ศิลปะ การเมือง หรือเรื่องพะอืดพะอม เมื่อการทำแท้งสดกลายเป็น “อาร์ต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648714

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 14:47 น.ศิลปะ การเมือง หรือเรื่องพะอืดพะอม เมื่อการทำแท้งสดกลายเป็น "อาร์ต"ธีสิสโลกตะลึงที่เกิดขึ้นเมื่อ 2008 ทำให้เกิดคำถามมากมายในเวลานั้น ในขณะที่เมืองไทยทะเลาะกันเรื่อง “อะไรคือศิลปะ” และ “ศิลปะกับการเมือง”

ในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีแฮชแท็กที่ร้อนแรงในโลกโซเชียล นั่นคือ #ทีมมช ทีเกิดจากการกรณีความขัดแย้งระหว่าง “นักศึกษา / อาจารย์ / และคณะบดี” เกี่ยวกับงานศิลปะจนลามกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และการโต้เถียงกันเรื่อง “แบบไหนที่เรียกว่าเป็นศิลปะ?”

ย้อนกลับไปในปี 2008 ที่สหรัฐ มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการโต้เถียงเรื่อง “ศิลปะกับการเมือง” และ “ศิลปะกับศีลธรรม” กันอย่างรุนแรง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทุ้งความรู้สึกของผู้คนในวงกว้างอย่างมาก

เหตุกาณ์นั้นเกี่ยวข้องกับงานศิลป์ทีชื่อ Untitled [Senior Thesis] เป็นผลงานศิลปะการแสดงของเอไลซา ชวาร์ตส์ (Aliza Shvarts) ซึ่งเธอแสดงในช่วงปี 2008 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการศึกษาระดับปริญญาทัศนศิลป์ที่มหาวิทยาลัยเยล จึงเป็น Senior Thesis ของเธอ ในระหว่างการแสดงผลงาน Untitled [Senior Thesis]

เป็นเวลา 9 เดือน ชวาร์ตส์ใช้สเปิร์มที่ได้รับบริจาคเพื่อผสมเทียมตัวเองให้บ่อยที่สุดระหว่างวันที่ 9 ถึง 15 ของรอบการมีประจำเดือนของเธอ จนกระทั่งในวันที่ 20 แปดของรอบประจำเดือนของเธอ เธอก็กินยาสมุนไพรเพื่อขับเลือดหรือทำการแท้งบุตร แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม

ชวาร์ตส์ตั้งใจจัดแสดงวิดีโอตอนที่เธอขับเลือดออกทางช่องคลอดพร้อมกับอุปกรณ์จัดแสดงที่ทำให้มันดูเป็นงานศิลปะ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2008 Yale Daily News ได้พิมพ์บทความเกี่ยวกับนิทรรศการนักศึกษาสิ้นปีซึ่งชวาร์ทซ์ระบุว่าเป้าหมายของโครงการนี้คือการจุดประกายการสนทนาและการถกเถียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับร่างกายมนุษย์ (ดูงานชิ้นนี้บางส่วนได้ที่เว็บไซต์ของเธอ)

ชวาร์ตส์บอกว่า “ฉันเชื่ออย่างยิ่งว่าศิลปะควรเป็นสื่อสำหรับการเมืองและอุดมการณ์ ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น ฉันคิดว่าฉันกำลังสร้างโปรเจ็กต์ที่มีสถานะตามมาตรฐานของศิลปะที่ควรจะเป็น”

หลังจากนั้น สื่อในวงกว้างอย่าง Gawker และ Drudge Report หยิบเรื่องนี้ขึ้นมารายงานและเรื่องนี้ก็เผยแพร่อย่างรวดเร็วและสื่อกระแสหลักรายงานเกี่ยวกับผลงานของชวาร์ตส์ในอีกไม่กี่วันต่อมาทำให้กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวในวงกว้างเนื่องจากการทำแท้งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนมาก ไม่ใช่แค่ในสหรัฐแต่สะเทือนคนทั่วโลก

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นข้ามโลกทำให้มหาวิทยาลัยเยลต้องออกข่าวชี้แจงโดยอ้างว่างานศิลปะชิ้นนี้เป็น “สร้างสรรค์จากจินตนาการ” ที่ผนวกเอา “การนำเสนอในเชิงทัศนะศิลป์ การแถลงข่าว และวัสดุสำหรับใช้บรรยายความอื่นๆ” เห็นได้ชัดว่าทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธปฏิเสธความรับผิดชอบของสถาบันใดๆ กับการแสดงนี้ และยังแสดงท่าทีปฏิเสธด้วยว่าการแสดงของชวาร์ทซ์ไม่ใช่เรื่องจริง

ชวาร์ตส์ยืนยันว่าการแสดงของเธอเป็นเรื่องจริง โดยเขียนบทความรับเชิญใน Yale Daily News โดยสังเกตว่าความคลุมเครือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดง เป็นองค์ประกอบสำคัญของงานชิ้นนี้

แต่โรเบิร์ต สตอร์ (Robert Storr) คณบดีวิทยาลัยศิลปะของเยลขู่ว่าจะห้ามไม่ให้ชวาร์ตส์แสดงโครงการของเธอ เว้นแต่เธอจะสารภาพเป็นลายลักษณ์อักษรว่าโครงการนี้เป็นเป็นเรื่องจำลองขึ้นและไม่มีการใช้เลือดของมนุษย์

ชวาร์ตส์ปฏิเสธและส่งโครงการที่ดัดแปลงแล้วเป็นวิทยานิพนธ์อาวุโส (Senior Thesis) ของเธอ ในท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยเยลยอมรับว่ามหาวิทยาลัย “ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่านางสาวชวาร์ตส์ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเธอในการดำเนินโครงการดั้งเดิมของเธอหรือไม่”

หลังจากที่เป็นประแสนานนับเดือน งานชิ้นนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง เจค็อป เอ็ม. แอปเพิล (Jacob M. Appel) นักชีวจริยธรรมของมหาวิทยาลัยบราวน์เขียนไว้ใน Washington Post ว่า “ประวัติศาสตร์ของศิลปะอันยิ่งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งและความไม่พอใจอย่างแรงกล้า” พร้อมกับยกย่องชวาร์ตส์เทียบเท่ากับศิบลปินที่แหวกขนบเดิมๆ และทำให้สังคมตื่นตกใจ เช่น มาร์เซล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)

เว็บไซต์อนุรักษ์นิยมและต่อต้านการทำแท้งตลอดจนกลุ่มและสื่อที่ต่อต้านการทำแท้งต่างวิพากษ์วิจารณ์งานศิลป์นี้และประณามมหาวิทยาลัยที่อนุญาตให้งานนี้เกิดขึ้น เท็ด มิลเลอร์ (Ted Miller) โฆษกของกลุ่มสิทธิการทำแท้ง NARAL Pro-Choice America เรียกโครงการนี้ว่า “น่ารังเกียจและไม่รู้สึกอ่อนไหวต่อผู้หญิงที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการแท้งบุตร” แวนด้า ฟรานซ์ (Wanda Franz) นักต่อต้านการทำแท้งและประธานคณะกรรมการสิทธิในชีวิตแห่งชาติ (NRLC) ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านการทำแท้งที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในสหรัฐ ประณามงานชิ้นนี้ว่า “ต่ำช้า”

งานชิ้นนี้สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่างความต้องการของศิลปะที่จะแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่สังคมยังขัดแย้งกันจนยอมรับไม่ได้ รวมถึงมหาวิทยาลัยที่อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการแสดงจุดยืนแบบนี้ มันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะในไทย แต่เกิดขึ้นในดินแดนที่เสรีอย่างสหรัฐ ที่การทำแท้งยังเป็นประเด็นอ่อนไหวมากๆ

ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มช. ผู้เป็นหนึ่งในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีความขัดแย้งเรื่องงานศิลปะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 23 มี.ค. ว่า “‘ศิลปะ’ และ ‘เสรีภาพ’ นั้น ความจริงสะกดออกเสียงต่างกัน แต่มีความหมายเดียวกัน ยิ่งปราบ ก็ยิ่งระเบิด ยิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งถูกต่อต้านมาก โรงเรียนศิลปะต่างจากบ่อเลี้ยงลูกน้ำยุงลาย ด้วยประการเช่นนี้”

แต่มีบางกรณีที่เสรีภาพ ศิลปะ กับการเมือง ผสมผเสกันจนทำให้สังคมถึงกับสตั้นจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

ภาพจาก – Aliza Shvarts ใน www.alizashvarts.com

เชือดอีกราย Tencent งานเข้ารัฐบาลเรียกพบกรณีผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648687

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 13:30 น.เชือดอีกราย Tencent งานเข้ารัฐบาลเรียกพบกรณีผูกขาดแหล่งข่าวเผยโพนี่ หม่า เจ้าของ Tencent พบเจ้าหน้าที่กรณีกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดตลาด

รอยเตอร์สเผยว่า โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัท Tencent Holdings (เทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์) ซึ่งเป็นบริษัทไอทีอันดับหนึ่งของประเทศจีนได้พบกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านการตลาดของจีน (SAMR) ในเดือนนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติของบริษัทต่อกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดตลาด

หลังจากที่รัฐบาลจีนเริ่มดำเนินการควบคุมการผูกขาดอย่างเข้มงวดกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba (อาลีบาบา) ของแจ็ค หม่าเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และประกาศว่าจะกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เนื่องจากกังวลว่าอำนาจทางการตลาดของบริษัทเหล่านั้นจะขัดขวางการแข่งขันของบริษัทอื่นๆ ในตลาดตลอดจนการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในทางที่ผิดและละเมิดสิทธิผู้บริโภค

แหล่งข่าวกล่าวว่า Tencent เจ้าของ WeChat แอปพลิเคชันส่งข้อความและชำระเงินยอดนิยมอาจเป็นเป้าหมายถัดไปของรัฐบาลจีนในการสอบสวนการผูกขาดหลังจากที่ได้ดำเนินการกับ Alibaba ไปแล้ว

ข่าวนี้เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ Tencent จะเปิดเผยผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งนักวิเคาะห์คาดว่าผลกำไรจะของบริษัทอาจเพิ่มขึ้นถึง 42% ตามข้อมูลของ Refinitiv

นอกจากนี้แหล่งข่าวยังกล่าวว่า SAMR กำลังรวบรวมข้อมูลแนวทางการปฏิบัติของ WeChat ที่อาจเป็นการละเมิดกฎระเบียบป้องกันการผูกขาด

อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ SAMR ได้ชี้ว่า Tencent ละเมิดกฎระเบียบว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดตลาดหรือไม่ ขณะที่ Tencent และ SAMR ยังไม่ให้ความเห็นต่อกรณีนี้

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนโพนี่ หม่าเข้าร่วมประชุมรัฐสภาประจำปีของจีนในฐานะผู้แทนจากมณฑลกวางตุ้งร่วมกับเจ้าหน้าที่ SAMR โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันว่า Tencent ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นฮ่องกงด้วยมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 776,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบป้องกันการผูกขาดได้อย่างไร

ขณะที่ Wu Zhenguo หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลด้านการตลาด (SAMR) ซึ่งอยู่ในที่ประชุมด้วยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ Tencent และขอให้บริษัทปฏิบัติตามกฎระเบียบป้องกันการผูกขาดด้วย

เมียนมานัดชัตดาวน์เศรษฐกิจ หลังทหารฆ่าเด็ก 7 ขวบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648675

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 11:00 น.เมียนมานัดชัตดาวน์เศรษฐกิจ หลังทหารฆ่าเด็ก 7 ขวบกลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมานัดหยุดงานอีกครั้งหลังทหารสังหารเด็กหญิงวัย 7 ขวบในเมืองมัณฑะเลย์

นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมาวางแผนประทวงต่อต้านรัฐประหารรวมถึงการนัดหยุดงานหลังจากที่มีเด็กหญิงวัย 7 ปีถูกยิงเสียชีวิตโดยกองกำลังเมียนมาระหว่างการปราบปรามผู้ชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งนับเป็นผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดในขณะนี้จากผู้เสียชีวิตทั้งหมดอย่างน้อย 275 คนตามข้อมูลของกลุ่มนักเคลื่อนไหวสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (AAPP)

รายงานระบุว่าเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 23 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่นทหารเมียนมาเข้าตรวจค้นบ้านของประชาชนในเมืองมัณฑะเลย์รวมถึงบ้านของ ขิ่น เมียว ชิต เด็กหญิงวัย 7 ปี ซึ่งทหารจงใจจะยิงใส่พ่อของเธอแต่กระสุนกลับไปโดนเธอที่กำลังนั่งอยู่บนตักของพ่อแทน นอกจากนี้ยังได้ทำร้ายร่างกายและควบคุมตัวพี่ชายของเธอไปด้วย

ส่งผลให้ในวันนี้ (24 มี.ค.) กลุ่มผู้ประท้วงนัดหยุดงานอีกครั้งโดยระบุว่าจะชัตดาวน์ทุกอย่างในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า รถรับจ้าง ร้านขายยา และธุรกิจอื่นๆ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดจะหยุดอยู่บ้านเพื่อประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลทหารเมียนมา

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

กองทัพเมียนมาที่ไม่มีใครคบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648644

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 22:00 น.กองทัพเมียนมาที่ไม่มีใครคบ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังต้านไม่ไหว และการสร้างพันธมิตรต่อต้านเผด็จการยังเป็นงานที่ยากเย็น

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่บทความนี้จะถูกเขียนขึ้น รัฐบาลรัฐประหารของเมียนมาได้ลบชื่อ “กลุ่มกบฏอาระกัน” ออกจากรายชื่อกลุ่ม “ผู้ก่อการร้าย” เนื่องจากฝ่ายดังกล่าวหยุดการโจมตีเพื่อช่วยสร้างสันติภาพทั่วประเทศ

“กลุ่มกบฏอาระกัน” ที่ว่านี้คือ กองทัพอาระกัน (Arakan Army/AA) ที่เคลื่อนไหวเพื่อการปกครองตนเองของชาวอาระกันหรือชาวยะไข่ แม้ว่าชื่อจะบอกว่าเป็นอาระกันในภาคใต้ แต่ AA เคยมีฐานที่ในในรัฐคะฉิ่นเพราะเคยไปฝึกรบที่นั่นและยังร่วมการต่อสู้เพื่อการปกคตรองตนเองของชาวคะฉิ่นในภาคเหนือด้วย ในเวลาต่อมาจึงค่อยไปปฏิบัติการในภาคตะวันตกเฉียงใต้ทั้งในรัฐยะไข่และในรัฐชิน

AA และกองทัพเมียนมาหรือ “ตะมะดอ” รบกันอย่างหนักหน่วงหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดากองทัพชนกลุ่มน้อย แถมยังมีข่าวว่า AA ได้รับการสนับสนุนจากจีน แต่เท่าที่มีหลักฐานบยืนยันได้ AA นำเข้าอาวุธจากจีนเป็นหลักซึ่งคาดว่ามาจากตลาดมืด

ในเมื่อรบกันจะเป็นจะตายขนาดนี้แล้วทำไม “ตะมะดอ” ถึงยอมปลดชื่อ AA จากบัญชีผู้ก่อการร้าย?

ภาพนี้ถ่ายและได้รับความอนุเคราะห์จากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนผ่านทาง Facebook เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 แสดงให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปใกล้สิ่งกีดขวางที่ลุกเป็นไฟระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในมัณฑะเลย์ (ภาพจากเอกสารแจก / FACEBOOK / AFP) /

คำตอบก็คือ ตะมะดอต้องการหาพันธมิตรในช่วงเวลาที่ประชาชนทั้งประเทศลุกฮือต่อต้าน และกองทัพชนกลุ่มน่อยอื่นๆ ไม่สังฆกรรมกับตะมะดออยู่แล้ว และยังอาจจะร่วมมือกับประชาชนร่วมโจมตีตะมะดออีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาบางรายบอกว่าการที่ตะมะดอถอนชื่อ AA ก็เพราะต้องการให้ AA หยุดรบกวนเพื่อที่จะไปจัดการกับการลุกฮือของประชาชนได้เต็มที่

ในวันเดียวกับที่ตะมะดอประกาศปลดชื่อ AA จากบัญชีผู้ก่อการร้าย (วันที่ 11 มีนาคม) คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) ซึ่งเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้งและรวมตัวกันขึ้นเพื่อเป็นเสมือนตัวแทนประชาชนและเสมือนเป็นรัฐบาลประชาชนต่อต้านรัฐประหารได้ประกาศถอนชื่อ AA จากบัญชีผู้ก่อการร้ายเช่นกัน

ทั้งตะมะดอและ CRPH (ต่อไปนี้จะเรียกว่าสมัชชาประชาชน) ทำแบบเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างแย่ง AA มาเป็นพวกตัวเอง เพื่อฟอร์มพันธมิตรโจมตีกันเอง

ตั้งแต่การยึดอำนาจเกิดขึ้น AA ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร ทั้งๆ ที่คนยะไข่ก็ยกขบวนประท้วงตะมะดอกันอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับว่ากำลังรอดูสถานการณ์

จนมีกระแสคาดการณ์ว่า AA คงจะเลือกคบกับฝ่ายรัฐประหารแล้วกระมัง?

เจ้าหน้าที่กู้ภัยดูร่างขอชายชื่อ ซอ ซอ (Zaw Zaw) ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตก่อนหน้านี้ในระหว่างที่กองกำลังรักษาความมั่นคงปราบปรามการประท้วงของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในมัณฑะเลย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ในขณะที่สมัชชาประชาชนเดินสายประชุมกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะร่วมกันต่อต้านการทำรัฐประหารและปกป้องประชาชน ยืนยันในหลักการ “สหพันธรัฐ” ที่ชนชาติและรัฐต่างๆ ในเมียนมาจะมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน

จนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม AA ก็แสดงท่าทีในที่สุด ซึ่งเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าพวกเขาเลือกเส้นทางไหน

กองทัพอาระกัน (AA) เลือกที่จะร่วมวงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในการประณามการรัฐประหารของกองทัพและการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงที่ตามมา

ข่าย ตุ๊ คะ (Khine Thu Kha) โฆษกของ AA กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่ผู้บริสุทธิ์ถูกยิงเสียชีวิตทั่วเมียนมา … การกระทำของกองทัพและตำรวจเมียนมาในปัจจุบันเป็นเรื่องที่โหดร้ายและไม่สามารถยอมรับได้” และบอกว่า AA จะ “ร่วมกัน … กับประชาชน”

นอกจากนี้พวกเขาจะ “เดินหน้าต่อไปเพื่อชาวยะไข่ที่ถูกกดขี่” และ “คนชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่โดยรวมจะยังคงต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการกดขี่”

คำแถลงนี้ประณามกองทัพแต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาจะร่วมจับมือการประสานพันธมิตรของสมัชชาประชาชนกับกองทัพชนกลุ่มน้อยอื่นๆ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตะมะดอหมดโอกาสที่จะสานพันธมิตรกับ AA

ผู้ประท้วงกำลังร่วมกันต่อสู้กับทหาร/ตำรวจที่บริเวณสิ่งกีดขวางชั่วคราวระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการเดินขบวนต่อต้านการรัฐประหารในเขตเมืองตาเกตะ (Thaketa) ของย่างกุ้งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ดูเหมือนว่าตะมะดอจะเหลือกองทัพชนกลุ่มน้อยไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ยังพบคบหากันได้ หนึ่งในนั้นคือ กองทัพรวมรัฐว้า (UWSA) ซึ่งมีแสนยานุภาพมาก (และมีรายงานว่าได้อาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน ซึ่งก็เช่นเดียวกับ AA คือยืนยันได้ได้ว่า “ทางการจีน” มอบให้ และในกรณีของ UWSA ปฏิเสธแข็งขันว่าไม่ได้ส่งอาวุธให้ แม้ว่อาวุธเหล่านั้นจะไฮเทคมากจนยากจะได้มาง่ายๆ ก็ตาม)

ความพิเศษของ UWSA พวกเขาแกร่งมากจนกระทั่งเปลี่ยนสถานะตัวเองตามใจชอบจาก “เขตปกครองตนเองว้า” มาเป็น “รัฐว้า” ที่มีอำนาจปกครองตนเองราวกับ “รัฐซ้อนรัฐ” โดยที่รัฐบาลพลเรือนของเมียนมาได้ไม่เห็นชอบ แต่กองทัพเมียนมาเห็นชอบ

ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่ตะมะดอจะทำรัฐประหาร เมียนมาก็มิได้มีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่มีรัฐบาลพลเรือนที่ต้องแบ่งอำนาจกับกองทัพและกองทัพมีอำนาจเอกเทศแบบที่รัฐบาลไปแตะต้องอะไรไม่ได้ด้วย

ด้วยความที่ตะมะดอมีพวก UWSA เป็นพันธมิตร (และเป็นพันธมิตรที่แกร่งเอาการ) ตะมะดอจึงพอที่จะมีไม้มีมือเอาไว้คอยจัดการฝ่ายตรงข้ามได้บ้าง

นอกจากนี้ การฟอร์มพันธมิตรที่นำโดยสมัชชาประชาชนยังเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะในหมู่ชนกลุ่มน้อยก็มีความขัดแย้งกันเองสูง อย่างเช่นนั้นในรัฐฉาน มีทั้งรัฐซ้อนรัฐอย่างพวก UWSA ในทั้งกองทัพของชาวไทใหญ่ที่ทะเลาะกันเองคือ กองทัพรัฐฉานใต้ (SSA-S) ที่ดอยไตแลงกับกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA-N) ที่ดอยแหลม

SSA-S คบหากับ AA แต่สู้กับ UWSA ของพวกว้าและกองทัพ TNLA ของชาวตะอางที่อยู่ในรัฐฉานทั้งคู่ แต่ SSA-N เป็นพันธมิตรกับ TNLA ซะยังงั้น

นี่คือความซับซ้อนของปัญหาชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ซึ่งหากตะมะดอใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ และพวกเขาคงจะใช้มันอย่างแน่นอน

ในกรณีของ AA ที่ตะมะดอปลดจากบัญชีก่อการร้ายนั้น ตะมะดอคงทำไปเพื่อ “โยนหินถามทาง” ไปยังพวกยะไข่ ปรากฎว่าพวกนั้นใช้เวลานานหลายวันกว่าจะคิดได้ว่าควรจะอยู่ฝั่งไหน คือฝั่งไม่เอากองทัพเมียนมานั่นเอง

ผู้ประท้วงทดสอบอาวุธหนังสติ๊กขนาดใหญ่ในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 ขณะที่กองกำลังความมั่นคงยังคงปราบปรามการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพ (ภาพโดย STR / AFP)

ถามว่าเรื่องนี้คาดเดาได้หรือไม่ ตอบว่าคาดเดาได้เพราะ AA รบกับตะมะดออย่างหนักหน่วงจนการคบหากันเป็นพันธมิตรแทบจะเป็นไปไม่ได้ และการถอนชื่อจากบัญชีก่อการร้ายก็ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจนัก

ข้อเสนอจากตะมะดอนอกจากข้างต้นแล้วก็แค่บอกว่าต้องการหยุดยิงเพื่อ “สันติภาพที่ยั่งยืนนิรันดร” ซึ่งเป็นคำสัญญาเปล่าๆ เปลืองๆ มาก หากจะพิจารณาจากพฤติกรรมของตะมะดอในอดีต และพฤติการณ์สังหารประชาชนที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่ AA ต้องการนั้นคือการให้อำนาจปกครองตนเองและสถานะเหมือนรัฐว้า

ตวัน มรัต นายง์ (Twan Mrat Naing) ผู้บัญชาการของ AA เคยตอบการสัมภาษณ์กับ The Irrawaddy ถึงสิ่งที่เขาต้องการเอาไว้ว่า “ไม่ว่าจุดประสงค์คือเพื่อให้ได้มาซึ่งสหพันธรัฐ, ประชาธิปไตย หรือสถานะสมาพันธ์ที่เป็นอิสระมากขึ้น เช่นเดียวกับรัฐว้า เป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มคือการได้รับสถานะสมาพันธ์สำหรับรัฐยะไข่ และเราชอบสถานะที่เป็นพันธมิตรกันเช่นเดียวกับรัฐว้า ซึ่งมีส่วนแบ่งอำนาจมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญ”

คำว่า “สมาพันธ์” (confederate status) ที่เขาเอ่ยถึงคือสถานะแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่พวกว้ามีซึ่งรัฐบาลพลเรือนไม่ยอมรับ แต่กองทัพให้ได้ คำถามก็คือตอนนี้กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วจะยอมให้สถานะนี้พวกยะไข่หรือไม่

ท่าทีของ AA ค่อนข้างชัดแล้วว่าพวกตะมะดอไม่ยอมให้แน่ๆ

ตอนนี้เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่พวกยะไข่ต้องการคือระบอบการปกครองแบบ Confederation ซึ่งรัฐต่างๆ รวมตัวกันหลวมๆ และมีอำนาจปกครองตนเองมาก ต่างจากระบบ Federation ที่เป็นการรวมตัวของรัฐต่างๆ เช่นกัน แต่อำนาจปกครองตนเองน้อยกว่า

ตอนนี้สมัชชาประชาชนกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ชูธง Federation กันอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของการก่อตั้งประเทศเมียนมา แต่ถูกกองทัพทำลายหลักการนี้ไปและกุมอำนาจโดยกดขี่ชนกลุ่มน้อย เมียนมาจึงเป็นสหพันธรัฐหรือสหภาพแต่ชื่อ ในทางปฏิบัติมันคือรัฐเดี่ยวที่ทหารกุมอำนาจแต่ลำพัง

ผู้ประท้วงนำตัวผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงระหว่างการปราบปรามการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

เพื่อที่จะดึงดูดกองกำลังชนกลุ่มน้อย สมัชชาประชาชนจะต้องชูหลักการเดิมของชาติคือ Federation เพื่อสร้างกองทัพสหพันธรัฐ หรือ Federal army เพื่อรวมตัวกันต่อต้านตะมะดอ พร้อมกับประกาศให้ตะมะดอเป็นผู้ก่อการร้าย แสดงว่าแรวร่วมนี้ตั้งตนเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลแล้ว

ในขณะที่ตะมะดอไม่ยอมให้ชนกลุ่มน้อยอื่นมีอำนาจปกครองตนเองจริงๆ ตามหลัก Federation พวกเขากลับใช้ไพ่ Confederation กับรัฐว้าและดูเหมือนว่ากองทัพอาระกันต้องการมันด้วย แต่คงไม่ได้สมใจจึงไม่ยอมร่วมสังฆกรรมด้วย

กองทัพเมียนมาหรือตะมะดอมีแสนยานุภาพมาก พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ไพ่นี้แบบฟุ่มเฟือย เพียงแค่ใช้มันกับว้าก็พอเพราะในรัฐฉานเองพวกไทใหญ่ก็ยังทะเลาะกันเอง

ในเวลานี้ กองกำลังที่รัฐคะฉิ่น (KIA) และกะเหรี่ยง (KNU) เริ่มปะทะกับตะมะดอแล้ว เราต้องจับตากันต่อไปว่าการเคลื่อนไหวนี้จะช่วยเสริมแรงให้ Federal army ต่อต้านเผด็จการหรือไม่ หรือว่าจะมีเหตุไม่คาดฝันทำให้ชนกลุ่มน้อยขัดขากันเองอีก?

สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับหลังการกวาดล้างของกองทัพหลังการลุกฮือกรณี 8888 คือนักเคลื่อนไหวรวมถึงนักข่าวที่หลบหนีระบอบการปกครองของทหาร หลายร้อยคนได้ลี้ภัยในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพชนกลุ่มน้อยในรัฐกะเหรี่ยง รัฐกะยา รัฐมอญ และรัฐฉานตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของเมียนมากับไทย

มันเหมือนกันตรงที่มีการหนีจากเมืองเข้าป่ามาจับปืนและมีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลสู้กับทหาร แต่สุดท้ายรัฐบาลเฉพาะกาล (แบบเดียวกับสมัชชาประชาชนตอนนี้) ไม่มีประสิทธิภาพจนต้องสลายตัวไปในที่สุด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP

Wolf Culture วัฒนธรรมองค์กรที่ Huawei ใช้โค่นยักษ์ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648633

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 20:00 น.Wolf Culture วัฒนธรรมองค์กรที่ Huawei ใช้โค่นยักษ์ใหญ่หมาป่าขึ้นชื่อว่าจมูกไว ออกล่าเป็นฝูง และทรหดอดทน เหรินเจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้ง จึงนำลักษณะนิสัยเหล่านี้มาเป็นวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังให้พนักงานกลายเป็นหมาป่าสำหรับฝูงที่มีชื่อว่า Huawei

บริษัท Huawei (หัวเว่ย) เป็นตัวอย่างคลาสสิกของกิจการที่เริ่มต้นจากศูนย์ กว่า 30 ปีที่แล้ว เหรินเจิ้งเฟย เริ่มปลุกปั้น Huawei ขึ้นมาจากพนักงานเพียง 3 คน และเงินทุนเพียง 5,000 เหรียญสหรัฐ ด้วยการจำหน่ายอุปกรณ์ชุมสายโทรศัพท์ของบริษัทอื่น ก่อนจะขยับขยายจนสามารถแซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลและซัมซุงขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกได้สำเร็จเมื่อปีที่แล้ว แม้จะถูกทางการสหรัฐจำกัดซัพพลายเชนก็ตาม

แล้วอะไรที่ทำให้ Huawei ประสบความสำเร็จ

Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP

Huawei ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งมาก หนึ่งในนั้นที่ขึ้นชื่อก็คือ Wolf Culture หรือ หลางเหวินฮั่ว ในภาษาจีน ซึ่งแปลว่า “วัฒนธรรมหมาป่า” ที่แม้แต่แผ่นดินไหว ภัยก่อการร้าย หรือที่ที่มีออกซิเจนต่ำสุดอย่างเทือกเขาเอเวอเรสต์ก็ไม่สามารถทำให้พนักงานของ Huawei ที่ผ่านการปลูกฝังวัฒนธรรมนี้ย่อท้อ

วัฒนธรรมหมาป่าของเหรินเจิ้งเฟยก็คือการนำลักษณะนิสัยเด่นๆ ของหมาป่ามาปลูกฝังพนักงานในองค์กร นั่นก็คือ กระหายเลือด ทรหดอดทน และออกล่าเป็นฝูง เพื่อนำมาสู่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความสำเร็จขององค์กร

แคมป์ฝึกพนักงาน

พนักงานทุกคนที่เข้ามาทำงานกับ Huawei จะได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรข้อนี้ด้วยการเข้าค่ายอบรม ซึ่งการใช้ค่ายอบรมลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลกธุรกิจของจีน แต่ Huawei มีวิธีการของตัวเองที่แตกต่างไป

พนักงานใหม่ของ Huawei ทุกคนจะต้องเข้าค่ายคล้ายกับค่ายฝึกทหารที่ศูนย์ฝึก Huawei University ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองเซินเจิ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ตลอด 2 สัปดาห์นี้ทุกคนต้องเข้าพักในหอพักและตื่นตี 5 ทุกวันเพื่อวิ่งจ๊อกกิ้งและออกกำลังกายร่วมกันในชุดยูนิฟอร์มสีขาวแดงที่ทางบริษัทจัดไว้ให้ จากนั้นก็ต้องเข้าห้องเรียนประวัติศาสตร์บริษัท สินค้าและบริษัท และวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทที่ปลูกฝังให้พนักงานมีลักษณะนิสัยเหมือนหมาป่า รวมทั้งปลูกฝังความมุ่งมั่นและการบริการลูกค้าในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก อาทิ เขตสู้รบ

แจกผ้าห่ม เบาะนอน

เหรินเจิ้งเฟยมองว่า Huawei ต้องต่อสู้กับคู่แข่งทุกคนอยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นการดำเนินงานของ Huawei จึงมีความเข้มข้นประหนึ่งบริษัทกำลังอยู่ในสนามรบ และหนึ่งในสโลแกนที่เหรินเจิ้งเฟยชื่นชอบในช่วงที่กำลังก่อร่างสร้างบริษัทก็คือ “หากเราจะต้องแพ้ เราต้องสู้ให้ถึงที่สุดจนกว่าเราทุกคนจะสิ้นชีพ”

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ในช่วงเวลานั้นทุกคนต้องทำงานหนัก พนักงานใหม่ทุกคนจะได้รับแจกผ้าห่มและเบาะนอนแบบเดียวกับที่ทหารใช้ โดยพนักงานส่วนใหญ่จะทำงานกันจนดึกดื่นแล้วนอนที่ออฟฟิศ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ทำงานต่อ หรืออาจใช้งีบเอาแรงในช่วงพักกลางวัน

ปัจจุบันนี้ แม้ว่าเบาะนอนแบบพับได้จะถูกเปลี่ยนมาเป็นที่สำหรับพักงีบช่วงกลางวัน แต่พนักงาน Huawei ก็ยังทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนเดิม

อีกหนึ่งความทุ่มเทก็คือ หลักการทำงานแบบ 996 ซึ่งเป็นที่นิยมในบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน รวมทั้งอาลีบาบาของ แจ็ก หม่า พนักงานทุกคนต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ แต่ที่ Huawei เข้มข้นถึงขั้นจนเกิดเรื่องเล่าลือว่า พนักงานชายจากญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อว่าทุ่มเททำงานอย่างหนัก ยังทำงานกับ Huawei ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น เพราะทนไม่ไหวกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ

แม้จะไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ตำนานนี้ก็ยังถูกเล่าต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน

เอลเลียต แซกแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะแนวผู้บริหารและนักเขียนที่สนใจเรื่อง Huawei และบริษัทสัญชาติจีนเผยว่า ปัจจุบันนี้พนักงานของ Huawei ยังถูกขอร้องให้เซ็นเอกสารยินยอมว่าจะไม่ใช้สิทธิ์ลาพักร้อนและไม่รับค่าทำงานล่วงเวลาด้วย

Photo by STR / AFP

เข้มงวดเพราะเคยเป็นทหาร

เชื่อกันว่าเหตุผลของความเข้มงวดในการขับเคลื่อนองค์กรมาจากการที่เหรินเจิ้งเฟยเคยเป็นทหารฝ่ายวิศวกรรมในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมากว่า 20 ปี จึงซึมซับวิธีการของทหารติดตัวมา โดยอดีตพนักงานคนหนึ่งของ Huawei เขียนถึง Huawei ไว้ในเว็บไซต์ Kanzhun สำหรับให้พนักงานเขียนรีวิวนายจ้างไว้ว่า “ระบบบริหารของ Huawei เข้มงวดมาก อาจเพราะประธานบริษัทเคยเป็นทหารมาก่อน ดังนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาจึงไม่มีสิทธิ์และไม่สามารถโต้แย้งผู้บังคับบัญชาได้ ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น”

งานมีประสิทธิภาพ

วัฒนธรรมองค์กรที่เหรินเจิ้งเฟยปลูกฝังให้พนักงานไม่เคยย่อท้อต่อปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ การเข้าไปติดตั้งสถานีสื่อสารไร้สายในจุดที่อยู่สูงที่สุดในโลกบนเทือกเขาเอเวอรเรสต์ที่สูง 6,500 เมตรซึ่งมีออกซิเจนเบาบาง การเดินหน้าทำงานต่อแม้จะตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ก่อการร้ายที่เมืองมุมไบ หรือแผ่นดินไหวในแอลจีเรีย

สาวก Huawei ต่อแถวเพื่อจองสมาร์ทโฟน Huawei Mate40 เมื่่อวันที่ 23 ต.ค. 2020 ที่สาขาใหญ่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ Photo by HANDOUT / HUAWEI / AFP

ทำไมพนักงานยอมถวายหัว 

นอกจากค่าตอบแทนจะสูงแล้ว Huawei ยังใช้ระบบสร้างแรงจูงใจด้วยการแบ่งหุ้นให้พนักงาน เนื่องจาก Huawei ไม่ใช่บริษัทมหาชน และเหรินเจิ้งเฟยมีหุ้นในบริษัทเพียง 1.4% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นของพนักงาน 104,572 คน (จากรายงานประจำปี 2019)

ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้ก็คือ เหรินเจิ้งเฟย ต้องการแบ่งปันทั้ง “ความรับผิดชอบ” และ “ผลประโยชน์” ให้กับพนักงาน ผู้ก่อตั้งวัย 76 ปียังเชื่อว่า มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่จะร่ำรวยจากการเสนอขายหุ้นให้กับมหาชน แต่กลับทำให้คนส่วนใหญ่ในบริษัทสูญเสียแรงจูงใจ ระบบนี้จึงช่วยให้บริษัทรักษาจิตวิญญาณของการสู้ไปด้วยกันได้อย่างเข้มแข็ง

Photo by HANDOUT / HUAWEI / AFP

ความหมายที่แท้จริง Wolf Culture

หลังจากถูกคนนอกตีความคำว่า Wolf Culture ไปต่างๆ นานาด้วยความเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง เมื่อปีที่แล้วเหรินเจิ้งเฟยจึงถือโอกาสอธิบายความหมายที่แท้จริงของวัฒนธรรมองค์กรนี้ผ่านสำนักข่าว South China Morning Post โดยบอกว่า ความจริงแล้ว Wolf Culture ประกอบด้วย 3 ประการ

ประการแรก จมูกไว เหรินเจิ้งเฟยอธิบายว่า หมาป่ามีจมูกที่ไวมาก พนักงานของ Huawei ต้องมีความไวต่อข้อมูลการตลาด ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร  และต้องรู้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะไปในทิศทางใดในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

ประการที่สอง หมาป่าออกล่าเป็นฝูงซึ่งบางบอกถึงการทำงานเป็นทีม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน และประการที่สาม หมาป่ามีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ข้อนี้พนักงานของ Huawei จะต้องไม่กลัวความยากลำบากและต้องมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าไม่ว่าความยากลำบากนั้นจะซับซ้อนเพียงใด

แม้ว่า Wolf Culture จะสุดโต่งมาก แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าวัฒนธรรมนี้นำพา Huawei มาสู่ความสำเร็จจนกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนยักษ์ใหญ่ที่โกยรายได้ในต่างประเทศเป็นกอบเป็นกำและผงาดเป็นผู้นำตลาด เพราะหากไม่มีแพสชั่นเหล่านี้ หากไม่ใช่เพราะความพยายามอย่างหนักที่ผ่านมา คงไม่มี Huawei อย่างทุกวันนี้

Photo by JESSICA YANG / AFP

iQIYI แพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกผู้อยู่เบื้องหลัง “ดราม่าดัง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648627

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 18:45 น.iQIYI แพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกผู้อยู่เบื้องหลัง "ดราม่าดัง"แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่เคยทุบสถิติระดับประเทศ สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก แต่ทำไมมีคนมองว่าอาจถึงทางตันของ iQIYI

สืบเนื่องจากประเด็นดราม่าของ “ลิซ่า BLACKPINK” ที่มีชาวเน็ตส่วนหนึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจว่าเธอล้อเลียนรูปลักษณ์ของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งในรายการเรียลลิตี Youth With You Season 3 ของประเทศจีนที่เธอนั้นทำหน้าที่เป็นเมนเทอร์ในรายการ

จนทำเอาแฮชแท็ก #LisaApologizeToLiangSen ซึ่งเป็นแฮชแท็กที่เรียกร้องให้ลิซ่าออกมาขอโทษผู้เข้าแข่งขันคนดังกล่าวติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในชั่วข้ามคืน ขณะเดียวกันด้านแฟนคลับฝั่งจีนก็ได้ออกมาสยบข่าวว่าทางนั้นไม่ได้มีประเด็นดราม่าแต่อย่างใด

แม้ว่าจะมีหลายคนรู้จักและได้ชมรายการนี้อยู่แล้วแต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่เริ่มรู้จักรายการนี้จากกรณีดราม่าดังกล่าว โดยรายการ Youth With You ซึ่งขณะนี้ดำเนินมาถึงซีซันที่ 3 แล้วออกอากาศผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงออนไลน์ iQIYI (อ้ายฉีอี้) ซึ่งเป็นบริษัทแยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนจนได้ชื่อว่า “Netflix เมืองจีน” เลยทีเดียว

We love every moment of this! ??Catch #YouthWithYou3 FIRST on #iQiyi: Vote ONLY on https://t.co/HDqMsiLlpVhttps://t.co/SMXm5C2Nfu DL: https://t.co/Zt9oDC4883 Watch: https://t.co/dx1wKeIlaz#???? #YouthWithYou3iQiyi #LiangSen pic.twitter.com/nznFMcJYwM— iQIYI (@iQIYI) March 23, 2021

ย้อนประวัติ iQIYI

iQiyi ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2010 เป็นบริษัทลูกของ Baidu (ไป่ตู้) ซึ่งเป็นบริษัทเสิร์ชเอนจินอันดับหนึ่งของประเทศจีน โดยมี Yu Gong เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้ใช้บริการมากกว่า 500 ล้านคนรวมเกือบ 6 พันล้านชั่วโมงต่อเดือน

ด้วยคอนเทนต์วิดีโอที่น่าสนใจและหลากหลายส่งผลให้ iQiyi เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงเจ้าแรกที่มีจำนวนผู้ติดตาม (Subscriber) ในจีนทะลุ 100 ล้านคน แซงหน้าคู่แข่งสัญชาติเดียวกันอย่าง WeTV จาก Tencent และ Youku จาก Alibaba

นอกจากนี้ในปี 2018 iQiyi ยังสร้างสถิติช็อกวงการสตรีมมิงด้วยละครย้อนยุคเรื่องเหยียนสี่กงเลวี่ย (Story of Yanxi Palace) ที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ถึง 530 ล้านครั้งภายในวันเดียว ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรจีนที่มีราว 1,300 ล้านคน

ในปีเดียวกัน iQiyi ตัดสินใจเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและสามารถระดมทุนไปได้กว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีผลประกอบการในไตรมาสแรกหลังเข้าตลาดหุ้นอยู่ที่ 778 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 57% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ซีอีโอ Yu Gong ฉลองการเสนอขายหุ้น IPO ภาพโดย Spencer Platt/Getty Images/AFP

ฟอร์มดีไม่มีตก?

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 ที่ผ่านมา iQiyi ทำเงินไปได้กว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้จากการสมัครสมาชิกคิดเป็นกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเติบโตขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 104.8 ล้านคน ขณะที่รายได้จากโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 276 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้หุ้นของ iQiyi ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม อยู่ที่ 28.04 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ หลายปีนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2018 ทั้งนี้ทั้งนันหุ้นของ iQiyi เคยขึ้นถึงจุดพีคสุดถึง 40.16 เหรียญสหรัฐในเดือนมิถุนายน 2018

อย่างไรก็ตามซีอีโอ Yu Gong กล่าวกับนักลงทุนว่าควมาขาดแคลนของเนื้อหาใหม่ๆ มีผลอย่างยิ่งต่อยอดผู้ติดตามที่ลดลงในช่วงปลายปี 2020 และฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่ายอดผู้ติดตามจะยังคงลดลงในไตรมาสนี้เนื่องจากสภาวะที่ท้าทายในตลาดประเทศจีนแต่มั่นใจว่าธุรกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ในไตรมาสต่อๆ ไป

ตีตลาดไทยและทั่วโลก

iQiyi เริ่มมีการนำเสนอเนื้อหาในภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาจีนเมื่อ 2019 ก่อนที่จะเปิดตัว iQIYI International อย่างเป็นทางการในปลายปีที่แล้วเพื่อให้บริการผู้ชมต่างชาติ อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์

พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะตีตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีการนำเสนอเนื้อหาที่นำมาจากต่างประเทศมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นซิทคอมไทย ซีรีส์เกาหลี ภาพยนตร์เกาหลี หรือการ์ตูนญี่ปุ่น เป็นต้น

ซึ่งความพยายามในการตีตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ประสบความสำเร็จมากที่เดียวโดยอัตราการเติบโตของ iQiyi ในภูมิภาคนี้ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกอยู่ที่ 147% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาแรงแซงทุกแพลตฟอร์ม ตามมาด้วย WeTV อยู่ที่ 68% และ Netflix อยู่ที่ 59%

นอกจากนี้ iQiyi เริ่มจับมือกับธุรกิจอุตสาหกรรมสื่อของไทยหลายแห่งเพื่อนำเนื้อหาจากไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มด้วย อย่างล่าสุดละครฟอร์มยักษ์เรื่อง “วันทอง” ก็มีให้ชมย้อนหลังได้บนแอปพลิเคชัน iQiyi ด้วยเช่นกัน

ละครไทยบนแพลตฟอร์ม iQIYI

อาจไม่ใช่คำตอบของ Baidu อีกต่อไป

Leo Sun ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมองว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ Baidu จะต้องทิ้งหุ้น iQiyi 56% ที่อยู่ในมือเนื่องจาก iQiyi เติบโตมาจนถึงจุดสูงสุดแล้วและในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมารายได้จากผู้สมัครสมาชิกลดลง 5% ประกอบกับรายได้จากการโฆษณาก็ลดลงส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมลดลง 1%

แม้ว่ารายได้รวมทั้งปีจะเพิ่มขึ้นแต่นั่นเป็นเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนมีเวลาว่างและหันมารับชมสตรีมมิงออนไลน์กันมากขึ้น

นอกจากนี้การให้บริการแบบ “freemium” คือมีทั้งผู้ใช้ฟรีและผู้ใช้ที่เสียเงินเพื่อเนื้อหาพรีเมียมอาจเป็นจุดเสียเปรียบในด้านการทำกำไรเมื่อเทียบกับ Netflix ซึ่งให้บริการต่อเมื่อสมาชิกเสียเงินค่าบริการเท่านั้น

รวมถึงยังมีรายงานว่า Baidu เจรจาขายหุ้น iQiyi ให้ Alibaba และ Tencent เมื่อปีที่ผ่านมาแต่การสอบสวนต่อต้านการผูกขาดของรัฐบาลจีนส่งผลให้การเจรจานั้นต้องถูกเลื่อนออกไป

กองทัพเมียนมาเผยร่วมมือกับเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648623

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 17:10 น.กองทัพเมียนมาเผยร่วมมือกับเพื่อนบ้าน 5 ประเทศทหารเมียนมาร่วมมือกับเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ เผยกองทัพเมียนมาเคารพและให้ความสำคัญกับประเทศเหล่านี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สภาทหารปกครองเมียนมากำลังร่วมมือกับห้าประเทศเพื่อนบ้านและให้คุณค่าและเคารพคำพูดของประเทสเหล่านี้รวมถึงประเทศใดๆ ที่เคารพเสถียรภาพของเมียนมา

พลจัตวา ซอ มิน ตุน ( Zaw Min Tun) โฆษกทหารกล่าวว่า จีนเป็นเพื่อนกับเมียนมา แต่ไม่ได้ระบุประเทศอื่นหรือขอบเขตของความร่วมมือ เขากล่าวว่า มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้นำคณะรัฐบาลทหารได้แสดงออกว่าเขาต้องการที่จะเป็นเพื่อนกับประชาคมระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ เมียนมามีพรมแดนติดกับ 5 ประเทศคือ ไทย จีน ลาว บังกลาเทศ และอินเดีย

กองทัพของเมียนมายังกล่าวว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม แต่สาบานว่าจะกดดันการต่อต้านที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “อนาธิปไตย” ต่อไป

ในการแถลงข่าวในเมืองหลวงเนปยีดอ โฆษกของรัฐบาลทหารพลจัตวา ซอ มิน ตุนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 164 คน

และกล่าวว่า “ผมเสียใจเพราะผู้ก่อการร้ายที่เสียชีวิตเหล่านี้เป็นคนชาติของเรา” เขากล่าว

ซอ มิน ตุนยังปกป้องการใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชนโดยกล่าวว่ากองกำลังความมั่นคงกำลังจัดการกับ “ผู้ก่อความไม่สงบที่ถืออาวุธ เราต้องปราบปรามอนาธิปไตย มีประเทศใดในโลกที่ยอมรับอนาธิปไตยบ้าง?”

เขายังกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะกู้คืนเครือข่ายข้อมูลมือถือ พร้อมกับกล่าวว่า กองทัพเคารพสื่อมวลชนและแม้ว่าจะอนุญาตให้รายงานการประท้วงได้ แต่การนำชี้นำให้เกิดการประท้วงถือการก่ออาชญากรรม

Photo by Thet AUNG / AFP

สหรัฐตราหน้าจีน “กองกำลังป่วนทะเล” ก่อกวนฟิลิปปินส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648610

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 16:45 น.สหรัฐตราหน้าจีน "กองกำลังป่วนทะเล" ก่อกวนฟิลิปปินส์พร้อมกับหนุนหลังฟิลิปปินส์ในกรณีพิพาทน่านน้ำทะเลจีนใต้

สหรัฐแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่มีเรือประมงของจีนมากกว่า 200 ลำเข้าใกล้แนวปะการังในทะเลจีนใต้โดยกล่าวว่าปักกิ่งใช้ “กองกำลังทางทะเลเพื่อข่มขู่ยั่วยุและคุกคามชาติอื่นๆ”

กรณีนี้เกิดขึ้นจากการที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาฟิลิปปินส์ระบุว่ามีเรือกองกำลังติดอาวุธมากกว่า 200 ลำถูกพบเห็นที่แนวปะการังวิตซัน (Whitsun Reef) ประมาณ 320 กิโลเมตร (175 ไมล์ทะเล) ทางตะวันตกของเกาะปาลาวัน ทางตะวันตกของฟิลิปปินส์

รัฐบาลมะนิลาเรียกร้องให้จีน “นำเรือเหล่านี้ออกไปในทันที เพราะเรือละเมิดสิทธิทางทะเลของเราและรุกล้ำเข้ามาในดินแดนอธิปไตยของเรา”

แต่รัฐบาลปักกิ่งโต้แย้งข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยกล่าวว่า “เป็นเวลานานแล้วที่เรือประมงของจีนทำการประมงในน่านน้ำใกล้แนวปะการัง” ซึ่งระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ที่จีนและนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ้างกรรมสิทธิ์

สถานการณ์เริ่มซับซ้อนเมื่อสหรฐเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย โดยสถานทูตสหรัฐฯในฟิลิปปินส์กล่าวในแถลงการณ์ว่า เรือจีน “จอดเรือในบริเวณนี้มาหลายเดือนแล้วโดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงสภาพอากาศ” เป็นการตอบโต้จากก่อนหน้านี้ที่จีนกล่าวว่าเรือของตนทอดสมอใกล้แนวปะการัง Whitsun Reef เพราะกำลังหลบกระแสลม

“เรายืนหยัดกับฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียของเรา” สถานทูตสหรัฐกล่าว ขณะที่รฐบาลฟิลิปินส์ได้ยื่นประท้วงทางการทูตกับจีนและเรียกร้องให้เรือของจีนออกจากน่านน้ำดังกล่าวในทันทีเพราะฟิลิปปินส์ถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของตน แต่จีนก็อ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำดังกล่าวเช่นกัน

ในขณะที่สหรัฐแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ แฮร์รี โรเกโฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์กล่าวเมื่อวันอังคารว่าประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เตจะหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้กับทูตจีนประจำกรุงมะนิลา ขณะที่ย้ำว่าทั้งสองชาติสามารถพูดคุยกันได้ในฐานะเพื่อน

อย่างไรก็ตาม กองทัพฟิลิปปินส์กล่าวหลังจากออกลาดตระเวนในพื้นที่เมื่อวันจันทร์ว่ากองเรือมากกว่า 180 ลำของจีนยังคงอยู่ใกล้แนวปะการัง

ภาพประกอบ – ภาพเอกสารแจกที่ไม่ระบุวันที่ซึ่งถ่ายโดยหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) และได้รับจากสำนักงานปฏิบัติการการสื่อสารของฟิลิปปินส์ (PCOO) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2021 แสดงให้เห็นเรือเดินทะเลของจีนที่ทอดสมออยู่ที่แนวปะการังวิตซันประมาณ 320 กิโลเมตร (175 ไมล์ทะเล) ทางตะวันตกของบาตาราซา บนเกาะปาลาวัน ในทะเลจีนใต้ – Photo by Handout / various sources / AFP

ยักษ์ยานยนต์สะดุดถ้วนหน้า วิกฤตชิปขาดแคลนทำโรงงานผลิตชะงัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648596

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 15:15 น.ยักษ์ยานยนต์สะดุดถ้วนหน้า วิกฤตชิปขาดแคลนทำโรงงานผลิตชะงักการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะอย่างในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ทั่วโลกโดยเฉพาะโรงงานในอเมริกาเหนือ

AlixPartners บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกกล่าวว่าการขาดแคลนชิปทั่วโลกอาจส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเสียเงินถึง 61,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับยอดขายที่จะหายไปในปีนี้และอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของผลผลิตในไตรมาสที่ 2 ล่าช้าออกไปอีก

สถานการณ์การขาดแคลนชิปส่งผลให้การผลิตรถยนต์ของผู้ผลิตหลายรายต้องหยุดชะงัก อาทิ

Toyota Motor Corp.

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. Toyota กล่าวว่ากำลังเร่งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังเกิดเพลิงไหม้ที่โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนปิโตรเคมีซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทั้ง 10 รุ่นที่ผลิตในโรงงานในรัฐเคนตักกี้ มิสซิสซิปปี เท็กซัส เวสต์เวอร์จิเนีย และเม็กซิโก

Tesla Inc.

กล่าวเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า “ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นทำให้อุปทานของไมโครชิปขาดแคลนและยังไม่ทราบว่าเราจะได้รับผลกระทบอย่างไร”

Ford Motor Co.

ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ในเมืองเอวอนเลค รัฐโอไฮโอ โดยมีแผนจะกลับมาผลิจอีกครั้งในวันที่ 29 มี.ค. นอกจากนี้ยังได้ลดการผลิตที่โรงงานในรัฐเคนตักกี้จนถึงวันที่ 29 มี.ค. เช่นเดียวกัน

Nissan Motor Co.

หยุดการผลิตในรัฐโอไฮโอและเทนเนสซีตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. โดยคาดว่าจะกลับมาเริ่มผลิตใหม่อีกครั้งในวันที่ 23 มี.ค. รวมถึงยกเลิกการผลิตในโรงงานในอากวัสกาเลียนเตส ประเทศเม็กซิโก ขณะที่โรงงานในรัฐมิสซิสซิปปีถูกระงับไปตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม

Honda Motor Co.

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. มีการระงับการผลิตในโรงงานบางแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา อาทิ รัฐแอละแบมา รัฐอินดีแอนา และรัฐโอไฮโอ รวมถึงรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา โดยระบุว่าการขาดแคลนชิปเป็นผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสภาพอากาศในฤดูหนาวที่รุนแรง

ในวันที่ 22 มี.ค. บริษัทกล่าวว่ากำลังดำเนินการเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นและปรับการผลิตตามความจำเป็นโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

Photo by JIM YOUNG / AFP

นายกฯ จีนมั่นใจเศรษฐกิจประเทศโตเกินคาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648580

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.นายกฯ จีนมั่นใจเศรษฐกิจประเทศโตเกินคาด  หลี่ เค่อเฉียงแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้อาจขยายตัวสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีนกล่าวในการประชุม China Development Forum ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอาจเกินกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 6% จากความพยายามผลักดันเศรษฐกิจของรัฐบาลและการขยายตัวของอัตราการจ้างงาน

หลี่ เค่อเฉียงระบุว่ารัฐบาลต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อเพิ่มความต้องการและการบริโภคในประเทศ ทั้งนี้จำเป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโต, รายได้ และการจ้างงาน โดยไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตท่ามกลางการใช้พลังงานและการปล่อยมลพิษอย่างหนักได้

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบเสมือนจริงโดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของโลกเข้าร่วมด้วย อาทิ อีลอน มัสก์ จาก Tesla Inc., เรย์ ดาลิโอ จาก Bridgewater Associates LP และโทมัส ก็อทชไตน์ จาก Credit Suisse Group AG

ทั้งนี้ ในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติจีนที่จัดขึ้นในวันที่ 4 ถึง 11 มีนาคมที่ผ่านมา หลี่ เค่อเฉียง ประกาศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตขึ้น 6% และเผยแผนสร้างอาชีพในเมืองกว่า 11 ล้านตำแหน่งเพื่อลดอัตราการว่างงานในเมืองจาก 6% มาอยู่ที่ 5.5%

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่าตัวเลขเศรษฐกิจของจีนปีนี้จะอยู่ที่ +8.1%

หลังจากไตรมาสแรกของปี 2020 เศรษฐกิจจีนหดตัวถึง -6.8% เนื่องจากเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในช่วงหลังของปีทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัว 2.3% เมื่อเทียบกับปี 2019 ส่งผลให้เป็นประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจแห่งเดียวในโลกที่เศรษฐกิจขยายตัวในปี 2020

AFP PHOTO / FRED DUFOUR