จีนไปต่อไม่รอแล้ว เริ่มใช้หนังสือเดินทางวัคซีนรายแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647420

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 15:34 น.จีนไปต่อไม่รอแล้ว เริ่มใช้หนังสือเดินทางวัคซีนรายแรกของโลกจีนเป็นผู้นำโลกไปเรียบร้อยแล้วในการใช้ “วัคซีน พาสปอร์ต” เพื่อเริ่มการเดินทางข้ามประเทศอีกครั้ง

สำนักข่าว AFP รายงานว่าจีนได้เปิดตัวโครงการใบรับรองสุขภาพสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศชาวจีนแล้ว โดยใบรับรองดิจิทัลจะแสดงสถานะการฉีดวัคซีนและผลการทดสอบไวรัสของผู้ถือใบรับรองดังกล่าว และเปิดให้บริการสำหรับชาวจีนผ่านทางโปรแกรมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน WeChat ที่เริ่มเปิดตัวเมื่อวันจันทร์

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่าใบรับรองดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ “เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดน”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าใบรับรองดังกล่าวจะมีไว้สำหรับการเดินทางเข้าและออกจากประเทศจีน แต่ในปัจจุบันให้สำหรับชาวจีนเท่านั้นและยังไม่บังคับให้ชาวจีนทุกคนต้องใช้มัน นอกจากนี้ยังไม่มีหน่วยงานในประเทศไหนที่จะใช้ใบรับรองนี้เมื่อชาวจีนเดินทางไปต่างประเทศนั้นๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ใบรับรองนี้ถือเป็น “หนังสือเดินทางไวรัส” หรือ “หนังสือเดินทางวัคซีน” ครั้งแรกของโลก และยังให้บริการในรูปแบบเอกสารกระดาษด้วย

ภาพประกอบภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2021 แสดงให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งถือโทรศัพท์ที่แสดงใบรับรองสุขภาพดิจิทัลฉบับใหม่ของจีน โดยบอกสถานะการฉีดวัคซีนและผลการทดสอบไวรัสของผู้ใช้ในปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำแนวคิด “พาสปอร์ตไวรัส” มาใช้ โดยขณะนี้แนวคิดดังกล่าวได้รับการพิจารณาจากหลายประเทศ (ภาพโดย NICOLAS ASFOURI / AFP)

สหรัฐและสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพิจารณาใช้ใบอนุญาตที่คล้ายคลึงกัน ส่วนสหภาพยุโรปกำลังดำเนินการเกี่ยวกับ “บัตรผ่านสีเขียวสำหรับวัคซีน” ที่จะอนุญาตให้ประชาชนเดินทางระหว่างประเทศสมาชิกและต่างประเทศได้

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันจันทร์ว่าโครงการของจีนมีQR เข้ารหัสที่ช่วยให้แต่ละประเทศได้รับข้อมูลสุขภาพของนักเดินทาง ซึ่งก่อนหน้านี้จีนได้ใช้ “รหัส QR สุขภาพ” ใน WeChat และแอปสมาร์ทโฟนอื่นๆ ของจีนเพื่อให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางด้วยระบบขนส่งภายในประเทศและพื้นที่สาธารณะต้องยืนยันสถานะของตน

แอปจะติดตามตำแหน่งของผู้ใช้และสร้างรหัส “สีเขียว” ซึ่งมีความหมายเท่ากับสุขภาพที่ดี หากผู้ใช้ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับกรณีการติดเชื้อหรือไม่ได้เดินทางไปยังจุดเชื่อมต่อไวรัส

แต่ระบบดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและกลัวว่าจะเป็นการขยายการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของประชาชนโดยรัฐบาล

 ภาพประกอบที่ถ่ายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2021 แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งลงนามในแบบฟอร์มยินยอมขณะถือใบรับรองการฉีดวัคซีนหรือการป้องกันโรคระหว่างประเทศ (ICVP) หรือที่เรียกว่า Carte Jaune หรือใบเหลืองโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงการบรรยายสรุปก่อนการฉีดวัคซีน Covid-19 ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยใน Halle / Saale ทางตะวันออกของเยอรมนี (ภาพโดย JENS SCHLUETER / AFP)

อินเดียสัญญาให้ที่พัก-อาหารผู้ลี้ภัยจากเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647404

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.อินเดียสัญญาให้ที่พัก-อาหารผู้ลี้ภัยจากเมียนมามุขมนตรีรัฐมิโซรัมชี้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาควรได้ที่พักและอาหาร ขณะรัฐบาลกลางกำลังพิจารณาส่งตัวกลับประเทศ

โซรัมทังกา (Zoramthanga) มุขมนตรีรัฐมิโซรัม ประเทศอินเดียให้คำมั่นว่าจะจัดเตรียมที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาซึ่งขอลี้ภัยมายังอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลกลางกำลังพิจารณาว่าจะส่งตัวผู้ลี้ภัยบางส่วนในอินเดียกลับเมียนมาหรือไม่

มุขมนตรีรัฐมิโซรัมเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยหลายนายและครอบครัวได้ข้ามมายังรัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเพื่อขอลี้ภัยหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลทหารเมียนมา

อย่างไรก็ตามทางการเมียนมาขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมิโซรัมส่งตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมากลับคืนประเทศ

ขณะที่มุขมนตรีรัฐมิโซรัมกล่าวว่า “เมื่อประชาชนประสบปัญหาทางการเมืองขอลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยปกติไม่ควรต้องถูกส่งตัวกลับ และตามหลักสิทธิมนุษยชนพวกเราควรได้รับอาหารและที่พักพิง”

พร้อมระบุว่าผู้ขอลี้ภัยอาจอยู่ระหว่าง 20 ถึง 30 คน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในมิโซรัมกล่าวว่ามีประชาชนเกือบ 100 คนจากเมียนมาขอลี้ภัยมายังอินเดียซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจและครอบครัว

ทั้งนี้ ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติเผยว่าในเมียนมามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 คน และถูกควบคุมตัว 1,700 คนรวมถึงออง ซาน ซูจี

Photo by STR / AFP

ปตท. และบริษัทน้ำมันโลกจะทำอย่างไรเมื่อยูเอ็นแนะคว่ำบาตรเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647390

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ปตท. และบริษัทน้ำมันโลกจะทำอย่างไรเมื่อยูเอ็นแนะคว่ำบาตรเมียนมาอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตามองคือแนวทางของบริษัทน้ำมันระดับโลกที่กำลังจับมือกับเมียนมา

สำนักข่าวรอยเตอร์สจับตามองแนวทางของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกที่ดำเนินการอยู่ในเมียนมาหลังจากที่องค์การสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรบริษัท Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) โดยระบุว่าเป็นบริษัทของรัฐบาลทหารเมียนมาและเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ที่สุดเพียงแห่งเดียวของรัฐบาล

หนึ่งในนั้นรวมถึงบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงการใหญ่ 3 โครงการในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ประเทศไทยนำเข้าก๊าซจากเมียนมาคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการนำเข้าก๊าซทั้งหมดประมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

โดยปตท.สผ. ร่วมมือกับTotal, Chevron and MOGE ในโครงการยาดานาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งรอยเตอร์สประมาณการณ์ว่าปตท.สผ. ลงทุนราว 640 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2015-2019 โดยประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐตกเป็นของ MOGE

นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนการถือครองหุ้น 19.3% ในโครงการเยตากุน (แปลง M12, M13 และ M14) ซึ่งผลิตก๊าซมาตั้งแต่ปี 2000 ร่วมกับ Petronas ของมาเลเซียซึ่งถือหุ้น 40.91%, Nippon Oil ของญี่ปุ่นถือหุ้น 19.32% และ MOGE ถือหุ้น 20.45%

รวมถึงถือหุ้น 80% ในโครงการซอติก้า (M9) ซึ่งผลิตก๊าซมาตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่ MOGE ถือครอง 20% ที่เหลือ

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ได้ถือครอง 100% ในโครงการแปลง M11, 80% ในแปลง M-3 และ 50% ในแปลง MD-7

ปตท.สผ. ยังวางแผนพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในเมียนมา (Integrated Domestic Gas to Power) มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในเมียนมา

ตามรายงานของรอยเตอร์สระบุว่านับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมา ปตท.สผ. กล่าวว่าการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ

ทั้งนี้ ยังมีบริษัทน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกอีกหลายรายที่ร่วมมือกับ MOGE อาทิ TOTAL จากฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสำคัญในเมียนมาตั้งแต่ปี 1992 ได้กล่าวว่ากำลังติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานซึ่งมีจำนวนกว่า 200 คนในเมียนมา

เช่นเดียวกับบริษัท WOODSIDE PETROLEUM จากออสเตรเลียซึ่งกล่าวว่ากำลังลดการดำเนินการในเมียนมาท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง

นอกจากนี้ยังมี CHEVRON, SHELL และอื่นๆ ที่ร่วมลงทุนในโครงการประเทศเมียนมาด้วยเช่นกัน

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

โลกกังวลกองทัพเมียนมาใช้แท็กติกบุกจับตอนกลางคืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647385

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 10:41 น.โลกกังวลกองทัพเมียนมาใช้แท็กติกบุกจับตอนกลางคืนสถานทูตจากหลายประเทศประกาศเตือนกองทัพเมียนมาปิดล้อมย่างกุ้งบุกจับประชาชนยามวิกาล

เมื่อคืนวันจันทร์ (8 มี.ค.) ที่ผ่านมาทางการเมียนมาปิดล้อมบางส่วนของเมืองย่างกุ้งเพื่อบุกจับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ ขณะที่ฝูงชนยังคงออกมาชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง ท้าทายมาตรการเคอร์ฟิว

โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เมียนมาเข้าจับกุมประชาชนในเวลากลางคืน รวมถึงมีการใช้ระเบิดมือขมขู่ประชาชน นอกจากนี้ทางการเมียนมาดำเนินการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นประจำในช่วงเช้าทำให้ยากต่อการเข้าถึงข้อมูล

ด้านสถานทูตจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และเยอรมนี ประกาศเตือนผ่านทางทวิตเตอร์ในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาว่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยของเมียนมากำลังเข้าปิดล้อมส่วนหนึ่งในย่างกุ้ง

โดยสถานทูตเยอรมันในย่างกุ้งกล่าวว่าทางสถานทูตมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการจับกุมผู้ประท้วงจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาเพิกถอนใบอนุญาตสื่อท้องถิ่น 5 แห่งที่รายงานสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ได้แก่ Mizzima, DVB, 7Day News, Myanmar Now และ Khit Thit Media โดยสั่งห้ามไม่ให้เผยแพร่เนื้อหาใดๆ พร้อมให้เหตุผลว่าสื่อดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิด อันที่จริงเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 34 รายซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่น

Soldier shooting, swearing , life threatening at community in Sanchaung, Yangon on Monday night. #WhatsHappeninglnMyanmar pic.twitter.com/q36NqbZQel— soe zeya tun (@soezeya) March 8, 2021

Soldier uses slingshot as he shooting glass windows in Pazundaung, Yangon about on Monday night #WhatsHapppeningInMyanmar pic.twitter.com/WIFaUjxq48— soe zeya tun (@soezeya) March 8, 2021

Photo by STR / AFP

เชื้อสายกษัตริย์องค์สุดท้ายของเมียนมา ผู้ยืนเคียงข้างประชาชนต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647368

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 21:33 น.เชื้อสายกษัตริย์องค์สุดท้ายของเมียนมา ผู้ยืนเคียงข้างประชาชนต้านเผด็จการมหาจันทรกุมารโซ่วี่น พระราชปนัดดาของพระเจ้าสีป่อยังคงตามหาทับทิมประจำราชวงศ์ที่หายไปกว่าร้อยปี แต่ตอนนี้ทรงยืนเคียงข้างประชาชน

ระบอบกษัตริย์ของเมียนมาสูญสิ้นไปนานนับร้อยปีแล้ว พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายคือพระเจ้าสีป่อซึ่งทรงพ่ายแพ้แก่อังกฤษ จนถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรีใน “บริติชราช” หรือประเทศอินเดียปัจจุบัน ต้องทรงใช้ชีวิตทั้งชีวิตของพระองค์ที่นั่นตราบจนสวรรคต แม้จะสิ้นไปแล้วก็ยังไม่สามารถกลับมายังแผ่นดินที่พระองค์ปกครองได้ตราบจนทุกวันนี้

แต่พระมเหสีและพระราชธิดาสามารถกลับมายังเมียนมาได้และหนึ่งในนั้นคือ เจ้าหญิงเมียะพะยากะเล (Myat Phaya Galay) เป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต พระมหากษัตริย์และพระราชินีองค์สุดท้ายของพม่า พระองค์ได้รับสมญาจากสหราชอาณาจักรว่า “เจ้าหญิงกบฏ” เนื่องจากพระองค์ทรงเขียนแถลงการณ์ทวงคืนอาณาจักรของพระบิดารวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับประจำราชวงศ์หลังจากที่พม่าถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

ในปี 1932 รัฐบาลอังกฤษพยายามกำจัดพระองค์โดยเนรเทศพระองค์และครอบครัวไปยังเมืองมะละแหม่งภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ในอีกประมาณ 4 ปีต่อมาด้วยพระชนม์มายุ 48 พรรษาเท่านั้น

เจ้าหญิงเมียะพะยากะเลทรงมีโอรสพระนามว่าเจ้าชายต่อพะยาจี้ หรือ จอร์จ (George Taw Phaya Gyi) ซึ่งทรงถือเป็นผู้อ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์เมียนมาแม้ว่าเมียนมาจะไม่มีสถานบันกษัตริย์แล้วก็ตาม แต่ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเมียนมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมีความคิดที่จะตั้งเจ้าชายต่อพะยาจี้เป็นประมุขของประเทศและตั้งใจจะให้เป็นหุ่นเชิดที่ญี่ปุ่นปกครองอยู่เบื้องหลัง และได้นำตัวพระองค์ไปยังกรุงเทพฯ อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้วรัฐบาลไทยและอังกฤษได้ส่งตัวองค์ชายกลับมาเมียนมา

ก่อนที่จะทรงกลับจากกรุงเทพฯ ทรงลงพระนามใน “พระราชบัญญัติ” ในฐานะกษัตริย์องค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์โก้นบองเพื่อนิรโทษกรรมชาวเมียนมาที่ถูกญี่ปุ่นคุมขังไว้ จึงอาจว่านับว่าทรงเป็นกษัตริย์ในช่วงสั้นๆ 

แต่เจ้าชายต่อพะยาจี้ไม่ได้เป็นกษัตริย์อีกต่อไปหลังสงคราม เมียนมากลับมาเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วอังกฤษจึงมอบเอกราชให้โดยไม่ได้ตั้งกษัตริย์ปกครองดังเดิมแต่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ องค์ชายจึงใช้ชีวิตเยี่ยงคนสามัญ แต่กลับทรงมีชีวิตที่แสนสั้น เพราะทรงถูกปลงกระชนม์โดยพวกคอมมิวนิสต์เมื่อปี 1948 ที่เมืองตะโก้น ด้วยพระชนมายุเพียง 25 พรรษาเท่านั้น

เจ้าชายต่อพะยาจี้มีพระโอรสคือ มหาจันทรกุมารโซ่วี่น (Soe Win) ปัจจุบันมีพระชนมายุ 74 พรรษา พระองค์เป็นเจ้าชายและสมาชิกอาวุโสสูงสุดของราชวงศ์โก้นบอง 

พระองค์ทรงงานเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมียนมาในต่างประเทศ โดยในปี 1987 ถึง 1991 พระองค์ทรงร่วมงานราชการต่างประเทศพม่า (Burmese Foreign Service) โดยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการประจำวอชิงตัน ดี.ซี. คนแรก และทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต Extr & Plen ตั้งแต่ปี 1999 จนถึง 2009 ภายหลังเกษียณจึงมาเป็นโค้ชให้สมาคมฟุตบอลเมียนมา

นอกจากนี้ในปี 2017 พระองค์ทรงปรากฏเป็นตัวละครหลักใน “We Were Kings” สารคดีภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เมียนมาของผู้สร้างอเล็กซ์ เบสโคบี และแม็กซ์ โจนส์

ที่สำคัญคือพระองค์ยังเป็นส่วนหนึ่งในการตามหา “หงามุก” (Nga Mauk) ทับทิมคู่บัลลังก์เมียนมาที่หายไปในสมัยพระเจ้าสีป่อ โดยพระองค์กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ร่วมกับอเล็กซ์ เบสโคบี ผู้สร้างภาพยนตร์และนักประวัติศาสตร์

โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2017 พระองค์เสด็จเยือนลอนดอนเพื่อตามหาทับทิมดังกล่าวที่ว่ากันว่าถูกขโมยไปจากราชวงศ์พม่าเมื่อ 130 ปีก่อนโดยพันเอกสลาเดน ผู้พันอังกฤษคนหนึ่ง

เวลาผ่านไปกว่า 100 ปีแล้ว รัชทายาทและชาวเมียนมารุ่นสู่รุ่นยังคงพยายามตามหาทับทิมคู่บัลลังก์เม็ดนั้นและหวังว่าจะสามารถนำกลับคืนสู่เมียนมาได้

แต่ดูเหมือนว่าภารกิจสำคัญของมหาจันทรกุมารโซ่วี่นในตอนนี้คือการยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนชาวเมียนมาที่ลุกฮือต่อต้านการทำรัฐประหารของกองทัพ 

พระองค์ทรงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด เว็บไซต์ของฝรั่งเศสยังรายงานว่าภายหลังการเกิดรัฐประหารพระองค์ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้ประชาชนมีสติและความสามัคคี

และยังทรงโพสต์แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า “เราคือประชาชน ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน ต้องไม่มีความรุนแรง ไม่มีความอ่อนแอ มีเพียงแต่ความกล้าหาญเท่านั้น”

องค์ชายและเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ราชวงศ์โก้นบองมีเหตุผลที่จะต่อต้านเผด็จการทหาร เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเผด็จการทหารของเมียนมามองลูกหลานของเชื้อพระวงศ์เป็นปมปัญหา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกองทัพยึดอำนาจในปี 1962 กองทัพพยายามกีดกันสมาชิกราชวงศ์ไม่ให้สาธารณชนได้รับรู้หรือใกล้ชิดเพราะกังวลว่าการที่ประชาชนหวนคิดถึงราชวงศ์ อาจเป็นการคุกคามต่อการยึดอำนาจของกองทัพ

ความหวังหนึ่งของมหาจันทรกุมารโซ่วี่นก็คือการบูรณะพระราชวังหลวงที่เมืองมัณฑเเลย์ อดีตศูนย์กลางการปกครองประเทศในสมัยราชวงศ์โก้นบองซึ่งถูกอังกฤษทิ้งระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันแม้จะมีการฟื้นฟูแล้วแต่เป็นเพียงพระราชมณเฑียรบางส่วน และพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในความครอบครองของกองทัพ

เพราะความที่มันเป็นของกองทัพ นักท่องเที่ยวบางคนที่มีความตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชนรีวิวการท่องเที่ยวพระราชวังหลวงเอาไว้ว่า “ฉันได้ยินมาว่าพระราชวังควรจะน่าเบื่อเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น พื้นที่ทั้งหมดดำเนินการโดยกองทัพของเมียนมา คุณไม่อยากสนับสนุนระบอบการปกครองนั้นหรอก ยิ่งคุณอยู่ที่นั่นคุณยิ่งไม่อยากทำแบบนั้น จงให้เงินกับประชาชนไม่ใช่ให้พวกเขา!”

นี่คือความเห็นของนักท่องเที่ยวคนหนึ่งในเว็บไซต์ TripAdvisor ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 1 ปี

องค์ชายเคยตรัสถึงพระราชวังหลวงไว้ก่อนที่เมียนมาจะเป็นประชาธิปไตยว่า “เรื่องใหญ่ก็คือเราไม่สามารถเดินไปไหนต่อไหนได้อย่างอิสระ” คำพูดของพระองค์อาจจะหมายถึงแค่พระราชวังที่มัณฑเลย์ แต่เมียนมาภายใต้การปกครองของทหารก็เป็นแบบนั้นทั้งประเทศ 

ตอนนี้เมียนมาสูญสิ้นประชาธิปไตยอีกครั้ง สิ่งองค์ชายคาดหวังยิ่งจะหลุดลอยไป 

Photo by Hteiktinhein/Wikipedia

‘เดาลัตเดีย’ หนึ่งในซ่องที่ใหญ่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647366

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 20:07 น.'เดาลัตเดีย' หนึ่งในซ่องที่ใหญ่ที่สุดในโลกมันคือ “ซิน ซิตี้” ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเมื่อเจอเขากับโควิดชีวิตของคนในนี้ยิ่งยากลำบากมากขึ้น

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ บังกลาเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนโคโรนาไวรัสของ AstraZeneca ให้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเกือบสามล้านคน แต่บังกลาเทศได้ยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุสำหรับผู้ที่อยู่ในเมืองเดาลัตเดีย (Daulatdia) ทางตะวันตกของประเทศ

ทำไมถึงต้องปฏิบัติกับคนเมืองนี้เป็นพิเศษ? นั่นก็เพราะเดาลัตเดียเป็นซ่องที่ใหญ่ที่สุดของประเทศซึ่งเป็นเพิงพักอาศัยของโสเภณีราว 1,900 คน อาซีฟ มาฮ์มูด หัวหน้าสาธารณสุขเมืองเดาลัตเดียบอกกับ AFP

ว่า “จำเป็นมากที่จะต้องฉีดวัคซีนให้กับผู้ขายบริการทางเพศ … ผู้คนหลายพันคนไปเที่ยวซ่องทุกวันและผู้ให้บริการทางเพศที่ซ่องใหญ่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสมากที่สุด”

Photo by Munir UZ ZAMAN / AFP

แต่เดาลัตเดียไม่ใช่แค่ซ่องที่ใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ มันยังเป็นหนึ่งซ่องที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ตัวเลขของผู้ให้บริการทางเพศอาจจะมากกว่า 1,900 คน (บางแห่งระบุว่ามีราว 2,000 คน) ส่วนผู้ชายที่มาเที่ยวซ่องแห่งนี้มีมากถึง 3,000 คนต่อมา พวกเขาไม่ได้มาแค่ซื้อบริการทางเพศ แต่ยังมาใช้สารเสพติด และมาเล่นการพนัน

เดาลัตเดียจึงไม่ใช่แค่ซ่องและเพราะมันใหญ่พอๆ กับเมืองหนึ่งมันจึงเป็น Sin city ของบังกลาเทศ และเพราะเรื่องติดขัดทำให้ไม่สามารถจัดงานศพตามหลักศาสนาให้กับหญิงค้าบริการที่นี่ได้ เพราะผู้นำศาสนาไม่อนุญาติเนื่องจากเห็นว่าการค้าประเวณีเป็นเรื่องผิดศีลธรรม เมื่อพวกเธอตายจึงต้องฝังทั้งๆ ที่ไม่มีพิธีและยังเป็นหลุมศพที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม

AFP รายงานว่าจนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วมีผู้หญิงค้าบริการคนแรกที่นี่ที่ได้รับการจัดพิธีศพตามหลักศาสนา หลังจากแนวร่วมผู้ค้าประเวณีวิงวอนให้ตำรวจไปเจรจากับผู้นำศาสนาเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเธอได้รับโอกาสทางศาสนา เมื่อตำรวจไปถามอิหม่ามว่ามีหลักศาสนาข้อไหนที่ทำพิธีละหมาดญะนาซะห์ (ละหมาดศพ) ใหกับหญิงค้าบริการหรือไม่ อิหม่ามตอบว่าไม่มี

Photo by Munir UZ ZAMAN / AFP

ความจริงก็คือคนที่อยู่ที่นี่ทุกคนไม่ใช่คนบาป หลายคนต้องมาขายบริการทางเพศเพราะสถานการณ์ชีวิตบีบบังคับ และการที่การค้าประเวณีในบังกลาเทศไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย มันจึงเป็นทางออกเพียงไม่กี่ทางสำหรับผู้หญิงบางคน

แต่ไม่ใช่ว่าเดาลัตเดียจะไม่มีเรื่องอื้อฉาว เพราะแม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้หญิงสาวที่ค้าประเวณีมีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่หลายคนที่เดาลัตเดียมีอายุแค่ 14 ปี บางคนอายุแค่ 10 ขวบด้วยซ้ำ!

เด็กหญิงและหญิงสาวหลายคนถูกขายเข้าซ่องในราคาประมาณ 250 เหรียญสหรัฐ ทุกคนต้องพลีร่างเพื่อรับเงินแล้วจ่ายเงินให้กับแม่เล้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีอายุมากหรือที่เรียกว่า “มาดาม”

Photo by Munir UZ ZAMAN / AFP

บังกลาเทศเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมเพียงไม่กี่ประเทศที่การค้าประเวณีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและมีสถานบริการอย่างน้อย 11 แห่งทั่วประเทศที่มีจำนวน 168 ล้านคน แต่เห็นได้ชัดว่าซ่องแค่ 11 แห่งไม่เพียงพอที่จะรองรับประชากรชายที่มีมากมายหลายล้าน ซ่องแต่ละแห่งจึงไม่ใช่แค่ตึกเล็กๆ แต่เป็นเมืองขนาดใหญ่เลยทีเดียว

นอกจากเดาลัตเดียแล้ว บังกลาเทศยังมีซ่องขนาดใหญ่เท่าเมือง เช่น กันดาปารา ซ่องที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองและเป็นซ่องที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศมีอายุถึง 200 ปี แต่ทางการสั่งปิดและรื้อถอนก่อนที่มันจะกลายเป็นซ่องที่ใหญ่ที่สุด แต่เรื่องนี้ถูกกลุ่มเอ็นจีโอสิทธิมนุษยชนคัดค้าน และกลุ่มนี้ช่วยสร้างซ่องขึ้นมาใหม่ๆ

Photo by Munir UZ ZAMAN / AFP

เดาลัตเดียก็ถูกปิดเหมือนกันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2020 เมืองซ่องได้รับคำสั่งให้ปิดตัวลงเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด -19 ในบังกลาเทศ แต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2020 ผู้ขายบริการทางเพศได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐบาลบังกลาเทศเพื่อขอเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน

การปิดซ่องส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตของผู้ให้บริการทางเพศจำนวนมากและครอบครัวของพวกเขา ทำให้บางคนต้องพึ่งพาการแจกอาหารเพื่อยังชีพ หลายคนออกจากซ่องไปทำงานตามท้องถนน แต่การฉีดวัคซีนให้กับคนในซ่องน่าจะช่วยทำให้ชีวิตของคนเหล่านี้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

ถูกไล่ออกจากมหาลัยในวันนั้น กลายเป็นมหาเศรษฐีในวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647324

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 18:09 น.ถูกไล่ออกจากมหาลัยในวันนั้น กลายเป็นมหาเศรษฐีในวันนี้หวงอี้เมิ่ง (Huang Yimeng) มหาเศรษฐีจีนคนใหม่ที่ได้รับโชคจากความไม่ลงรอยของ Huawei และ Tencent

หวงอี้เมิ่ง (Huang Yimeng) วัย 38 ปี กลายเป็นมหาเศรษฐีจีนคนใหม่หลังจากที่บริษัท XD Inc. ของเขาซึ่งเป็นบริษัทเกมที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเติบโตขึ้นเป็นประวัติการณ์เนื่องจาก Huawei นำเกมของ Tencent Holdings Ltd. ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ออกจาก AppGallery ชั่วคราวด้วยข้อโต้แย้งเรื่องส่วนแบ่งรายได้

ส่งผลให้ผู้ลงทุนหันไปหา TapTap ชุมชนเกมของบริษัท XD Inc. ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 20 ล้านคนต่อเดือน และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 24% และเพิ่มขึ้นประมาณ 470% นับตั้งแต่จดทะเบียนในฮ่องกงเมื่อปลายปี 2019 ผลักดันให้มูลค่าหลักทรัพย์ทะลุ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นของหวงอี้เมิ่งราว 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยหุ้นในมือ 35%

ขณะที่ TapTap ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเกมของจีนที่เพียงไม่กี่รายที่ไม่ได้พึ่งพา Tencent เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความสามารถในการดึงดูดผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่รวมถึง ByteDance มาร่วมลงทุนด้วย

เส้นทางการเป็นซีอีโอของหวงเริ่มต้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยความพยายามในการเป็นผู้ประกอบการครั้งแรกของเขาทำให้เขาต้องถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย

หวงเป็นอดีตนักกีฬาบาสเก็ตบอล ที่เริ่มธุรกิจแรกด้วยเครือข่ายการดาวน์โหลดแบบเพียร์ทูเพียร์ที่เรียกว่า “VeryCD” ซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

ในปี 2003 มีกรณีคลิปโป๊ที่กระจายในเครือข่ายซึ่งแพร่หลายใน VeryCD ที่เขาสร้างขึ้นมา แต่เขาปฏิเสธที่จะลบคลิปดังกล่าว โดยกล่าวว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ของเขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบเนื้อหา ทำให้เขาต้องถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย

หวงอี้เมิ่งยืนยันว่าเขาไม่เสียใจในการตัดสินใจครั้งนั้นเพราะเขาโชคดีที่ได้ออกจากมหาวิทยาลัยจึงมีโอกาสเข้าสู่การทำงานด้านเว็บไซต์เร็วขึ้น

เขามีประสบการณ์กว่า 14 ปีในอุตสาหกรรมเกม โทรคมนาคม เทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต โดยมีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการมากมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีรวมถึงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shanghai Weixi Network Technology Co. , Ltd. ตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2007 และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shanghai Shaosi Network Technology Co., Ltd. ตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2011

ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของ XD ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2011 ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทย่อยหลายแห่ง ได้แก่ PRC Consolidated Affiliated Entities และ Relevant Entities

TapTap ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 และเปิดให้ใช้งานได้ฟรีตั้งแต่เริ่มแรก โดยบริษัทของหวงยังคงสร้างรายได้ส่วนใหญ่จากการขายไอเท็มเสมือนจริงในเกม

ยอดขายโฆษณาผ่าน TapTap คิดเป็นน้อยกว่าหนึ่งในห้าของรายได้ทั้งหมด 205 ล้านเหรียญสหรัฐของ XD Inc. ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2020 ซึ่งหวงอี้เมิ่งคาดว่า TapTap จะมีส่วนช่วยในสัดส่วนที่มากขึ้นเนื่องจากแพลตฟอร์มยังคงเพิ่มช่องโฆษณาอย่างต่อเนื่อง

ในเดือนเมษายน 2020 หวงอี้เมิ่งออกจดหมายถึงผู้ถือหุ้นโดยมุ่งเน้นไปที่มูลค่าระยะยาวของบริษัท หวงอี้เมิ่งเชื่อว่า XD จะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบใหม่ และนำเสนอเนื้อหาระดับพรีเมี่ยมและพิเศษที่สุดสำหรับ TapTap เพื่อส่งมอบเนื้อหาที่มีคุณภาพมากขึ้นและเพิ่มอัตราการเติบโตของ TapTap อย่างต่อเนื่อง

“กลยุทธ์หลักของเราจะเน้นไปที่การปรับปรุงความสามารถในการวิจัยและพัฒนามากกว่าการเพิ่มรายได้ และเน้นการเติบโตของผู้ใช้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลกำไร บริษัทเราให้ความสำคัญกับ “มูลค่า” ในระยะยาวของ XD แทนที่จะเป็นเพียง “ราคา” ของหุ้นระยะสั้น ความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของเราคือการเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุนของเราอย่างโปร่งใสที่สุด” หวงอี้เมิ่งกล่าวในส่วนหนึ่งของจดหมาย

Photo – Huang Yimeng/Weipo and XD Inc./Facebook

https://www.bloomberg.com/multimedia/api/embed/iframe?id=6dcf9b24-7c72-4ca5-975a-bb2df2f2f904

แอปยอดนิยมของจีนเป็นบริษัทใหญ่รายแรกที่ซื้อ Ether #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647329

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 15:49 น.แอปยอดนิยมของจีนเป็นบริษัทใหญ่รายแรกที่ซื้อ Etherคริปโตเคอร์เรนซี่กำลังฮ็อตขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่เฉพาะแค่บิตคอยน์เท่านั้น แต่คริปโตฯ สกุลอื่นๆ ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนสถาบัน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าบริษัท Meitu Inc. (เหม่ยถู) ของจีนเดินตามรอยบริษัท Tesla Inc. ด้วยการกลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมูลค่าของเงินดิจิทัลกำลังพุ่งทะยานไม่หยุด

Meitu ซึ่งสร้างแอปที่ช่วยปรับแต่งรูปภาพโปรไฟล์ผู้ใช้เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทซื้อเงินดิจิทัล Ether 15,000 หน่วยในราคา 22.1 ล้านเหรียญสหรัฐและซื้อเงินดิจิทัล Bitcoins จำนวน 379.1 หน่วยในราคา 17.9 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 5 มีนาคม

การเข้าซื้อคริปโตเคอร์เรนซี่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนโดยรวมของบริษัทที่จะใช้เงินสดสะสมมากถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเป็นทุนในการซื้อคริปโตฯ เพราะเชื่อว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้นและคริปโตฯ สามารถกระจายพอร์ตการลงทุนได้

จนถึงวันนี้ ยังไม่มีบริษัทขนาดใหญ่รายใดประกาศความตั้งใจที่จะลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในอีเธอร์ หรืออีเธอเรียม (Ether/Ethereum) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกรองจากบิตคอยน์ (Bitcoin) แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไฮเหวินเซิ่ง (Cai Wensheng) ประธานของ Meitu และเป็นผู้ที่ชื่นชอบคริปโตฯ ได้เริ่มแสดงความสนใจในเทคโนโลยีบล็อกเชน

ปรากฎว่าราคาหุ้นของ Meitu เพิ่มขึ้นมากถึง 14% ในวันจันทร์ซึ่งเป็นผลกำไรระหว่างวันที่มากที่สุดในรอบสองสัปดาห์ ส่วนมูลค่าของอีเธอร์เพิ่มขึ้นมากถึง 5.3% ในวันจันทร์และแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์เช่นกัน

Photo AFP PHOTO / John MACDOUGALL

หวั่นเจอจีนเชือด? ฟินเทคของ JD.com อาจเลิกขาย IPO #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647320

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 13:15 น.หวั่นเจอจีนเชือด? ฟินเทคของ JD.com อาจเลิกขาย IPO  บริษัทฟินเทคในเครือของบริษัท JD มีแนวโน้มที่จะถอนการเสนอขายหุ้นครั้งแรกจากการายงานของสำนักข่าว SCMP ทำให้ความกังวลเรื่องบรรยาการควบคุมธุรกิจการเงินในจีนยิ่งชัดเจนมากขึ้น

รายงานจาก South China Morning Post ระบุว่า JD Technology ซึ่งเป็นสาขาฟินเทคของบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน JD.com Inc. มีแนวโน้มที่จะถอนคำร้องสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก หรือ IPO ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ เป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงความกลัวการควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลจีนต่ออุตสาหกรรมการเงินออนไลน์ที่กำลังเติบโต และความกลัวนี้ทำให้ตลาดหุ้นของจีนมีปฏิกริยาด้านลบไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก่อนที่สัญญาณจะเป็นรูปธรรมในสัปดาห์นี้

SCMP กล่าวโดยอ้างถึงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตน 2 รายวว่า JD Technology (ชื่อเดิมเรียกว่า JD Digits) กำลังพิจารณาที่จะถอนตัวจาก IPO เนื่องจาก “สถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป” หลังจากที่จีนสกัดกั้นการเสนอขายหุ้นของบริษัท Ant Group Co.ของแจ็ค หม่า ในเดือนพฤศจิกายน ทำให้การขายหุ้นครั้งแรกของฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดต้องสะดุดลง พร้อมกับที่แจ็ค หม่าเก็บตัวเงียบและตามด้วยการที่รัฐบาลจีนประกาศมาตรการควบคุมการผูกขาดของบริษัทต่างๆ

รายงานของ SCMP ระบุว่า JD Technology ต้องการระดมทุนประมาณ 20,000 ล้านหยวน (3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) และอาจส่งคำร้องขายหุ้นครั้งใหม่อีกครั้งในอนาคต หุ้น JD.com ลดลง 5% ในฮ่องกงเมื่อวันจันทร์

อุตสาหกรรมฟินเทคของจีนเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เข้มงวดมากขึ้นจากรัฐบาลนับตั้งแต่มีการเปิดตัวกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อของผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายนซึ่งนำไปสู่การระงับการเสนอขายหุ้นของบริษัท Ant Group Co.ของแจ็ค หม่า อย่างกะทันหันที่วางแผนไว้ว่าจะระดมทุน 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐในตลาดหุ้นฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้

การตั้งกฎระเบียบใหม่บังคับให้บริษัทฟินเทคต้องทบทวนการเสนอขายหุ้น IPO ของตนใหม่และระดมเงินเพื่อปฏิบัติตามกฎที่กำหนดให้บริษัทให้กู้ยืมออนไลน์จัดหาเงินทุน 30% สำหรับเงินกู้ ก่อนหน้านี้ บริษัท อย่าง Ant Group Co. ของแจ็ค หม่า และ Lufax Holding Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านฟินเทคของ Ping An Insurance Group Co. มีสัดส่วนความเสี่ยงด้านเครดิตเพียง 2%

ต่อมา Lufax Holding Ltd. ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนตุลาคมก่อนที่รัฐบาลจีนจะเปิดตัวการปราบปราม ได้เตือนนักลงทุนก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ว่ามีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนความเสี่ยงด้านเครดิตเป็น 20% จาก 2 % เนื่องจากแนวโน้มที่รัฐบาลจีนจะควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น

Photo by WANG Zhao / AFP

ประชาชนเมียนมานัดหยุดงาน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647316

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 12:19 น.ประชาชนเมียนมานัดหยุดงาน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทหารแกนนำชี้ ถ้าทำงานและค้าขายต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ จนมีกำลังที่จะปราบปรามพลังของชาวเมียนมา

ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารรวมตัวกันทั่วเมียนมาในวันจันทร์ตอบรับการเรียกร้องของสหภาพแรงงานที่ขอให้ประชาชนให้หยุดงานทั่วประเทศหลังกองทัพทำการบุกค้นและจับกุมในช่วงกลางคืนวันอาทิตย์ พร้อมกับบุกเข้าไปควบคุมสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล

การประท้วงที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงลงแต่ตำรวจและทหารตอบโต้ด้วยการปราบปรามผู้ชุมนุมที่โหดเหี้ยมมากขึ้นโดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 คนและถูกจับกุมเกือบ 1,800 คน

แม้จะมีความเสี่ยงแต่ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันในบางส่วนของเมืองย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองและเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ ตามคำเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

“การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจตามปกติ … จะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพในขณะที่พวกเขาปราบปรามพลังของชาวเมียนมา” สหภาพแรงงาน 18 แห่งระบุในแถลงการณ์ “ถึงเวลาดำเนินการเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของเราแล้ว”

อย่างไรก็ตาม กองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของเมียนมาทำการปราบปรามหนักขึ้น สื่อของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า กองกำลังความมั่นคงของเมียนมากำลัง “รักษา” โรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยในที่ต่างๆ ของประเทศ

รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสื่อท้องถิ่นระบุว่าทหารยึดครองสถาบันต่างๆ ในเมียนมา

The Irrawaddy รายงานว่า กองกำลังความมั่นคงของเมียนมาได้ควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านอย่างน้อย 10 คนใน 8 เขตของย่างกุ้งเมื่อคืนวันเสาร์รวมถึงสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ผู้นำการประท้วง และพลเรือนคนอื่นๆ

ปรากฏว่า อู ขิ่น มอง ลัต ชาวมุสลิมอายุ 58 ปีประธานเขตพรรค NLD ในเขตปาเบดันเมืองย่างกุ้งถูกทรมานจนเสียชีวิตหลังจากตำรวจและทหารพาเขาออกจากบ้าน โดยครอบครัวของเขาไปรับศพของเขาจากโรงพยาบาลทหารมิงกลาดอนเมื่อวันอาทิตย์

Photo by STR / AFP