ทหารเมียนมาไล่ทูตยูเอ็นชูสามนิ้วต้านยึดอำนาจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646562

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 10:28 น.ทหารเมียนมาไล่ทูตยูเอ็นชูสามนิ้วต้านยึดอำนาจหลังจากทูตรายนี้กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อเขาชูนิ้วแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการทำรัฐประหารกลางที่ประชุมสหประชาชาติ

คณะรัฐประหารของเมียนมาไล่ทูตประจำประเทศประจำสหประชาชาติออกจากตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขากล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนิวยอร์กอย่างไม่เต็มใจ โดยวิงวอนขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในการฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กับบ้านเกิดของเขา

สำนักข่าว The NewYork Times รายงานว่า จอ โม ตุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตฯ ปิดท้ายสุนทรพจน์ที่สหประชาชาติด้วยการชูสามนิ้วแสดงท่าทางจากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Games ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านประชาธิปไตยของกลุ่มผู้ประท้วงในเมียนมาและก่อนหน้านั้นเป็นสัญลักษณ์การประท้วงในประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศไทย

จอ โม ตุนได้รับการแต่งตั้งภายใต้รัฐบาลพลเรือนและอยู่นอกเมียนมาเมื่อเกิดรัฐประหาร

เมื่อเขามีโอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสหประชาชาติ เขาท้าทายผู้ปกครองทหารใหม่และเรียกร้องให้องค์กรโลก “ใช้วิธีการใดๆ ที่จำเป็นในการดำเนินการกับทหารเมียนมา” และนำประชาธิปไตยกลับคืนมา

ต่อมาสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลทหารเมียนมาประกาศลั่นว่าเขา “ทรยศประเทศและพูดแทนองค์กรที่ไม่เป็นทางการซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของประเทศและใช้อำนาจและความรับผิดชอบของทูตในทางมิชอบ”

ด้านสำนักข่าว Reuters รายงานว่า หลังจากถูกขับจากตำแหน่ง จอ โม ตุนสาบานว่าจะต่อสู้ต่อไปโดยกล่าวว่า “ผมตัดสินใจที่จะต่อสู้เพื่อตอบโต้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

คริสตีน ชราเนอร์ เบิร์เกอเนอร์ (Christine Schraner Burgener) ทูตพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติประจำเมียนมาได้เตือนที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่มีสมาชิก 193 คนเมื่อวันศุกร์ว่าไม่ควรมีประเทศใดที่ควรยอมรับหรือให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลทหารเมียนมา

Photo by – / UNITED NATIONS / AFP

อู๋ม่งต๊ะ นักแสดงฮ่องกงคู่บุญโจวซิงฉือเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646545

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.อู๋ม่งต๊ะ นักแสดงฮ่องกงคู่บุญโจวซิงฉือเสียชีวิตสื่อจีนรายงาน อู๋ม่งต๊ะ นักแสดงฮ่องกงเสียชีวิตจากมะเร็งตับ

สำนักข่าว CGTN ของจีนรายงานว่า อู๋ม่งต๊ะ (Ng Man Tat) นักแสดงชาวฮ่องกงที่มักจะรับงานแสดงคู่กับ โจวซิงฉือ เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี ด้วยโรคมะเร็งตับ หลังจากเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ โจวซิงฉือ ทราบว่าอู๋ม่งต๊ะอาการทรุดหนักและต้องเข้ารับการรักษาด้วยคีโม เจ้าตัวได้ติดต่อไปสอบถามและเสนอตัวช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ในยุค 90 ทั้งอู๋ม่งต๊ะและโจวซิงฉือแสดงภาพยนตร์ด้วยกันหลายเรื่อง อาทิ  คนเล็กนักเรียนโต คนเล็กกุ๊กเทวดา และภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ทั้งคู่แสดงด้วยกันคือ นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ เมื่อปี 2001

กกต.เมียนมาประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646540

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.กกต.เมียนมาประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะคณะกรรมการเลือกตั้งเมียนมาประกาศให้ผลการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้วที่อองซานซูจีชนะเป็นโมฆะ

อูเต็งโซ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำรัฐประหารประกาศว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจีกวาดชัยชนะเป็นโมฆะ เนื่องจากพบความบกพร่องเกี่ยวกับรายชื่อผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน ทั้งยังมีการทุจริตเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าบกพร่องหรือทุจริตอย่างไร

อูเต็งโซ ยังเผยอีกว่า ตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประชุมต้องการให้ลงโทษรัฐบาลพลเรือนจากพรรค NLD ในข้อหาโกงการเลือกตั้ง

ด้าน ดอว์ขิ่นซานหล่าย ฝ่ายบริหารของพรรค NLD ที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกรัฐสภาเผยกับสำนักข่าว The Irrawaddy ว่า การประกาศว่าผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมาจากรัฐบาลรัฐประหาร

Photo by Thet Aung / AFP

สหรัฐโชว์ภาพทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป โวพร้อมจัดการศัตรู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646528

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 15:20 น.สหรัฐโชว์ภาพทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป โวพร้อมจัดการศัตรูกองทัพสหรัฐทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปคาดเป็นการส่งสัญญาณไปถึงจีนกับรัสเซีย

กองทัพอากาศสหรัฐเผยความสำเร็จในการทดสอบยิงชีปนาวุธข้ามทวีป LGM-30G Minuteman III ที่ยิงจากฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์กในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยสามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 6,760 กิโลเมตรบนหมู่เกาะมาร์แชลในมหาสมุทรแปซิฟิก

“การทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงมาจากฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐยังปลอดภัย มั่นคง เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพในการจัดการกับภัยคุกคามของศตวรรษที่ 21 และทำให้พันธมิตรของเรามั่นใจ”

กองทัพอากาศจะระบุว่าการทดสอบครั้งนี้วางแผนไว้ล่วงหน้าหลายปีแล้ว และไม่ใช่เป็นการตอบโต้ความตึงเครียดในโลกหรือในภูมิภาค แต่การทดสอบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐทบทวนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้กองทัพเรือสหรัฐได้ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป Trident ที่ไม่ได้ติดตั้งหัวรบในมหาสมุทรแอตแลนติกโดยยิงจากเรือดำน้ำที่อยู่นอกชายฝั่งฟลอริดา

ในช่วงเวลาเดียวกัน ชาร์ลส์ ริชาร์ด ผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธศาสตร์ที่ควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐยังเตือนว่า สงครามอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับจีนหรือรัสเซียเป็นไปได้อย่างมาก และกองทัพสหรัฐต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อขจัดความเป็นไปได้นั้น โดยเขาประเมินจากขยายและยกระดับคลังอาวุธของทั้งจีนและรัสเซีย

ฐานปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐมีพิสัยการโจมตี 9,700 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งหัวรบ ซึ่งรัสเซียและทางตอนเหนือของจีนอยู่ในพิสัยดังกล่าวหากปล่อยจากฐานในรัฐไวโอมิง นอร์ทดาโกตา และมอนแทนา ขณะที่ชายฝั่งตะวันออกของจีนจะอยู่ในพิสัยโจมตีหากยิงจากแคลิฟอร์เนียและแปซิฟิก

โจวเฉินหมิง เชี่ยวชาญด้านกองทัพมองว่า การทดสอบขีปนาวุธครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศมหาอำนาจทางอาวุธนิวเคลียร์อื่นๆ

รมต.ตปท.อินโดฯ ยกหูคุยเลขายูเอ็นแก้วิกฤตเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646519

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 13:20 น.รมต.ตปท.อินโดฯ ยกหูคุยเลขายูเอ็นแก้วิกฤตเมียนมารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเดินหน้าแก้วิกฤตเมียนมาหลังเข้าพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย

เร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย โพสต์ข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอินโดนีเซียว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยสถานการณ์ในภูมิภาคกับ อันโตนิโอ กูร์เตเรซ เลขาธิการสหประชาติ โดยกูร์เตเรซได้แสดงความชื่นชนบทบาทของอินโดนีเซียที่พยายามอย่างไม่หยุดหย่อนในการหาทางคลี่คลายวิกฤตในเมียนมา

อินโดนีเซียกำลังดำเนินมาตรการทางการทูต ที่เรียกว่า Shuttle Diplomacy พูดคุยหารือกับประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก หาทางยุติวิกฤตในเมียนมา รวมทั้งล็อบบี้อาเซียนให้จัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งขณะนี้ชาติสมาชิกที่ออกเสียงสนับสนุนอย่างเป็นทางการมี 3 ประเทศคือ มาเลเซีย บรูไน และสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ มาร์ซูดีเผยว่า “แม้ว่าการทูตแบบ shuttle diplomacy จะไม่ง่ายดายนักในช่วงเวลาที่มีโรคระบาด แต่อินโดนีเซียต้องทำ เนื่องจากมีหลักการบางอย่างที่ต้องยึดถือ…อินโดนีเซียเลือกที่จะไม่เงียบ…การไม่ทำอะไรไม่ใช่ทางเลือก”

Good discussion with @UN Secretary General @antonioguterres yesterday on developments in the region (26/02). The UNSG conveyed appreciation on Indonesia’s tireless efforts for Myanmar.— Menteri Luar Negeri Republik Indonesia (@Menlu_RI) February 26, 2021

สหรัฐชี้มกุฎราชกุมารซาอุฯ สั่งฆ่านักข่าวฝ่ายตรงข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646514

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.สหรัฐชี้มกุฎราชกุมารซาอุฯ สั่งฆ่านักข่าวฝ่ายตรงข้ามรายงานของสหรัฐระบุมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียสั่งฆ่านักข่าวในสถานกงสุล

สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (DNI) เผยแพร่รายงานการสวบสวนการเสียชีวิตของ ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงอนุมัติให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษจับตัวและสังหารนักข่าวคนดังกล่าว

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2017 เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจการทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังควบคุมหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ทีมสังหารจะลงมือโดยปราศจากการสั่งการจากมกุฎราชกุมาร

นอกจากนี้ รูปแบบการสังหารยังสอดคล้องกับรูปแบบของมกุฎราชกุมารที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงเพื่อปิดปากผู้ไม่เห็นด้วย อีกทั้งคาชอกญีมักเขียนบทความวิจารณ์ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียบ่อยครั้ง ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมองว่านักข่าวรายนี้เป็นภัยคุกคาม

วันเดียวกันทางการสหรัฐสั่งขึ้นบัญชีดำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับการสังหารคาชอกญี 76 คน รวมทั้ง อาห์เหม็ด อัล อาสิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองและหน่วยรบพิเศษของซาอุดีอาระเบีย

ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธการประเมินเชิงลบ เป็นเท็จ และฟังไม่ขึ้นของรายงานที่เกี่ยวข้องกับผู้นำของซาอุดีอาระเบีย” และยังระบุอีกว่ารายงานของสหรัฐเป็นการวิเคราะห์และประเมินที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีข้อมูลคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2018 คาชอกญีเดินทางไปที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในเมืองอิสตันบูลของตุรกี เพื่อขอรับเอกสารรับรองการหย่าร้าง แต่กลับถูกทีมสังหาร 15 คนซึ่งมีอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหัวหน้าทีมสังหารและแยกชิ้นส่วนภายในสถานกงสุลในวันเดียวกัน

ทูตเมียนมาชู 3 นิ้วกลางที่ประชุมยูเอ็นประณามรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646513

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 09:45 น.ทูตเมียนมาชู 3 นิ้วกลางที่ประชุมยูเอ็นประณามรัฐประหารทูตเมียนมาชู 3 นิ้วระหว่างกล่าวถึงการทำรัฐประหารในเมียนมาในที่ประชุมยูเอ็น  

จอโมตุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ กล่าวในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของทูตพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อรายงานสรุปสถานการณ์ในเมียนมาต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการที่รุนแรงที่สุดเพื่อยุติการปกครองของรัฐบาลทหารในเมียนมา

“เราต้องการ…ให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อยุติการทำรัฐประหารโดยทันที เพื่อยุติการกดขี่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อคืนอำนาจรัฐให้ประชาชน และเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย” จอโมตุนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นอกจากนี้ จอโมตุนยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกออกแถลงการณ์ประณามการทำรัฐประหาร ไม่ให้การรับรองหรือร่วมมือกับรัฐบาลรัฐประหาร รวมทั้งขอให้ประเทศสมาชิกช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลรัฐประหารเคารพผลการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

หลังจากสรุปการแถลงแล้ว เอกอัครราชทูตเมียนมารายนี้ยังชู 3 นิ้ว ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตย ในที่ประชุมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นที่ตัวแทนจะแตกหักกับรัฐบาลของประเทศที่ตนเป็นตัวแทนในระหว่างการปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 

ครั้งล่าสุดที่เอกอัครราชทูตแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเกิดขึ้นเมื่อปี 2011 เมื่อตัวแทนจากลิเบียประณาม มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการของตัวเอง

เจ้าชายแฮร์รีเผยสาเหตุถอยห่างราชวงศ์อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646491

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.เจ้าชายแฮร์รีเผยสาเหตุถอยห่างราชวงศ์อังกฤษเจ้าชายแฮร์รีสุดเอือมสื่อท็อกซิกทำเสียสุขภาพจิต

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. รอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าชายแฮร์รี ดยุคแห่งซัสเซกซ์ ทรงให้เหตุผลหลังลดบทบาทราชวงศ์ชั้นสูงและประกาศจะไม่กลับมาทรงงานของราชวงศ์อังกฤษว่าเป็นเพราะสื่ออังกฤษที่เป็นพิษ (toxic) ทำลายสุขภาพจิตของพระองค์

โดยพระองค์ตรัสในรายการเดอะเลท เลท โชว์ ของสหรัฐว่า “มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เราคิดว่าหลายคนก็เห็น ทุกคนรู้กันดีว่าสื่ออังกฤษเป็นอย่างไร มันเป็นพิษและมันกำลังทำลายสุขภาพจิตของเรา เราจึงอยากทำสิ่งที่คนเป็นสามีและพ่อควรทำก็คือพาครอบครัวออกไปจากที่นี่”

เจ้าชายแฮร์รียังทรงเปรียบเทียบกับซีรีส์ “เดอะคราวน์” ที่ว่าด้วยเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษว่า “เราสบายใจกับซีรีส์นั้นมากกว่าเพราะมันชัดเจนว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่การรายงานข่าวมันถูกมองเป็นเรื่องจริงเพราะมันคือข่าว”

ก่อนที่พระองค์และเมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์จะย้ายไปยังแคลิฟอร์เนีย ทั้งสองพระองค์ทรงวิพากษ์วิจารณ์หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์อังกฤษเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเมแกนไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งล้อเลียนหรือเหยียดเชื้อชาติ

ก่อนหน้านี้เมแกนได้ฟ้องร้องแท็บลอยด์ฉบับหนึ่งในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยการเผยแพร่จดหมายที่เธอเขียนถึงพ่อของเธอ และเมื่อเดือนที่แล้วสื่อเดียวกันนี้ก็ถูกเจ้าชายแฮร์รีฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทหลังกล่าวหาว่าเจ้าชายแฮร์รีตัดสัมพันธ์กับราชนาวิกโยธินอังกฤษ

Photo by Ben STANSALL / AFP

อดีตกษัตริย์สเปนยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง 147 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646492

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.อดีตกษัตริย์สเปนยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง 147 ล้านสื่อสเปนเผยอดีตกษัตริย์ยอมจ่ายภาษีย้อนหลังกว่า 147 ล้านบาทท่ามกลางข่าวพัวพันคอร์รัปชั่น

หนังสือพิมพ์ El Pais และ El Mundo ของสเปนรายงานว่า อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ของสเปน ซึ่งเดินทางออกจากสเปนไปพำนักที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ท่ามกลางข่าวพัวพันคดีคอร์รัปชั่น ยอมชำระภาษีย้อนหลัง 4 ล้านยูโร หรือราว 147,088,011 บาท นับเป็นการชำระภาษีย้อนหลังครั้งที่สองของอดีตกษัตริย์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ภาษีจำนวน 4 ล้านยูโรคำนวณจากสินค้าและบริการที่อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสได้รับมูลค่ารวมกันราว 8 ล้านยูโร โดยภาษีก้อนนี้เป็นการชดเชยค่าการเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวที่ทรงได้ประโยชน์

ทนายความส่วนตัวของอดีตกษัตริย์ยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่สำนักพระราชวังสเปนปฏิเสธแสดงความเห็นต่อกรณีคอร์รัปชั่น

เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสพยายามยุติข้อกล่าวหาว่าทรงทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเครดิตผิดกฎหมาย ด้วยการชำระภาษีย้อนหลังรวมทั้งค่าดอกเบี้ยและค่าปรับมูลค่า 678,000 ยูโร หรือราว 24,957,373 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีและเพื่อให้เดินทางกลับเข้าสเปนได้

ศาลฎีกาของสเปนเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการติดต่อธุรกิจของอดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสหลายครั้ง รวมทั้งข้อกล่าวหาว่าทรงพัวพันการทุจริตสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงในซาอุดีอาระเบีย โดยได้รับการถวายเงินจากซาอุดีอาระเบีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าบัญชีลับของพระองค์ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส มีบทบาทสำคัญในการนำพาสเปนไปสู่ประชาธิปไตยหลังการเสียชีวิตของผู้นำเผด็จการ ฟรานซิสโก ฟรังโก เมื่อปี 1975 แต่ความนิยมในตัวพระองค์เสื่อมลงหลังมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการเงินและปัญหาภายในราชวงศ์ จนนำมาสู่การสละบัลลังก์

Photo by Pierre-Philippe MARCOU / AFP

2 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646476

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.2 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศลมหาเศรษฐีชาวเกาหลีใต้ 2 คนประกาศบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศลเพื่อแก้ปัญหาสังคม

เมื่อเร็วๆ นี้ 2 มหาเศรษฐีชาวเกาหลีที่ประสบความสำเร็จด้วยสองมือของตัวเอง ทำสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ อย่างการประกาศยกทรัพย์สินของตัวเองให้กับการกุศล

คนแรกคือ คิมบอมซู ผู้ก่อตั้ง KakaoTalk แอพพลิเคชั่นแชทที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เขาประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตัวเองที่มีอยู่ราว 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดคร่าวๆ ก็คือจะบริจาคราว 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปแก้ปัญหาสังคมต่างๆ

หลังจากนั้น คิมบองจิน เจ้าของแอพพลิเคชั่นเดลิเวอรีอาหาร Woowa Brothers และโบมิซุล ภรรยา ก็ลงนามเข้าร่วมแคมเปญ Giving Pledge เพื่อบริจาคทรัพย์สินของตัวเองเช่นกัน โดยเจ้าตัวบอกว่า “ความร่ำรวยจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนที่ด้อยโอกาสที่สุดในสังคม”

แคมเปญ Giving Pledge ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชื่อก้องโลกอย่าง บิล เกตส์ ร่วมกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อชักชวนให้บรรดามหาเศรษฐีทั่วโลกบริจาคทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง โดยมีมหาเศรษฐีกว่า 200 คนเข้าร่วม แต่ยังไม่เคยมีคนรวยจากเกาหลีใต้เข้าร่วมมาก่อนเลย

การบริจาคทรัพย์สินของทั้งสองคิมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเกาหลีใต้ที่ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรูปกิจการของครอบครัว หรือแจบล และการบริจาคเงินเพื่อทำการกุศลก็มักจะไปลงเอยอยู่ที่มูลนิธิของตัวเอง

ยกตัวอย่าง ชุงมงคู ประธานกิตติมศักดิ์ของฮุนได มอเตอร์ บริจาคให้มูลนิธิชุงมงคู หรือในกรณีของเครือซัมซุงที่ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะลีอุมซัมซุงในกรุงโซล

แต่กรณีของทั้งสองคิม นอกจากจะสร้างความมั่งคั่งมาด้วยสองมือของตัวเองแล้ว ยังบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลที่ไม่ได้ก่อตั้งด้วยตัวเองและบริจาคไปยังสาธารณะด้วย

วลาดิมีร์ ทิโคนอฟ จากศูนย์เกาหลีศึกษามหาวิทยาลัยออสโลเผยว่า การบริจาคของทั้งสองคิมเป็นการแสดงจิตสาธารณะในส่วนของคนรวยที่สร้างตัวเอง

“มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองมีบางอย่างที่ทายาทคนร่ำรวยไม่มี”

Photo by – / Dong-A Ilbo / AFP