การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) เชิงรุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647286

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 08:12 น.การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) เชิงรุกโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหาด้านอารมณ์คืออะไร

โลกเปลี่ยนแปลง ไม่เคยหยุดนิ่ง ปัญหาเข้ามาไม่เคยหยุดหย่อน ไม่เคยซ้ำเดิม หลายประเด็นอยู่นอกเหนือการควบคุมและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สร้างแรงกดดัน บางองค์กรรับมือไหว แต่บางแห่งไม่ ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บางคนรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ ขาดความมั่นคง รู้สึกว่าตนเองนั้นด้อยประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ สู้คนอื่นไม่ได้ มีแต่ความบกพร่อง รู้สึกว่าตนเองนั้นผิดอยู่ตลอดเวลาและนำไปสู่ความเครียด หงุดหงิด วิตกกังวล อารมณ์เสียง่าย เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด และแสดงออกทางอารมณ์อย่างก้าวร้าว รุนแรงเกินเหตุ ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตนเองไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ และเราพบว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ล้วนสะท้อนมาจากภาวะความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) ต่ำ

และด้วยฐานะทางสังคม บุคคลที่มี EQ ต่ำ มักเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ชอบการสรรเสริญ เยินยอ บางคนมีความสมบูรณ์แบบสูง ทุกอยางต้องเป๊ะ เมื่อไม่ได้ตามคาด ก็หงุดหงิด ควบคุมตนเองยาก บางคนมักชอบคุยข่ม Look down คนอื่น แสดงตนเหนือกว่า เห็นแต่ความบกพร่องของคนอื่น เป็นพวกที่รอบรู้ไปทุกเรื่อง อยากแสดงความฉลาดให้คนอื่นเห็น เป็นพวกโง่ไม่เป็น แพ้ไม่ได้ บางคนหลงกับตำแหน่ง แสดงอำนาจ ชอบใช้อารมณ์ เพื่อกลบเกลื่อนความบกพร่องตนเอง ว่าไปแล้ว คนที่มี EQ ต่ำ มักเป็นคนอ่อนไหว ความอดทนต่ำ หุนหันพลันแล่น ควบคุมตนเองไม่ได้ บุคคลประเภทนี้ แม้มี IQ สูง แต่สุดท้ายก็ต้องตกม้าตาย ไปไม่ถึงฝั่ง ก้าวไม่ถึงฝัน อย่างน่าเสียดาย เพราะลำพังการพัฒนาความสามารถด้านการบริหารจัดการ (IQ) นั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องปรับสมดุลด้วยทักษะอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ ความมั่นคงทางอารมณ์ หรือ EQ

ความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) คืออะไร

เราพบว่าภาวะดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของความมั่นคงภายใน มีความเชื่อมั่น มีภูมิต้านทาน เข้มแข็ง บุคคลเหล่านี้จึงสามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองได้ แม้ในยามที่ยากลำบาก และระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการนำตนเอง เพื่อกลับมาเล่นเชิงรุกได้ บุคคลจึงสามารถยืนหยัดรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไม่หวั่นไหว

แล้วเราจะสร้าง EQ ได้อย่างไร

เราตระหนักแล้วว่า ความมั่นคงทางอารมณ์เป็นทักษะที่สำคัญในสังคมยุคปัจจุบัน ประเด็นสำคัญคือ เราจะพัฒนาความเข้มแข็งภายในนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เราพบว่า รากของศักยภาพด้านอารมณ์นี้คือ การเห็นตนเองเชิงบวก มันคือกรอบความคิดที่เห็นตนเองมีคุณค่า และที่ว่าเห็นตนเองมีค่านั้นก็คือ การยอมรับอดีตตนเอง และให้อภัยในสิ่งที่ผ่านมาอย่างเข้าใจ มองอดีตที่ผ่านมาอย่างเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเติบโต มุมมองเชิงบวกที่มีต่อตนเองเช่นนี้นำไปสู่ความเข้มแข็งภายใน เกิดความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นบุคคลจึงสามารถปรับฟื้นคืนสภาพให้กลับมานำตนเองได้ เล่นเชิงรุกได้ องค์กรที่มีบุคลากรที่มีความเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้

และนอกจากจะเห็นคุณค่าตนเองแล้ว ที่สำคัญต้องเห็นคุณค่าคนอื่นด้วย การเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้ ในอีกมุมมองหนึ่งก็คือ การเห็นคุณค่าในความแตกต่าง และมันจะเป็นจริงได้ บุคคลต้องปรับมุมมองเสียใหม่ มีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้อื่น เปิดใจกว้างรับฟังอย่างเข้าใจ ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่เห็นความจริงว่า องค์กรคือระบบที่บุคลากรเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เพื่อระเบิดศักยภาพที่เหนือกว่าเมื่ออยู่เดี่ยวๆ อีกทั้งต้องสร้างทีมงานอย่างมีส่วนร่วมและสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

คนที่มี EQ ดี จึงมีความหนักแน่น มั่นคง มีภูมิต้านทาน สามารถเผชิญกับแรงกดดัน รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรในภาวะที่ยากลำบากด้วยความอดทน ยืนหยัด นอกจากนี้ ยังมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี รู้จักสร้างและรักษาสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่นบนฐานที่เห็นคนเป็นมนุษย์ มนุษย์คือมีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย การเห็นคุณค่าตนเองและการเห็นคุณค่าในความแตกต่างนี้ จึงจะสามารถยกขีดความสามารถตนเองและศักยภาพทีมงานเพื่อสร้างทีมงานเข้มแข็ง สามารถนำตนเองเชิงรุก นำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ในภาวะที่โลกผันผวน การปรับตัวเพื่อยกระดับขีดความสามารถเพื่อความอยู่รอดคือหัวใจ การจะพลิกฟื้นคืนสภาพให้กลับมามีความเข้มแข็งได้จำเป็นต้องสร้างความมั่นคงจากภายใน ความมั่นคงดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ด้วยการเข้าใจถึงความมีคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์หรือความเป็นตัวตนของทั้งตนเองและผู้อื่น

G-SHOCK เสิร์ฟความร้อนแรงกับนาฬิการะดับพรีเมี่ยม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647245

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 11:36 น.G-SHOCK เสิร์ฟความร้อนแรงกับนาฬิการะดับพรีเมี่ยมครั้งแรก CASIO G-SHOCK จัดทัพนาฬิกาสุดพรีเมี่ยมมาโชว์ตัวอย่างยิ่งใหญ่ ชู 5 รุ่นสุดโดดเด่นทั้งเทคโนโลยีและงานดีไซน์ สนนราคาเรือนแสน!!

CASIO G-SHOCK แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ จัดทัพนาฬิกาสุดพรีเมี่ยม มาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก โดยมีนาฬิการุ่นไฮไลท์ที่มีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท อย่าง MR-G KACHI-IRO Series ซึ่งโดดเด่นด้วยวัสดุไทเทเนียม ผสานกับการผลิตจากช่างฝีมือผู้มาประสบการณ์  และการตกแต่งด้วยสีน้ำเงินกรมท่าแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้สวยงามอย่างไร้ที่ติ

สำหรับสาย Luxurious Street Fashion เตรียมพบกับนาฬิการุ่นลิมิเต็ดล่าสุด G-SHOCK MT-G x SANKUANZ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ G-SHOCK ได้ดีไซน์ร่วมกับ SANKUANZ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ หยิบเอาโมเดลระดับพรีเมี่ยมอย่าง MTG มาดีไซน์ให้เท่ ดุดัน ยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาในกลุ่ม Premium line อื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง MTG-B2000, AWM500 และ  G-SHOCK GMW-B5000 Full Metal RED ซึ่งเป็นสีพิเศษก็มาร่วมเปิดตัวในครั้งนี้เช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถร่วมสัมผัสนาฬิการุ่นพิเศษเหล่านี้ได้ในงาน “โรบินสัน เดอะ อัลติเมท วอทช์ แฟร์” (Robinson The Ultimate Watch Fair) ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม-6 เมษายน 2564 ที่บูธจีช๊อค คาสิโอ้ ชั้น 1 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ หรือ ติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : Casio Watches Thailand

ข้อมูลนาฬิกาไฮไลท์ 5 รุ่น

MR-G KACHI-IRO SERIES

G-SHOCK ได้เปิดตัวผลงานใหม่จาก MR-G KACHI-IRO SERIES ประกอบด้วย 3 โมเดล ได้แก่ MRG-B2000B-1ADR (110,000 THB) รุ่นนี้ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมล้วน มีการใช้ลวดลายอันเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่นบนหน้าปัด ในขณะที่เส้นขอบด้านนอกของหน้าปัดจะมีรูปร่างคล้ายกับพัดหรือฉากกั้นแบบญี่ปุ่นให้รูปลักษณ์ที่น่าตื่นตา ผิวสัมผัสที่เว้าและเรียบเนียนของตำแหน่งบอกเวลาคล้ายกับส่วนโค้งของดาบซามูไรแต่งแต้มด้วยสีน้ำเงินกรมท่าเข้ม (Kachi-Iro) หรือ สีแห่งชัยชนะของเหล่านักรบซามูไรที่มักถูกนำใช้แต่งแต้มบนชุดเกราะและหมวกนักรบซามูไรมาอย่างยาวนาน

ร่นุที่สองได้แก่ MRG-B2000R-1ADR (110,000 THB) นาฬิกาที่มาพร้อมกับสาย Durable Fluorine Rubber แฝงลวดลายกระดองเต่าบิฉะมง (Bishamon) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดเกราะของเทพเจ้าบิฉะมงเท็น(Bishamonten) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งตั้งแต่ยุคสมัยญี่ปุ่นโบราณ ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมที่ผ่านความร้อนจากกระบวนการรีคริสตัลไลซ์ เพื่อสร้างลวดลายคริสตัลอันโดดเด่นบนหน้าปัดซึ่งคล้ายกับลายน้ำ นิเอะบนตัวดาบญี่ปุ่น

และรุ่น MRG-B1000BA-1ADR (97,000 THB) ที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบตัวเรือนขนาดกลาง มาพร้อมโครงสร้างที่ป้องกันการกระเทือนได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดิม ทั้งสามารถกันน้ำได้ถึง 200 เมตร ครบครันในด้านฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ การปรับเวลาที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ การแก้ไขเวลาโดยอัตโนมัติเมื่อผู้สวมใส่เข้าสู่พื้นที่เขตเวลาที่แตกต่างในระบบ World Time (สำหรับรุ่น MRG-B2000) แสดงเวลาได้มากถึง 27 โซนเวลาของโลก โหมดประหยัดพลังงานที่เปิดหรือปิดได้ตามต้องการ การปรับค่าเวลาในฤดูร้อนสามารถสลับการแสดงเวลาท้องถิ่นและเวลาบ้านได้อย่างง่ายดาย ผลงานทุกเรือนที่กล่าวมานี้ถือเป็นรุ่นสูงสุดจากซีรีส์ MR-G ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างสมบุกสมบันและยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ความดุดันของกลิ่นอายนักรบซามูไรโบราณไปพร้อมกัน อีกทั้งระบบมัลติฟังก์ชันต่างๆ เปิดทางให้ผู้สวมใส่ใช้งานได้รอบด้านและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์ ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ใช้เป็นเครื่องบอกเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้

G-SHOCK MT-G x SANKUANZ (Limited Model) 42,000 THB

ครั้งแรก! ของการร่วมกันสรรค์สร้างเรือนเวลาระดับพรีเมี่ยมของ ‘SANKUANZ’ และ G-SHOCK ที่ผนวกนำ Model ‘MT-G’ มาอัพเดทสไตล์ให้เหนือระดับยิ่งขึ้นกับ Concept สุดเท่ห์ ‘Kill The Wall’ ซึ่งมีความหมายถึงการทลายกำแพงระหว่าง Street Fashion ที่เข้าถึงได้ง่าย และความหรูหราสไตล์ Luxury หลอมรวมเป็นดีไซน์ที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่โดนใจสาย Luxurious Street Fashion อย่างแน่นอน

ในแง่ของงานดีไซน์ SANKUANZ ได้นำสี Fluorescent Green ที่สื่อถึงความทันสมัยของสตรีทแฟชั่นมาสอดแทรกไว้บนกับตัวเรือนนาฬิกาสีดำที่แสดงถึงความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของ G-SHOCK ไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมกับลวดลาย Concept ‘Kill The Wall’ บนข้อต่อของสายนาฬิกาและลายสลัก SANKUANZ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่นพิเศษนี้โดยเฉพาะ 

ด้านฟังก์ชั่น นาฬิกา MTG-B2000SKZ-1ADR_LIMITED เรือนนี้มาพร้อมโครงสร้าง Dual Core Guard ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา ใส่สบายข้อมือ, โครงสร้าง Triple G Resist ทนต่อแรงตกกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือนได้ดี, ติดตั้งมอเตอร์ชนิด Dual coil ถึง 3 ชุดเพื่อให้เข็มต่างๆ ทำงานได้อย่างเที่ยงตรง และนอกจากความสามารถในการรับสัญญาณเทียบเวลาจากคลื่นวิทยุแล้ว นาฬิกายังสามารถปรับตั้งเวลาได้โดยอัตโนมัติเมื่อทำการจับคู่กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับนาฬิการุ่นนี้ และยังมีคุณสมบัติอันโดดเด่นอีกมายมายซึ่งรวมถึงระบบการปรับตั้งเวลาให้เป็นค่าของเขตเวลาปัจจุบันโดยอัตโนมัติเมื่อเดินทางข้ามเขตเวลาโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มสั่งการแต่อย่างใด

MT-G B2000 Series (36,000 – 39,000 THB)

MTG-B2000 นาฬิการุ่นใหม่เพิ่มความเหนือระดับด้วยโครงสร้าง Metal Core Guard ที่ใช้กับนาฬิกาซีรี่ส์ MT-G รุ่นที่ผ่านมาด้วยการใช้โครงสร้าง Dual Core Guard อันเป็นโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่นำวัสดุเรซินซึ่งถูกเสริมความแข็งแรงด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักที่เบาแต่แข็งแกร่ง ตัวเรือนขนาดกลางและหน้าปัดดีไซน์ทรงเหลี่ยมอันเป็นที่นิยม น้ำหนักเบาที่สวมสบายข้อมือ นอกจากนี้นาฬิกา MTG-B2000 ยังมาพร้อมโครงสร้าง Triple G Resist ทนต่อแรงตกกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือนได้ดี นำมาซึ่งความแข็งแกร่งในระดับสูงสุด

ทั้งรุ่น MTG-B2000BD และ MTG-B2000D มาพร้อมกับสายนาฬิกาชนิดประกบชิ้นโลหะเข้ากับเรซินที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยเพิ่มสัดส่วนของวัสดุเรซินให้มากขึ้น ซึ่งทำให้มีน้ำหนักเบากว่าสายที่ใช้กับรุ่นก่อนถึง 15% ส่วนรุ่น MTG-B2000B นั้น มาพร้อมกับสายเรซินที่สวมใส่ได้กระชับ และสบายข้อมือเป็นที่สุด โดยยังคงถ่ายทอดความประทับใจในดีไซน์อันโดดเด่นของนาฬิกาได้อย่างสมบูรณ์

AWM-500 The First Analog Full Metal Series (20,000 – 21,000 THB)

G-SHOCK (จี-ช็อค) พัฒนานาฬิการุ่น AW-500E ซึ่งเป็นรุ่นอนาล็อกดิจิตอลรุ่นแรกของ G-SHOCK ที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1989 มาผลิตขึ้นใหม่ เป็นรุ่น AWM-500 ที่มาพร้อมกับโครงสร้างโลหะ

ตัวเรือนทรงกลม ดูทันสมัย หน้าปัดดีไซน์แบบผสานการแสดงค่าด้วยเข็มอนาล็อกและจอแสดงผลดิจิตอลเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนสำหรับต้านทานแรงกระแทกให้มากขึ้นด้วย มาพร้อมระบบควบคุมเวลาด้วยสัญญาณวิทยุ และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โครงสร้างโลหะของนาฬิการุ่นนี้เป็นการแทรกวัสดุเรซินคุณภาพสูงไว้ระหว่างตัวเรือนโลหะและกรอบตัวเรือนเพื่อดูดซับแรงกระแทก และยังมีการตกแต่งพื้นผิวด้วยการขัดเงาทั้งแบบลายเส้นละเอียด แบบผิวขัดเงาดุจกระจกและรูปแบบอื่น ๆ อีกหลายลักษณะเพื่อเน้นความงดงามของผิวโลหะ

G-SHOCK GMW-B5000RD Full Metal Red Wine (23,000 THB)

นาฬิการุ่น GMW-B5000RD (Full Metal Red Wine)  ตัวเรือนรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ถือเป็นดีไซน์ดั้งเดิมแห่ง G-SHOCK รุ่นแรกสุด สายนาฬิกา ตัวเรือน และขอบตัวเรือนต่างทำจากสตีล ที่ดีไซน์ของรุ่นหน้าปัดสี่เหลี่ยมโลหะล้วน ตัวเรือนและสายสแตนเลสสตีลของรุ่น GMW-B5000RD (Full Metal Red Wine)  มีผิวสัมผัสที่ชุบเคลือบ (Ion Plating – IP) เป็นสีแดงซึ่งเป็นตัวแทนสีของแบรนด์ G-SHOCK ใช้ฝาหลังแบบขันสกรูพร้อมพื้นผิวเคลือบคาร์บอนคล้ายเพชร (DLC) เพื่อให้มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนที่ยอดเยี่ยม บนหน้าปัดมีโซลาร์เซลล์แบบแผ่นฟิล์มและ STN-LCD เพื่อให้อ่านข้อมูลได้ชัดเจนทุกมุม

นาฬิกายังใช้โครงสร้างแบบใหม่ที่ทนต่อแรงกระแทกโดยใช้วัสดุเรซินคุณภาพสูง ผสานเข้ากับรอยต่อระหว่างตัวเรือนสตีลและขอบตัวเรือนเพื่อซับแรงกระแทก ในแง่ของฟังก์ชั่นการใช้งาน นาฬิการักษาความเที่ยงตรงทุกที่ต่างๆ ในมุมโลกด้วย Connected Engine ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นเชื่อมต่อเวลาเซิฟเวอร์กลางผ่านทางสมาร์ทโฟนและสัญญาณวิทยุเวลา แอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected สำหรับสมาร์ทโฟนเพิ่มความสามารถให้ผู้สวมใส่ค้นหาคู่มือแนะนำการใช้งานนาฬิกาได้สะดวกและง่ายต่อการตั้งค่าเช่นการตั้งเวลาโลกมาตรฐานและฟังก์ชั่นตั้งปลุกจากแอพพลิเคชั่นนี้

อย่าพลาดมาสัมผัสบรรยากาศ และนาฬิกาสุดลิมิเต็ดต่างๆได้ที่งาน “โรบินสัน เดอะ อัลติเมท วอทช์ แฟร์” (Robinson The Ultimate Watch Fair) ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม–6 เมษายน 2564 ที่บูธจีช๊อค คาสิโอ้ ชั้น 1 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ หรือ ติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : Casio Watches Thailand

#GSHOCKTH

#GSHOCKPREVIEW

#CASIOCMG

Virtual Coffee Workshop ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646970

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 09:01 น.Virtual Coffee Workshop ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัลฉีกรูปแบบการทำเวิร์คช็อปแบบเดิมๆ เนสเพรสโซจัด “Virtual Coffee Workshop” สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และลูกค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มัล

ครั้งแรกกับการทำเวิร์คช็อปรูปแบบใหม่ Nespresso (เนสเพรสโซ) ผู้นำด้านกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลระดับพรีเมียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฉีกรูปแบบการทำเวิร์คช็อปแบบเดิมๆ จัด “Virtual Coffee Workshop” นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานกับระบบไลฟ์สตรีมมิ่งที่ทำให้เข้าถึงผู้คนได้ทั่วทุกมุมโลกตอบรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และขยายฐานลูกค้าออนไลน์ในวงกว้างมากขึ้น พร้อมได้ Nespresso Coffee Ambassador มาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการชงกาแฟเมนูต่างๆ ด้วยเครื่องชงกาแฟอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด CREATISTA PRO ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จ พร้อมเล็งสานต่อโปรเจ็กต์ในไตรมาสต่อไป

ปรีติ ฮาลัย ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจ เนสเพรสโซ ประเทศไทย เผยว่า “เนสเพรสโซ ในฐานะแบรนด์ผู้นำกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูล เรามุ่งมั่นในการนำเสนอกาแฟที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพให้แก่ลูกค้ามาโดยตลอด พร้อมตั้งใจมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคนิวนอร์มัลที่พฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น เราจึงจัดเวิร์คช็อปแบบเวอร์ชวลขึ้นมาด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และโซเชียลมีเดียมาเป็นสื่อกลาง โดยกิจกรรมนี้ได้สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับลูกค้ามากขึ้นผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ในการรังสรรค์กาแฟแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ได้รู้จักกับเนสเพรสโซมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ กลยุทธ์ของแบรนด์ในการขยายฐานลูกค้าใหม่ และยังเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ลูกค้าเดิมอีกด้วย”

ในเวิร์คช็อปครั้งนี้ บอย-สาธิต กลิ่นสาโรจน์ เนสเพรสโซ คอฟฟี่ แอมบาสเดอร์ คนแรกของประเทศไทยได้แชร์สูตรการครีเอทเมนูกาแฟ 2 เมนูที่ใครก็สามารถทำตามได้ง่ายๆ อย่าง Café Latte Chocolate Cookie และ Shanghai Citrus Chiller ด้วยเครื่อง CREATISTA PRO เครื่องชงกาแฟนวัตกรรมใหม่ด้วยการทำงานระบบสัมผัสและหน้าจอสี ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีระบบทำความร้อนที่พร้อมใช้งานภายใน 3 วินาที ทำให้สามารถรังสรรค์กาแฟในเวลาที่รวดเร็วและดื่มด่ำกับเมนูกาแฟที่หลากหลายถึง 9 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ริสเทรตโต้, เอสเพรสโซ, ลุงโก, อเมริกาโน, ฟองนมร้อน, คาปูชิโน, แฟลตไวท์, ลาเต้มัคคิเอโต้ และลาเต้ ได้เองง่ายๆ ที่บ้าน นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีระบบก้านปั่นฟองนมอัตโนมัติ (Automatic Steam Wand) โดดเด่นด้วยการตีฟองนมที่จะมอบฟองนมนุ่มฟูเนื้อเนียนละเอียด จึงนับเป็นเครื่องชงกาแฟสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำลาเต้อาร์ตโดยเฉพาะ

งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเห็นได้จากมีบรรดาอินฟลูเอนเซอร์คนดังที่เป็นทั้งคอกาแฟและแฟนของเนสเพรสโซ อาทิ จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์, ฟาง-ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์, เฟย์-พรปวีณ์ นีระสิงห์, พลอย-ชวพร เลาหพงศ์ชนะ และเจสซี่-กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์ เป็นต้น ที่เข้ามาร่วมชมและสนุกไปกับเวิร์คช็อปออนไลน์ครั้งแรกของเนสเพรสโซอีกด้วย ติดตามข่าวสารรวมทั้งกิจกรรมของเนสเพรสโซได้ที่ Facebook.com/Nespresso.thailand , Instagram: @Nespresso.th #NespressoTH, Line: @NespressoTH

Burberry นำเสนอมุมมองโลกอันแตกต่างภายใต้แคมเปญ Spring/Summer 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646848

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 10:50 น.Burberry นำเสนอมุมมองโลกอันแตกต่างภายใต้แคมเปญ Spring/Summer 2021Burberry Spring/Summer 2021 สะท้อนมุมมองของความแตกต่างอย่างสุดขั้ว (Duality)

“สำหรับโชว์ประจำฤดูกาล Spring/Summer 2021 ในครั้งนี้ ฉันต้องการนำพาทุกคนสร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าทึ่งด้วยการรวมแฟชั่น ศิลปะ ดนตรี เทคโนโลยี และการแสดงเข้าด้วยกัน ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดทวิลักษณ์ หรือการสะท้อนมุมมองของความแตกต่างอย่างสุดขั้ว (Duality) มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากที่ได้เห็นมุมมองอันหลากหลายของการหลอมรวมสิ่งที่แตกต่างบนโลกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว แคมเปญนี้นำเสนอการเปรียบเทียบความต่างของการถ่ายภาพแฟชั่นภายในสตูดิโอกับพื้นที่กลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม” กล่าวโดย Riccardo Tisci ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ Burberry

ในแคมเปญนี้ได้ช่างถ่ายภาพแฟชั่นระดับโลกอย่าง Juergen Teller มาสาดแฟลชนำเสนอความต่างผ่านรูปภาพ ให้เห็นอารมณ์อันชัดเจน โดยแคมเปญนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสองอาณาจักรที่แตกต่างอย่างการอยู่ในที่ร่มและกลางแจ้ง รวมถึงธรรมชาติและแฟชั่น เป็นแนวภาพถ่ายที่นำเสนอถึงภาพมิติของโชว์ Spring/Summer 2021 พร้อมนางแบบและนายแบบที่ยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสลับกับภาพสตูดิโอสุดคลาสสิกผ่านมุมมองของเลนส์กล้อง ซึ่งการหลอมรวมของความแตกต่างนี้นับเป็นหัวใจสำคัญของคอลเล็กชั่นนี้

การเล่าเรื่องราวในคอลเล็กชั่นนี้มีรากฐานมาจากเรื่องราวความรักระหว่างนางเงือกและปลาฉลาม โดยแคมเปญ Spring/Summer 2021 ยังคงเอกลักษณ์ดั่งเดิมของ Burberry อยู่ นั่นคือความเป็นคู่ที่ผสมผสานระหว่างความโรแมนติกและสิ่งใหม่เข้าด้วยกัน และสร้างสรรค์ผ่านแนวคิดในอดีตกับอนาคต

สำหรับคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2021 Burberry ได้สร้างสัญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของแฟชั่นเฮ้าส์สุดหรู โชว์ความเป็นธรรมชาติและดีเอ็นเออันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอังกฤษที่มาพร้อมพลังงาน ความอิสระ ความทันสมัย รวมถึงสปิริตและความดื้อรั้น ในคอลเล็กชั่นนี้ Burberry ได้ใช้ผ้าหลากหลายชนิดในการสร้างสรรค์ผลงาน อาทิ ผ้าแคนวาส ธรรมชาติ ผ้าเดนิมและผ้ายางที่ผสมผสานกับงานปักด้วยผ้าชีฟองและคริสตอลอันละเอียดอ่อน ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้รวมแฟชั่นสตรีทแวร์และความคลาสสิกเข้ากันได้อย่างลงตัว

TAG Heuer ร่วมกับ Porsche สร้างประวัติศาสตร์นาฬิกาหรูครั้งใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646797

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 16:46 น.TAG Heuer ร่วมกับ Porsche สร้างประวัติศาสตร์นาฬิกาหรูครั้งใหม่โศภนา เลวิจันทร์ บอสหญิงแปซิฟิกา นำทีม 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก TAG Heuer ร่วมกับ Porsche สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ รังสรรค์นาฬิกาหรูรุ่นพิเศษ

จดบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ เมื่อบอสหญิง โศภนา เลวิจันทร์ แห่งแปซิฟิกา ผู้ดูแลธุรกิจ แบรนด์ชั้นนำในกลุ่มแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ในเครือกว่า 17 แบรนด์ จัดงาน TAG Heuer: Discover A New Global Partnership นำทีม 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีดีเอ็นเอด้านมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันเหมือนกัน อย่าง TAG Heuer กับ Porsche ที่สร้างปรากฏการณ์เป็นพันธมิตรระยะยาวทั้งในการลงสนามแข่งขันและการรังสรรค์ผลงานนาฬิกา มาร่วมอวดโฉมนาฬิการุ่นพิเศษชิ้นแรก โดยมีเหล่านาฬิกาเลิฟเวอร์และเซเลบริตี้ดัง แคทเธอรีน มาลีนนท์, วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ, สาวิตรี โรจนพฤกษ์, สมปราชญ์ อนุราษฎร์, เอมี่ อนุราษฎร์ พร้อมด้วยพระเอกดัง เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ในฐานะแขกคนพิเศษมาร่วมอัปเดต

โศภนา เลวิจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา กล่าวว่า “งานนี้นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ซึ่งมั่นใจว่าสร้างความตื่นเต้นและปลื้มใจให้แก่แฟนๆ ของ 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่จาก 2 วงการ คือ TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิส และ Porsche แบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงระดับตำนานจากประเทศเยอรมนี ที่มาจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรและรังสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษชิ้นแรก TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph (แทค ฮอยเออร์ คาร์เรรา ปอร์เช โครโนกราฟ) ให้บรรดาคนรักนาฬิกาได้ยลโฉม และร่วมเฉลิมฉลองการทำงานร่วมกันของทั้งสองแบรนด์ พร้อมอัปเดตและทำกิจกรรมต่างๆ กับทางแบรนด์ โดยนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นพิเศษ TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph นี้ มีต้นแบบการดีไซน์จากนาฬิการุ่น TAG Heuer Carrera Sport Chronograph ขอบหน้าปัดมีสเกลทาคีมิเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ และได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ของ Porsche ผสมผสานและสะท้อนความเป็นเลิศของหัวใจสำคัญทั้งสองแบรนด์ไอคอนแห่งประสิทธิภาพ ทั้งด้านคุณภาพ และนวัตกรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งมั่นใจว่าผลงานนาฬิการุ่นพิเศษนี้ที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นจะกลายเป็นรุ่นโปรดเรือนใหม่ที่เข้าไปอยู่ในใจหลายๆ คนในเวลานี้”

ร่วมสัมผัสความพิเศษและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAG Heuer Stores ทั้ง 4 สาขาที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1, โทร 096-769-1586, ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น M, โทร 063-873-2931, ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางแค ชั้น G, โทร 082-082-8279, ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ชั้น G, โทร 063-859-4025

5 สาวแฟชั่นนิสต้ากับแฟชั่นบนรันเวย์ Disaya Vacationist คอลเลกชั่น Salvador Summer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646551

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 07:32 น.5 สาวแฟชั่นนิสต้ากับแฟชั่นบนรันเวย์ Disaya Vacationist คอลเลกชั่น Salvador Summerพลอย หอวัง แท็กทีม มิ้นต์-แมท-ฝน-พัดพัด ลั้นลาหัวหินชมแฟชั่นโชว์ริมทะเล เปิดตัวคอลเลกชั่น Disaya Vacationist “Salvador Summer” เดินรับลมทะเลชายหาดหัวหินในลุคหวาน เก๋ ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลเฟสติวัลสไตล์บราซิลเลียน

ใกล้ซัมเมอร์ทั้งที 5 ดาราสาวแฟชั่นนิสต้าอย่าง พลอย หอวัง, มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, แมท-ภีรนีย์ คงไทย, ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล และ พัดพัด-รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์ ไม่มีพลาดเรื่องอัพเดทเทรนด์แฟชั่นสำหรับทริปพักผ่อน ล่าสุดแท็กทีมมาลั้นลาที่หัวหินในงาน Disaya Vacationist x InterContinental Hua Hin Resort present “Salvador Summer” collection preview แฟชั่นโชว์เปิดตัว Disaya Vacationist คอลเลกชั่นใหม่ “Salvador Summer” โดย คุณออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล ร่วมมือกับ คุณพราว-พราวพุธ ลิปตพัลลภ ณ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท

งานนี้ 5 สาวจัดเต็มกับแฟชั่นสวยๆ กับชุดบนรันเวย์ Disaya Vacationist คอลเลกชั่น Salvador Summer เดินรับลมทะเลชายหาดหัวหินในลุคหวาน เก๋ ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลเฟสติวัลสไตล์บราซิลเลียน

พลอย หอวัง มาในชุดเข้าเซ็ตกางเกงขาสั้นสีขาวแมทช์กับเสื้อสีชมพูตัวยาว เพิ่มความสดใสด้วยลายดอกไม้สีขาวสลับกับสีส้ม ขอบของชุดประดับด้วยลูกไม้และโบว์ผูกด้านข้างช่วยเพิ่มเสน่ห์เย้ายวน นอกจากนี้ยังเสริมดีไซน์คอปกที่สะท้อนความเท่ของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี

ทางด้านนางเอกสาว มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง มาในลุคหวานซ่อนเปรี้ยวด้วยชุดเข้าเซ็ตสีชมพูพิมพ์ลายดอกไม้สีเหลืองตัดกับสีเขียวของใบไม้ในสไตล์ชุดกระโปรง Carimbó (คาริมโบ) แมทช์กับกระโปรงยาวผูกเอวเพิ่มลูกเล่นด้วยกางเกงขาสั้นไว้ด้านทำให้ได้ลุคเซ็กซี่เบาๆ

แมท-ภีรนีย์ คงไทย มาในลุคสาวหวานสุดมั่นด้วยเสื้อครอปสั้นผ้าฉลุลายดอกไม้สีเหลืองสดใส ตัดกับขอบคอเสื้อสีชมพูสะท้อนแสง เข้าเซ็ตกับกางเกงขายาวสีชมพู เพิ่มความสนุกด้วยการตกแต่งระบายที่ชายกางเกง นอกจากนี้ยังสร้างความประหลาดใจให้กับลุคเพราะสามารถเรืองแสงเมื่ออยู่ในที่มืดโดดเด่น ไม่เหมือนใคร

ด้าน ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล ในลุคชุดจั้มสูทกางเกงขาสั้นน่ารักสดใสสีเหลืองพิมพ์ลายดอกไม้สีชมพู มีดีเทลเป็นเสื้อคอปาดไหล่ประดับโบว์ช่วยดึงเสน่ห์พร้อมเพิ่มความเทรนดี้ด้วยแขนทรงตุ๊กตาที่สายหวานตัวจริงต้องมี

ปิดท้ายกับ พัดพัด-รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์ มาในลุคสาวหวานละมุนกับชุดเดรสยาวสีเหลืองสายเดี่ยว โครงชุดฉลุลายดอกไม้สีเหลือง ประดับผ้าฉลุลายดอกไม้สีชมพูสะท้อนแสงบริเวณไหล่ยาวลงมาถึงชายกระโปรง และเพิ่มกิมมิคของชุดเดรสด้วยผ้าฉลุลายสีเขียวอ่อนสะท้อนแสงประดับด้านข้างของชุด เผยผิวสวยด้วยดีเทลโบว์ผูกด้านหลังช่วยเสริมลุคให้ชวนมอง และดูเป็นสาวน่าค้นหาเมื่ออยู่ในที่มืด

เติมสีสันให้ทริปพักผ่อนไปกับคอลเลกชั่น Disaya Vacationist “Salvador Summer” (ดิษยา วาเคชันนิสต์ “ซัลวาดอร์ ซัมเมอร์”) ได้ที่ DISAYA Boutique ทุกสาขา หรือทางช่องทางออนไลน์ Line official / Instagram @disaya.vacationist และสามารถชมแฟชั่นโชว์ผ่านทางช่องทางออนไลน์ที่ Facebook : Disaya.Vacationist

เคท สเปด นิวยอร์ก ส่งคอลเลกชันใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646353

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 14:14 น.เคท สเปด นิวยอร์ก ส่งคอลเลกชันใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิปี 2021เคท สเปด นิวยอร์ก ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิปี 2021 และคอลเลกชันใหม่ของ สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด ด้วยจดหมายรักถึงนครนิวยอร์ก ท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล มีบางสิ่งที่เบ่งบานอยู่เสมอ

เคท สเปด นิวยอร์ก (Kate Spade New York) ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการเปิดตัวแคมเปญ คอลเลคชั่นสปริง 2021 ที่ถ่ายทำโดยช่างภาพสตรีทชื่อดังชาวอเมริกัน กัส โพเวลล์ (Gus Powell) เพื่อส่องประกายกลุ่มคนที่มีเสน่ห์น่าสนใจ อย่าง ลินด์ซีย์ วิกซ์สัน (Lindsey Wixson) นางแบบสาว ชาวอเมริกัน นาโอมิ วาตานาเบะ (Naomi Watanabe) นักแสดงตลกสาวชาวญี่ปุ่นและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเคท สเปด นิวยอร์ก และคู่รักชาวนิวยอร์กท้องถิ่นทั้ง 4 คนอย่าง คลอดีน โบรอส (Claudine Boros) และ ไคลด์ กริฟฟิน (Clyde Griffin) และ ชิรีน อาเหม็ด(Shireen Ahmed) และ ไมเคิล โวลีเวอร์ (Michael Wolever)

นิโคลา กลาส ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของเคท สเปด นิวยอร์ก ได้แบ่งปันเกี่ยวกับแคมเปญคอลเลคชั่นในครั้งนี้ว่า “ในฐานะแบรนด์เราได้รับแรงบันดาลใจจากผู้คนที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา และเราต้องการสนับสนุนให้ผู้หญิงปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองให้เปล่งประกายเหนือกว่าเพียงแค่สิ่งที่พวกเธอสวมใส่ แคมเปญนี้ถ่ายทอดถึงมนต์เสนห์ของมหานครนิวยอร์กผ่านมุมมองของท้องถนนในเมือง และปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันที่ชาวนิวยอร์กมีร่วมกันในขณะที่พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามทางเท้าที่แสนวุ่นวาย”

เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งออกไปทำธุระกำลังรีบข้ามถนนพร้อมกับจูงสุนัขแสนรักของเธอ ขณะที่คนสัญจรไปมากำลังเต้นอย่างมีความสุขในโลกส่วนตัวบนทางม้าลาย สามีที่สะพายกระเป๋าหนักๆของภรรยาไว้บนบ่าของเขาขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านหนุ่มสาวคู่หนึ่งตรงหัวมุมถนน สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่าย

“ที่เคท สเปด เราอุทิศปี 2021 ให้กับมหานครนิวยอร์ก สถานที่ซึ่งแบรนด์ของเราได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นที่ที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน” นิโคลา กลาสกล่าว “ในปีที่ผ่านมานิวยอร์กประสบความเสียหาอย่างมากมายและเราได้แต่หวังว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับเมืองของเรา ด้วยแคมเปญนี้เรามุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คอมมูนิตี้ของเราทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลองบ้านเกิดของพวกเขาเองเมื่อโลกรอบตัวเรากลับมาสดใสอีกครั้ง”

จุดศูนย์กลางในแคมเปญนี้คือคอลเลกชัน “สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด (Spade Flower Jacquard)” อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ในฤดูกาลนี้กลับมาอีกครั้งในโทนสีใหม่โดยใช้สีน้ำเงิน และกรมท่าที่สวยงาม หลากหลายรูปแบบและมีความโดดเด่น เมื่อผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อย่าง นิโคลา กลาส ได้เข้าร่วมทำงานกับเคท สเปด นิวยอร์ก ในปี 2018 เธอได้วาดสัญลักษณ์ “Spade” หรือ “โพธิ์ดำ” อันเป็นไอคอนหลักของแบรนด์อย่างทันทีและวิธีการตีความ“Spade” ที่แตกต่างกันต่างออกไป ซึ่งในแต่ละซีซั่นสัญลักษณ์สเปด จะถูกนำมาใช้ในการทำซ้ำหลายครั้งสำหรับหมวดหมู่ต่างๆอย่างกล้าหาญและละเอียดอ่อนนในรูปแบบที่ลึกลับหรือน่าประหลาดใจ

สำหรับคอลเลคชั่นสปริง 2021 จะเป็นวิวัฒนาการของกลุ่ม สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด ในรูปทรงและซิลลูเอทแบบใหม่ ซึ่งเคท สเปด นิวยอร์กได้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความพิเศษเป็นคอลเลกชั่นกระเป๋าที่สามารถใช้งานได้ในทุกๆวันตั้งแต่ กระเป๋าโท้ท(Tote Bag)ใบใหญ่ที่สามารถเก็บได้ทุกอย่าง ไปจนถึงกระเป๋าสะพายข้าง (Crossbody Bags) ที่กระทัดรัดและสะดวกสำหรับสิ่งของจำเป็น โดยยังคงร่วมมือกับโรงงานสีชั้นนำในประเทศอิตาลีและผู้คิดค้นผ้าแจ็คการ์ดมานานกว่า 100ปี อย่าง Limonta (est. 1893)

นิโคลา กลาส พูดเสริมว่า “คอลเลกชั่น สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของการเบ่งบานอย่างสวยงาม ฉันชอบที่สเปดถูกนำมาใช้ใหม่เพื่อสร้างลายพิมพ์ดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา กระเป๋าใบนี้ที่ออกแบบอย่างเชี่ยวชาญและคลาสสิกจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป”

ปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646346

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 14:02 น.ปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่The Swan Takes Flight สวารอฟสกี้ สร้างปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่

WONDERLAB เมื่อเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ได้มาบรรจบกัน

สวารอฟสกี้ ฉลองครบรอบ 125 ปี พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ จากแบรนด์ที่จุดประกายแห่งความสุขให้แก่ผู้คนทั่วทุกมุมโลก ด้วยความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบคริสตัลด้วยความประณีต ล้วนแล้วแต่เป็นหัวใจสำคัญที่แสดงถึงตัวตนของสวารอฟสกี้มาอย่างยาวนาน วันนี้สวารอฟสกี้ได้เริ่มต้นยุคใหม่ด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ที่แสดงถึงการเติบโตภายใต้แนวคิดชวนหลงใหล เพื่อพาทุกคนไปพบกับโลกแห่งประกายระยิบระยับใบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

โรเบิร์ต บุคเบาเออร์ ซีอีโอของแบรนด์กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 125 ปี สวารอฟสกี้ได้รังสรรค์และพัฒนาชิ้นงานคริสตัลอันงดงามที่แสนประณีตขึ้นมามากมาย ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ได้อย่างสวยงาม ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เขียนหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับเรื่องราวความสำเร็จอันน่าจดจำครั้งนี้ ด้วยการยกระดับแบรนด์สวารอฟสกี้ให้กลายเป็นแบรนด์หรูหราที่สามารถเข้าถึงได้ และกลายเป็นไลฟ์สไตล์คริสตัลอย่างแท้จริง”

THE SWAN TAKES FLIGHT

หงส์ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็นสวารอฟสกี้อันเป็นตำนาน ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำของแบรนด์มาอย่างยาวนาน โดยได้รับการออกแบบใหม่ผ่านมุมมองการรังสรรค์คริสตัลของจิโอวานน่า ภายใต้คอนเซ็ปต์ Wonderlab สถานที่ที่เวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ได้มาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นความรู้สึกพิเศษและงดงาม เป็นเวทมนตร์มหัศจรรย์ที่ทุกคนควรได้ลองสัมผัส เราจึงอยากเชิญชวนทุกคนเข้าสู่โลกใบใหม่ของสวารอฟสกี้

ถึงเวลาแล้วที่หงส์ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของสวารอฟสกี้ พร้อมสยายปีกบินเพื่อต้อนรับการเปลี่ยนแปลงของสวารอฟสกี้ ผ่านมุมมองและจินตนาการของจิโอวานน่า ด้วยรูปลักษณ์โฉมใหม่ คอที่ยาวระหงและท่วงท่าที่สง่างาม เพื่อเป็นตัวแทนของความงดงามและความรักอันเป็นนิรันดร์ เฉกเช่นเดียวกับความมุ่งมั่นเพื่อผลิตงานคริสตัลชิ้นเลิศ ที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์และสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน โดยการปรับโฉมครั้งสำคัญนี้ สวารอฟสกี้ยังคงยึดมั่นกับตัวตนที่แท้จริงที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างโดดเด่น พร้อมตอกย้ำถึงมรดกแห่งความเจิดจรัสอันเป็นตำนานที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ขั้นตอนสุดท้ายของการแปลงโฉมสัญลักษณ์ของสวารอฟสกี้นี้ มาในรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบตัวหงส์คล้ายกับลูกกวาด โดยรูปทรงแปดเหลี่ยมเป็นตัวแทนของการเกิดใหม่รับกับเหลี่ยมคริสตัลที่เจียระไนได้เป็นอย่างดี เปรียบกับงานฝีมือการประดิษฐ์คริสตัลของสวารอฟสกี้ที่ยากจะมีใครเทียบได้

INSTANT WONDER – A FEAST FOR THE SENSES

Wonderlab ถูกเนรมิตขึ้นมาทั้งหมด 28 แห่งทั่วทุกมุมโลก เพื่อเป็นแกลเลอเรียที่รวบรวมความเป็นอัตลักษณ์ของสวารอฟสกี้ โดยได้เริ่มขึ้นในเมืองมิลานเป็นที่แรก เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 และจะเปิดตัวในอีก 27 แห่งตามมาในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก รวมไปถึงในปารีสและนิวยอร์กอีกด้วย

ด้วยการออกแบบที่สะท้อนถึงแคมเปญที่กำลังจะเปิดตัวพร้อมความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ แขกผู้มาเยือนทุกคนจะได้รับการต้อนรับสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสันอันมีชีวิตชีวา การผสมผสานของวัสดุ ประติมากรรม และแนวคิดการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อค้นหาเสน่ห์ในตัวเอง และจุดประกายความมั่นใจให้กับทุกคน ร้าน Instant Wonder จากสวารอฟสกี้ พร้อมมอบประสบการณ์ความมหัศจรรย์ดั่งความฝันให้เกิดขึ้นจริง ด้วยชิ้นส่วนของคริสตัลที่ประดับประดาราวกับลูกกวาด ซึ่งถูกเติมเต็มด้วยเครื่องประดับชิ้นต่าง ๆ อาทิ สร้อย นาฬิกา เครื่องประดับตกแต่งบ้าน รวมถึงภายในแกลเลอเรียที่ถูกแต่งแต้มด้วยฉากหลังของภาพเงาโลโก้แปดเหลี่ยมโฉมใหม่ของสวารอฟสกี้ที่ทำจากแพ็กเกจจิ้งใหม่

นอกเหนือจากการเปิดแกลเลอเรียในบางเมืองแล้ว การเปิดตัวร้าน Instant Wonder ของสวารอฟสกี้ ยังสามารถรับชมได้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีการจัดทัวร์เสมือนจริง เพื่อเปิดให้ชมตัวอย่างชิ้นงานในคอลเลกชันใหม่ เผยให้เห็นถึงแรงบันดาลใจและแนวคิดเบื้องหลังคอลเลกชัน เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับคอลเลกชันนี้มากยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบร่วมกับ Villa Eugenie ในกรุงปารีส ทำให้ร้านค้าของสวารอฟสกี้สามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์อย่างเหนือระดับให้กับทุกคนได้ทั่วทุกมุมโลก 

จิโอวานน่า แบทแทกเลีย อิงเกอเบิร์ท (Giovanna Battaglia Engelbert) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ของสวารอฟสกี้

กิจกรรมทั้งหมดจะถูกจัดขึ้นภายใต้ความเจิดจรัสรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโทนสี รูปลักษณ์ รวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกทั้งหมด เพื่อถ่ายทอดโลกใบใหม่ของสวารอฟสกี้ให้เป็นที่ประจักษ์และน่าจดจำ ภายใต้การดูแลของ จิโอวานน่า สวารอฟสกี้จะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจและน่าหลงใหลในโลกแห่งเครื่องประดับ ที่จะสร้างความประทับใจพร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนทั่วโลก

เปิดเคล็ดลับสวยสมมง เสริมความมั่นใจในแบบฉบับของ ‘น้ำตาล ชลิตา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646344

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 13:55 น.เปิดเคล็ดลับสวยสมมง เสริมความมั่นใจในแบบฉบับของ 'น้ำตาล ชลิตา'บทเรียนนางงามจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง กับทัศนคติ “ผู้หญิงอย่าหยุดสวย…ต้องสวยและมั่นใจขึ้นกว่าเมื่อวาน” พร้อมเคล็ดลับสวยสมมงฉบับ น้ำตาล–ชลิตา ส่วนเสน่ห์

กระแสนางงามฟีเวอร์กำลังจะกลับมาอีกครั้ง กับการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่หลายคนรอคอย ซึ่งตอนนี้นางงามจากทั่วทุกประเทศก็เริ่มมีการพรีเซ้นต์ตัวเองที่หลากหลายเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในใจกรรมการและแฟนๆ กันบ้างแล้ว แต่ขณะที่เราทุกคนกำลังรอคอยการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมาถอดบทเรียนนางงามและคำแนะนำจากรุ่นพี่นางงาม อย่าง น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ หนึ่งในขวัญใจและตำนานของแฟนนางงามหลายคน

นับตั้งแต่วันที่เธอก้าวตามฝันขึ้นเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จนกลายเป็นนางงามตัวแทนจากประเทศไทย สู่ท็อป 6 มิสยูนิเวิร์สปี 2016 เรียกได้ว่าทุกก้าวของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เธอก็สามารถก้าวผ่านและสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆได้ในทุกช่วงการแข่งขัน และถึงแม้เวลาจะผ่านมา 5 ปี แต่ทุกซีนการปรากฎตัวของเธอก็ยังคงตราตรึงใจและถูกหยิบมาพูดถึงในทุกๆปีเพื่อเป็นบทเรียนและตัวอย่างให้กับนางงามรุ่นต่อมา สิ่งที่เราทุกคนเห็นได้จากตัวเธอ คือความพยายามและไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านบุคลิกภาพ การพูด ทัศนคติ รวมไปถึงกราฟความสวยและออร่าที่พุ่งขึ้นในทุกวัน จากเด็กสาว สู่เวทีจักรวาล และชีวิตของเธอกำลังก้าวเข้าสู่ความสำเร็จอีกขั้นในฐานะนักแสดง

น้ำตาล เผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จพร้อมเคล็ดลับสวยสมมงสำหรับสาวๆว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตาลก้าวผ่านอุปสรรค ทุกคำพูดที่ส่งผลทางจิตใจ ด้วยการนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองในทุกวันและรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ เรื่องการพูด หรือการเดิน เราก็พยายามปรับและฝึกฝนให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการดูแลตัวเอง เพื่อทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้น พร้อมเผชิญกับทุกอย่างที่จะเข้ามาและกล้าที่จะทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเคล็ดลับที่ตาลนำมาปรับใช้กับตัวเองในทุกงานไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ประกวด หรือในการทำงานปัจจุบัน คือ

1.มีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความต้องการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นจริงๆ เพราะถ้าไม่มีเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆ มันจะทำให้เราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่มีความตื่นเต้นหรือกระตือรือร้น ที่สำคัญคือเราต้องปลุกความต้องการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น เพื่อผลักดันให้ตัวเราพร้อมสู้และพยายามที่จะไปถึงเป้าหมายหรือเส้นชัยที่แต่ละคนคาดหวังไว้ สำหรับนางงามแล้ว ก็คือความความกระหายมง ที่จะทำให้ตัวเราดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

2.รักและชอบในสิ่งที่ทำ ตาลเชื่อว่า ถ้าทุกคนทำในสิ่งที่รักหรือชอบจริงๆ มันจะทำให้เราอยู่ในจุดนั้นอย่างมีความสุข ถึงจะมีความกดดัน หรือการแข่งขันที่สูง แต่ก็ยังมีมุมหรือพื้นที่ที่จะทำให้เราสนุกและแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับนางงาม การมีพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวเองที่เป็นธรรมชาติได้ ถือเป็นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่จะช่วยสร้างความแตกต่าง และสร้างการจดจำในแบบที่เป็นตัวเองกับกรรมการและแฟนๆนางงามได้ด้วย

3.พร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา สำหรับนางงามแล้ว การมีทีมดูแลที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่อีกครึ่งที่สำคัญเช่นกันคือ ความพร้อมของตัวนางงามเอง พร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาเพื่อพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่างการรับฟังหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ก็จะช่วยให้เราเข้าใจและมองโลกได้กว้างขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ และการปฎิบัติตัวให้เหมาะสมของเราด้วย

4.ความอดทน เป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่นางงามแต่ทุกคนต้องมี เพราะทุกเป้าหมายในชีวิต แน่นอนว่าไม่มีใครโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกคนต้องเจอกับอุปสรรคและความยากลำบาก สิ่งที่จะทำให้เราผ่านพ้นไปได้คือความอดทน พยายาม และต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านั้น

5.ความมั่นใจ เป็นกุญแจสำคัญที่ตาลเชื่อว่า จะทำให้เรามีความกล้าและเต็มที่กับทุกสิ่งที่เข้ามา สำหรับตาลสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้คือการพัฒนาตัวเองรอบด้าน ทั้งบุคลิกภาพ การพูด ทัศนคติที่กว้างไกล รวมไปถึงความสวยที่จะช่วยให้เรามั่นใจยิ่งขึ้น แต่ต้องเป็นความสวยในแบบตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวยพิมพ์นิยมหรือเหมือนใคร ต้องรู้ว่าอะไรเป็นจุดเด่นของเรา ที่จะทำให้เราแตกต่างและมีเอกลักษณ์ เป็นที่น่าจดจำ

ตาลเชื่อว่าเป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวยและอย่าหยุดที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจและความกล้าที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่ อย่างตาลเอง นอกจากการดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือการบำรุงผิวทั่วไปแล้ว สิ่งที่ตาลขาดไม่ได้ คือการปรึกษาคุณหมอเสริมความงาม อย่างที่ MASJ พอตาลทำสวยแล้วก็สามารถลุยงานด้วยความมั่นใจ ช่วยให้ตาลเผยรูปหน้าโครงหน้าที่สวยเป็นเอกลักษณ์ในทุกมุมได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นกว่าวันวาน พร้อมทำทุกงานได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ

BOB V.A.C กูรูและอินไซเดอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่นเผยไอเท็มเด็ด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646205

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 08:52 น.BOB V.A.C กูรูและอินไซเดอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่นเผยไอเท็มเด็ดสยามเซ็นเตอร์ คว้าสตรีทกูรู BOB V.A.C มาสร้างแรงบันดาลใจชาวสตรีทคัลเจอร์พร้อมเผยไอเท็มเด็ด

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ จัดว่าเป็นศูนย์รวมแฟลกชิปสโตร์ที่เอาใจสายสปอร์ตแวร์มากที่สุดมาไว้ในที่เดียวแบบครบครัน ที่ซึ่งชาวสตรีทคัลเจอร์ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องแวะเวียนมาเยือนอยู่บ่อยครั้งเพราะมาที่เดียวจะได้สัมผัสประสบการณ์ครบหมดทั้ง Nike Bangkok แฟลกชิปสโตร์ใหญ่ที่สุดในไทยแห่งแรกแห่งเดียวที่มาพร้อมบริการที่ดีที่สุดและ Nike By You เต็มรูปแบบ, ADIDAS ORIGINALS กับแฟลกชิปสโตร์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, JD Sports ผู้แทนจำหน่ายรองเท้า สปอร์ตแวร์ และสตรีทแวร์หลากหลายแบรนด์ดังระดับโลก และ Under Armour แบรนด์กีฬาชั้นนำ ณ ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

และแน่นอนว่าในแวดวงสตรีทคัลเจอร์หากเอ่ยชื่อของ BOB V.A.C หรือ วรากฤช วิวัฒนาเกษม Brand and Creative Director for V.A.C Thailand กูรูและอินไซเดอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่น สายสตรีทตัวจริงคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่งวันนี้คุณบ็อบจะพามาแนะนำไอเท็มโปรดที่หากหนุ่มสาวชาวสตรีทมีติดตู้ไว้รับรองไม่ผิดหวัง

Bob V.A.C บอกว่า ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการช้อปออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตสูง แต่สำหรับชาวสตรีทคัลเจอร์แล้วอยากบอกว่าการได้มาที่ช้อปด้วยตัวเองถือว่าเป็นเรื่องที่เปิดประสบการณ์ได้มากกว่า เพราะเราจะได้จับของสัมผัสวัสดุ ได้ลองไซส์ ลองใส่จริง อย่างรองเท้าบางรุ่นไซส์ก็จะไม่เท่ากัน ส่วนตัวแล้วชอบมาที่สยามเซ็นเตอร์มากเพราะมีแฟลกชิปสโตร์แบรนด์ดังครบ อย่าง Nike Bangkok แน่นอนว่าทุกคนไม่ควรพลาดมีสินค้าคูลๆมาให้ดูตลอดเหตุผลที่ชอบมาคือร้านใหญ่สินค้าแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน ส่วนตัวเป็นคนชอบเล่นกีฬามากหลายประเภททั้งบาส เวท วิ่ง แต่งตัว ที่นี่มีรองเท้าที่ตอบโจทย์ทุกอย่างที่สำคัญพนักงานทุกคนได้รับการเทรนด์มาเป็นอย่างดีให้คำแนะนำและตอบเราได้ว่ารองเท้าแต่ละคู่ต่างกันอย่างไร แนะนำวิธีที่ถูกต้องได้ว่าสินค้าในแต่ละประเภทเหมาะกับเราหรือไม่

ในส่วนของ Nike นั้นอยากแนะนำรองเท้าผู้หญิงที่เวลาเห็นผู้หญิงใส่แล้วจะประทับใจมากต้องมองตลอดคือ Nike Air Force 1 ’07 เพราะมีสีสัน และความเป็นมัดย้อมที่เข้ากับเทรนด์สมัยนี้พอดี ใส่ได้เรื่อยๆแมทช์ชุดง่ายรูปทรงดีจะใส่กับกางเกงขาสั้นยาวได้หมด ใส่แล้วรับรองว่าชายสายสตรีทต้องมองเหลียวหลัง เป็น must have item ที่ต้องมี Nike Air Force 1 ถือเป็นหนึ่งในรองเท้าคลาสสิคของไนกี้ที่ถ้าหากว่าจะต้องมีคู่เดียวขอแนะนำรุ่นนี้เลย อีกรุ่นที่แนะนำคือ Nike Wildhorse 6 พื้นรองเท้าจะเป็นแบบเดิน และวิ่งเทรลได้ จะใส่ปีนเขา แคมป์ปิ้งก็ได้ พื้นทำให้เดินไม่ลื่น เทคโนโลยีรองรับการกระแทก สีน่ารักถ้าเจอสาวๆเดินเขาใส่สีพาสเทลแบบนี้ ยังไงก็ต้องหยุดมอง รองเท้ารุ่นนี้เป็นแฟชั่นตอบโจทย์ฟังก์ชั่นมาก พื้นนอกมีปุ่มเพื่อยึดเกาะกันกระแทกแวลาเหยียบเศษหินดิน ข้างในมีโฟมไนกี้รีแอค เพิ่มความสบายให้เท้า หน้าผ้าหลายส่วนกันน้ำระบายอากาศได้ดี

ถัดมากับ JD Sports ชอบร้านนี้เพราะความสนุกในการเลือกเสื้อผ้า รองเท้า แอคเซสเซอรี่ที่มีหลายแบรนด์ สำหรับพ่อแม่ก็จะดีด้วยเพราะมีรองเท้าเด็กเยอะพอสมควร ถ้ามา JD แบรนด์ที่ดูส่วนใหญ่จะเป็น PUMA , Fila , Converse , Van มากกว่า เพราะจะมีตัวเลือกเยอะและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นสปอร์ตแฟชั่น ใส่ง่ายใส่ได้ทุกวัน เข้ามาแล้วจะมีความสนุกที่เราไม่รู้ว่าเข้ามาแล้วจะเจออะไรดีๆเด็ดๆ รอเราบ้าง สำหรับที่นี่แนะนำ PUMA RS-X3 MILLENIUM ส่วนตัวชอบสีขาว รุ่นนี้ใส่สบาย จุดเด่นสวยทรงไม่เหมือนแบรนด์ไหน พื้นโฟมหนาใส่สบาย เหมาะกับคนชอบทางเลือก อีกคู่คือ VANS Old Skool Core ตัวคลาสสิค สำคัญตรงพวงกุญแจห้อยรองเท้า only @ JD เป็นอีกหนึ่งความสนุกที่เราเข้ามาก็จะตามล่าหารองเท้าที่ไม่ซ้ำกับคนอื่นไปช้อป VANS เองก็ไม่มี เหมาะกับคนที่เหมือนมีความขบถในตัว คนที่ไม่อยากเป็นไปตามกรอบ

อีกร้านโปรดที่พลาดไม่ได้ต้อง ADIDAS ORIGINALS จัดจ้านเรื่องแฟชั่นไม่เป็นสองรองใคร มาที่นี่ก็จะชอบเลือกเสื้อผ้ามากกว่าเพราะจะมีสีสดๆ ที่หาจากแบรนด์อื่นไม่ได้ อย่างเสื้อยืด ADIDAS 3-STRIPES เบสิคที่ดูเหมือนเบสิคธรามดาแต่ไม่ธรรมดา แต่เป็นสีที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกวินเทจมากๆ เสื้อยืดผ้าฝ้ายธรรมดาแต่งลายที่ไหล่กับแถบ 3-STRIPES ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 70 สุดคลาสสิค สีขาวยาวจากไหล่ถึงปลายแขนเพิ่มความวินเทจแมทช์กับคอสีขาว สีเขียววินเทจเป็นสีที่ไม่ค่อยเห็นในยุคนี้ เหมือนใส่ง่ายแต่มีเรื่องราว การคัดติ้งแมทช์สีไม่เหมือนในปัจจุบัน อีกหนึ่งความจี๊ดจ๊าดที่หาที่อื่นไม่ได้ต้อง ADICOLOR TRICOLOR Track Jacket ออกแบบเหมือนนักบินอวกาศซึ่งใส่ใจดีเทลมากๆ โดยมีสีน้ำเงิน ดำ แดง เป็นสีหลักของคอลเลคชั่น ดีเทลผ้าซาติน ลุคสีเงิน ปักโลโก้Trefoil ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นออริจินอล ที่ชอบสุดจะเป็นหัวซิปโลโก้ Trefoil และโลโก้ trefoil ที่ปักอยู่ตรงแขนซ้าย – ขวา มีความเท่มากๆ เป็นจุดเด่นเวลาใส่ไปไหน ข้างในเป็นผ้าตาข่าย ไม่อับ บางแต่ใส่สบาย ไม่อึดอัด ได้ความสปอร์ตนิด ๆ ร็อกแอนด์โรลหน่อย ๆ

ชาวสตรีทคัลเจอร์ทั้งหลายรู้แบบนี้แล้วว่ารุ่นเด็ดแบรนด์ดังคือตัวไหนอย่าลืมแวะมาช้อปกันได้กับ 4 แฟลกชิปสโตร์ใหญ่ในสยามเซ็นเตอร์ ทั้ง Nike , ADIDAS , JD Sports และ Under Armour พร้อมพบโปรโมชั่นพิเศษวันหยุดยาวนี้ “Siam Center Super Weekend” เพียงช้อปครบ 5,000บาท รับสยามกิฟท์การ์ดทันที 500 บาท ระหว่างวันที่ 26 – 28 ก.พ. 2564 สอบถามรายละเอียดโทร. 0-2610–1000