Zegna คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646135

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 13:41 น.Zegna คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021#WHATMAKESAMAN ก้าวต่อไปของแคมเปญ WHAT MAKES A MAN

ปัจจุบันการเป็นผู้ชายมีหมายความว่าอย่างไร? คำถามนี้กลายมาเป็นแนวทางที่สอดประสานอยู่ในทุกอณูของ การทำงานทุกอย่างที่ Zegna และนับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบทสนทนาอันเกี่ยวกับอัตลักษณ์ บุคลิกภาพส่วนบุคคล เอกลักษณ์เฉพาะตัว ความรับผิดชอบ และสิ่งที่จะส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ซึ่งคำถามนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วโลกเพื่อร่วมกันหาคำตอบให้แก่ความซับซ้อนของความเป็นชายในสมัยใหม่ และนำพาความคิดไปสู่ความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

สำหรับซีซั่นนี้ แนวคิดเรื่อง #WHATMAKESAMAN ถูกพัฒนาขึ้นด้วยการรวบรวมมุมมองใหม่ๆ โดยในแคมเปญ คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 นี้ เป็นการมอบโอกาสแก่คนที่คุณรักให้ได้หันมาคำนึงถึงอุดมคติร่วมสมัย ที่มีความสำคัญต่อผู้ชายในชีวิตของพวกเขาและเธอ ผ่านคำถามที่ว่า “อะไรที่สร้างผู้ชายของฉันขึ้นมา?” นำเสนอผ่านภาพพอร์เทรตที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งของทั้งบุคคลหรือคู่ความสัมพันธ์ สายใยที่เกิดขึ้นระหว่าง Gabriel-Kane Day-Lewis นายแบบ/นักร้องและนักแต่งเพลง และแม่ของเขา Isabelle Adjani นักแสดงเจ้าของ 5 รางวัลซีซาร์อวอร์ด

ด้วยภาพถ่ายที่สะท้อนมุมมองส่วนตัวของอิซาเบลที่มีต่อลูกชาย ผ่านเลนส์และสายตาอันตรงไปตรงมาต่อ กาเบรียล เคน เดย์ ลูวิส “บางครั้งลูกชายของฉันก็ดูราวกับมีจิตวิญญาณเก่าแก่ซ่อนอยู่ในตัวเขา” อิซาเบลกล่าว “แม้ว่าบางครั้งเขาจะดื้อรั้นมากไปหน่อย แต่ภายในจิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยภูมิปัญญาและปรัชญาที่สวยงามเกี่ยวกับความรัก ความเมตตาและความเอื้ออาทร” ไม่เพียงแค่นั้น ทั้งคู่ยังได้ร่วมกันสะท้อนเรื่องราวให้เห็นถึงบทเรียนและคุณค่าในชีวิตที่ทำให้กาเบรียลเติบโตขึ้นมาเป็นชายอย่างที่เขาเป็นในปัจจุบัน พร้อมแสดงให้เห็นว่าการเติบโตที่มาพร้อมกับหลักการเชิงบวกที่ส่งผ่านโดยคนที่ใกล้ชิดกับเรานั้นสำคัญเพียงใด

ขยับเข้าสู่เรื่องราวที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ด้วยเรื่องราวที่มีความพิเศษและประสบการณ์ของคนยุคใหม่ ผ่านภาพถ่ายพอร์เทรตของนักแสดงหนุ่มชาวจีน Li Xian ควบคู่ไปกับ Noonoouri ซึ่งเป็นตัวละครดิจิทัลหญิงที่เขาสร้างขึ้นในโลกเสมือนจริง การจับคู่ที่ไม่คาดคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมร่วมสมัยที่พวกเขายึดถือ โดยทำให้เราเห็นว่าความเป็นชายไม่ใช่ความคิดตายตัว หรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดที่ถูกกำหนดไว้โดยผู้อื่น แต่ความเป็นชายเป็นแนวคิดที่ลื่นไหล และเป็นสภาวะของจิตใจที่มีความลึกซึ้งเสียมากกว่า

สำหรับรูปถ่ายในแคมเปญนี้มีฉากหลังซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอุทยาน Oasi Zegna สถานที่ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ ซึ่งในการนำเสนอคอลเลกชั่นเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ทั้งรูปทรงเสื้อผ้าที่มีความพลิ้วไหว ในสีเอิร์ธโทนก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์อันเขียวชอุ่มของ Oasi Zegna ได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ Ermenegildo Zegna ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้จุดประกายแนวทางในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของเขาเองมาโดยตลอด

ด้วยการเริ่มปลูกต้นไม้มากกว่า 500,000 ต้นเพื่อสร้างสวนธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในพื้นที่ กว่า 100 ตารางกิโลเมตร จากเมืองทริเวโรไปจนถึงยอดเขาบิเอลล่า (Biella Alps) ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี และแคมเปญที่ได้สร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความหมายพิเศษของ Oasi Zegna เนื่องจากเวลาที่ใช้ไป ในธรรมชาติ ทำให้เรามีโอกาสที่จะพิจารณาลำดับความสำคัญของเราใหม่และสะท้อนถึงคุณค่าของเราอีกด้วย

เพื่อเป็นการเชิดชูและสานต่อปรัชญาความยั่งยืนอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 นี้ ยังได้มีการนำเอาเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิกกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ในแนวทาง #UseTheExisting “ใช้ในสิ่งที่มีอยู่” โดยการนำเอาผ้าที่มีอยู่แล้วมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ การนำเอาเศษผ้าที่มีอยู่ มาใช้ในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเพื่อไม่ให้เกิดเป็นขยะ (Zero Waste) คืออีกหนึ่งความฝันที่ทางแบรนด์จะพยายาม จะทำให้ได้ เช่นเดียวกับความคิดในการพัฒนาไอเดียความเป็นชาย

ด้วยแนวคิด #UseTheExisting นี้ วัสดุเหลือใช้ทุกอย่างถูกนำกลับมาใช้ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าเพื่อสร้างรูปลักษณ์ ที่โดดเด่นของงานการตัดเย็บสไตล์เทเลอร์ที่มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น บอมเบอร์แจ็กเก็ต และเชิ้ตแจ็กเก็ต ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ในรูปแบบสูทโทนสีโมโนโครม และเพื่อเป็นการประกาศศักราชใหม่อย่างมีสไตล์ คอลเลกชั่นนี้ยังได้นำเสนอเสื้อผ้าแบบเลเชอร์แวร์ (Leisurewear) ที่ยังคงความหรูหรา โดยใช้เนื้อผ้าแบบไฮบริดในรูปทรงลำลองที่สวมใส่สบายและปรับเปลี่ยนได้

และในโอกาสต่อไป เรายังอยากจะตั้งคำถามไปถึงทุกคนทั่วโลกผู้เป็นดั่งตัวแทนแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ช่วยกันสะท้อนความคิดออกมาจากคำถามที่ว่า “อะไรที่ทำให้ฉันเป็นฉันทุกวันนี้” แม้จะเป็นคำถามที่ละเอียดอ่อน แต่ Zegna ยังคงตั้งมั่นในความเชื่อ ว่าคำถามนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้ไตร่ตรองและค้นหาตัวตนที่แท้จริง ในเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยท้ายสุดนี้เราหวังว่าจะได้มารวมตัวกันและเริ่มค้นหาพร้อมกับการค้นพบว่าอะไรทำให้เราเป็น “เรา”

5 ท่าโพสริมหาดรับซัมเมอร์แบบมินิมอลสไตล์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/646093

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 08:40 น.5 ท่าโพสริมหาดรับซัมเมอร์แบบมินิมอลสไตล์เติมวิตามินดีให้ผิว พร้อมโพสท่าสวยรับลมร้อนซัมเมอร์นี้ให้อบอุ่นดูดีมีสไตล์ฉบับมินิมอล

เมื่อกลิ่นอายของซัมเมอร์เตรียมเคาะประตูหน้าบ้าน ก็ได้เวลาสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ เตรียมแพ็กกระเป๋าสลัดความเครียดมุ่งหน้าสู่ทะเลเพื่อรับลมร้อนของซัมเมอร์ เติมวิตามินดีให้ผิว พร้อมแชะรูปเปลี่ยนโปรไฟล์ในโซเซียล แต่ถ้าใครยังนึกท่าโพสไม่ออก ขอนำเสนอ 5 ท่าโพสในแบบ “มินิมอลสไตล์” อบอุ่นดูมีสไตล์

“Run and Walk” เริ่มท่าแรกแบบง่ายๆ ด้วยการจับมือเพื่อนซี้แล้ววิ่งเล่น ริมหาดในรูปแบบฟรีสไตล์ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่อย่าเร็วจนช่างภาพจับภาพไม่ทัน ส่วนคอมโพสต์ที่สวยของรูปนี้ คือ ภาพจากมุมด้านหลัง ที่เหมือนจะวิ่งลงสู่ทะเล เห็นท้องทะเล ท้องฟ้า หาดทราย แต่ถ้าใครไม่ถนัดวิ่ง จะเดินชิลๆ คนเดียวริมหาด ถ่ายจากมุมด้านข้างเสมือนว่ากำลังมองออกไปที่ท้องทะเล ก็จะได้รูปภาพที่สื่อถึงการปลดปล่อยความคิด หรือถ้าใครอยากเพิ่มความเก๋ให้กับภาพถ่าย ลองมองหาวัตถุรอบข้างอย่าง เรือคายัก มาเป็นองค์ประกอบ ก็จะได้รูปภาพที่มีสีสันและเพิ่มความเก๋ได้มากขึ้น

“Sleep On The Beach” เป็นอีกหนึ่งการโพสท่าในแบบมินิมอลสไตล์ที่เหมาะกับสาวๆ สะท้อนถึงการพักผ่อนได้อย่างลงตัว ส่วนการจัดวางคอมโพสต์ของภาพในลักษณะนี้ให้สวยงามนั้น อาจใช้ความงามของธรรมชาติและจังหวะอย่าง เกลียวคลื่นทะเลที่พัดเข้าฝั่งจะทำให้เกิดฟองน้ำ เพิ่มลูกเล่นให้กับภาพถ่ายของเรา หรืออาจจะหาแอคเซสเซอรี่ใกล้ตัวอย่าง ครีมกันแดด หมวก แว่นตากันแดด มาจัดวางข้างๆ ก็จะทำให้รูปภาพดูมีมิติน่าสนใจ

“I am Photographer” เปลี่ยนตัวเองมาเป็นช่างภาพมือโปร ถือกล้องตัวโปรดพร้อมแอคชั่นกำลังถ่ายภาพ ก็เป็นอีกท่าโพสที่เรียบง่ายและเป็นที่นิยมของเหล่ามินิมอล ช็อตนี้ถ้าจะถ่ายให้สวยควรจัดแบบโคลสอัพ เน้นการถ่ายระยะใกล้ ไม่ต้องเก็บหมดทั้งตัว

“Stay with Love” ไปเที่ยวกับคนรักทั้งทีทริปนี้ต้องมีรูปคู่ แต่จะโพสท่ากับหวานใจยังไงให้ดูมีสไตล์ อาจจะเริ่มจากท่าโพสยอดฮิตกับวิวพระอาทิตย์ตกและให้ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางระหว่างสองเราพอดี หรือลองหามุมเท่ๆ ริมหาด อย่าง เตียงนอนผ้าใบ ชิงช้า เก้าอี้นั่งเล่น มาเป็นองค์ประกอบภาพ แล้วใช้เทคนิค Candid มุมเผลอแบบไม่มองกล้อง มาใช้เพิ่มความน่าสนใจให้กับรูปภาพ

“Over Me” ถ้าทริปนี้มีโดรนหรือสามารถถ่ายภาพได้จากมุมสูงลงมาได้ ท่าที่อยากจะแนะนำคือ ท่านอน เพราะว่าจะช่วยให้เราดูตัวเล็กและสามารถเก็บบรรยากาศรอบข้างได้ครบจบในเฟรมเดียว แต่ที่สำคัญควรหาชุดสีสันสดใสตัดกับบรรยากาศรอบข้าง เพราะจะทำให้รูปภาพมีคอนทราส มีจุดนำสายตาที่ดี

ชุดพร้อม ท่าโพสพร้อม แต่ยังขาดที่พักริมทะเลบรรยากาศเลิศ แวะมาหาที่พักพร้อมจองได้ที่ มาคาเลียส (Makalius) ออนไลน์ทราเวลแพลตฟอร์ม (Online Travel Platform) แหล่งรวมและจำหน่ายวอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย ตัวจริงโปรที่พักกินเที่ยวอันดับ 1 ที่มีให้เลือกมากมาย

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/645863

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 07:30 น.การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน Self-directed Development for Complex Problem Solving

เพราะโลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ โลกเอไอ ยุคดิจิทัลพัฒนาอย่างไปไกลอย่างก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัว แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจและกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบันมีความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น มีขอบเขตและกระบวนการทำงานที่สร้างข้อจำกัดปิดกั้นตัวมันเอง องค์กรจึงไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่ซับซ้อนได้อย่างยั่งยืน

องค์กรธุรกิจยุคใหม่จึงต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนทั้งองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้นที่ผลลัพธ์เป้าหมายความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่า สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย แต่การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างทุนมนุษย์ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดย

1. การพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุก

2. การพัฒนาแนวคิดเชิงระบบเชิงซ้อน

3. การเรียนรู้ตลอดชีวิต

การพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุก โดยมีเป้าหมายคือ

  1. การพัฒนาทีมงานให้มีศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มีความคล่องตัว ว่องไว รวดเร็ว สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น ไม่เคร่งในระเบียบวิธีมากเกินไป หรือรูปแบบเดิมๆ ที่ใช้มานาน ทั้งนี้ บุคลากรต้องกล้าที่จะเปลี่ยน ด้วยการคิดนอกกรอบ มีมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ เพื่อมาปรับแนวคิด ทัศนคติ และวัฒนธรรมในองค์กรให้เข้าสู่ระบบสากล และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
  2. เน้นการทำงานเป็นทีม โดยมีทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหลากหลายสายงาน มีความรู้หลากหลาย เน้นการระดมสมอง การแลกเปลี่ยน และการลงมือปฏิบัติ ทั้งนี้ ต้องเห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่ากระบวนการและเครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องสร้างภาพผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่ชัดแจนและสื่อไปยังทีมงานทุกคนให้เข้าใจตรงกัน
  3. ต้องมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และเกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วในการที่จะตอบโจทย์การให้บริการในภารกิจหลักที่สำคัญ
  4. การตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นผลลัพธ์รูปธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าเอกสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ต้องผ่านการร่วมมือกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจให้ไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันและเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าและผู้รับบริการ

การพัฒนาแนวคิดระบบเชิงซ้อน นอกจากการพัฒนาศักยภาพเชิงรุกแล้ว ในการรับมือกับปัญหาจำเป็นต้องใช้แนวคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความจริงว่า ทุกปัญหาเป็นระบบซ้อนระบบ เป็นปัญหาทับซ้อนปัญหาอย่างเป็นลำดับชั้น ดังนั้น ในการแก้ปัญหาหรือการบริหารโครงการใดๆ จำเป็นต้องแตกโครงการดังกล่าวเป็นขั้นตอนย่อยๆ ว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นลำดับชั้น และด้วยการเชื่อมโยงที่แตกต่างและหลากหลายขององค์ประกอบในแต่ละระดับชั้น เพื่อให้ออกมาเป็นกระบวนการหรือขั้นตอนการทำงานที่แตกต่าง เพื่อสร้างทางเลือกที่มีคุณค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ เพื่อบริหารโครงการให้สำเร็จหรือแก้ปัญหาให้ลุล่วง

การเรียนรู้ตลอดชีวิตสิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุกบนฐานแนวคิดเชิงระบบคือ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องผ่านการสื่อสารด้วยใจที่เปิดกว้าง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้ข้อมูลย้อนกลับ มีการติดตามผล ประเมินผล เพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนย่อยๆ เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน แล้วนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มคุณค่าอย่างต่อเนื่องในขั้นตอนถัดไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้จบกระบวนการทั้งหมด และทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำซ้ำๆ จนเกิดความชำนาญ เพื่อสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพราะโลกไม่เคยหยุดหมุน การพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่ง องค์กรธุรกิจจึงต้องปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เพื่อสร้างคุณค่าและความพึงพอใจให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อความอยู่รอดขององค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มันจะเป็นจริงได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทุนมนุษย์ ด้วยการพัฒนาศักยภาพทีมงานเชิงรุก มีความคล่องตัว มีอำนาจในการตัดสินใจ สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นผ่านการเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ อีกทั้ง ต้องพัฒนามุมมองเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมที่เห็นความจริงว่า ทุกปัญหามีความสลับซับลซ้อนกันอย่างเป็นลำดับชั้น ดังนั้น ในการจัดการกับความท้าทายใดๆ จำเป็นต้องแตกโครงการดังกล่าวเป็นขั้นตอนย่อยๆ ว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร อย่างเป็นลำดับชั้น ตรงนี้เองที่องค์ความรู้ได้เกิดขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาสร้างให้เกิดเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กันในทีมงานด้วยการสื่อสารด้วยใจที่เปิดกว้าง

จากดีไซน์ร่วมสมัยสู่คอลเลคชั่นที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/645374

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 10:50 น.จากดีไซน์ร่วมสมัยสู่คอลเลคชั่นที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครองคาร์เทียร์เผยโฉม 7 คอลเลคชั่นเอกลักษณ์ดีไซน์เฉพาะตัว ภายใต้แคมเปญ The Culture of Design จากดีไซน์ร่วมสมัยสู่คอลเลคชั่นที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครอง

คาร์เทียร์ เฉลิมฉลองศักราชใหม่ด้วยแคมเปญ The Culture of Design แคมเปญระดับโลกของคาร์เทียร์ ที่อุทิศให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คาร์เทียร์ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบวัฒนธรรมการออกแบบของคอลเลคชั่นในตำนานของคาร์เทียร์อีกครั้ง ได้แก่ ซานโตส (Santos), แทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), เลิฟ (Love), จุตส์ เอิง คลู (Cartier Juste un Clou), ปองแตร์ (Panthère) และ บัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) ผ่านงานออกแบบที่สะท้อนถึงมาตรฐานอันพิถีพิถันของคาร์เทียร์ รวมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่คาร์เทียร์ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อเสาะหารูปทรงอันสมบูรณ์แบบ จากการเรียงร้อยเส้นสายอันบริสุทธิ์ รูปทรงที่แม่นยำ การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และรายละเอียดต่างๆ อันประณีต

แคมเปญนี้จะนำเสนอคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ เพื่อให้เกียรติต่อผลงานชิ้นไอคอน ที่เป็นผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์และความตั้งใจของนักออกแบบ ที่นำเสนอเครื่องประดับและเรือนเวลาคอลเลคชั่นต่างๆ อันทรงพลัง เรียบง่ายและสรรสร้างขึ้นอย่างพอดี ผลงานชิ้นไอคอนเหล่านี้ทำให้เครื่องประดับของคาร์เทียร์กลายเป็นดีไซน์แบบร่วมสมัยและเป็นที่ปรารถนาของทุกคนมาโดยตลอด

สำหรับแบรนด์คาร์เทียร์ ดีไซน์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

แนวคิดอันแหวกแนวซึ่งถูกหล่อหลอมและฝังรากลึกของแบรนด์ระดับตำนานที่สามารถรังสรรค์ผลงานศิลปะผ่านคอลเลคชั่นเครื่องประดับเลอค่าและเรือนเวลาที่มีดีไซน์โดดเด่นจนยากที่จะละสายตา คืออัตลักษณ์ของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะเป็น คอลเลคชั่นแทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou), ซานโตส (Santos), เลิฟ (Love), ปองแตร์ (Panthère), และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) แคลช (Clash) ล้วนเป็นผลงานที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคอลเลคชั่นเหล่านี้มีรากฐานมาจากหลักการออกแบบ 4 ประการ ได้แก่ เส้นลายที่บริสุทธิ์, รูปทรงที่แม่นยำ, ความเที่ยงตรงของสัดส่วน และรายละเอียดอันปราณีต

· เส้นลายที่บริสุทธิ์ คือความปรารถนาของคาร์เทียร์ในการลดทอนรายละเอียดปลีกย่อยที่จะบดบังโครงสร้างแท้จริงอันงดงามของชิ้นงาน และทำให้ความสวยงามนั้นเข้าใจง่าย การเสาะแสวงหาความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นดั่งมนต์สะกดที่ทำให้งานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงช่างในระดับสูง

· รูปทรงที่แม่นยำ อยู่เหนือทุกการแสวงหาใดๆของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะถูกรังสรรค์ด้วยรูปทรงจัตุรัส ทรงกลม หรือแม้แต่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ด้วยการวัดขนาด กะเกณฑ์ผลลัพธ์แห่งความสมมาตร เส้นขนาน หรือแม้แต่ความอสมมาตรที่แต่ละรูปทรงจะนำพาไปได้ บวกกับมุมมองตามสัดส่วนผ่านสายตาที่ช่วยเพิ่มมิติและเส้นสายอ่อนช้อย ราวกับคาร์เทียร์ได้รังสรรค์รูปทรงใหม่และซ่อนความเคลื่อนไหวให้กับทุกชิ้นงาน

· ความเที่ยงตรงของสัดส่วน คือสมดุลยภาพระหว่างเส้นสายและรูปทรง ขนาดของเครื่องประดับและแขนของผู้สวมใส่ ความถูกต้องของสัดส่วนนั้นจะถูกวัดจากวิธีการสวมใส่เช่นเดียวกับเสื้อผ้า จากนั้นสัดส่วนจะทำหน้าที่กำหนดความหมายที่แท้จริงให้กับความสง่างามของชิ้นงานตามบริบทที่ลงตัว และจากความแม่นยำนี้ ทำให้คาร์เทียร์สามารถรังสรรค์สัดส่วนให้กับผลงานใหม่ไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่บิดเบือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ตอบรับกับนวัตกรรมเชิงเทคนิค การวิจัยด้านการยศาสตร์ และความเข้าใจด้านการใช้งานของแต่ละชิ้นงาน

· รายละเอียดอันประณีต สื่อถึงสัญชาตญาณในด้านสไตล์ของช่างผู้สร้างสรรค์อัญมณีที่ค้นพบและกล้าเปิดเผยความงดงามที่ถูกซ่อนไว้ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนต้องสื่อความหมายให้กับเครื่องประดับและเรือนเวลาจึงทำให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเชิงศิลป์เท่านั้น และคาร์เทียร์ก็พร้อมที่จะแสดงความเลอค่าของทุกรายละเอียดในทุกชิ้นงานออกมา

เครื่องประดับและเรือนเวลาอันทรงคุณค่า

ความชาญฉลาดของการออกแบบเครื่องประดับและเรือนเวลาดูกลมกลืนในทุกยุคสมัยรวมถึงในอนาคต ความร่วมสมัยนี้ ถึงแม้จะให้ความรู้สึกเก่าแก่ในความคิดของบางคน แต่ดีไซน์เหล่านี้ก็ได้แสดงกับกาลเวลาให้ได้ประจักษ์แล้วว่าความคลาสสิกเหนือกาลเวลานั้นมีความสำคัญเพียงใด ชิ้นงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้อาจถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกกี่ครั้ง แต่ก็จะยังคงจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่สิ้นสุด และเป็นแหล่งพลังงานทางความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตซึ่งคาร์เทียร์หาญกล้าที่จะนำมาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกผลงานคือมรดกทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงอารมณ์ความรู้สึก และความความสัมพันธ์ทางจิตใจอย่างแรงกล้าที่เรามีกับผลงานระดับประวัติศาสตร์ที่ เหนือการเวลาเหล่านี้จะเติบโตไปตามเวลาที่แปรผันเช่นเดียวกับความหมายที่แต่ละชิ้นงานต้องการสื่อออกมา คอลเลคชั่นเครื่องประดับและ เรือนเวลาล้ำค่าน่าจดจำแห่งประวัติศาสตร์วงการจิวเวลรี่และวงการประกอบนาฬิกาชั้นสูงเหล่านี้เป็นดังบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของคาร์เทียร์ ในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานศิลปะถ่ายทอดผ่านชิ้นงานเครื่องประดับและนาฬิกา

บัลลอง เบลอ เดอ คาร์เทียร์ (Ballon Bleu de Cartier)

นาฬิกาคอลเลคชั่นบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu de Cartier) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2007 โดยดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำความกลมมนมาตีความใหม่ด้วยการเพิ่มมิติ และผลลัพธ์คือความซับซ้อนของวงกลมที่มีมิติ บนตัวเรือนที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการซ่อนเม็ดมะยมคริสตัลแซฟไฟร์ สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ในวงแหวนกลมเล็กไว้กับตัวเรือนอย่างแนบเนียนไม่มีสะดุด ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) 

สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับจุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่เมืองนิวยอร์กในช่วงยุค 70 โดย อัลโด ซิปูโย (Aldo Cipullo) ดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำรูปทรงตะปูที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมาตีความใหม่ เป็นเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ด้วยเส้นสายโค้งมน ทว่ามีดีไซน์เฉียบคม พร้อมสัดส่วนที่ถูกต้องรับกับข้อมืออย่างลงตัว

แทงก์ (Tank)

เมื่อปีค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้นำแรงบันดาลใจจากความคมชัดของเส้นสายต่างๆ และภาพจากด้านบนของรถถังมาสร้างสรรค์เป็นรูปทรงใหม่ให้กับนาฬิการุ่นแทงก์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนทรงเหลี่ยม ด้วยหลักการออกแบบกราฟฟิกให้คานทรงเหลี่ยมสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนเป็นดั่งล้อรถ และตัวเรือนดุจหอบังคับการ โดยที่การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกาต้องกลมกลืนจนเกือบจะเป็นเส้นเดียวกันเพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจเอาไว้

ทรินิตี้ (Tritiny)

แหวนทรินิตี้ เป็นผลงานการออกแบบของหลุยส์ คาร์เทียร์เมื่อปีค.ศ.1924 ด้วยการเผยความงดงามของวงแหวนสีทองไวท์โกลด์ เยลโลโกลด์และพิงค์โกลด์ 3 วงที่มีเส้นสายเรียบง่ายและขนาดสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบซึ่งกระหวัดพันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier)

นาฬิกาปองแตร์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1983 ให้เป็นมากกว่างานศิลปะ ด้วยตัวเรือนทรงเหลี่ยมมุมมน เส้นสายที่กลมกลืนอย่างไร้รอยต่อของตัวเรือนและสายนาฬิกา รวมถึงหมุดตอกที่เห็นบนกรอบตัวเรือน คาร์เทียร์ปรารถนาที่จะให้นาฬิกาปองแตร์รักษาความความโดดเด่นของเส้นสายแต่ยังความอ่อนช้อย ซึ่งทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นเสมือนเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน โดยนาฬิกาเรือนนี้ มีชื่อเดียวกับกำไลข้อมือที่สะท้อน ความเคลื่อนไหวของเสือแพนเตอร์ สัตว์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำแบรนด์คาร์เทียร์ นาฬิกาเรือนนี้ได้ถูกนำมาออกแบบตีความใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2017 ให้แสดงถึงความเป็นอิสตรีที่เปี่ยมสุข เด็ดเดี่ยว และเป็นอิสระเหนือชายชาตรี

เลิฟ (Love)

เลิฟ คือเครื่องประดับที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการดีไซน์ของคาร์เทียร์ และเส้นสายที่คมชัดคือความสมบูรณ์แบบ กำไลข้อมือทรงรีนี้ถูกสร้างสรรค์โดย อัลโด้ ซิพูลโล (Aldo Cipullo) ที่เมืองนิวยอร์กเมื่อปีค.ศ.1969 ด้วยการนำแผ่นโลหะหรูหราทรงโค้งสองอันมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยสกรูวและไขควงที่ให้มาโดยเฉพาะ

ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ (Santos de Cartier) 

นาฬิกาซานโตสถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1904 บนแนวคิดเรื่องรูปทรง รสนิยมแบบเรียบง่าย ความถูกต้องของสัดส่วนและรายละเอียดที่ปราณีตซึ่งเป็นครั้งแรกที่คาร์เทียร์ออกแบบนาฬิกาข้อมือที่มีหน้าปัดสี่เหลี่ยม ขณะที่ในยุคนั้นนาฬิกาพกมักมีทรงกลม ส่วนสกรูที่มักถูกซ่อนไว้อยู่เสมอในเทคนิคการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงก็กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด และกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงามของคอลเลคชั่นในที่สุด

ความหลากหลายของดีไซน์ที่ร่วมสมัย ไปจนถึงรูปทรงที่ออกแบบอย่างประณีตและบริสุทธิ์ กลายเป็นผลงานชิ้นไอคอนที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์คาร์เทียร์ คาร์เทียร์ยังคงมุ่งมั่นรักษาประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับต่างๆ ให้ดำรงอยู่สืบไป รวมไปถึงแนวคิดของการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบหรูแต่เป็นตำนานเพื่อประกอบเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ต่อไป

ค้นพบงานดีไซน์ในคอลเลคชั่นอันเป็นไอคอนได้แล้ววันนี้ ที่คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียม และไอคอนสยาม 

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/645372

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 07:10 น.การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหาทรัพยากรมนุษย์ในไทยกำลังวิกฤต

ว่าไปแล้วงานในตลาดมีเหลือเฟือ แต่คนตกงานเยอะ เพราะเราไม่ได้ขาดแรงงาน แต่เราขาดคนที่มีคุณภาพ มีศักยภาพต่างหาก และมีผลอย่างยิ่งต่อภาวะการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจในทุกภาคส่วน รวมทั้งภาวะของเศรษฐกิจของไทยในอนาคต เพราะอะไร

1. เด็กไทยเกิดแต่น้อย แต่ยังด้อยคุณภาพ เด็กไทยเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปีละ 800,000 คน เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ลงมาเหลือ 550,000 คนต่อปีในปัจจุบัน คือลดลงกว่า 30% และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ ยังด้อยคุณภาพด้วย

2. ในทางตรงข้าม คนไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจึงเพิ่มขึ้น อีกทั้งจำนวนคนในวัยแรงงานกำลังถึงจุดสูงสุด และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

3. คุณภาพการศึกษายังไม่ได้รับการพัฒนา แต่กลับลดต่ำลง คนมีศักยภาพลดลง ใบปริญญาเริ่มหมดความหมาย แต่หน่วยงานกลับให้ความสนใจกับความสามารถและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อนาคต  สถาบันการศึกษา โรงเรียน จะลดความสำคัญลง

4. ความรู้ในปัจจุบันเป็นความรู้ที่พัฒนามาแต่ในอดีต ปัจจุบันล้าสมัย และส่วนใหญ่ก็ก๊อปปี้เขามา เราจึงต้องพึ่งความรู้ เทคโนโลยีคนอื่น ต้องลอกเลียนแบบคนอื่น เพราะระบบการศึกษาและกระบวนการพัฒนาที่มีอยู่ในบ้านเราไม่ได้สอนให้คิด แต่ส่วนใหญ่สอนให้จำ บุคลากรส่วนใหญ่จึงคิดเองไม่ได้ คิดไม่เป็น จึงแก้ปัญหาไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะปัญหาเชิงซ้อน อีกทั้ง ไม่ได้ฝึกการคิดเชิงองค์รวม จึงขาดการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ จึงขาดนวัตกรรมที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ที่เป็นของตนเอง

5. ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เอไอ ที่เติบโตในอัตราเร่ง และมันจะมาแทนที่คนในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะมันมีประสิทธิภาพสูงกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า และแน่นอนด้วย

ทั้งหมดนี้ เป็นตัวเร่งให้ปัญหาทรัพยากรบุคคลในไทยกำลังถึงจุดวิกฤติและถดถอย ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และมีผลกระทบต่อความอยู่รอดขององค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงในอนาคต

แล้วเราต้องเตรียมคนอย่างไร

ที่ผ่านมากว่า 20 ปี เศรษฐกิจไทยยังพอไปได้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะเรามาจากฐานที่ต่ำ แต่เมื่อจุดๆ หนึ่ง มันตัน ไปต่อไม่ไหว เพราะขาดองค์ความรู้และศักยภาพที่จะพัฒนาตนเอง ทั้งนี้ เราต่างตระหนักดีว่า เราต้องปรับตัว องค์กรส่วนใหญ่ก็กำลังพยายามอยู่ แต่ก็ยังหลงทาง หรือที่พอจะทำได้บ้าง แต่ก็ไม่เต็มที่ องค์กรต่างๆ จึงเหมือน “ติดกับดัก” บนฐานของศักยภาพที่ตีบตัน จึงเป็นหน่วยงานในลักษณะแบบกลางๆ ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองได้ จึงไปต่อไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระบาดอย่างไม่คาดคิดของไวรัสโควิด 19 สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง แล้วเราจะรับมือกับความท้าทายที่สำคัญนี้อย่างไร เรารู้ว่าจะต้องพัฒนาศักยภาพ แต่จะพัฒนาอะไร อย่างไร จึงจะยกระดับความสามารถในการแข่งขันเชิงรุก เพื่อความอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หนึ่งในคำตอบคือ การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกตอบสนอง นั่นคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเราจะโต้ตอบอย่างไร เพราะการตอบสนองใดๆ  มันล้วนมาจากกรอบความคิดตนเอง กรอบความคิดเปลี่ยนได้ และตนมีอำนาจเหนือมัน ดังนั้น การตอบสนองใดๆ ในรูปของพฤติกรรม มันจึงมาจากการเลือกของตนเองทั้งสิ้น (ถึงแม้เลือกที่จะไม่ทำอะไร ก็ถือเป็นการเลือกอย่างหนึ่ง)

ความสามารถในการเลือกนี้เองคือ อำนาจ อำนาจดังกล่าวคือ ความเป็นอิสระ คืออิสระจากแรงกดดันภายนอก อิสระจากข้อจำกัดภายนอก บุคคลประเภทนี้จะไม่บ่น จะไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษโน่นนี่นั่น หรือโทษใคร หรืออ้างเหตุภายนอกว่าเป็นสาเหตุ นั่นคือ เขาจะไม่เอาข้อจำกัดภายนอกมากำหนดชะตาชีวิตตนเอง เพราะถ้าทำอย่างนั้น นั่นเท่ากับว่า ตนกำลังพาเอาตนเองเข้าไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอ ความอ่อนด้อย ความไร้สมรรถภาพ แต่จะตระหนักว่า ตนอยู่เหนือสถานการณ์นั้นๆ เพราะเรามีอำนาจเหนือมัน ตนจึงไม่กวัดแก่วงไปตามกระแส จะไม่ยอมให้มันมามีอิทธิพลเหนือตนเอง แต่จะดูว่าตนมีทางเลือกอะไรบ้างที่พอจะทำได้ในสถานการณ์ดังกล่าว และไม่ว่าจะเกิดผลอะไรที่ตามมา ตนก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ

ภาวะนี้เองคือ ศักยภาพสูงสุด มันคือ ความสามารถในการนำตนเอง เพราะนำตนเองได้ จึงปรับตัวได้ และด้วยสามารถในการคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ตนจึงสามารถสร้างทางเลือกได้หลากหลาย เพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นล่วงหน้านี้เอง บุคคลจึงเล่นเชิงรุกได้

การเล่นเชิงรุกจึงมิได้มีความหมายเพียงแค่ว่าคิดไปได้ไกล คิดไปข้างหน้า หรือขยัน เอางานที่จะถึงกำหนดในวันข้างหน้ามาทำวันนี้เท่านั้น แต่มันคือการตระหนักถึงศักยภาพภายในที่ตนมี รู้ว่าตนมีอำนาจในการเลือกว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ข้างหน้านั้นๆ อย่างไร และใช้ให้เป็น เพื่อรับมือกับปัญหา แก้ปัญหาได้อย่างทันการณ์ และด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง หากว่าผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่คาด ตนก็รู้ว่ามันพลาดที่ตรงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมองว่านั่นคือ กระบวนการเรียนรู้ แล้วจะหาทางปรับแก้ไขอย่างไร เพื่อทางออกที่ดีกว่า

ดังนั้น ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ด้วยข้อจำกัดอย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า ตนมีศักยภาพในการนำตนเอง นั่นคือ เรามีอำนาจในการเลือกที่จะเล่นเชิงรุก เล่นเชิงบวกได้

ในสถานการณ์ที่โลกมีความผันผวนสูง จากความท้าทายด้านจำนวนวัยแรงงานที่ลดลง การศึกษาและกระบวนการพัฒนาก็ขาดคุณภาพ องค์กรขาดกระบวนการคิดเพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน และไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ อีกทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในอัตราเร่ง องค์กรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับศักยภาพบุคลากรให้ก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดอันเกิดจาก “กับดัก” กับดักดังกล่าวก็คือ กรอบความคิด (Mindset) ของตนเองนั่นเอง ข้อจำกัดต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ตนสร้างขึ้นเองทั้งสิ้น เมื่อเกิดในทางลบ ตนและองค์กรจึงตีบตัน แต่หากเป็นไปในทางบวก บุคคลย่อมพัฒนาความสามารถในการนำตนเองและเล่นเชิงรุกได้ เมื่อนั้น องค์กรก็มีโอกาสเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

ภาพ Freepik

ชื่นชมงานศิลป์ผลงานศิลปินร่วมสมัย ‘ซาวาริโอ ลุคชี’ ฉลองวันสตรีสากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/647236

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 11:08 น.ชื่นชมงานศิลป์ผลงานศิลปินร่วมสมัย 'ซาวาริโอ ลุคชี' ฉลองวันสตรีสากลเฉลิมฉลองวันสตรีสากล โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ จัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมกับศิลปินชาวอิตาเลียน ‘ซาวาริโอ ลุคชี’ ชมฟรีตลอดเดือนมีนาคม

ร่วมชื่นชมความซับซ้อนของอิสตรี ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งครั้งนี้โรงแรมฮิลตันได้เฉลิมฉลองวันสตรีสากล (8 มีนาคมของทุกปี) โดยการชวนคนรักงานศิลปะชมการจัดแสดงนิทรรศการผลงานภาพวาดพอร์เทรทของศิลปินร่วมสมัยและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียน ซาวาริโอ ลุคชี ตลอดเดือนมีนาคม

ซาวาริโอ ลุคชี เข้ามาพำนักในประเทศไทยพร้อมความมุ่งมั่น และแรงผลักดันที่ต้องการจะเผยแพร่ผลงานศิลปะที่โดดเด่นของเขา โดยใช้ภาพวาดของหญิงสาวที่ถ่ายทอดอารมณ์อันมีเสน่ห์ด้วยเทคนิคที่ละเอียดอ่อนและทรงคุณค่า “แรงบันดาลใจในแต่ละผลงานของผม มักเริ่มต้นด้วยผู้หญิง ผลงานศิลปะของผมเต็มไปด้วยด้วยความอ่อนโยน แต่ทว่าแข็งกร้าวอยู่ในที และที่สำคัญคือความซับซ้อนของอิสตรี ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความแข็งแกร่งของสตรีเพศ”

เรเชล เดวิดสัน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และดับเบิลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ กล่าวว่า เรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับลุคชี ในการเฉลิมฉลองวันวันสตรีสากล 8 มีนาคม และเดือนนี้ยังเป็นเดือนแห่งประวัติศาสตร์สตรีอีกด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ร่วมกันระลึกถึงผู้หญิงที่ได้สร้างคุณูปการในช่วงเวลาที่ผ่านมา

นิทรรศการที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่แขกผู้เข้าพักหรือผู้ใช้บริการโรงแรมจะได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศพิเศษนี้ ด้วยภาพศิลปะร่วมสมัยของลุคชีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคเรอเนซองส์ นำมาจัดแสดงที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ โดยนิทรรศการจะเปิดให้ชมฟรี ตลอดเดือนมีนาคม บริเวณห้องอาหารมอนโด ที่ซึ่งเป็นจุดนัดพบในบรรยากาศสบายๆ และร่วมจิบน้ำชายามบ่ายไปกับเราได้ทีนี่ในทุกๆ วัน

เพื่อร่วมดื่มด่ำกับงานศิลป์อย่างเพลิดเพลิน ทางโรงแรมยังจัดให้มีชุดน้ำชายามบ่าย หรือ Fashionable High Tea เปิดให้บริการในช่วงเวลา 11.30-16.30 น. (ราคาเริ่มต้น 405 บาทสุทธิ เซ็ตสำหรับสองท่าน) นอกจากนั้น ยังมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมให้บริการที่ห้องอาหารมอนโดตลอดทั้งวัน

พบกับงานนิศการและเมนูอาหารต่าวๆ ที่ห้องอาหารมอนโด ชั้นล็อบบี้ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซอยสุขุมวิท 24 (สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์) โทร. 02 620 6666 หรืออีเมล bkksu.fb@hilton.com, Line ID @hiltonskbkk

ส่องร้านเด็ดจากลิสต์ร้านอาหาร-คาเฟ่เปิดใหม่ในฟู้ดไบเบิ้ล @centralwOrld #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/647233

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 10:30 น.ส่องร้านเด็ดจากลิสต์ร้านอาหาร-คาเฟ่เปิดใหม่ในฟู้ดไบเบิ้ล @centralwOrldเซ็นทรัลเวิลด์ ท็อปฟอร์ม Food Destination ระดับโลก ขนทัพร้านใหม่ต่อคิวเปิดต่อเนื่องตลอดทั้งปี ย้ำตัวจริงเดสติเนชั่นที่รวมร้านอาหารมากที่สุดในโลก เปิด “ฟู้ด ไบเบิ้ล” รวมร้านอาหารจากทั่วโลกมากกว่า 200 ร้าน จากกว่า 10 สัญชาติ

ยืนหนึ่งเรื่องอาหาร ตอกย้ำการเป็นผู้นำศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหารทุกรูปแบบ และคาเฟ่ชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลกไว้มากที่สุดเลยจริงๆ สำหรับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ล่าสุดมีการเผยลิสต์ร้านอาหาร-คาเฟ่เปิดใหม่รับต้นปี 2564 มากกว่า 15 ร้านดัง พร้อมรวมร้านที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ และอีกหลายร้านที่เตรียมจ่อคิวเซอร์ไพรส์คนไทยตามไทม์ไลน์ยาวถึงกลางปี

โดยทั้งหมดจะถูกเพิ่มเข้าไปอยู่ใน “ฟู้ดไบเบิ้ล” ของเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งรวมแล้วจะมีร้านอาหารจากทั่วโลกมากถึง 225 ร้านจากกว่า 10 สัญชาติ รวมความอร่อยจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียวเป็น Food therapy ให้ทุกคนได้กินให้หายคิดถึง ไม่ต้องบินก็อร่อยฟินได้กับอาหารจากหลากหลายสัญชาติ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน อิตาลี ที่เดียวที่เซ็นทรัลเวิลด์ ในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ตอนนี้

อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า หลังจากปลายปีที่แล้วที่เราได้เผยโฉมโลกแห่งอาหารที่มีพื้นที่ร้านอาหารใหญ่ที่สุดในเอเชียกว่า 46,000 ตร.ม. ที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นครั้งแรก พร้อมด้วย “ฟู้ดไบเบิ้ล” รวมร้านอาหารดัง กว่า 225 ร้าน นั้น ทำให้เซ็นทรัลเวิลด์ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งศูนย์การค้าที่มี Food destination ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และรวมร้านอาหาร-คาเฟ่ดังที่อร่อยไว้มากที่สุดในทันที และยังคงครองตำแหน่งยืนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน หลังการเปิดตัว centralwOrld Food Destination อย่างเป็นทางการ เซ็นทรัลเวิลด์ได้สร้างปรากฏการณ์ Talk of the Town ในโซเชียลมีเดีย และได้รับการพูดถึงอย่างมากจากบรรดา Food Blogger และสายกินทั่วประเทศ ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของร้านอาหารดังระดับโลก ซึ่งแต่ละร้านมีนักกินมายืนรอต่อคิวแถวยาวเหยียด อาทิ Tsuta ร้านราเมนร้านแรกของโลกและร้านแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับ 1 Michelin Star 4 ปีซ้อน, ร้าน Kam’s Roast ร้านห่านย่างเจ้าดังจากฮ่องกง การันตีความอร่อยระดับ 1 ดาวมิชลินถึง 7 ปีซ้อน, TP Tea by Chun Shui Tang ต้นตำรับชานมไข่มุกเจ้าแรกของโลก และร้าน Seoul Garden ปิ้งย่างชื่อดังสุดฮิตจากเกาหลีที่แรกในไทย เป็นต้น โดยในปีนี้ เราได้คัดสรรร้านอร่อยชื่อดังจากทั่วโลกอีกมากมายที่เตรียมเปิดตัวต่อเนื่อง โดยมี 3 ร้านดังระดับโลกที่จะมาเปิดเป็นครั้งแรกในไทย

  • ร้าน Sushiro ร้านซูชิสายพาน หรือร้านซูชิ 100 เยน อันดับ 1 ที่มีสาขากว่า 600 แห่งในญี่ปุ่น และต่างประเทศ ใครคิดถึงบรรยากาศการไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องไม่พลาด เตรียมรอชิมมีนาคมนี้
  • ร้านแซมาอึล ชิกตัง ร้านหมูย่างเกาหลี 24 ช.ม. อันดับหนึ่งตลอดกาล ที่สายซีรีย์เกาหลีต้องคิดถึง กับเมนูไฮไลท์อย่างหมูย่างหมักเนื้อนุ่มกับซุปกิมจิ 7 นาที รสชาติเข้มข้น คาดพร้อมเปิด พ.ค. นี้
  • Canton Paradise ร้านติ่มซำชื่อดังจากสิงคโปร์ มีเมนูที่หลายคนชื่นชอบอย่างขนมจีบเนื้อกุ้งแน่นเต็มคำ ซาลาเปา และบะหมี่หมูแดง เป็ดย่าง พร้อมบินตรงมาเสิร์ฟความอร่อย ก.ค. นี้

ร้านอาหาร-คาเฟ่เปิดใหม่ห้ามพลาด

  • %Arabica ชั้น 1 CENTRAL at centralwOrld ร้านกาแฟสเปเชียลตีคอฟฟี่ จากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาเปิดสาขาถาวร ลำดับที่ 77 จากทั่วโลก ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็น New Designed Store in Thailand ภายในร้านได้รับการออกแบบ Landscape ของร้าน ด้วยดีไซน์สุดยูนีคแห่งเดียวในโลก ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของวัดไทยท้องถิ่น กลายเป็นความมินิมอลโมเดิร์นสุดพิเศษ
  • Ang Bao ชั้น 7 โซน Central Court ชานมและขนมหวานสไตล์ไต้หวัน ตกแต่งสวยงามด้วยโคมไฟสีแดง แนะนำเมนู ชานมไข่มุกที่เข้มข้น หอมกลิ่นชาชัดเจน และเก๊กฮวยนมเจลลี่หอมหมื่นลี้ เป็นต้น
  • KAMU Specialty ชั้น 2 CENTRAL at centralwOrld สัมผัสประสบการณ์พิเศษ ของเครื่องดื่มและครัวซองต์รสละมุนจากร้าน Kamu ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ ด้วยรสชาติสุดพิเศษ เข้มข้นไปอีกระดับ -มีเมนูแนะนำ อย่าง Signature Dirty เข้มข้น และชัดเจนในรสชาติของกาแฟ ตัดกับนมสดนุ่มละมุนสูตรพิเศษของคามุ กลมกล่อมในแก้วเดียว
  • Meet Fresh ชั้น 7 โซน Beacon ขนมไต้หวันต้นตำรับที่ถูกใจคนทั้งโลก การันตีความอร่อยด้วยสาขากว่า 800 สาขาทั่วโลก ด้วยส่วนผสมและกรรมวิธีการผลิตจากไต้หวัน มาตรฐานแบรนด์ระดับโลก ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ทำสดๆ อร่อยหนุบหนับ หวานน้อยแต่ฟินสุดๆ
  • Seven Suns – Craft Matcha ชั้น 1 โซน The Offices at centralwOrld สุดยอดชาเขียว ที่ได้รับการโหวตจาก Time Out ว่าเป็นร้านมัทฉะลาเต้ที่ดีที่สุดในกรุงเทพ (Best Matcha Latte in Bangkok) ใช้ใบชาจากเมือง Uji ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองปลูกชาคุณภาพดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น โดยใบชาที่ได้จากเมืองนี้จะมีรสกลมกล่อม ไม่ขม กลิ่นหอม มีเมนูแนะนำอย่าง Original Premium Matcha และ Pastel Matcha Latte ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น ส่วนใครที่แพ้นมวัวสามารถเปลี่ยนเป็นนมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง นมถั่วพิสทาชิโอ้ น้ำมะพร้าว หรือเป็น Hatsu Mukashi Uji ได้เช่นกัน
  • VASO Spanish Tapas Bar ทาปาสบาร์ชื่อดัง ทั้งเรื่องอาหารสไตล์ Contemporary Spanish Cuisine และบรรยากาศอันคึกคัก โดยจะเปิดให้บริการ พ.ค. นี้
  • Co-Unlimited ร้านอาหาร Thai Street Food ที่ยกระดับอาหารไทยให้พรีเมี่ยมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยคุณหมู Asava, และ เป็นต้น โดยจะเปิดให้บริการ เม.ย.นี้
  • · Maguro ร้านอาหารญี่ปุ่น ซูชิสไตล์ฟิวชั่น สด อร่อย วัตถุดิบคุณภาพพรีเมี่ยม เน้นความพิถีพิถันของการปรุงแต่ละเมนูเป็นหลัก โดยจะเปิดให้บริการ เม.ย. นี้
  • ขมิ้น Camin Cuisine & Cafe ร้านอาหารใต้สุดเก๋แต่รสชาติต้นตำรับถึงเครื่อง และเป็น Hidden gems ของเหล่านักกิน เตรียมนำเอกลักษณ์การปรุงอาหารของคนใต้แท้ ๆ มารังสรรค์เป็นเมนูจานเด็ดให้ลิ้มลอง มิ.ย.นี้
  • Makai Açai & Superfood Bar ชั้น 3 โซน Atrium คาเฟ่สมูทตี้โบวล์สุดป็อปที่สายเฮลท์ตี้ต้องนึกถึงทำจากผลอาซาอิที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ใส่เฉพาะน้ำผึ้งออแกนิคเท่านั้น
  • Garrett Popcorn ชั้น 3 โซน Eden ป๊อปคอร์นยอดนิยมด้วยกลิ่นอโรม่ายั่วยวนใจและความอร่อยเข้มข้น จากวัตถุดิบที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี นำเข้าจากอเมริกา
  • Honey Nuka ชั้น 7 โซน Beacon ร้านเครื่องดื่มที่ขอมอบความสดชื่น และความอร่อยจากธรรมชาติ ด้วยเครื่องดื่มน้ำผึ้ง และ Yuzu แท้ 100%

มาค้นพบประสบการณ์ความอร่อยไม่มีที่สิ้นสุดได้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และอย่าลืมพก “ฟู้ดไบเบิ้ล” ติดตัว หรือ สแกน QR Code เตรียมไว้ก่อนมา เพื่อเป็นตัวช่วยในการตามหาร้านอร่อย โดยแบ่งตาม Lifestyle Insight การทานอาหารของคนในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 8 สายความอร่อย ได้แก่ สายแข็งชาบู-ปิ้งย่าง, สายมิชลิน (Michelin Star & Michelin Guide), สายคาเฟ่ของหวาน (Café society & wOrld of dessert) , สายอินเตอร์ (Asian Lifestyle & Inter’ Food), สาย Thai Taste, สายกินง่ายๆ กินเร็ว เน้นจานเดียว (Quick Service Restaurant, Food World, Live House), สายปาร์ตี้แฮงค์เอ้าท์ (Everyday Hangout & Exquisite Bar) และสายครีเอทีฟคุ้กกิ้ง (Creative Cooking) มาที่เดียวได้อิ่มอร่อยครบทุกเมนูหลากหลายสัญชาติจากทั่วโลกที่ไม่ต้องบินก็ฟินได้

#กินให้หายคิดถึง #ไม่ต้องบิน ก็อร่อย ฟินได้ที่ CTW

#EndlessDiscoverywOrldofFood

#กินอะไรดีที่เซ็นทรัลเวิลด์

ชิม ‘ข้าวแช่โบราณ’ ตำรับไทยในฤดูร้อน ณ ห้องอาหาร สยาม ที รูม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/646972

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 17:07 น.ชิม 'ข้าวแช่โบราณ' ตำรับไทยในฤดูร้อน ณ ห้องอาหาร สยาม ที รูม พบเสน่ห์ตำรับไทย “ข้าวแช่โบราณ” กับโปรโมชั่นสุดพิเศษต้อนรับฤดูร้อน ณ ห้องอาหาร สยาม ที รูม โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

ห้องอาหารสยาม ที รูม ชวนทุกท่านร่วมเพลิดเพลินกับเมนูข้าวแช่ไทยตำรับโบราณ อาหารพื้นบ้านของชาวมอญ ก่อนจะถูกปรับปรุงพัฒนาโดยห้องเครื่องสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2411-2453) และด้วยความหอมละมุนที่คืนความสดชื่นให้แก่ผู้ทาน ข้าวแช่จึงกลายมาเป็นสุดยอดอาหารประจำฤดูร้อนที่ชาวไทยนิยมทานกันในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์

สำหรับความพิเศษของข้าวแช่ที่ห้องอาหาร สยาม ที รูม ผ่านการรังสรรค์โดย เชฟกอล์ฟ-ภัควลัญชญ์ เวชมนต์ ผู้มีประสบการณ์ในห้องเครื่องของพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเชฟกอล์ฟเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเม็ดสวยจากยโสธร มาลอยดอกไม้ กรุ่นกลิ่นอบควันเทียนทำสดใหม่ ความงดงามที่เสิร์ฟมาพร้อมทานกับเครื่องเคียงเรียงราย

เริ่มด้วย ลูกกะปิทอด ที่บรรจงโขลกส่วนผสมให้เข้ากันทั้งกะปิแท้คลองโคน เนื้อปลาย่าง และสมุนไพรที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ปั้นพอดีคำ ก่อนนำไปทอดจนเหลืองกรอบชวนรับประทาน ตามด้วยกระชายสดริ้วมาอย่างสวยงาม รสชาติอร่อยลงตัว ตามด้วยพริกหยวกสอดไส้ เครื่องเคียงสุดพิถีพิถันที่ได้จากการนำพริกหยวกมาคว้านเมล็ด ยัดไส้สามเกลอ หมู กุ้ง ปรุงรสแล้วนำไปนึ่ง ก่อนห่อด้วยไข่ตาข่ายสุดประณีต ที่ใช้ไข่เป็ดกรอง 3-4 ครั้งเพื่อไข่น้ำค้างออกไป ให้ไข่เนียนสวยงาม ต่อที่หอมแดงยัดไส้ปลา เพิ่มมิติความหวานด้วยหมูฝอย อีกความอร่อยที่เลือกใช้สะโพกหมูฉีกเป็นเส้นผัดให้กรอบ คลุกเคล้าด้วยน้ำตาลมะพร้าว ได้ทั้งความหอม ความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ เติมน้ำปลาเพิ่มรสเค็มนิดหน่อยอร่อยแบบพอดิบพอดี ยังมีปลายี่สนผัดหวาน ไชโป้วผัดหวานของดีจากโพธาราม จังหวัดราชบุรี อัญชัญยัดไส้กุ้ง ไข่เค็ม ผักสดแนม

ปิดท้ายด้วยของหวานสุดสดชื่นอย่าง กระท้อนเสวย ของหวานสมัยยังเด็กของเชฟกอล์ฟที่ปรับใหม่ให้เข้ายุคสมัย เสิร์ฟมาเป็นเกล็ดคล้ายไอศกรีม ท็อปด้วยหมูฝอยหวานแบบกรอบ หอมส้มซ่า ส่วนเครื่องดื่ม แนะนำ น้ำแตงโมปลาแห้ง ที่เพิ่มความสดชื่นคลายร้อนดับกระหายได้เป็นอย่างดี 

ร่วมสัมผัสความสดชื่นและความหอมละมุนกลิ่นดอกมะลิ “ข้าวแช่โบราณ” ได้ที่ห้องอาหาร สยาม ที รูม ทุกวัน เวลา 11.00-17.00 น. ตั้งแต่วันนี้-31 พฤษภาคม 2564 ในราคาเพียง 590++ บาทต่อเซ็ต (สำหรับนั่งทานที่ร้าน) หรือ 490++ บาท (สำหรับสั่งกลับบ้าน) พิเศษสำหรับสมาชิกคลับแมริออท เมื่อมานั่งทานที่ร้านรับส่วนลด 15% สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-059-5999 อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com เว็บไซต์: www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/bangkokmarriottmarquis

‘ทาปาสบอร์ด’ ทาปาสต้นตำรับแบบฉบับสเปน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/646915

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 15:22 น.'ทาปาสบอร์ด' ทาปาสต้นตำรับแบบฉบับสเปนอาหารว่างชั้นเลิศที่คุณไม่ควรพลาดกับ “ทาปาสบอร์ด” ณ ห้องอาหารอูโนมาส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ชวนเหล่านักชิมทุกท่านมาร่วมสัมผัสอาหารสไตล์สเปนแท้ๆ กับทาปาส หรือของว่าง ต้นตำรับอาหารสเปน ณ ห้องอาหารอูโนมาส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ คุณจะได้สัมผัสกับหลากหลายความอร่อยนานาชนิดของทาปาส โดยเชฟประจำห้องอาหารได้คัดสรรวัตถุดิบส่วนผสมชั้นเลิศตามแบบฉบับสเปน นำมาคิดค้นและรังสรรค์เป็นเมนูอาหารจานเด็ดที่รวบรวมหลากหลายเมนูทาปาสมาให้คุณได้ลิ้มลองกับ ”ทาปาสบอร์ด” ไม่ว่าจะเป็น ไข่เจียวสเปน มะกอกดองสเปน ขนมปังกรอบทาด้วยซอสมะเขือเทศ กระเทียม และน้ำมันมะกอก สลัดผักโคโกลลอส เสิร์ฟกับแซลมอนรมควัน มันฝรั่งตุ๋นทอดกรอบ กับซอสมะเขือเทศแบบเผ็ดและซอสไอโอรี่มายองเนส พริกเขียวสเปนปาโดรเนสทอด โรยด้วยเกลือ อีกทั้งยังมีอาหารซีฟู้ดแบบพรีเมียมตั้งแต่ กุ้งลายเสือและกระเทียม พริกแห้ง คาเยนเน่ ผัดในน้ำมันมะกอก ปลาหมึกสเปนทอดกรอบ พร้อมเสิร์ฟกับซอสไอโอรี่หมึกดำ ไปจนถึง ปลาหมึกออคโตปุสย่าง กับซอสพริก ชิฟโปเล่ย์ และ ซอสพริกเขียว และยังมีเมนูเอาใจคนรักเนื้ออย่าง แฮมโจเซอร์รีโต้ 48 เดือน สไลด์ แฮมโจเซอร์รีโต้คลุกเกล็ดขนมปังทอดกรอบ เสิร์ฟกับซอสไอดอรี่มายองเนส เนื้อชูกี่ชู่และหมูพลูม่า บดเสิร์ฟในซอสมะเขือเทศ และทาปาสยาว 2 ฟุต สำหรับ 2 ท่าน ทั้งหมดนี้ในราคาเพียง 1,990 บาท++ ต่อคู่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการ) เปิดให้บริการทุกวันที่ห้องอาหารอูโนมาส ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ไปจนถึง 23.00 น.

พนักงานทุกคนผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน และยังผ่านการอบรมแนวทางป้องกัน นอกจากนี้เรายังทำการฆ่าเชื้อโรคอุปกรณ์ทำครัว ห้องครัว และเครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างดี เราขอการันตีด้วยประกาศนียบัตรโรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2100-6255 หรือ อีเมล์: diningcgcw@chr.co.th หรือสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ www.unomasbangkok.com ติดตามข่าวสารของห้องอาหารอูโนมาสได้ที่ เว็บไซต์: www.unomasbangkok.com เฟสบุ๊ค: UNO MAS อินสตาแกรม: Unomas_Bangkok

ร้านอาหารลาวอีสานสไตล์ตะวันตก ที่สุดของความลงตัว @Monkey Pod #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/646843

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ร้านอาหารลาวอีสานสไตล์ตะวันตก ที่สุดของความลงตัว @Monkey Podโพสต์ทูเดย์ ชวนเช็กอินบ้านไม้สักอายุกว่าร้อยปีในพื้นที่ 1 ไร่ใจกลางสุขุมวิท @Monkey Pod ทาปาสบาร์เรสเตอรองแอนด์คาเฟ่ เสน่ห์ความแซ่บสไตล์ฟิวชั่นของเมนูอาหารลาว อีสาน ที่รังสรรค์แบบโมเดิร์น

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ 

เมื่อรสชาติแซ่บนัวแบบอีสาน ใครๆ ก็โปรดปราน ครั้งนี้กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ จึงอยากพาไปอร่อยฟินๆ กับความแซ่บอีกมิติ ที่ร้าน Monkey Pod ทาปาสบาร์เรสเตอรองแอนด์คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 13 พบกับบ้านไม้สักอายุกว่าร้อยปี และพื้นที่สีเขียวใจกลางสุขุมวิท ด้านความอร่อยที่นี่นำเสนอเมนูอาหารลาวผสานรสชาติแบบอีสานของไทยแต่เสิร์ฟมาในสไตล์ตะวันตก (East meets West) ทุกเมนูมาพร้อมรสชาติสุดเซอร์ไพรส์ที่อากให้คนไทยได้ลิ้มลอง พร้อมเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่สร้างสรรค์อย่างลงตัว

Monkey Pod เป็นร้านอาหารแนวคาเฟ่ในเครือ Blue Elephant ที่ได้ชื่อร้านมาจากต้นจามจุรีในภาษาอังกฤษ อีกหนึ่งในจุดเด่นของร้านที่ให้ร่มเงาเคล้าบรรยากาศสุดสดชื่น ตกแต่งด้วยรูปวาดและรูปปั้นลิงน้อยใหญ่ทั่วบริเวณ เรียกว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์และประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา

เมนูอาหารรังสรรค์โดยเชฟดู่ เชฟสัญชาติลาวที่เกิดและโตในยุโรป สั่งสมประสบการณ์ทำงานกับเชฟระดับโลกอย่าง Claude Bosi และ Albert Adria นำเสนออาหารแนวอีสานทวิสต์ที่มีความ innovative จากแรงบันดาลใจของอาหารหลายๆ ชาติ

เริ่มกันที่เมนูเบาๆ อย่าง LAO DOG (179 บาท) ซิกเนอเจอร์เมนูที่ต้องลิ้มลอง เป็นฮอทดอกหมันโถวทอดไส้กั่ว เมนูที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจจากหมันโถวทอดสไตล์ไต้หวันที่หอมกลิ่นนมเนย กินคู่กับใส้กั่วสูตรพิเศษ จานนี้รสชาติโดดเด่นลงตัว มีเอกลักษณ์ของใส้อั่วและใส้กรอกอีสาน ซึ่งเชฟได้รับการถ่ายทอดสูตรลับมาจากของคุณแม่ เคียงด้วยแจ่วมะเขือเทศ  

ห้ามพลาดกับเมนู ข้าวผัดแจ่วบองเนื้อแบล็คแองกัสย่างปลาร้า ไข่ดองนํ้าปลา (279 บาท) สัมผัสความหอมละมุนของสมุนไพรจากแจ่วปลาร้าบองสูตรของลาว ที่นำมาผัดคลุกเคล้ากันอย่างลงตัว เสิร์ฟกับเนื้อแบล็คแองกัสย่างปลาร้าที่นุ่นกำลังพอดี และไข่ดองนํ้าปลา

BLACK ANGUS PLARA (579 บาท) สเต๊กเนื้อแบล็กแองกัสไขมันแทรกพองาม  เสิร์ฟคู่กับแจ่วปลาร้ารสนัวๆ และยำสามชีที่ช่วยตัดรส แถมเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

KLONG PHAI CHILLI CHICKEN (389 บาท) ไก่คลองไผ่อบพริกเหลืองครึ่งตัวที่ชุ่มฉ่ำกำลังดี ผ่านการหมักด้วยน้ำหมักพริกเหลืองและสมุนไพรไทย อาทิ ตะไคร้ น้ำมะขาม รากผักชี กระเทียม ให้รสสไลต์ไก่พิริพิริ กินคู่กับซอส Chimichurri กับหอมแขกดองบีทรูทที่หวานหอมและน้ำจิ้มสูตรพิเศษของ Monkey Pod

เมนูแนะนำอื่นๆ 

ปิดท้ายสุดผ่อนคลายกับเมนูขนมหวานและเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่ให้ทั้งความสดชื่นและดีต่อสุขภาพ อาทิ BLOODY MARY MOCKTAIL, TROPICAL SPICE, Detox Detox, Monkey Planet, Monkey Lemonade, Monkey Spritzer ต่อที่ไอศกรีมนม ซอสส้มซ่า ราดด้วยซอสโหระพา รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน สัมผัสความความสดชื่นและผ่อนคลายน้ำมันหอมละเหยจากใบโหระพา ปิดท้ายมื้อนี้ด้วย ไอศกรีมนมทอดสูตรพิเศษของ Monkey Pod เสริฟ์คู่กับสับปะรดภูเก็ตที่ย่างจนหอมกลิ่นคาราเมล และคัมโบเม็ดมะม่วง

ตามไปลิ้มลองความอร่อยแบบนี้ได้ที่ร้าน Monkey Pod เปิดบริการเวลา 11.00–20.00 น. ติดต่อสอบถามที่ 02-115-9830 หรือ https://www.facebook.com/Monkeypodbkk หรือ Line Official account (@monkey_pod)