Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (CNPC) ประกาศว่างานขุดเจาะ “เซินตี้ถ่าเคอ 1”หลุมแนวตั้งที่ลึกเป็นอันดับ 2 ของโลก และลึกที่สุดในเอเชียได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยมีความลึกถึง 10,910 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายทากลามากันในแอ่งทาริม เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

หลุมลึกดังกล่าวเป็นหลุมเจาะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซ รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาวิวัฒนาการของโลกและธรณีวิทยาส่วนลึก

งานขุดเจาะหลุมลึกเซินตี้ถ่าเคอ 1 ได้สร้างหลายสถิติใหม่ทางวิศวกรรมระดับโลก อาทิ การทำซีเมนต์หลุมเจาะที่ลึกที่สุด การบันทึกภาพด้วยสายส่งที่ลึกที่สุด และการขุดเจาะถึงระดับความลึกเกิน 10,000 เมตร ที่รวดเร็วที่สุดบนบก

รายงานของบริษัทฯ ระบุว่า งานขุดเจาะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2023 ใช้เวลาขุดเจาะลึกถึงระดับ 10,910 เมตร นานกว่า 580 วัน ซึ่งเวลามากกว่าครึ่งหนึ่ง (ราว 300 วัน) ใช้ไปกับการขุดเจาะระยะ 910 เมตรสุดท้าย กระบวนการขุดเจาะทะลุผ่านชั้นหิน 12 ชั้น จนไปถึงชั้นหินที่มีอายุกว่า 500 ล้านปี

เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ บริษัทฯ ได้พัฒนาแท่นขุดเจาะอัตโนมัติลึก 12,000 เมตรเครื่องแรกของโลก และชุดเครื่องมือบันทึกข้อมูลหลุมลึกพิเศษขั้นสูง

นักวิทยาศาสตร์จีนยังได้รวบรวมข้อมูลลำดับชั้นหินลึกพิเศษที่ครอบคลุมชุดแรกของประเทศ ผ่านการวิเคราะห์ตัวอย่างแกนหินจากความลึก 10,000 เมตร ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบใต้ผิวดินและประวัติการแปรสัณฐานของโลก

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน พัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดิน มีน้ำหนักเพียงราว 300 กรัม ใกล้เคียงกับ
น้ำหนักของแอปเปิล ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในภารกิจต่างๆ เช่น การสำรวจดาวอังคาร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยการกลิ้งไปบนพื้นและทะยานบินข้ามสิ่งกีดขวาง

ทีมวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินหลายรุ่น หุ่นยนต์ประเภทนี้มีระยะเวลาการทำงานนานกว่าอากาศยานไร้คนขับขนาดใกล้เคียงกันถึง 6 เท่า

รายงานเผยว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานหลายรายการ เช่น การเฝ้าระวัง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา มีรูปร่างหลายแบบ เช่น แบบล้อคู่ และแบบทรงกลม อีกทั้งสามารถปรับใช้งานในภูมิประเทศหลายประเภท และติดตั้งแขนกลเพื่อทำงานขันสกรูหรือการกดปุ่ม

จางลี่เซี่ยน ศาสตราจารย์จากสถาบัน กล่าวว่า ขณะนี้ออกแบบต้นแบบหุ่นยนต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ทั้งในแง่การปฏิบัติงานและความทนทาน เมื่อเทียบกับยานบินที่ใช้ในภารกิจดาวอังคารที่มีอยู่ตอนนี้

จางคาดว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวยังอาจนำไปใช้ในภารกิจสำรวจสภาพแวดล้อมใต้ดิน อาทิ เหมืองถ่านหิน ระบบท่อส่ง และรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ผ่านกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้า
ครั้งสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้

ผลการศึกษาที่เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ. ระบุว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ได้อธิบายกระบวนการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ (easterngray) ด้วยการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้กันทั่วไปในการปฏิสนธินอกร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่าการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง (ICSI)

อันเดรส แกมบินี ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้อาจช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ของออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึง
โคอาลา วอมแบท พอสซัม และแทสเมเนียนเดวิล โดยคณะนักวิจัยหวังว่าจะสามารถทำให้ตัวอ่อนจากกระบวนการนี้ลืมตาดูโลกสำเร็จภายในระยะเวลาสิบปี ปัจจุบัน คณะนักวิจัยกำลังปรับปรุงเทคนิคการเก็บ เพาะเลี้ยง และอนุรักษ์ไข่และอสุจิของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยเลือกใช้จิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ เป็นหัวข้อการวิจัยเพราะพวกมันมีจำนวนมากเกินไป และการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรงไม่ต้องการเซลล์อสุจิที่มีชีวิตจำนวนมาก ต้องการเพียงอสุจิหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการผสมพันธุ์เทียม

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา มีเป้าหมายเปิดตัวภารกิจใหม่ที่มุ่งสำรวจกาแล็กซีหลายร้อยล้านแห่งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อสำรวจต้นกำเนิดของจักรวาล

ภารกิจที่มีชื่อว่าเครื่องสังเกตการณ์เพื่อการศึกษาประวัติความเป็นมาของเอกภพ การวิวัฒนาการของเอกภพ และการเกิดของน้ำแข็ง หรือสเฟียร์เอ็กซ์ (SPHEREx) จะดำเนินการตรวจสอบสเปกตรัม (spectral) หรือจับเฉดสีทั่วทั้งท้องฟ้าเป็นครั้งแรก

ระหว่างภารกิจที่วางแผนไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศสเฟียร์เอ็กซ์จะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกาแล็กซีมากกว่า 450 ล้านกาแล็กซี่ รวมทั้งดาวฤกษ์มากกว่า 100 ล้านดวง ในทางช้างเผือกเพื่อสำรวจต้นกำเนิดของจักรวาล

ภารกิจใหม่ครั้งนี้จะค้นหาน้ำและโมเลกุลอินทรีย์ในแหล่งอนุบาลดาวฤกษ์ (stellar nurseries) ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวฤกษ์ถือกำเนิดจากก๊าซและฝุ่น ตลอดจนจานรอบดาวฤกษ์ที่อาจมีดาวเคราะห์ดวงใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่ในทางช้างเผือก

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บทความการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) สัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ของจีน ค้นพบคลื่นคอรัส (chorus waves) ที่อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 160,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางอวกาศที่เคยเชื่อว่าเกิดขึ้นเฉพาะใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลก

หลิว เฉิงหมิง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเป่ยหาง ระบุว่า เราสังเกตเห็นคลื่นคอรัสย่านความถี่ต่ำกว่า 100 เฮิรตซ์ และเมื่อแปลงคลื่นคอรัสเหล่านี้ออกมาเป็นเสียง เราได้ยิน “เสียงจากในอวกาศ” ที่คล้ายคลึงกับเสียงนกร้อง

สนามแม่เหล็กของโลกแผ่ขยายออกไปสู่อวกาศ เมื่ออนุภาคที่มีประจุในจักรวาลผ่านสนามแม่เหล็ก พวกมันสามารถกระตุ้นคลื่นคอรัส หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลักษณะความถี่คล้ายเสียงนกร้องยามเช้า

คลื่นคอรัสได้รับความสนใจในแวดวงการวิจัยฟิสิกส์อวกาศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในความผันผวนของแม่เหล็กไฟฟ้าที่รุนแรงที่สุดในอวกาศ โดยก่อนหน้านี้มีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่า คลื่นชนิดนี้เกิดขึ้นใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลกเท่านั้น

คลื่นคอรัสมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจคำถามพื้นฐานในอวกาศและมีผลกระทบเชิงปฏิบัติที่กว้างขวาง โดยเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งอิเล็กตรอนพลังงานสูงในแถบรังสีของโลก และการสร้างแสงเหนือกระพริบในบริเวณขั้วโลก อีกทั้งสามารถส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอวกาศ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการดำเนินงานอย่างเสถียรของยานอวกาศและสุขภาพของนักบินอวกาศ

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมของกัมพูชา เปิดเผยการค้นพบตุ๊กแกสายพันธุ์ใหม่ที่มีรูปร่างเพรียวบาง ชื่อว่า เฮมีฟิลโลแดคทิลัส คพอห์ (Hemiphyllodactylus khpoh) บริเวณภูเขาแบบคาสต์ ทางตะวันตกของกัมพูชา

ตุ๊กแกสายพันธุ์นี้ถูกพบระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกันของทีมงานขององค์กรฟอนา & ฟลอรา (Fauna & Flora) ในกัมพูชา เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยลา เซียร์รา ตุ๊กแกสายพันธุ์ใหม่ในวงศ์ Gekkonidaeถูกตั้งชื่อตามพื้นที่พนม คพอห์ ซึ่งเป็นเขาแบบคาสต์ที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะแบบคาสต์ขนาดใหญ่ในจังหวัดพระตะบอง

หลังจากการค้นพบ มีการยืนยันว่าตุ๊กแกดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ใหม่โดยพิจารณาจากข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุล รวมถึงการแยกตัวของตุ๊กแกสายพันธุ์นี้จากตุ๊กแกชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญพบตุ๊กแกเฮมีฟิลโลแดคทิลัส คพอห์ เพียงตัวเดียวในระหว่างการสำรวจ ทำให้ยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินจำนวนประชากรหรือสถานะการอนุรักษ์ของสายพันธุ์นี้

การค้นพบข้างต้นสะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ในภูมิประเทศแบบคาสต์ ทว่า ยังไม่มีการศึกษาภูมิประเทศลักษณะนี้อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในหมู่เกาะแบบคาสต์ ที่ยังไม่มีการสำรวจอีกมากทางตะวันตกของกัมพูชา

Science Update : จีนเปิดตัวโครงการ เสริมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

Science Update : จีนเปิดตัวโครงการ เสริมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

Science Update : จีนเปิดตัวโครงการ เสริมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (CAST) คัดเลือกผู้สมัครที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกกลุ่มแรกจำนวน 3,226 คน ให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนคนหนุ่มสาวผู้มีศักยภาพในด้านวิทยาศาสตร์ เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็ยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางเพื่อเปิดกว้างมุมมอง เสริมสร้างประสบการณ์ และเร่งพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการ โดยการสนับสนุนนี้จะครอบคลุมตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2026

สมาคมฯ ระบุว่า โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้สมัครซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นหลัก โดยเน้นที่สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์การเกษตร และแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยแห่งต่างๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนในการเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับสูง การตีพิมพ์บทความวิจัยคุณภาพสูง และการแลกเปลี่ยนและศึกษาต่อยังต่างประเทศ โดยสมาคมฯ จะมอบเงินสนับสนุนสูงสุด 40,000 หยวน (ราว 188,000 บาท) ต่อคน

ผู้ได้รับคัดเลือกยังจะได้รับตำแหน่งผู้ช่วยในการประชุมวิชาการระดับสูง ทั้งในองค์กรด้านวิชาการภายในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงได้รับบทบาทผู้ช่วยบรรณาธิการในวารสารวิชาการต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้มีโอกาสติดตามความก้าวหน้าล่าสุดในงานวิจัยและมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในแวดวงการวิชาการ

โครงการนี้วางแผนเพิ่มการสนับสนุนให้ครอบคลุมผู้สมัครประมาณ 10,000 คนต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 15 ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากสาขาที่เกี่ยวข้องในแต่ละปีของประเทศ

Science Update : ยานนาซาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

https://www.naewna.com/lady/851199

Science Update : ยานนาซาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

Science Update : ยานนาซาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยานอวกาศ พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ (Parker Solar Probe – PSP) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศ หรือนาซา ของสหรัฐฯ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการอยู่รอดปลอดภัยจากการเดินทางใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยบรรดานักวิทยาศาสตร์ได้รับสัญญาณจากยานดังกล่าว ก่อนเวลาเที่ยงคืนวันที่ 26 ธันวาคมตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 12.00 น.ของวันที่ 27 ธันวาคม ตามเวลาในไทย หลังจากขาดการติดต่อนานหลายวันระหว่างที่ยานบินผ่านดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ

นาซา ระบุว่า ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ปลอดภัย และปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ หลังจากเคลื่อนผ่านห่างจากผิวดวงอาทิตย์เพียง 6.1 ล้านกิโลเมตร

ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ทะยานขึ้นสู่ชั้นอวกาศในปี 2561 โคจรผ่านดวงอาทิตย์ไปแล้ว 21 ครั้ง และเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปในชั้นบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ในคืนคริสต์มาสอีฟ โดยต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่โหดร้ายและการแผ่รังสีที่รุนแรง ยานอวกาศลำนี้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด 692,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 980 องศาเซลเซียส

นาซา บอกว่า การศึกษาดวงอาทิตย์แบบใกล้ชิดนี้ ช่วยให้ยาน พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ สามารถวัดค่าต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ดีขึ้นว่า สสารในบริเวณนี้ได้รับความร้อนถึงหลายล้านองศาได้อย่างไร พร้อมทั้งติดตามต้นกำเนิดของลมสุริยะ และค้นพบว่าอนุภาคพลังงานสูงถูกเร่งความเร็วให้ใกล้ความเร็วแสงได้อย่างไร

Science Update : นักวิจัยศึกษาพบ ‘มด’ ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์

Science Update  : นักวิจัยศึกษาพบ ‘มด’ ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์

Science Update : นักวิจัยศึกษาพบ ‘มด’ ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (WIS) ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการพีเอ็นเอเอส (PNAS) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าฝูงมดทำงานเป็นทีมได้ดีกว่ามนุษย์ในบางกรณีเช่น การออกจากเขาวงกต

คณะนักวิจัยทำการศึกษาตามคุณลักษณะที่มนุษย์และมดมีเหมือนกัน นั่นคือความสามารถร่วมมือต่อเนื่องขณะขนของหนักเกินขนาดร่างกายอย่างมาก ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานสำหรับประเมินว่ามดหรือมนุษย์ขนย้ายของหนักผ่านเขาวงกตได้ดีกว่ากัน

เพื่อเปรียบเทียบระหว่างมดกับมนุษย์ คณะนักวิจัยได้ปรับใช้ปัญหา “เกมย้ายเปียโน” ซึ่งใช้วัตถุรูปตัว T ขนาดใหญ่แทนเปียโน และวัตถุนี้ต้องถูกเคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่ที่แบ่งเป็นสามห้องและมีช่องทางแคบ โดยมีการสร้างเขาวงกตสองแบบตามขนาดของมดและมนุษย์ และขนาดที่ต่างกันของฝูงหรือกลุ่ม

มดดำหรือมดน้ำตาลถูกหลอกให้เข้าใจวัตถุที่แบกขนเป็นอาหาร ส่วนกลุ่มมนุษย์ถูกห้ามใช้การสื่อสารด้วยวาจาหรือท่าทางเพื่อความเท่าเทียมในการเปรียบเทียบ ซึ่งมนุษย์ทำผลงานได้ดีกว่ามดในการทดลองรายบุคคลเพราะมีความสามารถทางสติปัญญา แต่มดทำผลงานได้อย่างมีกลยุทธ์ในการทดลองแบบทีมเพราะใช้ความจำร่วมในการรักษาทิศทางและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด

มนุษย์ไม่สามารถปรับปรุงการทำผลงานให้ดีขึ้นเมื่อทำงานเป็นทีม โดยผลงานของมนุษย์ในการทดลองแบบทีมด้อยลงเมื่อเทียบกับผลงานจากการทดลองแบบรายบุคคล เพราะถูกจำกัดการสื่อสารด้วยวาจาหรือท่าทางระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มให้เหมือนกับมด

ผลการศึกษานี้ยืนยันการมองอาณาจักรมดเป็นครอบครัว ที่ซึ่งสมาชิกทุกตัวมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ความร่วมมือมีนัยสำคัญมากกว่าการแข่งขันกันอย่างมหาศาล

Science Update : อินโดฯเล็งแปรรูป ‘น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน

https://www.naewna.com/lady/848905

Science Update : อินโดฯเล็งแปรรูป ‘น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน

Science Update : อินโดฯเล็งแปรรูป ‘น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปอร์ตามินา (Pertamina) รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของอินโดนีเซีย เปิดเผยแผนการแปรรูปน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว (UCO) ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานด้านพลังงานสีเขียว

แผนดังกล่าวจะดำเนินการโดยบริษัท พีที กีลาง เปอร์ตามินา อินเตอร์เนชันแนล (PT Kilang Pertamina Internasional) บริษัทในเครือของเปอร์ตามินาภายใต้โครงการกรีน รีไฟน์เนอรี ชิลาแคป (Green Refinery Cilacap) ซึ่งร่วมมือกับบริษัทส่งออกน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างพีที กาปูรา มาส เลสทารี (PT Gapura Mas Lestari)

โครงการนี้คาดว่าจะแปรรูปวัตถุดิบด้วยกำลังการผลิต 6,000 บาร์เรลต่อวันเพื่อผลิตน้ำมันพืชที่ผ่านการไฮโดรทรีต (hydrotreated) และผลิตเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานที่ยั่งยืน โดยเปอร์ตามินาคาดว่าผลผลิตจะอยู่ที่ราว 3 แสนกิโลลิตรต่อปี

เมื่อวันอังคารที่ 17 ธ.ค. ฟัดจาร์ โจโก ซานโตโซ รองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กรของพีที เปอร์ตามินา ระบุว่าการแปรรูปน้ำมันดังกล่าวเป็นนวัตกรรมจากเปอร์ตามินาในการผลิตเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมพัฒนาพลังงานหมุนเวียนโดยใช้แหล่งพลังงานที่มีอยู่ในประเทศ