ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085150759&srcday=2016-07-15&search=no
| วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627 |
เทคโนโลยีการประมง
สุรเดช สดคมขำ
ชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ เลี้ยงปลากดคัง แบบเข้าใจนิสัย ที่ฉะเชิงเทรา
ปลากดคัง เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด มีชื่อสามัญว่า Red tail Mystus มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mystus ruckioides ชื่อที่เรียกตามท้องถิ่นยังมีอีกหลายชื่อ เช่น ปลากดแก้ว ปลากดเขี้ยว กดหางแดง กดข้างหม้อ เป็นต้น อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagriidae)
เมื่อเติบโตเต็มที่จะมีความยาวตัวราว 1.5 เมตร หนักได้ถึง 100 กิโลกรัม แต่ที่พบโดยเฉลี่ยจะมีขนาดประมาณ 50-60 เซนติเมตร ลำตัวมีสีดำเทาอ่อนอมฟ้าหรือเขียวมะกอก ครีบหางและครีบอื่นๆ มีสีแดงสดหรือสีส้มสด มีรูปทรงยาวเพรียว ส่วนหัวแบนกว้าง ด้านบนของหัวเรียบ ปากกว้าง จะงอยปากทู่ มีหนวด 4 คู่ ครีบหูมีสีเทาดำ
ปลากดคัง จัดเป็นปลาขนาดใหญ่ที่พบได้ตามธรรมชาติในแม่น้ำของไทยทุกภาค และในแหล่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ ในประเทศไทยพบที่แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ หรือแม้แต่ในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนรัชชประภา
คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากดคังแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นอาชีพที่สร้างเงินล้านกันเลยก็ว่าได้
ซึ่งปลาชนิดนี้ยังมีคนทั่วไปมองว่าอาจเป็นปลาที่ต้องอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะเลี้ยงยากกว่าปลาชนิดอื่น แต่สำหรับคุณชัยพรแล้ว เขาบอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักนิสัยปลา รู้จักธรรมชาติของปลากดคัง การเลี้ยงไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด
เลี้ยงปลาหลายชนิด
สู่ปลากดคัง สร้างรายได้ดีสุด
คุณชัยพร เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงปลากดคังเต็มตัวเหมือนเช่นปัจจุบัน อดีตนั้นได้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลาเบญจพรรณ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว เรียกง่ายๆ ว่า เปลี่ยนไปมาสลับตามความต้องการของตลาด แต่สุดท้ายก็มาจบที่เลี้ยงปลาเบญจพรรณอีกครั้งเป็นทางเลือกสุดท้าย
“ช่วงประมาณ ปี 29 ผมก็เริ่มเลี้ยงปลามาเรื่อยๆ ก็มีเปลี่ยนไปมาหลายอย่าง มันก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สุดท้ายก็หันมาเลี้ยงปลาเบญจพรรณอีกครั้ง ต่อมาได้ไปเจอปลากดคัง ก็ได้เอามาทดลองเลี้ยงดู 1 บ่อ ผลตอบแทนของการเลี้ยงออกมาค่อนข้างดี เราก็เลยหันมาเลี้ยงปลากดคังแบบจริงจังประมาณปี 52 ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็ทดลองมาบ้างแล้ว ยังไม่ได้ทำจริงจังมากนัก พอเห็นว่าสำเร็จดี เกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์เราเอง ก็คิดว่าต้องทำได้แน่นอน” คุณชัยพร เล่าถึงการประกอบอาชีพของตนในสมัยก่อน
คุณชัยพร บอกว่า พันธุ์ปลากดคังที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่เพาะพันธุ์ปลากดคังที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ แต่ปัญหาการเลี้ยงที่เจอในช่วงแรกๆ จะเป็นเรื่องลูกปลากินกันเองและอัตราการรอดยังค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูลักษณะนิสัยของปลากดคังอย่างจริงจัง จากปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น กลายเป็นบทเรียนทำให้คุณชัยพรเป็นเจ้าพ่อแห่งการเลี้ยงปลากดคังอย่างสุดตัว
ที่แน่ๆ เลี้ยงมากกว่า 1 ปี
คุณชัยพร บอกว่า การเลี้ยงปลากดคังมีข้อเสียตรงที่เมื่อคิดที่จะเลี้ยงแล้ว ต้องอดทนในเรื่องเวลาให้ได้ เพราะเวลาที่ปลาเจริญเติบโตให้มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ อย่างน้อยๆ ใช้เวลามากกว่า 1 ปี และถ้าต้องการให้มีขนาดเกิน 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ระยะเวลาที่เลี้ยงถึง 3 ปี ก็เลี้ยงมาแล้ว ซึ่งวิธีการเลี้ยงในแบบคุณชัยพร มีวิธีดังนี้
ในช่วงแรกนำลูกปลากดคังมาอนุบาลในบ่อดิน ที่ขนาด 3 ไร่ ความลึกประมาณ 1.5-2 เมตร โดยตากบ่อให้แห้งแล้วจึงโรยด้วยปูนขาว จากนั้นนำน้ำเข้าภายในบ่อ เพื่อทำน้ำเขียวโดยใช้ขี้ไก่กับน้ำอามิปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงปล่อยลูกปลากดคังไซซ์นิ้ว ประมาณ 30,000 ตัว ลงภายในบ่อ
“ช่วงนี้เรียกว่าต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เราต้องมาฝึกการให้อาหาร เพราะเราต้องรู้ด้วยว่าแหล่งปลาที่เขามาส่งขายเรา เขาอนุบาลในบ่อดินหรือว่าบ่อปูน เขาฝึกการให้อาหารแบบไหนมา เราจะได้เลี้ยงต่อได้ในแบบที่ปลาคุ้นเคย” คุณชัยพร กล่าวถึงการดูแลลูกปลาระยะอนุบาล
ซึ่งลูกปลากดคังในระยะนี้จะได้กินอาหารที่เป็นแพลงตอนจากธรรมชาติ และมีการเสริมอาหารกุ้งที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ คุณชัยพร บอกว่า ปลากดคังเป็นปลาที่ต้องใช้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง ปลาจะยิ่งเจริญเติบโตได้ดี ให้อาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ใช้เวลาในการอนุบาลระยะนี้ประมาณ 3-4 เดือน
“พอครบอายุอนุบาล ปลาจะได้ขนาดประมาณ 13-14 ตัว ต่อกิโลกรัม เราก็จะเตรียมย้ายไปเลี้ยงในบ่อใหญ่ ซึ่งที่นี่มีบ่อหลายขนาด ตั้งแต่ 10 ไร่ ไปถึง 50 ไร่ แต่ถ้าเหมาะสมก็จะเป็น 10-15 ไร่ ให้มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร ปล่อยปลากดคังประมาณ 700 ตัว ต่อไร่ สมมุติเลี้ยงบ่อขนาด 10 ไร่ ก็เท่ากับว่าต้องปล่อยปลา 7,000 ตัว นี่ก็เป็นเทคนิคการปล่อยปลาของที่ฟาร์มเราใช้” คุณชัยพร อธิบาย
ปลาในช่วงอายุนี้จะเปลี่ยนอาหารเป็นเหยื่อสด ให้กินวันละ 1 มื้อ ซึ่งปริมาณของอาหารก็จะดูตามอายุและขนาดของปลา ยิ่งอายุเป็นปีมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอาหารก็จะต้องให้ในปริมาณที่มากขึ้นตามไปด้วย
ด้านการดูแลเรื่องโรคของปลากดคัง คุณชัยพร บอกว่า ปลาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้มากนัก การเกิดโรคจะเป็นเฉพาะช่วงของลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในรุ่นนั้นๆ ซึ่งการตายก็อาจมีบ้าง และจะหยุดตายลงมาเอง
“ในช่วงที่ปลาเป็นโรค จำเป็นที่ต้องหยุดให้อาหารปลา จนกว่าปลาจะหยุดตาย แต่ตั้งแต่ที่เลี้ยงปลากดคังมาเรื่องโรคไม่มีปัญหาเหมือนปลาอื่นๆ เพราะนานๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง มันจะเป็นรุ่นๆ ไป ที่ติดมากับลูกพันธุ์ ไม่ใช่ว่าจะเป็นหมด” คุณชัยพร กล่าว
เลี้ยงต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 ปี ปลากดคังจะมีขนาดไซซ์กลาง น้ำหนักอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม ต่อตัว ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งจะจับหรือไม่ต้องดูที่ตลาดว่าต้องการไซซ์ขนาดใด
ไซซ์ยิ่งใหญ่ ยิ่งได้ราคา
คุณชัยพร เล่าว่า การทำตลาดในช่วงแรกที่เขาสามารถจำหน่ายได้นั้น ค่อนข้างมีอุปสรรค เพราะพ่อค้าที่รับซื้อมีเพียงเจ้าเดียวอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้มีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องการจับและขนส่งค่อนข้างมาก
“พอเราเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จดี คราวนี้พอถึงเวลาจำหน่าย ตลาดยังไม่ค่อยมีอีก พอจำหน่ายได้ยอมรับว่าผลตอบแทนถือว่าดี ช่วงนั้นบอกเลยนะว่ามีท้อ เพราะว่าเราเลี้ยงนาน 2-3 ปี กว่าจะได้จำหน่าย ช่วงนั้นโชคดีที่ทางนครสวรรค์เกิดน้ำท่วม พ่อค้าที่นั่นก็เลยต้องมารับซื้อปลาที่เรา หลังจากนั้นมาเรื่อยๆ ตลาดเราก็เริ่มสร้างขึ้นมาเองบ้าง ซึ่งปลากดคังที่ฟาร์มเราขนาดไซซ์ใหญ่ เราเลี้ยงนานเขาก็เลยต้องการที่จะซื้อ จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้เราเลี้ยงปลากดคังอยู่ที่เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เราเลยมีปลาจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี โดยที่ปลาไม่ขาดตลาด” คุณชัยพร เล่าถึงปัญหาและการจัดการเรื่องตลาด
การจำหน่ายปลากดคัง ตลาดจะชอบปลาที่มีขนาดตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป ซึ่งขนาดไซซ์ 2 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 140 บาท ขนาดไซซ์ 3 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 160 บาท และขนาดไซซ์ 4 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 180 บาท ซึ่งที่ฟาร์มของคุณชัยพรสามารถส่งจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี และมีกำลังเลี้ยงส่งจำหน่ายอยู่ที่ 20-30 ตัน ต่อเดือน เลยทีเดียว
“ในเรื่องการทำตลาด ถือว่าเราโชคดีหน่อยที่มีพื้นที่เลี้ยงเยอะ และก็ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาขนาดไซซ์ใหญ่ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเขาชอบปลาไซซ์ใหญ่ แต่ติดว่าไซซ์ใหญ่มันมีราคาแพง มันก็เลยเป็นว่าตลาดปลากดคัง จะมาสู้กันในเรื่องของขนาดไซซ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องราคา เพราะราคามันคงที่อยู่แล้ว ผันผวนน้อย ซึ่งการที่จะได้ไซซ์ใหญ่มันก็ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน แต่ผลตอบแทนกับระยะเวลาที่รอก็ถือว่าคุ้มค่า” คุณชัยพร กล่าวอธิบายถึงการแข่งขันของตลาด
นอกจากนี้ ปลากดคัง ที่ฟาร์มของคุณชัยพรยังส่งออกจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยผ่านทางพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อไปอีกทอดหนึ่ง
แนะมุมมองแก่ผู้สนใจ
สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลากดคังเพื่อเป็นอาชีพทั้งเสริมหรือหลัก คุณชัยพร แนะนำว่า
“การเลี้ยงปลาชนิดนี้มันเป็นเหมือนวัฏจักร โดยเฉพาะเรื่องการตลาดที่ต้องวนมาแบบเดิมๆ ซึ่งไทยเราเองยังขาดเรื่องการรวมตัว อย่างที่ฟาร์มถามว่าเราประสบความสำเร็จไหม บอกเลยว่าเราประสบความสำเร็จ แต่การที่จะส่งเสริมให้คนเลี้ยง เราก็จะบอกเสมอว่า สภาวะการเลี้ยงมันเป็นแบบนี้นะ มันต้องใช้ต้นทุนยาว ต้องมีเงินทุนหมุนหน่อย ต้องดูว่าถ้าจะเลี้ยงแบบเป็นปลาเศรษฐกิจ 3 ปี นี่รอได้ไหม ทนไหวไหม แต่ถ้าจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมก็ได้ โดยที่เราไม่หวังกับมันมาก ซื้อปลาไปปล่อยทิ้งไว้ในบ่อที่บ้าน มันก็เหมือนสะสมเงินใส่กระปุกออมสิน เราก็ทยอยจับจำหน่ายไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าสร้างรายได้ที่ดี มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นอะไรมากขึ้นก็ได้” คุณชัยพร กล่าวแนะนำด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม
สำหรับท่านใดที่สนใจอยากสอบถามเรื่องการเลี้ยงปลากดคัง ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 367-2111, (088) 490-1900