ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

29 ธ.ค. 2568 01:39 น.

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย โทรศัพท์คุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนที่ผู้นำยูเครนจะเข้าพบเขาที่รัฐฟลอริดา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับปรับปรุงใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า เขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียแล้ว ก่อนที่เขาจะต้อนรับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

“ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการหารือทางโทรศัพท์ที่ดีและสร้างสรรค์มากกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ และเสริมว่า การพบปะกับนายเซเลนสกีจะจัดขึ้น ณ ห้องรับประทานอาหารหลักของรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก และเชิญให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ด้านรัฐบาลเครมลินของรัสเซียออกมายืนยันเช่นกันว่า การพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำทั้งสองได้เกิดขึ้นจริง

ในอีกส่วนหนึ่งของโพสต์ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยกย่องบทบาทของรัฐบาลเขาในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก โดยอ้างถึงข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมกับโจมตีสหประชาชาติว่า “ให้ความช่วยเหลือน้อยมาก” ในการแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ รวมถึงในยูเครน

“บางทีสหรัฐอเมริกาอาจจะกลายเป็น “สหประชาชาติที่แท้จริง” ไปแล้ว” นายทรัมป์ระบุ

ขณะนี้นายเซเลนสกีเดินทางถึงรัฐฟลอริดาแล้ว และมีกำหนดจะเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ในเวลา 13:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ โดยทั้งคู่จะหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพ 20 ข้อฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ประสานงานหลัก อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียยังไม่ได้ให้การยอมรับแผนดังกล่าว

นายเซเลนสกีกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “หลายสิ่งหลายอย่างสามารถตัดสินให้จบได้ก่อนวันขึ้นปีใหม่” และเสริมว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีหลายพันครั้งในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

28 ธ.ค. 2568 22:59 น.

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ และว่าสหรัฐฯ คือสหประชาชาติที่แท้จริง เพราะหยุดสงครามไปแล้ว 8 แห่ง

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมขอแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ที่บรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและยุติธรรม และย้ำว่า สหรัฐอเมริกายินดีที่ได้ช่วยเหลือ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า การสู้รบที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาจะยุติลงในทันที และทั้งสองประเทศจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ตามสนธิสัญญาฉบับดั้งเดิมที่เราเพิ่งตกลงกันไป ผมขอแสดงความยินดีกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน สำหรับความชาญฉลาดในการบรรลุข้อสรุปที่รวดเร็วและยุติธรรมมากในครั้งนี้! มันเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่สถานการณ์แบบนี้ควรจะเป็น! สหรัฐอเมริกาภูมิใจเสมอที่ได้ช่วยเหลือ!”

“ด้วยสงครามและความขัดแย้งทั้งหมดที่ผมได้เข้าไปจัดการและยุติลงในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีถึง 8 แห่ง บางทีสหรัฐอเมริกาได้กลายเป็น ‘สหประชาชาติที่แท้จริง’ ไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาสหประชาชาติ (UN) ให้ความช่วยเหลือน้อยมากในทุกเหตุการณ์ รวมถึงโศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนด้วย สหประชาชาติต้องเริ่มตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมในสันติภาพโลกได้แล้ว!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial/@realDonaldTrump

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

28 ธ.ค. 2568 21:53 น.

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 20 ล้านหยวนให้แก่กัมพูชา ในขณะที่รัฐมนตรีไทยกับกัมพูชาเดินทางไปพบกันที่จีน เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ทางการจีนประกาศมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินแก่กัมพูชามูลค่ารวมกว่า 20 ล้านหยวน (ราว 88.6 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “ความช่วยเหลือชุดแรกจากจีน ซึ่งประกอบด้วยอาหาร เต็นท์ และผ้าห่ม ถูกส่งถึงกัมพูชาแล้วในวันอาทิตย์”

ความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยกับกัมพูชา เปิดฉากการเจรจานาน 2 วันที่ประเทศจีนในวันเดียวกันนี้ โดยรัฐบาลจีนพยายามยกระดับบทบาทของตนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนของทั้งสองประเทศ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่

ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระบุให้มีการยุติการสู้รบที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์บริเวณพื้นที่ชายแดน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 100 ราย และทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คนในทั้งสองประเทศต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว มาพร้อมกับระยะเวลาสังเกตการณ์ 72 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว ไทยได้ตกลงที่จะส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศ โดยทหารกลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่การสู้รบครั้งก่อนในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งการปล่อยตัวทหารเหล่านี้ถือเป็นข้อเรียกร้องหลักของทางฝั่งกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา มีกำหนดการเข้าพบกัน ณ มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

แถลงการณ์จากสำนักงานของนายสีหศักดิ์ ระบุว่า การเจรจาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการหยุดยิงจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ ส่วนนายปรัก สุคน ได้ระบุในแถลงการณ์ภายหลังการหารือกับนายหวัง อี้ โดยแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อ “บทบาทอันสำคัญยิ่ง” ของจีนในการสนับสนุนให้เกิดการหยุดยิงในครั้งนี้

อนึ่ง นายหวัง อี้ มีกำหนดการประชุมทวิภาคีกับรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา และการประชุมไตรภาคีในวันจันทร์นี้ (29 ธ.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน “มูลนิธิการกุศล” ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน "มูลนิธิการกุศล" ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

28 ธ.ค. 2568 12:44 น.

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน “มูลนิธิการกุศล” ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

อัยการอิตาลีประสานหน่วยปราบมาเฟียและต่อต้านการก่อการร้าย บุกจับกุม 9 ผู้ต้องสงสัย ใช้มูลนิธิการกุศลที่ตั้งอยู่ในอิตาลีเป็นฉากหน้าในการระดมทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม เพื่อเบี่ยงเงินกว่า 250 ล้านบาทจากมูลนิธิการกุศลส่งต่อไปยังองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส

ทางการอิตาลีได้ดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มฮามาส โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 9 ราย ในเมืองเจนัว ทางตอนเหนือของประเทศ ภายใต้ข้อหาเป็นสมาชิกและให้การสนับสนุนกลุ่มที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย

จากการเปิดเผยของทีมอัยการชุดสอบสวนพบว่า ผู้ต้องกลุ่มนี้ใช้ “มูลนิธิการกุศล” ที่ตั้งอยู่ในอิตาลีเป็นฉากหน้าในการระดมทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม แต่กลับมีการยักยอกเงินบริจาคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งต่อไปยังองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส ยอดเงินที่ถูกยักยอกประมาณ 7 ล้านยูโร (หรือราว 254 ล้านบาท) ตำรวจได้สั่งอายัดทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมกว่า 8 ล้านยูโร (หรือราว 290 ล้านบาท)

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากมีการตรวจพบธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย จนนำไปสู่การประสานงานในระดับภูมิภาคผ่าน Eurojust หน่วยงานด้านความร่วมมือทางยุติธรรมของ EU โดยอิตาลีได้ทำงานร่วมกับทางการเนเธอร์แลนด์และประเทศสมาชิก EU อื่นๆ จนสามารถเปิดโปงเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ

นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ออกมาแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสำหรับปฏิบัติการที่ “สำคัญและซับซ้อน” ครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการขุดรากถอนโคนการสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวมาในรูปแบบขององค์กรการกุศล

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในฉนวนกาซา โดยรัฐบาลของเมโลนีที่แสดงจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล ได้เผชิญกับการประท้วงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในอิตาลี

ขณะที่ภาพรวมความสูญเสียจากสงครามที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 มียอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาพุ่งสูงกว่า 71,000 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกาซา ส่วนการโจมตีโดยกลุ่มฮามาสในอิสราเอลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามนั้น มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย.

ที่มา Reuters

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

28 ธ.ค. 2568 12:17 น.

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

เกิดเหตุเครื่องบินเล็กประเภทอัลตราไลท์ลากป้ายโฆษณา เสียหลักพุ่งตกทะเลหน้าชายหาดโคปาคาบานา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของบราซิล ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวจำนวนมาก เบื้องต้นยืนยันพบร่างนักบินเสียชีวิตแล้ว 1 ราย กองทัพอากาศบราซิลเร่งสอบสวนหาสาเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุสลดใจที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา  (27 ธ.ค.) ที่นครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเครื่องบินเล็กส่วนบุคคลสำหรับลากป้ายโฆษณาประสบอุบัติเหตุตกกลางทะเล บริเวณชายหาดโคปาคาบานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก

ทางการบราซิลได้เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว ซึ่งบันทึกวินาทีที่เครื่องบินลำนี้ดิ่งลงทะเลในลักษณะ “ส่วนหัวพุ่งตรงลงน้ำ” อย่างรวดเร็วเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เครื่องบินจมหายไปในทะเลทันที

หลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยจากสำนักงานดับเพลิงได้ระดมกำลังเข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยใช้ทั้งเจ็ตสกี เรือยาง นักประดาน้ำ และการสนับสนุนทางอากาศ รวมถึงมีการนำอุปกรณ์โซนาร์ มาใช้ค้นหาซากเครื่องบินและตรวจสอบว่ามีผู้ประสบเหตุเพิ่มเติมหรือไม่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าได้กู้ร่างของนักบินขึ้นมาได้แล้ว และส่งไปยังสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรและระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศบราซิลแถลงว่า ขณะนี้ได้เปิดการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้แล้ว ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า เป็นเครื่องบินรุ่น Cessna 170A ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อโฆษณา ขณะเกิดเหตุกำลังทำหน้าที่ลากป้ายโฆษณาผ่านพื้นที่ชายหาด

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนอยู่บนชายหาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน.

ที่มา AP

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา “เสรีและเป็นธรรม” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา "เสรีและเป็นธรรม" ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

28 ธ.ค. 2568 11:44 น.

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา “เสรีและเป็นธรรม” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งในกรุงเนปิดอว์ พร้อมให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่าง “เสรีและเป็นธรรม” แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลก โดยระบุว่ากองทัพเป็นผู้จัดการเลือกตั้งจึงไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองได้ และยืนยันว่าเป้าหมายคือการนำประเทศกลับสู่ระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค
การเลือกตั้งรอบแรกจากทั้งหมดสามรอบเริ่มขึ้นเวลา 6:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงเขตเลือกตั้งในนครย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศ ที่ซึ่งพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรารับประกันว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม” และกล่าวต่อว่า “กองทัพเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เราไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงของเราเสื่อมเสียได้”

แม้รัฐบาลจะวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่มีรายงานเหตุระเบิดและพยายามขัดขวางการเลือกตั้งในหลายจุด โดยในภูมิภาคมัณฑะเลย์ เกิดเหตุยิงจรวดใส่บ้านเรือนประชาชนในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย โดย 1 รายอาการสาหัส ส่วนเมืองเมียวดี ใกล้ชายแดนไทย เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องหลายจุดในช่วงคืนวันเสาร์ ทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 10 หลัง รายงานระบุว่ามีเด็กเสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย

รัฐบาลทหารได้บังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่ขัดขวางหรือคัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมถึงโทษประหารชีวิต ล่าสุดมีรายงานว่า บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง ไมค์ ที (ผู้กำกับภาพยนตร์), จอ วิน ทุต (นักแสดง) และ อ้น ได่ (นักแสดงตลก) ถูกตัดสินจำคุกคนละ 7 ปี หลังจากออกมาวิจารณ์ภาพยนตร์ที่โปรโมตการเลือกตั้ง

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “ไม่มีเงื่อนไขใดที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก” ขณะที่ชาวเมียนมาถูกบีบคั้นจากทุกฝ่าย ทั้งจากรัฐบาลทหารที่บังคับให้ไปใช้สิทธิ์ และกลุ่มต่อต้านที่ขู่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตลอดช่วงเดือนหน้า โดยจัดขึ้นใน 274 เมือง จากทั้งหมด 330 เมืองทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่เหลือถูกงดเนื่องจากความไม่สงบ มีพรรคลงแข่งขัน 57 พรรค รวมพรรค USDP ที่กองทัพหนุนหลัง ขณะที่กว่า 40 พรรคถูกสั่งยุบ รวมถึงพรรค NLD ของนางอองซานซูจี ที่เคยชนะถล่มทลายในปี 2015 และ 2020

นักวิเคราะห์มองว่าการแบ่งการเลือกตั้งเป็นหลายระยะ เป็นแท็กติกที่ช่วยให้รัฐบาลทหารสามารถปรับกลยุทธ์ได้หากผลคะแนนในระยะแรกไม่เป็นไปตามเป้า ขณะที่ประชาชนบางส่วนในรัฐชินสะท้อนความรู้สึกว่า “ทหารปกครองประเทศไม่เป็น” และโหยหาบรรยากาศประชาธิปไตยในยุคก่อนรัฐประหาร

ปัจจุบัน เมียนมายังคงเผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรมอย่างหนัก ทั้งจากสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน เศรษฐกิจที่พังทลาย และผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองจากชาติตะวันตกและอาเซียนว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่การยึดอำนาจของกองทัพเท่านั้น.

ที่มา BBC

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

28 ธ.ค. 2568 10:39 น.

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุฤดูหนาวพัดถล่มพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดหิมะและน้ำแข็งสะสมอย่างหนัก นครนิวยอร์กทำสถิติหิมะตกหนักสุดในรอบเกือบ 4 ปี ด้านสายการบินสั่งยกเลิกและล่าช้ากว่า 9,000 เที่ยวบิน ขณะที่ผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินเตือนประชาชนเลี่ยงการเดินทางอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์พายุฤดูหนาวที่พัดถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาอย่างหนักตั้งแต่วันศุกร์ต่อเนื่องถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศกลายเป็นอัมพาตในช่วงสุดสัปดาห์หลังเทศกาลคริสต์มาส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) รายงานว่า สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คในนครนิวยอร์ก วัดปริมาณหิมะสะสมได้ประมาณ 11 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 ขณะที่พื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวยอร์ก รวมถึงรัฐคอนเนตทิคัต มีหิมะตกหนาระหว่าง 15-25 เซนติเมตร

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware ระบุว่า จนถึงช่วงเย็นวันเสาร์ (27 ธ.ค.) มีเที่ยวบินภายในประเทศสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหรือล่าช้าสะสมกว่า 9,000 เที่ยวบิน โดยเฉพาะสนามบินหลัก 3 แห่งในนิวยอร์ก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ท่าอากาศยานลากวาร์เดีย และท่าอากาศยานนานาชาตินูอาร์ก ลิเบอร์ตี 

อย่างไรก็ตาม สายการบินหลักอย่าง American Airlines, United Airlines และ JetBlue ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนตั๋ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ

นางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กว่าครึ่งรัฐ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังสูงสุดตลอดช่วงพายุ เช่นเดียวกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งจำกัดการใช้รถบรรทุกเชิงพาณิชย์บนทางหลวงสายหลักหลายเส้นทางเนื่องจากสภาพถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและอันตราย

แม้ว่าในช่วงบ่ายวันเสาร์พายุจะเริ่มเบาบางลงและเหลือเพียงหิมะโปรยปรายเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนเรื่องอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งอาจทำให้หิมะที่ละลายกลายเป็น “Black Ice” หรือแผ่นน้ำแข็งใสที่มองไม่เห็นบนพื้นผิวถนน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับขี่

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ย้อนสถิติความรุนแรงวิดีโอนี้รวบรวมภาพเหตุการณ์พายุหิมะพัดถล่มสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความรุนแรงของพายุฤดูหนาวที่ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมและวิถีชีวิตของประชาชนในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน.

ที่มา Reuters

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

28 ธ.ค. 2568 06:43 น.

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

การเลือกตั้งในประเทศเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว 5 ปี หลังจากกองทัพก่อรัฐประหารจนทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ท่ามกลางข้อครหาจากหลายฝ่าย ที่ไม่เชื่อถือในการเลือกตั้งครั้งนี้

เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศเมียนมาได้เริ่มต้นขึ้น ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยรัฐบาลทหารผู้ปกครองประเทศได้โฆษณาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากผ่านไป 5 ปีนับตั้งแต่ที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชน จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมือง

ในอดีตที่ผ่านมา กองทัพปกครองเมียนมามาเป็นส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ก่อนจะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 10 ปีที่รัฐบาลพลเรือนก้าวขึ้นมากุมบังเหียนท่ามกลางกระแสความหวังและการปฏิรูป

ทว่าหลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางซูจี เอาชนะคู่แข่งฝ่ายสนับสนุนกองทัพได้อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2563 มิน อ่อง หล่าย ก็ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งในวงกว้าง

นางซูจี อดีตผู้นำพลเรือนกำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากข้อหาต่าง ๆ ตั้งแต่การทุจริตไปจนถึงการละเมิดข้อบังคับควบคุมโควิด-19 ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างมองว่าข้อหาเหล่านี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามของเธอก็ถูกยุบไปด้วย

เหล่านักกิจกรรม นักการทูตตะวันตก และหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะเวลาหนึ่งเดือนในครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีแต่บรรดาพันธมิตรของกองทัพ และมีการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างรุนแรง มีผู้ที่กำลังถูกฟ้องร้องมากกว่า 200 ราย

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเหล่านักวิจารณ์มองว่านี่เป็นเพียงการนำระบอบเผด็จการทหารมาปรับภาพลักษณ์ใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากเมียนมากำลังแตกแยกจากสงครามกลางเมือง จึงจะไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่กลุ่มกบฏควบคุมอยู่

ส่วนในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกจากทั้งหมดสามรอบจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 06:00 น. (ตรงกับ 06:30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งครอบคลุมเขตเลือกตั้งในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และกรุงเนปิดอว์

ช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีภาพการรวมตัวชุมนุมอย่างคึกคักเหมือนที่นางซูจีเคยทำได้ในอดีต และรัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงก่อนการเลือกตั้งเพื่อยึดคืนพื้นที่ดินแดนกลับมา

“เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม” นางโม โม มยิน ซึ่งใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาในการ “หนีตาย” จากการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลทหารกล่าว “เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” หญิงวัย 40 ปีรายนี้กล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP แต่เขายืนหยัดวาดภาพการเลือกตั้งครั้งนี้มาโดยตลอดว่าเป็นหนทางไปสู่การปรองดอง

อนึ่ง การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ก่อนจะถึงรอบที่สามซึ่งเป็นรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเขตเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 1 ใน 5 ของทั้งหมด

“การเลือกตั้งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปรามอย่างเห็นได้ชัด” นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านนายซอ ตุน เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยในภาคสะกายทางตอนเหนือของประเทศกล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพในประเทศนี้ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน … เราจะสู้ต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด พบศพ 4 นักไต่เขา โดนหิมะถล่มกลืนหายในวันคริสต์มาส

สลด พบศพ 4 นักไต่เขา โดนหิมะถล่มกลืนหายในวันคริสต์มาส

28 ธ.ค. 2568 04:10 น.

สลด พบศพ 4 นักไต่เขา โดนหิมะถล่มกลืนหายในวันคริสต์มาส

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกรีซพบศพนักไต่เขาที่เผชิญกับหิมะถล่มและสูญหายไปเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมาแล้ว และกำลังดำเนินการเก็บกู้ร่างลงจากเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ธ.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่พบศพนักไต่เขา 4 คน ที่สูญหายหลังจากถูกหิมะถล่มฝังทั้งเป็นบนภูเขา “วาร์ดูเซีย” (Vardousia) ตอนกลางของประเทศกรีซ เมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมาแล้ว

สำนักข่าว ERT ของรัฐบาลกรีซรายงานว่า ร่างของชาย 3 รายและหญิง 1 รายถูกพบเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากมีการระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่ในพื้นที่แถบภูเขาของภูมิภาคโฟกิดา (Fokida)

เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ซึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยของกรีซ พบร่างของผู้เสียชีวิตถูกหิมะคลุมไว้บางส่วนบริเวณทางลาดชันที่เข้าถึงได้ยากใกล้กับยอดเขาโคราคัส (Korakas peak) ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร (6,561 ฟุต) โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่ากลุ่มนักเดินป่าถูกหิมะถล่มพัดพาไป

ทางการระบุว่า นักไต่เขากลุ่มนี้เริ่มออกเดินทางขึ้นเขาในช่วงที่สภาพอากาศยังเอื้ออำนวย แต่ทว่าสภาพอากาศกลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากระดับความสูงและลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ดังกล่าว

นายวาซิลิส วาทราโกเกียนนิส โฆษกสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติกรีซ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า เพื่อนของชายทั้ง 3 คนเป็นผู้แจ้งเหตุหลังจากที่พวกเขาไม่กลับมาตามกำหนดเวลาที่คาดไว้

“สภาพอากาศนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำมากและทัศนวิสัยที่ย่ำแย่” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทั้งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ตรวจหาอะไรไม่พบเลย

นายวาทราโกเกียนนิสกล่าวต่อว่า ในเวลาต่อมาทีมภาคพื้นดินของหน่วยดับเพลิงได้พบร่างของชาย 3 ราย และผู้หญิงอีก 1 ราย ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นเพื่อนของผู้แจ้งเหตุ และเดิมทีไม่ได้ถูกคาดหมายว่าจะเข้าร่วมในการปีนเขาในครั้งนี้ด้วย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยร่างหนึ่งได้รับการเคลื่อนย้ายสำเร็จแล้วโดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ยกตัวขึ้นไป ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงพยายามเคลื่อนย้ายร่างที่เหลืออีก 3 รายไปยังที่ราบสูงใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ใช้รอกกว้านดึงขึ้นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครน ก่อนเซเลนสกีเดินทางพบ โดนัลด์ ทรัมป์

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครน ก่อนเซเลนสกีเดินทางพบ โดนัลด์ ทรัมป์

28 ธ.ค. 2568 03:41 น.

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครน ก่อนเซเลนสกีเดินทางพบ โดนัลด์ ทรัมป์

กองทัพรัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์จำนวนมากเข้าโจมตีแคว้นเคียฟของยูเครน จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ในขณะที่ผู้นำยูเครนกำลังเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเจรจากับโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียระดมโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนอย่างหนักด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อวันเสาร์ (27 ธ.ค. 2568) ในขณะที่ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กำลังเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเจรจาเรื่องแผนการสันติภาพ

ทางการยูเครนระบุว่า การระดมยิงโดรนและขีปนาวุธอย่างหนักนานร่วม 10 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บหลายสิบคน และทำให้ประชาชนในแคว้นเคียฟกว่า 600,000 คนต้องขาดแคลนไฟฟ้าและระบบทำความร้อนท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจนติดลบ

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า มีอาคารที่พักอาศัยประมาณ 2,600 แห่งถูกโจมตี รวมถึงโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก และอาคารบริการสังคมอีกมากกว่า 300 แห่ง

เซเลนสกีกล่าวว่า รัสเซียส่งโดรนประมาณ 500 ลำ และขีปนาวุธอีก 40 ลูก ถล่มเมืองหลวงและพื้นที่โดยรอบ และการโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ต้องการยุติการรุกรานที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายหมื่นราย

“ตัวแทนของรัสเซียเข้าร่วมการเจรจาอันยาวนาน แต่ในความเป็นจริง ขีปนาวุธคินซาล (Kinzhal) และโดรนชาเฮด (Shahed) ต่างหากที่พูดแทนพวกเขา” นายเซเลนสกีกล่าว และเสริมว่า “พวกเขาไม่ต้องการจบสงคราม และพยายามใช้ทุกโอกาสเพื่อสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ยูเครนมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อผู้อื่นทั่วโลก”

ก่อนหน้าการเจรจาระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์ที่จะเริ่มขึ้นที่รัฐฟลอริดาวันอาทิตย์นี้ (28 ธ.ค.) ทางการรัสเซียออกมาระบุว่า กรุงเคียฟและผู้สนับสนุนในสหภาพยุโรป (EU) กำลังพยายาม “ล้ม” แผนการยุติการสู้รบที่สหรัฐฯ เคยเป็นคนกลางเจรจาไว้ก่อนหน้านี้

ด้านกองทัพรัสเซียระบุว่า ได้ใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (ความเร็วเหนือเสียง) และโดรนในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน “ที่ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของกองทัพยูเครน” รวมถึงพื้นที่ทางทหารต่าง ๆ

อนึ่ง การพบปะกันระหว่างนายเซเลนสกีกับนายทรัมป์ที่รัฐฟลอริดาในวันอาทิตย์นี้ มีขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพใหม่ ขณะที่ทรัมป์กำลังเร่งความพยายามในการยุติความขัดแย้งครั้งร้ายแรงที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

แผนการใหม่ซึ่งมีทั้งหมด 20 ข้อ จะเป็นการระงับสงครามไว้ที่แนวรบปัจจุบัน แต่อาจกำหนดให้ยูเครนต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตะวันออก หรือภูมิภาคดอนบาส และอาจมีการจัดตั้งเขตปลอดทหาร (Buffer zone) ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ตามรายละเอียดที่เซเลนสกีเปิดเผยในสัปดาห์นี้

ข้อเสนอใหม่ดังกล่าว เป็นการยอมรับที่ชัดเจนที่สุดของยูเครน ว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการยอมสละดินแดน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากข้อเสนอ 28 ข้อที่วอชิงตันเสนอเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามข้อเรียกร้องหลักของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Politico เมื่อวันศุกร์เกี่ยวกับแผนของเซเลนสกีว่า “เขา (เซเลนสกี) ยังไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น จนกว่าผมจะอนุมัติ” พร้อมกล่าวเสริมว่า “เดี๋ยวเราก็จะได้เห็นกันว่าเขามีอะไรมาเสนอ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna