripe สามารถโกยเงินไปได้ถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นเป็นผลพลอยได้มาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างมาก ทั้งบริษัทและร้านค้าต่างๆ ต้องหันมาให้บริการทางออนไลน์

ส่งผลให้ Stripe ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินจึงได้รับผลพลอยได้ไปด้วย ซึ่งมีการเปิดเผยว่าทางบริษัทมีลูกค้ารายใหม่ในยุโรปถึง 2 ล้านรายและในปีที่ผ่านมามีการประมวลผลธุรกรรมถึง 5,000 รายการต่อวินาที

อนาคตของ Stripe

ล่าสุดทางบริษัทแถลงว่าจะมุ่งเน้นการลงทุนและดำเนินงานในยุโรปโดยเฉพาะสำนักงานใหญ่ในดับลินเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประกาศขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคใหม่ๆ อาทิ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าบริษัทจะยังคงไม่เสนอขายหุ้น IPO และจดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆ นี้

ภาพโดย JD Lasica และ Web Summit/Wikipedia

ทำไมสังคมไร้เงินสดที่สุดในโลกอย่างนอร์เวย์ถึงเมิน Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648694

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 16:22 น.ทำไมสังคมไร้เงินสดที่สุดในโลกอย่างนอร์เวย์ถึงเมิน Bitcoinเหตุผลของนอร์เวย์อาจทำให้เราต้องทบทวนกันอีกครั้งว่า จริงๆ แล้วเงินที่ไร้ตัวตนเป็นคำตอบให้อนาคต 100% หรือไม่

นอร์เวย์กำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสดมากที่สุดในโลก การสำรวจจาก Norges Bank ซึ่งเป็นธนาคารกลางของนอร์เวย์เปิดเผยว่ามีการใช้จ่ายโดยใช้เงินสดน้อยกว่า 4% ในช่วงปลายปีที่แล้ว และการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัสและไม่ใช้ PIN กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการชำระเงินในสัดส่วน 3 ใน 4 ครั้งเป็นการชำระเงินแบบไร้สัมผัส

นอกจากนอร์เวย์แล้ว สวีเดนยังเป็นประเทศที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอในฐานะสังคมที่ไร้เงินสดมากที่สุดในโลก และการแพร่ระบาดของโควิด -19 อาจเป็นตัวเร่งให้ทั้ง 2 ประเทศนี้หันมาสละเงินสดแล้วใช้การชำระเงินแบบไร้สัมผัสกันมากขึ้น

แต่ถึงจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดแบบเต็มที่เข้าไปทุกที ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์บอกว่าผู้คนไม่ควรหันมาใช้บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นทางเลือกในการชำระเงิน – ทำไมพวกเขาจึงไม่สนใจ Bitcoin ทั้งๆ ที่มันก็เป็นการชำระเงินแบบไร้สมผัสเหมือนกัน?

ออยสไตน์ โอลเซน (Oystein Olsen) ผู้ว่าการธนาคาร Norges Bank ในออสโลกล่าวว่าเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่า Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จะเข้ามาแทนที่เงินที่ธนาคารกลางต่างๆ ควบคุมอยู่

โอลเซนบอกกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า Bitcoin นั้น “ใช้ทรัพยากรมากเกินไป แพงเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่ได้รักษาเสถียรภาพ ผมหมายถึงคุณสมบัติและภารกิจพื้นฐานสำหรับธนาคารกลางและสกุลเงินของธนาคารกลางคือการสร้างความมั่นคงให้กับมูลค่าของเงินและในระบบ และ Bitcoin นั้นไม่ได้ทำแบบนั้น”

ในเรื่องความกังวลเกี่ยวกับ Bitcoin ว่าจะถูกปั่นราคาจะเป็นฟองสบู่ครั้งใหญ่ โอลเซนยังบอกว่า “ผมไม่คิดว่าในท้ายที่สุดมันจะเป็นภัยคุกคามต่อธนาคารกลาง แม้ว่าบางคนจะพูดถึงเรื่องนี้ก็ตาม”

ผู้ว่าการธนาคารกลางของนอร์เวย์เห็นไม่ตรงกับเคียลล์ อิงเก้ รอกเก้ (Kjell Inge Rokke) นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของนอร์เวย์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาให้การรับรอง Bitcoin โดยอ้างว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะมุ่งสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และยังเชื่อด้วยว่าสักวันหนึ่ง Bitcoin เพียง 1 โทเคนอาจ “มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์”

ในขณะเดียวกันธนาคารกลางในประเทศต่างๆ กำลังแข่งขันกันเพื่อตอบสนองต่อสังคมไร้เงินสดอย่างกว้างขวางโดยการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตนเองก่อนที่จะถูกคริปโตเคอร์เรนซี่ต่างๆ ครอบเงินสกุลเงินของภาครัฐ

แต่ อิด้า วอลเดน บาเช (Ida Wolden Bache) รองผู้ว่าการของNorges Bank กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่านอร์เวย์กลายเป็นประเทศไร้เงินสดที่สุดในโลกโดยมีเพียง 4% ของการชำระเงินทั้งหมดที่ดำเนินการด้วยธนบัตรและเหรียญ แต่จากสถิตินี้ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวิธีการชำระเงินในอนาคตของยอร์เวย์เช่นกันว่าจะมุ่งไปทางไหนในยุคที่คริปโตกำลังคืบคลานเข้ามา

เพราะนอร์เวย์ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) แต่สวีเดนและจีนเป็นผู้นำของโลกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก โดยผู้กำหนดนโยบายของประเทศเหล่านี้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการออกแบบสกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางสามารถควบคุมได้

ต้องย้ำว่าสวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศร่วมภูมิภาคกับนอร์เวยและแข่งกันเป็นประเทศไร้เงินสดที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่ในขณะที่สวีเดนพัฒนา CBDC นอร์เวย์กลับนิ่งเฉยในเรื่องนี้

Norges Bank มีกำหนดจะเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับโครงการ CBDC ในเดือนเมษายน ซึ่งรองผู้ว่าการกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่าเป้าหมายคือผู้ใช้ “ต้องสามารถชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยโดยใช้สกุลเงินโครนนอร์เวย์ และ CBDC ของนอร์เวย์ “จะไม่เปลี่ยนสื่อกลางด้านสินเชื่อของภาคเอกชน”

บทความในเว็บไซต์ของ Norges Bank เรื่อง “เรากำลังมุ่งหน้าสู่สังคมไร้เงินสดหรือไม่?” ระบุถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเงินสดต่อไปโดยชี้ว่า “ความพร้อมของเงินสดจึงเป็นสิ่งสำคัญ การเข้าถึงเงินสดไม่สำคัญน้อยไปกว่าโซลูชันสำรอง หากระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเงินฝากธนาคารล้มเหลว”

“ตามกฎหมายกำหนดให้ธนาคารต้องเตรียมเงินสดไว้ให้คุณหากคุณต้องการเปลี่ยนเงินฝากของคุณเป็นเงินสด นอกจากนี้ยังใช้ในสถานการณ์ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการฝากเงินผ่านธนาคารขัดข้อง เป็นความรับผิดชอบของ Norges Bank ในการจัดหาเงินสดให้กับธนาคารตราบเท่าที่มีความต้องการใช้”

Norges Bank สรุปว่า “เงินสดจึงจะยังถูกใช้งานต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า แต่คุณจะกำหนดขอบเขตการใช้งานประจำวันของพวกมันเอง”

สังคมเงินสดที่สุดในโลกแม้ว่าจะใช้เงินสดน้อยลงมาก แต่พวกเขายังระมัดระวังพอสมควรกับการมุ่งสู่ระบบดิจิทัลเต็มที่ เพราะหากระบบล่มขึ้นมา พวกเขาจะต้องใช้เงินสดอยู่ดี

AFP PHOTO / NTB Scanpix / Heiko JUNGE / Norway OUT