เมื่อมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

เมื่อมีปัญหา

เชื่อว่า ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ล้วนเคยเจอปัญหากันมาแล้ว และจะต้องพบปัญหากันอีกไปจนกว่าจะจากโลกนี้ไป แต่หากนำเอาปัญหาที่เคยผ่านมาแล้วมาทบทวนก็จะพบว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้และมีทางออกเสมอ ส่วนแก้ปัญหาแล้วปัญหานั้นจะหมดไปเสร็จสิ้นเด็ดขาด หรือยังหลงเหลืออยู่ นั่นก็คือการแก้ปัญหาที่มีผลออกมาแล้ว

ในฐานะที่เป็นมนุษย์เบาหวานคนหนึ่ง ที่เคียงคู่อยู่กับเบาหวานมาอย่างยาวนาน ดูทีท่าเหมือนความรักของเราจะหวานชื่นขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 กว่าจุด ถึง 200 หรือ 300 สูงสุดเคยสูงถึง 700 จุด นับว่ารักกันแทบตายหรือใจจะขาดเลยทีเดียว จึงอยู่ในฐานะแก้ปัญหาเบาหวานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สิ่งที่เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเบาหวานคือสติ ต้องคอยเตือนตนเองเสมอว่า ของหวานจากน้ำตาล หรือแป้งจากคาร์โบไฮเดรต ต้องห่างไกล แม้ของหวานจากผลไม้ก็ต้องห่างไกล แม้จะต้องฉันบ้างเพื่อฉลองศรัทธา ต้องตระหนักเสมอว่า เราคือผู้ป่วยเบาหวาน สติจึงสำคัญที่สุด

นอกจากระวังความหวานจากแหล่งต่างๆ แล้ว การออกกำลังควบคู่กันไปก็สำคัญมาก หากไม่ยุ่งงานชนิดติดพันจริงๆ ต้องเดินออกกำลังให้ได้อย่างน้อย 10,000 ก้าว หรือ 5 ไมล์ ขึ้นไป

นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งของคำขวัญที่ว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้

อาตมาเคยฟัง อาจารย์สมทรง บุญญฤทธิ์ อดีตอาจารย์สอนวิชาภาษาไทย และวิชาพระพุทธศาสนา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้อธิบายเศียรของพระพุทธรูปไว้อย่างน่าฟังว่า เวลาเรากราบพระพุทธรูป มองพระพักตร์ของพระองค์ที่อิ่มเอิบ เบิกบาน และมองไปถึงพระเศียร จะเห็นว่า ยอดของพระเศียรนั้นจะมีพระเมาลีแหลม รอบๆ พระเศียรจะเป็นพระเกศหรือพระเกศากลมๆ ซึ่งอาจารย์อธิบายความหมายว่า พระเกศากลมๆ นั้น เป็นสัญลักษณ์สื่อถึง ปัญหา ส่วนพระเมาลี หรือพระโมลีที่แหลมขึ้นไปนั้น หมายถึง พระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า

เวลาที่เราตั้งใจกราบพระพุทธรูปด้วยจิตใจที่สงบ เสมือนจะได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าตรัสกับเราผู้กำลังก้มกราบว่า เมื่อใดที่มีปัญหา จงใช้ปัญญาแก้เถิด หรือถ้าทำความรู้สึกซึ้งๆ จะได้ยินพระสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอบอุ่นว่า เมื่อมีปัญหา ใช้ปัญญาแก้นะลูกนะ

คำอธิบายตรงนี้สำคัญมากทีเดียว สิ่งที่จะแก้ปัญหาดีที่สุดคือปัญญา เพราะใช้ปัญญาแก้ปัญหาแล้วไม่มีผลข้างเคียงแต่ประการใด แต่วิธีการอื่นๆ นำมาแก้ปัญหาแล้วยังมีผลข้างเคียงตามมา

ถ้าติดตามข่าวการแก้ปัญหาชีวิตทางสื่อสารและโซเชียลมีเดียตอนนี้ เมื่อมีปัญหาหนัก คนนิยมฆ่าตัวตายกันมากขึ้น แต่เมื่อแก้ปัญหาแล้วปรากฏว่ามีปัญหาตามมาเสมอ เช่น ชาวนาเป็นหนี้ฆ่าตัวตายหนีหนี้ กลายเป็นว่า พ่อบ้านฆ่าตัวตายไปแล้วแต่ลูกเมียต้องหาเงินปลดหนี้ต่อไป

ช่วงหลังๆ คนฆ่าตัวตายรอบคอบมากขึ้น เวลาจะฆ่าตัวตายมักจะกินยาพิษให้ตายกันแบบยกครอบครัว ไม่ต้องมีใครเหลือให้เผชิญทุกข์ต่อ แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างหลังต้องจัดการงานศพ และเรื่องราวต่างๆ กันอีก เป็นอันว่าแม้ตายไปแล้วแต่ใช่ว่าปัญหาจะหมดไปตามผู้ตาย แต่ยังมีปัญหาค้างคาอยู่ให้คนอื่นต้องแก้ต่อไปเสมอๆ

นักโทษรายหนึ่งติดคุกมา 10 กว่าปี เพิ่งจะออกจากคุกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมนี่เอง ออกจากคุกแล้วไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไร ไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง มุ่งหน้าค้ายาบ้า 100,000 กว่าเม็ด คาดว่าทำงานครั้งเดียวรวย มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต แต่ไปไม่รอด ถูกตำรวจจับได้คงต้องเข้าไปทำมาหากินในคุกไม่ต่ำกว่า 30 หรือ 50 ปี อีกเป็นแน่แท้

นี่คือการแก้ปัญหาตามสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดเท่าที่คิดได้ โดยยังไม่ใช้ปัญญา

อีกรายหนึ่ง เด็กอายุ 13 ปี พ่อทิ้งให้อยู่กับแม่ กับพี่น้องอีก 7 คน ในแหล่งเสื่อมโทรมของกรุงเทพฯ ไปโรงเรียนถูกเพื่อนดูถูกหยามหมิ่นว่าเป็นลูกคนจน ไม่มีพ่อ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ กลับมาบ้านปรึกษากับแม่ แม่จึงสอนว่า ลูกเอ๋ย! ถึงเรายากจนก็ไม่ต้องท้อถอย เมื่อเราจนเราต้องทำงานสุจริตหาเงินให้หายจน

แม่ไม่สอนลูกเปล่าๆ แต่ทำขนมให้ลูกมานั่งขายตามฟุตปาธ ขายเรื่อยไป แปลงคำหมิ่นเหยียดหยามให้เป็นพลังฮึดสู้ ไม่นานเด็กคนนั้นและแม่ก็มีเงินกินขนม กินข้าว ซื้ออุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

ฝ่ายแม่ก็ไม่ยอมแพ้ชีวิต ทำงานหนัก ทำงานมาก ชวนลูกๆ ลุยงาน ไม่ท้อแท้ นับว่าเป็นยอดคุณแม่จริงๆ เป็นแม่พิมพ์ตัวจริง เสียงจริง ที่พิมพ์ลูกดีมีคุณธรรมออกมาสู่สังคม

จนอยู่มาวันหนึ่ง มีคนไปซื้อขนมเด็กคนนี้แล้วนำมาลงเฟซบุ๊ก ใครๆ ก็สงสารพากันมาซื้อขนมอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บางคนซื้อขนม 10 ห่อ ทิปเงินให้ 3,000 รางวัลความดีและขยัน ตอนนี้มีเงินหลายหมื่นบาทเก็บฝากธนาคารไว้ หวังว่าคงจะเป็นทุนของครอบครัวที่มีแม่ดี นำลูกทำมาหากินให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

นี่คือตัวอย่างของการใช้ปัญญาแก้ปัญหา ที่ไม่มีผลข้างเคียงอันจะสร้างปัญหาต่อไป ตรงกันข้าม มีแต่จะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

เมื่อเผชิญปัญหาทุกครั้ง อย่าลุกลี้ลุกลนแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่จะแก้ปัญหาด้วยปัญญา พิจารณาอย่างถ้วนถี่ แล้วปัญหานั้นจะหมดไปอย่างไม่เหลือเชื้อให้แก้อีก แต่ปัญหาจะกลายเป็นปุ๋ยแห่งความเจริญก้าวหน้าเข้ามาแทนที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหา จงพบทางสว่างที่ออกจากปัญหาอันแสนยากลำบากด้วยความปลอดภัยเถิด

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ขณะนี้วงการยางพาราไทยได้เข้าสู่มิติใหม่ ภายหลังร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ได้ผ่านความเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย การประกาศ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทำให้เกิดองค์กรใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” หรือ กยท. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและบริหารงานยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด อุตสาหกรรม งานวิจัยและวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะทำให้การพัฒนายางพารามีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทันทีที่พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยประกาศบังคับใช้ มี 3 หน่วยงานยางพารา ที่ต้องยุติบทบาทลงและยุบรวมกัน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ขณะเดียวกันจะมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ Rubber Authority of Thailand (RAOT) เป็นซึ่งองค์กรรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและดำเนินงานพัฒนาระบบยางพาราของประเทศให้เป็นเอกภาพและมีศักยภาพสูงขึ้น พร้อมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของภูมิภาคอาเซียน และเป็นผู้นำตลาดยางพาราโลกในอนาคต

สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมคือ การบริหารจัดการองค์กร ทั้งระบบการเงิน บัญชี และงบประมาณของปี 2558-2559 ซึ่งจะต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็น กยท. โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2558 อาจต้องนำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการ กยท. ประมาณ 2 เดือน หรือแม้แต่ระบบทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยด้วย ซึ่ง สกย. จะมีบทบาทภารกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มุ่งการส่งเสริมปลูกแทน มาเป็นการสนับสนุนกิจการของสถาบันเกษตรกรให้เติบโตขึ้น สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้เงินสงเคราะห์ หรือเงินเซส (Cess) โดยให้ กยท. จัดทำแผนบริหารเงินกองทุนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อควบคุมการขยายตัวของ กยท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไป

เบื้องต้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่และภารกิจของ กยท. และพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ทั้งยังต้องพัฒนาระบบไอที (IT) เพื่อการบริหารจัดการยางพาราให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนพัฒนายางพาราให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวม 16 โครงการ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง และสามารถยกระดับระบบตลาดให้มีเสถียรภาพด้วย

นอกจากนั้น ยังเตรียมความพร้อมบริหารจัดการกองทุนพัฒนายางพารา โดยจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อวัตถุประสงค์ 6 ข้อ คือ

1. ใช้เพื่อบริหารจัดการองค์กร 10%

2. ใช้สนับสนุนการศึกษาวิจัยยางพารา 5%

3. ใช้เพื่อส่งเสริมการปลูกแทน 40%

4. ใช้เพื่อส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ พัฒนาระบบตลาดและการขนส่ง และรักษาระดับราคายางให้มีเสถียรภาพ 35%

5. สวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง 7% และ

6. ใช้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกร 3%

อย่างไรก็ตาม วาระเริ่มแรกจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กยท. และแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ขึ้นมาดูแลก่อน และภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ครม. จะมีการแต่งตั้งประธานบอร์ด กยท. พร้อมแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยตัวจริง เพื่อทำหน้าที่บริหารและขับเคลื่อน กยท. ต่อไป และเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยมีหน่วยงานยางระดับจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนา และบริหารจัดการยางพาราในพื้นที่อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การผลิต การแปรรูป และการตลาด

ในอนาคต กยท. จะเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายด้านยางพาราทั้งระบบของชาติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราไทย ดังนั้น บุคลากรและเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย รวมถึงบทบาทหน้าที่ ของ กยท. เพื่อเป็นกำลังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการยางพาราทั้งระบบอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง อุตสาหกรรมยางพารา และช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และคาดว่า กยท. จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับยางพาราไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนด้วย

การจัดการโรค และแมลงศัตรูแตงกวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การจัดการโรค และแมลงศัตรูแตงกวา

ปัจจุบัน พฤติกรรมในการบริโภคแตงกวาของคนไทย จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ “แตงกวาผลสั้น” ซึ่งจะมีความยาวของผลเฉลี่ยจากหัวถึงท้าย ประมาณ 10-12 เซนติเมตร อีกกลุ่มหนึ่งคือ “แตงกวาผลยาว” จะมีความยาวของผล ตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ขึ้นไป เช่น แตงร้าน เป็นต้น ภาพรวมของสายพันธุ์แตงกวาที่ดี ว่า “มีเนื้อแน่น เมล็ดลีบ รสชาติอร่อย วางขายอยู่ในตลาดได้นานในสภาพอุณหภูมิปกติ เป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรค และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดี” งานพัฒนาสายพันธุ์แตงกวาในบ้านเรามีความก้าวหน้าไปมาก และเมล็ดพันธุ์แตงกวาที่วางขายในท้องตลาด ซึ่งเกือบทั้งหมดผลิตโดยภาคเอกชนจะเป็นลูกผสมทั้งหมด ซึ่งจะมีความแน่นอนในเรื่องของผลผลิต ไม่เกิดความแปรปรวนเหมือนกับพันธุ์ผสมเปิด

ปลูกแตงกวาอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า สายพันธุ์แตงกวาที่มีขายในท้องตลาดขณะนี้ เป็นสายพันธุ์ลูกผสม เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาจะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นว่า แตงกวาพันธุ์ลูกผสมจะมีความต้องการปุ๋ยมากพอสมควร จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้ถูกจังหวะของการเจริญเติบโต โดยปกติแล้วการปลูกแตงกวาของเกษตรกรไทยมักจะปลูกกันในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าฤดูอื่น แต่ในช่วงฤดูฝนมักจะพบปัญหาเกี่ยวกับโรคโคนเน่า รากเน่า โรคราน้ำค้าง และยังพบอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีปริมาณของดอกตัวผู้มาก และต้นแตงกวามักจะพบอาการบ้าใบ เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาควรจะต้องรู้นิสัยของแตงกวาและอายุการเก็บเกี่ยว และยังได้อธิบายหลักการกว้างๆ ของการปลูกแตงกวาเพื่อให้เกษตรกรบำรุงรักษาให้ถูกช่วงเวลาที่ถูกต้อง เช่น ระยะเตรียมดิน เกษตรกรควรจะใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูกด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือใช้ สูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนชา ต่อหลุม หรือประมาณ 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ “หลังย้ายปลูก” 7 วัน เร่งการเจริญเติบโตของต้นแตงกวาด้วยปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น ยูเรีย (สูตร 46-0-0) โรยให้ทั่วบริเวณแปลงปลูก ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ และ “ระยะแตงกวาออกดอก” คือประมาณ 25 วัน หลังจากปลูกแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ สูตร 12-24-12 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นต้น

แมลงศัตรูพืชที่สำคัญของแตงกวา ได้แก่

“แมลงหวี่ขาว” ซึ่งเป็นแมลงที่หากินอยู่ในท้องนา พอเข้าเดือนมีนาคม หมดฤดูทำนา แมลงหวี่ขาวก็จะหันโจมตีแปลงปลูกแตงกวาแทน ปัญหาแมลงหวี่ขาวสามารถแก้ไขได้โดยใช้ยาอะบาเม็กติน ฉีดพ่นในช่วงเย็น ระหว่างเวลา 17.00-19.00 น. เพราะแมลงหวี่ขาวจะออกมาหากินในระยะเวลานี้ ถ้าฉีดยาตรงเวลาที่แมลงหวี่ขาวออกมารบกวนก็จะได้ผลผลิตที่ดี แตงกวาก็จะไม่เสียหายง่าย

“ด้วงเต่าแตง” (เกษตรกรมักเรียก แมงเต่าทอง) เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของพืชตระกูลแตง เพราะแมลงพวกนี้จะเข้าทำลายแตงกวาในระยะต้นอ่อน ทำให้พืชได้รับความเสียหาย การป้องกันกำจัด ใช้เมโทมิล (ชื่อการค้า แลนเนท) ฉีดพ่น อัตราส่วนดูได้จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ “พวกหนอนต่างๆ” ใช้ยาอะบาเม็กติน ฉีดพ่นสลับกันกับยาตัวอื่น เพื่อป้องกันการดื้อยา

“เพลี้ยไฟ” ลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลแก่ พบตามยอดใบอ่อน ดอก และผลอ่อน การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ดอกอ่อน และยอดอ่อน ทำให้ใบม้วนหงิกงอ รูปร่างผิดปกติเป็นกระจุก มีสีสลับเขียวเป็นทาง ระบาดมากในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง นับเป็นแมลงที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการปลูกแตงกวา การป้องกันกำจัด ให้น้ำเพิ่มความชื้นในแปลงปลูก โดยให้น้ำเป็นฝอยตอนเช้าและตอนเย็น จะช่วยลดปัญหาของเพลี้ยไฟได้ ใช้สารฆ่าแมลง คือ สารสตาร์เกิล-จี ซัลแฟน 1 ช้อนชา ต่อหลุม ใส่พร้อมกับการหยอดเมล็ด จะป้องกันได้ประมาณ 2 สัปดาห์

กรณีที่เริ่มมีการระบาด ให้ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ อิมิดาคลอพริด (โปรวาโด, โคฮินอร์ เอ็กซ์, เสือพรีอุส) ฟิโพรนิล (เฟอร์แบน), คาร์โบซัลแฟน (โกลไฟท์) เป็นต้น

“ไรแดง” ลักษณะไม่ได้เป็นแมลง แต่เป็นสัตว์ที่มีขา 8 ขา มีขนาดเล็กมาก มองเห็นเป็นจุดสีแดง การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อน ทำให้ใบเป็นจุดด่างมีสีซีด โดยจะอยู่ใต้ใบเข้าทำลายร่วมกับเพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อน มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้ง ซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดน้ำ การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีกำจัดไรแดง ได้แก่ โอไมต์

“เพลี้ยอ่อน” ลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวคล้ายผลฝรั่ง มีท่อเล็กๆ ยื่นยาวออกไปทางส่วนท้ายของลำตัว 2 ท่อน เป็นแมลงปากดูด ตัวอ่อนสีเขียว ตัวแก่สีดำและมีปีก การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อน ทำให้ใบม้วน ต้นแคระแกร็น และยังเป็นพาหะนำไวรัสด้วย มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้ง ซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดน้ำ โดยมีมดเป็นตัวนำ หรือการบินย้ายที่ของตัวแก่ การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่นเดียวกับการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ

“เต่าแตงแดง และ เต่าแตงดำ” ลักษณะเป็นแมลงปีกแข็ง ปีกมีสีส้มแดงและสีดำเข้ม ตัวมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร อาศัยอยู่ตามกอข้าวที่เกี่ยวแล้วในนา หรือตามกอหญ้า การทำลาย กัดกินใบตั้งแต่ระยะใบเลี้ยงจนกระทั่งต้นโต ทำให้เป็นแผลและเป็นพาหะของโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียด้วย ตัวเมียวางไข่บริเวณโคนต้น ตัวหนอนกัดกินราก การป้องกันกำจัด ควรทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลง รวมทั้งเศษซากแตงหลังการเก็บเกี่ยว ใช้สารเคมีฉีดพ่น ได้แก่ เซฟวิน 85

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ควรพ่นยาป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เต่าแตง แมลงวันทอง โดยใช้ยาพวกคาร์บาริล (เซฟวิน) และยาพวกคาร์โบซัลแฟน (โกลไฟท์) พ่นสัปดาห์ละครั้งสลับกัน แต่ถ้ามีเพลี้ยไฟระบาด ควรพ่นทุกๆ 5-7 วัน ควรพ่นยาพวกแมนโคเซบ เพื่อป้องกันโรคทางใบ สัปดาห์ละครั้ง โดยอาจพ่นร่วมกับการพ่นยาฆ่าแมลงการป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง วิธีป้องกันที่ดีคือ คลุกเมล็ดแตงกวาก่อนปลูกด้วยสารพวกเมทาแลกซิล โดยใช้เมล็ด 1 กิโลกรัม ต่อยา 7 กรัม ซึ่งจะป้องกันโรคในระยะเดือนแรกได้ดี หลังจากนั้นควรพ่นยาป้องกัน เช่น แมนโคเซบ (แมนเซท-ดี) ทุกๆ 7 วัน

โรคที่สำคัญ ได้แก่ “โรคใบด่าง” เกิดจากเชื้อไวรัส สาเหตุอาจจะติดมาจากเมล็ดพันธุ์ ซึ่งโรคนี้พบได้ทุกแปลงปลูกแตงกวา ลักษณะอาการจะปรากฏที่ใบเลี้ยงคู่แรก หรือใบจริงคู่แรก โดยอาการใบมีสีเหลืองสลับกับสีเขียวอ่อน หรือขาวซีด ทำให้ต้นกล้าที่เกิดขึ้นมาแคระแกร็น โรคนี้โดยส่วนใหญ่จะมีแมลงตระกูลเพลี้ยเป็นพาหะ วิธีการแก้ไขในเบื้องต้น เมื่อพบต้นแตงกวามีลักษณะอาการดังกล่าว ให้ถอนต้นใส่กระสอบให้มิดชิด นำออกมานอกแปลงแล้วเผาทำลาย ป้องกันและกำจัดแมลงพาหะ โดยเฉพาะแมลงตระกูลเพลี้ยต่างๆ ซึ่งแมลงเหล่านี้อาจจะนำเชื้อไวรัสมาจากที่อื่นแล้วมาแพร่เชื้อในแปลงปลูกของเรา หรืออาจจะติดเชื้อจากแปลงเราแล้วนำพาเชื้อให้กระจายไปทั่วภายในแปลงปลูก ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้แตงกวาขาดน้ำ

หากเกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาสังเกตจะพบว่า ส่วนใหญ่ต้นแตงกวาที่แสดงอาการของไวรัสจะเป็นแตงกวาบริเวณต้นแถวและท้ายแถวปลูก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่ไม่ค่อยได้รับการรดน้ำอย่างเต็มที่ ทำให้แตงกวาขาดความแข็งแรง ไม่เจริญเติบโต จึงแสดงอาการของไวรัส

หากพบว่า แตงกวามีลักษณะอาการต้นแคระแกร็น ใบเหลือง ด่าง ยอดแตงกวาไม่คืบ วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ตัดสินใจถอนต้นแตงกวานั้นตั้งแต่เล็กๆ ใส่กระสอบให้มิดชิด แล้วเผาไฟทิ้งเสีย อย่าปล่อยไว้จนระบาดไปทั่วแปลง แล้วจะแก้ไขไม่ทัน

“โรคราน้ำค้าง” หรือเกษตรกรนิยมเรียกว่า “โรคใบลาย” ลักษณะอาการ เริ่มเป็นจุดสีเหลืองบนใบ แผลนั้นจะขยายออกเป็นเหลี่ยมในระหว่างเส้นใบ ถ้าเป็นมากๆ แผลลามไปทั้งใบ ทำให้ใบแห้งตาย ในตอนเช้าที่มีหมอกน้ำค้างจัดช่วงหลังฝนตกติดต่อกัน ทำให้มีความชื้นสูงในบริเวณปลูก จะพบว่าใต้ใบตรงตำแหน่งของแผลจะมีเส้นใยสีขาวเกาะเป็นกลุ่ม และมีสปอร์เป็นผงสีดำ ซึ่งจะเกิดมากในช่วงของการจับยอดแตง เพราะถ้าสัมผัสใบแตงที่เป็นแล้วไปจับใบอื่นๆ โรคชนิดนี้ก็จะลามไปทั่วแปลงอย่างรวดเร็ว วิธีป้องกัน ใช้สารอีทาบ็อกแซม (ชื่อการค้า “โบคุ่ม”) ฉีดพ่นสลับกับพวกแมนโคเซบ หรือ เมทาแลกซิล หรือ มาเนบ ฉีดสลับกันเพื่อป้องกัน ซึ่งจะระบาดมากช่วงหน้าฝนกับช่วงฤดูหนาว เป็นโรคที่ระบาดมากในการปลูกแตงกวา

“โรคราแป้ง” ลักษณะอาการ มักเกิดใบล่างก่อนในระยะที่ผลโตแล้ว บนใบจะพบราสีขาวคล้ายผงแป้งคลุมอยู่เป็นหย่อมๆ กระจายทั่วไป เมื่อรุนแรงจะคลุมเต็มผิวใบ ทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วแห้งตาย การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น ซีสเทน 24 อี ฉีดพ่นเมื่อพบการระบาด

ต้องใช้เครื่องพ่นยาเบนซินในการฉีดพ่น เพราะแรงลมจากเครื่องจะทำให้ใบเปิดออก เพราะโรคชนิดนี้จะเกิดบริเวณใต้ใบของพืช ทำให้ต้องอาศัยแรงเครื่องยนต์พ่นเพื่อให้ใต้ใบสัมผัสกับยา ลุงเม็ง มีลาภ กล่าวทิ้งทายว่า อาชีพปลูกแตงกวานั้นยังมีความน่าสนใจ สร้างรายได้เร็ว บางครั้งโดนจังหวะของขาดตลาด เกษตรกรได้ราคาดี อายุสั้น ปลูกจนเก็บเกี่ยวหมดเพียง 2 เดือน เท่านั้น หากผิดพลาดเกษตรกรยังสามารถแก้ตัวใหม่ได้เร็ว อุปกรณ์ เช่น ระบบน้ำ ไม้ไผ่ ตาข่าย ฯลฯ ยังสามารถใช้ได้นานหลายรุ่น

ปัญหาและอุปสรรค ในการปลูกแตงกวาในประเทศไทย

โดยทั่วไปในการปลูกแตงกวาในเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ปลูกแตงกวา 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ ประมาณ 100 กรัม (1 ขีด) แตงกวาจัดเป็นพืชผักอายุสั้น หลังจากลงหลุมปลูกใช้เวลาเพียง 30-45 วัน เริ่มเก็บผลผลิตได้และจะเก็บได้นาน ประมาณ 20-30 วัน เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาเป็นอาชีพจะปลูกแตงกวา ปีละ 4 รุ่น สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการปลูกแตงกวานั้น อาจารย์ดำเกิง บอกว่า จะมีปัญหาในแต่ฤดูกาลที่ปลูกแตกต่างกันออกไป ถ้าปลูกแตงกวาในช่วงฤดูแล้งหรือปลูกในช่วงอากาศแห้ง หรือฝนทิ้งช่วง เช่น เกษตรกรปลูกแตงกวาในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มักจะพบปัญหาเรื่องแมลงศัตรูระบาดทำลาย โดยเฉพาะ “เพลี้ยไฟ” จะดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ดอก และยอดอ่อน ทำให้ใบม้วนหงิกงอ เพลี้ยไฟ จัดเป็นแมลงศัตรูสำคัญของการปลูกแตงกวา ดังนั้น เมื่อเกษตรกรปลูกแตงกวาในช่วงฤดูแล้งจะต้องใช้สารป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟมากขึ้นกว่าฤดูกาลอื่น ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเกษตรกรปลูกแตงกวาในช่วงฤดูฝนมักจะพบปัญหาเรื่อง “โรคราน้ำค้าง” หรือที่เกษตรกรเรียก “โรคใบลาย” ถ้าระบาดรุนแรง ทำให้ใบแห้งตาย วิธีการสังเกตช่วงเวลาที่จะเกิดโรคนี้ก็คือ สังเกตในช่วงเวลาเช้า ถ้ามีน้ำค้างลงจัด (ช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง) หลังจากฝนตกเกษตรกรจะต้องหมั่นตรวจดูบริเวณใต้ใบแตงกวาว่ามีเส้นใยสีขาวเกาะเป็นกลุ่ม และมีสปอร์หรือไม่ ดังนั้น การปลูกแตงกวาในช่วงฤดูฝน เกษตรกรต้องมีต้นทุนในการผลิตในการซื้อสารป้องกันและกำจัดเชื้อรามากขึ้น

แจกฟรี หนังสือ “ปลูกแตงกวา 2 เดือน ได้เงิน 50,000 บาท” สนใจติดต่อได้ ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โทร. (056) 613-021, (081) 886-7398

บทที่ 22 ในที่สุด…น้ำทั้งโลก อาจหายไปบนท้องฟ้าจนหมดสิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่ 22 ในที่สุด…น้ำทั้งโลก อาจหายไปบนท้องฟ้าจนหมดสิ้น

กาแฟร้อนๆ ตอนเช้าของผมในช่วงนี้ รสชาติปร่า กร่อยไปกว่าเดิมมากมาย เพียงเพราะผมย้ายโต๊ะกาแฟหนีละอองฝนจากในสวน มาเป็นทนนั่งละเลียดมันไปกับข่าวคราวทางโทรทัศน์ที่ประโคมกันทุกช่อง ในเรื่องราวของความแล้งร้อน ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกภาคของบ้านเรา ชาวนา ชาวไร่ ขาดน้ำที่จะใช้ในไร่นาของตน ข้าวนาปีของพวกเขากำลังแห้งตายคาท้องทุ่งนับแสนไร่ ยังไม่นับรวมไปถึงพืชผลอื่นๆ ที่ล้วนตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน การช่วยเหลือจากภาครัฐระดมกันเข้าไปในพื้นที่ เพื่อเยียวยาในทุกทางให้กับผู้คนเหล่านั้น

ความทุกข์ของผู้คนบนผืนแผ่นดินอันเคยอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ นับวันยิ่งเลวร้ายทบทวี คงไม่มีใครถามหาเหตุผลแห่งความเป็นไปเช่นนี้อีกแล้วล่ะนะครับ เพราะทุกสายตา ทุกการรับรู้ ต่างก็มุ่งตรงไปที่การแก้ปัญหาด้วยการเยียวยาช่วยเหลือ อันมาจากและเริ่มต้นด้วยเม็ดเงินแทบทั้งสิ้น ทุกสายตาคาดหวังและจับจ้องถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ปลิวว่อนลงไปบนผืนดินอันแห้งแล้งเหล่านั้น ว่าจะคลี่คลุมทับถมได้ถ้วนทั่วหรือไม่

หลายวันก่อน เพื่อนที่ย้ายไปอยู่แถบจังหวัดน่าน ผ่านทางแวะมาเยี่ยม และเล่าให้ฟังถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ในแถบถิ่นนั้นว่า เต็มไปด้วยภูเขาหัวโล้นที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ต้นเดียวในฤดูแล้ง เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน พื้นดินจากพื้นที่สูงก็จะถูกชะล้างไหลลงมาในแม่น้ำลำคลอง จนน้ำขุ่นข้น พืชพันธุ์ไม้ที่งอกงามได้ในช่วงนั้นก็จะเป็นแค่เพียงวัชพืช และพืชไร่ ประเภท ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฯลฯ ที่เกษตรกรระดมพากันไปปลูกจนเต็มไปทั้งภูเขา ความสวยงามอุดมสมบูรณ์ที่เรามองจากภาพ ก็จะเห็นได้เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น ก่อนที่ภูเขาจะโล่งเตียนไปทั้งหมดในฤดูกาลต่อมา วนเวียนเปลี่ยนไปเช่นนี้มานานมากแล้ว

ทั้งๆ ที่ สี่ห้าสิบปีก่อน บริเวณที่ว่า ทั้งผืนป่าและธารน้ำล้วนอุดมสมบูรณ์ การส่งผ่านของภาพจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เกิดขึ้นได้อย่างไร มนุษย์จำพวกไหนกันแน่ที่ทำลายความอุดสมบูรณ์เหล่านี้ จะเป็นเพราะนายทุนผู้ร่ำรวยและมีอำนาจบุกรุกป่า หรือชาวบ้านยากจนทำไร่เลื่อนลอยเพื่อยังชีวิต ผลที่ได้รับก็เป็นเช่นที่เรามองเห็นอยู่ในเวลานี้นั่นแหละครับ

เมื่อไม่มีป่าอันอุดมสมบูรณ์อย่างที่เคยมี ฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำในเขื่อน และในระบบชลประทานก็แห้งขอด ผลผลิตต่างๆ ก็เสียหาย ค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกโดยเฉพาะการทำนาสูงขึ้นกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วยเหตุและผลต่างๆ กันออกไป ตำแหน่งผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวมากที่สุด คุณภาพดีที่สุดในตลาดโลก ก็ถูกเปลี่ยนมือไปนานหลายปีแล้ว ข้าวที่ได้จากการทำนาปีก่อนๆ ถูกเก็บค้างจนเน่าเหม็นไปในทุกเรื่องราวอยู่เต็มโกดัง จากเรื่องราวธรรมดาๆ บนผืนดิน พุ่งขึ้นสู่ระบบปฏิบัติการทางสังคมในระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ จากเทคนิควิชาการในการเพาะปลูกที่เชื่อกันว่าก้าวหน้าขึ้น การตลาด และการเมือง การปกครองระดับต่างๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ล้วนห่างเหินไปจากความเป็นไปเดิมๆ ในชีวิตของผู้คนในอดีตทั้งสิ้น

จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำต้องสั่งให้ชาวนาชะลอการปลูกข้าวในที่สุด ดังที่ปรากฏเป็นข่าวนั่นแหละครับ ความฝันที่จะเป็นครัวแห่งโลกของใครต่อใคร จึงเป็นแค่สิ่งที่ผ่านไปกับสายลมอันแล้งร้อน ซึ่งพัดผ่านมาและผ่านไปอย่างไม่เคยที่จะหยุดลง

หยุดปลูกข้าว ปลูกเฉพาะแต่พอกินกันสักสิบยี่สิบปีจะได้มั้ย ปลูกป่ากันบ้างเถอะนะ หยุดความฝันของคนที่ไม่เคยลงมือทำนาเอาไว้แต่เพียงแค่นี้เถอะครับ

หากเรายังตกอยู่ในวังวนของการตลาดแบบนี้อีกต่อไป เชื่อเถอะนะ ปรากฏการณ์ที่ผู้คนไม่มีอาหารจะกินข้างโรงเก็บอาหารอันใหญ่โตมโหฬาร ไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่ ทั้งๆ ที่รอบกายอันเปล่าเปลือยของพวกเขาเต็มไปด้วยโรงงานผลิตเสื้อผ้า ก็จะมีให้เห็นบนผืนแผ่นดินนี้

ณ เวลานี้ ผมนั่งมองผลมังคุดที่เริ่มแก่จัดจนใกล้เก็บได้แล้ว ผ่านสายฝนที่พรำลงมาแทบทุกวัน จากระเบียงบ้าน กลิ่นดอกมหาหงส์ที่ผมปลูกเอาไว้ริมธารน้ำ หอมรวยริน

คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ ที่จะให้ฝนซึ่งตกที่นี่ ย้ายที่ไปตกยังบ้านของทุกคน โดยเฉพาะในท้องทุ่งแห่งการรอคอยเหล่านั้น เพราะท้องฟ้าที่คลุมครอบเราเอาไว้ มันกว้างใหญ่นัก

คล้าน้ำ ใบบาน ก้านแกร่ง จากชายน้ำ…สู่สายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

คล้าน้ำ ใบบาน ก้านแกร่ง จากชายน้ำ…สู่สายตา

ใบเรียวบาน ก้านแดง แห่งชายน้ำ

สง่างาม นามขลัง สังฆรักษา

ชูดอกตั้ง ทั้งช่อห้อย คล้อยสายตา

รวมกอหนา นี่หรือ คือคล้าน้ำ

ชื่ออื่นๆ : พุทธรักษาน้ำ สังฆรักษา ช่อครามน้ำ (ช่อตั้ง)

ชื่อสามัญ : Thalia, Arrowroot, Bent alligator-flag, Fire-flag, Water canna

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thalia geniculata L. (ช่อห้อย) Thalia dealbata J.fraser. (ช่อตั้ง)

ชื่อวงศ์ : MARANTHACEAE

ถิ่นกำเนิด : เม็กซิโก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แอฟริกากลาง

ข้อมูลทั่วไป :

คล้าน้ำ…ห้อยระย้าปลิวไสวเมื่อต้องลม หรือเรียกอีกหลายชื่อว่า พุทธรักษาน้ำ หรือ สังฆรักษา หรือ ช่อครามน้ำ เป็นไม้หัวที่เติบโตริมน้ำที่พบเห็นได้ทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นแถบชายน้ำของสวน หรือริมฝั่งคลอง หนอง บึงทั้งหลาย ไม้น้ำกอ และดอกสีสวยสะดุดตา สะดุดใจ และยังเป็นพันธุ์ไม้ในดวงใจของหลายๆ คน เพราะเป็นต้นไม้น้ำที่ช่วยสร้างอารมณ์ละมุนละไม ทั้งช่อดอก กิ่ง ก้านใบ พลิ้วไหวไปกับสายลมและสายน้ำ ดูแล้วชื่นตา ชื่นใจยิ่งนัก จึงนิยมปลูกประดับบริเวณริมสระน้ำหรือบ่อน้ำทั่วไป

เรียกช่อครามน้ำ คนฟังมองแล้วเห็นภาพชัดเจน เพราะช่อดอกของคล้าน้ำสีครามม่วง หรือ ม่วงคราม ส่วนที่เรียกพุทธรักษาน้ำ ก็คงเพราะดูแล้วคล้ายกอพุทธรักษาที่เติบโตในน้ำ แต่อยู่กันคนละวงศ์ พุทธรักษาอยู่ในวงศ์ CANNACEAE ส่วนคล้าน้ำ อยู่ในวงศ์ MARANTHACEAE ลักษณะประจำพืชวงศ์นี้ คือ แผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบไม่เท่ากัน ขณะใบยังอ่อนด้านใหญ่จะม้วนหุ้มด้านเล็กไว้ นอกจากนี้ ตรงรอยต่อของก้านใบกับแผ่นใบจะโป่งออก มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบ เวลากลางวัน ใบคล้าจะกางออก และจะห่อขึ้นในเวลากลางคืน คล้ายกับการพนมมือ จึงมีผู้เรียกชื่อพืชวงศ์นี้ว่า “Prayer Plants”

เราอาจเห็นว่า มีต้นไม้ริมน้ำหน้าตาทำนองนี้แตกต่างกันไปหลายแบบ ก็เพราะสายพันธุ์ของคล้าน้ำ หรือชื่อฝรั่งที่ไพเราะนามว่า Thalia จะมีแตกต่างกันประมาณ 12 ชนิด เป็นพันธุ์ไม้ที่ค้นพบโดย นาย Johann Thal นักพฤกษศาสตร์ ชาวเยอรมัน ใน ค.ศ. 1542-1583 ชื่อสกุล (Genus) ของไม้ชนิดนี้ จึงถูกตั้งตามนามสกุลของผู้ค้นพบ ก็คือ Thalia สำหรับในบ้านเราที่พบเห็นกันโดยทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นคล้าน้ำที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติท้องทุ่ง ท้องนาที่มีน้ำอยู่ หรือเป็นคล้าน้ำที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณริมสระน้ำตามบ้านเรือน สวนสาธารณะ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ คล้าน้ำช่อห้อย และคล้าน้ำช่อตั้ง คล้าน้ำทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันตรงที่ คล้าน้ำช่อตั้ง เมื่อดอกแรกผลิ ช่อจะตั้งก่อน ต่อเมื่อกลีบดอกร่วงโรยแล้ว จะมีกลีบดอกใหม่ผลิออกไปเรื่อยๆ จนก้านดอกยาวขึ้น แล้วจึงห้อยย้อยลงมา ส่วนคล้าน้ำช่อห้อย ดอกจะห้อยตั้งแต่เริ่มผลิดอกเลยทีเดียว ส่วนสีของกลีบดอกมีสีม่วงคราม (อมขาว) เหมือนกัน

แม้จะมีชื่อฟังดูไทยๆ และหน้าตาก็ดูเหมือนจะเป็นไม้น้ำพื้นถิ่นบ้านเรา แต่ความจริง คล้าน้ำ มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศเม็กซิโก อเมริกาใต้ และบางประเทศในยุโรป ดังกล่าวข้างต้น มักพบตามป่าที่มีน้ำท่วมขังหรือมีดินแฉะ ค่อนข้างแข็งแรง ทนทาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง -7 องศาเซลเซียส แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศอบอุ่น ความชื้นสูง และมีระดับน้ำสูง ตั้งแต่ 45 เซนติเมตร นอกจากทรงต้นสวยแปลกตาแล้ว ยังจะออกดอกสีม่วงสวยให้เราได้ชื่นชมกันราวช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม คือช่วงหน้าฝนนั่นเอง แต่อาจพบคล้าน้ำบางสายพันธุ์ออกดอกตลอดปี

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้นไม้ชนิดนี้เป็นที่นิยมปลูกกันมาก เพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ปลูก คำว่า คล้า หรือ คลุ้ม คือการปกป้อง คุ้มครอง รักษา และมีอีกหลายคนที่เชื่อว่า คล้า หมายถึง คล้าคลาด คือ การคลาดแคล้วจากศัตรู หรือเรื่องร้ายๆ ดังนั้น คนไทยจึงปลูกต้นคล้าเอาไว้ในบริเวณบ้านมาตั้งแต่โบราณ เพราะเชื่อว่า การปลูกต้นคล้านั้น จะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวรอดพ้นจากเรื่องราวร้ายๆ ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ และคนโบราณนิยมเรียกต้นคล้าน้ำ ว่า พุทธรักษาน้ำ ซึ่งหมายความว่า มีพระพุทธเจ้าคอยปกป้องรักษาอีกชั้นหนึ่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นพรรณไม้ที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน การเจริญเติบโตของลำต้นแตกเป็นกอ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นเป็นไม้อวบน้ำ

ใบ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกใบเป็นกาบหุ้มลำต้นสลับกัน และมีก้านใบต่อกับแผ่นใบ ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ แกมรี ปลายใบเว้าหรือแหลม หลังใบมีสีขาวนวล ก้านใบกลม ขนาดใบ สีสัน และลักษณะใบจะแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ ที่พบเห็นโดยทั่วๆ ไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ คล้าน้ำช่อห้อย ซึ่งจะพบเห็นโดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือแบบก้านแดง และก้านสีเขียว

ดอก สีม่วงอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงจากกอ ก้านช่อดอกกลม เรียวยาว แข็ง ปลายก้านแตกแขนงย่อยหลายแขนง ห้อยเป็นระย้า โคนก้านช่อดอกมีใบประดับ ดอกย่อยไม่มีก้านดอก เกิดเป็นคู่ เรียงกันบนแขนงย่อย มีใบประดับ 2 ใบ หุ้มดอกตอนอ่อน ดอกย่อยประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ส่วนอีกชนิดคือ คล้าน้ำช่อตั้ง ดอกจะออกเป็นช่อแบบดอกรวม ก้านช่อดอกเป็นสีเขียว เป็นเส้นต่อกัน เป็นเส้นแซ่เหมือนไม้ขนไก่ กลมเรียว แข็งเป็นช่อพองตั้งขึ้นปลิวไสวเมื่อต้องลม ดอกเป็นช่อสีม่วงเข้มสวยสะดุดตา ดอกจะทยอยบานจากล่างไปหาบน ดอกบานตลอดปี

ผล รูปกลมรี สีน้ำตาล

การขยายพันธุ์ แยกกอหรือเหง้าที่โตเต็มที่ไปปลูก

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต ชอบขึ้นในดินเหนียวที่ชุ่มชื้น และมีอินทรียวัตถุสูง จนถึงน้ำลึก 25-40 เซนติเมตร ความชื้นสูง ต้องการแสงแดดร่มรำไรจนถึงแดดจัด หรือกลางแจ้ง โดยปลูกลงดินในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณสวน หรือปลูกเป็นไม้กระถาง ซึ่งกระถางควรใช้กระถางทรงสูง และควรเปลี่ยนขนาดกระถาง 1-2 ปี ต่อครั้ง เพราะการขยายตัวของรากและการแตกกอแน่น และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพ ถ้าปลูกเพื่อประดับภายในอาคาร ควรให้ได้รับแสงแดดบ้าง อย่างน้อย 3-5 วัน ต่อครั้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่พบรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด

ตามไปดู “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ของชาวนาอำเภอระโนด สงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ตามไปดู “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ของชาวนาอำเภอระโนด สงขลา

ในฉบับนี้ ขอพาไปเยี่ยมชมวิถีชาวนาในพื้นที่บ้านหนองถ้วย หมู่ที่ 2 ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ปฏิบัติจนนำไปสู่การเป็น “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ที่มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองและเป็นตัวอย่างให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคนและหมู่บ้านของตัวเองต่อไป

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับแกนนำของหมู่บ้านหนองถ้วย คือ คุณไพฑูรย์ หนูจีน หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “ผู้ใหญ่บ่าว” ทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 151/2 หมู่ที่ 2 ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โทร. (083) 193-5747

ผู้ใหญ่บ่าว บอกว่า ชาวบ้านในชุมชนได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติ การดำเนินชีวิต แก้ไขปัญหา พัฒนาตนเอง และชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น ปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงค่อยนำไปขาย หมู่บ้านหนองถ้วยมีเกษตรกรทำนา ประมาณ 4,000 กว่าไร่ ผู้ใหญ่บ่าวได้รวมกลุ่มเกษตรกรในชื่อ “กลุ่มผลิตข้าวบ้านหนองถ้วย” พร้อมจัดหาเครื่องสีแปรรูปข้าวสำหรับชุมชน รวมกันซื้อปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนการผลิต และรวมกันขายข้าว เพิ่มอำนาจต่อรองการขาย จัดทำบัญชีครัวเรือน จัดเวทีประชาคม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

โครงการ “นาข้าวปลอดภัย”

ผู้ใหญ่บ่าว มีอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตลอดชีวิต ก่อนหน้านี้ เขาปลูกข้าวขาวทั่วไป เพื่อขายโรงสี จนกระทั่ง ปี 2556 เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เมื่อเขาเข้าร่วมโครงการ “1 ไร่ 1 แสน” และขยายผลเป็น “โครงการนาข้าวปลอดภัย” เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัยต่อชีวิต

ผู้ใหญ่บ่าว เลือกปลูกข้าวที่อยู่ในกระแสความนิยมของตลาด เช่น พันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ พันธุ์ข้าวหอมนิล รวมทั้งข้าวพันธุ์ปทุมทอง ซึ่งได้สายพันธุ์มาจากจังหวัดเพชรบุรี ข้าวชนิดนี้เป็นข้าวพันธุ์ลูกผสมระหว่างข้าวหอมมะลิและข้าวหอมปทุม ลักษณะทั่วไปเป็นข้าวขาว เนื้อนิ่ม คล้ายกับข้าวหอมมะลิ ปลูกได้ทั้งนาปรังและนาปี ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 120 วัน หลังแปรรูปนำข้าวมาบรรจุถุงขาย ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท

ผู้ใหญ่บ่าว บอกว่า ชุมชนแห่งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากมีระบบน้ำชลประทานทุ่งระโนดเข้าถึงทุกไร่นา ฤดูนาปี สำหรับพื้นที่ดอนจะเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม ส่วนพื้นที่ลุ่มจะปลูกในเดือนธันวาคม ส่วนนาปรังจะนิยมปลูกในเดือนพฤษภาคม-กันยายน ที่ผ่านมา การปลูกข้าวส่วนใหญ่ใช้สารเคมีล้วนๆ ทั้งสารเคมีกำจัดวัชพืช สารเคมีปราบศัตรูพืช สารเคมีกำจัดโรคพืช เสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างในข้าวได้ง่าย

ผู้ใหญ่บ่าวได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกรหันมาเข้าร่วมโครงการนาข้าวปลอดภัย สามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้ตามปกติ แต่จะไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในนาข้าวอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างในนาข้าว เพื่อลดปัญหาโรคและแมลงในแปลงนา ผู้ใหญ่บ่าวชักชวนเพื่อนเกษตรกรหันมาปลูกข้าวในลักษณะนาดำ ตามรอยปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อประหยัดเมล็ดพันธุ์ แค่ไร่ละ 5 กิโลกรัม ลดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชในแปลงนา เพราะแสงแดดสามารถส่องได้ถึงผืนนา หลังเก็บเกี่ยวก็นำข้าวมาแปรรูปและบรรจุใส่ถุงสุญญากาศ นำออกขายตรงกับผู้ซื้อ ทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าเดิม

“ฟางข้าว” มีค่าดั่งทอง

ผู้ใหญ่บ่าว ส่งเสริมการปลูกข้าวปลอดภัยให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นแล้ว เขายังรณรงค์ “หยุดการเผาตอซังข้าว” เพื่อป้องกันปัญหามลพิษในผืนนา และลดปัญหาโลกร้อนควบคู่กันไป ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากมีรายได้จากการขายข้าวแล้ว พวกเขายังมีรายได้เสริมจากการขาย “ฟางอัดก้อน” ในราคาก้อนละ 3 บาท

ผู้ใหญ่บ่าวระดมเงินทุนจากเพื่อนเกษตรกร คนละ 5,000 บาท และหมู่บ้านถือหุ้นอีก 70,000 บาท เพื่อนำเงินมากว้านซื้อฟางอัดก้อนจากเกษตรกรในท้องถิ่นเก็บสำรองไว้ เพื่อสำรองในตอนภัยแล้งหรือน้ำท่วม ปี 2557 ทางกลุ่มใช้เงินลงทุน 70,000 บาท ซื้อฟางอัดก้อน จำนวน 3,600 ก้อน ก็ขายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จนหมดเกลี้ยง หลังหักต้นทุนแล้ว ยังเหลือผลกำไร ประมาณ 65,000 บาท

ใช้จุลินทรีย์

กำจัดข้าววัชพืช

ปัญหาอุปสรรคของการทำนาในท้องถิ่นคือ มีเมล็ดพันธุ์ข้าววัชพืชสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ปลูกข้าวนาปี เพราะข้าววัชพืชที่ปะปนอยู่ในแปลงข้าวจะทำให้คุณภาพข้าวต่ำลงและถูกโรงสีกดราคารับซื้อ จึงนำจุลินทรีย์สูตรธรรมชาติเข้มข้นมาใช้ย่อยสลายข้าววัชพืช เห็นผลภายใน 7 วัน ลดการก่อมลพิษ และลดปัญหาโลกร้อนจากการเผาซังข้าว

วิธีการกำจัดข้าววัชพืชก็แสนง่าย หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ให้ปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาจนท่วมตอซังและฟางข้าว ไถหรือเหยียบตอซังข้าวให้จมน้ำ จากนั้นนำผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ถังฉีดพ่น ในแปลงนาขนาด 1 ไร่ จนทั่วแปลง เชื้อจุลินทรีย์จะทำให้เมล็ดข้าวดีดเน่า พร้อมย่อยสลายตอซัง ฟางข้าว จนเปื่อยยุ่ยภายใน 5-7 วัน ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในเนื้อดิน ขั้นตอนต่อมาปล่อยน้ำเข้านา และเริ่มเพาะปลูกข้าวตามปกติ หลังจากเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายเปลือกข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าวแล้ว เชื้อจุลินทรีย์จะสลายตัวตามธรรมชาติ ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการงอกของเมล็ดข้าวสำหรับปลูกในฤดูถัดไป

ฝากข้อคิด

ถึงเพื่อนเกษตรกร

คุณถาวร แซ่อิ้ว ประธานชมรมนาข้าวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวในคาบสมุทรสทิงพระ (อำเภอระโนด อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ) มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 300,000 ไร่ เดิมเคยปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง เช่น ข้าวเล็บนก แต่ระยะหลังชาวนาหันมาปลูกข้าวเชิงการค้าที่ให้ผลผลิตสูงในระยะเวลาสั้น โดยซื้อพันธุ์ข้าวจากเอกชน ซื้อปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา สารเคมี ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะชาวนาที่อยู่นอกเขตชลประทานในพื้นที่อำเภอระโนด มีต้นทุนการผลิตอยู่ในเกณฑ์ที่สูงถึง 7,200 บาท ต่อไร่

หากสถานการณ์ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำเหมือนในขณะนี้ ชาวนาคงอยู่ไม่ได้แน่นอน ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีนโยบายส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองคุณภาพดี เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้มีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวเด้ง เริ่มระบาดในพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้มากขึ้น เพราะมีข้าววัชพืชติดมากับรถเกี่ยวข้าว และคุณภาพข้าวปลูกที่ไม่ได้มาตรฐาน แนวทางแก้ไขปัญหาที่ง่ายและรวดเร็วคือ การใช้เชื้อจุลินทรีย์ฉีดพ่น เพื่อย่อยสลายข้าววัชพืช เห็นผลภายใน 7 วัน

อนุรักษ์พันธุ์ข้าว

พื้นเมืองภาคใต้

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ได้เปิดบริการคลินิกข้าว ให้ความรู้ และคำปรึกษาเรื่องข้าว ในงานวันเกษตรตำบลแดนสงวน ประจำปี 2558 ณ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ภายในงานดังกล่าว ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีได้จัดแสดงตัวอย่างพันธุ์ข้าวยอดนิยม ในพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ข้าวพันธุ์ซีบูกันตัง ข้าวพันธุ์หอมกระดังงา

คุณจำเนียร เจียมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี เล่าว่า จากการสำรวจข้อมูลพื้นที่และความต้องการพันธุ์ข้าวของเกษตรกร พบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ ข้าวซีบูกันตัง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวยอดนิยม ในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ข้าวสุกร่วน แข็งปานกลาง นิยมบริโภคในรูปข้าวสวย ปลูกได้ดีทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 135-140 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 557 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวซีบูกันตัง ได้รับความนิยมจนผลผลิตไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย ข้าวพันธุ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ส่วนข้าวพันธุ์หอมกระดังงา เป็นข้าวพื้นเมืองดั่งเดิมของตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีลักษณะพิเศษคือ มีสีแดง นุ่ม และมีกลิ่นหอมคล้ายดอกกระดังงา เหมาะแก่การแปรรูปเป็นข้าวกล้องและซ้อมมือ ผลผลิต เฉลี่ย 501 กิโลกรัม ต่อไร่ ในสมัยอดีตชาวนามักนิยมปลูกเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในโอกาสสำคัญต่างๆ และใช้หุงข้าวรับแขกบ้านแขกเมือง

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ข้าวอัลฮัมสตูล หรือข้าวอัลฮัมดุลิลละฮฺ ในภาษามลายู แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ข้าวอัลฮัมสตูล ที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นข้าวขาวที่มีรสชาติหวานมัน มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นพันธุ์ข้าวไวแสง ที่ปลูกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทนต่อความเป็นกรดของดินในพื้นที่ภาคใต้ได้ดี ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ ไร่ละ 15-40 ถัง

ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารพิษ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปรับปรุงคุณภาพดินและขยายพื้นที่เพาะปลูกให้มีผลผลิตข้าวเพียงพอกับการบริโภคในพื้นที่ และยังจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่นาให้สามารถผลิตข้าวได้ปริมาณมากขึ้น และเพิ่มมูลค่าข้าวของเกษตรกรให้สูงขึ้นอีกด้วย โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป อย่างน้อย 20% เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคในพื้นที่ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่สามารถผลิตข้าวได้อย่างถูกต้อง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรและชุมชน

หลังเกษียณ ลุงสมปอง ชาวเมืองสองแคว เพลิดเพลินกับการทำสวนไม้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

หลังเกษียณ ลุงสมปอง ชาวเมืองสองแคว เพลิดเพลินกับการทำสวนไม้ผล

อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นทำเลที่ได้เปรียบทางด้านการทำเกษตรกรรม เพราะเป็นพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่าน และยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญที่สุดของจังหวัด

มีโอกาสได้รู้จักกับ ลุงสมปอง พงษ์ศักดิ์ศรี ซึ่งอดีตเคยรับราชการที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กระทั่งภายหลังเกษียณ ท่านได้กลับมาบ้านเกิด เลขที่ 99 หมู่ที่ 15 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อีกครั้ง เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบมากที่สุดในชีวิตนั่นคือ การปลูกต้นไม้ จนนำมาสู่การสร้างสวนผลไม้และไม้ดอกไม้ประดับ ที่ให้ชื่อว่า “สวนสมปอง”

ในพื้นที่ขนาด 23 ไร่ ภายในสวนสมปองที่มองดูสะอาดสะอ้าน ถูกออกแบบจัดวางพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ อย่างเป็นระเบียบ พร้อมแต่งเติมความสมบูรณ์ทางธรรมชาติด้วยการขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ 2 ไร่ ลึก 4 เมตร สำหรับเลี้ยงปลาหลายชนิด อีกทั้งบริเวณโดยรอบพื้นที่ทั้งหมดปลูกต้นมะพร้าวเป็นแถวแนวราวกำแพงทางธรรมชาติ

ลุงสมปองในวัย 70 กว่าปี กับบุคลิกและอัธยาศัยที่เรียบง่าย กล่าวแบบเป็นกันเองว่า เป็นคนที่ชอบต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะถูกปลูกฝังจากพ่อ-แม่ ให้รักต้นไม้ และชอบต้นไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกพื้นบ้าน อย่างมะลิ บานชื่น และบานไม่รู้โรย

ไม่ได้เรียนจบเกษตร แต่มีใจรักก็ทำได้

แม้ตัวเองจะร่ำเรียนมาทางสายพาณิชย์ และไม่ได้เชี่ยวชาญลึกซึ้งกับการเกษตรเท่าไรนัก แต่ลุงสมปองอาศัยความมีใจรัก พร้อมกับคลุกคลีพันธุ์ไม้หลายชนิดจากครอบครัว ฉะนั้นหากมีเวลาว่างจากงานเมื่อไร ลุงสมปองจะลงมือปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาคิดว่า ถ้าเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลบ้างคงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างฝรั่ง กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ที่เป็นไม้ผลพื้นบ้านซึ่งหาไม่ยาก

ตลอดชีวิตราชการของลุงสมปองมีความจำเป็นต้องย้ายไปประจำยังภูมิภาคจังหวัดต่างๆ เพื่อความเหมาะสม ซึ่งถ้าไม่ได้ทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว ส่วนมากมักย้ายไปประจำในจังหวัดแถบภาคเหนือตอนบนและตอนล่างเสียส่วนใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ลำปาง และพิษณุโลกที่เป็นบ้านเกิดตัวเอง

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม สร้างทัศนียภาพให้บ้าน

แต่กลับมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

มะพร้าวที่ลุงสมปองปลูกเป็นพันธุ์น้ำหอมจากบ้านแพ้ว สมุทรสาคร เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกให้มีน้ำหอมโดยเฉพาะ และตั้งใจว่าจะปลูกเพื่อความสวยงาม โดยปลูกไว้บริเวณริมรั้ว กระทั่งมีผลผลิตจำนวนมากและมีรสชาติหวานหอม อีกทั้งละแวกในเขตอำเภอแทบจะหาคนปลูกมะพร้าวยาก

ลุงสมปอง เผยว่า ความจริงมะพร้าวดูแลง่าย เพียงแต่อย่าให้ขาดน้ำเท่านั้น ควรใส่เกลือปีละครั้ง ใส่ต้นละเกือบกิโลกรัม ใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง เป็นปุ๋ยสูตร 16-16-16 และควรผสมขี้วัวด้วย แต่ที่ต้องใส่เพื่อให้น้ำมะพร้าวมีรสหวานหอมคือ ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เพียงปีละครั้ง

จากวิธีปลูกที่ใส่ใจในเรื่องคุณภาพจึงทำให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมในสวนสมปองเป็นที่หมายปองของผู้คนทั่วไป และมักแวะเวียนมาซื้อไปรับประทานบ้าง ซื้อไปขายบ้าง จนทำให้ไม่พอ จากนั้นลุงสมปองจึงต้องปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มอีก และในปัจจุบันมีอยู่ถึง 300 ต้น โดยในรุ่นหลังนี้นำไปปลูกบริเวณด้านหลังที่ดิน เป็นการปลูกแบบยกร่อง จำนวน 200 ต้น

ผลผลิตที่เกิดขึ้นจะขายให้แก่ผู้ที่สนใจและเดินทางมาซื้อ โดยขายผลละ 7-8 บาท จากสวน แล้วพ่อค้านำไปขายในท้องตลาด ในราคา 15-20 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาขายของลุงสมปอง ไม่เน้นเชิงพาณิชย์ เพราะเขามองว่าเป็นความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ส่วนรายได้จะใช้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะมองตลาดส่งออก

ขณะปลูกมะพร้าว ปรากฏว่าเป็นช่วงเดียวกับกระแสมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทำให้ลุงสมปองเกิดความสนใจ เพราะเป็นสิ่งท้าทาย อีกทั้งมองว่าพิษณุโลกเป็นแหล่งปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพ

ฉะนั้น จึงเดินทางไปที่อำเภอเนินมะปราง เพราะที่นั่นมีชื่อเสียงด้านการปลูกและทำพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออก และซื้อมาปลูก จำนวน 300 ต้น แล้วนำมาปลูกในพื้นที่เดิมของกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องที่หมดอายุ

มะม่วงน้ำดอกไม้ใช้เวลาประมาณ 4 ปี จึงได้ผลผลิต ลุงสมปอง ชี้ว่า ถ้าปล่อยให้มะม่วงออกผลตามฤดูกาลแล้วอาจทำให้ราคาต่ำ ไม่คุ้ม จากนั้นจึงเปลี่ยนมาทำเป็นมะม่วงนอกฤดูเพิ่มขึ้นไปด้วย โดยได้ศึกษาหาความรู้จากตำรา เอกสาร อินเตอร์เน็ต และสอบถามผู้รู้ แล้วทดลองทำ ในตอนแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่พยายามแก้ไขมาตลอด 1 ปี จนกระทั่งสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จ

“รายได้จากการขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในปีหนึ่งไม่มากนัก เรียกว่าคุ้มทุนดีกว่า แต่ยังรักและชอบ เพราะถือว่าให้ร่มเงาและความสวยงามของทรงพุ่ม ตลอดจนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้สะอาด เปรียบเหมือนมีเครื่องกรองฝุ่นก่อนถึงตัวบ้าน”

ลุงสมปองเน้นปลูกมะม่วงผลสุก ดังนั้น นอกจากน้ำดอกไม้สีทองที่ปลูกอยู่แล้ว เขายังนำพันธุ์มะม่วงมหาชนกที่ให้ผลผลิตได้ดีมาก เป็นพันธุ์มะม่วงที่ปลูกง่าย ดูแลน้อย ราคาดี รสชาติอร่อย เพราะฉะนั้นเมื่อถึงช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิต จึงรับเงินอย่างเดียว

ปลูกมะนาวแป้นรำไพ มีผลผลิตดี ราคาไม่ธรรมดา

ไม้ผลอีกชนิดที่ลุงสมปองปลูกในช่วงหลังคือ มะนาวแป้นรำไพ สำหรับพันธุ์นี้เขาถูกชักชวนจากเพื่อนร่วมงานที่ชอบการเกษตรได้นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดีมาก แต่จากข้อมูลที่ได้ศึกษามาพบว่า มะนาวพันธุ์นี้ดูแลยาก อีกทั้งยังไวต่อการเป็นโรค จึงทำให้เขาไตร่ตรองอยู่นาน จนตัดสินใจนำมาทดลองปลูกก่อน จำนวน 120 ต้น เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ สูง 40 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร แล้วนำดินที่มีคุณภาพมาปลูก จนกระทั่งได้ผลผลิตดีมากในรุ่นแรก

เจ้าของสวนสมปองชี้ว่า การปลูกในวงบ่อซีเมนต์มีข้อดีตรงที่สามารถบังคับผลผลิตให้ออกนอกฤดูได้ง่าย อีกทั้งต้นมะนาวยังได้รับน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม พอใกล้ถึงช่วงที่กำลังมีโรคระบาดจะต้องหมั่นใส่ใจฉีดพ่นยาป้องกัน

“คุณสมบัติเด่นของแป้นรำไพอยู่ตรงมีเปลือกบาง เมล็ดน้อย น้ำหอม ซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังขายในราคาไม่แพง และต่ำกว่าท้องตลาด ดังนั้น ผลผลิตมะนาวที่ได้อย่างในเดือนมีนาคม ปี 2553 มะนาวที่ปลูก จำนวน 120 ต้น ทำเงินได้ถึง 60,000 กว่าบาท เป็นการขายตรงให้แก่ร้านอาหารหลายประเภทที่อยู่ละแวกไม่ไกลจากบ้าน แต่ละรายสั่งกันไม่ต่ำกว่าพันลูก สั่งวันเว้นวัน”

มะนาวที่ลุงสมปองปลูกมี 2 รุ่น หลังจากปลูกมะนาวรุ่นแรกได้ปีที่ 6 ผลมะนาวมีขนาดลดลง ขาดคุณภาพ ทั้งนี้เป็นเพราะการเจริญเติบโตของรากมีจำนวนมาก ทำให้แน่น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นต้องรื้อมะนาวที่ปลูกในวงบ่อออก แล้วเปลี่ยนหลักคิดจากมะนาววงบ่อมาเป็นการปลูกมะนาวจากการต่อตอมะขวิด และตอส้มโอแทน จำนวนกว่า 200 ต้น ลุงสมปอง ชี้ว่า ตอมะขวิดมีคุณสมบัติทนแล้ง ทนน้ำขังที่เฉอะแฉะ อีกทั้งยังมีระบบรากที่หากินเก่ง แล้วในอนาคตต้องได้ผลที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพแน่

ลุงสมปอง เผยว่า การปลูกพืชชนิดใดก็ตาม ควรมีหลักและวิธีที่ถูกต้อง จะอาศัยความชำนาญอย่างเดียวไม่ได้ ฉะนั้นเหตุผลที่ทำให้พืชทุกชนิดที่ปลูกในสวนสมปองมีคุณภาพ อาจมิได้เกิดจากความได้เปรียบทางธรรมชาติของพื้นที่เพียงอย่างเดียว เพราะการวางผังปลูกต้นไม้แต่ละชนิดเป็นความคิดของตัวเอง และมองว่าควรจะจัดเป็นกลุ่ม เป็นประเภท อย่าปลูกคละกัน เพราะพืชแต่ละชนิดมีความต้องการต่างกัน แต่หลักที่กำหนดเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้คือ ควรปลูกแบบขวางตะวัน เพราะจะได้รับแสงตลอดเวลา เป็นประโยชน์ที่ดีต่อพืชผลทุกชนิด

ลุงสมปอง มองว่า การทุ่มเทให้กับการปลูกต้นไม้หลายชนิดถือเป็นความสุขทางใจมากกว่าเงิน ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่กับต้นไม้ พร้อมกับผู้ช่วยเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้วัยจะล่วงเลยมามาก แต่มิได้เป็นอุปสรรคแต่ประการใดเลย

“เพราะฉะนั้นทุกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วชงกาแฟมานั่งที่ชานบ้าน มองไปยังต้นไม้หลายชนิดที่ปลูกไว้แล้วเกิดความสุข ความภูมิใจ สดชื่น เสมือนหนึ่งได้รับประทานอาหารเสริมทางใจ จนทำให้เกิดความกระชุ่มกระชวยจนลืมอายุจริงตัวเอง

และเมื่อใดที่คุณคิดจะปลูกอะไรสักอย่างจึงถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญมากคือ เป็นการช่วยคลายความเหงาจากกิจกรรมต่างๆ ที่บังคับให้คุณมีงานทำทั้งวันโดยไม่เบื่อ แล้วคุณจะรู้ทันทีว่าตัวเองมีค่าเกินกว่าการอยู่เฉย…” ลุงสมปอง กล่าวทิ้งท้าย

ที่สวนสมปอง มีกิ่งพันธุ์ไม้หลายชนิดจำหน่ายในราคาไม่แพง ท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (083) 492-6155

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ความสำเร็จเบื้องต้น ของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

วสันต์ สุขสุวรรณ

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ความสำเร็จเบื้องต้น ของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักฯ ได้จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิจกรรมในงานมีการเสวนาเรื่องแนวทางพัฒนาการผลิตเงาะโรงเรียนคุณภาพดี เชื่อมโยงการตลาด มีการเจรจาธุรกิจซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิตระหว่างตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกับพ่อค้า และการจัดแสดงผลงานการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ของจังหวัดภาคใต้ตอนบน ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมงานด้วย จึงมีเรื่องเงาะโรงเรียน ผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ มาเล่าสู่กันฟังครับ

การส่งเสริมการเกษตร

รูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอย่างไร

การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงาน ในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการทุกกิจกรรม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่ และเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพของพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร

หลักคิดในการดำเนินการ

ส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่

หนึ่ง. เป็นการปรับวิธีการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เข้าถึงปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีและการตลาด และสามารถจัดการผลผลิตได้อย่างมืออาชีพ

สอง. เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้พื้นที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน รวมการผลิตเป็นแปลงใหญ่ขึ้น โดยมีเจ้าของแปลงทุกแปลงยังคงเป็นเจ้าของและผู้ผลิตในแปลงนั้นๆ

สาม. มีผู้จัดการแปลง เพื่อบริหารจัดการการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และบูรณาการกับหน่วยงานภาคีที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

สี่. พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ 300-5,000 ไร่ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ลักษณะพื้นที่และความพร้อมของเกษตรกร โดยผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ติดกัน หรือต่อเนื่องกันและมีลักษณะทางสังคม การปกครอง ที่จะบริหารจัดการร่วมกันได้

ในภาพรวมของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการใน 77 จังหวัด พื้นที่นำร่อง 219 จุด 13 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน ลำไย มะม่วง มังคุด เงาะ ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม สับปะรด ปาล์มน้ำมันและพืชผัก สำหรับในเขตภาคใต้ตอนบน หรือเขต 8 พื้นที่นำร่อง ชนิดพืชมีดังนี้ มังคุด ทุเรียน เงาะ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และข้าว จำนวน 14 จุด พื้นที่ 13,558 ไร่ สมาชิก 1,195 คน

การดำเนินงานส่งเสริม

การเกษตรแปลงใหญ่

ของเกษตร เขต 8

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเชิญผู้จัดการแปลงหรือเกษตรอำเภอในพื้นที่นำร่อง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบระดับอำเภอและระดับจังหวัด และได้จัดงานเปิดตัวการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ชนิดพืชเงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับได้ว่าประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เกษตรกรสมาชิกได้รับประโยชน์ชัดเจน ที่เห็นชัดที่สุดคือรวมตัวกันผลิตเงาะคุณภาพดี รวมตัวกันขาย ราคาที่ขายได้ กิโลกรัมละ 25-27 บาท ในขณะที่ราคาที่ซื้อขายทั่วไปนอกกลุ่ม กิโลกรัมละ 22-23 บาท และมีการเชื่อมโยงการตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้นด้วย

ว่าด้วย?เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เป็นเงาะที่มีชื่อเสียงมานานาน มีเอกลักษณ์เด่นคือ ผลใหญ่ สีสด เนื้อล่อน กรอบ รสชาติหวาน หอม อร่อย ปลูกมากในเขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีประวัติกันเล่าว่า ประมาณ ปี พ.ศ. 2468 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ชื่อ คุณเค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปีนัง เดินทางเข้ามาประเทศไทยทำเหมืองแร่ดีบุกที่ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกในบริเวณบ้านพักของตนเอง ปรากฏว่ามีเงาะต้นหนึ่งออกผลต่างไปจากต้นอื่นๆ มีรูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง

ต่อมา พ.ศ. 2497 นายเค วอง เลิกกิจการเหมืองแร่ และขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่กระทรวงธรรมการในขณะนั้น (กระทรวงศึกษาธิการ) และปรับปรุงใช้เป็นสถานที่เรียน เรียกว่า โรงเรียนนาสาร ส่วนเงาะที่นายเค วอง ปลูกไว้ก็ได้ขยายพันธุ์ออกไปสู่ประชาชนทั่วไปโดยใช้ต้นพันธุ์เดิม จึงเรียกกันว่า เงาะโรงเรียน

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ คุณชัช อุตตมางกูร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทาน ชื่อพันธุ์เงาะใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสว่า “เงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว” นับแต่นั้นมา เงาะพันธุ์นี้จึงได้เรียกว่า “เงาะโรงเรียน” อย่างเป็นทางการ

ผลการดำเนินงานส่งเสริม

การเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่

เงาะโรงเรียนนาสาร

คุณทวีป อรรถพรพงษ์ เกษตรอำเภอบ้านนาสาร กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร ดำเนินการในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ เกษตรกรสมาชิก 128 คน 168 แปลง เนื้อที่ 1,000 ไร่ มี คุณวารินทร์ เพชรโกษาชาติ เป็นประธานกลุ่ม คุณสุวิทย์ คงปาน เป็นเลขานุการกลุ่ม ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน สนับสนุนสารเร่ง พ.ด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสด สารปรับปรุงดิน

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตและการตลาด องค์การบริหารส่วนตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ สนับสนุนการรวบรวมผลผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เงาะโรงเรียนคุณภาพดี

ต้องดูแลอย่างไร

คุณวารินทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บอกว่า เงาะโรงเรียนของสมาชิกกลุ่ม มีพื้นที่ปลูก ประมาณ 1,000 ไร่ ไร่ละ 16 ต้น มีอายุประมาณ 28 ปี (ปลูกรุ่นหลังน้ำท่วมใหญ่ บ้านนาสาร ปี 2531) ให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 500 กิโลกรัม ขายในสวน กิโลกรัมละ 25-27 บาท (ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2558)

สร้างรายได้แก่สมาชิก ประมาณไร่ละ 216,000 บาท นับเป็นปีทองของเกษตรกรชาวสวนเงาะโรงเรียน ผลผลิตเงาะปีนี้ ขายทั้งในจังหวัด ต่างจังหวัดและต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย จีน พม่า ฯลฯ ซึ่งผลผลิตปีนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด บางวันมีพ่อค้ามานอนรอรับซื้อล่วงหน้าหลายคืน และราคามีแนวโน้มดีขึ้นแน่นอน

ส่วนแรงงาน ใช้คนเก็บเกี่ยวจากสุรินทร์ ขณะที่เก็บเกี่ยววันนี้ (27 กรกฎาคม 2558) จำนวน 40 คน ค่าตอบแทนกิโลกรัมละ 2 บาท ทำให้แรงงานมีรายได้ วันละ 500-800 บาท สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ ประธานกลุ่มบอกว่า มีคณะกรรมการกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำงาน มีระเบียบ ข้อตกลงของกลุ่มชัดเจน ร่วมมือกัน ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การตลาด จากหน่วยงานภาคีเป็นระยะตลอดมา

การผลิตเงาะโรงเรียนคุณภาพดีนั้น คุณวารินทร์ ประธานกลุ่มบอกว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ สมาชิกกลุ่มได้รับการส่งเสริม สนับสนุนในการพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่หลังเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง กิ่งที่หัก กิ่งตาย กิ่งฉีกขาด กิ่งเป็นโรค ต้องตัดทิ้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม ต่อต้น ตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 15-0-0 อัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อต้น

หลังจากนั้น ประมาณ 3 เดือน เงาะจะเริ่มออกยอด เกษตรกรก็จะใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งดอกอีกครั้ง สูตร 8-24-24 อัตรา 1.5-2.0 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 15-0-0+แคลเซียม โบรอน เพื่อให้ผลโตใหญ่และยาวขึ้น จากนั้นใส่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และอาหารเสริมทางใบ หรือปุ๋ยเกล็ดอีกครั้ง ซึ่งสมาชิกปฏิบัติตามคำแนะนำตลอดระยะการเจริญเติบโต

สำหรับการให้น้ำ จำเป็นต้องมีระบบน้ำให้เพียงพอ ส่วนใหญ่ใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ วันที่ฝนไม่ตก ให้น้ำ 30-40 นาที ต่อวัน ให้สม่ำเสมอ ป้องกันผลเงาะแตก หากเกษตรกรได้ดูแลสวนเงาะตามหลักวิชาการดังกล่าวแล้ว จะทำให้ผลผลิตเงาะมีคุณภาพดีเช่นปีนี้แน่นอน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ กล่าวด้วยความภูมิใจ

เกษตร เขต 8

ประเมินความสำเร็จ

คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ให้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแก่เกษตรกรในลักษณะแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าและเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดให้มากขึ้น สำหรับสำนักฯ เกษตร เขต 8 ได้เลือกชนิดพืช เงาะโรงเรียน ดำเนินการที่อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยทำงานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเงาะ ได้นำผึ้งโพรงมาเลี้ยงในสวนเงาะ ช่วยผสมเกสร และได้น้ำผึ้งด้วย นับว่าได้ผลดีมาก และทางสำนักฯ เกษตร เขต 8 ได้จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสารขึ้น มีการแสดงผลการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดในภาคใต้ตอนบน มีการเจรจาธุรกิจซื้อขายผลไม้ จากแปลงใหญ่ ซึ่งช่วงนี้กำลังออกสู่ตลาด จะทำให้เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรมากขึ้น ในภาพรวม ผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ของภาคใต้ตอนบน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือดี และสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพขึ้นเห็นชัดเจน มีตลาดแน่นอน ขายได้ราคาดี เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ได้ร่วมกันดำเนินการ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย

นี่คือ ความสำเร็จจากการจับมือกันของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการผลิตภาคการเกษตร ท่านที่สนใจ ขอเชิญไปเที่ยว ชิมเงาะโรงเรียนจากแหล่งผลิตดั้งเดิม ที่บ้านนาสาร ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณวารินทร์ เพชรโกษาชาติ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (087) 870-4304 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 341-110 ในเวลาราชการครับ

เฮมพ์ พืชเส้นใยธรรมชาติ ส่งเสริมปลูก มุ่งสู่เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

เฮมพ์ พืชเส้นใยธรรมชาติ ส่งเสริมปลูก มุ่งสู่เชิงพาณิชย์

ความเป็นมา

เฮมพ์ เดิมเรียกว่า กัญชง เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย เป็นพืชที่ให้เส้นใยคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทาน เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 13-22 องศาเซลเซียส ต้องการความชื้นสูง สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ปัจจุบัน ในประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ประเทศ ทั่วโลก ผลิตเฮมพ์ในเชิงอุตสาหกรรม พื้นที่ปลูกเฮมพ์ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน แคนาดา และสหภาพยุโรป สำหรับประเทศที่มีการอนุญาตให้ปลูกเฮมพ์เชิงอุตสาหกรรม โดยมีกฎระเบียบและระบบการควบคุมที่ชัดเจน ได้แก่ สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย จำนวน 3 รัฐ สหรัฐอเมริกา จำนวน 9 รัฐ

ในประเทศไทย เฮมพ์ เป็นพืชที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งมานานแล้ว ใช้เส้นใยจากเฮมพ์ถักทอเป็นเสื้อผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ใส่ในงานวันปีใหม่และงานมงคลต่างๆ ในด้านความเชื่อดั้งเดิมและวัฒนธรรม จะใช้เส้นด้ายที่ทำจากเส้นใยเฮมพ์ มัดมือให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ชาวม้งที่เสียชีวิต แล้วจะต้องใส่เครื่องแต่งกาย รองเท้า เชือกมัดศพ ที่ทำจากเฮมพ์ทั้งสิ้น

สำหรับสาเหตุที่มีการปลูกและการใช้เส้นใยจากเฮมพ์ อยู่ในวงจำกัดเฉพาะชาวไทยภูเขาเผ่าม้งเท่านั้น เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ กำหนดให้เฮมพ์เป็นพืชเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ต่อมาในปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ มีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเฮมพ์ เพื่อใช้ในครัวเรือน และจำหน่ายสู่ตลาด เป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากงานหัตถกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มูลนิธิโครงการหลวง ได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของเฮมพ์ จึงได้ศึกษารวบรวมเมล็ดพันธุ์เฮมพ์ในพื้นที่โครงการหลวง นำมาทดลองปลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

เริ่มต้นศึกษา และส่งเสริมเฮมพ์

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2548 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหามาตรการในการพัฒนาและส่งเสริมเฮมพ์ ให้สามารถผลิตเพื่อเป็นรายได้เสริมแก่เกษตรกรรายย่อย หน่วยงานต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานทหารและตำรวจที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ประสบผลสำเร็จ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบมาโดยตลอด พร้อมกับมีมติให้ดำเนินการต่อมาจนครั้งหลังสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการพัฒนาเฮมพ์บนพื้นที่สูงภาคเหนือ ระยะเวลา 5 ปี พ.ศ. 2553-2557 เพื่อให้พื้นที่นำร่อง เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเฮมพ์อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการใน 5 พื้นที่ คือ บ้านขุนวาง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านถ้ำเวียงแก อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน บ้านพญาเลาอู อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย บ้านใหม่คีรีราษฎร์ และบ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และ บ้านทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับพันธุ์เฮมพ์ที่ปลูก เกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บพันธุ์ไว้ปลูกเอง

จากการศึกษาของมูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้จัดตั้งคณะกรรมการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ พบว่า สายพันธุ์เฮมพ์ที่ผ่านการคัดเลือกและมีสารเสพติดต่ำ ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย สามารถขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์เป็นพันธุ์หลักได้ จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์วี 50 พันธุ์ปางอุ๋ง พันธุ์แม่สาใหม่ และพันธุ์ห้วยหอย พื้นที่ 300 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการและฝึกอบรม จำนวน 500 ราย จัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกเฮมพ์ภายใต้ระบบควบคุม 20 กลุ่ม มีการพัฒนากระบวนการแปรรูปจากเส้นใยให้มีคุณภาพ เพื่อลดขั้นตอนและลดระยะเวลาการผลิต พัฒนาผืนผ้าทอจากเฮมพ์ที่มีความหลากหลาย มากกว่า 15 ลวดลาย พัฒนาเครื่องจักร เครื่องมือในการลอกเปลือกเฮมพ์ออกจากแกน หรือลำต้น ทั้งขนาดใช้ในครัวเรือนและในเชิงอุตสาหกรรม และการสกัดน้ำมันจากเฮมพ์ ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นเสื้อผ้า หมวก ผ้าเช็ดตัว ผืนผ้า กระเป๋า รองเท้า วัสดุทดแทนสิ่งทอ เสื้อเกราะกันกระสุน ผลิตภัณฑ์จากแกนต้นเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นกระดานหรือบอร์ดจากเฮมพ์ กระเป๋าเดินทาง ซองใส่แผ่น ซีดี กระดาษ เฮมพ์กรีต สร้างบ้านจากเฮมพ์ คอนโซลรถยนต์สปอต ฉนวนกันความร้อน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจาก ต้น หรือแกนจากเฮมพ์ มีความแข็งแรง มีรูพรุนภายใน ที่สามารถระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบา ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นโปรตีนผง แชมพู เครื่องสำอาง และสบู่ โปรตีนเฮมพ์ น้ำนมเฮมพ์ ไอศกรีมเฮมพ์ น้ำมันหอมระเหย ขนม และเค้กเฮมพ์

ส่งเสริมเฮมพ์

เชิงพาณิชย์

ในปี 2558 มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ พื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก และจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่จะคัดเลือกพื้นที่เดิมและพื้นที่ขยายผลใกล้เคียง เนื่องจากเกษตรกรมีความรู้ ความชำนาญ ให้ความร่วมมือกับทางราชการมาโดยตลอด ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องทำข้อตกลงความร่วมมือ ประกอบด้วย เกษตรกรจะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสหกรณ์ แปลงปลูกจะต้องมีพื้นที่และอาณาเขตที่แน่นอน ต้องมีการทำรั้วรอบแปลงปลูก และมีเลขที่ใบอนุญาตให้ปลูก จัดทำพิกัดแปลงปลูกทุกแปลง เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก จะต้องได้รับจากโครงการเท่านั้น เกษตรกรจะต้องร่วมกันกำหนดวันปลูกและวันเก็บเกี่ยว เมื่อถึงช่วงวันเก็บเกี่ยว จะต้องตัดต้นเฮมพ์ให้หมดทั้งแปลง คณะกรรมการสามารถเข้าไปติดตามตรวจสอบแปลงปลูกได้ทุกระยะเวลาการปลูก ที่สำคัญคือ หากเกษตรกรรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตกลงกันไว้ เกษตรกรจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการตัดฟันต้นเฮมพ์ทิ้งให้หมดทั้งแปลง

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ออกไปสำรวจพื้นที่เพื่อขยายผลการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เชิงพาณิชย์ ที่บ้านใหม่คีรีราษฎร์ และบ้านใหม่ยอดคีรี ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของศูนย์ศิลปาชีพ โดย ร้อยตรีทัศนัย ยารังสี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกเฮมพ์ให้สอดคล้องกับความต้องการมาอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา เกษตรกรปลูกเฮมพ์ 97 ไร่ 53 ราย บางส่วนนำไปใช้ในครัวเรือน นอกจากนั้น จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลง โดยซื้อทั้งต้นสด ราคากิโลกรัมละ 3-5 บาท เนื่องจากเฮมพ์เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศในปริมาณมาก ภาคเอกชนหลายราย ติดต่อขอซื้อเปลือกเฮมพ์แบบแห้ง เพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ ในปีนี้สถาบันวิจัยฯ จึงส่งเสริมปลูกเฮมพ์ในเชิงพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม กำหนดให้เกษตรกรปลูกพร้อมกัน ในวันที่ 15 พฤษภาคม จัดตั้งเป็นกลุ่มเตรียมสหกรณ์ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ดีจากมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์แห่งเดียวในประเทศไทย สนับสนุนโรงงานแปรรูปเฮมพ์จากผลผลิตสดให้แห้งก่อนจำหน่าย สนับสนุนเครื่องลอกเปลือกทั้งแบบครัวเรือน และเครื่องขนาดใหญ่ มีคณะกรรมการและนักวิชาการออกไปติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ฯลฯ

วิธีการปลูกเฮมพ์

การปลูกเฮมพ์ให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพที่ดี ภายใต้การควบคุมช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ส่วนพื้นที่ที่อาศัยน้ำชลประทาน สามารถปลูกได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม สภาพพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝน ที่ดินจะต้องระบายน้ำได้ดี จะเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายก็ได้ ดินไม่จับตัวกันแน่น เนื่องจากเฮมพ์เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ถางหญ้า และพรวนดิน ส่วนใหญ่จะใช้จอบ เกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จะใช้หยอดหลุมหรือหว่าน หรือระยะปลูกไม่แน่นอน แต่วิธีที่แนะนำ ควรหยอดเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน ประมาณ 15-20 เซนติเมตร พันธุ์ที่ปลูก ขอรับได้จากโครงการ คือ พันธุ์วี 50 พันธุ์ปางอุ๋ง พันธุ์แม่สาใหม่ และพันธุ์ห้วยหอย ใช้วิธีหยอด 5 เมล็ด ต่อหลุม แล้วถอนแยกเหลือ 3 ต้น ต่อหลุม การจัดการช่วงแรกของการเจริญเติบโต ประมาณ 6 สัปดาห์แรก ต้องรักษาความชื้นให้เหมาะสม หากชื้นเกินไปจะเกิดโรคโคนเน่า กำจัดวัชพืชเมื่ออายุ 25 วัน เมื่ออายุ 30-45 วัน หลังปลูก ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 46-0-0 หรือปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่ภูมิปัญญาชาวไทยภูเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่จะใส่เฉพาะขี้เถ้าเท่านั้น การเก็บเกี่ยวเส้นใย จะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 75-90 วัน ความสูงประมาณ 2 เมตร หรือก่อนออกดอกเพศผู้ เนื่องจากเป็นช่วงที่เส้นใยจะมีความเหนียว เบา เยื่อสีขาว เหมาะสำหรับทำเป็นเส้นใยทอผ้า ตัดลำต้นให้ชิดดิน หรือสูงจากพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร เกษตรกรต้องริดใบเฮมพ์ออกให้หมด เหลือแต่ลำต้น มัดรวมกัน ประมาณ 10 ต้น ต่อมัด จากนั้นนำไปตากแดด หรือนำไปตั้งใต้ต้นไม้ ประมาณ 4-5 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการแปรรูปลอกเส้นใยนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ผู้เขียนขอขอบคุณ คณะทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ประกอบด้วย ดร. สริตา ปิ่นมณี หัวหน้าโครงการวิจัยเฮมพ์ ดร. รัตญา ยานะพันธุ์ นักวิชาการ คุณศักดิ์สิริ คุปตรัตน์ นักวิจัย คุณเดชธพล กล่อมจอหอ ผู้จัดการลุ่มน้ำสาละวิน เกษตรกรหรือท่านที่สนใจเกี่ยวกับเฮมพ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 681-4600, (084) 399-1590

สัมภาษณ์พิเศษ : เสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวการพัฒนาเพื่อภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

นิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช nsuksaad@gmail.com

สัมภาษณ์พิเศษ : เสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวการพัฒนาเพื่อภาคเกษตร

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่สุดของภาคใต้ ไม่ว่าจะนับจากจำนวนอำเภอ ที่มากถึง 23 อำเภอ หรือจะนับจากจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1.6 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ผลนานาชนิด เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำประมง การเลี้ยงปศุสัตว์ และอื่นๆ

นครศรีธรรมราช มีวิสัยทัศน์ของจังหวัดว่า “นครแห่งการเรียนรู้ เกษตร ท่องเที่ยว น่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง” และโดยเฉพาะมิติของการพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัด และเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่ารัฐบาล ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือท้องถิ่น ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาอาชีพการเกษตร อย่างต่อเนื่องตลอดมา

จากการให้สัมภาษณ์ของ คุณเสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ชายร่างสูงโปร่ง ผิวคล้ำ ตามแบบฉบับของคนปักษ์ใต้ แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนจะมีมิตรไมตรี ได้เปิดเผยให้ฟังถึงเรื่องบทบาทหน้าที่ และทิศทางการพัฒนางานเกษตร ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นที่สำคัญๆ อันได้แก่

หนึ่ง โครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวกับงานพระราชดำริ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2537 มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดำเนินการแบบบูรณาการ ตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาองค์ความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การปรับเปลี่ยนอาชีพ การจัดตั้งกลุ่มอาชีพ การฝึกอบรมสร้างอาชีพเสริมรายได้ สามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงและเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย

เช่น กิจกรรมส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ดี การปรับระบบการผลิตพืช (ทำไร่ทำสวนผสม) การผลิตพืชผัก การผลิตไม้ผล การแปรรูปผลผลิต การเลี้ยงปศุสัตว์ การเลี้ยงปลา เป็นต้น โดยเฉพาะการผลิตไม้ผล ที่สามารถสร้างรายได้ที่ชัดเจน และสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก ได้แก่ ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม พืชผักชนิดต่างๆ ข้าว ปลานิล และสินค้าอื่นๆ อีกหลายชนิด

นอกจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังแล้ว ยังมีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งดำเนินการในถิ่นทุรกันดาร ในพื้นที่อำเภอชะอวด นบพิตำ ร่อนพิบูลย์ และอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งสิ้น 6 โรงเรียน

สอง การดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดมีหน้าที่ในการควบคุม กำกับ เร่งรัดการดำเนินงานโครงการ ให้ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรตามเป้าหมาย เช่น

– โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเสริมรายได้ ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกร ที่จะต้องให้เกิดความรอบคอบ และมีความเหมาะสม เกษตรกรสามารถปฏิบัติ และสร้างรายได้ได้จริง ทั้งการทำอาชีพเสริมในสวนยาง และอาชีพเสริมในครัวเรือน ขณะนี้ได้จ่ายสินเชื่อให้เกษตรกรไปแล้วบางส่วน

– โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ดำเนินการในพื้นที่ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง เพื่อจัดทำโรงปุ๋ยชุมชน และสร้างแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และพื้นที่ตำบลบางรูป อำเภอทุ่งใหญ่ เพื่อจัดทำโรงปุ๋ยชุมชน ซึ่งดำเนินการก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 ตำบล

– โครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแปลงใหญ่ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการใช้พื้นที่ที่ผ่านการวิเคราะห์ศักยภาพอย่างรอบด้านมาแล้ว ทั้งการพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ และสินค้าเกษตรที่ผลิตได้เป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ โครงการนาแปลงใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเชียรใหญ่ โครงการทุเรียนแปลงใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอท่าศาลา และโครงการมังคุดแปลงใหญ่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอช้างกลาง ในการบริหารโครงการมีหลักการที่สำคัญคือ การลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงบูรณาการ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การจัดการทำทะเบียนเกษตรกร การจัดทำแผนที่ การทำแผนการผลิต การจัดทำบัญชีครัวเรือน การจัดตั้งกลุ่ม/เครือข่าย การใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่สมาชิกโครงการ เป็นต้น

– โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการในพื้นที่ตำบลนำร่อง อำเภอละ 1 ตำบล รวม 23 ตำบล เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน ให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของตำบล นั้น โดยมีกิจกรรมเสริม เช่น การจัดตั้งศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นต้น

สาม การดำเนินงานตามภารกิจที่สำคัญๆ ได้แก่

– การส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชผักต่างๆ ได้มุ่งเน้นให้เกษตรกรทุกรายมีการขึ้นทะเบียนการปลูกพืช หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ที่สำนักงานเกษตรอำเภอให้เป็นปัจจุบัน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสนับสนุนในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลดต้นทุน การจัดการศัตรูพืช การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การตลาด

– การส่งเสริมและพัฒนาตัวเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทั้งเกษตรกรทั่วไป และกลุ่ม/องค์กรเกษตรกร ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง หรือจัดการกิจการของกลุ่ม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรหรือกลุ่ม/องค์กรทางการเกษตร จะต้องยึดถือแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพ และความสมัครใจของเกษตรกรเป้าหมาย กล่าวคือ การส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นความพอเพียง พออยู่ พอกิน การผลิตโดยอิงธรรมชาติ คำนึงถึงความปลอดภัย ฯลฯ หรือการส่งเสริมในเชิงการผลิตเพื่อการแข่งขัน ที่จะต้องพิถีพิถัน จริงจังมากขึ้น มุ่งผลิตให้ได้ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะเกษตรกรในยุค AEC จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

สี่ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกร กลุ่ม/องค์กรเกษตรกร นับว่าเป็นหัวใจของการพัฒนา หากพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีความสามารถ คนก็จะไปสร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพได้ และนั่นคือ เป้าหมายสุดท้าย เกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีตามมาอย่างแน่นอน การพัฒนาในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ย่อมมีวิธีการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

– การพัฒนาเกษตรกรรายย่อย หรือเกษตรกรรายเดียว โดยการคัดเลือกเกษตรกรที่เป็นผู้นำมาทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน พัฒนาความรู้และพัฒนารายได้ เพื่อก้าวสู่ความเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer นอกจากนั้นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งคือ เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกร ที่มีอายุระหว่าง 17-45 ปี โดยให้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ ทักษะ มีความรัก หวงแหนในอาชีพเกษตรกรรม และพร้อมจะเป็นเกษตรกรที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ขณะนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเก่ง และความแกร่ง จากทุกอำเภอ จำนวน 45 คน และทุกคนมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ทัศนคติ ที่ดิน ทุน และพลังเสริมจากครอบครัว ทุกคนมีสินค้าเป็นของตนเอง และพวกเขากำลังรวมตัวกันเป็น “วิสาหกิจชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช” เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

– การพัฒนาเกษตรกรรายกลุ่ม ทั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรต่างๆ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้กลุ่มเหล่านั้นมีความเข้มแข็ง มั่นคง หรือเป็น Smart Group เกษตรกรมีความสามารถในการจัดการแปลง การจัดการผลผลิต การจัดการกลุ่ม การจัดการตลาด โดยให้แกนนำกลุ่ม และสมาชิกจัดการกันเอง เช่น เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไม้ผลอำเภอชะอวด ที่ได้ร่วมคิดร่วมทำในการรวบรวมผลผลิตมังคุดของสมาชิก นำมาคัดแยกคุณภาพ และเชิญพ่อค้ามาประมูลราคาที่กลุ่ม สมาชิกสามารถขายมังคุดได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด กิโลกรัมละ 10-20 บาท และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกลุ่มน้ำปากพนัง เกษตรกรรวมตัวกันผลิตพริกคุณภาพดี ได้หนังสือรับรองแปลง จีเอพี รวมกลุ่มกันขายผลผลิตให้กับพ่อค้าชาวมาเลเซีย โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดได้จัดทำ QR Code ในการประชาสัมพันธ์ และเป็นข้อมูลในการตรวจสอบแหล่งผลิตย้อนกลับให้กับพ่อค้า และผู้บริโภค เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้อีกระดับหนึ่ง

เป้าหมายสุดท้าย เมื่อเกษตรกร หรือกลุ่ม/องค์กรทางการเกษตรมีความสามารถในการผลิตสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด หรือมี Smart Product สิ่งที่เกษตรกรจะได้รับคือ รายได้ที่ดีต่อเนื่อง มั่นคง แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะตามมา และไกลไปกว่านั้นถ้าหากชุมชนท้องถิ่นใด นำศักยภาพของผลงานส่งเสริมการเกษตรที่ดีไม่ว่าจะเป็นผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ หรือแปลงเรียนรู้ ไปปรับใช้กับงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรด้วยแล้ว รายได้และความยั่งยืนก็จะเกิดตามมาเป็นเงาตามตัวอย่างแน่นอน