อายุความสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อายุความสะดุด

ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้รายการใช้บัตรเครดิต พร้อมบอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตให้คุณจำนูญ ระบุไปด้วยว่า ให้ชำระเต็มจำนวนภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549

วันที่ 22 มีนาคม 2549 มีเงินเข้าบัญชีผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ ชำระ 2,000 บาท

วันที่ 20 มีนาคม 2551 ธนาคารยื่นฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณจำนูญชำระเงิน 84,104 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862 บาท

คุณจำนูญต่อสู้คดี ว่าธนาคารฟ้องคดีนี้ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 64,062 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862 บาท นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!

ธนาคารฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ธนาคารไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ชำระผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติก็ตาม การชำระหนี้นั้นต้องอาศัยข้อมูลส่วนตัวของคุณโผงเป็นสำคัญ ไม่ปรากฏว่านอกจากคุณจำนูญแล้วยังมีบุคคลอื่นร่วมใช้บัตรเครดิตนั้นด้วย หรือชำระหนี้แทนคุณจำนูญ จึงแสดงให้เห็นว่า เป็นการชำระหนี้โดยใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณจำนูญผ่านบัญชีบัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้แก่คุณจำนูญเฉพาะตัว ผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ

เห็นได้ว่า เป็นรายการชำระหนี้ที่ทำผ่านบัญชีหมายเลขบัตรเครดิตของคุณจำนูญ และเป็นการชำระหนี้หลังพ้นกำหนดที่ธนาคารกำหนดให้คุณจำนูญชำระหนี้เพียงเดือนเศษ ที่ยังมีเวลาเกือบ 2 ปี คดีจึงจะขาดอายุความ ซึ่งธนาคารได้นำเงินจำนวนนั้นไปหักทอนบัญชีกับหนี้ของคุณจำนูญที่ยังค้างชำระ ซึ่งหากไม่เป็นความจริง ธนาคารคงไม่นำไปหักทอนกับยอดหนี้ของคุณจำนูญเป็นแน่ และไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียกับคุณจำนูญจะยอมชำระหนี้แทน ซึ่งผิดวิสัยสถาบันการเงินซึ่งประกอบธุรกิจธนาคาร ไม่มีเหตุผลที่จะทำหลักฐานเท็จขึ้น

คุณจำนูญไม่นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น

พยานหลักฐานของธนาคารมีน้ำหนักดีกว่า?ของคุณจำนูญ

ฟังได้ว่า คุณจำนูญชำระหนี้ 2,000 บาท แก่ธนาคาร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 โดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติจริง

ถือได้ว่า คุณจำนูญรับสภาพหนี้ต่อธนาคาร เป็นเหตุให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของธนาคารสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 อายุความจึงเริ่มนับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 ตามมาตรา 193/12 ซึ่งอายุความของมูลหนี้บัตรเครดิตมีกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7)

ธนาคารฟ้องคดีนี้ วันที่ 20 มีนาคม 2551 ยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

คดีจึงย้อนไปยังศาลอุทธรณ์ใหม่

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7729/2557)

—————————————–

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/15 เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(7) บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน (1) แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานการต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป

เรื่อง – จิกนม : ไม้ที่ให้คุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

แล้วฝนก็ตกกระหน่ำกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนจนการจราจรติดขัด ถนนกลายเป็นคลอง

ปัญหาคือ ท่อระบายน้ำอุดตันเต็มไปด้วยขยะ ถุงพลาสติก

การลอกท่อ ลอกคู คลอง ยามหน้าแล้ง เคยเขียนถึงหลายครั้งว่าน่าจะทำ

แต่ก็ไม่เห็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะลงมือทำ

เมื่อฝนมา ขยะที่ผู้คนขาดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมทิ้งเรี่ยราดก็จะไหลลงท่อ

จริงจริงแล้ว ทุกคนต้องช่วยกัน

เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องโทษใคร

การขาดจิตสำนึกที่ดี เวลาเกิดปัญหาก็มักจะโทษคนอื่น

แต่ไม่เคยคิดที่จะโทษหรือตำหนิตัวเอง

สังคมของบ้านเมืองเราขาดการอบรมที่ดี หรือไม่ยอมที่จะเรียนรู้สิ่งดีดี

ถ้าจะบอกว่า คนบ้านเราเรียกร้องเสรีภาพ เรียกหาประชาธิปไตย

แต่ไม่เคารพกฎกติกา ไม่เคารพกฎหมาย

ชอบตั้งแง่ สร้างเงื่อนไข สังคมมันได้ถึงวุ่นวาย

นี่คือสิ่งที่สังคมเราเป็นอยู่

มาปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มออกซิเจน เพื่อจะได้อากาศที่ดีดีไว้หายใจ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “จิกนม”

จิกนม เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ความสูงโดยเฉลี่ย 4 ถึง 15 เมตร

ที่ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา แต่ไม่มากนัก

ส่วนลักษณะของใบจิกนม จะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันไปตามข้อลำต้น

รูปใบยาวรี โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบจักเล็กเล็กทั่วทั้งใบ เนื้อใบจะบางและมีสีเขียว

ต้นจิกนมที่โตจะให้ดอกเป็นช่อตรงส่วนยอด ช่อดอกจะห้อยลง ในช่อหนึ่งจะมีดอกเล็กอีกมาก มีสีชมพู สีแดง หรือสีเขียว และมีกลีบรองดอก

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลรูปมนรี มีสันตามแนว ยาว 4 สัน ในผลจะมีเมล็ดรูปทรงไข่

คนแต่โบราณหรือว่าหมอสมุนไพร ท่านได้ศึกษาจนรู้ว่า จิกนม มีประโยชน์ทางยาอยู่ 2 ส่วน คือ รากและใบ

ราก มีสรรพคุณแก้กลาก เกลื้อน และเจ็บตา

ใบ มีสรรพคุณแก้ปวดท้อง

นี่คือผลที่ได้จากการปลูกต้นจิกนม

นอกจากสรรพคุณทางยาสมุนไพรแล้ว ยังได้ธรรมชาติความร่มรื่น ซึ่งดีต่อสุขภาพใจ

ตอนนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับจังหวัดน่าน ที่กำลังจะคืนต้นไม้ให้เขาหัวโล้น

โดยเฉพาะคุณโจอี้บอย ผู้นำกลุ่มปลูกเลย จะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง

เรื่องดีดีแบบนี้ ต้องสนับสนุนกันเต็มที่

ใครจะร่วมเดินทางไปปลูกด้วย ก็ขอเชิญได้

ลองติดต่อดู เพราะไม่รู้ช่วงเวลาเหมือนกัน

กะหล่ำปลี? ผักเพื่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

กะหล่ำปลี?ผักเพื่อชีวิต

แม่บ้านสมัยใหม่ทุกท่านที่ไปจ่ายตลาดด้วยตนเอง ทุกท่านคงจะต้องรู้จักกับผักชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กะหล่ำปลี” และก็คิดว่าคงจะมีน้อยคนที่ไม่เคยกิน “กะหล่ำปลี”

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลครูซิเฟอเรีย ซึ่งมาจากคำว่า ครูซิฟิก ซึ่งหมายถึง ไม้กางเขน เพราะมีความเชื่อว่า กะหล่ำปลี เป็นพืชอาหารที่สวรรค์ประทานมาให้แก่มวลมนุษย์ชาติ การที่มีดังนี้เพราะดอกของพืชในตระกูลนี้ จะมี 4 กลีบ วางตัวเป็นรูปไม้กางเขนหรือกากบาท

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับ คะน้า บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว แรดิช และ เทอร์นิพ มีลักษณะเป็นหัวกลมขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว และกะหล่ำปลีสีม่วงอีกสายพันธุ์ที่มีสีสันแปลกตา สวยงาม

Cabbage คือชื่อภาษาอังกฤษของกะหล่ำปลี ซึ่งเดิมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และถูกนำมาปลูกในไทยอย่างแพร่หลายเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย

สำหรับประเทศไทยนั้น แต่เดิมปลูกได้ดีเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะการจะห่อตัวเป็นปลีได้จำเป็นต้องได้รับอากาศหนาว ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ให้ทนกับอากาศร้อน จึงทำให้สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และทุกฤดูกาล

กะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีอายุ 2 ปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชปีเดี่ยว อายุตั้งแต่เริ่มลงปลูกจนถึงกินได้ ประมาณ 3-4 เดือน

กะหล่ำปลีหน้าหนาวจะสร้างปลีได้สวยน่ากินกว่าฤดูอื่น แต่หลายๆ คนก็กลัวยาฆ่าแมลงที่ตกค้างตามใบ จึงนิยมกินกะหล่ำปลีโดยแกะเอาปลีข้างในลึกๆ ซึ่งไม่สัมผัสกับยาฆ่าแมลง

กะหล่ำปลีในประเทศไทย แยกออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

– กะหล่ำปลีธรรมดา พันธุ์โคเปนเฮเกน มาร์เก็ต และพันธุ์โกลเด้นท์ เอเคอร์

– กะหล่ำปลีสีม่วง หรือสีแดง ใบเป็นสีแดงทับทิม ขึ้นได้ดีในที่อากาศหนาวเย็น

– กะหล่ำปลีใบย่น ชนิดนี้มีผิวใบหยิกย่น และต้องการอากาศหนาวเป็นพิเศษ

แต่ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไร ก็มีผลในการป้องกันโรคได้หลายๆ โรคที่เกิดในร่างกายได้ในสมัยโบราณ โดยมีบันทึกเกี่ยวกับการใช้กะหล่ำปลีเป็นยา จากบันทึกของ คาโต เดอะ เซนเซอร์ (234-149 ปี ก่อนคริสตกาล) บันทึกไว้ว่า “กะหล่ำปลีช่วยสลายหนองจากแผลและมะเร็ง”

มีบันทึกในประวัติศาสตร์โรมันบันทึกไว้ว่า กะหล่ำปลีถูกใช้เป็นยาครอบจักรวาล “ชาวโรมันเคยขับหมอออกจากอาณาจักรระยะหนึ่ง พวกเขาดำรงสภาพไว้ได้ด้วยกะหล่ำปลี สำหรับโรคทุกชนิด…” และนี่ก็อาจจะเป็นความเชื่อโบราณซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการค้นพบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ครั้งแรกเกี่ยวกับกะหล่ำปลี ในปี ค.ศ. 1931 เมื่อนักวิจัยชาวเยอรมันทดลองฉายรังสีแก่หนูให้ถึงแก่ความตาย เขาค้นพบโดยบังเอิญว่า หากหนูทดลองได้รับกะหล่ำปลีเป็นอาหารจะทนต่อรังสีมากกว่าหนูธรรมดา จึงเชื่อว่าหนูที่กินกะหล่ำปลีมีความทนทานต่อรังสีเอกซ์

และยังมีการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่า กะหล่ำปลี มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็งได้ การค้นพบดังกล่าว โดย นายแพทย์ลีวัต เทนเบิร์ก ศาสตราจารย์ทางด้านสรีระ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า ในสหรัฐอเมริกา และยังมีแนวคิดที่จะสกัดสารเคมีจากกะหล่ำปลีมาเป็นยาเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็ง เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสาร ก่อมะเร็ง หรือมีลักษณะพันธุกรรมอ่อนต่อการต้านมะเร็ง

มีคนจำนวนไม่น้อยในต่างประเทศที่ติดตามค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของผักชนิดนี้ และได้จัดกะหล่ำปลีไว้ในโปรแกรมอาหารอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

สำหรับในเมืองไทยเราดูเหมือนจะมีผู้นิยมกินกะหล่ำปลีกันน้อย แม้ว่ากะหล่ำปลีจะกินได้ทั้งสุกและดิบ แต่เมื่อกิจการร้านลาบ และส้มตำ เข้ามาอยู่ในความนิยมของคนไทยมากขึ้น กะหล่ำปลีก็กลายเป็นผักที่นิยมกินคู่กันได้อย่างลงตัว จนทำให้กะหล่ำปลีเป็นสินค้าสำคัญภายในประเทศ และในการส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

กะหล่ำปลีในเมืองไทย มีการปลูกมากในแถบจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน ทั้งชนิดสีขาวและสีม่วง แต่ชนิดสีขาวจะนิยมกินกันมากกว่าชนิดสีม่วง ซึ่งจะนิยมนำมาใช้ในการทำสลัดผสมกับผักอื่นๆ หรือผสมในยำต่างๆ เท่านั้น

กะหล่ำปลี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดพันธุ์ ปลูกเป็นแปลงยกร่อง ปลูกกันในระยะที่เรียกว่า “ปลายฝนต้นหนาว” เพราะกะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการความเย็น ดังนั้น ในเขตบริเวณเขาในจังหวัดเชียงใหม่ทางภาคเหนือ และภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการปลูกกะหล่ำปลีเป็นที่สุด จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ผักกะหล่ำปลีนี่แหล่ะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผักเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้แก้ปัญหาการลักลอบปลูกยาเสพติด (ฝิ่น กัญชา) สำหรับชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ผักดีที่ต้องกิน

กะหล่ำปลี ผักพื้นๆ ที่เรารู้จักกัน ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่มีคุณค่าทางโภชนาการอันยอด แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย กะหล่ำปลีเป็นผักที่เมื่อกินสดๆ ก็กรอบ อร่อย และเมื่อนำไปประกอบอาหารก็รสเลิศไม่แพ้กัน ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า? กะหล่ำปลีผักที่เราหากินได้ง่ายสุดๆ แถมราคาก็ไม่แพง

– แต่น้อยคนจะรู้ว่า จริงๆ แล้ว ประโยชน์ของกะหล่ำปลีนั้นมีอะไรบ้าง?

– กินแล้วดีอย่างไร?

– และมีเมนูกะหล่ำปลีอะไรบ้าง?

ลองสักนิด จะติดใจค่ะ

กะหล่ำปลี นอกจากจะนำมากินสดๆ เคียงคู่กับอาหารได้เกือบทุกชนิดแล้ว ก็ยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย เช่น กะหล่ำปลีใช้ผัด ต้มกับหมู ไก่ กุ้ง หรือต้มจิ้มน้ำพริก หรือบางท่านก็มีเมนูแปลกๆ ออกไป เช่น กะหล่ำปลียัดไส้หมู ไก่ กุ้งสับที่ต้มทั้งหัว หรือเมนูยอดนิยมของนักกิน อย่าง กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ที่เขาบอกว่าสุดอร่อยสุดๆ

สำหรับการกินเป็นผักสดๆ ก็มักจะผ่าเป็นซีกๆ กินคู่กับลาบ ส้มตำ แต่มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการกินผักดิบในตระกูลกะหล่ำปลีต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จะมีสารต่อต้านการสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน จากต่อมไทรอยด์ จะทำให้เกิดโรคคอหอยพอก และการเจริญเติบโตผิดปกติเพราะขาดฮอร์โมนตัวที่ว่านั่นเอง แต่หากทำให้สุก สารนี้จะสลายไป

ของดีที่สารอาหารเพียบ

ไฟเบอร์ในกะหล่ำปลีมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผักชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ไม่ว่าจะเป็นผักสดหรือผักสุก และการกินกะหล่ำปลีจะทำให้กากใยในผักเข้าไปช่วยระบบย่อยอาหาร และทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น เมื่อระบบการขับถ่ายดี ร่างกายก็จะขจัดคอเลสเตอรอลออกมาได้ดีขึ้น

ในกะหล่ำปลี มีกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยยับยั้งและขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายเป็นไขมัน จึงมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลได้เช่นกัน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ

ว่าการกินกะหล่ำปลี ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เพราะมีการศึกษาพบว่า ในกะหล่ำปลีไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลีสีเขียวหรือสีม่วง จะมีกลูโคซิโนเลท (glucosinolates) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็งที่เกิดจากสารเคมีต่างๆ แต่ก็ควรจะเลือกกินกะหล่ำปลีที่ปลอดสารพิษ เพื่อจะได้ไม่รับสารพิษที่ตกค้างจากการปลูกเข้าสู่ร่างกาย

– ลดความอ้วนได้ ปริมาณแคลอรีที่ไม่สูงมากจนเกินไปของกะหล่ำปลี และไฟเบอร์ที่สูง ทำให้กะหล่ำปลีเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเรากินเข้าไปแล้วไฟเบอร์จะทำให้อยู่ท้องและอิ่มได้นานขึ้นค่ะ

– เป็นอาหารบำรุงสมอง วิตามินเค และสารแอนโทไซยานินในกะหล่ำปลี โดยเฉพาะในกะหล่ำปลีสีม่วง ที่มีสารทั้ง 2 ชนิด มากเป็นพิเศษ สามารถช่วยสร้างเสริมสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และสภาพจิตใจได้ เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิด จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของระบบประสาท และบำรุงสมองไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมด้วย

– บำรุงผิวพรรณ ซัลเฟอร์ เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อเล็บ ผม และผิวหนัง โดยสามารถช่วยให้ผิวไม่มันและลดการเกิดสิว ซึ่งในกะหล่ำปลีก็มีสารชนิดนี้อยู่ไม่น้อยเลย จะนำมากินหรือนำมามาส์กหน้าก็ช่วยบำรุงผิวได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

– ล้างสารพิษในร่างกาย วิตามินซีในกะหล่ำปลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยขับสารพิษ และกรดยูริกออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้นี่แหล่ะ! ที่เป็นสาเหตุของโรคไขข้ออักเสบ โรคผิวหนัง โรครูมาตอยด์ และโรคเกาต์

– ลดความดันโลหิต โพแทสเซียมในกะหล่ำปลีมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ช่วยให้หลอดเลือดขยายได้มากขึ้น ซึ่งดีต่อการไหลเวียนเลือด

– ลดอาการปวดหัว อาการปวดหัวสามารถหายได้ด้วยการใช้กะหล่ำปลีมาประคบที่ศีรษะ หรือดื่มน้ำกะหล่ำปลีสด วันละ 25-50 มิลลิลิตร ใครที่มีอาการปวดหัวเรื้อรังบ่อยๆ ลองดูค่ะ

– ลดอาการแฮงก์ของนักดื่ม กะหล่ำปลีสามารถช่วยบรรเทาอาการแฮงก์จากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักได้ เนื่องจากกะหล่ำปลีมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว น้ำในกะหล่ำปลีจะไปเจือจางแอลกอฮอล์ในร่างกายช่วยให้อาการดีขึ้น (อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เพราะวิธีนี้นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว)

– ป้องกันการอักเสบและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สารกลุ่มเบตาเลน (Betalains) ในกะหล่ำปลีสีม่วง มีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและสร้างเสริมอินซูลินในร่างกาย แถมยังมีสรรพคุณในการช่วยต้านการอักเสบได้ดีเช่นเดียวกับหัวบีทรูทอีกด้วย

ได้เห็นทั้งคุณค่าทางอาหาร พร้อมทั้งสรรพคุณอันมากมายของกะหล่ำปลี “ผักเพื่อชีวิต” กันไปแล้ว ต่อไปนี้หากเราเจอกะหล่ำปลีในจานอาหาร หรือในผักเคียงของอาหารต่างๆ ก็อย่าเขี่ยทิ้งเด็ดขาด!!! เพราะไม่เช่นนั้น ท่านอาจโดนมือดีหยิบชิ้นปลามันไปกินก่อนก็ได้น้า!

ทำ กราโนล่า อาหารคนรักสุขภาพขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำ กราโนล่า อาหารคนรักสุขภาพขาย

ปีที่แล้วน้องคนหนึ่งเอาเป็นเมล็ดพืชหลากหลายมาให้ถุงหนึ่ง เคี้ยวมันดี หวานนิดๆ เธอบอกชื่อแต่จำไม่ได้ จำยาก อีกอย่างฉันเป็นคนบ้านนอกไม่ค่อยมีของแปลกๆ กิน

ต่อมาจึงรู้ว่ามันคือ “กราโนล่า” Granola เป็นอาหารเช้าใส่นม หรือใส่โยเกิร์ตกินก็ได้ ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นของที่ฉันไม่คุ้นเคย คุณต้องเข้าใจนะ ในช่วงที่ฉันเป็นเด็ก เด็กๆ ในช่วงนั้นไม่มีอาหารพวกนม โยเกิร์ต หรือขนมขบเคี้ยวให้กิน อาหารเสริมก็ไม่มี จึงไม่คุ้นกับอาหารพวกสมัยใหม่ ถามว่าเด็กยุคนั้นกินอะไร กินกล้วย กินผลไม้ในท้องถิ่นเท่าที่มี ทั้งที่ขึ้นเองและที่ปลูกกัน

วัยเยาว์ตอนกลับจากโรงเรียน เราก็จะเดินกลับและเก็บลูกไม้กินระหว่างทาง มีกินกันทุกวัน เริ่มแรก “พุทราลูกเล็กๆ” ที่ข้างบ้านครูใหญ่ “พร้าวดอนหวาน” ผ่านสวนมะพร้าว เราจะรู้ว่าต้นไหนเป็นมะพร้าวหวาน น้ำจะหวาน หอม ลูกเล็กๆ ที่หล่นลงมาก็ไม่ฝาด กัดกินได้เลย กินส่วนหัวของมัน เรียกว่า “ลูกพร้าวดอน” ขนาดโตกว่าหมากนิดนึง เดินกินไปเรื่อยๆ ยังมีเจออีกเยอะ เช่น ลูกมังเร ดีซำ มะขามอ่อน กระท้อนหล่น กระทกรกลูกเล็กๆ ตามแต่จะเดินไปเจอ แล้วแต่ชอบ แต่ฉันชอบอยู่สองอย่างคือ พุทรา กับ กระทกรก อีกอย่างคือ เม็ดแมงเล็กที่ขึ้นอยู่ตามชายป่าริมทางเดิน เด็กๆ เอามือไปตบเม็ดดำๆ ก็จะหล่นใส่มือเอามากินเล่นกัน ถือว่ามีของกินธรรมชาติอยู่พอประมาณเหมือนกันนะ

แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที สิ่งที่เรากินเข้าไปในวัยเด็กนั้นก็มีประโยชน์ไม่ต่างกันกับเมล็ดพันธุ์พืช หรือธัญพืชในถุงที่เรียกว่า กราโนล่า และประกอบกับหมอสั่งฉันควบคุมน้ำหนัก เพราะความดันและระดับไขมันในเลือดเริ่มสูง ดังนั้น ต้องหาอะไรที่กินเล่นหรือกินระหว่างมื้อที่ไม่ใช่ขนมหวาน หรือข้าวเหนียว ข้าวต้มเหมือนเช่นเคย ต้องหาอะไรกินที่ช่วยให้หิวข้าว หิวขนมน้อยลง และลดอาการหิวบ่อยๆ ให้ได้

วันนั้นจึงคิดถึงกราโนล่าของน้องที่เคยเอามาให้ชิม ตอนหลังรู้ว่าเธอทำขายด้วย จึงสั่งมากินทันที รู้สึกว่าอร่อยกว่าที่เธอเคยส่งมาให้กินครั้งก่อน

เพื่อให้แน่ใจก็เลยคุยกับเธออีกครั้ง ได้ความว่า

“กราโนล่า เป็นอาหารของชาวตะวันตก ประโยชน์ของกราโนล่ามีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากธัญพืช การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลจึงช้า ทำให้ร่างกายได้พลังงานต่อเนื่อง ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ มีไฟเบอร์สูง สามารถกินกับผลไม้ นม โยเกิร์ต ทำให้อยู่ ไม่หิวบ่อยง่าย และลดความอ้วนได้ด้วย” น้องก้อย จิราภรณ์หมอกแสง ผู้ทำ บอกเช่นนั้น

“ส่วนประกอบนะคะ ประกอบด้วย ธัญพืชต่างๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วง เบอรี่ ลูกเกด ข้าวโอ๊ต และก็งาดำ ได้ความหวานนิดๆ จากน้ำผึ้งค่ะ” เธออธิบายต่อ

“วันนี้อบกราโนล่าทั้งวัน และที่เลือกทำอาหารนี้ เพราะตัวเองเป็นคนชอบดูแลสุขภาพจากอาหารการกินอยู่แล้ว พอดีช่วงนี้มีกระแสกินคลีน ก็พยายามหามากินตามเขา ได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะเราไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยลองซื้อกราโนล่ามาทาน เพราะสะดวกและง่ายดี แต่ที่เขาทำขายกันมีราคาแพง ส่วนมากจะเน้นข้าวโอ๊ตเยอะมาก และรสชาติค่อนข้างหวานก็เลยลองทำเองดู โดยพลิกแพลงจากสูตรที่เขาทำๆ กัน เราชอบอะไรก็ใส่เยอะหน่อย ทำแล้วก็แบ่งเพื่อนๆ ชิม ทำไปทำมาเขาขอให้ทำเผื่อบ่อยเข้าก็ทำขายด้วยซะเลย คนสนใจมากขึ้น เพราะกระแสคลีนแรงมาก แล้วเราก็ขายในราคาเพื่อนฝูงไม่แพงเท่าเจ้าดังๆ เขาขายกัน”

คุณก้อย บอกว่า มีคนนิยมกินกันมากขึ้นไหม

“ช่วงนี้ถือว่ามาแรงเลยค่ะ เมื่อก่อนอาจจะนิยมเฉพาะคนที่ออกกำลังกายหรือคนที่ดูแลสุขภาพ แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่วัยรุ่นและเด็กก็ชอบกราโนล่ากันเยอะค่ะ เพราะเป็นการที่จะนำสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าร่างกายได้ง่ายและอร่อย อย่างเพื่อนๆ ของลูกสาวเรียนมัธยมฯ ก็ยังสั่งไปกินกันเยอะมากค่ะ เราก็ดีใจที่เด็กไทยหันมากินของดีมีประโยชน์แทนขนมกรุบกรอบที่ถูกและหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ”

ฟังดูเหมือนกับว่า น่าจะถือเป็นช่องทางทำกินได้เลย เลยถามดูว่า ถ้ามีคนอื่นจะทำด้วยคุณก้อยจะแนะนำอย่างไร

“ถ้าอยากทำจริงๆ ไม่ยากเลยค่ะ ขอแค่มีเตาอบก็ทำได้แล้ว ส่วนผสมนั้นเราก็ใส่ในสิ่งที่เราชอบลงไป ถ้าชอบหวานก็เติมน้ำผึ้ง อาจจะเติมเกลือได้นิดหน่อย เพียงแต่ว่าเราต้องควบคุมความร้อนให้คงที่โดยเฉพาะเตาอบที่ใช้แก๊ส ค่อยๆ อบทีละอย่าง เพราะธัญพืชแต่ละตัวใช้เวลาในการอบไม่เท่ากัน

บางตัวสุกเร็ว บางตัวสุกช้า ต้องหมั่นคนพลิกไปพลิกมา คือถ้าทำกราโนล่าก็ห้ามออกห่างจากเตาเกิน 5 นาที เพราะมีสิทธิ์ไหม้ได้ค่ะ และการทำกราโนล่าก็เหมือนการทำอาหาร คือไม่มีกำหนดเวลาตายตัว

ไม่สามารถบอกได้ว่า ตัวนั้นตัวนี้ใช้เวลาในการอบเท่าไร อย่างเช่น อัลมอนด์ ความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส ในเวลา 15 นาที ซึ่งบางที 10 นาที ก็ใช้ได้แล้ว ก็ลองผิดลองถูก ลองทิ้งมาเยอะกว่าจะมาลงตัว แต่ก็กำหนดระยะเวลาไม่ได้อยู่ดี

ใครสนใจ อยากซื้อกินหรือทำขายเป็นอาชีพเสริมก็นับว่ามีช่องทางนะคะ แต่สำหรับฉันขอซื้อกราโนล่าแม่ก้อยกินไปก่อน

กราโนล่า มันช่วยได้ให้หายหิวจริงๆ ค่ะ สองวันก่อนไปร่วมงานประชุมสัมมนา ผู้คนมาก อาหารน้อย เรียกว่ากินกันไม่พอ และก็หิว แถวนั้นก็ออกไปซื้ออะไรกินไม่ได้ด้วย โชคดีที่ติดไปครึ่งถุง ได้กินกับเพื่อน เคี้ยวให้ละเอียดตามด้วยน้ำไปแก้วหนึ่ง ก็ช่วยให้หลับสบายได้เหมือนกัน

กราโนล่า ยี่ห้อแม่ก้อย ได้ชื่อมาเพราะลูกๆ และเพื่อนของลูกเรียกแม่ก้อย ก็เลยกลายมาเป็นชื่อยี่ห้อ แม่ก้อย

แม่ก้อยเธอเป็นคนชอบทำอาหาร ยิ่งเป็นอาหารที่ชอบและไม่เคยทำจะเสาะหาวิธีทำจนได้ ปัจจุบัน ทำงานอยู่ร้านอาหารฝรั่งเศสในเมืองเชียงใหม่ ใกล้ๆ แอร์พอร์ต

https://web.facebook.com/jiraporn.morksang?fref=ts สนใจสั่งซื้อ หรือพูดคุยกับเธอเรื่องกราโนล่าได้ค่ะ

ปฏิบัติการโปแลนด์ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (1)

โปแลนด์ ในจินตนาการฉันก็แค่ประเทศหนึ่งในยุโรปกลาง ภาพตึกทรงยุโรปคุ้นตาฉายขึ้นในจอประสาทรับรู้ ผู้คนร่างใหญ่ในชุดมิดชิดกันหนาวกับบรรยากาศทึมเทา และตามมาด้วยภาพสงครามยุคนาซี ค่ายกักกันยิวที่แสนจะน่าขนลุก

เมื่อได้ข่าวว่าจะได้ไปแสดงงานศิลปะแสดงสดที่โปแลนด์ ฉันไม่รีรอที่จะตอบรับในทันใด การได้ไปที่ไหนๆ ในโลกอันยังพอจะโสภาอยู่นี่ถือเป็นโชคอันประเสริฐยิ่งนักแล้ว ครั้นจะไปประเทศเขาทั้งทีก็ต้องทำความรู้จักกันหน่อย ไม่ใช่ว่าไปแบบไม่รู้หน

สาธารณรัฐโปแลนด์ (Republic of Poland) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตยุโรปกลาง เขตแดนด้านตะวันตกติดต่อกับประเทศเยอรมนี ทางใต้ติดสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย ด้านตะวันออกชิดยูเครนและเบลารุส ส่วนทางเหนือเป็นทะเลบอลติกกับลิทัวเนีย และแคว้นคาลีนินกราดของรัสเซีย ซึ่งโปแลนด์นั้นเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย

โปแลนด์มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ยุคแรกมีกษัตริย์ปกครอง เรียกว่าราชวงศ์ เปียสต์ (Piast dynasty) ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ภายใต้ราชวงศ์ยาเกียลลอน (Jagiellonian dynasty) โปแลนด์ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในยุโรป

แต่มีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดาโลก หลังจากนั้นไม่นาน โปแลนด์ก็ถูกแบ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ออสเตรีย และราชอาณาจักรปรัสเซีย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โปแลนด์มีสถานะเป็นราชอาณาจักร และได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2461 หลังสิ้นสุดสงครามโลกภายใต้ยุคสาธารณรัฐที่ 2 (Second Polish Republic) หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โปแลนด์กลายเป็นรัฐบริวารที่เป็นคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตภายใต้สาธารณรัฐประชาชน (People”s Republic of Poland)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ขบวนการโซลิดาริตี (Solidarity movement) หรือกรรมกรเสรีลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐเพื่อประกาศเสรีภาพ กระทั่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของโปแลนด์พ่ายแพ้ในที่สุด หลังจากนั้นจึงมีการก่อตั้งสาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 3 (Third Polish Republic) และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี พ.ศ. 2540 โปแลนด์เป็นประเทศประชาธิปไตยและเข้าร่วมในสหภาพยุโรปตราบปัจจุบัน

ทั้งหมดนั่นคือ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศโปแลนด์พอสังเขปที่ฉันฉกมาจากอินเตอร์เน็ต แต่โปแลนด์ที่เห็นและเป็นอยู่ตรงหน้าเมื่อบินลัดฟ้ามาถึงสนามบินของเมืองวอซอร์ คือประเทศยุโรปที่เคร่งขรึม พวกเราไม่ได้แวะพักที่กรุงวอซอร์ จึงไม่อาจกล่าวถึงสิ่งใดได้มากกว่าภาพที่วิ่งผ่านริมทางตามความเร็วของรถโดยสารจากสนามบินมาถึงสถานีรถไฟ อันเราจะนั่งต่อไปยังเมืองลูบลิน [Lublin] เป้าหมายแรกที่เราจะมีการแสดงศิลปะแสดงสด หรือ Performance art กัน

ลูบลิน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของโปแลนด์ ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำวิสตูลาซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของโปแลนด์ เมืองนี้มีประชากรไม่มากนัก เห็นได้ชัดจากความโหวงเหวงของเมือง เพื่อนศิลปินคนขี้เหงาในคณะของเราถึงแก่พึมพำว่าเมืองนี้ช่างเงียบเหงานัก

นั่งรถไฟออกจากกรุงวอซอร์ ประมาณ 2 ทุ่ม เป็นช่วงเวลากลางคืนที่ท้องฟ้าบ้านเราคงครอบคลุมด้วยความมืด ทว่าที่นี่โปแลนด์ท้องฟ้ายังสว่างโร่ กระทั่งเวลาผ่านไป 3 ทุ่ม ฉันจ้องมองท้องฟ้าที่แล่นผ่านหน้าต่างรถไฟ ยังสว่างอย่างกับเพิ่งจะ 6 โมงเย็น แม้จะเหนื่อยกับการเดินทางบนเครื่องบินนาน 10 กว่าชั่วโมง และยังต้องลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นรถไฟ แต่ความตื่นเต้นแปลกตาก็ทำให้ยังมีแรงสอดส่ายสายตาดูรอบตัว

รถไฟโปแลนด์สมควรแก่การโดยสาร ห้องโดยสารแบ่งเป็นสัดส่วน มีอยู่ 6 ที่นั่ง หันหากัน ด้านบนเป็นที่วางกระเป๋าเนื้อที่มากพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เลยทีเดียว แต่พวกเราคร้านจะยกกระเป๋าขึ้นวาง จึงต้องนั่งเบียดขาแข็งกับกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง ในรถไฟมีบริการเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำผลไม้ แซนวิชด์และขนม เขาเข็นรถบริการไปตามทาง แต่พวกเราไม่มีใครใช้บริการ เพราะนึกว่าของขาย

รถไฟมาถึงลูบลิน ประมาณ 5 ทุ่ม ท้องฟ้ามืดเป็นกลางคืนสมบูรณ์ อากาศหนาวและเราต่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยากซุกบนที่นอนเต็มแก่ แต่วาเดอมาร์ศิลปินโปแลนด์ผู้จัดงานที่มารอรับยังสถานีรถไฟและพาพวกเราไปเช็กอินในโรงแรม ไม่ยอมให้เราพักผ่อนง่ายๆ เขารอรับเราไปยังอพาร์ตเม้นต์ที่พักของแกลลอรี่ ซึ่งมีศิลปินโปแลนด์พำนักอยู่ เพื่อดื่มไวน์และกินข้าวกับต้มยำกุ้ง

ต้มยำกุ้ง ที่ใช้เครื่องต้มยำแห้งจากเมืองไทย ส่งกลิ่นหอมคุ้นจมูกแบบต้มยำไปทั่วห้อง เราขำกันเพราะเพิ่งมาจากเมืองไทย ก็ถูกต้อนรับด้วยอาหารไทยเสียแล้ว ต้มยำกุ้งที่แยกกุ้งออกมาต่างหาก แกะเปลือกกุ้งเข้าปากแล้วซดน้ำตาม ได้อารมณ์แปลกไปอีกแบบ

ตึกเก่าทรงยุโรปในแสงสีเหลืองของดวงไฟชวนมองอย่างประหลาด ยิ่งเมื่อเดินลัดเลาะไปตามซอกตึกแสงสลัว ฉันนึกไปถึงหนังนาซีไล่ล่ายิว นึกถึงตัวละครที่กำลังเดินหนีอย่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าทหารของฮิตเลอร์จะโผล่ออกมาตอนไหน

มันเป็นภาพที่สามารถจินตนาการไปได้ไกล ด้วยว่าโปแลนด์เป็นประเทศที่พัวพันกับยิวและนาซีอย่างแยกไม่ขาด เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มิอาจลืม แม้จะเลือนในความทรงจำไปบ้างก็ตาม

“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย

“หนองหาน” หรือ “หนองหานหลวง” ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 360,000 ไร่ หรือประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร นับเป็น 1 ใน 3 ของบึงน้ำจืดในประเทศ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนกว๊านพะเยา ในพื้นที่จังหวัดพะเยา เป็นลำดับที่ 3

พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนองหานรับน้ำที่ไหลมาจากภูหลุบช้างเทือก เขาภูพาน อันเป็นสันปันน้ำที่อยู่ในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะของพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหานในทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นแนวต่อเขตจากเทือกภูพาน ที่ลาดเอียงลงมาสลับกับเนินลูกคลื่นลอนสูง ลดหลั่นลงไปหาที่ราบลุ่มริมหนองหาน บริเวณนี้มีลักษณะสภาพเป็นป่าโคกและป่าดิบแล้ง สลับกับพื้นที่เกษตรกรรม ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำทางทิศเหนือและตะวันออก มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มรอบหนองหาน สลับด้วยพื้นที่เนินลาดต่ำ และมีร่องน้ำลึกเชื่อมต่อ ระหว่างหนองหานกับลำน้ำก่ำ

อันที่จริงมีลำน้ำไหลลงสู่หนองหานหลายสาย เช่น ทางทิศใต้มี ลำน้ำพุง ห้วยคำรบ ห้วยสะเล ห้วยเฮ ห้วยเดียก ห้วยนาหลุบ เป็นต้น ทางทิศตะวันตกมี ห้วยโมง ห้วยกะป๊อด ห้วยสมอ ทางทิศเหนือมี ห้วยลาก ห้วยม่วง ห้วยขีน ห้วยแนบ ห้วยน้ำลอง ส่วนทางทิศตะวันออกมี ห้วยซ่งน้ำพุ ลำน้ำก่ำเป็นเพียงสายน้ำเดียวที่ไหลออกจากหนองหานลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร

บริเวณกลางหนองหาน มีดอน หรือเกาะกลางน้ำขนาดแตกต่างกันหลายแห่ง เช่น ดอนสวรรค์ใหญ่ ดอนสวรรค์น้อย ดอนหัน ดอนผลาญ ดอนไซพอ ดอนหวาย ดอนขาม ดอนงิ้ว ดอนกระโจ ดอนเล้า เป็นต้น

ชื่อ “หนองหาน” ปรากฏในสมัยขอมเรืองอำนาจ มีตำนานเล่าขานถึงเมืองสกลนคร กล่าวถึง ขุนขอมราชนัดดาพระเจ้ากรุงอินทปัฐนคร พาบริวารมาสร้างเมืองขึ้น ณ ริมหนองหานหลวง ตรงบริเวณ “ท่านางอาบ” แล้วตั้งชื่อว่า “เมืองหนองหานหลวง” ขุนขอมผู้เป็นเจ้าเมือง มีโอรสชื่อ “เจ้าสุระอุทกกุมาร” ขณะประสูติได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นสองประการ

ประการแรก เจ้าสุระอุทกกุมารทรงพระขรรค์มาพร้อมด้วย ประการที่สอง มีน้ำพุขึ้นกับที่ใกล้ริมเมือง ต่อมาประชาชนเรียกขานบริเวณที่มีน้ำพุว่า “ทรงน้ำพุ” เจ้าสุระอุทกได้ขึ้นครองราชย์แทนบิดา มีพระนามว่า “พระยาสุระอุทก” มีพระโอรส 2 องค์ องค์ใหญ่มีนามว่า “เจ้าภิงคาระ” ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าเมืองหนองหานหลวง ทรงพระนามว่า “พระยาสุวรรณภิงคาร” ส่วนองค์น้องมีนามว่า “เจ้าคำแดง” ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองหนองหานน้อย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมืองหนองหานหลวงกับเมืองหนองหานน้อย จึงเป็นเมืองพี่ เมืองน้องสืบต่อมา

ส่วนในตำนาน “อุรังคธาตุ” หรือตำนานกำเนิดพระธาตุพนม กล่าวไว้ว่า “เมืองหนองหานหลวง มีพระยาองค์หนึ่งพระนามว่า พระยาสุวรรณภิงคาร พระยาองค์นี้มีกระโจมหัวดำและสังวาลดำ น้ำเต้าใหญ่ เสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองนี้”

พระยาสุวรรณภิงคารมีชายาชื่อ “พระนางนารายณ์เจงเวง” ต่อมาเมืองหนองหานหลวงเกิดฝนแล้ง การทำมาหากินของราษฎรอัตคัดฝืดเคือง เจ้าเมืองเขมรที่ปกครอง จึงพากันอพยพกลับ ทำให้เมืองหนองหานหลวง กลายเป็นเมืองร้าง จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ อพยพครอบครัวมารักษาพระธาตุเชิงชุม

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรมบ้านเชียง” ไม่ได้มีอยู่ที่บ้านเชียงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วไปในท้องที่ต่างๆ ในบริเวณ “แอ่งสกลนคร” ตามชายขอบเชิงเขาภูพาน และชุมชนโดยรอบหนองหาน สำรวจพบแหล่งโบราณคดีมีมากถึง 83 แห่ง จึงนับได้ว่าดินแดนแห่งนี้ เคยมีการตั้งถิ่นฐานและเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก่อน

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า “แต่ก่อนน้ำในหนองหานกินได้ เอามอง (ข่ายขึง) ไปใส่ ตามเลาะริมฝั่งก็ไม่มีขี้สนม (กอวัชพืช) เอาสวิงไปช้อนกุ้งไม่นาน ก็ได้ปลาได้กุ้งมาเยอะแยะ วันไหนที่แดดจัดถ่อเรือออกไปตามที่ตื้นๆ น้ำหนองหานใส จนมองเห็นรังไข่ปลาดุก ปลาช่อนอยู่ตามรากผักอีรวยได้อย่างชัดเจน” วิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำหนองหาน อาศัยการทำนาปลูกข้าวไว้กิน พื้นที่นาส่วนใหญ่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มีทั้งนาอยู่บนที่ดอน เรียกว่า “นาโคก”

ส่วนนาอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำ เรียกว่า “นาท่ง” สำหรับนาตามริมฝั่งหนองหาน ชาวบ้านเรียกกันว่า “นาตีนบ้าน” ชาวบ้านมักจับจองพื้นที่ทำนาหลายแปลง ทั้งนาโคกและนาท่ง ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของการมีข้าวกิน ยามใดแล้งก็ยังเหลือนาท่ง แต่หากฝนหนักนาท่ง ก็ยังได้กินข้าวจากนาโคก

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ที่ตั้งชุมชนอยู่ริมหนองหาน ต้องสูญเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่จากอดีตอย่างสิ้นเชิง เนื่องมาจากการพัฒนารูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า การสร้างประตูกั้นลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นลำน้ำที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำโขง ทำให้การขึ้น-ลงของน้ำในหนองหานเปลี่ยนไปจากเดิม อีกทั้งผักตบชวาและขี้สนมแผ่กระจายเต็มริมฝั่ง เป็นระยะทางมากกว่า 3 กิโลเมตร ชาวบ้านไม่สามารถนำเรือออกไปจับปลาได้ นอกจากนี้ พันธุ์ปลาที่ชาวบ้านได้เคยพบเห็น กลับสูญหายไป ทั้ง ปลาแมว ปลานกเขา ปลาขบ ปลาเสือ ปลาเพี้ย ปลาโจก ปลาหมากผาง ปลาหมู ปลาค้าว ปลาอีกุ่ม เป็นต้น

เห็นได้ชัดเจนว่า การพัฒนาที่หลายฝ่ายเห็นว่า ดี เจริญ นั้น มิได้เป็นไปตามนั้น แต่กลับส่งผลให้วิถีชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นล่มสลายไปทุกขณะ น่าจะได้มีการปรึกษาหารือ ทบทวนแนวคิด ด้านการพัฒนารูปแบบต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบกระเทือนกับหนองหาน ที่เคยมีตำนานอันยิ่งใหญ่ มิฉะนั้นแล้ว นิทานพื้นบ้านเรื่อง “ผาแดงนางไอ่คำ” จะมิคงความขลังศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นในอดีต

เจ้าคุณธงชัย อริยะดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

เจ้าคุณธงชัย อริยะดิจิตอล

เทศการฟุตบอลยูโรก็ผ่านไป ใครเป็นแชมป์ก็รู้ผลกันแล้ว

ส่วนใครได้ใครเสีย ก็ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ให้เป็นที่รู้จัก

เป็นที่รู้จักเพราะเสียพนันบอล แล้วเที่ยวชิงทรัพย์ผู้อื่นไปจ่ายค่าพนัน

ก็เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกเรื่องการพนันว่า ยิ่งเล่นก็จะยิ่งจน

คนที่รวยก็คือเจ้ามือ หรือเจ้าของบ่อนพนัน

ที่เป็นข่าวหน้าเศร้าก็คือ เด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบ ติดการพนันงอมแงม

เรื่องนี้ต้องค่อยค่อยคิด ว่าเรื่องมีต้นตอเป็นมาอย่างไร

ต้องดูสภาพแวดล้อมที่อยู่ของเด็กว่าอยู่อย่างไร ผู้ปกครองเป็นอย่างไร

จะโทษเด็กอย่างเดียวเห็นจะไม่ถูกนัก

เรื่องอย่างนี้ต้องมีที่มาที่ไป เฉพาะตัวเด็กเอง ถ้าไม่มีคนทำให้เห็น เด็กก็คงไม่ทำตาม

ลองมาหาหนังสือดีดีอ่านให้เด็กดูจะดีกว่าไหม แล้วให้เด็กอ่านตาม สร้างการรักการอ่านให้กับเด็ก

หนังสือที่จะแนะนำให้อ่านปักษ์นี้ เป็นเรื่องของ “เจ้าคุณธงชัย อริยะดิจิตอล” ที่เรียบเรียง โดย กองบรรณาธิการมติชน

อย่าลืมว่า ท่านเจ้าคุณธงชัย ท่านสร้างมหัศจรรย์ เลสเตอร์ ซิตี้ จิ้งจอกสยาม เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ท่านยังสร้างวัตถุมงคลที่ผู้คนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือผ้ายันต์

ที่โด่งดังมากในเวลานี้คือ ผ้ายันต์เลสเตอร์ ซึ่งใครมีแล้วจะชนะทุกอย่าง

เกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์ ท่านบอกว่า

“การเคลื่อนตัวของ “ดาวมฤตยู” มีความสำคัญมาก เพราะดาวมฤตยูเป็นราชาของทุกๆ ราศี จะได้รับผลกระทบ ไม่มีใครมาขวางได้

“ถ้าเปรียบเป็นเทพ ก็คือพระศิวะ มีสัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์คือ ขีด 3 ขีด บนหน้าผากเสือ เห็นทั่วไปบนหน้าผากฤาษี

“แต่ดาวมฤตยูจะแปลว่า “พญายม” ด้วยก็ได้ บางตำราจึงแปลว่า “ความตาย” “ความไม่ดี” หรือ “อาเพศ” เหมือนคำโบราณที่ว่า ถ้าจะตาย “อาเพศ” ให้ทายมฤตยู

“แต่อีกด้านหนึ่งของดาวมฤตยู คือดวงดาวแห่งนวัตกรรม”

หนังสือ เจ้าคุณธงชัย จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่ายพร้อมผ้ายันต์ ราคา 69 บาท

อยากรู้ว่า เทพนิยายเลสเตอร์เป็นมาอย่างไร ต้องรีบไปที่แผงหนังสือ หรือที่ร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน

ยอดพิมพ์มีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย

รับประกัน ผ้ายันต์ของจริง

เรื่อง – “หลับฝัน”

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – กฤษฎา เจริญศาสตร์

เมื่อหลับฝันถึงวันสุขสงบ

จัดให้ครบสิ้น สินสร้างสรรค์

เรือกสวนไร่นามาบรรจบกัน

ทำนุเหล่าพืชพันธุ์ให้งอกงาม

มีลำธารสายน้อยคอยเลี้ยงไร่

สิงสาราสัตว์ได้อยู่อาศัย

แวะอาบน้ำกินดื่มก่อนลาไกล

ปากคาบเมล็ดไปขยายเหล่ากอ

มีที่เว้นว่างวางไว้ให้สัตว์เล่น

“เจ้าจำเป็น” ควายน้อยคอยแช่ปลัก

โบกใบหูชูคอรอเพื่อนรัก

“เฮ เรามาแช่ปลักให้สำราญ”

ถึงหน้าฝนคนกับควายได้ร่วมแรง

พลิกผืนดินแล้งแห้งเหือดหาย

เหล่ามัจฉาร่ายร่าเหยียดเรือนกาย

รอแดดแผดสายได้ข้าวเหลืองทอง

อารักขกัมมัฏฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโน เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

อารักขกัมมัฏฐาน

พระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย เจริญสมาธิภาวนามานาน แม้วิธีการเจริญสมาธิภาวนาหลักๆ ที่ใช้กันอยู่คือ สติปัฏฐาน และอานาปานสติก็ตาม แต่ด้วยความที่พระภิกษุสงฆ์แต่โบราณกาลมีความเชี่ยวชาญด้านการเจริญสมาธิภาวนา ท่านโบราณจารย์เหล่านั้นจึงได้รวบรวมวิธีการพิเศษที่จะเข้าถึงอานาปานสติและสติปัฏฐาน จากคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือท่านจะคิดวิธีการลัดของท่านให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความสะอาด สว่าง และสงบโดยง่ายขึ้น

อารักขกัมมัฏฐาน แปลตรงตัวว่า กัมมัฏฐานที่ควรรักษา ท่านใช้คำว่า อารักขา แปลว่าต้องดูแลอย่างดี มีอยู่ 4 ประการ คือ

1. พุทธานุสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาจิตว่างจากความคิดการงานเรื่องอื่นถ้าได้คิดเรื่องพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพศรัทธา จิตใจจะมีความอบอุ่นมั่นคง เพราะนำใจไปวางไว้กับสิ่งบริสุทธิ์ คือความรู้ความตื่นความเบิกบาน หรือมีชาวพุทธอีกจำนวนมากทั้งสายเถรวาท มหายาน วัชรยาน ล้วนนิยมนับลูกประคำโดยการนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นก่อนเข้านอน หรือยามว่างจากคิดการงานอื่นๆ เช่น ชาวพุทธสายเถรวาท จะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า พุทโธ มาท่องบ่นและนับลูกประคำไปด้วย หรือชาวพุทธจำนวนมาก นิยมนำคำว่า พุทโธ มาใช้เป็นที่พักใจ ทุกขณะที่หายใจในวิธีว่า พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก หรือสอนกันง่ายๆ ว่า พุท เข้า โธ ออก

พุท เข้า โธ ออก

สติคอยบอกว่า รู้ ตื่น เบิก บาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ ตื่น เบิกบาน ทุกลมหายใจ

หรือ เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ชาวพุทธไทยจะพากันรวมตัวที่วัดใกล้บ้านหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่รวมคนได้ง่ายและสะดวก เช่น ท้องสนามหลวง เพื่อสวดอิติปิโส ข้ามวัน ข้ามเดือน และข้ามปี แม้อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นการเจริญพุทธานุสติ คือรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ชาวพุทธมหายาน นำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า อมิตาพุทธะ ซึ่งแปลว่า พระองค์ผู้ทรงอมตะรุ่งเรืองสว่างไสวยิ่งนัก มาท่องบ่นบริกรรมเป็นพันเป็นหมื่นครั้งเพื่อเป็นที่พักพิงใจที่อบอุ่นและมั่นคง

ส่วนชาวพุทธฝ่ายวัชรยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวทิเบต มักจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นบริกรรมว่า โอม ปัทเมหุม ซึ่งแปลว่า พระผู้เบิกบาน คือดอกบัว ชาวทิเบตจะท่องพระนามนี้จนขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาว่างจากงานหรือเวลาทำงานก็จะบริกรรมพระนามนี้ไปด้วย เป็นการทำงานพร้อมกันไปทั้งงานกายและจิตใจ จึงเห็นได้ว่าแม้ชาวทิเบตจะบ้านแตกสาแหรกขาด แต่จิตใจเข้มแข็ง อดทนต่อสู้ พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่ใด ไม่ช้าไม่นานสามารถสร้างชุมชนและสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้เขาจะสูญเสียทุกอย่างแม้แต่แผ่นดิน แต่พวกเขาไม่เคยสูญเสียพลังใจที่เติมเต็มด้วยพุทธะที่เบ่งบานคือ ดอกบัว อย่างสม่ำเสมอ

2. เมตตาพรหมวิหาร คือความเมตตาที่แผ่ไปสู่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไข แผ่ความรักให้เพราะรักไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ประดุจบิดามารดาที่มอบความรักและทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตแก่ลูกได้ ความรักของคนทั่วไปที่มีต่อกันย่อมมีวันหมดรัก ถ้าเงื่อนไขใดๆ เข้ามาทำให้ความรักหมดอายุสะดุดหยุดลง แต่ความรักของบิดามารดาไม่มีวันหมดอายุ แม้อายุไขยสิ้นแล้ว แต่ยังรักกันได้ข้ามภพข้ามชาติต่อไป

3. อสุภกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานสำคัญ ที่เป็นเครื่องมือถอดถอนราคะ คือความรักปักใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์ อันได้แก่ การนำรูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส มาน้อมนึก จนหลงรักปักใจอย่างลึกล้ำยากแก่การถอดถอน พระโบราณจารย์มองเห็นโทษแห่งราคะที่กลัดกลุ้มรุมเร้าใจอันเป็นเหตุให้ลุ่มหลง ห่วง หวง และหึง ถึงกับฆ่าทำลายล้าง คนที่มาชิงของหรือคนรักของตน หรือหากไม่สมปรารถนาในรักก็มักเจ็บปวดถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมีให้เห็นตามข่าวจากสื่อต่างๆ บ่อยๆ

จึงได้แนะนำให้เจริญอสุภกัมมัฏฐานเพื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มองอย่างผิวเผินว่างดงาม น่าใคร่ น่าพอใจ น่าจับต้องสัมผัส แต่เมื่อมองลึกเข้าไปถึงที่ตั้ง สีสันฐาน แต่ละอย่างล้วนเปลี่ยนเป็นของปฏิกูลได้ในเวลาไม่นาน ผมที่ขึ้นตามศีรษะดูสลวยสวยงาม เพราะอยู่ถูกสถานที่ แต่ถ้าเปลี่ยนมาอยู่ในถ้วยหรือชามแกงจืด หรือโรยบนข้าวสวย แกงจืดหรือข้าวสวยจานนั้นจะดูเป็นปฏิกูลทันที จมูกที่โด่งโดยธรรมชาติหรือผ่าตัดตกแต่งเสริมดูดี แต่ถ้ามีน้ำมูกเขียวๆ ออกมาเกาะอยู่เป็นประจำ ความงามของจมูกจะหายไปทันที ผมและขนถ้าอยู่ถูกที่ถูกทางจะดูดี แต่ถ้าอยู่ผิดที่จะปฏิกูลทันที เล็บที่ตกแต่งทาสีอย่างงาม แต่ถ้านำมาประดับประดาในจานข้าวมันไก่หรือข้าวหมูแดงจะรู้สึกปฏิกูลทันที ฟันที่งามวาวแววเหมือนไข่มุก

แต่เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วมีเศษเนื้อ เศษผัก ติดตามซอกฟัน จะนำออกมาใส่จานรับประทานใหม่ก็จะรู้สึกได้ถึงความปฏิกูล ผิวหนังที่มีสีขาวหรือเหลืองตามชาติพันธ์น่ารัก น่าลูบไล้ น่าใคร่ น่าดู ถ้าไม่อาบน้ำหรือขัดสีเพียงวันหรือสองวันจะกลายเป็นของปฏิกูลไปทันที การพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยสภาวะปฏิกูลเช่นนี้จะบรรเทาความเร่าร้อนรุนแรงแห่งราคะและตัณหาลงไปได้บ้าง ช่วยให้ใจได้ดำรงอยู่อย่างปกติ ไม่ฟู เพราะได้สิ่งที่น่ายินดีน่ารักน่าใคร่ ไม่แฟบเพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่น่ายินดี น่าใคร่ น่าพอใจ

4. มรณสติ ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำ การระลึกถึงความตาย เป็นกัมมัฏฐานประเภทหนึ่ง การระลึกถึงความตายจะช่วยให้ผู้ระลึกเกิดความไม่ประมาทในชีวิต ในวัย ในความไม่มีโรคไม่มีภัย เพราะความตายติดตามมนุษย์ทุกคนอยู่ทุกย่างก้าว ความตายไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะมาถึงตอนไหน แต่ความตายติดตามมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดมา ว่าโดยภาษาธรรม เมื่อมีความเกิดก็ต้องมีความแก่ เมื่อมีความแก่ก็ต้องมีความตาย ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ชีวิตพร้อมจะยุติลงได้ทุกเมื่อไม่กำหนดตายตัว เพราะชีวิตเป็นอนัตตาขอร้องไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ จัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นไปตามวิถีที่ควรจะเป็น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ผู้ไม่ประมาทจะคิดถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในการดำเนินชีวิตประจำวันหากไม่สามารถระลึกถึงความตายได้อยู่ทุกเมื่อ ก็ควรได้พิจารณาไว้บ่อยๆ ไม่ใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนลืมตาย จะได้ไม่ลืมตัวและลืมตายจะได้เร่งรีบทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่าคุ้มเวลา ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

คิดว่าท่านสาธุชนผู้อ่านทั้งหลายคงขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ ให้ทาน สมาทานศีล และเจริญภาวนา อาตมาเลยนำเรื่องภาวนาวิธีแบบนี้มาฝาก หากอ่านแล้วเข้าใจถูกจริตทดลองทำแล้วเจริญก้าวหน้าดี ขอมอบเป็นของขวัญก็แล้วกัน แต่หากอ่านแล้วไม่ถูกจริตทดลองทำดูแล้วไม่ช่วยให้ภาวนาก้าวหน้า ก็เพียงอ่านผ่านๆ ไป อาตมาก็ปลื้มใจยิ่งนักแล้ว

พัฒนาที่ดิน เขต 12 พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้ทำกินอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

พัฒนาที่ดิน เขต 12 พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้ทำกินอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

ดิน เป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตรกรรม แต่จากการสำรวจ พบว่าดินที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะมีปัญหาของสภาพดินที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งปัญหาในภาพรวม นอกจากพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินแล้ว ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุ ในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา ฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อปลูกข้าวและปาล์มน้ำมัน และสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ได้อย่างยั่นยืน

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการ สำงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่ง สภาพดินในภาคใต้ส่วนใหญ่จึงเป็นดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน อีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร รวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มาโดยตลอด

ที่ผ่านมาได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดินของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 มีนโยบายที่เน้นการขยายผลแนวทางแก้ไขปัญหาตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานแนวทางไว้ เช่น

การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางแก้ไข ที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัด จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล โดยได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่อง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำ

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืช โดยบูรณาการร่วมกับกรมการข้าว ที่เข้ามาร่วมส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูก

ผลจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น จากเดิมเคยได้ 10-20 ถัง ต่อไร่ ก็เพิ่มเป็น 40-50 ถัง ต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยังชีพอยู่ได้

พร้อมกันนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 มีเป้าหมายที่จะขยายผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินไปสู่พื้นที่ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“กรมพัฒนาที่ดิน มุ่งเน้นการนำผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูดินเปรี้ยวจัดจนสามารถผลิตข้าวให้มีผลผลิตสูงขึ้น หรือกระทั่งตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินที่มีศักยภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคง” นายปรีชา กล่าวในที่สุด

อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺติง คนไม่เกียจคร้าน พึงได้รับความสงบใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺติง คนไม่เกียจคร้าน พึงได้รับความสงบใจ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดงาน ?มหกรรมตลาดเกษตรกร? ภายใต้แนวคิด ?ตลาดเกษตรกร นวัตกรรมตลาดเพื่อผู้บริโภค? ติดอาวุธทางปัญญา เสริมองค์ความรู้ด้าน ?การจัดการ? และ ?การตลาด? สู่เกษตรกร คัดสินค้าเกษตรคุณภาพระดับพรีเมี่ยมโชว์ ระหว่าง วันที่ 30 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2559 ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

สุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพด่านสินค้าเกษตรชายแดนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อติดตามประเมินผลโครงการ รวม 5 จังหวัด ได้แก่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว อำเภอเชียงแสน และ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2559 พบว่า แต่ละด่าน มีการบูรณาการร่วมเป็นอย่างดี ผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า และผู้ให้บริการขนส่งพึงพอใจมากต่อการให้บริการ เนื่องจากมีการให้บริการแบบไม่มีวันหยุด สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ด่านเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำได้ตลอดเวลา

คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจ้งว่า ปัจจุบัน จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่เพาะปลูกส้มโอขาวแตงกวา 2,726 ไร่ ผลผลิตประมาณ 3,788 ตัน ต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยฯ กรมปศุสัตว์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เตรียมจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ (International Congress of Meat Science and Technology หรือ ICoMST) ครั้งที่ 62 นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต แปรรูปและส่งออกด้านเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารของไทยที่ก้าวหน้าทัดเทียมระดับนานาชาติ และเพื่อสร้างความยั่งยืนด้านอาหารของโลก

โดยขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก ?เนื้อสัตว์เพื่อความยั่งยืนของโลก (Meat for Global Sustainability)? ระหว่าง วันที่ 14-19 สิงหาคม 2559 ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ

สยามคูโบต้า เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย

นายมาซาโตชิ คิมาตะ (กลาง) President and Representative Director คูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย หรือ KUBOTA RESEARCH & DEVELOPMENT ASIA แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยมี นายฮิโรชิ คาวาคามิ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การต้อนรับ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของเครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในระดับภูมิภาคอาเซียน และรองรับการออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตรที่เน้นประสิทธิภาพที่หลากหลายสำหรับนาข้าวและทุกพืชไร่ ด้วยงบฯ การลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่ความเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก หรือ Global Major Brand

ร่วมมือ

เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ร่วมจับมือเดินหน้าเป็นสักขีพยานในการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อ-ขาย น้ำยาง ระหว่าง บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ?TRUBB? กับ ชุมนุมสหกรณ์ระยอง จำกัด หรือ ?ชสจ.ระยอง? และเครือข่าย ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ระยอง โดยมี นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กับ นายเฉลา ฉิมพู ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์จังหวัดระยอง จำกัด เป็นผู้ลงนามในการลงนามครั้งนี้มี นายเสนอ ชูจันทร์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ตลอดเครือข่ายสหกรณ์จังหวัดระยอง ร่วมจับมือเดินหน้าเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วย

ร่วมงาน เฮลท์แคร์ 2016

นายวีระ โตสงคราม (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร นำผู้ประกอบการออกแสดงสินค้า ในงาน เฮลท์แคร์ 2016 ซึ่งจัดโดย เครือมติชน ระหว่าง วันที่ 16-19 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พฤกษาข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

?ข้าวไทย…อร่อย เปี่ยมคุณค่า

ข้าวไทยมีหลากหลายชนิด

แต่ละชนิด จะมีลักษณะเมล็ด สี และรสชาติอร่อย

และเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป

แต่ที่สำคัญยิ่ง ข้าวไทยทุกชนิดเป็นธัญพืช

ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

อุดมด้วยแร่ธาตุ กากใยธรรมชาติ และวิตามิน?

ข้อความจากแผ่นพับ กล่าวถึง ?ข้าวหอมมะลิไทย? โดย กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

?…ข้าวหอมมะลิไทย เป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาเรื่องการปลอมปน ทำให้ชื่อเสียงเรื่องคุณภาพข้าวหอมมะลิเสียไป กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกว่า ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 92 เพื่อรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยให้คงไว้ ซึ่งมาตรฐานด้านคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เราส่งออกข้าวหอมมะลิได้น้อยลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าไม่ได้ต้องการข้าวในมาตรฐานเดียวนี้ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาใหม่ คือลูกค้าสั่งข้าวหอมมะลิไปแล้วนำผสมเอง ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า นำข้าวชนิดใด จากประเทศใดไปผสม แล้วไปติดตราสินค้าว่าเป็น ข้าวหอมมะลิไทย เลียนแบบบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า ว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย?

ส่วนหนึ่งของข้อความ ในหัวข้อเรื่อง ?เกิดอะไรขึ้นกับตลาดข้าวหอมมะลิไทย ในทศวรรษที่ผ่านมา?? โดย DIT กรมการค้าภายใน ในเอกสารพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559

ข้าว เป็นทั้งพืชอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย และรวมถึงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศ ข้าวเป็นพืชดั้งเดิมที่เกษตรกรไทยปลูกกันมานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้การปลูกข้าวของไทยเป็นฐานของแหล่งประเพณี พิธีกรรม และวัฒนธรรมที่ดีงามต่อเนื่องกันมา อาชีพการทำนาในอดีตจึงเป็นอาชีพที่จำกัดและสงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งมีประชากรไทยจำนวนมากที่ยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก เกิดเป็นแหล่งเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญแหล่งหนึ่งของประเทศ (ข้อความขึ้นต้นจาก คำนำ ในหนังสือ พลวัตเศรษฐกิจการผลิตข้าวไทย โดย อาจารย์สมพร อิศวิลานนท์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิงหาคม 2552) และอีกส่วนหนึ่งของข้อความในบทนำจากเอกสารเล่มเดียวกันนี้ กล่าวไว้ว่า ?นับต่อนี้ไป อาจกล่าวได้ว่า สินค้าข้าวจะเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจของครัวเรือนในชนบท การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ทั้งทางด้านราคาข้าวและราคาพืชอื่นๆ รวมทั้งราคาปัจจัยการผลิตจะส่งผลกระทบต่อภาวะการผลิตข้าวไทยอย่างไร และประเทศไทยควรปรับตัวในแนวนโยบายการผลิตข้าว พืชอาหาร และพืชพลังงานอย่างไร ถึงจะเอื้อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจข้าวของประเทศ เพื่อปรับตัวให้ทันกับความเป็นพลวัตของสถานการณ์ทางการตลาด ต่อภาวะวิกฤตอาหารของโลก และการสร้างความสมดุล ทั้งเพื่อการเป็นสินค้าส่งออก และการเป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศ?

ข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพดีที่ทั่วโลกเชื่อมั่น ไว้วางใจ เป็นอาหารหลักและรองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยขึ้นอยู่กับวิถีการดำรงชีพ ประเพณี วัฒนธรรมในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีความต้องการข้าวต่างชนิดกัน อาทิ ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือข้าวหอมมะลิ GI ข้าวนึ่ง ข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวสินเหล็ก โดยข้าวเหล่านี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถผลิตและส่งออกสนองความต้องการของผู้บริโภคไปทุกภูมิภาคทั่วโลก เป็นสิ่งยืนยันคุณภาพข้าวไทย เป็นที่นิยม เชื่อมั่น และวางใจตลอดมา

การส่งออกข้าวไทยไปภูมิภาคต่างๆ ตามแต่ละชนิดข้าวทั่วโลก ได้แก่

– ข้าวนึ่ง ส่งออกไปประเทศแอฟริกาใต้ เยเมน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย ฯลฯ

– ข้าวขาว ส่งออกไปประเทศเม็กซิโก เปรู ชิลี แคมารูน ไนจีเรีย อิรัก อิหร่าน โมซัมบิก ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ

– ข้าวลักษณะพิเศษ ส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ฯลฯ

– ข้าวหอมมะลิไทย ส่งออกไปประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เซเนกัล ตรินิแดด เปอร์โตริโก้ จาไมก้า สหรัฐอเมริกา แคนาดา โกตดิวัวร์ กานา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ

จากเอกสาร พิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 โดย DIT กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 23 พฤษภาคม 2559 ได้บันทึกไว้ในหัวข้อเรื่อง ?เกิดอะไรขึ้นกับตลาด ?ข้าวหอมมะลิไทย? ในทศวรรษที่ผ่านมา?? ขออนุญาตสรุปเรื่องราวว่า ทำไม ประเทศไทยเราจะต้องปรับตัว เปลี่ยนยุทธวิธีมาสู้กับคู่แข่งการตลาดข้าว ซึ่งเราเคยเป็นผู้นำมาหลายทศวรรษ แต่ตอนนี้ประเทศเหล่านั้น จัดได้ว่ากลายมาเป็นคู่ปรับ คู่แข่ง ที่ต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์การตลาดโดยสรุป

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของโลกมาตลอด แต่ในระยะ 5 ปี มานี้ ส่วนแบ่งการตลาดของข้าวหอมมะลิไทย กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำสถานภาพเป็นรอง ถูกฉกชิง และแทนที่ด้วยข้าวสายพันธุ์กำเนิดเดียวกัน กับข้าวหอมมะลิ ที่หลายประเทศส่งเข้ามาแข่งขัน ทำให้ ?ข้าวหอมมะลิ? อาจจะไม่ใช่ข้าวของคนไทย และของประเทศไทย เพียงหนึ่งเดียวดังที่ผ่านมา หรือต่อไป เนื่องจากข้าวหอมในตลาดโลกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ข้าวบาสมาติ (Basmati rice) ซึ่งมีประเทศอินเดีย และปากีสถาน เป็นผู้ผลิตหลัก เป็นที่นิยมบริโภคอย่างมาก ในตลาดแถบเอเชียใต้และตะวันออกกลาง ส่วนข้าวหอมอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกเรียกว่า ข้าวหอมมะลิ (Jasmine rice) มีแหล่งสำคัญที่เพาะปลูกอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน โดยปัจจุบัน มีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญคือ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา

ข้าวหอมมะลิไทย กับ ข้าวบาสมาติ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มข้าวหอมเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน โดยไม่ถือว่าเป็นสินค้าทดแทนกันได้ เพราะข้าวหอมมะลิมีค่าอมิโลสต่ำกว่าข้าวหอมบาสมาติ ทำให้ข้าวหอมมะลิมีรสชาติดี นุ่มนวล จึงเป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มผู้บริโภคในเอเชียตะวันออก และสหรัฐอเมริกา

ส่วนข้าวบาสมาติ มีค่าอมิโลสระดับปานกลาง และสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทย ทำให้เมื่อหุงสุกแล้ว ข้าวมีลักษณะร่วน ไม่นุ่มเหมือนข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาตินิยมบริโภคกันในกลุ่มเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ข้าวทั้งสองชนิดจึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันของตัวสินค้าข้าว และลักษณะการนำไปปรุงอาหาร

ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิ ในชื่อ ?Thai Hom Mali Rice? เป็นข้าวที่มีมูลค่าการส่งออกสูง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ถ้าเอ่ยถึงอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการส่งออกข้าวหอมมะลิ ทำให้มีชื่อเสียงในเวทีการค้าโลก เป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิไทย เดิมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ก่อนจะขยายตัวไปตลาดสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้

จากข้อมูลของ The Rice Trader ระบุปริมาณการค้าข้าวของโลก โดยเฉลี่ยประมาณ 40 ล้านตันข้าวสาร โดยในจำนวนดังกล่าวมีข้าวหอมที่เรียกกันว่า หอมมะลิ อยู่ 3 ล้านตันข้าวสาร ดูเหมือนจำนวนไม่มาก แต่ด้วยราคาซื้อ-ขาย ข้าวหอมมะลิในช่วงที่ราคาสูง เคยมากกว่าพันเหรียญสหรัฐ ต่อตัน จึงเป็นข้าวที่มีราคาสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากข้าวหอมกลุ่มบาสมาติ และข้าวหอมมะลิยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก จึงต้องหาคำตอบว่า ประเทศไทยผู้ซึ่งเคยเป็นแชมป์ตลาดข้าวหอมมะลิโลก จะยังคงรักษา หรือกลับมาดำรงตำแหน่งแห่งศักดิ์ศรีนี้ต่อไปได้หรือไม่ เพราะเป็นเวทีแห่งศักดิ์ศรีที่จะทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิไทย ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวไทย จึงต้องคำนึงถึงผลผลิตเชิงเศรษฐกิจ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อจะนำภาพลักษณ์ระดับพรีเมี่ยมกลับมาในระบบอีกต่อไป

ประเทศไทย กำลังเผชิญกับศึกรอบทิศในตลาดข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และกำลับขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทยจะต้องคำนึงถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อจะได้รีบหาคำตอบ ว่าจะดึงตลาดข้าวหอมของไทยในเวทีตลาดโลกกลับคืนมาได้อย่างไร ประกอบกับปัจจุบัน ลูกค้ารายสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ต่างก็มีปริมาณการค้าที่ลดลง เช่นเดียวกับตลาดในแถบแอฟริกา ที่เคยเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของไทยในกลุ่มข้าวหอมหัก ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปเป็นการบริโภคข้าวหอมเต็มเมล็ดเกรดล่าง ซึ่งนำเข้าจากประเทศเวียดนามแทน และอีกปัจจัยที่มีผลให้การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยมีปริมาณลดน้อยลง คือ มาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ถูกระบุชนิดและคุณภาพข้าวตามความต้องการของลูกค้า และด้วยความที่ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิดังที่กล่าวไว้ในช่วงแรกของคำขึ้นต้นมาแล้ว

ในปี พ.ศ. 2558 มีการจัดเกรดโรงสีข้าวโดยการติดดาว โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการจัดเกรดโรงสีข้าวด้วยการติดดาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การค้าข้าว ผู้ประกอบการโรงสีข้าวของประเทศไทยให้มีการบริหารจัดการทั้งด้านกระบวนการผลิต การดูแล และเก็บสินค้าข้าว จนถึงการรับซื้อผลผลิต และจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน การส่งออกข้าว ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในประชาคมอาเซียน อาทิ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ก็ได้มีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ เนื่องจากเป็นประเทศคู่แข่งในการส่งออกข้าวหอมประเภทต่างๆ อย่างสำคัญยิ่ง

สำหรับการพัฒนาด้านการผลิตแปรรูปจากโรงสีข้าวให้มีระบบมาตรฐาน การผลิตข้าวสารที่มีความปลอดภัยในการบริโภค และการส่งออกซึ่งเป็นการผดุงรักษาชื่อเสียงและคุณภาพต่อประเทศลูกค้าผู้บริโภคนั้น ก็จะมีผลจากระบบมาตรฐาน GMP (GOOD MANUFACTURING PRACTCE ) และ HACCP (HAZARD ANALYSIS CRITICAL CONTROL POINT) จึงถือว่าเป็นกลยุทธ์ตามยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนเพื่อนำมาสู่การสู้กับคู่แข่งเป็นเบื้องต้นเช่นกัน

มีรายละเอียดจากเอกสารในพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 ได้กล่าวถึงการเกิดอะไรขึ้นกับข้าวหอมมะลิไทย กับหัวข้อเรื่อง ?เมื่อคู่แข่งปรับ…ถึงเวลาเรา (ต้อง) เปลี่ยน? โดยวิเคราะห์ประเทศคู่แข่งที่จะมาช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมของไทยกันอย่างคึกคัก เช่น ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดจากข้อมูลในเอกสารฉบับดังกล่าวว่า…ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง? ในฉบับหน้าต่อไป

เพลง ชีวิตชาวนา

ศรเพชร ศรสุพรรณ

ชีวิตเกษตรลูกชาวนาไทย เกิดจากปู่ย่าตายายด้วยใจสู้กับปัญหา ตากแดดตากฝน อาบเหงื่ออาบทั้งน้ำตา หน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้า เกิดมาเป็นชาวนาไทย

ตื่นเช้าต้องรีบลุกจากที่นอน เก็บเสื่อเก็บมุ้งเก็บหมอน จากจรสู่ทุ่งนาไกล แม้แดดจะร้อน แม้ฝนเปียกปอนเพียงใด แต่ใจยังคงสู้ไหว ปลูกข้าวเรื่อยไปเพื่อไทยทุกคน

แม้เหนื่อยเพียงไหน ถ้าขายราคาตกต่ำ ถึงแม้เจ็บช้ำ แต่ใจก็ยังอดทน เหนื่อยใจ เหนื่อยกาย จากรายได้ผลิตผล ชีวิตชาวนาหลายคน เจ็บช้ำหลายหน ไม่มีคนรู้

ชีวิตเกษตรลูกชาวนาไทย เกิดจากปู่ย่าตายาย สืบสานไว้เป็นดั่งครู จะเป็นอย่างไรอยากจะให้ชาวไทยได้รู้ จะขอทำนาต่อสู้ เพื่อให้ได้รู้ ชีวิตไทย จะขอทำนาเรื่อยไป เพื่อพี่น้องไทยได้กินข้าวดี

บทเพลงมุ่งมั่น ยอมรับในสัมมาชีพ ไม่ได้บ่นน้อยใจ แต่บอกความในใจที่สู้ทน ยลยิน สู้ดินและฟ้า เทิดทูนบูชาความรู้ที่สืบสานจากบรรพบุรุษ ไม่ยี่หระต่อคำว่าเป็น ?ชาวนา?

มาถึงยุคนี้ ซื้อขายข้าวคราวละเป็นแสนเป็นล้านตัน ปลูกข้าวได้มากเพียงใด ก็ส่งของดีออกขายเมืองนอก เพราะคำว่า ?ส่งออก? คือเศรษฐกิจของชาติ โดยอาจจะลืมว่า ?เศรษฐกิจครัวเรือน? คืออะไร สักกี่ล้านตันข้าวสาร หรือกี่ล้านโกดังข้าวเปลือกที่เป็นของพ่อค้า ชาวนาก็ยังคงยินดีเลือกทำนาปลูกข้าวเรื่อยไป เพื่อพี่น้องไทยได้กินข้าวหอมมะลิอย่างดี แต่ตัวชาวนานี้ ขอเพียงมี ?ข้าวสารกรอกหม้อ? ก็พอที่จะมีชีวิตสู้ต่อไป