The Belly of Photharam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

Miracle Thai Agriculture

DanaiHuntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

The Belly ofPhotharam

Photharam is a districtin Ratchaburi Province, 80 km west of Bangkok onThanon Phetchakasem Highway 4 (AH2), or by Southbound train (it has a remarkable station). The town is on the east bank of Mae KlongRiver bend. From a small community since late Ayutthaya Era, being the trading post between Ratchaburi-Ban Pong and Kanchanaburi Province; it grew into a sizeable and active town-port.

Tourist attractions in this small and quiet town besides its “belle” include “Wat KhanonShadow Play” dated from the old capital; two-century old mural paintings in the main shrine of Wat Kongkaram temple; an old market alley conserved with teak houses and living museum.

Photharam is indeed quite a destination.But, I went to Photharam in search of its antiquated recipe; for freshwater fish of Mae Klong – void of industry pollutions- renderingfood chain to fishes. Thus I was interested in its cuisine, of fresh market and local recipe.

Fresh market here starts well before dawn. At four a.m. hundreds of vendors swarm the roadsides and island. Retailers of meat: beef (only 2), lots of pork and chicken (no duck) set stalls on the street and in the market hall. By eight all road stalls are gone for traffic; leaving only some fish and vegetable, and groceries.

Fish here are fresh and amazingly large, caught free or bred from cage in the river here, or from nearby Suphan Buri Province. They are: naked catfish, great white sheatfish, redtail catfish, striped catfish, striped catfish, spotted featherback, serpenthead, catfish, Nile tilapia, and common carp. Smaller ones are mud carp, marginatus, etc.

A lady chef inheriting recipes and traditional tips in details from her mom and grandma told me, that some fish in the market are not so popular; such as the Mekong giant catfish or red tilapia for their flesh are not delicate but too costly for folks.

Fresh fish can be cooked into delicious dishes; just spare the seasoning to subdue the fish flavour by sugar, oyster sauce or seasoning powder; with accompanied vegetable of just-right proportion. Cooking methods can be stir fry, deep fry,steam, in clear soup, tamarind soup, or hot and spicy soup. It can cast a menu; just choose the fish you like.

The menu at the River View Resort kept me short on decision. Finally I opted for hot &spicy soup of naked catfish head; with its chewy skin and savoury flesh, and revitalizingbroth.

The other one was “Sizzling Fried of Redtail Catfish” thickly sliced, fried in fiery bird chili pounded with Thai garlic and pepper corn, seasoned with just a bit of salt and soy sauce; with shredded fingerroot, kaffir lime leaf, sweet basil and red chili; and broth of pork back ribs and pandanus leaf.

If you want a taste, just call “Mae Paed” at (087) 046-6265 for riverside table booking.

ครัวโพธาราม

โพธาราม อำเภอในจังหวัดราชบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางตะวันตก ราว 80 กิโลเมตรบนถนนเพชรเกษม หรือโดยทางรถไฟสายใต้ มีสถานีของตนเองอย่างเท่มาก ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งคุ้งแม่น้ำตะวันออกของแม่กลอง เป็นชุมชนเก่าแก่แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ด้วยเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้า และจุดพักจอดเรือขึ้นล่อง ราชบุรีสู่บ้านโป่ง และเมืองกาญจน์ จึงพัฒนาขึ้นจากชุมชนเล็กๆ จนเป็นตลาดขนาดใหญ่

แหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองเล็กๆ เงียบสงบแห่งนี้ นอกจากเป็น “เมืองคนสวย” แล้ว ยังมี “หนังใหญ่วัดขนอน” ศิลปะการแสดงโบราณแต่ครั้งกรุงเก่าภาพจิตรกรรมฝาผนังอายุเก่าแก่ในวัดคงคาราม ตลาดเก่าที่อนุรักษ์เรือนไม้และสถาปัตยกรรมเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

นับเป็นเมืองน่าเที่ยวแห่งหนึ่ง

แต่ผมไปเมืองโพธาราม ก็เพื่อหาตำรับกับข้าวดั้งเดิมของเขา โดยเฉพาะเป็นเมืองปลาน้ำจืดจากแม่กลอง ซึ่งบริเวณนี้ยังปลอดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่แม้จะเล็ดลอดหูตาของหน่วยงานรัฐมาบ้าง แต่ระบบนิเวศที่นี่ยังเอื้อห่วงโซ่อาหารในน้ำสะอาดสำหรับปลาอย่างอุดม ผมจึงสนใจในการครัวของโพธาราม ทั้งตลาดสดและตำรากับข้าวท้องถิ่นของที่นี่

ตลาดสดโพธารามติดตั้งแต่เช้ามืด ตีสี่กว่า เห็นพ่อค้าแม่ขายเต็มสองฟากถนน รวมทั้งเกาะกลางถนน มีทั้งเนื้อสัตว์ เนื้อวัว (มีเพียง 2-3 เขียง) เขียงหมู ไก่เป็นจำนวนมาก ไม่มีเป็ด ทั้งบนถนนและในอาคารตลาดสด ซึ่งตก 8 โมงเช้า ก็จะเก็บเขียงเก็บโต๊ะจนถนนโล่ง สัญจรได้ปกติ จะเหลืออยู่แค่แผงปลาแผงผัก และร้านของชำถาวรเท่านั้น

ปลาที่นี่สดและตัวใหญ่มาก มีทั้งที่จับในแม่น้ำหรือเลี้ยงกระชังบริเวณนี้และที่มาจากสุพรรณบุรี อาทิ ปลากด ปลาเค้า ปลาคัง ปลาสวาย ปลากราย ปลาช่อนปลาดุก ปลานิลปลาไน ตัวเล็กลงมาก็ ปลาสร้อย ปลาขี้ยอก ฯลฯ เป็นต้น

แม่ครัวที่เก็บวิถีการครัวของโพธาราม ไม่ว่าตำราและเคล็ดการทำกับข้าวมาทุกเม็ดจากรุ่นแม่รุ่นยาย เล่าให้ผมฟังว่า ปลาบางชนิดที่มีขาย แต่คนก็ไม่ได้นิยมกินกันนัก อย่างเช่นปลาบึกหรือปลาทับทิม ที่เนื้อติดจะคาว ไม่นุ่มเนียน แถมราคาแพงเกินครัวชาวบ้าน จึงไม่ค่อยเอามาทำกับข้าวกินกัน

ปลาสดๆ นั้น ทำอะไรก็อร่อย เพียงแต่อย่าปรุงจนรสปลาหายไปกับเครื่องปรุง เช่น น้ำตาล น้ำมันหอย ผงปรุงรส ผักแนมก็เลือกเอาแค่พอดีพองาม ดังนั้น ไม่ว่าจะผัด ทอด นึ่ง ต้มจืด ต้มส้ม ต้มยำ เป็นได้ถึงตัวเอกในสำรับกับข้าวแต่ละมื้อ เพียงเลือกชนิดปลาที่อยากกินเท่านั้น

รายการอาหารบ้านที่ไปพัก ทำให้อึ้งไปพักใหญ่ ไม่รู้จะตัดสินใจกินอะไรดี ในที่สุดเลือกต้มยำหัวปลากด ได้หนังเคี้ยวคะนองฟัน เนื้อตามซอกหวานสำราญลิ้น น้ำต้มยำซดแล้วซดอีก

อีกจานหนึ่ง ไม่ได้กินมานาน ถูกใจมาก คือ ปลาคังผัดฉ่า แม่ครัวหั่นชิ้นหนา ผัดมากับพริกขี้หนูสวนตำกับกระเทียมไทยและพริกไทยเม็ด ปรุงด้วยเกลือและซอสปรุงรสฝาเขียว ผักแนมผัดมี กระชายหั่นฝอย ใบมะกรูดซอย ใบโหระพา และพริกชี้ฟ้าแดง น้ำซุปมาจากหม้อต้มซุปกระดูกอ่อนลอยใบเตย

แม่ครัวบอกว่า สูตรและสัดส่วนนั้น ถ้าคุณไม่รู้รสและรู้จักประมาณแล้ว บอกไปก็ป่วยการเปล่า ถ้าอยากกินอีกก็โทร. หาแม่แป๊ด (087) 046-6265 ที่ริเวอร์วิว รีสอร์ท จะจองโต๊ะริมน้ำให้

ชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ”เลี้ยงปลา-ทำสวนผลไม้” ของ “ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เก็บมาเล่า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

ชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ”เลี้ยงปลา-ทำสวนผลไม้” ของ “ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล”

เชื่อว่า มีข้าราชการและพนักงานบริษัทจำนวนมากที่อายุใกล้ 60 ปี เริ่มนับวันถอยหลังที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข แต่บางคนอาจมีความกังวลว่าเมื่อตนก้าวพ้นวัยทำงานไปแล้วจะใช้เวลาว่างที่เหลืออย่างไร จะเข้าวัดฟังธรรม อยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ หากใครยังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้ลองอ่านชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ ของ”ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล” ที่เหลือเวลาราชการอีก 2 ปี 3 เดือน เขาวางแผนทำสวนเกษตรไว้ล่วงหน้า จนรู้ปัญหาอุปสรรคในการทำสวนเกษตร เมื่ออายุครบ 60 ปี เขาสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในวิถีชีวิตเกษตรกร หลังวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่

ปัจจุบัน ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูลรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ETV) ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ

ลูกหลานชาวสวนรังสิต

ดร.ปรีชา เล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมคุณแม่ทำนาอยู่คลองสิบสี่ ปลูกข้าวได้เกวียนละ1,200 บาท เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็หันมาทำสวนแทน พื้นที่ทำกินแห่งนี้อยู่ใน โครงการปฏิรูปที่ดินของจังหวัดปทุมธานี เมื่อเปลี่ยนการเพาะปลูกจากทำนา มาทำสวนก็ต้องไปยื่นขออนุญาตจากหน่วยราชการ ครอบครัวผมหันมาทำสวนส้มบางมด ต้องใช้สารเคมีเยอะมาก ต้องฉีดยาทุกๆ7 วัน ร่างกายก็ทนไม่ไหว ก็ขอร้องคุณแม่ว่าอย่าทำต่อเลย พอดีคุณแม่ป่วย ผมจึงแบ่งเวลาว่างจากงานประจำมาทำสวนเอง เริ่มจากลงทุนหลายแสนเพื่อทำสวนมะนาว ก่อนจะปรับปรุงเป็นสวนเกษตรผสมผสานเหมือนอย่างทุกวันนี้

สวนผลไม้แบบผสมผสานแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่ไม่สามารถขายที่ดินได้ ปัจจุบันครอบครัว ดร.ปรีชา ถือครองที่ดินจำนวน 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ถนนสายรังสิต-นครนายก คลองสิบสอง ฝั่งเหนือ เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า ที่ปฏิรูปที่ดิน ล็อก 5 ไร่ หมู่ที่ 4 ตำบลบึงน้ำรัก และจัดอยู่ในเขตการปกครองของตำบลสนั่นรัก จังหวัดปทุมธานี

ความสุขจากการเลี้ยงปลาแบบชีวจิต

ในวันที่แดดร่มลมตก อากาศกำลังเย็นสบายๆ ดร.ปรีชาทิ้งมาดผู้บริหารอีทีวี มานั่งให้อาหารปลาริมสระน้ำพร้อมกับเล่ากิจกรรมเกษตรก่อนเกษียณให้ฟังว่า การเลี้ยงปลาเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งความสุข และเป็นส่วนหนึ่งในงานด้านเกษตรกรรม สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวาถูกใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า ผืนน้ำใช้เลี้ยงปลาจำนวน 3 สายพันธุ์ ทั้งปลาสวายปลายี่สก และปลาตะเพียน อาหารที่นำมาให้ปลาคือ ผลไม้สุกงอมจนขายไม่ได้หรือมีรอยตำหนิ เช่น ขนุน มะม่วง และมะละกอสุก

ตอนแรก ดร.ปรีชาซื้อปลา 157,000 ตัวมาปล่อยเลี้ยงในบ่อดินคาดหวังว่า เลี้ยงปลาให้รอดสัก 5,000 กว่าตัว ใช้เวลาเลี้ยงสักปีเศษ ค่อยจับปลาขาย จะได้ปลาที่มีน้ำหนักอย่างต่ำตัวละ 1 กิโลกรัม แม่ค้ารับซื้อปลาในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้เข้ากระเป๋าเกือบ 5 แสนบาทเลยทีเดียวแต่ท้ายสุดเขาก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะความรักความผูกพันจากการเลี้ยงปลาเป็นเพื่อน

“ผมเลี้ยงปลาแบบชีวจิต กินผลไม้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง มะละกอสุก ผมไม่เคยทิ้ง นำมาเลี้ยงปลาได้หมด ตอนเย็นหลังเลิกงาน ผมก็นั่งเล่นให้อาหารปลาทุกวัน เลี้ยงพวกเขามาได้ 2 ปีจนกลายเป็นความรักความผูกพัน ปลาในสระน้ำทั้งหมด ผมไม่เคยขายเลยสักตัว ตอนนี้ ปลาสวายในบ่อ น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัมแล้ว ส่วนปลาตะเพียน มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม”

ดร.ปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงปลาในสวนแห่งนี้ เกิดผลดีต่อระบบนิเวศ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำท้องร่องครั้งละประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบัน ปลา 3 สายพันธุ์มีข้อดีแตกต่างกัน เริ่มจาก “ปลาสวาย” จะกินอาหารประเภทผลไม้สุกที่นำมาเลี้ยง”ปลาตะเพียน” กินวัชพืชใต้น้ำเป็นอาหารส่วน “ปลายี่สก” จะอยู่ระหว่างกลาง กินอุจจาระของปลาตะเพียนและปลาสวาย ดังนั้น วงจรชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทั้ง 3 สายพันธุ์จึงช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเองโดยตามธรรมชาติ

ทุกวันนี้ ท้องร่องสวนแห่งนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องสาหร่ายพันใบเรือเหมือนกับสวนอื่นๆ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าลอกท้องร่องเลย ดร. ปรีชา เล่าว่า วิธีการเลี้ยงปลาลักษณะนี้ ยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สวนผลไม้อินทรีย์

สวนไม้ผลผสมผสานของดร.ปรีชา ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว แบ่งการใช้ประโยชน์ได้เป็น 3 โซน ส่วนแรก ทำเป็นสวนมะม่วง ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์กว่า 400 ต้น ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองส่วนที่สาม ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานร่วมกับสวนพืชสมุนไพรคละเคล้ากันไป เช่น ปลูกมะยงชิด 40 กว่าต้น เพื่อใช้บริโภคในครอบครัว แจกจ่ายให้ญาติสนิทมิตรสหายที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมสวนแห่งนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลไม้ในสวนของ ดร.ปรีชา ล้วนให้ผลผลิตดกและมีคุณภาพดี เพราะดร.ปรีชาใส่ใจบำรุงดูแลดินให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ มีคนงานช่วยโกยขี้เลนจากท้องร่องขึ้นมาใส่ร่องสวน เท่ากับเติมปุ๋ยมูลปลามาช่วยบำรุงต้นไม้ไปด้วยในตัว ทำให้ต้นมะม่วงที่ผ่านการตัดแต่งกิ่ง หรือผ่านการทำสาวมะม่วง (Repair) ได้รับธาตุอาหารที่ดี ลำต้นสมบูรณ์ เกิดการแตกหน่อ สวนกล้วยหอมทองก็มีผลผลิตที่ดีไม่แพ้กัน สังเกตได้จากสีผลที่เหลืองอร่ามและเปล่งปลั่งน่ากิน แม่ค้าเห็นสินค้าแล้วตาลุกวาว ยินดีรับซื้อผลผลิตแบบไม่อั้น

ดร.ปรีชากล่าวว่า สวนกล้วยหอมทอง พื้นที่อื่น อาจเลี้ยงหน่อกล้วยสัก 3-4 หน่อต่อกอ แต่สวนผมเลี้ยงต้นกล้วยได้กอละ 10 หน่อ เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก แค่ใช้วิธีโกยดินเลนจากท้องร่องมาโปะร่องสวน ก็ทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารที่ดีมากขึ้น ดินดี ต้นไม้ก็เติบโตได้อย่างเต็มที่ กล้วยหอมทองของสวนผม จึงมีรสชาติหวาน หอม อร่อย ผลอวบใหญ่ น่ากิน

ในปีนี้ ดร.ปรีชาวางแผนปลูกกล้วยหอมทองอีกสักหนึ่งรอบ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยหอมทองรุ่นนี้เสร็จ ก็วางแผนพักดินในแปลงนี้สัก 1 ปี เพื่อลดปัญหาในเรื่องโรคพืช แต่จะสลับไปปลูกกล้วยหอมทองในแปลงถัดไปแทน

พืชสมุนไพร ขายดีไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ดร.ปรีชา ยังปลูก “ตะไคร้” แซมอยู่ริมท้องร่องสวน สาเหตุที่เลือกปลูกตะไคร้เพราะเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรยอดนิยมประจำครัวคนไทย แปลงตะไคร้เหล่านี้ จะตัดออกขายในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 3 ตัน ขายในราคากิโลกรัมละ 14 บาท และยังมีรายได้จากแปลงปลูกมะละกอ โดยขายมะละกอดิบในราคากิโลกรัมละ 10 บาท มะนาวของสวนแห่งนี้ ผลโต น้ำดี มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดถึงใจ ก็ขายดีเช่นกัน

“เกษตรผสมผสาน” โกยรายได้งาม

เมื่อถาม ดร.ปรีชาว่า “ทำสวนเกษตรผสมผสานแบบพอเพียงในลักษณะนี้ มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ไหม คำตอบที่ได้ก็คือ อยู่ได้สบาย เหลือกิน เหลือใช้ เพราะสวนเนื้อที่ 7 ไร่แห่งนี้ มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่น เป็นค่าแรงงานให้กับคนงานจำนวน 1 คนเท่านั้น ส่วนปุ๋ยยา ก็ไม่ต้องซื้อ แค่เก็บเศษใบไม้ใบหญ้า ผลไม้ในสวนมาทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และซื้อปุ๋ยคอกมาใช้บ้าง ถือว่ารายได้จากผลผลิตในสวนเกษตรผสมผสานแห่งนี้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆนี่ผมทำเป็นสวนเกษตรตัวอย่างก่อนเกษียณให้ดูแล้ว พูดได้เต็มปากว่า ทำได้จริง” ดร.ปรีชาเล่าอย่างอารมณ์ดี

ปลูกพืชให้ตอบโจทย์ตลาด

ดร.ปรีชาบอกว่า การทำเกษตร อย่ามัวปลูกอย่างเดียว ต้องหัดเรียนรู้การตลาดด้วย ใช้หลักการตลาดนำการผลิตด้วย เพราะตลาดเป็นหัวใจหลักสำคัญที่จะช่วยให้เราขายผลผลิตได้ราคาที่ดี เกษตรกรมือใหม่ ต้องหัดเรียนรู้ทิศทางความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเทศกาลด้วย เพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ

“ช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ผมวางแผนตัดกล้วยออกขายแล้ว เพราะตรงกับเทศกาลตรุษจีน กล้วยถือเป็นผลไม้มงคลที่นิยมใช้ไหว้เจ้า ราคากล้วยในช่วงนั้นจะขายได้ราคาดีมาก หวีละ 50 บาท นี่คือตัวอย่างการวางแผนการปลูก ต้องผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาลสำคัญเพราะเป็นช่วงที่ผู้คนต้องกินต้องใช้พืชผักผลไม้จำนวนมาก ทุกวันนี้เกษตรกรบางรายเจ๊งเพราะปลูกโดยไม่นึกถึงตลาด พอเห็นบ้านโน้นปลูกผลไม้ชนิดนี้แล้วขายดี ก็แห่ปลูกตามเขาไปจนสินค้าล้นตลาด ขายขาดทุน” ดร.ปรีชาเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

ดร.ปรีชาตั้งใจทำสวนไม้ผลผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้สวนผลไม้แห่งนี้ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ของคณาจารย์ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จากทั่วประเทศ แวะเวียนเข้ามาศึกษาหาความรู้กันอย่างต่อเนื่อง หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนหรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสานกับ ดร.ปรีชา ก็สามารถแวะเข้าชมได้ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือพูดคุยสอบถามกับดร.ปรีชา ได้ที่เบอร์โทร. (081) 808-5138

ซีอิ๊วอินทรีย์ที่บ้านสันป่ายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

ซีอิ๊วอินทรีย์ที่บ้านสันป่ายาง

เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งเคยบอกไว้นานแล้วว่า “ความรู้เป็นที่มาของความรู้สึก” คือเขาเชื่อว่า เมื่อใดเราล่วงรู้เรื่องราว รายละเอียด เงื่อนไขข้อแม้ต่างๆ ไม่ว่าจะของคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ตาม เราจะ “รู้สึก” ต่อสิ่งนั้นได้มากขึ้น ในแง่นี้ ความรู้จึงมีสถานะเป็นเครื่องปรุงแต่งทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง แม้ว่าในทางปฏิบัติ มันจะต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของความรู้นั้นๆ กระทั่งการยอมเปิดใจที่จะรับรู้ ซึ่งก็ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน

เรื่องนี้ผมเชื่อเพื่อนมาตั้งแต่แรกได้ยินเขาพูด และในกรณีของกับข้าวกับปลา วัตถุดิบ การปรุงรสอาหาร ฯลฯ ที่ก็อาจนับว่าเป็นศาสตร์อันลึกซึ้งละเอียดอ่อนนั้น ผมคิดว่าคำพูดของเขาช่างเป็นเรื่องจริงเอาเสียจริงๆ

ความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความรู้สึกเชิงโภชนารมณ์นั้นเป็นของที่ยังมีอยู่มาก และหลายครั้งก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี้เอง

กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้อาศัยติดตามคณะทำงาน “กินเปลี่ยนโลก” มูลนิธิชีววิถี ไปดูขั้นตอนการทำซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวตราช้อนทอง ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปแม่บ้านสันป่ายาง อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ทั้งซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวที่นี่จะมีวางจำหน่ายในงานเกษตรอินทรีย์ที่ “กินเปลี่ยนโลก” เข้าร่วมจัดทุกครั้ง นอกจากจะมีวางที่ตลาดเขียว กาดอินทรีย์ ชมรมมังสวิรัติเชียงใหม่ และร้านเลมอนฟาร์มทั่วไป

โรงทำเต้าเจี้ยวของกลุ่มฯ เป็นอาคารชั้นเดียว แลดูสะอาดสะอ้าน เรียงไว้ด้วยโอ่งหลายสิบใบ และห้องหมัก “โคจิ” คือการเคล้าเชื้อที่ทำไว้เข้ากับเมล็ดถั่วเหลืองก่อนเข้าสู่กระบวนการหมัก กลิ่นหอมที่ผมเคยคุ้นในครัวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้น

“ป้าลอง” คุณจำลอง อินชัย ประธานกลุ่มเล่าถึงที่มาของถั่วเหลือง วัตถุดิบหลักว่า เดิมเป็นถั่วพันธุ์ตาแดงและพันธุ์ขนทองที่ชาวบ้านปลูกในพื้นที่มาแต่แรก ต่อมาก็เริ่มขยับขยายปลูกพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่เมล็ดใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังเก็บเมล็ดพันธุ์กันเองอยู่ จึงมั่นใจได้ว่าเป็นถั่วเหลืองปลอดภัยทุกเมล็ดจริงๆ

“เขาจะเก็บเกี่ยวกันครั้งเดียว คือช่วงเดือนเมษายน ต้องเอาไม้เกี๊ยะใส่เพื่อกันความชื้น เรารับมาก็ต้องมาคัดขนาด คัดสี เพราะถั่วอินทรีย์ก็จะเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นถั่วซีก ถั่วเมล็ดเล็ก หรือเมล็ดเขียวๆ เราจะไม่ใช้เลย ทำแล้วสีจะดำ ไม่สวย” ป้าลองเล่าเรื่องถั่วให้ฟังก่อน

ในแวดวงวิชาการเกษตร ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่เกษตรกรปลูกในเมืองไทยนี้ยังปลอด GMOs ไม่เหมือนถั่วเหลืองอีกกว่า 80% ในตลาด ซึ่งนำเข้าจากประเทศแถบละตินอเมริกา และมีแนวโน้มสูงที่จะปนเปื้อน GMOs ดังนั้นความมั่นใจของผู้บริโภคซีอิ๊วตราช้อนทองก็เริ่มกันตั้งแต่วัตถุดิบหลักเลยทีเดียว

“เราคัดถั่วก่อน แล้วก็ต้ม เอามาคั่วกับแป้ง บ่มโคจิ 2 วัน จากนั้นก็หมักน้ำละลายเกลือทะเลไว้ในโอ่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ถ้าจะทำซีอิ๊ว ก็เอาออกมาเจือจางน้ำเกลือ กรอง แล้วก็ต้ม แต่ถ้าทำเต้าเจี้ยวเราต้มได้เลย จากเริ่มเดือดนี่นับไปครึ่งชั่วโมง เป็นการต้มฆ่าเชื้อ” ขั้นตอนการทำของกลุ่มแม่บ้านสันป่ายางที่ดูจะง่ายๆ นี้ ผ่านการปรับปรุงสูตรมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มทำใน พ.ศ. 2537 และได้รับตรารับรองมาตรฐาน อย. ใน 4 ปีหลังจากนั้น

ผมสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังจะทำเต้าเจี้ยวหรือซีอิ๊ว ป้าลองบอกว่า ขั้นตอนนั้นเหมือนกัน แต่ความที่คนนิยมกินซีอิ๊วสีคล้ำๆ ดังนั้นจะต้องสังเกตกันตั้งแต่สีของเชื้อโคจิ ถ้าเข้มอยู่แล้ว ก็จะได้ถั่วหมักสีเข้มไปด้วย อาศัยเวลาช่วง 1 เดือนจะเริ่มเห็นชัดว่าสีเข้มมากน้อยแค่ไหน ก็สามารถเลือกได้ว่าโอ่งไหนจะเอาไปทำอะไร

“ถ้าหน้าตาไม่ดี สีไม่สวย ก็เอาไปทำซีอิ๊ว” ป้าลองบอกยิ้มๆ “แต่สาธารณสุขเขาก็มีเกณฑ์ให้เราต้องใส่ไอโอดีนด้วยนะ แล้วต้องใช้น้ำกรอง ไอ้เราก็ไม่ค่อยไว้ใจนะโรงงานน้ำเนี่ย มันจะสะอาดหรือเปล่า แต่จะทำยังไงได้” ป้าลองเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ผมคิดว่ามันแฝงความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำของดีๆ อยู่อย่างที่ผมรู้สึกได้ชัดเจน

ผมออกจะแปลกใจ เมื่อตอนท้ายๆ ของการพูดคุย ป้าลองหยิบเอาถุงพลาสติกบรรจุก้อนอะไรสีคล้ำๆ เหนียวๆ ออกมาให้ดู มันคือ “มิโสะ” นั่นเอง

“เราไปเรียนทำมิโสะกับอาจารย์ที่วังน้ำเขียวมา คือเราต้องทำมิโสะเนี่ยเพื่อเอามาแต่งสีคล้ำให้ซีอิ๊ว อย่างที่บอก คนไม่ชอบกินซีอิ๊วใสๆ”ป้าลองบอกว่า นอกจากแต่งสีแล้ว มักมีฝรั่งมาขอแบ่งซื้อไปเนืองๆ

ผมลองดมและชิมดู มิโสะของป้าลองสีคล้ำก็จริง แต่กลิ่นรสนั้นอ่อนใส เช่นเดียวกับเต้าเจี้ยวและซีอิ๊วขาว ซึ่งรสชาติหอมหวานมากๆ ไม่ต้องคิดเลยนะครับ ว่าจะใช้เหยาะ จิ้ม หรือแต่งรสเค็มให้อาหารได้ดีสักเพียงไหน

แต่มันก็แปลก ครัวบ้านผมมีซีอิ๊วของป้าลองอยู่นานแล้ว แต่ผมคงไม่รู้ หรืออาจรู้ ทว่ายังไม่มี “ความรู้” ถึงที่มาที่ไป กระบวนการทำ กระทั่งไม่ได้เคยนั่งลงคุยกับคนทำตัวเป็นๆ ที่ทั้งคุยสนุก และทำให้ผมศรัทธาต่อจิตวิญญาณการพยายามทำของดีๆ ที่มีอยู่ในตัวป้าลองอย่างเต็มเปี่ยมมาก่อน

กลับถึงบ้าน ผมไม่รอช้า หั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นใหญ่ๆ เอาลงเคี่ยวในหม้อน้ำ ใส่หอมใหญ่ซอยและมันฝรั่งตามลงไป รุมไฟไปจนเปื่อยนุ่ม มันเกือบจะเป็นซุปโชหยุแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ก็ไม่เชิง เพราะกลิ่นและความใสมีความเฉพาะตัวอยู่มาก…แน่นอนครับ ผมปรุงรสเค็มด้วยซีอิ๊วขาวจากบ้านสันป่ายาง อันหอมหวนไปด้วยความรู้และความทรงจำของป้าลองขวดนั้น

“ความรู้” เป็นที่มาของ “ความรู้สึก(อร่อย)” จริงๆ ด้วยครับ…

ที่ดินถูกน้ำเซาะริมแม่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ที่ดินถูกน้ำเซาะริมแม่น้ำ

ที่ดินคุณจำนูญมีโฉนดอยู่ติดแม่น้ำ ปลูกศาลาเอาไว้ริมน้ำ นานๆแวะมาสักที

ที่ดินคุณโผงอยู่ถัดเข้ามาจากที่ดินคุณจำนูญติดๆกันนั่นแหละ

วันดีคืนดีหลายๆวันหลายเดือนและหลายปี น้ำเซาะที่ดินริมตลิ่งของคุณจำนูญไปเรื่อยๆ จนที่ดินส่วนใหญ่หายไป เหลือแต่ศาลาโด่เด่อยู่กลายเป็นศาลากลางน้ำไปเสียแล้ว

ข้างฝ่ายคุณโผงเห็นท่าไม่ดี จะปล่อยไว้อย่างนั้นจะเสียหายมากไป จึงจ้างผู้รับเหมามาถมหินกั้นแนวที่ดินของตนเองไว้ตั้งแต่ส่วนที่ต่อกับผืนน้ำเข้าไปที่ดินจึงไม่กลายเป็นผืนน้ำไป

ทว่า ตอนนี้บ้านคุณโผงติดแม่น้ำแล้ว คุณโผงยินดีเป็นยิ่งนัก เย็นๆนั่งระเบียงบ้านรับลมเย็นๆริมแม่น้ำ

พอสักพักคุณจำนูญมารื้อศาลากลางน้ำออกทำแนวเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก กับถมหินลงในที่ดินที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างที่ดินและบ้านของคุณโผง

อ้าว! ที่ดินและบ้านของคุณโผงที่เคยเป็นบ้านริมน้ำ กลับกลายเป็นไม่ติดแม่น้ำเสียแล้วสิ

คุณโผงไปฟ้องคุณจำนูญต่อศาล หาว่าคุณจำนูญกระทำละเมิด

ขอให้พิพากษาว่า โฉนดที่ดินของคุณจำนูญหน้าบ้านคุณโผงเป็นทางน้ำสาธารณะ ห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินสร้างเขื่อนปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง และทำให้สภาพที่ดินของคุณโผงติดแม่น้ำดังเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินสร้างเขื่อนปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินที่อยู่ริมแม่น้ำและถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทลายลงไปอยู่ใต้พื้นน้ำจะถือว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อเจ้าของที่ดินนั้นมิได้สงวนสิทธิ หรือหวงกันไว้จนกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น

แต่ที่ดินแปลงของคุณจำนูญที่ติดแม่น้ำแม้ถูกน้ำเซาะพังทลายลงจนกลายสภาพเป็นพื้นน้ำยาวลึกเข้าไปถึงที่ดินด้านตรงข้ามทิศตะวันตก คงเหลือเฉพาะบริเวณที่ปลูกบ้านของคุณโผงและคุณโผงได้ถมหินล้อมรอบป้องกันน้ำเซาะและน้ำท่วมไว้ได้

พื้นที่ล้อมรอบที่ดินคุณโผงซึ่งเป็นที่ดินของคุณจำนูญเป็นบริเวณที่กลายเป็นพื้นน้ำไปหมดแล้วแต่คุณจำนูญยังใช้ประโยชน์ที่ติดริมแม่น้ำ อันเป็นการสงวนสิทธิและหวงกันไว้โดยเพิ่งรื้อศาลาที่ปลูกไว้ออกไป

จึงฟังไม่ได้ว่า พื้นที่นั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

แต่เป็นของคุณจำนูญ

ดังนั้นการที่คุณจำนูญถมหินและดินในที่ดินของตน แม้จะเป็นการกั้นระหว่างบ้านคุณโผงกับแม่น้ำจนทำให้คุณโผงออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ ก็ไม่เป็นการละเมิดต่อคุณโผง

คุณโผงจึงไม่มีสิทธิห้ามคุณจำนูญกระทำการดังกล่าว และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากคุณจำนูญ

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2554)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ชะลูด : ไม้เถา มากสรรพคุณ

สังคมที่ออกจะวุ่นวุ่นเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความคิด

เพราะทุกคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน

แต่ทุกคนต้องยอมรับกฎกติกาอันหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

หากแต่ละคนเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ฟัง ไม่รับกฎกติกาที่มีอยู่ร่วมกัน สังคมโดยรวมก็หาความสงบสุขได้ยาก

ก็อย่างที่ท่านหลวงพ่อพุทธทาส ท่านว่า หากทุกคนคิดว่าความคิดตัวเจ๋งกว่าคนอื่น ชีวิตก็จะขมขื่นทั้งชีวิต

การไม่รู้จักกาลเทศะ อะไรควรไม่ควร มันก็จะมีแต่ความวุ่นวายและเป็นทุกข์

เงื่อนไขก็คือข้ออ้างโน่นอ้างนี่ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผลิตความคิดเข้าข้างตัวเอง

เมื่อความคิดมุ่งแต่จะแหกกฎกติกา ชีวิตที่จะสุขสงบก็อย่าได้หวัง

ความคิดถ้ารู้จักพอดี พอเหมาะ พอควร ความสุขสงบก็เกิดกับทุกคน

เข้าหน้าฝนเต็มตัวแล้ว มาปลูกต้นไม้เพิ่มออกซิเจน และคืนธรรมชาติให้ร่มรื่นดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้นไม้เล็กเล็ก มีที่ว่างตรงไหนก็ปลูกมันตรงนั้น จะปลูกลงกระถาง หรือข้างรั้วก็ได้

ต้นไม้ที่ว่า เป็นไม้เถาขนาดเล็ก ชื่อ “ชะลูด”

ลักษณะของชะลูด จะมีเถาเกลี้ยง ผิวสีดำ เมื่อแกะผิวดูจะเห็นมีน้ำยางสีขาว

ใบของชะลูด ออกเป็นใบเดี่ยว ออกตามข้อเถา ข้อละ 3 ใบ ลักษณะรูปขอบขนาน หรือรูปรี โคนใบจะครีบ ปลายใบออกแหลมหรือมน เนื้อใบหนาและแข็ง

เถาชะลูดเมื่อเจริญเติบโตดีแล้วก็จะให้ดอก ดอกของชะลูดมีสีเหลือง กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามง่ามใบ

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลรูปรี แข็ง

เถาชะลูดนี้ คนแต่โบราณ หรือหมอพื้นบ้านจะจัดการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างต่างของเถา ตั้งแต่ เนื้อเถา ดอก ใบ ผลและราก

เนื้อเถา จะมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลม และรักษาโรคลม

ดอก มีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้เพ้อคลั่ง

ใบ มีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้

ผลและราก มีสรรพคุณขับเสมหะที่เป็นพิษ แก้โรคลม และรักษาอาการไข้

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกเถาชะลูด

เวลานี้สังคมเรากำลังบ้าวัตถุ จนลืมสิ่งที่ได้จากต้นไม้

ข่าวการรุกป่าธรรมชาติช่วงที่ผ่านมาถือว่าหนักข้อขึ้นทุกวัน

ต้นไม้ที่ปลูกกว่าจะเจริญเติบโตนั้น ใช้เวลาหลายปี

แต่การตัดนั้น ใช้เวลาไม่กี่นาที

เห็นทีต้องยืมคำของพระคุณเจ้าที่เทศน์ว่า คนที่ตัดต้นไม้ เกิดใหม่ชาติหน้ามือจะด้วน?

สาธุ

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย(2)

ผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจประกันภัย คือ การประกันวินาศภัย ซึ่งประกอบด้วย การประกันอัคคีภัย และการประกันภัยรถยนต์ บริษัทประกันภัยบางแห่งรับประกันอัคคีภัยและประกันรถยนต์ บางแห่งรับประกันอัคคีภัยแต่ไม่รับประกันภัยรถยนต์หรือรับในปริมาณน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ ความถนัด เครือข่ายอู่ซ่อมรถและเซอร์เวเยอร์ บุคลากรที่มีอยู่ และความสามารถในการรับความเสี่ยงภัยด้านรถยนต์ เนื่องจากการประกันภัยรถยนต์ กิจการต้องมีความชำนาญในการดำเนินการกับคู่ค้าที่เป็นอู่ซ่อมรถยนต์และการตีราคาค่าซ่อม ที่ในปัจจุบันมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนค่อนข้างสูงและหากควบคุมไม่ดีมักส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัย

ส่วนการรับประกันชีวิตนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดของตลาดค่อนข้างใหญ่ในอุตสาหกรรมประกันภัย และบริษัทประกันภัยจะต้องแยกการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตออกจากการประกันวินาศภัย ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม

การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย

บริษัทประกันภัยจึงมักจะมีบริษัทหนึ่งรับประกันวินาศภัย รับประกันการขนส่งทางทะเล ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด และมีอีกหนึ่งบริษัทรับประกันชีวิต แยกต่างหากจากกัน (บางบริษัทมีเฉพาะธุรกิจประกันวินาศภัยแต่ไม่มีประกันชีวิต)

การประกันภัยเบ็ดเตล็ดนั้นหากดูจากชื่อเราจะเข้าใจว่าเป็นการประกันภัยเล็กๆน้อยๆ (ตามชื่อว่าเบ็ดเตล็ด) แต่ปรากฏว่าในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่จัดประเภทเป็นประกันภัยเบ็ดเตล็ด แต่มีวงเงินการรับประกันภัยและขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยที่สูงมาก เช่น การประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด (Industrial All Risk เรียกันย่อๆว่า IAR)

กรมธรรม์ประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัยสูง และความเสี่ยงภัยที่สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายขนาดใหญ่ได้ โดยปกติมีข้อยกเว้น และมีความรับผิดส่วนแรก

กรมธรรม์ความเสี่ยงภัยทุกชนิดประกอบด้วยความคุ้มครอง2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนที่ 1 การประกันภัยทรัพย์สิน (Property Damage) ส่วนที่ 2 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้เอาประกันภัย ส่วนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ การประกันความรับผิดต่อสาธารณชน (Public Liabilities Insurance)

ความคุ้มครองของกรมธรรม์ความเสี่ยงทุกชนิดมักจะระบุว่าคุ้มครองทุกอย่างโดยไม่คุ้มครองรายการตามข้อยกเว้น โดยทั่วไปประกอบด้วย การประกันอัคคีภัย ภัยพิเศษเพิ่มเติม (เช่น ภัยระเบิด ภัยแผ่นดินไหว ภัยลูกเห็บ ภัยอากาศยาน ภัยลมพายุ ภัยน้ำท่วม ภัยเปียกน้ำภัยจากควันภัยจากยวดยานพาหนะภัยจลาจลและนัดหยุดงาน ภัยจากการป่าเถื่อนและการกระทำด้วยเจตนาร้าย) การโจรกรรมที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ภัยเนื่องจากความสูญเสียหรือเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า ภัยจากความเสียหายเนื่องจากแตกร้าวของกระจกติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร อุบัติเหตุอื่นๆที่เป็นปัจจัยภายนอก (ที่มิได้ระบุในข้อยกเว้น)

ผู้เอาประกันภัยแบบ IAR จึงมักเป็นห้างสรรพสินค้า นิติบุคคลอาคารชุดโรงงานโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร ท่าอากาศยาน และโครงการต่างๆที่มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยมากการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดมักกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบความรับผิดส่วนแรก (Deductible)เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่าย

ธุรกิจประกันภัยกับการบริหารความเสี่ยง

หากเรามองลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัทประกันภัยแล้ว จะพบว่า การบริหารความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกของอุตสาหกรรมประกันภัย ที่หากบริษัทใดสามารถบริหารจัดการ “ความเสี่ยง” ให้เหลือน้อยที่สุดได้ บริษัทประกันภัยนั้นจะมีกำไรจากการดำเนินการสูงกว่าบริษัทที่บริหารความเสี่ยงได้ไม่ดี

การบริหารความเสี่ยงในกิจการประกันภัยนั้น ความเสี่ยงด้านการรับประกันภัย จะเป็นความเสี่ยงหลัก ที่บริษัทประกันภัยมีภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย โดยหากบริษัทต้องแบกรับภาระสูงกว่าความสามารถในการชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยได้

การรับงานประกันภัยที่กระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปจะทำให้เกิดความเสี่ยง การกระจายกลุ่มและประเภทการรับประกันภัยที่เหมาะสมเป็นการลดความเสี่ยงได้ การทำประกันภัยต่อเพื่อกระจายความเสี่ยงในการที่บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การดำรงเงินกองทุนในอัตราสูงเป็นตัวช่วยให้บริษัทมีเงินทุนสำรองหากเกิดความเสี่ยงภัยที่มีความเสียหายสูงๆเกิดขึ้น

การบริหารการลงทุนของกิจการประกันภัย

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่มีเงินสดในมือสูงด้วยข้อกำหนดการดำรงเงินกองทุน และการสำรองเงินสดไว้ให้เพียงพอกับค่าสินไหมทดแทนที่อาจจะเกิดขึ้น ประกอบกับธุรกิจประกันภัย เป็นการส่งมอบสัญญาและความคุ้มครองแก่ลูกค้า โดยทั่วไปจึงมีเงินสดหมุนเวียนในมือค่อนข้างมาก บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จึงต้องบริหารการลงทุน โดยมีการจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน ไม่ว่าจะลงทุนในตั๋วเงินคลัง ตราสารทางการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ใบรับฝากเงิน เงินฝากธนาคาร พันธบัตรระยะยาว หุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และกองทุนรวมต่างๆ เป็นต้น

หากเราดูงบการเงินของบริษัทประกันภัย จะพบว่า รายได้หลัก คือ “รายได้จากการรับประกันภัย” แต่จะมีอีกท่อนหนึ่งที่แสดงรายการ “รายได้จากการลงทุน” และ “กำไรจากการลงทุน” อยู่ในงบกำไรขาดทุนด้วยเสมอ ในงบแสดงฐานะการเงินเราจะเห็นบัญชี “เงินลงทุนในหลักทรัพย์” เป็นสินทรัพย์ตัวใหญ่ นอกเหนือจาก “เบี้ยประกันภัยค้างรับ” (เหมือนลูกหนี้การค้าในกิจการขายสินค้า) อยู่ด้วยเสมอ

การบริหารพอร์ตการลงทุนของกิจการประกันภัยนั้น ถือเป็นส่วนงานหนึ่งที่มีความสำคัญกับบริษัทประกันภัยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการมีเงินสดหมุนเวียนในมือ สามารถนำผลกำไรมาสู่บริษัทในลักษณะเพื่อเสริมเงินสำรองที่จะใช้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามภาระผูกพันที่บริษัทประกันภัยมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การลงทุนของบริษัทประกันภัยต้องลงทุนภายใต้ข้อจำกัดที่มีกฎเกณฑ์ของคปภ.กำหนดไว้ เพื่อให้ความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยทั่วไป

ตัวอย่างข้อจำกัดการลงทุนกิจการประกันภัยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำ เช่น ไม่สามารถลงทุนในการสร้างอาคารสำนักงานเพื่อให้เช่า นอกจากสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัทเท่านั้น เป็นต้น

กิจการประกันภัย เป็นกิจการที่น่าสนใจและมีลักษณะเฉพาะ บุคลากรที่ทำงานให้กับบริษัทประกันภัยก็ต้องมีความรู้พิเศษกว่าธุรกิจซื้อมาขายไปหรือธุรกิจผลิตสินค้า คือต้องมีความรู้ด้านการประกันภัย การบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการกระจายความเสี่ยง ต้องมีความรู้ด้านบริหารการลงทุน ต้องมีพื้นความรู้ความเข้าใจในตลาดการเงินและตลาดทุน

ในปัจจุบันนี้ฝ่ายบริหารของบริษัทประกันภัยยังต้องมีฐานข้อมูลที่พร้อมและรองรับการวิเคราะห์เหล่านี้ ต้องลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูล และยังต้องบริหารต้นทุนของกิจการประกันภัยให้ต่ำที่สุด เพื่อให้มีผลกำไรคงเหลือเพียงพอกับความเสี่ยงที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย

เรื่องผักในหัวใจวัยเยาว์ “จากผักกูดลวกไปจนถึงทำแห้งสาหร่ายผักกูด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เรื่องผักในหัวใจวัยเยาว์ “จากผักกูดลวกไปจนถึงทำแห้งสาหร่ายผักกูด”

ผักในวัยเยาว์ ใครก็คงจะเคยมีผักที่กินตั้งแต่เล็กแต่น้อยกินเพราะชอบและต้องกินถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ตาม ตอนเด็กๆ ฉันต้องกินผักบุ้งเป็นหลักเพราะพ่อปลูกผักบุ้งโชคดีที่รู้สึกชอบ พ่อบอกว่ากินแล้วตาสวยนั่นเป็นความรู้สึกที่ดีๆ มากสำหรับเด็ก กินแล้วตาสวย กินแล้วผมสวย กินแล้วแก้มแดง ผู้ใหญ่จะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกินผัก เพราะบอกสุขภาพดีนั้นเด็กอาจจะคิดไม่ออก

เมื่อโตขึ้นมาไปโรงเรียนก็มีวิชาการเกษตรครูก็ให้ปลูกผักซึ่งก็ปลูกผักบุ้งอีก ดังนั้นผักบุ้งจึงเป็นผักในหัวใจ คุณล่ะมีผักอะไรในหัวใจที่เล่าถึงได้บ้าง

เมื่อมีผักบุ้งฉันจะคิดออกว่าจะทำอะไรกินได้บ้าง ผักบุ้งจีนถอนทั้งราก ผักบุ้งไทยเด็ดยอดเรื่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำผักบุ้งมันจะอ้วนใหญ่กรอบอย่างนี้แกงเทโพอร่อยนักแล แกงส้มกับมะนาวใส่ปลาใส่กุ้งยิ่งอร่อย ถ้าเป็นผักบุ้งไทยผอมๆ อยู่เลื้อยยอดบนดินเอามาทำผักแกล้มกรอบอร่อย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งจีนผัดดีกว่า ผัดน้ำมัน ผัดกะทิ…นี่เป็นผักที่อยู่ในหัวใจตั้งแต่เด็ก

อีกผักหนึ่งเป็นผักที่สนุกสนานวัยเยาว์ นั่นคือผักกูด ขึ้นอยู่ตามสวนยางพาราที่ชื้นๆ และต้องเดินทางไปเก็บและอยู่ไกลออกไป แถวชายน้ำที่พื้นแฉะๆ บางทีก็เก็บผิดเอาเฟิร์นติดมาด้วยเพราะมันคล้ายกันจนเด็กแยกไม่ออก ถ้าไม่อยากให้ผิดก็เลือกเอาแต่ต้นอวบๆ และยอดยังม้วนอยู่นั่นแหละไม่ผิดแน่ แต่เดี๋ยวนี้ในสวนยางไม่ค่อยมีผักกินแล้ว การปลูกยางพาราแบบสมัยใหม่ สวนจะโล่งเตียนไม่มีผักมีหญ้าให้เก็บกิน

แรกฉันคิดว่าผักกูดจะมีแต่ที่ใต้เท่านั้นหรือเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ เมื่อไปทางเหนือก็มีผักกูดให้เก็บกินเป็นอาหารแต่วิธีทำกินต่างกันออกไป

พวกกินคลีนหรือกินอาหารปลอดภัยน่าจะเลือกผักกูด เพราะว่าเป็นผักที่ไม่ขึ้นในพื้นที่ที่มีสารเคมีถือเป็นผักธรรมชาติมาก

ช่วงหลังผักกูดเป็นผักที่ปลูกได้ในพื้นดินแฉะๆ ที่ชายน้ำปลูกผักกูดได้ดี หรือพื้นที่ธรรมดาให้น้ำเยอะๆ ผักกูดก็ขึ้นได้ เดือนที่ผ่านมา รุ่นน้องชวนไปเที่ยวสวนผักกูด พ่อแม่เธอปลูกผักกูดรายได้พอกินโดยไม่ต้องเอาเงินส่วนที่เป็นรายได้อื่นในสวนมาใช้เลย เรียกว่ารายได้มีทุกเช้า

ฉันคนชอบกินผักและหวนหาอดีต รีบไปทันทีใกล้ไกลไม่ว่ากันขอแค่เดินทางสะดวกหน่อยเพราะเริ่มสูงวัยแล้ววันนั้นเดินทางจากนครศรีธรรมราชไปสวนผักกูดที่สุราษฎร์ธานี ที่อำเภอนาสาร

นาสารเป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องผลไม้มากเป็นที่ซึ่งมีเงาะโรงเรียนอร่อยที่สุด คือกรอบหวาน เปลือกบาง

หมู่บ้านโกงเหลงเจ้าของบ้านบอกว่าที่นี่เมื่อก่อนไกลปืนเที่ยงมากๆ ไม่ค่อยมีใครไปมา เรียกพื้นที่สีแดงก็ได้ เธอเป็นเด็กโกงเหลง ถูกเพื่อนล้อเสมอ “มาจากโกงเหลง” ความหมายคือบ้านนอกสุดๆ ลงจากรถก็มีของกินทันที เงาะโรงเรียนกำลังสุกผมยาวๆ ยังเขียวๆ แซมแดง เธอบอกว่า ปีนี้เงาะติดน้อยเพราะแล้งนานมาก ขาดน้ำ ผลผลิตน้อยลูกเล็ก ถึงราคาแพงก็ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ จริงของเธอผลผลิตดีราคากลางๆ ดีกว่า เพราะพืชผลเป็นอาหารเลี้ยงผู้คนให้ชีวิตดำรงอยู่ ได้ผลผลิตน้อยไม่พอสำหรับผู้คนบางสวนอย่าว่าแต่ขายเลยกินในครอบครัวและแจกพี่น้องเพื่อนฝูงยังไม่พอเลย

เก็บผลไม้กินพอหอมปากหอมคอเพราะว่าผลไม้มีน้อยราคาสูงเกรงใจเจ้าของสวน และครั้งนี้เป้าหมายเราอยู่ที่ผักกูด

“โห มันเยอะขนาดนี้เชียวหรือเขียวสวยด้วย”เพื่อนชวนเดินไปหลังบ้านเห็นผัดกูดสวยเขียวไกลสุดลูกตา

เธอเล่าว่า มีเพื่อนกวีมาเที่ยวที่นี่ เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เขากลับบ้านไปปลูกผักกูดที่กาญจนดิษฐ์บ้านของเขา

“คิดว่าเกิดแรงใจเขียนกวีเสียอีก”

“ไม่กลับไปปลูกผักกูดกินก่อน เอาต้นพันธุ์ไปจากที่นี่เลย ตอนนี้เริ่มแตกยอดได้กินแล้ว”เธอบอก

การปลูกผักกูดนับว่าเป็นรายได้ที่ดี พ่อกับแม่เธอเก็บได้วันละสามสิบกิโล มีคนมารับถึงบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปเก็บเอามากองๆ เอาไว้แม่ค้ามารับเอง เก็บได้ทุกวันเพราะมียอดทุกวัน

“เดินเหยียบลงไปเลย ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็แตกใหม่ ยิ่งเก็บยิ่งแตกยอด”

ผักกูดถือว่าเป็นอาหารยั่งยืนอีกอย่างหนึ่งเพราะปลูกครั้งเดียวเก็บกินได้ตลอด

ชีวิตรื่นเริงช่วยกันเก็บผักกูด บางคนก็ถ่ายรูปหามุมสวยๆ บางคนก็ถ่ายรูปตัวเองคู่กับผักกูด บางคนเก็บอย่างเดียวเพื่อเอาไปทำกิน

“เก็บเยอะๆ เอาไปฝากที่บ้านทำกินบ้าง” เพื่อนลูกสาวเจ้าของสวนบอก

ฉันเก็บมาได้หอบใหญ่และบอกเพื่อนว่า เราเอาไปทำกินกันเถอะ การทำผักกูดกินก็เริ่มขึ้นที่เก็บหลังบ้านมากินหน้าบ้าน

ผักกูดก็เหมือนผักบุ้งทำกินได้หลายอย่าง แต่ช่วงที่ฉันเป็นเด็กที่บ้านนิยมผัดหัวทิ (ผัดกับกะทิแทนน้ำมัน) ต้มกะทิรวมกับผักอื่นๆ พวกผักบุ้งหยวก เพื่อกินกับน้ำพริกหรือขนมจีน พวกแกงส้ม ยำ ส่วนพวกเอามาผัดน้ำมันหอย ผัดใส่หมูสับ พวกก็น่าจะเป็นหลังๆ เป็นการคิดค้นทำกินดัดแปลงอาหาร

ได้ผักกูดแล้วก็เอามาเด็ดยอดเด็ดใบ วันนี้ไม่ลวกกะทิแต่ทำเป็นผัดใส่หมูสับ และลวกกินกับน้ำพริก บางคนชอบสดๆ ก็เป็นผักเหนาะได้เลย

ผักกูดอาจจะไปสู่ระดับอินเตอร์ได้เพราะนอกจากทำเป็นผักดองแล้วยังเป็นผักกูดแห้งได้ด้วย

น้องคนหนึ่งที่เชียงใหม่เล่ามาว่า เธอทำผักกูดแห้งออกมา คล้ายๆ กับสาหร่าย กลิ่นเหมือนสาหร่ายญี่ปุน เป็นการค้นพบโดยบังเอิญคือเอาผักกูดแบบไม่ค่อยสุกเรียกว่าแค่สะดุ้งน้ำร้อนยังกรอบอยู่แล้วเอาไปวางไว้ ผักกูดจะแห้งคล้ายสาหร่าย เอามาผัดทำกินปรากฏว่าอร่อย เคี้ยวหนึบๆ นิดหนึ่ง กลิ่นเหมือนสาหร่าย

ฟังเธอเล่าฉันคิดว่าน่าจะพัฒนาเป็นอาหารแห้งต่อไปได้เลย จึงเอามาทดลองทำดูต่อไปก็สามารถส่งผักกูดไปให้เพื่อนๆ ญาติๆ ที่เมืองไกลกินได้

ถ้าใครต้องการปลูกผักกูด คุยกับคุณติ๊กได้เลย

สานต่อ “ยโสธรโมเดล”…เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สานต่อ “ยโสธรโมเดล”…เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ยโสธรถือเป็นจังหวัดแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีการผลิตข้าวอินทรีย์ แตงโมอินทรีย์ พืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ รวมทั้งปศุสัตว์ และสัตว์น้ำอินทรีย์ด้วยภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับจังหวัดยโสธร เพื่อร่วมขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร” หรือ “ยโสธรโมเดล”

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) ของประเทศ

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เร่งบูรณาการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดยโสธรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม พร้อมส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นเมืองต้นแบบและเพิ่มปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)กล่าวว่าขณะนี้ มกอช.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสานต่อการพัฒนายโสธรโมเดลให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์โดยเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกรในพื้นที่ทั้งกลุ่มผู้ผลิตเดิมและกลุ่มใหม่ตั้งแต่หลักการของเกษตรอินทรีย์ การปรับเปลี่ยนพื้นที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ การจัดการผลิต จนถึงการเก็บเกี่ยว

ขณะเดียวกันยังมุ่งส่งเสริมและผลักดันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดยโสธรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นมีเป้าหมาย 60,000 ไร่จากเดิมที่มีประมาณ 40,000 ไร่ รวมเป็น 100,000 ไร่ ภายในปี 2561

นอกจากนั้น ยังสนับสนุนความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ และมุ่งส่งเสริมการรวบรวมผลผลิตในรูปแบบกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ เบื้องต้นคาดว่า จะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 35,000 ตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ สัตว์น้ำ และไข่ไก่ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

ซึ่งคาดว่าจะมีการแปรรูปข้าวสารอินทรีย์กว่า 90% และยังมีแผนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายตลาดภายในและต่างประเทศ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดสด ตลาดโมเดิร์นเทรด และมีแผนส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและเชื่อมโยงกับตลาดออนไลน์ด้วยมีเป้าหมายเพิ่มตลาดภายในประเทศเป็น 30% และส่งออก 70%

ที่ผ่านมาได้มีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมในจังหวัดยโสธรจำนวน10 กลุ่ม พื้นที่ประมาณ 37,000 ไร่ และได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกร 3 กลุ่ม พื้นที่ปลูก 900 ไร่ พร้อมส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมอินทรีย์มีการให้ความรู้เพื่อพัฒนาการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า3 กลุ่ม ส่งเสริมให้นำคิวอาร์โค้ด (QR Code) ไปใช้ตรวจสอบสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเชื่อมโยงตลาดแตงโมอินทรีย์กับโมเดิร์นเทรดด้วย

ขณะเดียวกันยังได้สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ใหม่ จำนวน 89 กลุ่ม พื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ โดยประชาสัมพันธ์การทำเกษตรอินทรีย์และเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วม 9 อำเภอ และมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานแบบกลุ่ม 410 ราย จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1,165 ราย และได้เตรียมขยายผลสู่นักเรียนในพื้นที่กว่า 400 คน พระสงฆ์ (เจ้าคณะอำเภอ) 100 รูป และตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกว่า 890 คน

ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์กว่า 180 ราย

นางสาวดุจเดือนกล่าวอีกว่า ปีนี้ มกอช. ได้เร่งบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ”ยโสธรโมเดล” ไปเป็นต้นแบบพัฒนาต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพไม่น้อยกว่า 10จังหวัด อาทิ จังหวัดพัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เป็นต้นเพื่อเพิ่มพื้นที่และชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศปีละไม่น้อยกว่า 10%

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ มกอช.ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ระดับภาคนำร่องที่จังหวัดพัทลุงและขอนแก่น โดยใช้แนวคิดจากยโสธรโมเดลเป็นต้นแบบการเชื่อมโยงธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านทิศทางการผลิต ข้อมูลแนวโน้มความต้องการด้านการตลาด รวมถึงมาตรฐานสินค้าและช่องทางการจำหน่าย ระหว่างแหล่งผลิต เครือข่ายผู้ค้าและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการรับรองมาตรฐาน รองรับการขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์สามารถช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และทำให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งคาดว่า ผู้ผลิต ผู้แปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์จะวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า และผู้ส่งออกได้ และเกิดการรวมกลุ่มวางแผนการผลิตและระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ให้เกื้อกูลกันอย่างครบวงจร และมีตลาดรองรับที่แน่นอน

ทั้งหมดนี้คาดว่า จะได้ภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมโยงกันในระดับภาคและระดับประเทศในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่นไลน์ (Application Line) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยส่งเสริมขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30%

ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 160,000 ไร่ เกษตรกรกว่า 5,000 ราย ได้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 50,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60% ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร สินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท

สำหรับสินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูงคือ ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ผักและผลไม้อินทรีย์ อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผักสลัด แครอต กระเจี๊ยบเขียว ชา และกาแฟอินทรีย์

โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคต ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

“ป้าดอกไม้ อินอ้น” ปลูกชะอมไร้หนาม พืชสร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ป้าดอกไม้ อินอ้น” ปลูกชะอมไร้หนาม พืชสร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี (ตอนจบ)

การตัดแต่งกิ่งชะอม

ชะอม เป็นไม้พุ่มหนาแน่น จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งบ้าง เพราะถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งจะทำให้ชะอมมีทรงพุ่มแน่นทึบและไม่ค่อยแตกยอด

การตัดแต่งกิ่งชะอมซึ่งมีความสำคัญนอกจากจะลดปัญหาการแน่นทึบของทรงพุ่มแล้ว ยังเป็นการลดที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย และที่สำคัญคือจะทำให้ชะอมมีการแตกยอดอ่อนมากขึ้น

การควบคุมความสูงของต้นชะอมไร้หนามเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวยอดและไม่ปวดหลังในขณะที่เก็บเกี่ยว เนื่องจากเกษตรกรจะต้องใช้เวลายืนเก็บยอดชะอม อย่างน้อย 3 ชั่วโมง ในทุกๆ เช้า

ควรควบคุมให้ต้นชะอมมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1-1.20 เมตร โดยขึ้นอยู่กับเกษตรกรว่าจะตัดแต่งต้นชะอมให้ต้นสูงเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บหรือตัดยอดโดยคนเก็บไม่ต้องก้มหรือเงยมากจนเกินไป

ป้าดอกไม้ เล่าว่า มักจะพบการระบาดของหนอนและด้วงกินใบชะอมบ้าง ถ้าพบไม่มาก จะใช้วิธีจับทำลาย แต่ถ้าพบมากและมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดพ่นสารฆ่าแมลงจะเลือกใช้สารกำจัดแมลงที่ผลิตจากสมุนไพรที่ใช้สำหรับการฆ่าหนอนและแมลง

แต่ถ้าพบการระบาดมากๆ ก็จะต้องเลือกฉีดพ่นด้วยยาป้องกันและกำจัดแมลง เช่น ยากลุ่มคาร์บาริล (เซฟวิน 85, เอส-85) ซึ่งสามารถคุมได้ทั้งหนอนและแมลงได้แบบกว้างๆ

ในแต่ละปีจะมีการฉีดสารฆ่าแมลงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น และสิ่งที่ป้าดอกไม้ยึดมาตลอดคือ หลังจากที่ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงไปแล้ว จะต้องเว้นระยะของการเก็บยอด อย่างน้อย 10-15 วัน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

บำรุงรักษาและใส่ปุ๋ย

ใน 1 รอบปีนั้น ป้าดอกไม้ จะมีการใส่ปุ๋ยคอก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน และจะมีการใส่ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อย่างน้อย 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง หรือแบ่งใส่น้อย แต่บ่อยครั้ง ซึ่งสามารถใส่เดือนละ 1 ครั้ง ก็ได้ จะดูจากสภาพต้นและการแตกยอดของชะอมประกอบ

การใส่ปุ๋ยยูเรียนั้น จะช่วยบำรุงต้นชะอมไร้หนามให้มีความสมบูรณ์ขึ้น แตกยอดเก่ง ยอดอ้วน

แต่เพื่อนเกษตรกรท่านอื่นอาจจะสลับด้วยปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16, 19-19-19 เป็นต้น นั้นต้องพิจารณาจากสภาพต้นและการแตกยอดชะอมของสวนตัวเอง

ในกรณีต้นชะอมไร้หนามที่มีอายุต้นมากและมีความสูงของต้นมากๆ หรือต้นแก่ จะสังเกตได้ว่าต้นชะอมไม่ค่อยแตกยอด แตกยอดน้อยลง ป้าดอกไม้แนะนำให้ตัดต้น เหลือเพียงตอสูงจากพื้นสัก 10-30 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นชะอมมีการแตกพุ่มมาใหม่ เหมือนกับการทำสาวของไม้ผล เกษตรกรไม่จำเป็นจะต้องรื้อต้นทิ้งและปลูกใหม่แต่อย่างใด

ถือว่า ชะอม เป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บยอดนานนับ 10 ปีทีเดียว

การเก็บเกี่ยว

วิธีตัดยอดขายจะต้องเหลือใบรองยอดไว้ จะช่วยให้ชะอมแตกยอดใหม่อีก การเก็บชะอมจะเก็บได้ทุก 3-4 วัน หรือวันเว้นวัน แล้วแต่ความยาวของยอด

ป้าดอกไม้ บอกว่าในแต่ละวันจะออกเก็บชะอมกันแต่เช้า แล้วจะเลิกเก็บกันช่วง 09.00 น. ในทุกๆ วันเพราะ

หนึ่ง ชะอมเมื่อเก็บช่วงแดดแรง ยอดชะอมจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวเข้มคล้ำ ซึ่งสียอดชะอมไม่สวย ตลาดไม่ต้องการ เมื่อแสงแดดแรงเกษตรกรจะเลิกเก็บชะอม

เกษตรกรบางคนที่มีความขยันมาก อาจจะออกมาเก็บชะอมตั้งแต่เช้ามืด โดยติดไฟฉายไว้ที่หัวเพื่อส่องไฟเก็บยอดชะอมกันก็มี

ปกติเกษตรกรจะเก็บได้คนละ 10 กิโลกรัม ต่อคน (ประมาณ 50 กำ) ในช่วงเวลาเช้าของทุกวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความพร้อมของยอดชะอมจะมีให้เก็บมากหรือน้อย

สอง ต้องรีบเอาชะอมมาเข้ากำ เพื่อรอพ่อค้าแม่ค้ามารับไปยังตลาดปลายทาง ซึ่งจะต้องขนส่งภายในวันนั้น เพื่อความสดของชะอม

การเข้ากำชะอม

เมื่อตัดยอดชะอมเสร็จ จะต้องนำมาเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม จะต้องพรมน้ำหรือนำยอดชะอมมาจุ่มน้ำสะอาดแล้วไว้ในที่ร่ม

วิธีนี้จะช่วยรักษาความสดของยอดชะอมเมื่อไปถึงปลายทางโดยไม่เหี่ยว

ในการเตรียมเข้ากำชะอม เกษตรกรจะต้องแบ่งยอดชะอมมาชั่ง เพื่อให้ได้น้ำหนัก 200 กรัม (2 ขีด) ต่อกำ ถ้ามีใบชะอมแก่ติดมาในยอดก็ใช้มือเด็ดทิ้งไป

จากนั้นเอาหยวกกล้วยที่ผ่าเตรียมไว้แล้วมาหนีบส่วนโคนก้านยอดชะอมแล้วมัดด้วยตอกให้แน่น

ยอดชะอมที่เข้ากำเรียบร้อยแล้ว จะนำมาบรรจุลงตะกร้าพลาสติก 1 ตะกร้า จะบรรจุเรียงยอดชะอมไร้หนามได้ 40 กำ รอพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับที่กลุ่มในช่วงบ่ายของทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าจะเอาไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองต่อไป

ในแต่ละวันที่บ้านของป้าดอกไม้ จะต้องรวบรวมยอดชะอมไร้หนามจากสมาชิกที่มีกว่า 50 คน แต่จะแบ่งให้เก็บหมุนเวียนกันไป เพื่อส่งให้พ่อค้าแม่ค้า วันละ 40-50 ตะกร้า (บรรจุตะกร้าละ 40 กำ) หรือยอดชะอมไร้หนาม ประมาณ 2,000 กำ

สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะส่งยอดชะอมมารวมกันก่อนบ่ายโมง เมื่อพ่อค้าแม่ค้ามารับชะอมจะจ่ายเงินสดทุกครั้งทันที

ชะอมไร้หนาม

ได้ 200 บาท ต่อวัน

ป้าดอกไม้ บอกว่า ยอดชะอมที่เก็บขายในแต่ละวันนั้นเหมือนกับพืชสวนครัวชนิดอื่นๆ คือ มีช่วงราคาถูกแพง ราคายอดชะอมจะแพงที่สุดคือ ช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ เคยขายได้ถึง กำละ 10 บาท ก็มี

ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นส่วนใหญ่ต้นชะอมจะมีการแตกยอดน้อย แต่ละครัวเรือนจะเก็บยอดได้เพียง 20-40 กำ เท่านั้น

ในช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคม-เมษายน ราคายอดชะอมจะเฉลี่ยอยู่ที่ กำละ 3-5 บาท ยอดชะอมจะมีราคาถูกที่สุดในช่วงฤดูฝน ราคาเฉลี่ย กำละ 2-3 บาท เท่านั้น

ในช่วงฤดูฝน ถึงแม้ชะอมจะมีราคาถูก แต่เกษตรกรก็สามารถเก็บยอดได้จำนวนมากในแต่ละวัน โดยเฉพาะหน้าฝนชะอมจะแตกยอดเป็นจำนวนมากมาทดแทนราคาที่ถูกลง

ซึ่งเฉลี่ยทั้งปีแล้วในพื้นที่การปลูกชะอมไร้หนาม จำนวน 3 ไร่ จะมีรายได้เฉลี่ย 200 บาท ทุกวันจากการเก็บยอดขายต่อครัวเรือน

แต่ถ้าใครมีพื้นที่ปลูกมาก มีความขยัน มีแรงงานช่วยเก็บ ก็สามารถสร้างรายได้สูงตามมา

ยกตัวอย่าง สมาชิกบางคนมีรายได้จากการเก็บชะอม โดยใช้แรงงานคนในครอบครัว 2-3 คน มีพื้นที่ปลูก 1-3 ไร่ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย คนละ 100-300 บาท ทีเดียว

สำหรับสมาชิกในกลุ่มผู้ปลูกชะอมไร้หนามบ้านคลองข่อย จะมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวยอดชะอมได้ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อคน และจะเก็บเกี่ยวยอดชะอมในช่วงเวลาเช้าเท่านั้น พอถึงเวลา 09.00-10.00 โมง หรือแสงแดดเริ่มแรงจะหยุดเก็บ เนื่องจากยอดชะอมเมื่อได้รับแสงแดดแล้ว สีของยอดจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวอ่อนมาเป็นสีเขียวเข้ม ที่เกษตรกรเรียกว่า “ยอดดำ”

สำหรับป้าดอกไม้ จะมีรายได้จากการเก็บยอดชะอมไร้หนามทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท ต่อคน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับราคาในแต่ละฤดูกาลด้วย

ปัจจุบัน ป้าดอกไม้เองมีพื้นที่ปลูกมากขึ้นถึง 6 ไร่ ใช้แรงงานลูกหลานในครอบครัวช่วยกัน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน

นอกจากนั้น ป้าดอกไม้ จะมีรายได้จากการขายยอดชะอมไร้หนามในช่วงฤดูฝนไม่มากเท่าช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง เพราะยอดชะอมทุกชนิดทั้งมีหนามและไม่มีหนามออกสู่ตลาดมากทุกปี แต่ป้าดอกไม้มีรายได้เสริมจากการขายกิ่งตอนชะอมไร้หนาม กิ่งละ 10 บาท เป็นประจำทุกปี

บางปีมีรายได้จากการขายกิ่งพันธุ์ชะอมไร้หนามนับ 100,000 บาท ก็เคยมีแล้ว

เหตุผลที่กิ่งพันธุ์ขายได้ทุกปี เพราะเมื่อเกษตรกรนำเอาต้นชะอมไร้หนามไปปลูกแล้วทราบดีว่าเป็นพันธุ์ที่ไม่มีหนาม สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต และมีรสชาติไม่แตกต่างจากชะอมที่มีหนาม

สนใจกิ่งพันธุ์ชะอมไร้หนาม หรือปรึกษาเรื่องการปลูกชะอมไร้หนามเพิ่มเติม ติดต่อ ป้าดอกไม้ อินอ้น บ้านเลขที่ 31/6 หมู่ที่ 6 บ้านคลองข่อย ซอย 13 ตำบลไผ่หลวง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (083) 624-9030, (081) 740-0237 หรือผ่าน facebook : ชะอมไร้หนาม-สวนป้าดอกไม้

ราคาชะอม ตลาดสี่มุมเมือง

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2557

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 32.45 14.68 9.68 8.82 10.52 8.33 7.98 5.44 5.38 8.00 9.80 15.90

สูงสุด 40.00 40.00 14.00 15.00 13.00 10.00 15.00 6.00 6.00 12.00 16.00 22.00

ต่ำสุด 10.00 8.00 8.00 5.00 6.00 7.00 5.00 5.00 4.00 4.00 7.00 8.00

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2558

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 22.45 13.21 8.02 8.66 8.08 11.13 7.15 5.26 6.36 7.81 10.17 13.31

สูงสุด 30.00 24.00 10.00 13.00 10.00 15.00 12.00 8.00 8.00 12.00 12.00 20.00

ต่ำสุด 12.00 7.00 6.00 5.00 5.00 7.00 5.00 4.00 5.00 6.00 7.00 10.00

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2559

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 14.05 16.23 10.27 11.23 12.45 9.14 – – – – – –

สูงสุด 20.00 25.00 12.00 18.00 16.00 10.00 – – – – – –

ต่ำสุด 10.00 8.00 8.00 8.00 6.00 8.00 – – – – – –

สถิติราคาชะอมในตารางดังกล่าว อาจจะให้เกษตรกรดูราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบปี เพื่อนำมาช่วยในการวางแผนการผลิตชะอมออกสู่ตลาด โดยเฉพาะช่วงที่มีราคาแพง

เกษตรกรโคราช ปลูกดาวเรืองลูกผสม “เทวี” ปลดหนี้ รายได้งาม กำไรไร่ละแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธัญวรัตน์ คงถาวร

เกษตรกรโคราช ปลูกดาวเรืองลูกผสม “เทวี” ปลดหนี้ รายได้งาม กำไรไร่ละแสน

คุณสุภิญโญ ใจมั่น อายุ 49 ปี ชาวโคราช เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง ในพื้นที่หมู่ที่ 15 บ้านปางหัวช้าง ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 20 ไร่ ปลูกมาแล้วราว 15 ปี

คุณสุภิญโญ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยทำงานในโรงงานหินอ่อน และเป็นพ่อค้าขายมะม่วงมาก่อน แต่ด้วยปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตมะม่วงเสียหาย ทำให้ตนมีหนี้สินหลายล้าน จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาปลูกดาวเรืองเกิดจากการชักชวนของเพื่อน เนื่องจากตลาดดอกดาวเรืองยังเติบโต ซึ่งก่อนที่จะประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ ได้ลองผิดลองถูก ทดลองซื้อเมล็ดจากหลากหลายที่ หลายพันธุ์มาปลูก เป็นเวลาราว 1 ปี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ลองเปลี่ยนมาทดลองปลูกดาวเรืองลูกผสมพันธุ์เทวี ของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตรา “ศรแดง” ซึ่งให้ผลผลิตดี ดอกสีทองเข้ม ดอกดกและมีขนาดใหญ่ ให้ดอกต่อเนื่องไม่ขาดรุ่น

“เคยลองปลูกมาหลายพันธุ์ หลายยี่ห้อแล้ว จนศรแดงเขาเอาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเทวี มาให้ทดลองปลูก ก็เห็นความแตกต่าง ต้นแตกแขนงเยอะ ให้ดอกเยอะ ดอกใหญ่ ออกดอกตลอดไม่ขาดรุ่นด้วย” คุณสุภิญโญ กล่าวถึงจุดเด่นของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้

วิธีการปลูก และดูแล

คุณสุภิญโญ เล่าว่า ในพื้นที่ 20 ไร่ ที่ตนปลูกนี้ จะใช้เมล็ดพันธุ์ 4,000 เมล็ด ต่อไร่ ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ เมล็ดละ 80 สตางค์ การเพาะเมล็ดจะใช้ถาดเพาะขนาด 200 หลุม เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 15-18 วันหลังจากวันเพาะ จะนำมาลงในแปลงปลูก รองด้วยปุ๋ยคอก โดยแต่ละต้นจะทิ้งระยะห่าง 40 เซนติเมตร 1 แปลงจะปลูก 3 แถว ความยาวขึ้นอยู่กับช่วงน้ำ ที่วางระบบไว้ แต่ละแปลงจะมีไม้ไผ่ปักเป็นหลักเอาไว้ทั้ง 4 มุม และขึงด้วยเชือกฟาง ป้องกันต้นดาวเรืองล้ม และใช้ปุ๋ยสูตรเสมอทุกๆ ครึ่งเดือน

เมื่อต้นเริ่มแตกแขนง จะตัดแขนงออกให้เหลือเพียง 4 แขนง แต่ละแขนงจะแตกเป็นแขนงย่อยอีก 8 แขนง รวมเวลาตั้งแต่เพาะประมาณ 60 วัน จึงจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งใน 1 รอบการผลิตใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือน ปลูก 2 รอบ ต่อปี หลังจากปลูกรอบที่ 1 จะพักดิน 4 เดือน ปลูกผักและพืชไร่ อย่างข้าวโพดแทน จากนั้นไถกลบ ก่อนจะปลูกดาวเรืองรอบที่ 2 ต่อ

การให้น้ำ และป้องกันศัตรูพืช

การรดน้ำ จะรดทั้งช่วงเช้าและเย็น โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ ดาวเรืองเป็นพืชที่ต้องการน้ำพอสมควร แต่หากมากไปอาจทำให้เกิดเชื้อรา จนต้องถอนทิ้งยกแปลงได้ การใช้ยากำจัดแมลงจะใช้ 2 ช่วง คือพ่นตอนเพาะเมล็ด และช่วงที่ออกดอกตูม ป้องกันแมลงกัดเจาะดอก

ด้านการตลาด

คุณสุภิญโญ เล่าว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย คือการหาตลาดให้ได้ก่อน ซึ่งตนเองก่อนปลูกได้ทำการติดต่อแม่ค้าที่ปากคลองตลาดไว้ก่อนที่จะมีผลผลิตไปส่งด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ส่งดอกดาวเรืองเองถึงที่ ราคาจะแตกต่างกันไปตามขนาด ซึ่งจะแบ่งเป็นเกรด คือ เกรดเอ ขนาดจัมโบ้ใหญ่พิเศษ ราคาขายส่งอยู่ที่ 1.60 บาท เกรดบี ขนาดใหญ่ ราคา 1.20 บาท และเกรดซี ขนาดปกติ ที่ขายทั่วไปราคาดอกละ 80 สตางค์ ซึ่งในช่วงที่ตลาดมีความต้องการมาก เช่น วันพระใหญ่ หรือฤดูหนาว ราคาเกรดเอจะสูงถึง ดอกละ 1.80 บาท ซึ่งจากการหักลบต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว 1 รอบการผลิต คุณสุภิญโญ เปิดเผยว่า ได้กำไรถึงไร่ละ 1 แสนบาท เลยทีเดียว

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดใหญ่ของดาวเรือง คือตลาดจำหน่ายเพื่อการพาณิชย์เป็นดาวเรืองตัดดอกร้อยละ 90 ซึ่งในแต่ละปีจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 290 กิโลกรัม มูลค่าตลาดเมล็ดพันธุ์ในตลาดตัดดอกนี้อยู่ที่ 80 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งเมล็ดดาวเรือง 1 กิโลกรัม มี 3 แสนเมล็ด และใน 1 เมล็ด จะให้ดอกไปขายได้ประมาณ 25 ดอก เมื่อคำนวณแล้วจะได้ดอกดาวเรืองถึง 2,175 ล้านดอก ต่อปี เมื่อนำไปขายที่ปากคลองตลาด ราคาจะอยู่ที่ดอกละ 70-80 สตางค์ มูลค่าดอกดาวเรืองจึงอยู่ที่ประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งดอกดาวเรืองที่เข้าสู่ปากคลองตลาดจะอยู่ที่ 10 ล้านดอก ต่อวัน และกว่า 98% ใช้ในประเทศสำหรับร้อยพวงมาลัยและไหว้พระ ที่เหลือส่งออกต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งนำไปใช้สำหรับกิจกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับไทย

“สำหรับท่านที่มีความสนใจปลูกดอกดาวเรือง อันดับแรกที่ต้องทำคือ การหาตลาด และเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ น้ำ ดาวเรืองชอบน้ำ แต่ต้องให้พอสมควร มากเกินไปก็เกิดเชื้อรา ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีใจรัก” คุณสุภิญโญ กล่าวพร้อมใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุภิญโญ ใจมั่น หมายเลขโทรศัพท์ (084) 962-1649

พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…

หงส์เหม-ราชเอย สง่าผ่าเผยงามสคราญ

ณ แดนหิมพานต์ หวงตัวรักวงศ์วาน

หิมพานต์สถาน สำราญมา

หงส์ร่อนผกเผิน บินดั้นเมฆเหิรเกินปักษา

กางปีกกวักลมท่วงทีสมสง่า เหิรลมล่องฟ้า นภาลัย

หงส์ทรงศักดิ์เรืองยามเจ้าย่างเยื้องงามกระไร

สวยงามวิไล สวยเกินนกใดใด เยื้องไปแห่งไหน สวยสอางค์

หงส์ลงเล่นธาร ต้องสระสนาน ธารสุรางค์

ลงสระอโนดาษชำระร่าง ไซร้ขนปีกหาง สรรพางค์กาย

ทรงหงส์ อ่อนงอน ปกปิดซ้อน เชยฉอ้อน ช้อนโอบกาย

เคล้าคู่กันผันเรียงราย พร้อมกันว่ายแหวกธาร ว่ายน้ำฉ่ำกาย

ต่างผันผาย พากันว่ายฟ้าเบิกบาน

เหิรสู่แดนแสนสราญ ถึงหิมพานต์อันสุขใจ

(คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง โดย เวส สุนทรจามร บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2494)

เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองสง่างามดั่งพญาหงส์เยื้องย่าง ได้ยินแล้วแทบจะไม่ต้องจินตนาการ เพราะให้รู้สึกว่ามีโอกาสนั่งอยู่ ณ ขอบสระอโนดาต หย่อนเท้าแช่น้ำเล่นกับฝูงหงส์ ที่ลงมาสรงสนาน จวนจะลืมแดนหิมพานต์สถานตน

บทเพลงอายุมากกว่า 65 ปี ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องไว้ ยังคงเป็นหงส์ตัวเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงความไพเราะ หรือบ่งบอกถึงนัยยะแห่งความล้าสมัย ทั้งๆ ที่ท่านผู้ขับร้องได้ผ่านแดนหิมพานต์ไปสู่สัมปรายภพ ณ แดนสุขาวดีแล้ว

ได้ฟังบทเพลง “หงส์เหิร” ด้วยความซาบซึ้งใจ จังหวะ ทำนอง น้ำเสียง และเนื้อหาที่บ่งบอกความสง่างาม มีศักดิ์ศรี ชวนให้จินตนาการถึงดอกไม้ช่อหนึ่งที่เคยผ่านใจและติดตา ยามที่ลมพัดช่อดอกแกว่งไกว กิ่งก้าน และกลีบดอก ดั่งหงส์ที่ขยับปีกเยื้องกราย เมื่อก้านช่อดอกส่ายเล่นลมก็ดั่งว่าจะเหิรฟ้า หรือเหิรลงมาดิน ทุกสีสันที่ช่อดอกบานออกสะพรั่ง เมื่อกวัดแกว่งมารวมกลุ่มก็เป็นเหมือนฝูงหงส์ที่รวมตัวเล่นน้ำ กางปีกโอบกอดหมุนส่ายตามสายคลื่นน้ำขึ้นลง

ตามหาช่อดอกไม้สง่างาม พบว่า มีชื่อ “ดอกหงส์เหิน” แต่อีกชื่อได้ยินว่า “ดอกเข้าพรรษา” ก็น่าสนใจยิ่ง ค้นหาเรื่องราวเผื่อจะสอดคล้องกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศกาลเข้าพรรษา ก็พบว่า เป็นดอกไม้ที่เขานิยมใช้ตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอก มีเรื่องราวของดอกเข้าพรรษาที่ท่าน อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท และตำนานตักบาตรดอกไม้ ในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 507 : 15 กรกฎาคม 2554 และ อาจารย์พัฒนา นรมาศ กล่าวถึงเลือกดอกหงส์เหินตักบาตรดอกไม้วันเข้าพรรษาในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 531 : 15 กรกฎาคม 2555 จึงขออนุญาตนำมาสรุปเรื่องราวของดอกไม้แห่งพุทธธรรม เป็นอักษรพฤกษา ปวารณาบูชาในโอกาสวันเข้าพรรษา เพื่อภาวนาบุญร่วมกัน

อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช ได้กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท โดยยกบทต้นของนิราศพระบาท ซึ่งท่านสุนทรภู่ พรรณนาไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องจากช่วงนั้นพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระบรมวงศานุวงศ์มักจะเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นประจำ ท่านสุนทรภู่ ได้ติดตามเสด็จเจ้านายพระองค์หนึ่งไปด้วย จึงได้รจนาเป็นนิราศพระบาท “ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุช สุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดาฯ”

ตำนานรอยพระพุทธบาท มีมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ในช่วงพุทธศักราช 2163-2171 มีภิกษุชาวสยาม เดินทางไปสักการะพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ ลังกาทวีป ซึ่งภิกษุสงฆ์ชาวลังกากำลังสืบหารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏในตำนาน 5 แห่ง คือเขาสุวรรณมาลิก เขาสุมนกูฏ เขาสุวรรณบรรพต เมืองโยนกบุรี และชายฝั่งลำน้ำนัมทานที และภิกษุชาวลังกาได้แจ้งแก่ภิกษุชาวสยามว่า มีรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนเขาสุวรรณบรรพตบนแผ่นดินสยาม ภิกษุสยามจึงมาทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และทรงโปรดให้หัวเมืองกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดค้นหารอยพระพุทธบาท และเขาสุวรรณบรรพต ความมาเปิดเผยพบรอย เมื่อมีนายพรานคนหนึ่ง ชื่อ พรานบุญ ติดตามเนื้อที่เนื้อที่ถูกยิงบาดเจ็บหนีขึ้นไปบนเขา และเห็นเนื้อตัวนั้นวิ่งลงมาในสภาพที่ไม่บาดเจ็บ จึงตามเข้าไปสำรวจ พบเห็นรอยเท้าคนขนาดใหญ่ มีน้ำขังอยู่เต็ม นำน้ำมาลูบเนื้อตัว กลาก เกลื้อน หายไปหมด จึงนำความแจ้งเจ้าเมืองสระบุรี ทราบถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทสมบูรณ์ ต่อมาโปรดให้สร้างเป็นพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลา อุทิศเป็นสังฆารามสำหรับพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา และถวายพื้นที่เป็นพุทธเกษตร เพื่อนำผลิตผลจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาพระพุทธบาท ตลอดสมัยมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ก็ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ในตำนานตักบาตรดอกไม้ มีเรื่องราวของนายมาลาการ ทำหน้าที่นำดอกมะลิสด วันละ 8 กำมือ ถวายพระเจ้าพิมพิสาร วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตรผ่านมา นายมาลาการมองเห็นฉัพพรรณรังสีรอบวรกายพระพุทธองค์ เกิดศรัทธา จึงนำดอกมะลิทั้งหมดถวายแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งความจริงมีความผิดถึงถูกประหารชีวิต แต่พระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระทัยปูนบำเหน็จความชอบ ด้วยอานิสงส์การถวายดอกมะลินี้ คือถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปี ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันตักบาตรดอกไม้ โดยชาวบ้านจะถวายดอกไม้ให้พระสงฆ์ที่เดินขึ้นไปอุโบสถเพื่อปวารณาเข้าพรรษา มีดอกไม้ถวายรอยพระพุทธบาท ชาวบ้านก็จะพลอยรับผลบุญไปด้วย ชาวบ้านพระพุทธบาทสระบุรีจึงปฏิบัติบูชาตลอดมานาน

แต่เมื่อปี พ.ศ. 2544 เนื่องจากมีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาปฏิบัติบูชาเป็นจำนวนมาก จังหวัดสระบุรีจึงได้เพิ่มวันตักบาตรดอกไม้ จาก 1 วัน เป็น 3 วัน เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญทั่วถึง โดยในพิธีนั้นในช่วงเช้าจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติ และบางวันจะมีพิธีตักบาตรดอกไม้ ทั้งเวลา 10.00 น. และ 15.00 น. นอกจากนั้น ในพิธีการหลังจากพระสงฆ์ถวายดอกไม้แด่รอยพระพุทธบาทแล้ว เมื่อขากลับลงมาชาวพุทธมามกะก็จะนำน้ำสะอาดมาล้างเท้าภิกษุ ซึ่งถือว่าเป็นเสมือนรับบุญและชำระบาปตัวเอง

มีคำถวายดอกไม้ ธูป เทียน บูชาพระโดยทั่วไป เผยแพร่ไว้ในสื่อออนไลน์

อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะ บุปผะ วะรานิ

ระตะนัตตะ ยัสเสวะ อภิปู เชมะ

อัมหากัง ระตะนัตตะ ยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง

หิตะสุขาวะหาโหตุ อาสะวักขะ ยัปบัตติยา

อาจารย์พัฒนา นรมาศ ได้กล่าวถึงดอกหงส์เหิน ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการตักบาตรดอกไม้ และวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกดอกมาอวดสายตาปีละครั้งเดียว แต่ผู้คนที่สนใจจะคอยชื่นชมดอก เฝ้าคอยทั้งปีถึงช่วงกลางปี อาจจะเป็นปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ แล้วแต่ปีไหนจะมีเดือนแปดสองหนตามวิธีนับ มีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา จากวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ที่ตรงกับวันเข้าพรรษา ก็มีประเพณีที่ทรงคุณค่าของชาวพุทธที่จะได้ธำรงธรรมเนียมปฏิบัติบูชา ร่วมกันอุ้มลูกจูงหลานเข้าวัด ทำบุญตักบาตรถวายเทียนพรรษา บำรุงพุทธศาสนา เป็นสิริมงคลชีวิตและครอบครัว

ดอกหงส์เหิน หรือดอกเข้าพรรษา เป็นดอกไม้ที่เจริญเติบโตและออกดอกในช่วงเข้าพรรษานี้ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้บูชาพระ เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่พบได้เกือบทุกภาค แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น จังหวัดลำพูน เรียกว่า กล้วยจ๊ะก่าหลวง จังหวัดเลย เรียกว่า ว่านดอกเหลือง จังหวัดสระบุรี เรียกดอกเข้าพรรษา เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างยิ่งโดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา หรือดอกหงส์เหิน (Globba winiti) เป็นพืชในวงศ์ขิง ลักษณะคล้ายกับต้นกระชาย หรือขมิ้น แต่ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงออกมาจากยอดของลำต้น ช่อจะโค้งห้อยลงมาอ่อนช้อยดังคอหงส์โค้ง สะบัดปากไซร้ปีกเช่นดอกบานกวัดไกวแกว่งยามต้องลม ก้านดอกย่อยเรียงอยู่โดยรอบประกอบด้วยดอกจริง มีกลีบประดับที่แตกต่างกันหลายรูปทรง และหลากสีงดงาม มีทั้งสีเหลือง สีขาว ส่วนดอกสีม่วงแดงจะค่อนข้างหายาก ดอกมักจะบานช่วงต้นเข้าพรรษา เมื่อดอกโรยจะมีหัวเล็กๆ สีขาวเติบโตเป็นต้น สามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ ก้านดอกจะยาวขึ้นตามช่วงอายุ แล้วแตกกลีบดอกและเกสร ถ้าร่วงโรยแล้วจะเหลือเมล็ดไว้ ช่อก้านดอกที่ตัดไปปักแจกันจะมีความคงทนไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ จึงเป็นที่นิยมปลูก หรือหาจากป่าธรรมชาติบริเวณเชิงเขา สำหรับชาวบ้านแถบวัดพระพุทธบาท มักจะหาตัดดอกต้นเข้าพรรษาจากบริเวณเขา หรือพื้นที่สาธารณะใกล้เคียง แม้ว่าปัจจุบัน ต้นเข้าพรรษาจะเริ่มหายาก หรืออาจจะเข้าไปตามสวนผลไม้เก่าๆ หรือพื้นที่ป่าละเมาะ ก็จะพบต้นเข้าพรรษาขึ้นอยู่ตามบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่ร่มเงาบังไม่ให้ต้นเข้าพรรษาโดนแดดโดยตรง ชาวบ้านบางส่วนจะถอนต้นเข้าพรรษามา แล้วตัดดอกออกไปมัดรวมกับธูป เทียน เพื่อจำหน่าย โดยให้เหลือโคนต้นประมาณ 1 คืบ แล้วนำมาปลูกในถุงชำ โดยใช้ดินใส่ปุ๋ยหมัก ในช่วงนี้ก็พรางแสงให้มาก รดน้ำเช้า-เย็น จนกระทั่งมีต้นใหม่แตกออกมา แต่จะไม่มีการออกดอก และช่วงต่อมาปลายฤดูฝน ต้นก็จะยุบตัวหายไป โดยมีการสร้างหัวขึ้นใหม่ในดิน ในช่วงนี้ไม่ต้องรดน้ำขณะที่พักหัวตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไปถึงปลายฤดูร้อน ย่างเข้าฤดูฝนถัดไป ต้นก็จะงอกออกจากหัวใต้ดิน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ต้นเข้าพรรษาก็จะออกดอกสะพรั่ง ทันช่วงเทศกาลเข้าพรรษาตัดดอกจำหน่ายหรือบูชาพระได้

ต้นหงส์เหิน เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า รากทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะอวบน้ำคล้ายกระชาย เรียงอยู่รอบหัวและส่วนของลำต้นเหนือดิน มีใบเรียงตัวกันแน่น จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่มกอ มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เนื่องจากใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเรียวยาว ออกเรียงสลับซ้าย ขวา เป็น 2 แถว ในระนาบเดียวกัน

การขยายพันธุ์ หงส์เหินสามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด และการแยกเหง้าปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกโดยการขุดเหง้า หรือหัวใต้ดินในระยะพักตัวช่วงฤดูแล้ง นำมาปลิดแยกเป็นหัวๆ ปลูกโดยฝังในดินลึก ประมาณ 5 เซนติเมตร ระยะห่าง 20-30 เซนติเมตร ดูแลรักษาโดยสร้างร่มรำไร หรือพรางแสง คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง ให้ความชุ่มชื้น แต่ไม่ให้น้ำขังแฉะ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านแปลง

ในแปลงปลูกที่หวังผลเชิงเศรษฐกิจ ควรมีการตัดแต่งเมื่อขึ้นปีที่ 2 ถ้าจำนวนต้น จำนวนใบแน่นหนาอาจเกิดโรคได้ ทำให้มีดอกขนาดเล็ก จึงต้องตัดแต่งให้ต้นโปร่ง โดยตัดต้นไม่สมบูรณ์ หรือตัดใบทิ้งบ้าง ในแปลงปลูกที่มีอายุเกิน 3 ปี ควรหลีกเลี่ยงโรคแมลง โดยย้ายแปลงใหม่หรือปลูกพืชอื่นหมุนเวียน เนื่องจากแมลงศัตรูที่สำคัญอาจจะพบหนอนและแมลงที่กัดกินกลีบประดับ

สำหรับการเก็บเกี่ยวดอกหงส์เหิน ควรเลือกตัดดอกที่บานเต็มที่ แต่ไม่แก่เกินไป คือกลีบดอกประดับบานไม่ถึงปลายช่อ มีสีสด ไม่เหี่ยวโรย โดยการใช้กรรไกรตัดก้านช่อดอก หรือตัดต้นเหนือผิวดิน ประมาณ 2 นิ้ว แต่งใบออกให้เหลือใบบนไว้เพียง 1 ใบ จับมัดรวมเป็นกำ ประมาณ 10 ก้าน นำไปแช่น้ำไว้ในที่ร่ม ถ้าต้องบรรจุกล่องควรผึ่งไว้ในที่ร่มให้แห้ง แล้ววางช่อดอกตามแนวนอนเรียงสลับหัวท้ายให้เป็นระเบียบ ปิดฝากล่องไม่ให้กดทับแน่นเกินไป ส่งระยะทางไกลได้

ขึ้นชื่อว่า “หงส์” ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ก็ให้ความรู้สึก สืบศรีสูงศักดิ์ สง่างาม ใครๆ ได้ชื่นชมก็ภูมิใจเป็นบุญตา ว่าสิ่งนั้น “เหิรฟ้ามาสู่ดิน”

เพลง วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษาชาวพุทธมาจดจำ

เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ

เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ

เดือนแปดนั้นจำอย่าทำลืมนักเชียว

พระต้องอยู่วัด หนึ่งพรรษาที่เดียว

ไม่แลเหลียวเป็นเวลา 3 เดือน

ไม่ไปค้างแรม ไม่ไปนอนค้างคืน

ไม่ไปที่อื่น อยู่ที่วัดที่เดียว

เพราะเข้าหน้าฝน ข้าวกำลังเริ่มเขียว

พอถึงวันเกี่ยวก็ครบเวลา 3 เดือน

เพลง อาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา

อาสาฬหบูชา วันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม

จักกัปปวัตตนสุนำ โปรดปัญจวัคคีย์ที่มฤคทายวัน

พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้บรรลุซึ่งพระโสดาบัน

เป็นพระสงฆ์องค์แรกอัน ที่พระพุทธะประกาศพระศาสนา

รุ่งขึ้นวันแรมค่ำนึง วันนี้แล้วถึงเข้าบุริมพรรษา

สมเด็จพระศาสดา ให้อยู่จำพรรษาเป็นเวลาชั่วคราว

อุ่นธรรมคร่ำไป จัดเจ็บจับไม่ เหยียบไร่นาข้าว

ชายหญิงไม่นิ่งอยู่เหย้า ต่างเข้าวัดนั่งฟังพระเทศนา

พุทธศาสนิกชนชาวไทย เราเทิดทูนไว้ซึ่งพระศาสนา

เข้าวัดเราจะพัฒนา ให้พระศาสนาของเรารุ่งเรือง

*ซ้ำ