พาไปชิม ไข่เค็มกระชายดำ เมนูเพื่อสุขภาพ ของ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสันติสุข” ภูเรือ จังหวัดเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ท่องเที่ยวเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

พาไปชิม ไข่เค็มกระชายดำ เมนูเพื่อสุขภาพ ของ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสันติสุข” ภูเรือ จังหวัดเลย

หลายคนที่คลุกคลีในวงการสมุนไพรจะทราบดีว่า สรรพคุณหรือคุณประโยชน์ของ กระชายดำ มีมากมาย ซึ่งจากข้อมูลการค้นคว้าเอกสารงานวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยกระชายดำนั้นมีสรรพคุณ และสามารถช่วยบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้เกือบร้อยชนิด

ไม่ว่าจะใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ใจสั่น แก้บิด แก้ปวดข้อ ทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่องสดใส ขับปัสสาวะ แก้โรคกระเพาะ และปวดท้อง เป็นต้น แต่ดูเหมือนกระแสที่มาแรงและมีการกล่าวถึงมากคือช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงสมรรถภาพทางเพศชาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างให้มีความแข็งแรง

ฉะนั้น จึงเป็นพืชที่นิยมนำมาปลูกกันในภาคอีสาน เนื่องจากตามความเชื่อของชาวเขาเผ่าม้ง ถือว่า กระชายดำเป็นสมุนไพรประจำเผ่า พวกเขาจะนำกระชายดำใส่ย่ามติดตัวไปตลอดเวลา เมื่อต้องเดินขึ้นภูเขาจะนิยมกิน เพื่อเพิ่มพละกำลังทำให้ไม่เหนื่อย

“เลย” เป็นอีกจังหวัดที่ปลูกกระชายดำแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เพราะพืชชนิดนี้ชอบที่ร่ม ดินร่วนซุย หรือเป็นดินปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี อีกทั้งยังชอบอากาศหนาวเย็น

เหตุนี้เองจึงทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ด้วยการแปรรูปในวงการอาหาร และเครื่องดื่ม ไม่เว้นแม้นำมาเป็นวัตถุดิบส่วนผสมของการทำไข่เค็ม

ในทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ได้บรรจุโปรแกรมที่จะพาคณะทัวร์เกษตรไปดูและชิม การผลิตไข่เค็มกระชายดำ จากกลุ่มที่มีความเข้มแข็งแล้วสร้างชื่อเสียงด้านไข่เค็มกระชายดำให้กับจังหวัดมายาวนานคือ กลุ่มไข่เค็มกระชายดำ “บ้านสันติสุข” และกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนโดยองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว

คุณสุกี กัญญาประสิทธิ์ ประธานกลุ่ม กล่าวว่า กลุ่มไข่เค็มกระชายดำ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีการรวมกลุ่มอาชีพจากบรรดาแม่บ้านในหมู่บ้านขึ้น เพื่อทำอาชีพผลิตกล้วยฉาบขาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการตลาด

ต่อมาในปี 2542 ทางกลุ่มจึงจัดไปทัศนศึกษาดูงานการผลิตไข่เค็มที่จังหวัดลพบุรี เพื่อนำกลับมาทำ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากจังหวัด แล้วให้ปรับปรุงประยุกต์โดยการนำวัตถุดิบเด่นที่มีอยู่ในพื้นที่คือ กระชายดำ ที่มีการปลูกอยู่เป็นจำนวนมากเข้ามาเป็นส่วนผสมของไข่เค็ม อันเป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการไปในตัว แล้วยังเพิ่มมูลค่าในตัวสินค้าอีก

ปัจจุบัน กลุ่มไข่เค็มกระชายดำ “บ้านสันติสุข” มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 20 คน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ในระดับจังหวัดถึงระดับประเทศ และได้รับการรับรองเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) มานานกว่า 10 ปี

“ไข่เค็มกระชายดำของกลุ่มได้รับการรับรองคุณภาพจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อย มีจุดเด่นและความอร่อยตรงที่มีรสมันกลมกล่อมกำลังดี อีกทั้งคุณสมบัติของกระชายดำที่เป็นสมุนไพรจากธรรมชาติยังมีประโยชน์สำคัญต่อสุขภาพ”

ประธานกลุ่มระบุว่า เนื่องจากลักษณะพื้นที่ในท้องถิ่นไม่เอื้อต่อการผลิตไข่เป็ด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องหาซื้อมาจากแหล่งอื่น เช่น ทางพิษณุโลก และด้วยข้อจำกัดเช่นนี้จึงทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถควบคุมปริมาณการสั่งซื้อไข่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนจะขาดแคลนไข่ เพราะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่แหล่งผลิตไข่ แล้วส่งผลกระทบต่อยอดการผลิต

คุณสุกี ชี้ว่า การผลิตไข่เค็มกระชายดำจะมีอยู่ตลอดเวลา เพราะมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละที่ผลิตไข่เค็ม จะใช้จำนวนไข่ 50-60 แผง (150-180 ฟอง) ต่อครั้ง แต่ถ้าคิดเป็นเดือน ราว 100 กว่าแผง ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ยอดการผลิตจะเพิ่มจากเดิมหลายเท่า ทั้งนี้เคยผลิตไข่ในช่วงหน้าเทศกาลมาแล้วมากถึงกว่าหมื่นฟอง

จากนั้นเธอได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนการผลิตไข่เค็มกระชายดำอย่างคร่าวๆ ว่า ก่อนอื่นให้นำน้ำกระชายดำพอประมาณ เกลือ ดินสอพอง นำมาผสมให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วนำไข่เป็ดที่ล้างไว้แล้วมาชุบส่วนผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไข่ที่ได้มาคลุกกับแกลบดำเพื่อรักษาความเค็ม แล้วนำมาพักเก็บไว้ในถุง หากต้องการบริโภคเป็นไข่ดาว จะทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน แต่ถ้าต้องการบริโภคเป็นไข่เค็ม จะทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 30 วัน

ส่วนปริมาณยอดขายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงฤดูท่องเที่ยว และอีกส่วนหนึ่งจากคณะที่ติดต่อมาดูงานที่กลุ่ม แต่เฉลี่ยแล้วในช่วง 1-2 เดือน ประมาณ 40,000-50,000 บาท และในปีหนึ่งประมาณแสนกว่าบาท

สถานที่นำไข่เค็มกระชายดำไปวางขาย ได้แก่ ที่โอท็อป (OTOP) ของจังหวัด และร้านชาโต เดอ เลย ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นขาประจำ นอกจากนั้น จะต้องมีการเตรียมวางขายให้กับคณะที่เข้ามาเยี่ยมชมดูงาน ซึ่งมีจำนวนมากตลอดทั้งปี

นอกจากการขายไข่เค็มกระชายดำแล้ว ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี ทางกลุ่มแม่บ้านนี้ยังได้นำดอกไม้เมืองหนาวมาวางจำหน่ายให้แก่บรรดานักท่องเที่ยวในบริเวณด้านหน้า ที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลด้วย และเป็นโอกาสดีที่คณะทัวร์เกษตรจะได้มีโอกาสซื้อติดมือกลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่คณะทัวร์เกษตรมาดูงาน ประธานกลุ่มยืนยันว่า จะสาธิตกรรมวิธีการทำไข่เค็มกระชายดำให้ดูกันจริงอย่างละเอียด เรียกว่านำกลับไปทำที่บ้านได้เลย พร้อมกับให้ชิมไข่เค็มกระชายดำของแท้ ว่ารสชาติเป็นอย่างไร??

ติดตามรายละเอียดต่างๆ ของโปรแกรม “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ทริปนี้ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง แล้วรีบสำรองที่นั่งด่วน เพราะโปรแกรมดีๆ อย่างนี้ ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย

Root Garden : สวนรากหญ้าแห่งความฝันในเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย lualamai@yahoo.com

Root Garden : สวนรากหญ้าแห่งความฝันในเมืองใหญ่

“…คาเฟ่ธรรมชาติสีเขียวกลางใจเมือง สุดเก๋…”

ร่วม 10 เดือน มาแล้ว ที่พื้นที่เล็กๆ ไม่เกิน 300 ตารางวา ปากซอยทองหล่อ 3 กลางกรุงเทพฯ ซึ่ง ครูองุ่น มาลิก คุรุชนผู้อารีได้มอบให้มูลนิธิไชยวณา เพื่อให้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม ได้รับฉันทานุมัติจากมูลนิธิให้ดำเนินโครงการ Root Garden กิจกรรมตัวอย่างเพื่อพัฒนาที่ดิน ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเมืองใหญ่ โดยภาคีสมาชิกผู้ร่วมดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วย OXFAM (องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนเครือข่ายสลัม 4 ภาค สำนักงาน สสส. เป็นอาทิ ได้วางแผนพัฒนาและสร้างกิจกรรมด้านวัฒนธรรมในพื้นที่ ตั้งแต่ปรับปรุงที่ดินรกร้างนี้ให้มีแปลงนาขนาดเล็ก คอกไก่และแพะ โรงเพาะเห็ด แปลงผักสวนครัว ร้านเบเกอรี่และกาแฟออร์แกนิก ตลอดจนจัดพูดคุยเสวนาเกี่ยวกับสินค้าปลอดสารพิษ ปัญหาที่ดิน ภูมิหลังของพื้นที่ มีเวิร์กช็อปสอนปลูกผักในเมือง วิธีจ่ายและจัดการกับข้าวอย่างประหยัด ฯลฯ โดยกิจกรรมเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่องมาทุกวัน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558

ฟังดูเหมือนจะออกแนวหนักๆ เอาการ นั่นก็เป็นเพราะว่า หนึ่งในภาคีสมาชิก คือ OXFAM นั้น เป็นองค์การที่ติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัว และกฎหมายที่ดินในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งได้เคยร่วมกับองค์กรเครือข่ายเสนอกฎหมาย 4 ฉบับ คือกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ที่สนับสนุนการเก็บภาษีคนที่มีที่ 50 ไร่ ขึ้นไป กฎหมายโฉนดชุมชน สนับสนุนให้คนจนรวมตัวกันเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น รณรงค์ให้ที่ดินที่ถูกทิ้งร้างต้องเสียภาษีมากกว่าที่ใช้ประโยชน์ กฎหมายธนาคารที่ดิน และกฎหมายกองทุนยุติธรรม ซึ่งพยายามให้คนจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับที่ดินได้จริงในทางปฏิบัติ

แน่นอนว่า สิ่งที่เสนอเหล่านี้ดูเหมือนยากที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในยามที่อำนาจการปกครองในบ้านเมืองดูมืดดำ และมุ่งเอื้อประโยชน์ให้คนที่ได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า ที่ดินในประเทศไทยกว่า 80% ล้วนถือครองโดยคนเพียง 20% นั่น เท่ากับว่า “ที่ดิน” ซึ่งในแง่มุมสาธารณะอื่นๆ ยังหมายถึงหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพมวลรวมของชุมชน ตลอดจนต้นทุนของการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนนั้นย่อมเป็นประเด็นสำคัญในสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่อาจจะละเลยเพิกเฉยได้อีกต่อไป

และความเป็นจริงก็คือ เราคงไม่สามารถมองโลกด้วยตาข้างเดียวได้ตลอดไปเป็นแน่…

“…มีแพะให้เด็กๆ ป้อนหญ้า มีเล้าไก่ บ่อปลา ถ้าหิว ก็มีเมนู Sandwich และไข่กระทะ…”

กิจกรรมพิเศษที่จะพบเจอใน Root Garden เฉพาะวันอาทิตย์ ก็คือ การออกร้านของเครือข่ายสินค้าอินทรีย์กว่า 10 ราย อาทิ สวนผักคนเมือง (ผักปลอดสาร) กินเปลี่ยนโลก (วัตถุดิบอินทรีย์จากแหล่งต่างๆ) ร้านคนจับปลา (กลุ่มประมงชายฝั่งจากประจวบคีรีขันธ์) กลุ่มโฉนดชุมชนบ้านลานตากฟ้า-คลองโยง (ผักสวนครัวอินทรีย์) บ้านนาวิลิต เพชรบุรี (ข้าวปลอดสารสายพันธุ์ต่างๆ) ซึ่งเมื่อรวมกับประเด็นหัวข้อสนทนาแนวๆ การจัดเวิร์กช็อปง่ายๆ ดนตรีโฟล์กสนุกๆ ในช่วงเย็น และบรรดา แพะ ไก่ ปลา ตลอดจนแปลงผักสวนครัว ที่ดูเป็นของผิดที่ผิดทางในละแวกย่านทองหล่อแล้ว ก็ทำให้ Root Garden มีสภาพไม่ต่างจาก “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” ขนาดย่อม สำหรับชาวเมืองกรุงกลางมหานครที่ห่างเหินจากวิถีชีวิตแบบนี้ไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว โดยที่ร้านรวงจำหน่ายสินค้านั้นก็มีสถานะแทบไม่ต่างจากร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียมนั่นเอง

ผมเองเคยไปที่นี่หลายครั้ง และพบด้วยความประหลาดใจว่า ในช่วงหลังๆ ผู้สนใจชาวต่างประเทศเริ่มทวีจำนวนขึ้นจนเกือบเท่าคนไทย และสินค้าพืชผักปลอดสารนั้นขายดีขึ้นมาก เริ่มมี “ขาประจำ” ชนิดที่ผมจำหน้าได้ แสดงว่าอย่างน้อย กิจกรรมการขายของที่นี่ได้ช่วยอุดหนุนทั้งผู้ผลิต และอุดช่องว่างความต้องการสินค้าอินทรีย์ราคายุติธรรม ที่คนกรุงจำนวนไม่น้อยปรารถนาจะเข้าถึง แต่ไม่รู้แหล่งซื้อขายว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ได้ค่อนข้างดี

ส่วนประเด็นที่ จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงาน OXFAM ตั้งเป้าไว้แต่เดิมว่า คนที่มาควรจะได้ “มีทัศนคติเรื่องที่ดินรกร้างเปลี่ยนไป รู้สึกอยากทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อคืนชีวิตให้ที่ดินกลับมามีประโยชน์ต่อชุมชน…” นั้น คงเป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์ในระยะยาวกันต่อไป

“…เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ หลบหลีกความวุ่นวายในเมืองใหญ่ นั่งจิบช็อกโกแลตร้อนบนเก้าอี้ไม้ สูดไอหอมของกองฟาง ที่คาเฟ่สวนผักที่ผุดขึ้นกลางใจเมือง…”

ดูเหมือน “ภาพ” ของ Root Garden ที่ถูกผลิตซ้ำในสื่อและโซเชียลมีเดียจะหนีไม่พ้นแหล่งรวมภาพมายาในอุดมคติที่ชีวิตคนกรุงได้ผ่านเลยไปแล้ว แต่ก็ฝันถึงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว…ฝันจะเป็นเจ้าของที่นาผืนน้อย โรงรีดนม แปลงผักยกร่อง ดำรงชีพไปในแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ฝันถึงการกินอยู่แบบสโลว์ไลฟ์ ขณะเดียวกันก็ขอกาแฟสดดีๆ เบเกอรี่อร่อยๆ กิน แถมพอหนำใจแล้วยังซื้อผักอินทรีย์ราคาถูกกว่าในห้างติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีก

อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมรู้ มูลนิธิไชยวณาคงจะไม่ต่อสัญญาให้กิจกรรมนี้ในปีต่อไป เท่ากับว่าลมหายใจของ “สวนรากหญ้า” กลางย่านสุขุมวิทแห่งนี้กำลังจะขาดห้วงลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และก็ยังไม่มีข่าวว่ากิจกรรมใหม่จะเป็นไปในลักษณะไหน หรือเครือข่ายเดิมจะไปริเริ่มนับหนึ่งใหม่ในที่แห่งใด

ผมได้แต่มองโลกในแง่ดีว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแห่งนี้อาจทำให้หลายคนที่มาเยือนเริ่มมองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของที่ดินทำกิน ตั้งข้อสงสัยถึงระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้ามีราคาแพงและผู้ผลิตไร้ทางเลือกในกลไกตลาด ครุ่นคิดถึงผลกระทบของเรืออวนลากที่เบียดบังคนประมงพื้นบ้าน ฯลฯ อาจมีการเสวนาพูดคุยบางครั้ง ที่ฉุกใจให้คนกรุงนึกถึงการทำสวนครัวแบบง่ายๆ การเก็บพืชผักที่มีมากมายข้างทางมาปรุงอาหาร หรือกระทั่งคิดถึงการพัฒนาพื้นที่รกร้าง ให้เป็น “ป่าอาหาร” กลางเมือง อย่างที่หลายประเทศในอเมริกาใต้เคยทำได้ผลมาแล้ว?นั่นก็คือ ถ้าโชคดีที่สุด Root Garden อาจกระตุ้นไอเดียให้ใครบางคนมองเห็นแง่มุมอื่นๆ ของเมืองใหญ่ได้บ้าง

แม้ว่า ในที่สุด…ชีวิตของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จำต้องสิ้นสุดไปตามวัฏจักรกาลเวลาก็ตาม

เบี้ยวแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เบี้ยวแชร์

เล่นแชร์ ใครๆ ต่างเล่นแชร์กันทั่วประเทศ

บางทีนายวงคนหนึ่งระดมเงินตั้งวงแชร์หลายวง

เมื่อมีเล่นแชร์กันแล้ว บางคราวมีชักดาบกัน มีเบี้ยวกัน จนต่อมาจึงมีกฎหมายออกมาควบคุมการเล่นแชร์ขึ้น

อย่างวงนี้ คุณโผงเป็นสมาชิกของทุกวงแชร์ ที่คุณจำนูญเป็นเท้า 5 วง

แต่ละวงมีสมาชิก 45 ราย ลงกันคนละ 1,000 บาท

กติกาว่า กำหนดประมูลกัน ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เมื่อถึงเวลาคนอื่นประมูลกันไป คุณโผงก็เก็บหอมรอมริบส่งค่าแชร์ไปทุกๆ งวด

คุณจำนูญทำแชร์อย่างนี้ผิดกฎหมายนะเนี่ย เพราะ พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 กำหนดว่า คนหนึ่งห้ามเป็นนายวง มากกว่า 3 วง

คุณโผงจะรู้หรือเปล่านะ แต่จะรู้หรือไม่ คุณโผงก็ตกลงร่วมเล่นแชร์เข้าไปแล้วละ แถมเล่นทั้ง 5 วง เลยทีเดียว

เล่นเข้าไปแล้ว ก็ชำระเงินค่าแชร์ตามเวลาไม่เคยขาดส่ง

ส่งไปๆ ไม่ได้ประมูลกับเขาเสียที ในใจนั้นคิดว่า ไม่ประมูลก็จะได้กินดอกเบี้ยจากผู้ประมูลไปเรื่อยๆ อันเป็นการให้เงินทำงานไป สุดท้ายจะได้ก้อนโต

ส่งไปๆ คุณโผงยังไม่ได้ประมูลสักหนเลย ท่าไหนไม่ทราบ-วงแชร์ล้มเสียแล้ว

คุณโผงร้อง อ้าว!-เฮ้ย-อะไรว่ะ?

เมื่อวงแชร์ล้ม คุณโผงไปทวงเงินที่ส่งๆ ไปจากคุณจำนูญ—คุณจำนูญไม่จ่าย

คุณโผงฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ชำระเงิน 299,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 220,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้อง

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาว่า การเล่นแชร์ตกเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืน พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. การเล่นแชร์ มาตรา 6 (1) (2) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง หรือมีจำนวนสมาชิกรวมกันทุกวง มากกว่า 30 คน และ มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืน มาตรา 6 ดังกล่าว ต้องระวางโทษก็ตาม

แต่ก็มีผลเพียงทำให้นิติกรรมการเล่นแชร์ของนายวง หรือผู้จัดห้ามมีการเล่นแชร์เท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะ เพราะตามความใน มาตรา 7 ยังบัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดี หรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้ที่จัดให้มีการเล่นแชร์ได้ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่า การเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด ประกอบกับการเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย

ดังนั้น การเล่นแชร์ระหว่างคุณโผงกับคุณจำนูญไม่ตกเป็นโมฆะ คุณโผงจึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาพิพากษายืน

นี่หมายความว่า คุณจำนูญต้องหาเงินจ่ายคุณโผง พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3599/2557)

———————————————

พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) เป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง

(2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน

(3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

(4) นายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น นอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เป็นนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย

มาตรา 7 บทบัญญัติใน มาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์

เรื่อง – ชิงชี่ : ทั้งต้นสรรพคุณเป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

เข้าหน้าหนาวแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีในช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างนี้

หลายปีมานี้ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน หากสภาพร่างกายไม่แข็งแรง อาจเจ็บไข้ได้ป่วย

เวลานี้สภาพอากาศของโลกโดยรวม ทุกผู้คนจะต้องช่วยกันดูแล มิฉะนั้นอนาคตลูกหลานจะเดือดร้อนหนักขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยของเสียทำลายธรรมชาตินั้น มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อภาคเกษตรมีผลกระทบ ก็จะส่งต่อถึงผู้คน สืบเป็นทอดทอด

ถ้าคิดให้ดีอย่างละเอียดรอบด้าน การใช้ชีวิตของคนนั้น ส่งผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น

แต่ตัวเองไม่ฉุกคิดเท่านั้นเอง

ดังนั้น การกระทำของตัวเอง จึงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตให้มาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย

ขอให้ลองสังเกตดูก็ได้ว่า ตัวเองกระทำอะไรบ้างในวันวันหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

เอาง่ายง่าย อย่างเรื่องการกินอาหาร การทิ้งขยะ ทั้ง 2 เรื่องนี้ ตัวเองได้กระทำให้ตัวเดือดร้อน และคนอื่นเดือดร้อนหรือไม่

เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่โทษตัวเอง

มาปลูกต้นไม้ช่วยโลกให้ชุ่มชื่นกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ชิงชี่”

ในทางพฤกษศาสตร์ ต้นชิงชี่นี้จัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ต้นเมื่อโตเต็มที่จะมีความสูง ประมาณ 3 เมตร

ลักษณะของลำต้นจะเป็นกระขาวขาว แตกระแหง ส่วนที่เป็นกิ่งอ่อนจะสีเขียว เกลี้ยง

ใบจะเรียวแหลมและแข็ง ขอบใบจะมีหนามแหลมทั้ง 2 ข้าง ก้านใบสั้น

เวลามีดอกจะออกตรงโคนใบ เป็นเส้นฟูเล็กเล็ก

เมื่อดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ผลของชิงชี่ กลมโตขนาดเท่าลูกมะนาว สุกจะเป็นสีแดง

ต้นชิงชี่นี้ หมอกลางบ้านท่านจะรู้ว่ามีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

ราก มีสรรพคุณขับลม แก้ไข้ แก้อาการร้อนใน

ต้น มีสรรพคุณแก้อาการฟกช้ำ บวม

ใบ มีสรรพคุณแก้ตะคิว หรือต้มน้ำอาบรักษาโรคผิวหนัง

ดอก มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง

ผล มีสรรพคุณรักษาโรคที่เกิดในลำคอ

ถือได้ว่าต้นชิงชี่ทั้งต้นนั้น เป็นยาสมุนไพรได้ทั้งต้น

ใครที่มีที่มีทางอยู่บ้าง ขอให้ปลูกไว้เถอะ เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะมากมาก จะทำให้สารตกค้างในร่างกาย

นอกจากต้นไม้ที่ชวนปลูกแล้ว ยังอยากจะให้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง จะได้ปลอดสารพิษ

อย่าลืมว่า สุขภาพดี ชีวีก็จะเป็นสุข

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ไปพม่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่เคยได้โดยสารรถไฟเลยสักครั้ง เดินทางภายในประเทศโดยมากจะอาศัยรถโดยสาร สมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วรถโดยสารพม่าเป็นรถเก่ามาจากเกาหลีและญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นอย่าถามเลยว่าสภาพมันจะเรี่ยมเหลือทนแล้วนั่นสักแค่ไหน ตอนซื้อตั๋วเขาว่าเป็นรถ วีไอพี ติดแอร์ ก็จริงเพียงแต่แอร์มันเสียเท่านั้นเอง จะให้ทำไงล่ะพี่น้องผู้โดยสาร

สภาพรถโดยสารข้ามจังหวัดของพม่าในยุคนั้นทำให้ขยาดรถไฟพม่าไปโดยปริยาย เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะมีรถไฟไทยเราเป็นตัวเปรียบเทียบ ประมาณว่า โถๆๆๆ ขนาดรถไฟชั้นสามหรือกระทั่งชั้นสองนอนแอร์ สภาพยังไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่ แล้วรถไฟพม่าซึ่งคนไทยบอกว่าประเทศเขาล้าหลังกว่าบ้านเราราวสามสิบปี จะขนาดไหนกันเล่า

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี่เองที่ฉันสบโอกาสได้นั่งรถไฟพม่า โดยการชักนำของเพื่อนผู้ประกอบธุรกิจด้านการค้าการขายอยู่ในพม่า จบจากการค้าขายเธอชวนฉันท่องเที่ยวไปตามประสา ฉึกฉักกันไปตามประสาสาวสูงวัยกับรถไฟพม่า เรานัดพบกันที่มัณฑะเลย์ เธอจับรถโดยสารมาจากย่างกุ้ง ฉันบินไปจากบางกอก และเราจะเริ่มต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟมัณฑะเลย์ มุ่งสู่พินอูลวิน Pyin Oo Lwin เป็นเบื้องแรก

วางแผนกันว่าจะนอนพินอูลวินสักสองคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศเมืองตากอากาศของนักล่าอาณานิคม

ยุคอังกฤษครอบครองพม่า จากนั้นเราจะต่อไปสีป้อเพื่อพบกับเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งของชาวฉานหรือไทยใหญ่ ซึ่งสูญเสียบ้านเมืองให้กับพม่า

ประกอบกับเรื่องราวนวนิยายจากชีวิตจริง “สิ้นแสงฉาน” ที่อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อเป็นผู้เขียน และได้กลายเป็นภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว เรียกความสนใจให้ฉันอยากไปเห็นหอตะวันออก หรือวังอันเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าแห่งสีป้อกับมหาเทวีในช่วงนั้น

ใครนะกล่าวไว้ว่า “บ่อยครั้งสิ่งที่พานพบระหว่างทาง ก็สำคัญไม่น้อยกว่าจุดหมายปลายทาง” มันเป็นความจริงที่ฉันพบเจอหลายต่อหลายครั้งในการเดินทาง บางแห่งหนฉันจบการเดินทางก่อนจะถึงปลายทางเสียด้วยซ้ำ

แม้ครั้งนี้จะไม่ถึงกับหยุดลงตรงระหว่างทาง กระนั้นสิ่งที่พบระหว่างทางที่เราไปกันแบบถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง…ในครานี้ก็แสนจะประทับใจยิ่งยวด

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันชมชอบการเดินทางโดยรถไฟ เคยเขียนเอาไว้ว่าไม่มีวิธีเดินทางแบบไหนที่ได้อารมณ์ของการเดินทางแท้จริงเท่ากับการโดยสารรถไฟ ในวัยสาวฉันจะโดยสารรถไฟไปในทุกที่ ที่ทางรถไฟไปถึง สิ่งหนึ่งที่ฉันหลงใหลเสน่ห์ของรถไฟ อาจเป็นเพราะวัยเด็กของฉันแนบแน่นอยู่กับรถไฟ บ้านของเราในบ้านพักข้าราชการที่บ่อยาง จังหวัดสงขลา อยู่หลังสถานีรถไฟ โดยมีทุ่งโล่งกั้น ฉันกับพี่ครั้งเรายังเด็กมักจะเดินลัดทุ่งโล่งนี้เพื่อไปยังสถานีรถไฟ ไปนั่งดูรถไฟแล่นฉึกฉัก ไปดูควันโขมงพ่นออกมาจากหัวรถจักร ถ้าพอมีสตางค์ติดตัว เราก็จะเดินเข้าไปในร้านค้าของสถานี หาซื้อขนมที่อยู่ในขวดโหล แต่นั่นเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ ด้วยว่าบ้านเรามีขนมที่แม่กับแม่เฒ่าทำกินเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อขนมตามร้านค้ากิน

ฉันมาห่างเหินรถไฟเอาเมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตเร่งรีบขึ้น การเดินทางด้วยเรือบินที่ใช้เวลาไม่นานจึงเริ่มเข้ามาสู่วิถีเดินทางบ่อยครั้ง กลับมาโดยสารรถไฟอีกครั้งที่ประเทศพม่าหนนี้ เท่ากับได้รำลึกความหลังเอาเลยทีเดียว

เราเริ่มการเดินทางจากสถานีรถไฟมัณฑะเลย์ เมื่อราวๆ ตีสี่ครึ่ง แต่มาถึงสถานีตั้งแต่ตีสามเพื่อซื้อตั๋ว แสงสลัวที่สาดไปตามรางรถไฟและกลิ่นอายอบอวลนั้น ชวนให้รำลึกชาติได้จริงๆ เมื่อขึ้นไปบนโบกี้ ฉันก็พบว่ารถไฟพม่าไม่ได้โหดอย่างที่จินตนาการถึง หรืออาจเป็นว่าขบวนนี้ผู้โดยสารไม่มาก อีกอย่างนั้นโบกี้ที่เรานั่งจัดไว้เฉพาะชาวต่างชาติ ที่นั่งเบาะเก่าๆ แต่หุ้มปลอกสีขาว นั่งพิงเอนสบายๆ ที่กว้างพอเหยียดขาเหมาะกับผู้สูงวัยที่ข้อเข่าไม่ค่อยจะดี

รถเคลื่อนตัวตรงเวลา สองข้างทางยังตกอยู่ในความมืด เพราะไฟฟ้าที่พม่ายังสว่างไม่ทั่วถึง ช่วงไหนผ่านชุมชนจะเห็นดวงไฟวอมแวม ผู้คนคงตื่นขึ้นมาหุงหาข้าวปลาอาหาร เมื่อรถจอดที่สถานีแรกผู้โดยสารบางคนรีบลงไปหาซื้อของกิน ฉันชะโงกมองเห็นแม่ค้ากำลังกระวีกระวาดตักข้าวเหนียวกับถั่วให้ลูกค้ามือเป็นระวิง คาดว่าต่อจากนี้คงหาซื้อของกินยากแล้ว แต่เราสองคนไม่ได้ซื้อหาของกิน เพราะมีข้าวกับปลานึ่งและผักที่สั่งจากร้านค้าหน้าที่พักเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

รถไฟเคลื่อนตัวบดขยี้ล้อเหล็กพร้อมๆ กับเวลาที่หมุนไปช้าๆ ลมโกรกเข้ามาทางบานหน้าต่าง บางช่วงฝนตกสาดฝอยบางๆ เข้ามาจนต้องหับหน้าต่างลง ครั้นฝนหยุดก็ยกหน้าต่างขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องการจากรถไฟในยามนี้คือทิวทัศน์ที่แล่นผ่านหน้าต่าง ขณะที่แสงทองรำไรจากขอบฟ้า

แล้วก็นับเป็นวาสนาของฉันจริงๆ เมื่อกิ้งกือยักษ์กำลังเคลื่อนตัวผ่านเทือกเขาแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับที่แสงอาทิตย์เริ่มเรื่อเรืองบางเบา ภูเขาสีน้ำเงินจัดจึงปรากฏอยู่ในสายตาแล้วอย่างช้าๆ สีของมันค่อยๆ แจ่มจ้าขึ้น สีน้ำเงินจัดกลายเป็นสีเขียวเข้มจนอ่อนจางตามสายแดดที่สาดลงมา มหัศจรรย์แก่สายตายิ่งนักแล้ว

นอกจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่ชวนตื่นตาฉ่ำใจ ตลอดเส้นทางรถไฟยังมีชุมชน ผู้คนที่ชวนให้มองอย่างเพลินเพลิด อีกทั้งนึกอยากหยุดพักระหว่างทาง แต่ก็ตัดสินใจไปให้ถึงปลายทางที่มุ่งหมายจะดีกว่า เพราะข้างหน้านั้นเราก็ยังไปไม่ถึง ยังสัมผัสไม่ได้เช่นกัน

รถไฟไปช้าๆ อย่าไปใจร้อน มัณฑะเลย์ไปพินอูลวินระยะทางไม่ไกลเลย บนถนนบ้านเราอาจใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า แต่กับรถไฟเราถึงพินอูลวินน่าจะเกือบเที่ยง ช่วงที่รู้ว่าถึงพินอูลวินแล้วสัมผัสได้ถึงสายลมหนาวอ่อนๆ พอให้สบายตัว ฉันนึกถึง คำว่า เมืองตากอากาศของชาวอังกฤษยุคอาณานิคม แล้วรู้สึกว่าน่าจะจริง เพราะขณะที่มัณฑะเลย์ร้อนอ้าว ที่พินอูลวินกลับได้กลิ่นลมหนาวบางเบา

เอาละพินอูลวิน ไม่เสียแรงที่มาถึงแบบ…ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

บ้านคุ้งตำหนัก หมู่ที่ 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ผู้คนชาวมอญอพยพมาตั้งภูมิลำเนาเมื่อเกือบ 200 ปี มาแล้ว ครั้งนั้นคนมอญจำนวนราว 40,000 คน ได้อพยพจากเมืองหงสาวดีเข้าสู่กรุงสยาม ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประมาณปี พ.ศ. 2352-2367 ส่วนหนึ่งได้แยกย้ายกันเข้ามาก่อตั้งชุมชนบริเวณนี้ในเวลาต่อมา

บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ที่มีน้ำทะเลท่วมถึง เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ชายเลนประเภท ลำพู ตะบูน แสม โกงกาง กอจาก อีกทั้งมีอาหารทะเลครบครัน โดยเฉพาะกุ้งแม่น้ำมีชุกชุมมาก เนื่องจากเป็นน้ำกร่อย

ครอบครัวคนมอญกลุ่มแรกๆ มีสกุล ละโว้ สมิงนราเรืองพก ขาวสว่าง เป็นต้น คนมอญได้ตั้งวัดขึ้นกลางชุมชน ชื่อ “วัดบางด้วน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คุ้งตำหนัก” ด้วยเหตุผลที่มีพระมหากษัตริย์ “พระเจ้าเสือ” เสด็จทางเรือผ่านมาตามลำน้ำเพชรบุรี และได้ทรงเบ็ดปลากระโห้ ผู้คนในแถบนั้นจึงเรียกว่า “องค์พระทรงปลา” อีกทั้งมีตำหนักให้เสด็จพักผ่อน สุนทรภู่ กวีเอกรัตนโกสินทร์ ได้เขียนนิราศเมืองเพชร พรรณนาย้อนอดีตเมื่อครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา ถึงสถานที่แห่งนี้ว่า

จนออกช่องคลองบางตะบูนใหญ่ ล้วนป่าไม้ตีนเป็ดเสม็ดแสม

นกกะรางยางกรอกกระรอกกระแต เสียงซ้อแซ้สองข้างทางกันดาร

ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ มาทรงเบ็ดปลากระโห้ไม่สังหาร

ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน แต่โบราณเรียกว่า องค์พระทรงปลา

แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา

ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน

เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน

เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน นึกสะอื้นอายใจมาในเรือ

คุณลุงสนม (สรศักดิ์ สุจริตลักษณ์) ในวัย 64 ปี ท่องคำกลอนข้างต้นประหนึ่งว่าอยู่ในเหตุการณ์ เหมือนเมื่อครั้งสุนทรภู่ได้ประสบพบเห็น ทั้งยังอธิบายเสริมอีกว่า ในครั้งกระโน้นพระเจ้าเสือเสด็จทางเรือมาทางคลองยี่สาร คลองวัด คลองโคน คลองช่อง คลองสุนัขหอน คลองโคกขาม คลองลัด มาออกปากทางบางตะบูน พลางขยับถึงบทนิราศของสุนทรภู่ อีกว่า

ข้ามยี่สารบ้านสองพี่น้องแล้ว ค่อยคล่องแคล่วเข้าชะวากปากตะบูน

คุณลุงสนม ยังอ้างถึง คุณลุงสนิท คู่แฝดของตนว่า “เกิดที่คุ้งตำหนักนี่แหละ อยู่ด้านบางตะบูนออก” หมายถึง หมู่บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำเพชร ที่จริงมีอีกหลายหมู่บ้านในตำบลนี้ เช่น บ้านแสมชาย บ้านเขาตะเครา บ้านสามแพรก เป็นต้น ซึ่งก็มีคนมอญอยู่ปะปนทั่วไป แต่ไม่หนาแน่นเท่าบ้านคุ้งตำหนัก ปัจจุบัน มีราว 80 หลังคาเรือน ล้วนเป็นคนไทยเชื้อสายมอญทั้งหมด แต่ก็มีบางรายแทรกเข้ามาเป็นเขย เป็นสะใภ้อยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็ยังดำรงชีพและปฏิบัติตามประเพณีพิธีกรรมของบรรพชนคนมอญอยู่เช่นเดิม เป็นต้นว่า การบูชาเซ่นสรวงผีมอญ ลอยกระทง ปั้นหุ่นใส่ในเรือสำเภา พร้อมผลไม้ เงินทอง ทำพิธีไล่โรคห่า สะเดาะเคราะห์ แล้วปล่อยเรือสำเภาไป

สำหรับลวดลายลีลาการละเล่นในเทศกาลของคนมอญคุ้งตำหนัก คุณลุงสนม ยังออกท่าทางพร้อมร้องเพลงลิงลมให้ฟังว่า

ลิงลมเอยมาดมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสองมาทัดดอกจิก

เข้าหัวเข้าหางตรงกลางนกพริก พญาการวิกเล่นเบี้ยกินเหล้า

แล้วมาเข้าลิงลม…

คุณลุงสนม ร้องพลางทำท่าทางถือสากตำข้าวคู่หนึ่งตำไปที่หาง ขณะที่ใช้เชือกคล้องเอวไว้ เอามือปิดหู ผ้าปิดตา ทำท่าทางเป็นลิง

ภายในบริเวณวัดบางด้วน หรือวัดคุ้งตำหนัก มีพระครูนิเทศวัชรธรรม หรือพระอาจารย์สุพจน์ สีโร เป็นเจ้าอาวาส มีญาติโยมคนไทยเชื้อสายมอญจากพื้นถิ่นต่างๆ มาร่วมทำบุญกันมากหน้าหลายตา เขียนบันทึกด้วยภาษามอญไว้บนแผ่นป้ายเป็นหลักฐาน ยังมีสิม (โบสถ์) เก่า รูปทรงงดงามมาก อีกทั้งมีศาลเจ้าแม่อบนาค ซึ่งผู้คนชาวมอญที่ออกมาเล่นสนุกสนานในวันเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังนำดอกไม้ไปไหว้เจ้าแม่ด้วยทุกครั้ง

ถ้าพูดถึงวิถีของผู้คนตั้งแต่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเพชรแล้ว ต่างดำรงชีวิตเรียบง่าย ตัดไม้เผาถ่าน เย็บใบจากสำหรับจำหน่ายไว้เพื่อมุงหลังคา แม่มณฑา ขาวสว่าง วัย 69 ปี เล่าว่า

“ราคาจากที่เย็บเป็นตับแล้ว ในช่วงก่อนๆ ขายได้ตับละสลึง ถือว่าได้ราคาดี ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้กันมาก ราคาก็ขายกันตับละสามบาท…

นอกจากนี้ ยังเก็บลูกตะบูนไปขายได้อีก เขานิยมใช้ฟอกหนัง…”

อาหารการกินก็ยังคงสืบทอดจากคนเฒ่าคนแก่ มีทั้งแกงกระเจี๊ยบ มะตาด แกงลูกจาก หัวตาล มีปลาดุก ปลากด ปลากระบอก ปลาอีทู่ ปลาบู่ กุ้งแม่น้ำ ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นองค์ประกอบ อีกทั้งผักชะคราม ยอดปรง ยังมี เมี่ยง ใส่ตะลิงปลิงเป็นเครื่องเคียง หรือจะนำลูกตะลิงปลิงไปตากแห้ง กวน เชื่อมกับน้ำตาล ก็ยังทำกันอยู่ในทุกวันนี้

คุณบุปผา ขาวสว่าง สาวมอญอีกคนหนึ่ง เล่าย้อนอดีต เมื่อครั้งพ่อและแม่ต้องเดินทางเข้าตัวเมืองเพชรบุรี แต่ละครั้งต้องพายเรือกระแชงจากบ้านคุ้งตำหนัก ออกเรือตั้งแต่ 6 ทุ่ม

กว่าจะถึงเมืองเพชร ก็สว่างพอดี

การหาน้ำจืดมาดื่ม มาใช้ ก็แสนยาก คุณบุปผา อธิบายว่า ต้องตะแคงเรือใส่น้ำบริเวณหน้าวัดใหม่สุธาวาส วัดกุฏท่าแร้ง ได้น้ำจืดมาค่อนลำเรือ ถึงท่าน้ำหน้าบ้าน จึงช่วยกันตักเข้าเก็บในโอ่ง ไว้กิน ไว้ใช้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ

กล่าวได้ว่า ผู้คนชาวมอญที่ได้อพยพโยกย้ายถิ่นมาอยู่ปลายแม่น้ำเพชรบุรี ก่อนจะไหลลงปากอ่าว ก. ไก่ ยังคงใช้ชีวิตอันอบอุ่น ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นนากุ้ง และกำลังจะเป็นผืนนากุ้งร้าง น้ำทะเลยังคงหนุนท่วมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ท่าน้ำหลายท่ากำลังหดหาย สะพานข้ามแม่น้ำเพชรผุดโผล่ขึ้นก็ตาม แต่สำนึกและจิตวิญญาณของคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะชาวมอญคุ้งตำหนัก ยังโหยหาอดีตที่หวานชื่นอยู่มิรู้วาย

บันทึกทูตเมียนมาร์ จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

บันทึกทูตเมียนมาร์ จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา

จำได้เลาเลาว่า เพื่อนผู้ปลีกวิเวกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่กลับสู่บ้านนอก ได้พูดไว้ทำนองว่า “ความเจริญไปถึงไหน ความฉิบหายไปถึงนั่น”

เรื่องนี้เคยขอความรู้จากผู้รู้ หลายท่านก็มีหลายมุมมอง

แต่ก็มีหลายท่านมองอย่างกลางกลางว่า มีทั้งข้อดีและข้อด้อย

ขณะเดียวกัน กฎ กติกา จะต้องเข้มแข็ง มิเช่นนั้นก็จะมีผู้อ้าง และละเมิดสิทธิของผู้อื่นจนเกิดความวุ่นวาย

ความเจริญหากไปพร้อมกับความโลภ ความเห็นแก่ตัว แทนที่จะสร้างความสุข กลับกลายเป็นสร้างความทุกข์ ความเจริญจึงเสมือนยาเสพติดขนานหนึ่งเท่านั้น

ความรับผิดชอบ เป็นอีกเรื่องที่ต้องมีพร้อมกับความเจริญที่ตามไป

อันที่จริง ความเจริญคนเรามองแค่วัตถุแต่เพียงอย่างเดียว มองข้ามวิถีชีวิตและจิตใจ

เมื่อให้ความสำคัญกับวัตถุ ความเห็นแก่ตัวก็บังเกิด หายนะจะกวักมือเรียกตามมา

มาหาความรู้เรื่องดีดีไว้เป็นเกราะป้องกันสิ่งไม่ดีไม่งาม เพื่อจะได้รู้เท่าทัน

“บันทึกทูตเมียนมาร์ จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา” คือความรู้ที่อยากให้หามาอ่าน

เป็นบันทึกที่ท่าน หม่อง ส่วย แต๊ด ท่านเขียนหลังหมดวาระ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย

เป็นความรู้ที่ให้ข้อคิดที่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกคน

ภาษาที่ท่านใช้ก็เป็นภาษาที่เรียบง่าย อ่านสบายสบาย ยิ่งได้ผู้แปล อย่าง ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ ยิ่งทำให้เข้าใจง่าย ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมาย

ถือเป็นหนังสือที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

ระยะเวลา 6 ปีกว่า ที่ท่าน หม่อง ส่วย แต๊ด อยู่เมืองไทย ท่านได้บันทึกถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญสำคัญให้รับรู้อย่างไม่มีอคติ

บันทึกความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่ายในราคา เล่มละ 340 บาท

ท่านที่ไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือ ก็แวะหาซื้อตามแผง หรือร้านหนังสือได้ทั่วประเทศ

ถ้าเป็นนักเลงหนังสือขนานแท้ ต้องไม่พลาด

นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว จะซื้อเป็นของฝาก ของขวัญ ก็ยิ่งจะได้บุญ

อย่าลืมว่าการอ่านหนังสือนั้น ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการบริหารสมอง และสร้างความจำ

ไม่อยากเป็นคนขี้หลง ขี้ลืม ก็ต้องอ่านให้มาก

ของอย่างนี้ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

เรื่อง – ลมหนาวเดือนธันวาฯ

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า

“หยาดน้ำค้างหยดอารมณ์ให้วาบหวาม

ใจที่นิ่งจึงวู่วามจนสั่นไหว

หนาวอารมณ์หนาวแม้อิงข้างกองไฟ

เหงาจนลึกสุดหัวใจใดจะปาน”

ธันวาคม

สายลมแผ่วพลิ้วไหวใจสะท้าน

ภาพความหลังครั้งเมื่ออดีตกาล

ก็คล้ายคล้ายผลิบานขึ้นกลางใจ

คิดถึงบ้าน

เนิ่นนานไม่เคยเข้าเฉียดใกล้

ต้นลั่นทมคงทิ้งกิ่ง ก้าน ใบ

เรือนที่อยู่ก็คงไร้ใครเหลียวแล

พลัดบ้านมาเนิ่นนาน

คล้ายลูกนกผ่านวัยจากอกแม่

ไม่รู้ทางคืนกลับเพราะพ่ายแพ้

ต่อชีวิตที่อ่อนแอยากกลับคืน

ข่าวสุดท้ายที่ได้รู้

ว่าร่างกายแม่สู้อย่างขมขื่น

ทั้งเจ็บปวด ปวดเจ็บ ทุกข์กล่ำกลืน

จึงไม่อาจทนฝืนดูโลกภิรมย์

ฉันคือผู้พเนจร

คือเสี้ยวหนึ่งแห่งละครโลกขมขม

ถูกความฝันจับเหวี่ยงสู่ปลักตม

ค่อยค่อยจม ค่อยค่อยจม ค่อยค่อยตาย

โลกนี้ใหญ่เกินไปใครจะอยู่

ยิ่งหยัดยืนขึ้นสู้ยิ่งแพ้พ่าย

ยิ่งหยัดยืนขึ้นสู้ยิ่งเจ็บกาย

ฝันก็แค่สิ่งงมงายปลอบใจตน

ความเข้มแข็งครั้งสุดท้าย

ชีวิตนี้ไร้ความหมาย, ใครจะสน

จะขอกลับคืนเรือน, เรือนสร้างคน

กราบเท้าแม่อีกซักหนตรงตีนเรือน

“หยาดน้ำค้างลอยคว้างสู่เบื้องล่าง

รดหัวใจคนอ้างว้างและไร้เพื่อน

ภาพนัยน์ตาคือความหวังอันรางเลือน

โอ้…นกเถื่อนออกจากเมืองสู่เรือนตาย”

มุทิตาสักการะสามัคคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

มุทิตาสักการะสามัคคี

เมื่อ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา อาตมาได้เดินทางกลับวัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อรับการแสดงมุทิตาสักการะในวาระที่ปีนี้ได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์และรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรูค รัฐอิลลินอยส์ จากพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา และชุมชนคนรักธรรม กริฟฟิตพาร์ค มหานครลอสแองเจลิส ซึ่งรวมตัวกันศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังทุกวันเสาร์

คุณนิกิ หรือ คุณสมควร กตาธิการ ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนัดชาวพุทธทั้งสองกลุ่มที่เอ่ยนามข้างต้นและชาวแคลิฟอร์เนียที่สนใจธรรมะโดยทั่วไปมาร่วมกันบำเพ็ญบุญในวาระแห่งการแสดงมุทิตาจิตดังกล่าว โดยการประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ทราบทั่วกัน

เมื่อพุทธศาสนิกชนได้ทราบเรื่องงานแสดงมุทิตาจิตตามวันเวลาที่ประกาศแล้ว ได้บอกเล่าเก้าสิบต่อกันไปอีก ทำให้ทราบเรื่องดังกล่าวกว้างขวางออกไป โดยเฉพาะญาติโยมที่ห่างจากกิจกรรมของชุมชนคนรักธรรมไปนานก็ได้ทราบผ่านการประชาสัมพันธ์ครั้งนี้

เมื่อวันจัดงานมาถึง คุณนิกิ เดินทางไปถึงกริฟฟิตพาร์คแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมสถานที่จัดงาน เตรียมที่ตั้งอาหารขนมหวานให้พร้อมที่จะรองรับข้าวปลาอาหารที่ญาติธรรมผู้มีศรัทธา จะนำมาถวายสังฆทานและแบ่งปันกันรับประทานอย่างพอเพียง

คุณนิกิเองทำขนมจีนแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่มาถวายพระและเลี้ยงดูญาติธรรม คุณสี คุณทิวา ร่วมกันทำราดหน้าและแกงเลียง คุณแพม คุณพเยาว์ คุณต้อย แกนนำชาวกริฟฟิตพาร์ค ต่างกระตือรือร้นนำอาหารขนมหวานและอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยที่เกี่ยวกับการจัดอาหารมาเตรียมรอรับอาหารที่หลั่งไหลมาตามแรงศรัทธาอีกมากมาย เพื่อเลี้ยงดูกันอย่างทั่วถึง

ทางแกนนำสายวัดพุทธปัญญา นำโดย คุณจุไร คุณพงษ์ คุณจวบ คุณเปิ้ล คุณจวน คุณเพ็ญศรี ดร. บุญเลิศ ดร. บุญเสริม และป้าอ่าง คุณสมบัติ ต่างมากันอย่างพร้อมหน้า

สมาชิกชุมชนคนรักธรรมที่หายหน้าหายตาไปนานตั้งหลายปี เช่น คุณวัฒนา ซึ่งกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยก็มาร่วมด้วย สร้างความชื่นใจให้กับพี่น้องชุมชนคนรักธรรมได้มากที่ได้พบกับคนที่จากกันไปหลายๆ ปีแล้วได้กลับมาร่วมกิจกรรมกันอีกครั้งหนึ่ง

ประมาณการว่า คนที่มาร่วมงานแสดงมุทิตาสักการะในคราวนี้มีไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อยสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่ทำกันอย่างเรียบง่ายครั้งนี้

ทุกคนที่มาร่วมงานต่างตั้งหน้าตั้งตาช่วยงานกันเป็นอย่างดี จนกระทั่ง เวลา 10.30 น. จึงเริ่มทำวัตรสวดมนต์แปล นั่งสมาธิ จากนั้นจึงได้เริ่มพิธีแสดงมุทิตาสักการะ โดยพระอธิการไสว เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี เป็นผู้กล่าวแสดงมุทิตาสักการะและมอบแจกันดอกไม้ในนามคณะสงฆ์ คุณนิกิ กล่าวถวายมุทิตาสักการะในนามอุบาสกอุบาสิกาชุมชนคนรักธรรมและวัดพุทธปัญญา สรุปความว่า ขอแสดงความยินดีที่ ท่านอาจารย์ ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อจะได้สืบทอดกิจการงานพระพุทธศาสนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหาเถรเจ้าที่ได้สืบสานการสร้างคณะสงฆ์อันเป็นองค์สำคัญที่จะรักษา สืบทอดและขับเคลื่อน การศึกษา การปฏิบัติ และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนตามพระพุทธโองการทุกประการ พวกเราเคารพนับถือในท่านอาจารย์ ขอถวายกำลังใจให้ท่านอาจารย์ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้สืบทอดธำรงพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าสืบไป

เมื่อได้รับการแสดงมุทิตาสักการะแล้ว อาตมาได้กล่าวตอบคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาว่า

…ขอขอบคุณ คณะสงฆ์เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย ขอขอบคุณอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายที่ได้มาแสดงออกซึ่งมุทิตาสักการะในวันนี้

อันธรรมะข้อที่เรียกว่ามุทิตานั้น แปลว่า พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งเป็นธรรมะเครื่องอยู่ของพระพรหมซึ่งแปลว่า ผู้ประเสริฐ ใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติธรรมข้อนี้จัดเป็นผู้ประเสริฐ วันนี้จึงเป็นวันรวมตัวของคนประเสริฐ เพราะมีมุทิตาประจำใจ ใครมีมุทิตาขึ้นมาเมื่อไร จะไม่อิจฉาริษยาใคร ความไม่อิจฉาริษยาใครนี้เองที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างปลอดภัย ไม่แตกแยกร้าวฉาน

ขอขอบคุณที่มาแสดงความยินดีต่อตำแหน่งของพระอุปัชฌาย์ ซึ่งได้รับมาเพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านการอบรมและการทดสอบตามกระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามที่ทางคณะสงฆ์ไทยกำหนดไว้อย่างสอดคล้องกับพระธรรมวินัย

การรับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์คือ การรับหน้าที่ผลิตบุคลากรทางศาสนามารักษาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา หากผลิตบุคลากรมาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่นำพาให้การอบรมสั่งสอนให้เข้าใจถึงพระธรรมวินัยและปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างถ่องแท้ แทนที่จะสร้างบุคลากรมาสืบทอดพระพุทธศาสนากลับสร้างมาบั่นทอนและตัดรอนเสียมากกว่า พระอุปัชฌาย์แบบนี้เรียกว่า พระอุปัชฌาย์เป็ด ไข่แล้วทิ้งๆ ขว้างๆ

ส่วนพระอุปัชฌาย์ที่ให้การบวชแล้ว ดูแล อบรม สั่งสอน ให้ความรู้ จัดการศึกษาอย่างดีให้แก่สัทธิวิหาริกจนมีความรู้ความสามารถอย่างถ่องแท้ในพระธรรมวินัยจนสามารถดูแลตนเองได้และสั่งสอนผู้อื่นได้ เรียกว่า พระอุปัชฌาย์ไก่ คือไข่แล้วกกไข่จนได้ลูกไก่ออกมา แล้วตามเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด

พระอุปัชฌาย์อีกประเภทหนึ่ง นอกจากจะคอยอบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริกให้มีความรู้พระธรรมวินัยอย่างดีแล้ว ส่งเสริมให้การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบขจรขจายไปเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชน เรียกว่า พระอุปัชฌาย์กล้วยไม้ คือสร้างความงดงามให้เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์

ส่วนการรับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสสองวัดนั้น ทำหน้าที่ไม่แตกต่างกันนัก ได้แก่ การยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่มหาชนเป็นหลัก

กิจกรรมที่จะต้องสร้างร่วมกันคือ การศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมให้เข้าถึงจิตใจเพื่อความสงบเย็นในร่มธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแน่ชัดว่า หากปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมีความสุขแน่ๆ ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ธัมมจารี สุขัง เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

จึงขอชื่นชมอวยพรให้ทุกท่านที่แสดงออกซึ่งมุทิตาในวันนี้ จงมีแต่ความสุข ความเจริญ ร่มเย็นเต็มไปด้วยความรักสามัคคี มีความอบอุ่นท่ามกลางมวลมิตรตลอดไป

เมื่อกล่าวคำขอบคุณตอบแล้ว อุบาสกอุบาสิกาจึงร่วมกันถวายสังฆทานเพื่ออุทิศเป็นทักษิณานุปทานแก่บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลสารทไทย จากนั้นได้ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์พุทธศาสนิกชนรับประทานอาหารร่วมกัน

จากนั้นภาพแห่งความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทุกคนพากันช่วยกันเก็บโต๊ะ เก้าอี้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนนั่งสนทนาธรรมแบบเสรี ใครอยากคุยอะไรก็คุยได้

การสนทนาธรรมแบบเสรีนี้ เป็นการสนทนาที่ออกรสชาติมาก เพราะเป็นการสนทนาบนพื้นฐานแห่งความใฝ่รู้ จากส่วนลึกแห่งใจ เวลาผ่านไปด้วยความรวดเร็ว จนถึงบ่ายสองครึ่งจึงอำลาพี่น้องญาติธรรมไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินนานาชาติมหานครลอสแองเจลิส เพื่อเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจยังวัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรูค มลรัฐอิลลินอยส์ ต่อไป

ขอขอบคุณ พี่น้องชุมชนคนรักธรรมและวัดพุทธปัญญามา ณ โอกาสนี้ ที่ได้มาพบกันสนทนาปราศรัยด้วยเมตตากรุณาต่อกัน และจากกันไปทำหน้าที่ของๆ ตน ด้วยความรู้สึกที่ดีๆๆ ที่มีต่อกันตลอดไป

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

วันชัย วชิรศศิธร

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

เรื่องราวดีๆ ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ผืนป่าชายเลน เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหัวเขียว-ป่าคลองเกาะสุย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีเนื้อที่เดิมนั้นประมาณ 5,000 ไร่ แต่ด้วยพื้นที่ป่าผืนนี้ตั้งอยู่ในทำเลกลางเมืองระนอง มีชุมชนเมืองเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบกิจการล้อมรอบอยู่ ประกอบกับสภาพของป่าเสื่อมโทรมลงจนสิ้นสภาพไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการบุกรุกเขตป่าเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นพื้นที่กลางใจเมืองทำให้มีการครอบครองและซื้อขายเปลี่ยนมือกันแปลงละเป็นล้านบาท

สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ป่าชายเลนผืนนี้ ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ในชุมชนด่านท่าเมือง เขตเทศบาลเมืองระนอง ภายใต้การบริหารจัดการของ คุณขยาย ทองหนูนุ้ย เป็นหัวหน้าสถานีคนปัจจุบัน ที่เข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่ป่าแปลงนี้เป็นอย่างดี ได้ขอความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนรอบป่ามาร่วมเป็นกลไกในดำเนินการจัดการป่าชายเลน

คุณขยาย หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เผยว่า จากสภาพของผืนป่า สภาพชุมชนเมืองที่รุกป่าชายเลนคลองหัวเขียว-เกาะสุย ป่าชายเลนผืนนี้ได้มีสภาพที่เสื่อมโทรมสิ้นสภาพลงไป ทำให้ประชาชนที่เข้ามาในชุมชนเมืองมีมากขึ้นและได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยนั้น ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติไว้ 4 ขั้น คือ

1. ตรวจสอบสภาพพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด แล้วทำแนวเขตป่าที่เหลืออยู่ให้ชัดเจน หลังจากได้มวลชนในแต่ละชุมชนรอบผืนป่ามาเป็นแนวร่วมแล้ว

2.ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนได้กลับมาแล้วให้เกิดความสมบูรณ์คงความเป็นผืนป่าชายเลนที่ดีต่อสภาพแวดล้อมของชุมชนรอบๆ

3. จัดโครงการพัฒนาสภาพป่าชายเลนไปสู่แนวทางด้านการศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างมูลค่าให้เกิดเป็นรายได้ของชุมชนที่จะประจักษ์ชัดต่อไปว่า ผืนป่าแห่งนี้มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและครอบครัวของชุมชนอย่างแท้จริง

4. มีการติดตามประเมินผลโดยจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลนกลางเมืองระนองขึ้นมา โดยมีตัวแทนจากชุมชนรอบเขตป่ารวมอยู่ด้วย

หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง กล่าวว่า ตนเองนับว่าโชคดีที่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้นำชุมชนและพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบบริเวณผืนป่า ทำให้วันนี้ในปีงบประมาณ 2558 แล้วนั้น จากผืนป่าที่ได้กลับคืนมา รวม 2,080 ไร่ ได้แสดงแนวเขตอย่างชัดเจน และที่สำคัญชุมชนรอบบริเวณต่างยอมรับร่วมกัน และยังได้มาร่วมกันพลิกฟื้นสภาพป่าชายเลนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยกิจกรรมมากมาย ในนามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนกลางเมืองระนอง ตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา จนถึงขั้นตอนที่ 4 และกำลังจะเห็นผลชัดเจนขึ้นให้ชุมชนพิสูจน์ทราบได้ในที่สุดด้วย

คุณสมชาย สายบัว ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง ในฐานะผู้นำชุมชน 1 ใน 3 ชุมชนเทศบาลเมืองระนอง ประกอบด้วย ชุมชนร่วมจิต ชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ก็อยากเห็นความเจริญของชุมชนและชาวบ้านในชุมชนบริเวณนี้อยู่ดีมีความสุข จึงได้เชิญชวนกันออกมาร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมผืนป่าชายเลน การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพ และการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จนกลายมาเป็นการช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยการท่องเที่ยวป่าชายเลนกลางเมืองที่บริเวณชุมชนด่านท่าเมือง ถนนท่าเมือง แค่เพียงจอดรถริมฟุตปาธก็สัมผัสความสมบูรณ์ของป่าชายเลนผืนนี้ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา เฟสที่ 2 ในส่วนนี้จะมีการปรับปรุงด้านริมถนนท่าเมืองและถนนซอยให้สวยงามขึ้นและมุมการค้าของชุมชนไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย คาดจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2558 นี้ได้

ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง กล่าวว่า ได้ร่วมกับชุมชนต่างๆ เสนอให้ทางสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 ได้เสนอโครงการพัฒนาแปลงป่าที่ติดกับชุมชนด่านท่าเมือง ในเฟสที่ 2 ด้วยการสร้างทางเดิน คสล. ชมสวนป่าโกงกางกลางใจเมืองระนอง ซึ่งใน เฟส 1 สร้างไว้แล้ว 300 เมตร จะได้สร้างเพิ่มอีก ประมาณ 500 เมตร พร้อมทั้งสร้างสะพานข้ามคลอง ข้ามไปยังชุมชน หมู่ที่ 2 ตำบลบางนอน รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามด้านหน้าแปลงป่าโกงกางติดถนนท่าเมือง ซึ่งมีต้นโกงกางยักษ์ อายุประมาณ 200 ปี และจะมีร้านค้าชุมชน ขายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้จากทำประมงชายฝั่งมาจัดจำหน่ายข้างแปลงป่าชายเลนนี้ด้วย

วันนี้ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนกลางเมืองระนอง” ได้เดินทางมาถึงความสำเร็จระดับหนึ่งที่น่าชื่นชม และภาคภูมิใจของชุมชนที่มีส่วนร่วมกันสร้างเสริมสมบัติของชาติที่อยู่ใกล้ชิดติดรั้วบ้านของเขาเอง ซึ่งนอกจากจะยังประโยชน์ให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติป่าชายเลนของกลุ่มเยาวชนต่างๆ มาศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน และรวมถึงกิจกรรมปลูกป่าชายเลนตามขั้นตอนที่ 2 ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าที่ยังต้องดำเนินการอยู่อีกให้เต็มพื้นที่ 2,080 ไร่ นั่นเอง แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมทั้งหมดได้ครบวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้เห็นแล้วนั่นเอง

สำหรับกลุ่มที่สนใจ ต้องการเดินทางมาทัศนศึกษา หรือจะมาจัดอบรม-สัมมนา เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ปลายปี 2558 นี้สมบูรณ์เกือบ 100% พร้อมชาวชุมชนในเขตเทศบาลเมืองระนองทั้ง 3 แห่ง คือชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ชุมชนร่วมจิต เพราะที่นี่เป็นป่าชายเลนที่เข้าถึงง่าย เพียงจอดรถริมถนนท่าเมือง ก้าวลงจากรถก็ถึง ทางเดินชมป่าชายเลน คสล. แล้วครับท่าน

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวา ที่กินแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู มะระโอกินาวา หรือมะระญี่ปุ่นนั้นมีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบกินนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไป มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น มะระโอกินาวาจึงเป็นผักที่มีความน่าสนใจมาก แม้จะปลูกเพื่อบริโภคกินเอง หรืออนาคตจะปลูกเชิงการค้าก็เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจมาก

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวา มีอายุยืนที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลาย ไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหนึ่งในอาหารนั้นคือ ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ) ผัดมะระขี้นกยักษ์ จัดเป็นอาหารยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องกินให้ได้ ในบรรดาผักสีเหลืองเขียว มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และ “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน ที่โอกินาวาเชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่า ความขมของมะระ จะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลีถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน มะระ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มะระ นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูชิ

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา” มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่า มีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป การปลูกเริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวา โดยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือวางบนกระดาษทิชชูเปียกน้ำหมาดๆ บ่มเมล็ด ประมาณ 2-3 วัน ในกระติกน้ำ กล่องโฟม หรือกล่องพลาสติก เพื่อให้รากงอกได้ดี เริ่มมีรากงอกออกมาให้เห็น เมล็ดที่พร้อมย้ายคือ มีรากงอกออกมา เปลือกแตกเป็น 2 ซีก รากไม่ควรยาวเกิน 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากหักเวลาย้ายปลูก วัสดุปลูกคือ แกลบดำ ดินร่วน และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:1:1 ย้ายเมล็ดลงถาดหลุม หรือถุงดำขนาดเล็ก เมื่อกล้ามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่ หรือปลูกลงแปลงได้ ควรย้ายปลูกในตอนเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนมากนัก หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม การรดน้ำต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะระโอกินาวายิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผลไม่ควรที่จะให้ต้นขาดน้ำ โดยสามารถวางระบบเป็นน้ำสายน้ำหยดหรือลากสายยางเดินรดน้ำได้ตามสะดวก มะระเป็นพืชเถามีมือเกาะ จำต้องทำค้างไม้ไผ่ให้ต้นมะระเลื้อยเกาะเกี่ยวในการเจริญเติบโต การให้ปุ๋ยเน้นการให้ปุ๋ยคอกโดยใช้รวมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16

ที่สำคัญอย่าลืมว่า มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา จะให้ผลผลิตยาวนานหลายรุ่น การเตรียมดินปลูกมีความสำคัญมาก

มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สามารถปลูกแบบลงดินโดยมีพลาสติกคลุมแปลงเพื่อลดการกำจัดวัชพืช คือไถตาก และพลาสติกคลุมแปลงยังช่วยให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โดยการเตรียมดินก็เหมือนแปลงปลูกผักทั่วไป การปลูกมะระต้องเตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง และตากแดดไว้ ประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน เก็บเศษวัชพืชหรือวัสดุอื่นออกจากแปลงให้หมด ปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วยปูนขาว ความเป็นกรด เป็นด่าง ที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 5.5-6 ทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือก หรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร ไถตามแนวยาวของแปลง ให้เป็นร่องลึก ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ยกแปลงให้สูงสัก 15-20 เซนติเมตร หากปลูกจำนวนไม่มาก ก็ใช้จอบขุดขึ้นแปลงตามขนาดที่ต้องการปลูก ขั้นตอนการเตรียมแปลงสามารถใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไปเลยในขั้นตอนนี้ เมื่อกล้ามะระโอกินาวามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่หรือปลูกลงแปลงได้ ด้วยระยะระหว่างหลุมประมาณ 50-75 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.50 เมตร การย้ายกล้านิยมปลูกในช่วงเวลาเย็น แสงแดดไม่ร้อนมากนัก มะระเป็นไม้เถามีมือเกาะจำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2 เมตร ปักลงข้างๆ หลุมปลูก หรือข้างๆ ถุง แล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วหรือกระโจม มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ หรือทำค้างแบบสี่เหลี่ยมตามความต้องการ แล้วใช้ตาข่ายไนล่อนขึงให้ต้นมะระเลื้อยเกาะขึ้นไป หลังปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะเริ่มให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้ง โดยจะเน้นใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ให้ปุ๋ยบ่อย แต่ให้ครั้งละไม่มาก ให้มะระได้กินปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง ยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ก็จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง อย่าง 25-7-7 พอยอดเดินดีแล้ว ก็ค่อยกลับมาใช้ 16-16-16 ยืนพื้นตามเดิม และเน้นให้ปุ๋ยทางใบค่อนข้างถี่ ตั้งแต่ช่วงปลูกแรกๆ พอมะระแตกใบมา 4-5 ใบ ก็เริ่มฉีดพ่นเพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว แตกยอดเลื้อยขึ้นค้างได้เร็ว โดยจะพ่นทั้งแคลเซียมโบรอนอี ธาตุอาหารเสริมเร่งต้น สาหร่ายสกัด เร่งการแตกยอด แตกใบ ต้นโตเร็ว เมื่อมะระมีอายุ 1 เดือน เริ่มออกดอก ธาตุอาหารทางใบยังพ่นต่อเนื่อง จะช่วยให้มะระออกดอกดี ติดผลดี สาหร่ายทะเลช่วยเปิดตาดอก ส่วนแคลเซียมโบรอนอี จะช่วยให้ดอกแข็งแรง ผสมเกสรได้ดี ติดผลได้ดี เมื่อติดลูกแล้วแคลเซียมโบรอนอี และแมกนีเซียมขาดไม่ได้ ช่วยขยายลูก สร้างเนื้อ เลี้ยงต้นด้วย ช่วงมะระอายุได้ 30 วัน ยังไม่ติดผล ให้รดน้ำวันละครั้ง ทิ้งน้ำไม่ได้เลยช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระนิ่งไม่ค่อยอยากจะโต เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดียอดพุ่งดี มันจะติดดอกติดผลดีมาก เราเพียงแค่ดูสภาพดินเป็นอย่างไร อุ้มน้ำดีหรือไม่ ดินแห้งหรือเปล่า ถ้ายอดเหี่ยว ใบห่อ ใบไม่ใส แสดงว่าน้ำไม่ถึง เมื่อมะระติดผล ก็ให้น้ำธรรมดา ดูว่ายอดยังสมบูรณ์ดี ก็ไม่ต้องทำอะไร พอผลมะระโตได้ 4-5 วัน เริ่มห่อได้แล้ว สังเกตผลมะระ ยาวประมาณ 1 นิ้วมือ ก็ห่อได้ ถ้าห่อตอนผลเล็กกว่านี้ไม่ดี จะทำให้ผลเหลือง เวลาห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเลย เอาไม้กลัดเย็บให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้ผลมะระถูกลม ช่วงนี้ให้ดูว่ามีเพลี้ยไฟเกาะอยู่ใต้ใบหรือไม่ สังเกตดูที่ใบจะหงิก ก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เช่น พวกหนอนตายหยาก+สะเดา+ใบยาสูบ และโล่ติ๊น กับน้ำ แล้วฉีดพ่นทางใบให้ เพลี้ยไฟมากับลม ถ้าเห็นว่าระบาดมาก ควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน เช่น สารที่มีความปลอดภัยสูง อย่างกลุ่มอะมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์) ฉีดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว สังเกตหากผลไม่ใหญ่ต้องเพิ่มปุ๋ย สูตร 15-15-15 เข้าช่วยด้วย ผลมะระดีหรือไม่ดี อยู่ที่ต้นสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าต้นสมบูรณ์ ดินดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง ผลมะระออกมาจะตรง ที่ผลงอเพราะต้นไม่สมบูรณ์ การห่อผลมะระ เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลจนลูกโตขนาดนิ้วก้อย ก็เริ่มห่อผลได้ทันที โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ทำเป็นถุง ขนาด 15?20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ไม้กลัด กลัดปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ การห่อผลจะช่วยไม่ให้มะระถูกรบกวนจากแมลง ศัตรูพืชมากนัก และยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อน น่ากิน

การเก็บผล เมื่อต้นมะระอายุได้ประมาณ 40 วัน มะระรุ่นแรก จะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ในการเก็บผลระวังอย่าปล่อยให้มะระแก่จัด จนมีสีเหลือง

โรคและแมลงศัตรูมะระโอกินาวา หนอนเจาะเถา หนอนเจาะยอด ซึ่งหนอนเจาะเถา เกิดจากยุงกลางวันชนิดหนึ่งวางไข่ที่เถา แล้วตัวหนอนของยุงกลางวันชนิดนี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ภายในเถามะระ ทำให้เถาโปร่งออกมองเห็นได้ชัด ต้นมะระ เมื่อเกิดอาการโรคนี้จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต ไม่แตกตาดอก ไม่ออกดอกออกผล ป้องกันและกำจัดได้ หนอนเจาะยอด ทำให้ยอดตาย ต้นมะระเจริญเติบโตช้า โดยใช้สารไซโรเฮทริน (เช่น เคแอล), สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85), สารอะบาเม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือเลือกใช้ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเจนซิส (บีที) สามารถกำจัดหนอนได้ดี ปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อ บีที ชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน, เพลี้ยไฟ ถ้ายอดมะระถูกเพลี้ยไฟ ซึ่งมีลักษณะตัวเล็กๆ สีดำ ปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก เคลื่อนไหวว่องไว เกาะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้ยอดหงิก เจริญเติบโตช้า ไม่มีดอก ไม่มีผล หรือถูกเพลี้ยอ่อนที่มีหัวใส สีค่อนข้างคล้ำ เกาะเป็นกระจุกตามยอด ขับถ่ายสิ่งขับถ่ายสีดำออกมา ทำให้มองเห็นยอดมะระมีสีดำ เพลี้ยชนิดนี้เคลื่อนไหวได้ช้า เพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้มะระเติบโตช้าเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเห็นมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายยอดของมะระ ให้ใช้สารอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, โคฮีนอร์, สลิง เอ็กซ์) สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85 ), สารฟิโปรนิล (เช่น เฟอร์แบน), สารไทอะมีโทแซม (เช่น มีโซแซม), สารสไปนีโทแรม (เช่น เอ็กซอล) โดยในพื้นที่มีการระบาดมาก แนะนำให้ฉีดสลับตัวยากันสัก 2 ชนิด เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง หรือเลือกใช้ยาเชื้อเชื้อราบิวเวอเรีย สามารถกำจัดเพลี้ยไฟและแมลงต่างๆ ได้ อย่างปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อเชื้อราบิวเวอเรียชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

รายละเอียด เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ติดต่อได้ที่ “สวนคุณลี” โทร. (081) 901-3760

ซอง ออฟ อินเดีย Song of India? ลมพัดกิ่งใบพลิ้วเพลง…ดั่งเสียงบรรเลงแห่งภารตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

ซอง ออฟ อินเดีย Song of India? ลมพัดกิ่งใบพลิ้วเพลง…ดั่งเสียงบรรเลงแห่งภารตะ

พุ่มใบสวย สีดี มีเขียวเหลือง

ชื่อเป็นเรื่อง บทเพลง บรรเลงไฉน

นานกี่ปี ดอกจะมี ให้ชื่นใจ

แต่ใครใคร อยากจับจอง Song of India

ชื่ออื่น :

ชื่อสามัญ : Song of India, Pleomele

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam. “Song of India”

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ถิ่นกำเนิด : เกาะมาดากัสการ์ เกาะมอริเชียส

ข้อมูลทั่วไป :

ช่วงนี้พักชมไม้ดอก หันมาชมไม้ใบสวยๆ กันบ้าง คราวที่แล้ว หูกระจง สวยทั้งทรงพุ่ม สวยทั้งใบ ความหมายดีจากชื่อ (แผ่บารมี) คราวนี้เป็น ซอง ออฟ อินเดีย (Song of India) ไม้ใบที่นิยมปลูกกันมาก ไม่ว่าจะปลูกประดับสวน ปลูกเป็นไม้กระถาง และปลูกเพื่อนำใบมาใช้ตกแต่ง ฯลฯ อันเนื่องด้วยความสวยงาม และลวดลายของใบ ซึ่งสวยงามไม่แพ้ไม้ดอก ช่วยสร้างสีสันความมีชีวิตชีวาให้กับบ้านและสวนได้เป็นอย่างดี

มีผู้สงสัยอีกหละว่า ทำไมไม้ต้นนี้ไม่มีชื่อภาษาไทย เพราะถ้าทบทวนดูแล้วจะพบว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งๆ จะมีหลายๆ ชื่อ ไม่ว่าจะเป็นชื่อท้องถิ่น ชื่อสามัญภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน แล้วทำไมจึงชื่อ ซอง ออฟ อินเดีย (รวมทั้ง ซอง ออฟ จาไมก้า ด้วย) ไม่มีชื่อภาษาไทย ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไร เข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ปีไหน ไม่ค่อยมีข้อมูลให้ค้นหา

ชื่อ ซอง ออฟ อินเดีย ท่านผู้อ่านคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย หรือต้นไม้ต้นนี้ต้องมีอะไรที่เกี่ยวพันกับประเทศอินเดียบ้างไม่มากก็น้อย หรือเป็นเพลงของอินเดียตามคำแปล แต่เปล่าเลย มีบอกแต่เพียงว่า ไม้ประดับต้นนี้มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษ ซอง ออฟ อินเดีย (Song of India) เพราะว่าเป็นต้นไม้พื้นเมืองในแถบมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งในตำราจะบอกว่า มีถิ่นกำเนิดที่มาดากัสการ์ ซึ่งเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งประเทศโมซัมบิก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นเกาะหลัก และใหญ่เป็น อันดับ 4 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ เกาะนิวกินี ดินแดนมาดากัสการ์ มีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาของโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ นก และพืชหายาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรากฏในดินแดนส่วนอื่นของโลก ความโดดเด่นทางนิเวศวิทยา ทำให้มาดากัสการ์เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โด่งดังทั่วโลก

เมื่อพูดถึง ซอง ออฟ อินเดีย หลายๆ คนนึกถึง ซอง ออฟ จาไมก้า และมักจะจำสับกัน ระหว่างไม้พุ่ม 2 ต้นนี้ ความที่ว่าเป็นไม้ประดับที่มีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกประการ แตกต่างกันเฉพาะสีของใบเท่านั้น ใบของ ซอง ออฟ อินเดีย จะมีสีเขียวอยู่ตรงกลาง สองข้างขนาบด้วยสีเหลืองสดใส สวยเด่นเตะตา ทำให้ทั้งพุ่มต้นดูสว่างไสว เป็นที่พออกพอใจของเจ้าของสวนยิ่งนัก ส่วนใบของ ซอง ออฟ จาไมก้า นั้น จะออกสีเขียวเข้ม ดูแล้วทึมๆ ความแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ ซอง ออฟ จาไมก้า จะเจริญเติบโตเร็วกว่า แต่ก็ไม่น่าจะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมากนัก แต่ทั้ง 2 ต้น ยังเป็นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่มีศัตรูที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือแมลง และไม่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลมากนัก ปลูกแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ต้องคอยตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ดูเหมาะสมได้รูปทรงบ้าง ปลูกไปแล้วหลายคนคอยเฝ้าดู ว่าเมื่อไหร่ ซอง ออฟ อินเดีย จะออกดอกให้เชยชม เหมือนกับในตำราที่บรรยายไว้ว่า ดอกออกเป็นช่อ สีขาวนวล กลิ่นหอม เหมือนไม้ประดับบางต้นที่อยู่ในสกุลเดียวกันคือ Dracaena ที่เรารู้จักกันดี เช่น วาสนา หวายเขียว ฯลฯ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ปลูก ซอง ออฟ อินเดีย ลงดินที่บ้านมาเป็นเวลา เกือบ 40 ปี ผู้เขียนยังไม่เคยได้ชื่นชมดอกแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งตรงกับในตำราบางเล่มที่เขียนไว้ว่า ไม่พบการออกดอกของ ซอง ออฟ อินเดีย ในประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทึบบริเวณยอด แตกกิ่งตามข้อ แตกหน่อจากโคนต้น กิ่งอ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเทา

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มกิ่ง ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว ขอบใบสีเหลือง

ดอก สีขาวนวล ออกเป็นช่อแบบกระจะ ออกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด

ผล เป็นผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์ ปักชำ และตอนกิ่ง สำหรับปักชำนั้นง่ายมาก เพียงตัดกิ่งแช่น้ำ รากจะงอกออกมาภายในเวลารวดเร็ว

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำ ระบายอากาศได้ดี ชอบแดด แต่สามารถเติบโตได้ดีในที่ร่มรำไรเล็กน้อย เหมาะสำหรับเป็นไม้กระถางเพื่อวางประดับภายในอาคาร สถานที่ต่างๆ

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่พบรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด