Fried Holy Basil – M-I-L

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05109150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Fried Holy Basil – M-I-L

Those cooks with certificate qualifying them to work abroad have to pass one test-dish by a committee – Fried Holy Basil. Whatever prerequisites or mandate to honour the authenticity or uniqueness of Thai food may be, we”d better leave them to the relevant civil agencies: the Department of Skill Development, the Department of Export Promotion, the Ministry of Culture (the one which, on its inauguration day, hired a westerner to teach Thais how to perform a Thai ritual of respect), etc.

Let”s talk how to make “fried holy basil” most delectable to our family members.

Fried holy basil aka (as known as) “desperate fry” does not imply the cook out of recipe; but the customer. At lunch of short time off and tired of noodles, the customer enters a short-order shop but runs out of wits, so he ends up with “fried holy basil”, with any meat: beef, chicken, minced pork, pork crackle, shrimp, squid or whatever, to rid off the burden at hand; so he can bow to his mobile phone and play line, face, twitter, etc. an act almost unbearably dissuaded in the office.

My mother-in-law was from Ayutthaya where it”s reputed of sweet cooking; this is not true, because she does not feature sweet in her dish; only in her daughter.

One dish requested of her at any chance would be “fried holy basil with marbled beef”; no cook on this land surpasses her on this. And, for the benefit of non-beef eater, I would like to disclose her recipe with pork.

Use pork shoulder, normally 200 gram per serving, but I”d go for half a kg.

A curry recipe for 1 kg meat and 1 kg coconut milk calls for 200 gram of curry paste; a fry without liquid takes only 100; so 50 gram for half kilo of meat as follows:

Garlic 20 gram yellow pepper 30 gram. I use yellow pepper for its distinctive aroma while the red or green bird chili tends to be aggressive. Chop the pepper and immerse in water to loosen off seeds, pound with garlic; adding a teaspoon of sea salt and half of sugar to shorten the task. Don”t make it too fine or it will be fiery hot. Other ingredients: chopped yard long bean if you like though I prefer 1 bulb of red onion sliced, and 2 handfuls of holy basil leaf.

Heat up a wok before putting in oil; scoop the paste from the mortar with Chinese metal spoon to fry until pungent; add sliced pork followed with red onion and basil; season with fish sauce, and, if addicted, 2 spoons of oyster sauce. Tilt the wok to catch an abrupt flame and call it done. Do not linger or the meat will be regrettably overcooked. A trick from the Indian cuisine to fully enliven all flavours hints a squeeze of lime before serving.

ผัดกะเพรา – แม่ยาย

พ่อครัวแม่ครัวที่รับใบประกาศก่อนขึ้นเครื่องไปทำงานในต่างประเทศนั้น อาหารจานหนึ่ง (ไม่ใช่ “เมนู” เพราะ Menu แปลว่า รายการอาหาร คำนี้ใช้ผิดกันทุกสื่อ ถือเอาเท่เข้าว่า) ที่ต้องปรุงผ่านคณะกรรมการทดสอบก็คือ ผัดกะเพรา ส่วนเขาจะมีกติกาเงื่อนไขเป็นอะไร จะกำชับว่าต้องคงเอกลักษณ์ต้นฉบับกับข้าวไทยอย่างไร เราอย่าไปสนใจรายละเอียดของเขาเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงวัฒนธรรม (ที่จ้างฝรั่งสอนให้คนไทยไหว้) ฯลฯ เขาว่าของเขาไป

เรามาคุยกันเรื่อง ผัดกะเพรา ทำให้มันอร่อยถูกปากคนในบ้านเราเองไม่ดีกว่าหรือ

ผัดกะเพรา มีฉายาว่า “ผัดสิ้นคิด” ไม่ได้แปลว่า พ่อครัวท้อแท้ คิดอะไรไม่ออก แต่หมายถึงคนกิน มื้อเที่ยง มีเวลาไม่มาก เบื่อก๋วยเตี๋ยว เดินเข้าร้านอาหารตามสั่ง เอาเข้าจริงก็คิดอะไรไม่ออก ก็ลงที่ ผัดกะเพรา จะใส่เนื้ออะไร เนื้อวัว ไก่ หมูสับ หมูกรอบ กุ้ง ปลาหมึก หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้มันหมดภาระตรงหน้าไปเปลาะหนึ่ง จะได้ก้มหน้าเปิดมือถือเล่นไลน์ เฟซ ทวิตเตอร์ หรืออะไรดีกว่า ค่าที่อัดอั้น ในสำนักงานเขาห้ามเล่นมือถือ ใจจะขาดเสียให้ได้

แม่ยายผมพื้นเพมาจากอยุธยา ส่วนใครจะว่ากับข้าวบ้านนั้นออกหวาน ขอให้ฟังหูไว้สองหู เพราะแม่ยายทำกับข้าวไม่หวาน ที่หวานแท้แน่นอนคือลูกสาวต่างหาก

กับข้าวจานหนึ่ง ที่เมื่อได้โอกาส ก็จะออกปากขอให้แม่ยายทำ คือ “เนื้อติดมันผัดกะเพรา” ไปลองมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ไม่ประทับใจเท่าของแม่ยาย และถือโอกาสนี้ เอาตำราของแม่ยายมาเล่าสู่กันฟัง แต่เพื่อเอาใจคนงดเนื้อวัว ก็ขอเปลี่ยนเป็นหมู

ใช้สันคอหมู ปกติจานหนึ่งใช้ 2 ขีด เผื่อฝ่ายพิสูจน์อักษรไม่เชื่อ ก็ทำครึ่งกิโลเสียเลย

ตามสูตรแกงนั้น เนื้อสัตว์ 1 โล กะทิ 1 โล จะใช้เครื่องแกง 2 ขีด แต่เมื่อเป็นผัดไม่มีน้ำแกง ก็ต้องทอนลงมาเหลือเครื่องแกงขีดเดียว เนื้อหมูครึ่งโล จึงใช้เพียงครึ่งขีด มีอะไรบ้าง

กระเทียม 20 กรัม พริกเหลือง 30 กรัม ที่ใช้พริกเหลือง เพราะจะเอากลิ่นหอมจำเพาะ ซึ่งพริกขี้หนูแดงเขียวหรือพริกขี้หนูสวนก็หอม แต่ออกทางรุนแรง ผมจึงใช้พริกเหลือง หั่นแช่น้ำเอาเม็ดออก แล้วตำกับกระเทียม ตอนตำ ใส่เกลือเม็ด 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย ครึ่งช้อนชา จะช่วยให้แหลกเร็วขึ้น แต่อย่าตำละเอียดนัก จะเผ็ดควันออกหู ส่วนผสมอย่างอื่น ชอบถั่วฝักยาวก็หั่นท่อนสั้นๆ แต่ผมใช้หอมแขก (สีออกม่วง) 1 หัวใหญ่ แล้วเด็ดใบกะเพราไว้คอยท่าอีก 2 กำ

ตั้งกระทะให้ร้อนจัด ค่อยใส่น้ำมัน ใช้ช้อนตักเครื่องที่ตำลงมาผัดให้หอม จึงใส่เนื้อหมูที่แล่บางชิ้นใหญ่ลง ตามด้วยหอมแขกซอยและใบกะเพรา ชิมรส ปรุงด้วยน้ำปลา หรือใครติดซอสน้ำมันหอย ก็ใส่ 2 ช้อนโต๊ะ เอียงกระทะให้ไฟลุก เอาขึ้นทันที อย่าอ้อยอิ่ง เนื้อจะเหนียวเสียของ เคล็ดเด็ดจากครัวแขก ก่อนเสิร์ฟ ให้บีบมะนาว 1 ซีก ไม่เอาเปรี้ยว แต่เพื่อทำให้รสอื่นๆ ตื่นตัวเต็มพิกัดจ้ะ

“มติชนอคาเดมี” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดหลักสูตร “999” เสริมความรู้…สร้างรายได้ ให้กลายเป็นอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

มติชนอคาเดมี

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

“มติชนอคาเดมี” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดหลักสูตร “999” เสริมความรู้…สร้างรายได้ ให้กลายเป็นอาชีพ

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วสำหรับ “ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี)” ผู้นำด้านการฝึกอาชีพของเมืองไทย ที่ได้สร้างอาชีพให้กับผู้เรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นราย สามารถพลิกผันให้ผู้เรียนนับพันมีรายได้ และก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจอย่างเต็มตัว และหลังจากเจอกระแสวิกฤตเศรษฐกิจมาได้พักใหญ่ มติชนอคาเดมีจึงเตรียมพร้อมรับมืออย่างทันควัน ด้วยการ เปิดตัว 20 หลักสูตรทำเงิน ที่อาจจะทำให้คุณพลิกผันชีวิตได้ ด้วยเงินลงทุนเพียง 999 บาท เท่านั้น!!!

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หลายแห่ง ล้วนประสบปัญหาทั้งสิ้น ในขณะที่หลายคนเอง ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน แต่จะทำอย่างไร? หรือมีวิธีไหนบ้าง? จึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริม สามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย

การเปิดคอร์สอบรม 999 จึงเกิดขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้น จะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 20 หลักสูตรนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียงคอร์สละ 999 บาท เท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้อีกด้วย

ว่าแล้ว…อย่ารอช้า ไปดูหลักสูตรอาหารทั้ง 20 วิชา ที่จะเปิดสอนตลอดเดือนตุลาคม 2558 นี้กันดีกว่า

เริ่มกันที่ ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณ จากจังหวัดนนทบุรี ของ คุณประนอม โตจันทร์ (ป้านอม) ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ถ้าอยากรับประทานต้องสั่งล่วงหน้า เพราะว่าเขามีออเดอร์เต็มกันทุกวัน เคล็ดลับความอร่อยนั้นก็คือ การเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูคุณภาพดี หัวกะทิสดใหม่ และกล้วยน้ำว้าที่ลูกโต ที่จะทำให้ได้อรรถรสเวลารับประทาน ใครอยากเรียนรู้ป้านอมก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำชั่งตวงเองทุกขั้นตอน พร้อมสอนเทคนิคที่ควรรู้ เช่น การมัดข้าวต้มมัด ให้มีลักษณะแน่น พอดีคำออกมาสวยงามน่ารับประทาน ไปจนถึงขั้นตอนการนึ่งเลยทีเดียว ถ่ายทอดสูตรเด็ดพร้อมกัน ทั้ง 2 รอบ ในวันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 16 ตุลาคม 2558 นอกจากนี้ ป้านอมยังมีสูตรเด็ดเคล็ดลับในการทำ วุ้นเป็ด (วุ้นมะพร้าวน้ำหอม) หนึ่งในเมนูยอดฮิตในปัจจุบัน ที่ขายกันมาตั้งแต่เป็นวุ้นมะพร้าวน้ำหอมธรรมดากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยเทคนิคการขูดเฉพาะเนื้อมะพร้าว โดยไม่ติดเยื่อมะพร้าว แล้วนำมาสับอย่างละเอียดเพื่อนำไปผสมในวุ้นก่อนนำมาหยอดลงพิมพ์ ทำให้เมนูนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อยากรู้เทคนิคการทำ มีให้เรียน 2 รอบ วันที่ 16 ตุลาคม และวันที่ 30 ตุลาคม 2558 นี้

ตามติดมาด้วยความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลค์เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) เค้กชิฟฟ่อนสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อเค้กละเอียด เบา และนุ่มกว่าเค้กชิฟฟ่อนทั่วๆ ไป ชูรสชาติความอร่อยด้วยเค้กเนื้อละเอียด เบา นุ่ม ฉีดไส้ครีมสด มีกลิ่นหอมของนมเหมือนกลิ่นไอศกรีม ที่สำคัญมิลค์เค้กครีมสดยังเก็บไว้ได้นานนับเดือนในตู้เย็นอีกด้วย เรียนรู้ขั้นตอนการทำ โดย อาจารย์เกษราภรณ์ รอดไหม (คุณหญิง) วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเบเกอรี่มานานกว่า 12 ปี ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตเบเกอรี่ของโรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต และมีธุรกิจเบเกอรี่เป็นของตัวเอง ในย่านตลาดอโศกอีกด้วย เปิดสอน 2 รอบ วันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 16 ตุลาคม 2558 นี้

อีกหนึ่งเมนูแนะนำ อย่าง ขนมถ้วยตะไล เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ของ คุณจิราพรรณ คงเทียน (คุณนก) ที่ทำขายมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว เป็นสูตรของคุณยายที่ได้มาจากวังหลัง ในตระกูลปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา สืบทอดต่อมาถึง คุณมณฑา คงเทียน (คุณแม่) แล้วนำมาทำขายที่ตลาดนางเลิ้ง เป็นเวลากว่า 10-20 ปี ซึ่งปัจจุบันคุณนกมารับช่วงต่อ 15 ปีแล้ว และได้ปรับสูตรให้นิ่มลง และน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องของรสชาติขนมถ้วยตะไลของคุณนกนี้ได้รสชาติเหมือนรับประทานเนื้อมะพร้าว ตัวขนมถ้วยรสนุ่มนวล หอมกลิ่นมะพร้าวและใบเตย นอกจากนี้ คุณนกยังใช้เทคนิคการหยอดแบบกะลาตาเดียว เพราะจะทำให้ขนมสวยน่ารับประทาน สำหรับใครที่อยากรู้เทคนิค-เคล็ดลับ มีเปิดสอน 2 รอบ วันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 9 ตุลาคม 2558 นี้

นอกเหนือจากนี้ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอื่นๆ รวมแล้วถึง 20 หลักสูตร อาทิ ครองแครงพริกไทยดำ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), กล้วยปิ้ง (วันที่ 2 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม 2558), ไก่ทอดสมุนไพร (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), สลัดแขก (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), เต้าหู้ทอด (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), ทองม้วนกรอบ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม 2558), มันโบราณ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2558), หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 16 ตุลาคมและ 30 ตุลาคม 2558), ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558 ), เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), ไก่ทอดหาดใหญ่ (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558) ปั้นสิบไส้ปลา (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), หมูอบโอ่ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), คุกกี้อัลมอนด์สไลซ์ (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558), ขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม 2558)

ซึ่งต้องบอกว่า 20 หลักสูตร ที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขาย สร้างรายได้ก็ไม่ยากเย็นเท่าใดนัก ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน โดยผู้เรียนสามารถเลือกหลักสูตรอบรมที่มีทั้งภาคเช้า และภาคบ่าย สะดวกช่วงไหนก็เลือกเรียนได้ไม่ยาก เพราะไม่เสียเวลาอบรมตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนในการอบรมไม่มากอีกด้วย นอกจากนี้ เมนูอาหารที่นำมาสอนนั้น ยังซื้อง่ายขายคล่อง ถ้านำไปทำขายกลุ่มลูกค้าก็สามารถตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก เพราะเป็นสินค้าราคาไม่แพง ซื้อได้ตั้งแต่พนักงานทั่วไป ไปจนถึงพนักงานออฟฟิศเลยทีเดียว ถ้าคุณมุ่งมั่นตั้งใจในห้องเรียน และเก็บความรู้เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้อย่างครบถ้วน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกซักนิด รับรองว่าท่านก็อาจเปิดร้านขายอาหารได้ไม่ยากเย็นแน่นอน

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เทคนิค-เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพ ทั้ง 20 หลักสูตร ตลอดเดือนตุลาคม 2558 นี้ หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

ให้แล้วให้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้แล้วให้เลย

คุณฮวด เป็นบิดาคุณโผง เป็นผู้มีอันจะกิน มีที่ดินแยะทีเดียว

ส่วนมารดานั้นไม่แจ้ง จึงไม่เอ่ยถึง (ใครอยากรู้ หาโอกาสไปสอบถามคุณโผงเอาเอง)

ปี 2513 คุณฮวด เกิดจิตศรัทธา ได้ทำหนังสือยกที่ดินแปลงเล็กๆ เนื้อที่ 3 ไร่ ที่อยู่ติดกับที่ดินแปลงใหญ่ ให้แก่กรมตำรวจ เพื่อสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล เพื่อจะให้มีตำรวจมาดูแลทุกข์สุขประชาชนในย่านนี้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

กรมตำรวจ รับที่ดินนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณ แล้วสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล สร้างบ้านพักตำรวจขึ้นในที่นั้น ใช้ประโยชน์มาระยะหนึ่ง แล้วเลิกราไป

ถึงปี 2523 คุณฮวด เห็นกรมตำรวจทิ้งร้างพื้นที่ ไม่ได้ใช้พื้นที่นั้นอีกดังที่ตั้งใจเจตนายกให้ไว้แล้ว เกิดความไม่พอใจ ที่จะยกที่ดินให้กรมตำรวจแล้ว จึงแจ้งบอกเลิก ไม่ยกให้แล้ว

จากนั้น คุณฮวดจึงเข้าครอบครองที่ดิน ปลูกบ้านพักอาศัย สร้างเล้าหมู เล้าไก่ สร้างปั๊มน้ำมันดำเนินกิจการของตนเองขึ้นมาบนที่ดินแปลงนั้น

ปี 2525 คุณฮวดนำที่ดิน ส.ค. 1 แปลงใหญ่ที่มีที่ดินแปลงนั้นรวมอยู่ด้วย ไปแจ้งสำนักงานที่ดิน ขอออกเป็น น.ส. 3

เจ้าพนักงานรังวัดและออก น.ส. 3 แก่คุณฮวดตามร้องขอ โดยกันที่ดินแปลงที่ยกให้แก่กรมตำรวจไว้

ต่อมา ปี 2526 คุณฮวดยกที่ดินแปลงใหญ่ ที่มีที่ดินแปลงซึ่งเคยยกให้กรมตำรวจรวมอยู่ด้วย ให้คุณโผงผู้เป็นบุตรไป คุณโผงเข้าครอบครองที่ดินแปลงนั้นเรื่อยมาจนถึง ปี 2548

ปรากฏว่า ต่อมาคุณโผงกล่าวหาว่า กรมธนารักษ์รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของตน จึงนำความไปฟ้อง

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคุณฮวด บิดาคุณโผง ได้อุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อกรมตำรวจได้รับที่ดินนั้น แล้วได้เข้าครอบครองโดยสร้างอาคารเป็นสถานีตำรวจภูธรตำบล และสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจขึ้นในที่ดินนั้น นอกจากนี้ ยังได้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจมาปฏิบัติราชการที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีกด้วย

เช่นนี้ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3)

แม้ต่อมา คุณฮวด บิดาคุณโผง จะทำหนังสือขอยกเลิกการอุทิศที่ดินนั้นให้แก่กรมตำรวจ แล้วคุณโผงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นเป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้คุณโผงได้สิทธิครอบครองที่ดินนั้นกลับคืนมาไม่

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงจึงมีอันต้องยืนคอตกคอพับไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11089/2556)

———————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่งทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อม และโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

เรื่อง – สีเสียด ไม้ผลัดใบ ปลูกได้ประโยชน์

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ จะมีข่าวอุบัติเหตุ 2-3 ข่าว ทุกวัน

อุบัติเหตุที่เกิดนั้น มีหลายสาเหตุ

แต่ที่แน่แน่คือ ประมาท หรือชะล่าใจ

หลายคนเคยตั้งคำถามว่า เราจะลดอุบัติเหตุเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งความคิดเห็นที่บอกเล่าก็มีหลายแนวทาง

มีแนวทางหนึ่งที่เสนอไว้อย่างน่าสนใจ คือ ทุกคนต้องลดความอยากได้ใคร่มีเกินตัว

เพราะจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุคือ ความอยากได้ใคร่มี

หากลดความอยากได้ใคร่มีลงได้เท่าไหร่ อุบัติเหตุต่างต่างก็จะลดลงไปเยอะ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อของประดาพ่อค้าแม่ขาย

จากงานวิจัยพบว่า ปีหนึ่งหนึ่งเกิดความสูญเสียด้วยอุบัติเหตุนับพันล้าน และสูญเสียบุคลากรดีดี ซึ่งนับเป็นมูลค่าไม่ได้

อีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การออกใบอนุญาตขับขี่ให้กับบุคคลที่มีโรคประจำตัว หรือเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์

ในเรื่องนี้ หน่วยราชการของไทยยังหละหลวม

หน้าฝนนี้ มาปลูกต้นไม้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในวันข้างหน้าดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “สีเสียด”

สีเสียด เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มีความสูงโดยเฉลี่ย 15 เมตร

ลักษณะลำต้น สีเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม เปลือกจะขรุขระ

ใบสีเสียด ออกเป็นใบรวม ลักษณะช่อ เรียงแบบขนนก ใบย่อยเป็นคู่ ตั้งแต่ 20 ถึง 50 คู่ โคนใบเบี้ยว ปลายใบมน มีขนประปราย

ดอก จะออกเป็นช่อยาว คล้ายหางกระรอก มีสีเหลือง หรือขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักแบน ปลายฝักและโคนเรียวแหลม ฝักแก่สีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดอยู่ 3 ถึง 7 เมล็ด

คนแต่โบราณท่านใช้ประโยชน์จากเปลือกลำต้น และเมล็ดของสีเสียดเพื่อเข้ายารักษาโรค

เปลือกลำต้นสีเสียด มีสรรพคุณทางยา แก้บิด สมานแผล แก้ท้องร่วง หรือนำมาต้มเอาน้ำล้างแผลที่เปื่อยเรื้อรัง

ส่วนเมล็ด นำมาฝนเป็นยาทาแก้โรคหิด ขี้กลาก

นี่คือประโยชน์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการปลูกต้นสีเสียด นอกจากจะได้ออกซิเจน และเป็นพืชคลุมดินที่คอยดึงดูดเมฆฝนอีกประการหนึ่ง

เวลานี้ป่าไม้เมืองไทยถูกพวกมอดไม้ลอบตัดกันเป็นว่าเล่น กำลังพลหน่วยราชการที่คอยกำกับดูแล ทั้งงบฯ ก็น้อยเหลือเกิน

จริงจริงแล้ว มอดไม้เป็นใครนั้น เจ้าหน้าที่ท่านก็น่าจะรู้ดี

ก็อย่างว่า กฎหมายเมืองไทย ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์

ยำยำ…อาหารไทยไทย ที่ไม่เคยล้าสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ยำยำ…อาหารไทยไทย ที่ไม่เคยล้าสมัย

ยำ เป็นอาหารทันสมัยของคนไทย หรือคุณว่า อาหารอะไร…ถึงจะเป็นอาหารทันสมัย ทันกับยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้ ไก่ทอดฟาสต์ฟู้ด พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ฮ็อตดอก เฟรนช์ฟราย หรืออะไรต่อมิอะไรมากมายที่คนในยุคสมัยใหม่เขานิยมชมชอบกัน แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าๆ หน่อยก็จะบอกว่า อาหารประเภทนั้นมันล้าสมัยสิ้นดี

แล้วอะไรล่ะ…ที่ว่าทันสมัย…ก็อาหารไทยๆ เรานี่ไงล่ะคะ…ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริก ผักจิ้ม ผักเหนาะต่างๆ อาหารยำยำ ตำตำ ประเภทส้มตำต่างๆ (แต่ควรทำเองนะคะ) และส้มตำนี่ล่ะ เป็นอาหารที่ทันสมัยของไทยเรามานานแสนนาน ร้านอาหารใหญ่ๆ บางร้านยังต้องมีเมนูส้มตำเลย แม้แต่ฝรั่งที่กินเนื้อ นม ไข่ มาเมืองไทยเมื่อไหร่ ยังต้องเรียกหา ปาปาย่า ป๊อกป๊อก เลยนะคะ…

จะเชื่อหรือไม่ก็ตามนะคะ…ว่าการกินอาหารประเภทยำยำ ทุกวันจะช่วยให้ท่านปลอดภัยจากการไม่เป็นโรคได้ ถึงไม่ทุกโรคก็เหอะ! อย่างน้อยๆ อาจช่วยให้เราห่างไกลจาก ไขมันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็งในลำไส้ ท้องผูก โรคหวัด ภูมิแพ้ ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น แถมอาจจะช่วยให้แก่ช้าลงได้อีก?ว่างั้น

ทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ส้มตำและอาหารยำยำทั้งหลาย น่าจะถูกยกระดับขึ้นฟาสต์ฟู้ดกับเขาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด ซึ่งส้มตำนี่จะว่าไปแล้วก็คือยำชนิดหนึ่ง ส่วนมากจะเห็นตามตรอก ซอก ซอยต่างๆ ในเมืองกรุง ที่น่าเป็นห่วงก็เรื่องอนามัย เพราะอาหารประเภทนี้ถ้าไม่สะอาด ยังไงก็เสี่ยงกับท้องเสียอย่างแน่แท้…

ยำต่างๆ ก็เข้าทำนองเดียวกัน ถึงแม้จะมีการลวกผัก ลวกเนื้อสัตว์อยู่บ้าง แต่มักลวกประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ทันได้ฆ่าเชื้อโรค เช่น เล็บมือนาง (ตีนไก่) เนื้อหมู ลูกชิ้น และเครื่องยำ แม่ค้ามักจะใส่ขวดโหลปิดมั่ง ไม่ปิดมั่ง แมลงวันก็ตอม แต่ยังนับว่าเสี่ยงน้อยกว่าส้มตำ เพราะยังผ่านความร้อนอยู่บ้าง ซึ่งถ้าตัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป อาหารยำยำ ตำตำ มีคุณสมบัติครบถ้วนอย่างแน่นอนเลยทีเดียวค่ะ…

ที่แน่ๆ ถ้าเรากินส้มตำให้ได้ประโยชน์จริงๆ ก็ต้องกินคู่กับข้าวเหนียว ไก่ย่าง รับรองว่าท่านจะได้อาหารครบทุกหมู่แน่นอนค่ะ…

หากเป็นยำที่มีเนื้อสัตว์ รวมไปถึงลาบ พล่า ก็ล้วนแต่เป็นยำทั้งนั้นเลย ซึ่งส่วนมากจะมีโปรตีนค่อนข้างสูง แถมมีไขมันแทรกในเนื้อสัตว์อีกด้วย ถ้ากินบ่อยๆ ก็คงไม่ดีแน่

หากคิดถึงความประหยัดและความสะอาดสักหน่อย ทำเองน่าจะดีกว่าเยอะเลย…อย่างน้อยๆ ของในตู้เย็นเรายังสามารถนำมาดัดแปลงมาทำยำง่ายๆ ได้หลายๆ เมนูค่ะ

หลักการทำยำให้อร่อย คือ ท่านต้องนึกถึง

– ต้องสะอาด

– ดีต่อสุขภาพ คือ มีสัดส่วนของไฟเบอร์จากผักมากๆ ไขมัน เนื้อสัตว์ แป้ง มีแต่พอประมาณ

– ดีต่อกระเป๋าตังค์เราด้วย คือ ประหยัด

– รสชาติถูกปากทั้งคนกิน และคนเผื่อกินด้วย

ยำยำ ลดความอ้วน

ปัจจุบันอาหารยำยำ เป็นอาหารทันสมัยสำหรับหญิงสาวและไม่สาว แถมคุณผู้ชายร่วมหุ้นด้วยก็ได้ ในการลดความอ้วน ทุกๆ คนรู้กันดีว่า…วิธีลดความอ้วนนั้นไม่ยากเลย คือกินไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้น้อยลง งดของหวาน เพิ่มอาหารจากผัก ผลไม้ และออกกำลังกาย กินเสร็จอย่าอยู่กับที่ กินอาหารมื้อเย็นแต่น้อย

ทั้งหมดนี้เป็นหลักง่ายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครทำได้สำเร็จ เพราะอาหารยั่วยวนมันเยอะ ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนจึงควรเดินสายกลาง ค่อยๆ ลดจากที่เคยกิน ยังคงอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และอาศัยการออกกำลังกายเป็นประจำ ขจัดไขมันส่วนเกินออกไป กล้ามเนื้อก็จะกระชับ อวัยวะภายในแข็งแรงด้วย

อาหารยำยำ อย่างที่บอก มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จึงเหมาะเป็นอาหารลดความอ้วน เปลี่ยนยำแต่ละแบบ กินได้ทุกวัน กันเบื่อ ดีกว่าสลัดของฝรั่ง เพราะถ้าเป็นสลัดครีมจะให้ไขมันสูงมาก หากจะกินควรเลือกสลัดน้ำใส แต่เดี๋ยวก็เบื่อ จำเจ ไม่หลากหลายเหมือนยำของไทยๆ แถมไฟเบอร์ในผักจะช่วยดึงดูดไขมันส่วนเกินจากอาหารขับถ่ายออกไปด้วย ร่างกายไม่ทันดูดซึมเอาไปเก็บเป็นไขมัน ตามพุง แขน ขา อีกต่อไป

ยำยำ บำบัดโรค

รายละเอียดของความเกี่ยวพันแต่ละโรคกับอาหารประเภทยำยำ ตำตำ นั้นมีมากมาย ซึ่งพระเอกที่สำคัญมี 3 ตัว คือ ไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินเอ และยังมีตัวประกอบช่วยกำจัดโรคอีกหลายตัว เช่น สารอัลลิซินในกระเทียม สารซีลีเนียม เลซิทินในถั่ว วิตามินบี เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่เป็นส่วนประกอบของยำนั้นๆ

แต่ที่แน่ๆ จะมีอยู่ 3 ตัวหลัก อย่างไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินเอ เพราะเป็นสารอาหารหลักในผัก ผลไม้ทุกตัว สำหรับวิตามินเอ อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง เพราะจะมีในผักใบเขียวเข้ม และที่สีออกแดงๆ แสดๆ อย่าง มะเขือเทศ แครอต เป็นต้น

ไฟเบอร์

ช่วยกำจัดโรคได้จากการที่มันเป็นตัวช่วยอุ้มไขมัน น้ำตาล และสารเคมีต่างๆ ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดมาก ถ้ากินไฟเบอร์เป็นประจำแม้จะกินอาหารที่มีน้ำตาลอยู่ด้วย น้ำตาลในเส้นเลือดก็จะลดลงกว่าเดิมได้ ทั้งการป้องกันเบาหวานและรักษาคนที่เป็นอยู่แล้ว

มะเร็งในลำไส้ มักจะเกิดเพราะการหมักหมมในลำไส้ ผนังลำไส้โดนสารเคมีจากอาหาร หรือมีไขมันมากเกินไป จนแบคทีเรียมากิน ปล่อยสารก่อมะเร็งขึ้นมา

โรคนิ่วในถุงน้ำดี ก็มักจะเกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอลส่วนเกินมารวมเป็นก้อนในถุงน้ำดี

ท้องผูก เพราะกินไขมันและโปรตีนมาก

ไส้ติ่ง อาจจะเกิดเพราะกากอาหารที่ไม่มีเส้นใยตกลงไปอุดตันจนอักเสบ

ริดสีดวง ก็เพราะต้องออกแรงเบ่งมากไป เนื่องจากท้องผูก จนเส้นเลือดที่ทวารโป่ง พอง

โรคไต ก็มักจะเป็นเพราะไตทำงานหนักในการขับถ่ายของเสียมากเกินไป

ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ไฟเบอร์ในผัก ผลไม้ ช่วยได้แน่นอนค่ะ…เพราะสาเหตุของแต่ละโรคนี้มาจากการมีของเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกายมากเกินไปนั่นเอง ไฟเบอร์ช่วยดึงของเสียต่างๆ ออกมาได้เร็วขึ้น กระบวนการของร่างกายไม่มีโอกาสดึงดูดสิ่งที่ไม่ต้องการไปทำให้เกิดโรคได้

วิตามินซี

มีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อไวรัสต่างๆ เชื้อหวัด ถ้าเรากินผัก ผลไม้ จากยำยำ หรืออาหารอื่น ไม่มีทางที่จะได้วิตามินซีเกินขนาด ขณะเดียวกันยังได้ประโยชน์จากสารอาหารอีกด้วย เคยมีการวิจัยพบว่า คนที่กินผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีเป็นประจำ เป็นมะเร็งที่หลอดอาหารและกระเพาะอาหารน้อยกว่าคนที่ไม่ค่อยได้กิน และยังพบว่าวิตามินซีมีส่วนป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารไนโตรซามีน ซึ่งเกิดจากอาหารพวกไส้กรอกรมควันได้อีกด้วย

วิตามินเอ

อย่างที่รู้ๆ กันว่าเป็นองค์ประกอบในการมองเห็น ป้องกันไม่ให้เด็กเกิดใหม่ตาบอด รักษาเนื้อเยื่อ สุขภาพผิวหนัง กำจัดฤทธิ์ของสารก่อเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาจากสถิติพบว่า คนที่กินอาหารที่มีวิตามินเอสูงเป็นประจำจะมีโอกาสเป็นมะเร็งที่ปอด ไต และกล่องเสียง น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยได้กิน ดังนั้น ควรหันมากินผักใบสีเขียวที่หาได้ง่ายๆ บ้าง เช่น ตำลึง เพราะมีวิตามินเอสูง กินตับบ้าง

มีเรื่องน่าระวัง สำหรับพ่อแม่ที่ชอบให้ลูกกินน้ำมันตับปลา หรือตัวเองกินวิตามินเอ เม็ด ซึ่งวิตามินเอในนี้จะมีสูงกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 5 เท่า และจะไปสะสมในตับ ทำให้เป็นโรคตับ ความดันโลหิตสูง ปวดหัว ปวดข้อ ปวดกระดูก สู้เรากินพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ดีกว่า ไม่มีอันตราย ปกติเราต้องการวิตามินเอ ประมาณ 2,500 หน่วย ผักทั่วไป 100 กรัม จะมีวิตามินเอ ประมาณ 2,000-4,000 หน่วย หรือถ้าคุณกินยำ ตับ คำหนึ่งจะได้วิตามินเอประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ไม่ต้องกลัวว่ากินหลายคำแล้วจะได้มากเกินไปเพราะยังมีผักด้วย ไฟเบอร์เองจะพาอาหารส่วนเกินออกมา และอย่างน้อยเราก็ไม่ได้กินตับทุกวัน…ซะเมื่อไหร่!

อาหารไทยๆ ของเรา ใช่ว่าจะมีแต่ยำยำ ตำตำ เท่านั้น น้ำพริก กับปลาทู ปลาย่าง ก็ดีและมีประโยชน์พอๆ กัน อย่ามัวเป็นคนล้าสมัยกับอาหารฟาสต์ฟู้ดไขมันเยอะๆ ไฟเบอร์น้อยๆ เลย หันมากินอาหารยำยำ ตำตำ กันดีกว่านะคะ…

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้เปิดกองทุนให้มีผู้เข้าไปสมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยสามารถเข้าไปสมัครได้ที่ธนาคาร 3 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ผู้ที่มีสิทธิในการเป็นสมาชิกคือ มีสัญชาติไทย อายุ 15-60 ปี ไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง และไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชน

นั่นหมายถึงว่า ผู้สมัครต้องไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเป็นข้าราชการ หรือมีโครงการบำเหน็จบำนาญในภาครัฐหรือองค์กรเอกชน

อันที่จริงช่วงอายุที่เขากำหนดคือ 15-50 ปี แต่กฎหมายเปิดช่องไว้ว่าในปีแรกที่เปิดกองทุน คนอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสิทธิสมัครสมาชิกและเป็นสมาชิกต่อไปได้อีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่สมัคร

ส่วนผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 สามารถโอนย้ายมา กอช. ได้ โดยทางเลือกที่ 1 สามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้เลย ทางเลือกที่ 2 (มีบำเหน็จ) ต้องย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 1 ก่อน จึงจะมีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. ได้ ทางเลือกที่ 3 (ชราภาพ มีบำนาญ) ทางเลือกที่ 4 (มีเงินบำนาญ) และทางเลือกที่ 5 (มีเงินบำเหน็จและบำนาญ) มีสิทธิโอนมาเป็นสมาชิกของ กอช. ตามความสมัครใจ

ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม มาตรา 40 ทั้ง 5 ทางเลือกต้องแสดงความจำนงขอโอนมาเป็นสมาชิก กอช. ภายใน 180 วัน (ประมาณภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ 20 สิงหาคม 2558) โดยสามารถโอนเงินสะสมทั้งจำนวนจากกองทุนประกันสังคม มาเป็นเงินสะสมในบัญชีรายบุคคลของสมาชิกในกองทุน กอช. แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

ที่ต้องมีรายละเอียดดังกล่าว เนื่องจากผู้ที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ทางเลือกที่ 1 มีสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 3 กรณี คือ ประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย แต่ไม่มีสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับชราภาพ ในขณะที่ ทางเลือกที่ 2 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรณีชราภาพ) ทางเลือกที่ 3 ชราภาพ มีเงินบำนาญ ทางเลือกที่ 4 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำนาญ ทางเลือกที่ 5 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ และบำนาญ

ส่วนผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 (มีนายจ้าง) และ มาตรา 39 (เคยทำงานในระบบต่อมาลาออก และยังส่งเงินประกันสังคมเอง) นั้น หากเราดูจากถ้อยคำที่ กอช. ระบุว่า “ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ” ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิทธิ์สมัคร ประเด็นนี้อาจจะต้องลองสอบถามหรือติดตามคำชี้แจงเพิ่มเติมจาก กอช. ต่อไป

การจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนนั้น สมาชิกต้องเริ่มสะสมเงินงวดแรกพร้อมไปกับการสมัครสมาชิก และต้องสะสมไม่น้อยกว่าครั้งละ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่า 13,200 บาท ต่อปี (หากเฉลี่ยดู เท่ากับเงินสะสมขั้นสูงสุดที่สมาชิกสามารถสะสมได้คือ 1,100 บาท ต่อเดือน)

เมื่อเราส่งเงินสะสม รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ภายในสิ้นเดือนถัดไป โดยเงินสมทบจะเป็นสัดส่วนของเงินที่สะสมแต่ละงวด และสัมพันธ์กับอายุของสมาชิกในขณะที่ส่งเงินสะสม โดยมีเพดานเงินสมทบของรัฐกำหนดไว้

ถ้าอายุ 15-30 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 50% ของเงินสะสม ไม่เกิน 600 บาท ต่อปี

ถ้าอายุ 30-50 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 80% ของเงินสะสม ไม่เกิน 960 บาท ต่อปี

ถ้าอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 100% ของเงินสะสม ไม่เกิน 1,200 บาท ต่อปี

เงินสะสมไม่จำเป็นต้องส่งทุกเดือน และไม่ต้องสะสมเท่ากันทุกครั้ง นอกจากว่าหากปีใดไม่สามารถนำส่งเงินสะสมได้ กอช. จะคงสิทธิ์ไว้ และรัฐจะไม่ส่งเงินสมทบให้ ในจุดนี้เท่ากับสมาชิกสามารถวางแผนการออมด้วยตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของตนเอง และหากช่วงใดมีรายได้แล้วสมาชิกก็ควรพิจารณาเพิ่มเงินสะสมเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ได้ส่งเงินสะสม เพื่อให้แผนการออมเป็นไปตามเป้าหมาย และไม่เสียประโยชน์จากเงินสมทบที่รัฐจะจ่ายให้

เมื่อเราส่งเงินสะสมไปจนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน และเราไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อน นอกจากจะลาออกจากสมาชิกแล้วเท่านั้น จำนวนเงินบำนาญจะมีจำนวนเงินตามสัดส่วนจำนวนเงินสะสมที่เรามีอยู่เมื่ออายุครบ 60 ปี ดังนั้น หากเราส่งเงินสะสมน้อยเกินไป จำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้ก็จะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต

ผมอยากให้เราคิดง่ายๆ ว่า การเป็นสมาชิก กอช. นั้น คือเราได้ใช้กลไกของกองทุนการออมแห่งชาติในการบังคับตนเองให้เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ช่วงอายุน้อยๆ และช่วงที่มีรายได้ เราต้องวางแผนการออมควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมายเงินสะสมตอนอายุ 60 ปี ไว้ด้วย คิดเสมือนหนึ่งเราเก็บออมเงินด้วยตัวเราเอง แต่กรณีเป็นสมาชิกจะดีกว่าที่รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้เราเพิ่มเติม ตัวเลขการออมและเป้าหมายหรือจำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้รับตอนอายุครบ 60 ปี เราสามารถสอบถาม ตรวจสอบตัวเลขกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง กอช. จะมีตารางที่คำนวณไว้เป็นแนวทางให้เราประกอบการวางแผนและตัดสินใจ และที่สำคัญเราต้องมีวินัยในการนำส่งเงินสะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อไว้ใช้ในยามชราอย่างแท้จริง

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

คำถามหนึ่งในวันนี้ คุณทิ้งอะไรไว้ก่อนจากโลกนี้ไป สำหรับฉันคิดว่าทิ้งความคิดดีๆ เอาไว้ก็ดีนะ

ฉันกำลังจะเล่าเรื่องครูคนหนึ่งกับความคิดดีๆ ที่เขาทิ้งไว้…หลายเดือนมาแล้ว ฉันไปที่โรงเรียนบ้านฟ่อน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบครูหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นครูสอนศิลปะ และประวัติศาสตร์ เขาทำให้สนามหญ้า หรือสวนหย่อมหน้าโรงเรียน เป็นสวนผักได้…

อาคารใหม่ที่เพิ่งสร้าง ถูกยกร่องดินขึ้นมา และมีพืชผักขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ใช่สนามหญ้า หรือสวนหย่อมตามแบบแผนโครงการแต่ต้น

ครูเล่าว่า เมื่อมีอาคารใหม่ ก็มีโครงการจะปลูกหญ้าทำสวนหย่อม แต่เขาปลูกผักลงไปแทน และไปพูดกับ ผอ. ว่า ขอทำเป็นสวนผัก เด็กจะได้กินด้วย

เขาชวนเด็กๆ ปลูกผัก รุ่นแรกที่เก็บกินไปแล้ว มีผักสลัด ผักบุ้ง ผักกาด ต่อมา ผอ. ก็เห็นดีด้วย ที่นี่มีเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป. 6 เด็กนักเรียนทั้งหมดมี 150 คน เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ ย้ายตามพ่อแม่มาทำงานก่อสร้าง เด็กๆ จะอยู่ตามแคมป์คนงาน ประมาณ 90% ย้ายมากลางคัน ครูคิดว่า เด็กๆ อาจจะไม่ได้เรียนต่อ เป็นแรงงานเหมือนพ่อแม่ หรือบางคนก็อาจจะย้ายตามพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่หมดงานซึ่งอาจจะย้ายโรงเรียนอีก หรืออาจจะไม่มีโรงเรียนใดรับ การปลูกผักก็จะเป็นทางหนึ่ง เมืองไทยยังมีที่ดินว่างๆ ให้ปลูกผักได้ หรือแค่ปลูกกินก็ตาม

สำหรับฉันคิดว่า ครูหนุ่มเป็นผู้มีความคิดที่อยู่บนความเป็นจริง และอิงอยู่กับธรรมชาติ เด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด อยู่กับดินและน้ำ

ครูสอนศิลปะ เป็นคนพิษณุโลก ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ 27 ปี จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเชียงใหม่ไปแล้ว เขามีครอบครัวที่นี่

ครูเล่าว่า ภรรยาของครูเป็นแม่ค้าขายขนมครก ที่ใช้ข้าวกล้องทำขนมครก วันหนึ่งทำขนมครกขายมีรายได้ดีกว่าอาชีพครูของเขา และเขาก็เป็นผู้ช่วยเธอด้วย ครูเอาขนมครกมาให้เราชิมด้วย อร่อยจริงๆ

“เคล็ดลับการทำขนมครกให้อร่อย เอาแป้งข้าวเจ้ากับกะทิลงไปผสมกันให้ลงตัว แล้วก็หยอดลงหลุมลงไปเลย จะอร่อยเท่ากัน ถ้าหยอดแป้งก่อนและตามด้วยกะทิมันจะไม่เท่ากัน และไม่เข้ากัน บางทีกะทิจะลอยขึ้นมา และยิ่งถ้าไฟเสมอกัน แป้งกับกะทิจะแยกกันเลย”

ได้เคล็ดลับการทำขนมครกมาด้วย ยิ่งครูบอกว่ารายได้ดี นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี

ครูอธิบายต่อว่า ต้องลองผสมแป้งกับกะทิให้ลงตัว จะใส่น้ำตาลให้ออกหวานนิดๆ หรือใส่เกลือปรุงรสตามที่เราต้องการ ไม่ให้เหลวเกินไป ข้นเกินไป พอได้สูตรลงตัวของเราแล้ว เราก็ทำไปตามนั้น แต่อันดับแรกต้องทดลองเอง เพื่อจะได้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ส่วนของภรรยาครูจะออกไปทางนิ่ม หอมกะทิ

ครูเล่าอย่างมีความสุขในขณะที่ฉันจดสูตรการทำขนมครกเพื่อขาย แม้ฉันจะผ่านเลยการทำขนมครกแล้ว แต่จดเอาไว้เผื่อคนอื่น ที่ว่าตัวเองผ่านเลยเพราะการทำขนมครกนั้น ต้องเป็นคนที่มีวัยไม่มากนัก และมีสุขภาพที่ดีเหมือนกัน เพราะต้องยืนแคะขายนานๆ ทนร้อนได้เพราะต้องอยู่หน้าเตาไฟ

“ชีวิตทำแบบนี้ได้ เพราะมีภรรยาเข้าใจ และใช้ชีวิตเหมือนๆ กัน เธอเป็นคนดูแลสุขภาพ กินอาหารสุขภาพ กินผักอินทรีย์ ทั้งที่ปลูกและไปซื้อตามตลาดผักอินทรีย์

วันหยุด ปิดเทอมก็ยังมาดูแปลงผัก มารดน้ำผัก เด็กๆ ทำได้ แต่ครูต้องดูแลให้เขาด้วย มีเด็กๆ มาร่วมปลูกเป็นเด็กโต แต่บางทีเด็กเล็ก ป. 2 ก็อยากปลูก พอเห็นพี่ๆ ปลูกก็มาขอ “หนูทำไมไม่ได้ปลูก” ก็บอกว่า “มาๆ มาปลูกเลย”

ตอนนี้มีเด็กสนุกกับการปลูกผักมากขึ้น

“ถ้าไม่ได้สอนก็มาลงเกษตร ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้กำลังทำเมล็ดพันธุ์ เก็บเมล็ดพันธุ์ ไปหาเอาของเดิมๆ ไม่ค่อยซื้อแล้ว เด็กๆ ก็ขอเมล็ดพันธุ์ไปปลูกที่บ้าน”

ครูพาเดินดูแปลงผักด้านหลังและด้านข้างโรงเรียน ครูบอกว่า การปลูกผักช่วยเรื่องการกำจัดใบไม้กับขยะได้ด้วย เอาใบไม้มาหมักทำปุ๋ยเพื่อใช้กับแปลงผัก

จากปลูกไปเรื่อยๆ ก็จริงจังขึ้น

“เมื่อไปช่วงเกษตรอินทรีย์ ตรงแถวๆ อบต. สุเทพ พบน้องๆ เขากำลังสาธิตการผสมดิน ก็สนใจไปถามรายละเอียด บอกอยากเข้าร่วมโครงการสวนผักฮักเมือง ให้เขามาดูที่โรงเรียน เขาก็เอาน้องๆ ทีมงานมาปลูกกับเด็กๆ เด็ก ป. 5 เด็ก ป. 6 ก็ดูแลน้องๆ มาช่วยกันทำรอบๆ นี่แหละ และก็สานต่อมาเรื่อยๆ บางทีก็ไปคุยกับแม่ครัวขอเมล็ดพันธุ์แม่ครัวบ้าง คราวนี้ก็จริงจังเลย ปรุงดิน ไปซื้อดินเอามาผสมกับดินที่เรามีอยู่ซึ่งไม่ค่อยดีนัก และผสมกับปุ๋ยหมักที่เราทำไว้

ช่วงนี้ปิดเทอม เด็กๆ ก็ไม่ค่อยได้มา ครูก็ต้องมาดูแลให้พวกเขา มารดน้ำให้เขา

ผอ. เองก็เห็นดี และชอบสวนผักหน้าโรงเรียนใหม่

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ฉันคุยไว้กับครูหนุ่มทำสวนผักหน้าโรงเรียน และฉันบอกครูว่า จะกลับไปหาครูอีกครั้งเมื่อเปิดเทอม จะไปถ่ายรูปเด็กๆ ปลูกผักด้วย ขอเบอร์โทรศัพท์ครูไว้ ครูเขียนด้วยลายมือตัวเอง ธัชชัย พึ่งม่วง พร้อมเบอร์โทรศัพท์

ฉันไม่ได้โทร. ไปหา แต่เลือกค้นชื่อครูจากกูเกิล เพราะคิดว่าเผื่อครูมีเฟซบุ๊ก จะได้คุยกับครูทางเฟซบุ๊กก่อน เมื่อใส่ชื่อครูลงไป หัวข้อหนึ่งขึ้นมาว่า

ส่องกล้อง มองอมก๋อย บรรยากาศงานศพครูต๊ะ นายธัชชัย พึ่งม่วง

…ครูต๊ะ เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีจิตอาสา มาเสียชีวิตด้วยการมาช่วยเหลือผู้อื่นและผู้ประสบภัยไฟไหม้ที่บ้านแม่ฮองกลาง อำเภออมก๋อย บ้านเรา ขอแสดงความเสียใจ และขอไว้อาลัยให้ครูผู้จากไปด้วย

ต้องขอโทษครูด้วยที่เขียนช้าไป แต่เชื่อว่า แนวคิดดีๆ ที่ครูทิ้งไว้ จะไม่จากหายไปไหน ทั้งเรื่องการปลูกผักแทนปลูกหญ้าหน้าโรงเรียน และการทำขนมครกขายเพื่อเป็นอาชีพ

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

หอไตร หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า สิมน้ำ สร้างอยู่กลางน้ำบ้านนาเวียง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านเลยทีเดียว เพราะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณและสมบัติพัสถานล้ำค่าที่ชาวบ้านนาเวียงนำติดตัวจากบ้านเดิมในเขตประเทศลาว

แรกที่เลือกสถานที่สร้างสิมน้ำนี้ ชาวบ้านเล่าว่า ได้พื้นที่หนองน้ำที่ค่อนข้างตื้นเขิน จึงต้องขุดลอกใหม่ ปรากฏว่าขุดพบกระดูกสัตว์และเขากวางทับถมกันมากมาย สิมน้ำหรือหอไตรนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเล่าขานต่อกันไป กระทั่งผู้คนจากบ้านข้างเคียงย้ายมาอาศัยพึ่งบารมีด้วย

สิมน้ำ หรือต่อมามีชื่อเป็นทางการว่า “หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์” เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับลาว สร้างด้วยช่างฝีมือชั้นเลิศละเอียดงดงามอย่างยิ่ง เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารด้วยอักษรธรรมโบราณห่อด้วยผ้าซิ่นไหม เก็บไว้ในกูบหลังช้างอีกที ทั้งหมดทั้งสิ้นนับได้ จำนวน 198 มัด แยกได้ 1,553 ผูก เนื้อหาในคัมภีร์มีทั้งตำรายาสมุนไพร นิทานก้อม สถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ในหอไตรยังมีพระพุทธรูปสำคัญๆ ของบ้านนาเวียง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ นำมาจากหมู่บ้านดั้งเดิม ที่ฉันวาดหวังว่าจะต้องไปให้เห็นกับตาสักครั้ง

กระทั่งถึงวันดีที่ปลอดโปร่ง มีเพื่อนร่วมเดินทางที่ว่างพร้อมกัน ฉันจึงตัดสินใจขึ้นรถไฟไปลงหนองคายและข้ามพรมแดนไปเวียงจันท์ ซึ่งได้ติดต่อกับชาวลาวคนหนึ่งที่เรารู้จักกันครั้งเขามาประชุมสัมมนาที่กรุงเทพฯ เรานัดแนะให้เขาหาเช่ารถยนต์ราคาไม่แพงไว้ให้ ก็ได้รถยนต์คันใหม่นั่งสบายล่องไปบนถนนเป็นคลื่นลอน จนรู้สึกสงสารเจ้าของรถ

จุดหมายปลายทางที่เราจะไป ฉันได้ข้อมูลคร่าวๆ จาก กำนันบุญจันทร์ แห่งบ้านนาเวียง ซึ่งเคยเดินทางไปเยี่ยมยามพี่น้องมาแล้ว แต่คณะของกำนันเดินทางไปจากไชยะบุลี แต่ครั้งนี้เราไปกันทางเวียงจันท์ จำได้แค่ว่าชื่อหมู่บ้านสามหมื่น อยู่ในเมืองเฟียง (ฟาง) เขตพระนครเวียงจันท์

ฉันจำเส้นทางไม่ได้ชัดเจนนัก เพราะเวลาผ่านมานานปีแล้ว จำได้แค่ว่าเรานั่งรถออกจากเวียงจันท์ ผ่านทางแยกที่จะไปวังเวียง จากนั้นก็เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางที่ถนนไม่ค่อยดีนักและรถราก็ไม่จอแจอย่างเวียงจันท์ ใช้เวลานานชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้าน เพราะยิ่งไกลเส้นทางก็ยิ่งทุรกันดาร รถยนต์คันงามค่อยๆ ขยับโยกเยกไปบนถนนดินแดงเป็นหลุมเป็นบ่อ ทว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สลับท่านาเพลิดเพลินจนลืมท้องไส้ที่โยนไปโยกมา

แม้เวลาจะผ่านมานานปี กระนั้นฉันก็จดจำบรรยากาศหมู่บ้านสามหมื่นได้ ท้องฟ้าวันนั้นสว่างไสว มีก้อนเมฆเคลื่อนที่เป็นหย่อมๆ แดดแรง แต่ไม่รู้สึกร้อนเท่าใดนัก ด้วยสายลมที่พัดโบกอยู่ตลอดเวลา บ้านไม้ทรงเก่าใต้ถุนสูง สร้างด้วยฝีมือชาวบ้าน คล้ายๆ หมู่บ้านภาคอีสานของบ้านเราที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นบ้านปูน ใต้ถุนบ้านบางหลังยังมีแม่ใหญ่นั่งกรอฝ้ายทอผ้า

เสียงในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบ ยังเป็นเวลาที่ชาวบ้านอยู่ตามไร่นา มีเพียงคนแก่อยู่โยงเฝ้าบ้าน หลังจากที่เราเดินเตร่อยู่ในหมู่บ้านไม่นาน ก็มีพ่อใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาทักทาย ฉันบอกไปตามความเป็นจริงว่าเดินทางมาที่นี่ตามที่รู้มาจากชาวบ้านนาเวียงว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมาพู้น พ่อใหญ่พยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกว่าเรื่องนี้ต้องคุยกับผู้เฒ่าอีกคน ซึ่งเป็นรุ่นพ่อของพ่อใหญ่อีกที เป็นผู้เฒ่าที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของหมู่บ้านนี้ที่รู้ประวัติความเป็นมาในยุคก่อนโน้น จากนั้นแกก็เรียกเด็กๆ ให้วิ่งไปตามผู้เฒ่าซึ่งอยู่บ้านอีกหลังไม่ไกลนัก

เรานั่งคุยกันใต้ถุนบ้านหลังหนึ่ง ระหว่างนั่งรอ ผู้เฒ่าพ่อใหญ่เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านสามหมื่นเป็นคนไทพวน เดิมทีอยู่ที่เชียงขวาง ได้อพยพหนีพวกจีนฮ่อมาปักหลักที่นี่กลุ่มหนึ่ง และแยกไปอยู่บ้านนากลาง ไม่ไกลจากที่นี่อีกกลุ่มหนึ่ง ใกล้ๆ บ้านสามหมื่นมีภูเขาสูงชันอยู่ลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า ผาท่อหน่อคำ เชื่อกันว่าบนยอดภูนั้นมีหน่อคำอยู่ แต่ไม่มีใครสามารถปีนป่ายไปเอามาได้ เพราะความสูงชันของหน้าผา

คุยกันอยู่ไม่นาน พ่อเฒ่าที่ถูกตามตัวอย่างไม่รู้ตัว ก็ซ้อนรถเครื่องมาถึง ความชราทำให้หูพ่อเฒ่าไม่ค่อยดีดุจเดิม แต่ความจำยังเป็นเลิศ หลังจากฟังฉันเท้าความแล้ว พ่อเฒ่าก็บอกว่าที่เรารู้มาจากบ้านนาเวียงเป็นเรื่องจริง เมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีเชื้อเจ้าสามพี่น้องพาไพร่พลอพยพไปจากที่นี่ ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ทางฝั่งไทย การอพยพครั้งนั้นนอกจากไพร่พลจำนวนหนึ่งแล้ว ยังนำช้างม้าบรรทุกสิ่งของสำคัญไปด้วย

ฉันไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติอันมากค่าเหล่านั้น เพราะเกรงจะเป็นการย้ำรอยที่ไม่ควรรื้อฟื้น เพียงได้รู้ว่าสิ่งที่เราฟังมาเป็นเรื่องจริง ก็ปลาบปลื้มเพียงพอแล้ว ที่ได้พบบ้านพี่น้องสองประเทศของจริงไม่อิงแค่เรื่องเล่า

ฉันถามถึงเรื่องเมล็ดข้าวใหญ่บ้าง พ่อเฒ่าเล่าตำนานเมล็ดข้าวซึ่งคล้ายๆ กับที่ฟังมาจากชาวบ้านนาเวียงและที่อื่นๆ ส่วนเมล็ดข้าวใหญ่ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเทพแห่งเมล็ดข้าว เคยมีอยู่ที่บ้านสามหมื่น แต่หายสาบสูญไปนานเนิ่นแล้ว เมล็ดข้าวใหญ่แกะสลักจากท่อนไม้ มีเรื่องเล่าว่า มีของศักดิ์สิทธิ์อยู่สามสิ่งที่นำติดตัวไประหว่างอพยพ แต่หายไปสองสิ่งคือ เมล็ดข้าวใหญ่ กับหัวเซี่ยงเมี่ยง

ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ได้ฟังจากผู้เฒ่าและพ่อใหญ่ แต่มันเลือนผ่านไปพร้อมกาลเวลาที่แล่นลิบไปข้างหน้า ยังคงรอยจำบางอย่างที่ประทับอยู่ไม่ลบเลือน ฉันตั้งความหวังว่าจะกลับไปที่หมู่บ้านสามหมื่นอีกครั้ง แต่ผ่านมานานปีก็ยังไม่มีโอกาส

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปตามหาหมู่บ้านสามหมื่นครั้งนี้นับว่าเกินคุ้ม เพราะมีสิ่งที่ยืนยันความเชื่อของฉัน ว่าคนลาวกับคนอีสานนั้นไม่ใช่อื่นไกลจริงๆ ไม่ใช่พี่น้องแค่ชื่อเรียกหรือวัฒนธรรม แต่เป็นพี่น้องที่เชื่อมร้อยกันทางสายรก ซึ่งลึกเกินจะขุดค้นได้หมด

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

เมื่อคุณทัศนารถ รู้สึกว่าตนเองเข้าวัยชรา มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว การตระเวนไปปลูกป่าตามถิ่นต่างๆ นั้นดำเนินการได้ไม่สะดวกนัก ควรจะปักหลักปลูกป่าถาวรขึ้นที่ไหนสักแห่ง จึงเดินทางไปดูสถานที่หลายแห่ง สุดท้ายได้ตัดสินใจมาปักหลักซื้อที่ดินข้างวัดป่า “ซับบอน” (เขาคงคา) ตำบลโนนระเวียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาก็ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็น “มูลนิธิพุทธวนา” มีจุดมุ่งหมายปลูกป่า รักษาสิ่งแวดล้อม รองลงไปคือการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลำบากยากไร้ และช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนให้ได้รับการศึกษา มีทั้งที่รับมาอุปการะในมูลนิธิ และที่ให้ความช่วยเหลือโดยผ่านโรงเรียน และครู อาจารย์

มูลนิธิพุทธวนา เริ่มต้นบนพื้นที่ประมาณเกือบ 5 ไร่ จากนั้นได้ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีชาวบ้านหลายรายมาขอให้ช่วยซื้อที่ดินของเขา โดยอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นต่างๆ เมื่อได้ซื้อที่ดินที่เป็นไร่มันสำปะหลัง ตลอดจนพื้นที่เสื่อมโทรมลักษณะต่างๆ ที่อยู่รายรอบวัดป่าซับบอน

จากนั้นได้เริ่มปลูกป่าบนพื้นที่เสื่อมโทรม และปลูกเสริมอย่างต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งได้ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำที่เป็นบริเวณน้ำซับได้อีก 3 สระ ทำเขื่อนและเหมืองฝาย เพื่อระบายน้ำให้ชุมชนได้ใช้สอยด้วย พื้นที่ดำเนินการนี้ครอบคลุมถึงป่าบนภูเขาอีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ร่วมกับพื้นที่ป่าซับบอน หรือวัดเขาคงคา กลายเป็นป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เป็นป่าใหญ่ผืนเดียวกัน ได้พื้นที่มากกว่า 200 ไร่

พื้นที่เบื้องล่างนอกจากปลูกไม้ป่า ไม้ยืนต้นต่างๆ แล้ว ได้จัดแบ่งเป็นแปลงปลูกผัก และปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น เจียวกู่หลาน พลูคาว บัวบก กระชาย บอระเพ็ด ฯลฯ สมุนไพรเหล่านี้ใช้ปรุงยา ใช้เองในมูลนิธิในชุมชนใกล้เคียง ถวายพระ รวมทั้งแจกพันธุ์ให้แก่ผู้สนใจเอาไปปลูกด้วย โดยเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึงปัจจุบัน

คุณทัศนารถ หรือ วนัสนันท์ ได้แรงบันดาลใจ และประทับใจในคำพูดพระป่ารูปหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ว่า

“สวนป่าเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งแล้วที่พุทธวนานี่ แล้วต่อๆ ไปจะมีเพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ท่านไพศาล (วิสาโล) รักษาป่าวัดป่ามหาวัน หลวงพ่อคำเขียน รักษาป่าสุขะโตคุณนาท รักษาป่าบ้านทอฝัน ที่เมืองกาญจน์ หลวงพ่ออเนกฯ รักษาป่าบนดอยธาตุเวียงด้ง แล้วยังมีที่อื่นๆ อีกมากนักหนา พวกเราจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ แล้วสักวันแผ่นดินโกร๋นเกรียน เพราะต้นไม้ถูกตัดจะค่อยๆ หายไป แต่จะมีป่าไม้ขึ้นมาแทนที่ ป่าไม้เขียวๆ ที่พวกเราช่วยกันปลูก ช่วยกันรักษาจะค่อยๆ แผ่กว้างขึ้นๆ และกว้างขึ้นจนเต็มพื้นที่ แล้วโลกนี้ก็จะเป็นสีเขียวอย่างเดิม…”

สำหรับด้านทุนทรัพย์ที่ใช้ไปในการสร้างพุทธวนาของคุณทัศนารถนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการทยอยขายที่ดินส่วนตัวในกรุงเทพฯ ในจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 แปลง และกำลังจะขายแปลงสุดท้ายอีก

ด้วยศรัทธาปสาทะของคุณทัศนารถ ในความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำพุทธวนาให้มีลักษณะคล้ายนิคมของท่านมหาตมะ คานธี

คุณทัศนารถ เห็นว่า ปัญหาสำคัญที่เป็นมหันตภัยใหญ่หลวงของคนไทยเรา คือเรื่องพิษภัยของสารเคมีทางการเกษตร จำพวกสารเร่งและยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง

หายนะภัยจากสารเคมีเหล่านี้ ได้นำพาโรคภัยต่างๆ มาสู่มวลมนุษยชาติสารพัดโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจ เป็นต้น

คุณทัศนารถ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการสร้างพฤติกรรมให้กับผู้คนในสังคมว่า

“ควรต้องมุ่งมั่นในการเปลี่ยนค่านิยมการยกย่องนับถือที่บุคคลพึงมี พึงให้ต่อกันเสียใหม่ว่า เราเลิกให้เกียรติ เลิกยกย่องนับถือคนรวย หรือรวยอย่างผิดปกติกันเสียจะดีไหม? เผื่อว่าการโกง การเขมือบ การคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบเท่าที่เป็นอยู่ในยุคนี้ จะลดน้อยลงบ้าง?”

คุณทัศนารถ เฝ้าเตือนเด็กๆ และผู้คนที่อยู่รอบข้างเสมอว่า

“อย่าบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่จงหาเงินในทางที่ถูกต้องสุจริต เพื่อว่า ถ้าเรามีเงินแม้แต่เพียงเล็กน้อย เราก็จะมีความเป็นคน เป็นมนุษย์อย่างเต็มความหมาย และความหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมีเงินมากเป็นแสนเป็นล้าน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรามีแก่นและมีเกียรติของความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมงดงาม มีความสัตย์ซื่อ และความประพฤติดีมากเพียงไหนต่างหาก”

ทวารวดีในอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ทวารวดีในอีสาน

แล้ววันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2558 ก็ผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยรักและอบอุ่น

พูดถึงแม่แล้ว ก็ให้กระหวัดย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

แม่เป็นคนตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อทำกับข้าวรอใส่บาตรตอนเช้า

พอตื่นแล้วก็จะปลุกลูกให้ตื่นด้วย เพื่อติดเตาหุงข้าวด้วย

ยิ่งช่วงหน้าฝน หน้าหนาว เวลาช่วงนั้นกำลังนอนอุ่นอยู่ใต้ผ้านวมแบบไม่อยากลุก

ถ้าแม่เรียกสองหนแล้วยังไม่ลุก หนที่สามแม่จะเดินมาตลบมุ้ง ในมือถือไม้ขัดหม้อข้าวพร้อม

บ่อยครั้งที่ได้ลิ้มชิมรสไม้ขัดหม้อข้าว

จนเมื่อเข้ามาเรียนอยู่ในเมืองถึงได้รู้คุณ เพราะสามารถทำกับข้าวกับปลากินเองได้ ไม่อดตาย

เรื่องทำกับข้าวทุกมื้อ แม่จะให้ตำน้ำพริกประจำ ส่วนผัดหรือแกง ดูจะของรอง

ผักที่กินแกล้ม ก็จะมีกระถินริมรั้ว ผักบุ้งท้องนา แตงกวาจากสวนหลังบ้าน และผักอื่นอื่นที่ปลูกไว้

คิดถึงความหลัง บางครั้งมันก็มีความสุขดี

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ เป็นเรื่องราวของอดีต

“ทวารวดีในอีสาน” ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง

ดินแดนสุวรรณภูมิ หรืออุษาคเนย์นี้ ในสมัยโบราณมิได้มีแต่ชาวเขมร หรือชาวลาวเท่านั้น

หากแต่ยังมีผู้คนอีกหลากหลายเผ่าพันธุ์ ได้อาศัยอยู่ที่นี่มาช้านานแล้ว

ความคิดชาตินิยม ที่เชื่อว่าคนไทยที่อยู่ทุกวันนี้ ได้อพยพหนีการรุกรานมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

แต่เฉพาะความรู้เล่มนี้ จำกัดองค์ความรู้เรื่องศิลปะทวารวดีในอีสาน

เป็นยุคสมัยหนึ่งของคนโบราณ ที่นำเอาศิลปะทวารวดีจากภาคกลาง และศิลปะเขมรเข้าผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

กระทั่งกลืนกลายเป็นเอกลักษณ์ของลุ่มน้ำในภูมิภาคแห่งอีสาน

ความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ในรูปเล่มศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

จำหน่ายตามแผงหนังสือ และร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 210 บาท

การเรียนอดีตที่ผ่านมาแล้ว จะทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของคนโบราณ ว่าที่ท่านทำนั้นด้วยความเชื่ออะไร มีสาเหตุอะไรเป็นแรงจูงใจ

หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่ทันสมัย

แต่อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีอดีต ก็ไม่มีปัจจุบัน และจะไม่มีอนาคต

ขอให้สังเกตและไตร่ตรองให้ดีว่าทุกวันนี้ ความเจริญทันสมัยไปถึงไหน ธรรมชาติความหายนะไปถึงนั่น

จิตใจผู้คนหยาบกระด้าง ขาดสำนึกเพื่อส่วนรวม

ความปรองดอง มองและคิดแล้ว จึงเป็นเพียงความฝันที่อยู่ในแผ่นกระดาษ

เพราะขาดความรู้เรื่องอดีต อันเป็นรากเหง้าเท่านั้นเอง

รู้แล้วทำเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

รู้แล้วทำเลย

จิตแพทย์คนหนึ่ง สนใจวิชาสมาธิภาวนา มาขอภาวนาด้วย ก่อนจะได้ภาวนา คุณหมอได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อ่านมาจากตำราต่างๆ มากมาย จนจัดว่า คุณหมอเป็นผู้มีความรู้ด้านภาวนาดีคนหนึ่งในวงการชาวพุทธทีเดียว

อาตมาพิจารณาแล้วว่า ผู้มีความรู้เช่นนี้มีสมองเป็นเลิศ คิดเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากสนใจสมาธิภาวนาก็ควรได้ลงมือปฏิบัติให้มากกว่าจะชวนคิด ชวนคุย ต่อไปจึงนัดวันกันว่า ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ จะมาฝึกฝนการภาวนาด้วยกัน ตั้งแต่ เวลา 09.00-10.00 น.

คุณหมอเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา และเป็นผู้มีฉันทะและอิทธิบาทข้ออื่นๆ ครบถ้วนจริงๆ สิ่งที่แสดงว่าคุณหมอสนใจการฝึกมากก็คือ เมื่อได้เวลาฝึก คุณหมอจะมาก่อนเวลาเสมอ มาถึงแล้วไม่รอช้าลงมือฝึกฝนกันเลยทีเดียว

การฝึกที่ว่านี้คือ นั่งสมาธิ ต่างคนต่างนั่งหันหน้าเข้าหาองค์พระพุทธปฏิมา แล้วตั้งใจภาวนาเพื่อพัฒนาตัว รู้โดยมีลมหายใจเป็นหลักในการวางสติ หรือในการที่สติจะเกาะติด สมกับ คำว่า อานาปานสติ การใช้สติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

การลงมือปฏิบัติอย่างนี้คือ การเข้าไปสู่ประสบการณ์การมีสติและการรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยตรง รู้สึกมากเท่าไร ก็เป็นสมาธิเท่านั้น ส่วนที่เผลอสติ ปล่อยใจให้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่เนิ่นนานแค่ไหน ก็ถือว่าไม่เป็นสมาธิ

นี่คือวิธีปฏิบัติที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องท่องจำมนต์บทใด ไม่ต้องรู้ภาษาบาลีที่ยากเย็นแต่ประการใด รู้เข้าไปตรงๆ เลย เมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็รู้ ไม่รู้ก็รู้ว่าช่วงใดไม่รู้ นั่นแหละเรียกว่า เจริญสติ คือ มีความระลึกรู้สึกได้

เมื่อฝึกฝนเสร็จก็ได้สนทนากันต่อ คุณหมอได้เล่าถึงความรู้สึกว่า การนั่งวันนี้สงบเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ฟุ้งซ่านถึง 80 เปอร์เซ็นต์

อาตมาบอกคุณหมอว่า การเรียนรู้เริ่มบังเกิดแล้ว คือ สามารถรู้ว่าฟุ้งเท่าไร สงบเท่าไร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความสงบจากเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางอื่นใดนอกจากฝึกฝนๆ ฝึกฝน เท่านั้น คุณหมอท่านได้ทราบแล้วไปฝึกต่อที่บ้านอีก

สัปดาห์ต่อมาคุณหมอมาฝึกอีก คราวนี้บอกว่า ฝึกได้ดีกว่าวันก่อนๆ ที่เคยฝึกมา เพราะฝึกที่บ้านหลายรอบ รอบละ 45 นาที ตอนนี้มีอาการเหมือนติดสมาธิ

อธิบายให้คุณหมอฟังว่า ไม่ติดสมาธิหรอก แต่เป็นการเพลิดเพลินในธรรม ใคร่ในธรรม มีความสุขในธรรม ดั่งคำที่ว่า ธัมมกาโม ภะวังโหติ แปลว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ตอนนี้คุณหมอกำลังอยู่ในอาการใคร่ธรรม พยายามประคองอาการเช่นนี้ไว้

จะทำให้เกิดฉันทะในการภาวนายิ่งขึ้น เพราะทำสิ่งใดมีความสุขก็จะเพลิดเพลินกับการกระทำนั้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนการภาวนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันต่อมา หลังจากคุณหมอนั่งสมาธิภาวนาเรียบร้อยแล้ว ได้อธิบายความรู้สึกว่า เมื่อเช้าก่อนจะขึ้นมาภาวนา ได้เห็นอุบาสิกาคนหนึ่งกำลังทำสวนดอกไม้อยู่หน้าศาลาวัดพุทธธรรม รีบทักทายแล้วขึ้นมาเจริญภาวนา เริ่มภาวนาไปได้สัก 10 นาที ก็หวนกลับมานึกถึงพยาบาลคนหนึ่งว่า เคยทำงานกันมากี่ปี ทำอะไรบ้าง เธอเป็นคนดีอย่างไรบ้าง จนกระทั่งลืมพิจารณาลมหายใจไปเสียสนิทเลย

อาการอย่างนี้เรียกว่าอย่างไร

จึงอธิบายว่า นี่คือการเกิดขึ้นของสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ในขันธ์ห้า กล่าวคือ พอตาเห็นรูป วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏ ตากับรูป เป็นรูปขันธ์ รู้สึกพอใจ เป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่าเป็นใคร เป็นสัญญาขันธ์ คิดแล้วคิดอีก เรื่องที่จำได้นั้นก็เป็นสังขารขันธ์ คิดวนไปเวียนมาไม่ยอมไปที่ไหนอื่น จัดเป็นสังรวัฏในสังขารขันธ์ คือเวียนไปเวียนมา ไม่ออกไปไหนอยู่เป็นเวลานาน คิดไปคิดมา ถ้าสักว่าคิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีตัณหาและอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ดั่งคำว่า สังขารา ปรมา ทุกขา ยิ่งคิดมาก ยิ่งเป็นทุกข์

หรือถ้านั่งคิดถึงคน คนที่ได้เห็นเป็นเวลานานๆ โดยลืมคิดถึงเรื่องอื่นทั้งหมด เท่ากับว่า สังขารขันธ์ หนึ่งในห้าขันธ์ กำลังทำงานอย่างเต็มที่ อันสอดคล้องกับบทกรวดน้ำของสวดมนต์แปลที่ว่า มีขันธ์ขันธ์เดียว กำลังท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ คือ กำลังคิดถึงเรื่องใหญ่บ้าง เรื่องเล็กบ้าง อย่างกัดติดไม่เคลื่อนไปไหน

นี่คือประสบการณ์การศึกษาที่ผ่านการภาวนาจิต ได้สัมผัสสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากสภาวะธรรมชาติที่แท้จริงแบบตรงๆ ไม่ต้องคาดคะเนอีกแล้ว คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงได้สัมผัสพุทธธรรมตรงๆ ในภายใน เมื่อเฝ้ามองด้านในอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ตรงแล

สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว คุณหมอก็กราบพระพุทธรูปในอุโบสถ และกราบพระสงฆ์ที่ร่วมภาวนาด้วย อย่างน้อยอีก 1 สัปดาห์ จะได้มาพบกันเพื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมเพิ่มเติมความสะอาด ความสว่าง และความสงบพบสันติสุขต่อไป?