Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน พัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดิน มีน้ำหนักเพียงราว 300 กรัม ใกล้เคียงกับ
น้ำหนักของแอปเปิล ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในภารกิจต่างๆ เช่น การสำรวจดาวอังคาร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยการกลิ้งไปบนพื้นและทะยานบินข้ามสิ่งกีดขวาง

ทีมวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินหลายรุ่น หุ่นยนต์ประเภทนี้มีระยะเวลาการทำงานนานกว่าอากาศยานไร้คนขับขนาดใกล้เคียงกันถึง 6 เท่า

รายงานเผยว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานหลายรายการ เช่น การเฝ้าระวัง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา มีรูปร่างหลายแบบ เช่น แบบล้อคู่ และแบบทรงกลม อีกทั้งสามารถปรับใช้งานในภูมิประเทศหลายประเภท และติดตั้งแขนกลเพื่อทำงานขันสกรูหรือการกดปุ่ม

จางลี่เซี่ยน ศาสตราจารย์จากสถาบัน กล่าวว่า ขณะนี้ออกแบบต้นแบบหุ่นยนต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ทั้งในแง่การปฏิบัติงานและความทนทาน เมื่อเทียบกับยานบินที่ใช้ในภารกิจดาวอังคารที่มีอยู่ตอนนี้

จางคาดว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวยังอาจนำไปใช้ในภารกิจสำรวจสภาพแวดล้อมใต้ดิน อาทิ เหมืองถ่านหิน ระบบท่อส่ง และรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ผ่านกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้า
ครั้งสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้

ผลการศึกษาที่เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ. ระบุว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ได้อธิบายกระบวนการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ (easterngray) ด้วยการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้กันทั่วไปในการปฏิสนธินอกร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่าการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง (ICSI)

อันเดรส แกมบินี ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้อาจช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ของออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึง
โคอาลา วอมแบท พอสซัม และแทสเมเนียนเดวิล โดยคณะนักวิจัยหวังว่าจะสามารถทำให้ตัวอ่อนจากกระบวนการนี้ลืมตาดูโลกสำเร็จภายในระยะเวลาสิบปี ปัจจุบัน คณะนักวิจัยกำลังปรับปรุงเทคนิคการเก็บ เพาะเลี้ยง และอนุรักษ์ไข่และอสุจิของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยเลือกใช้จิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ เป็นหัวข้อการวิจัยเพราะพวกมันมีจำนวนมากเกินไป และการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรงไม่ต้องการเซลล์อสุจิที่มีชีวิตจำนวนมาก ต้องการเพียงอสุจิหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการผสมพันธุ์เทียม

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา มีเป้าหมายเปิดตัวภารกิจใหม่ที่มุ่งสำรวจกาแล็กซีหลายร้อยล้านแห่งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อสำรวจต้นกำเนิดของจักรวาล

ภารกิจที่มีชื่อว่าเครื่องสังเกตการณ์เพื่อการศึกษาประวัติความเป็นมาของเอกภพ การวิวัฒนาการของเอกภพ และการเกิดของน้ำแข็ง หรือสเฟียร์เอ็กซ์ (SPHEREx) จะดำเนินการตรวจสอบสเปกตรัม (spectral) หรือจับเฉดสีทั่วทั้งท้องฟ้าเป็นครั้งแรก

ระหว่างภารกิจที่วางแผนไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศสเฟียร์เอ็กซ์จะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกาแล็กซีมากกว่า 450 ล้านกาแล็กซี่ รวมทั้งดาวฤกษ์มากกว่า 100 ล้านดวง ในทางช้างเผือกเพื่อสำรวจต้นกำเนิดของจักรวาล

ภารกิจใหม่ครั้งนี้จะค้นหาน้ำและโมเลกุลอินทรีย์ในแหล่งอนุบาลดาวฤกษ์ (stellar nurseries) ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวฤกษ์ถือกำเนิดจากก๊าซและฝุ่น ตลอดจนจานรอบดาวฤกษ์ที่อาจมีดาวเคราะห์ดวงใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่ในทางช้างเผือก

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บทความการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) สัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ของจีน ค้นพบคลื่นคอรัส (chorus waves) ที่อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 160,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางอวกาศที่เคยเชื่อว่าเกิดขึ้นเฉพาะใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลก

หลิว เฉิงหมิง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเป่ยหาง ระบุว่า เราสังเกตเห็นคลื่นคอรัสย่านความถี่ต่ำกว่า 100 เฮิรตซ์ และเมื่อแปลงคลื่นคอรัสเหล่านี้ออกมาเป็นเสียง เราได้ยิน “เสียงจากในอวกาศ” ที่คล้ายคลึงกับเสียงนกร้อง

สนามแม่เหล็กของโลกแผ่ขยายออกไปสู่อวกาศ เมื่ออนุภาคที่มีประจุในจักรวาลผ่านสนามแม่เหล็ก พวกมันสามารถกระตุ้นคลื่นคอรัส หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลักษณะความถี่คล้ายเสียงนกร้องยามเช้า

คลื่นคอรัสได้รับความสนใจในแวดวงการวิจัยฟิสิกส์อวกาศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในความผันผวนของแม่เหล็กไฟฟ้าที่รุนแรงที่สุดในอวกาศ โดยก่อนหน้านี้มีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่า คลื่นชนิดนี้เกิดขึ้นใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลกเท่านั้น

คลื่นคอรัสมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจคำถามพื้นฐานในอวกาศและมีผลกระทบเชิงปฏิบัติที่กว้างขวาง โดยเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งอิเล็กตรอนพลังงานสูงในแถบรังสีของโลก และการสร้างแสงเหนือกระพริบในบริเวณขั้วโลก อีกทั้งสามารถส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอวกาศ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการดำเนินงานอย่างเสถียรของยานอวกาศและสุขภาพของนักบินอวกาศ

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมของกัมพูชา เปิดเผยการค้นพบตุ๊กแกสายพันธุ์ใหม่ที่มีรูปร่างเพรียวบาง ชื่อว่า เฮมีฟิลโลแดคทิลัส คพอห์ (Hemiphyllodactylus khpoh) บริเวณภูเขาแบบคาสต์ ทางตะวันตกของกัมพูชา

ตุ๊กแกสายพันธุ์นี้ถูกพบระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกันของทีมงานขององค์กรฟอนา & ฟลอรา (Fauna & Flora) ในกัมพูชา เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยลา เซียร์รา ตุ๊กแกสายพันธุ์ใหม่ในวงศ์ Gekkonidaeถูกตั้งชื่อตามพื้นที่พนม คพอห์ ซึ่งเป็นเขาแบบคาสต์ที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะแบบคาสต์ขนาดใหญ่ในจังหวัดพระตะบอง

หลังจากการค้นพบ มีการยืนยันว่าตุ๊กแกดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ใหม่โดยพิจารณาจากข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุล รวมถึงการแยกตัวของตุ๊กแกสายพันธุ์นี้จากตุ๊กแกชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญพบตุ๊กแกเฮมีฟิลโลแดคทิลัส คพอห์ เพียงตัวเดียวในระหว่างการสำรวจ ทำให้ยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินจำนวนประชากรหรือสถานะการอนุรักษ์ของสายพันธุ์นี้

การค้นพบข้างต้นสะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ในภูมิประเทศแบบคาสต์ ทว่า ยังไม่มีการศึกษาภูมิประเทศลักษณะนี้อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในหมู่เกาะแบบคาสต์ ที่ยังไม่มีการสำรวจอีกมากทางตะวันตกของกัมพูชา

Science Update : จีนเปิดตัวโครงการ เสริมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

Science Update : จีนเปิดตัวโครงการ เสริมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

Science Update : จีนเปิดตัวโครงการ เสริมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (CAST) คัดเลือกผู้สมัครที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกกลุ่มแรกจำนวน 3,226 คน ให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนคนหนุ่มสาวผู้มีศักยภาพในด้านวิทยาศาสตร์ เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็ยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางเพื่อเปิดกว้างมุมมอง เสริมสร้างประสบการณ์ และเร่งพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการ โดยการสนับสนุนนี้จะครอบคลุมตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2026

สมาคมฯ ระบุว่า โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้สมัครซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นหลัก โดยเน้นที่สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์การเกษตร และแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยแห่งต่างๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนในการเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับสูง การตีพิมพ์บทความวิจัยคุณภาพสูง และการแลกเปลี่ยนและศึกษาต่อยังต่างประเทศ โดยสมาคมฯ จะมอบเงินสนับสนุนสูงสุด 40,000 หยวน (ราว 188,000 บาท) ต่อคน

ผู้ได้รับคัดเลือกยังจะได้รับตำแหน่งผู้ช่วยในการประชุมวิชาการระดับสูง ทั้งในองค์กรด้านวิชาการภายในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงได้รับบทบาทผู้ช่วยบรรณาธิการในวารสารวิชาการต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้มีโอกาสติดตามความก้าวหน้าล่าสุดในงานวิจัยและมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในแวดวงการวิชาการ

โครงการนี้วางแผนเพิ่มการสนับสนุนให้ครอบคลุมผู้สมัครประมาณ 10,000 คนต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 15 ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากสาขาที่เกี่ยวข้องในแต่ละปีของประเทศ

Science Update : ยานนาซาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

https://www.naewna.com/lady/851199

Science Update : ยานนาซาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

Science Update : ยานนาซาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยานอวกาศ พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ (Parker Solar Probe – PSP) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศ หรือนาซา ของสหรัฐฯ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการอยู่รอดปลอดภัยจากการเดินทางใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยบรรดานักวิทยาศาสตร์ได้รับสัญญาณจากยานดังกล่าว ก่อนเวลาเที่ยงคืนวันที่ 26 ธันวาคมตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 12.00 น.ของวันที่ 27 ธันวาคม ตามเวลาในไทย หลังจากขาดการติดต่อนานหลายวันระหว่างที่ยานบินผ่านดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ

นาซา ระบุว่า ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ปลอดภัย และปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ หลังจากเคลื่อนผ่านห่างจากผิวดวงอาทิตย์เพียง 6.1 ล้านกิโลเมตร

ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ทะยานขึ้นสู่ชั้นอวกาศในปี 2561 โคจรผ่านดวงอาทิตย์ไปแล้ว 21 ครั้ง และเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปในชั้นบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ในคืนคริสต์มาสอีฟ โดยต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่โหดร้ายและการแผ่รังสีที่รุนแรง ยานอวกาศลำนี้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด 692,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 980 องศาเซลเซียส

นาซา บอกว่า การศึกษาดวงอาทิตย์แบบใกล้ชิดนี้ ช่วยให้ยาน พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ สามารถวัดค่าต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ดีขึ้นว่า สสารในบริเวณนี้ได้รับความร้อนถึงหลายล้านองศาได้อย่างไร พร้อมทั้งติดตามต้นกำเนิดของลมสุริยะ และค้นพบว่าอนุภาคพลังงานสูงถูกเร่งความเร็วให้ใกล้ความเร็วแสงได้อย่างไร

Science Update : นักวิจัยศึกษาพบ ‘มด’ ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์

Science Update  : นักวิจัยศึกษาพบ ‘มด’ ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์

Science Update : นักวิจัยศึกษาพบ ‘มด’ ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (WIS) ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการพีเอ็นเอเอส (PNAS) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าฝูงมดทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์ในบางกรณีเช่น การออกจากเขาวงกต

คณะนักวิจัยทำการศึกษาตามคุณลักษณะที่มนุษย์และมดมีเหมือนกัน นั่นคือความสามารถร่วมมือต่อเนื่องขณะขนของหนักเกินขนาดร่างกายอย่างมาก ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานสำหรับประเมินว่ามดหรือมนุษย์ขนย้ายของหนักผ่านเขาวงกตได้ดีกว่ากัน

เพื่อเปรียบเทียบระหว่างมดกับมนุษย์ คณะนักวิจัยได้ปรับใช้ปัญหา “เกมย้ายเปียโน” ซึ่งใช้วัตถุรูปตัว T ขนาดใหญ่แทนเปียโน และวัตถุนี้ต้องถูกเคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่ที่แบ่งเป็นสามห้องและมีช่องทางแคบ โดยมีการสร้างเขาวงกตสองแบบตามขนาดของมดและมนุษย์ และขนาดที่ต่างกันของฝูงหรือกลุ่ม

มดดำหรือมดน้ำตาลถูกหลอกให้เข้าใจวัตถุที่แบกขนเป็นอาหาร ส่วนกลุ่มมนุษย์ถูกห้ามใช้การสื่อสารด้วยวาจาหรือท่าทางเพื่อความเท่าเทียมในการเปรียบเทียบ ซึ่งมนุษย์ทำผลงานได้ดีกว่ามดในการทดลองรายบุคคลเพราะมีความสามารถทางสติปัญญา แต่มดทำผลงานได้อย่างมีกลยุทธ์ในการทดลองแบบทีมเพราะใช้ความจำร่วมในการรักษาทิศทางและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด

มนุษย์ไม่สามารถปรับปรุงการทำผลงานให้ดีขึ้นเมื่อทำงานเป็นทีม โดยผลงานของมนุษย์ในการทดลองแบบทีมด้อยลงเมื่อเทียบกับผลงานจากการทดลองแบบรายบุคคล เพราะถูกจำกัดการสื่อสารด้วยวาจาหรือท่าทางระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มให้เหมือนกับมด

ผลการศึกษานี้ยืนยันการมองอาณาจักรมดเป็นครอบครัว ที่ซึ่งสมาชิกทุกตัวมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ความร่วมมือมีนัยสำคัญมากกว่าการแข่งขันกันอย่างมหาศาล

Science Update : อินโดฯเล็งแปรรูป ‘น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน

https://www.naewna.com/lady/848905

Science Update : อินโดฯเล็งแปรรูป ‘น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน

Science Update : อินโดฯเล็งแปรรูป ‘น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปอร์ตามินา (Pertamina) รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของอินโดนีเซีย เปิดเผยแผนการแปรรูปน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว (UCO) ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานด้านพลังงานสีเขียว

แผนดังกล่าวจะดำเนินการโดยบริษัท พีที กีลาง เปอร์ตามินา อินเตอร์เนชันแนล (PT Kilang Pertamina Internasional) บริษัทในเครือของเปอร์ตามินาภายใต้โครงการกรีน รีไฟน์เนอรี ชิลาแคป (Green Refinery Cilacap) ซึ่งร่วมมือกับบริษัทส่งออกน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างพีที กาปูรา มาส เลสทารี (PT Gapura Mas Lestari)

โครงการนี้คาดว่าจะแปรรูปวัตถุดิบด้วยกำลังการผลิต 6,000 บาร์เรลต่อวันเพื่อผลิตน้ำมันพืชที่ผ่านการไฮโดรทรีต (hydrotreated) และผลิตเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานที่ยั่งยืน โดยเปอร์ตามินาคาดว่าผลผลิตจะอยู่ที่ราว 3 แสนกิโลลิตรต่อปี

เมื่อวันอังคารที่ 17 ธ.ค. ฟัดจาร์ โจโก ซานโตโซ รองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กรของพีที เปอร์ตามินา ระบุว่าการแปรรูปน้ำมันดังกล่าวเป็นนวัตกรรมจากเปอร์ตามินาในการผลิตเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมพัฒนาพลังงานหมุนเวียนโดยใช้แหล่งพลังงานที่มีอยู่ในประเทศ

Science Update : ตรวจสอบอุบัตเหตุ ‘เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี’ บนดาวอังคาร

https://www.naewna.com/lady/847520

Science Update : ตรวจสอบอุบัตเหตุ ‘เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี’ บนดาวอังคาร

Science Update : ตรวจสอบอุบัตเหตุ ‘เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี’ บนดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทีมวิศวกรขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ดำเนินการตรวจสอบเฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารอินเจนูอิตี (Ingenuity) เสร็จสิ้นแล้ว โดยเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ประจำการถาวรอยู่บนดาวอังคารนับตั้งแต่ขึ้นบินเที่ยวบินสุดท้ายเมื่อเดือนมกราคม 2024 ขึ้นบินแล้ว 72 เที่ยว และบินไกลกว่าที่วางแผนไว้มากกว่า 30 เท่า พร้อมสะสมเวลาบินมากกว่า 2 ชั่วโมง

โดยในระหว่างการบินเที่ยวสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคมปีนี้ อินเจนูอิตีได้บินขึ้นสูงถึง 12 เมตรและบันทึกภาพ ก่อนลอยกลับลงมาบนพื้นผิวดาวอังคารและระงับการสื่อสารต่อมาในวันรุ่งขึ้น ภารกิจดังกล่าวได้เริ่มทำการสื่อสารอีกครั้ง ซึ่งภาพถ่ายที่ส่งกลับมา 6 วันหลังจากการบินเผยให้เห็นว่าใบพัดโรเตอร์ของอินเจนูอิตีได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ผลการสำรวจเบื้องต้นสรุปได้ว่า ระบบนำทางของอินเจนูอิตีที่เกิดปัญหาขัดข้องในการให้ข้อมูลที่แม่นยำระหว่างการบิน อาจทำให้เกิดหลายเหตุการณ์จนส่งผลให้ต้องยุติภารกิจลง

เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีลงสู่พื้นหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero Crater) ของดาวอังคารเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2021 โดยติดอยู่กับส่วนท้องของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ของนาซา

แม้เที่ยวบินที่ 72 จะส่งผลให้อินเจนูอิตีต้องหยุดบินเป็นการถาวร แต่เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ ยังคงส่งข้อมูลการทดสอบสภาพอากาศและระบบอากาศยานไปยังยานสำรวจเพเซเวียแรนซ์ราวสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งข้อมูลสภาพอากาศนี้อาจมีประโยชน์ต่อการสำรวจดาวอังคารในอนาคต