ฝันร้ายคืนคริสต์มาส พายุถล่มแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วม–ดินถล่ม ดับ 3 ชีวิต

ฝันร้ายคืนคริสต์มาส พายุถล่มแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วม–ดินถล่ม ดับ 3 ชีวิต

26 ธ.ค. 2568 08:28 น.

ฝันร้ายคืนคริสต์มาส พายุถล่มแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วม–ดินถล่ม ดับ 3 ชีวิต

พายุฝนรุนแรงที่ถล่มหลายพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนียในช่วงคริสต์มาส ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ สังเวยคืนวันคริสต์มาส

หน่วยงานพยากรณ์อากาศของสหรัฐฯคาดการณ์ว่า พายุฝนรุนแรงจัดจะยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น  โดยบางพื้นที่ของ เทศมณฑลลอสแอนเจลิส มีปริมาณฝนสูงถึง 11 นิ้ว ทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในหลายจุด และปิดถนนสายหลักหลายเส้น มีรายงานว่าหน่วยกู้ภัยต้องเข้าช่วยเหลือประชาชนหลายครั้ง รวมถึงกรณีผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในรถยนต์ ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้านผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กาวิน นิวซัม ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในนครลอสแอนเจลิส และหลายเทศมณฑลทางตอนใต้ของรัฐ ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา โดยจนถึงช่วงเย็นวันพฤหัสบดี มีประชาชนกว่า 100,000 คน ทั่วรัฐประสบปัญหาไฟฟ้าดับ

ศูนย์พยากรณ์อากาศของสหรัฐฯ (US Weather Prediction Center) เตือนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิด น้ำท่วมฉับพลันหลายจุดพร้อมระบุว่า ลำธารและแหล่งน้ำจำนวนมากอาจเอ่อล้น และอาจส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสายใหญ่

ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุพายุในครั้งนี้ แล้ว 3 ศพ คือชายวัย 64 ปี ในเมืองซานดิเอโก เสียชีวิตเมื่อเช้าวันพุธ หลังถูกต้นไม้ล้มทับ ขณะที่ชายวัย 74 ปี เสียชีวิตจากน้ำท่วมในเมืองเรดดิง ขณะตำรวจพยายามช่วยเหลือเขาออกจากรถยนต์ และยังมีหญิงชราวัยกว่า 70 ปี เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ หลังถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดตกจากโขดหิน และถูกพัดลงทะเลที่ อุทยานรัฐ MacKerricher ในเทศมณฑลเมนโดซิโน

ล่าสุดทางการออกคำเตือนอพยพสำหรับประชาชนบางส่วนใน เทศมณฑลซานเบอร์นาดิโน และประกาศเตือนน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ อ่าวซานฟรานซิสโก

รายงานระบุว่า ความเร็วลมในบางจุดของ Bay Area พุ่งสูงกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ ราว 161 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขณะที่ในเมือง อัลทาดีนา ใกล้ลอสแอนเจลิส เกิดดินถล่มในพื้นที่ที่เคยถูกไฟป่าเผาผลาญเมื่อต้นปี เนื่องจากดินไม่สามารถดูดซับน้ำฝนได้

รายงานระบุว่า พายุฝนครั้งนี้เกิดจาก ปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Rivers) หลายสาย ที่พาความชื้นมหาศาลจากเขตร้อนเข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯซ้ำเติมสถานการณ์ในช่วงหนึ่งในสัปดาห์ที่มีการเดินทางมากที่สุดของปี.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คริสต์มาส

เมียนมากำหนดจัดเลือกตั้งรอบสุดท้ายปลายเดือน ม.ค. 2026 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความชอบธรรม

เมียนมากำหนดจัดเลือกตั้งรอบสุดท้ายปลายเดือน ม.ค. 2026 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความชอบธรรม

26 ธ.ค. 2568 07:40 น.

เมียนมากำหนดจัดเลือกตั้งรอบสุดท้ายปลายเดือน ม.ค. 2026 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความชอบธรรม

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศจัดการเลือกตั้งรอบที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ในวันที่ 25 มกราคม 2026 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารอีกครั้ง

การกำหนดวันเลือกตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่กองทัพเมียนมาเดินหน้าแผนการเลือกตั้ง ซึ่งถูกองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยและประชาคมระหว่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของรัฐบาลทหาร หลังการรัฐประหารในปี 2021 ที่ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง และทำให้พื้นที่จำนวนมากของเมียนมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏติดอาวุธ

ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย ออง ซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขังนับตั้งแต่การยึดอำนาจ ขณะที่พรรค สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy – NLD) ซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2020 ถูกยุบพรรคไปแล้ว ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลทหารเมียนมาว่า ใช้มาตรการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างกว้างขวางในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (Union Election Commission) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร ระบุว่าการเลือกตั้งรอบที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นใน 63 เมือง จากทั้งหมด 330 เมือง ทั่วประเทศ โดยกำหนดการเลือกตั้งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ รอบแรก จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้, รอบที่สอง กำหนดในวันที่ 11 มกราคม และรอบที่สาม และรอบสุดท้าย ในวันที่ 25 มกราคม 2026

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพเป็นเวลาส่วนใหญ่หลังได้รับเอกราช ก่อนจะมีช่วงเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษของรัฐบาลพลเรือน ซึ่งสร้างความหวังถึงการปฏิรูปประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ความหวังดังกล่าวยุติลงเมื่อ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำรัฐประหารยึดอำนาจ หลังพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งปี 2020 โดยกองทัพอ้างว่ามีการทุจริตเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง

ภายหลังรัฐประหาร กองกำลังความมั่นคงใช้ความรุนแรงปราบปรามการชุมนุมประท้วง ส่งผลให้นักเคลื่อนไหวจำนวนมากหันไปจับอาวุธ ร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมาอย่างยาวนาน

รัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกกฎหมายที่กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี สำหรับผู้ที่ออกมาประท้วงหรือวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งด้านพลเอกมิน อ่อง หล่าย พยายามนำเสนอว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูประชาธิปไตย และเป็นหนทางสู่สันติภาพสำหรับฝ่ายต่อต้านการปกครองของกองทัพ

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งระบุว่า กระบวนการเลือกตั้งถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองที่ฝักใฝ่กองทัพ ขณะที่ฝ่ายค้านที่แท้จริงแทบไม่มีพื้นที่ทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลือกตั้งเมียนมา

ฮุน มาเนต คุย มาร์โก รูบิโอ ชี้สหรัฐฯ อยากเห็นสันติภาพ กัมพูชา-ไทย

ฮุน มาเนต คุย มาร์โก รูบิโอ ชี้สหรัฐฯ อยากเห็นสันติภาพ กัมพูชา-ไทย

26 ธ.ค. 2568 07:12 น.

ฮุน มาเนต คุย มาร์โก รูบิโอ ชี้สหรัฐฯ อยากเห็นสันติภาพ กัมพูชา-ไทย

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์เฟซบุ๊ก หลังคุยโทรศัพท์กับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า สหรัฐฯ อยากเห็นสันติภาพระหว่างกัมพูชากับไทย และจะพยายามช่วยเหลือ

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง เปิดเผยเรื่องที่เขาโทรศัพท์พูดคุยกับนาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เรื่องปัญหาบริเวณชายแดนกัมพูชา–ไทย

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ

ข้อความของ ฮุน มาเนต ระบุว่า “คืนนี้ วันที่ 25 ธันวาคม 2025 ข้าพเจ้าได้หารือทางโทรศัพท์กับท่านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือถึงแนวทางในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงบริเวณชายแดนกัมพูชา–ไทย และสานต่อการดำเนินงานตามข้อตกลงสันติภาพเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชาและไทย”

“รัฐมนตรีรูบิโอระบุว่า สหรัฐอเมริกาต้องการเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชาและไทย และจะพยายามให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการหยุดยิงโดยเร็วที่สุด”

“ข้าพเจ้ายังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของกัมพูชาในการยึดถือเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ และแสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันต่อไปตามข้อตกลงที่มีอยู่ทั้งหมด”

“กัมพูชายังคงรักษาจุดยืนในการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี ตามหลักการและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อคลี่คลายปัญหาชายแดนกัมพูชา–ไทย และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ตุรกีจับกุม ผู้ต้องสงสัยโยงไอซิส 115 คน วางแผนโจมตีวันปีใหม่

ตุรกีจับกุม ผู้ต้องสงสัยโยงไอซิส 115 คน วางแผนโจมตีวันปีใหม่

26 ธ.ค. 2568 06:14 น.

ตุรกีจับกุม ผู้ต้องสงสัยโยงไอซิส 115 คน วางแผนโจมตีวันปีใหม่

ตำรวจตุรกีบุกตรวจค้นสถานที่นับร้อยแห่งในอิสตันบูล และจับกุมผู้ต้องสงสัยมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามได้ถึง 115 คน ยึดอาวุธกับเครื่องกระสุนได้อีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 ทางการของประเทศตุรกีเปิดเผยว่า พวกเขาสามารถขัดขวางแผนการก่อเหตุโจมตีในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ได้สำเร็จ หลังเจ้าหน้าที่บุกควบคุมตัวผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ได้มากกว่า 100 คน

อัยการสูงสุดของเมืองอิสตันบูลระบุว่า ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายถึง 124 แห่งทั่วเมืองอิสตันบูล ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้ 115 ราย พร้อมทั้งยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุน และเอกสารเกี่ยวกับองค์กรได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องสงสัยที่เหลืออีก 22 รายด้วย

เจ้าหน้าที่ตุรกีระบุว่า กลุ่มผู้สนับสนุนไอซิสวางแผนโจมตีทั่วประเทศตุรกีอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยพุ่งเป้าหมายเป็นพิเศษไปที่กลุ่มผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ขณะที่สำนักงานอัยการระบุว่า ผู้ต้องสงสัยมีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของกลุ่มไอซิสที่อยู่นอกตุรกีด้วย

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นเพียงสองวันหลังจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของตุรกีได้บุกจู่โจมกลุ่มไอซิสบริเวณชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน โดยชาวตุรกีรายหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกระดับสูงของเครือข่ายกลุ่มไอซิส ที่ปฏิบัติการในภูมิภาคดังกล่าว ถูกควบคุมตัวและถูกตั้งข้อหาวางแผนโจมตีพลเรือน

ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงของตุรกีดำเนินการกวาดล้างผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอซิสอย่างต่อเนื่อง โดยตุรกีมีพรมแดนยาว 900 กิโลเมตรติดกับประเทศซีเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มไอซิสยังคงเคลื่อนไหวอยู่

ประธานาธิบดี อาเหม็ด อัล-ชารา แห่งซีเรีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลตุรกี ได้ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อถอนรากถอนโคนกลุ่มไอซิสที่ยังหลงเหลืออยู่

เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ต่อฐานที่มั่นของกลุ่มไอซิสในซีเรีย เพื่อตอบโต้เหตุการณ์สังหารชาวอเมริกัน 3 ศพ ประกอบด้วย ทหารสหรัฐฯ 2 นาย และล่ามพลเรือน 1 ราย ที่ถูกลอบโจมตีในเมืองพัลไมราเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ตก บนเขาคิลิมันจาโร ดับสลด 5 ศพ

เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ตก บนเขาคิลิมันจาโร ดับสลด 5 ศพ

26 ธ.ค. 2568 05:27 น.

เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ตก บนเขาคิลิมันจาโร ดับสลด 5 ศพ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบนยอดเขาคิลิมันจาโร ในแทนซาเนีย ขณะปฏิบัติภารกิจทางการแพทย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ รวมชาวต่างชาติ

สำนักงานการบินพลเรือนของประเทศแทนซาเนียแถลงในวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 ว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบริเวณภูเขาคิลิมันจาโร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าอากาศยานลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจกู้ชีพทางการแพทย์

องค์การอุทยานแห่งชาติแทนซาเนียระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยมัคคุเทศก์และแพทย์ เป็นชาวแทนซาเนียทั้งคู่, นักบินชาวซิมบับเว และนักท่องเที่ยวชาวสาธารณรัฐเช็กอีก 2 ราย

สำนักงานการบินพลเรือนฯ บอกอีกว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวตกลงใกล้กับค่ายบาราฟู (Barafu Camp) บนภูเขาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ตก

อนึ่ง ยอดเขาคิลิมันจาโร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา มีความสูงเกือบ 6,000 เมตร (20,000 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาปีนเขาคิลิมันจาโรประมาณ 50,000 คน

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Mwananchi รายงานว่าเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ตกที่ระดับความสูงระหว่าง 4,670 ถึง 4,700 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

26 ธ.ค. 2568 04:26 น.

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อนและประสบความสำเร็จด้วยดี หลังจากเขาได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกจากคุกเพื่อรับการรักษาได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 นางมิเชล ภริยาของนายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิลที่ถูกลงโทษจำคุก เปิดเผยว่า สามีของเธอเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคไส้เลื่อนคู่ (Double Hernia) เป็นที่เรียบร้อยและประสบผลสำเร็จด้วยดี

อดีตผู้นำรายนี้กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี โทษฐานพยายามก่อรัฐประหาร หลังจากที่เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2565 ให้กับคู่แข่งฝ่ายซ้ายอย่าง ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

ศาลฎีกาของบราซิลได้อนุญาตให้นายโบลโซนาโรในวัย 70 ปี เดินทางออกจากห้องขังในกองบัญชาการตำรวจส่วนกลางที่เขาถูกคุมขังอยู่ เพื่อไปยังโรงพยาบาลในกรุงบราซีเลียซึ่งเป็นเมืองหลวง และเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคได้

ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด นายชาอีร์ โบลโซนาโร ได้ประกาศสนับสนุน นายฟลาบิโอ บุตรชายคนโตของเขา ในการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2569

อดีตประธานาธิบดีได้ประกาศการตัดสินใจของเขาผ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งถูกนำมาอ่านโดยนายฟลาบิโอ โบลโซนาโร ที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลซึ่งบิดาของเขากำลังเข้ารับการรักษา

“ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ต่อสู้ในศึกที่ยากลำบาก ยอมจ่ายราคาที่แสนแพงด้วยทั้งสุขภาพและครอบครัว เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา” โบลโซนาโรเขียนไว้ในจดหมาย

“ข้าพเจ้าขอมอบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเป็นพ่อ นั่นคือลูกชายของข้าพเจ้าเอง เพื่อปฏิบัติภารกิจในการกอบกู้ประเทศบราซิลของเรา”

นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร วุฒิสมาชิกวัย 44 ปี ได้ประกาศการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในนามพรรคลิเบอรัล (Liberal Party) ของบิดาไปก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายฟลาบิโอกล่าวว่าบิดาได้มอบหมาย “ภารกิจในการสานต่อโครงการระดับชาติของเรา” ให้แก่เขา แต่จดหมายของนายชาอีร์ โบลโซนาโร ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชนบราซิล ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าวุฒิสมาชิกผู้นี้ได้รับการสนับสนุนจากบิดาอย่างเต็มที่

ทางด้านประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ผู้นำคนปัจจุบัน ประกาศแล้วว่าเขามีแผนจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2569

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2565 ต้องตัดสินกันในการเลือกตั้งรอบที่สอง (Run-off) ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนายโบลโซนาโร ที่ขณะนั้นเป็นประธานาธิบดี กับนายลูลา อดีตประธานาธิบดีของบราซิล

เมื่อนายลูลาชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่สูสีกันมาก นายโบลโซนาโรจึงปฏิเสธที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับผู้นำระดับสูงทางทหารวางแผนเพื่อขัดขวางไม่ให้นายลูลาเข้ารับตำแหน่ง

แม้ว่าแผนการดังกล่าวจะไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากกองทัพมากพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ แต่ก็นำไปสู่เหตุการณ์บุกรุกอาคารรัฐบาลโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของโบลโซนาโร เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2566

โบลโซนาโรถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร และถูกตัดสินจำคุกเมื่อเดือนกันยายนปีนี้

แต่ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว โบลโซนาโรผู้พ่อก็ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก สภาคองเกรสของบราซิลได้ผ่านร่างกฎหมายเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อลดโทษจำคุกของเขาลงอย่างมาก แต่ประธานาธิบดีลูลากล่าวว่าเขาจะใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง คาดว่านายชาอีร์ โบลโซนาโร จะถูกส่งตัวกลับไปยังกองบัญชาการตำรวจส่วนกลางเพื่อคุมขังต่อทันทีที่คณะแพทย์อนุญาต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสครั้งแรก วอนโลกยุติขัดแย้ง

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสครั้งแรก วอนโลกยุติขัดแย้ง

26 ธ.ค. 2568 01:53 น.

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสครั้งแรก วอนโลกยุติขัดแย้ง

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสเป็นครั้งแรก โดยพระองค์ตรัสถึงปัญหาความขัดแย้งทั่วโลก โดยวิงวอนให้รัสเซียกับยูเครนหันหน้าเจรจากัน และแสดงความเป็นห่วงชาวกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ประทานพระดำรัสเนื่องในโอกาสวันคริสต์มาสครั้งแรก ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 โดยพระองค์ทรงเรียกร้องให้ยูเครนและรัสเซียค้นหา “ความกล้าหาญ” ในการเจรจาโดยตรงเพื่อยุติสงคราม

โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งต่าง ๆ ทั่วโลกในระหว่างการประทานพร “Urbi et Orbi” ซึ่งตามประเพณีแล้วประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกจะมีพระราชดำรัสแก่คริสต์ศาสนิกชน ที่มารวมตัวกันในนครรัฐวาติกันในวันคริสต์มาส

สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสถึงกรณีของยูเครนว่า “ขอให้เสียงอึกทึกของอาวุธสงครามสงบลง และขอให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การสนับสนุนและความมุ่งมั่นของประชาคมโลก จงค้นหาความกล้าหาญที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อสนทนาอย่างจริงใจ โดยตรง และให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

คำอ้อนวอนของโป๊ปเลโอมีขึ้นในขณะที่การเจรจาเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินต่อไป โดยสหรัฐฯ พยายามจัดทำข้อตกลงที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย แต่การเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนยังไม่เกิดขึ้น

โป๊ปเลโอยังทรงตำหนิความวุ่นวายและความขัดแย้งที่กำลังรุมเร้าส่วนอื่นๆ ของโลก รวมถึงในประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต แม้จะมีการประกาศหยุดยิงไปเมื่อเดือนกรกฎาคมก็ตาม และทรงขอให้ “มิตรภาพอันยาวนาน” ของนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการฟื้นฟู และขอให้ทุกฝ่าย “ร่วมกันทำงานเพื่อมุ่งสู่การคืนดีและสันติภาพ”

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ในขณะที่โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงแสดงธรรมเนื่องในวันคริสต์มาส ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ พระองค์แสดงความเสียพระทัยต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนไร้บ้านทั่วโลก และความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้งต่างๆ

“เนื้อหนังของประชากรที่ไร้ทางสู้ช่างเปราะบางเหลือเกิน พวกเขาต้องบอบช้ำจากสงครามมากมาย ทั้งที่ยังดำเนินอยู่หรือสิ้นสุดลงแล้ว โดยทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและบาดแผลที่ยังไม่ปิดสนิท” สมเด็จพระสันตะปาปาตรัส

พระองค์ตรัสด้วยว่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซู แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรง “กางเต็นท์อันเปราะบางของพระองค์” ท่ามกลางผู้คนในโลก ก่อนจะทรงตั้งคำถามว่า ในเมื่อเป็นเช่นนั้น “เราจะไม่นึกถึงเต็นท์ในฉนวนกาซา ที่ต้องตากฝน ลม และความหนาวเย็นมานานหลายสัปดาห์ได้อย่างไร?”

ทั้งนี้ ฉนวนกาซาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลในสงครามที่ยืดเยื้อมานานสองปี ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566

ตอนนี้พายุฤดูหนาวกำลังซ้ำเติมสถานการณ์อันเลวร้ายของประชากร 2.1 ล้านคนในกาซา ซึ่งเกือบทั้งหมดต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และบ้านเรือนของพวกเขาได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ในขณะที่หน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างเรียกร้องให้อิสราเอลอนุญาตให้ส่งเต็นท์และสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนเข้าไปในฉนวนกาซามากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ที่ 3 อวยพรวันคริสต์มาส เรียกร้องความสามัคคีในโลกที่แบ่งแยก

คิงชาร์ลส์ที่ 3 อวยพรวันคริสต์มาส เรียกร้องความสามัคคีในโลกที่แบ่งแยก

26 ธ.ค. 2568 00:14 น.

คิงชาร์ลส์ที่ 3 อวยพรวันคริสต์มาส เรียกร้องความสามัคคีในโลกที่แบ่งแยก

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาส เรียกร้องให้มีความสามัคคีกัน ท่ามกลางโลกที่แบ่งแยกมากขึ้นเรื่อยๆ

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ มีพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 โดยพระองค์ทรงระลึกถึงจิตวิญญาณในสมัยสงคราม และทรงเรียกร้องให้ชุมชนต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันในโลกที่ทวีความแตกแยกมากขึ้น และทรงกระตุ้นให้ผู้คนหันมา “ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านของเรา” มากขึ้น

ในพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งบันทึกวิดีโอไว้ล่วงหน้าที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้พบปะกับผู้คนที่มีความเชื่อต่างกัน ข้าพเจ้ารู้สึกมีกำลังใจอย่างยิ่งที่ได้ยินว่าพวกเรามีสิ่งร่วมกันมากเพียงใด”

“ด้วยความหลากหลายอันยิ่งใหญ่ของชุมชนของเรา เราจะสามารถค้นพบความเข้มแข็งภายในตนเอง เพื่อทำให้แน่ใจว่า ความถูกต้องจะได้รับชัยชนะเหนือความผิด”

พระองค์ยังรำลึกถึงวันครบรอบ 80 ปี วัน VE Day (วันแห่งชัยชนะในยุโรป) และวัน VJ Day (วันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทรงยกย่องใน “ความกล้าหาญและการเสียสละ” ของคนรุ่นสมัยสงคราม รวมถึงความสมัครสมานสามัคคีของพวกเขาเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก และตรัสว่า เราไม่ควรละเลย “คุณค่า” ที่ชุมชนต่างๆ ร่วมมือร่วมใจกันท่ามกลางความท้าทายอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น

“สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่หล่อหลอมประเทศของเรา … ในขณะที่เราได้ยินเรื่องความแตกแยก ทั้งในบ้านเราเองและในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่เราต้องไม่ละสายตาไปอย่างเด็ดขาด”

คิงชาร์ลส์ทรงยกย่อง “ความกล้าหาญที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ” ของผู้ที่เข้าช่วยเหลือในเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เช่น เหตุโจมตีที่หาดบอนไดในประเทศออสเตรเลีย

ในวิดีโอยังแสดงให้เห็นภาพคิงชาร์ลส์เสด็จเยือนโบสถ์ยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ และเผยแพร่ภาพตอนที่พระองค์เสด็จเยือนนครรัฐวาติกันอย่างเป็นทางการในปีนี้ โดยพระองค์ตรัสถึง “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันทางจิตวิญญาณ” เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงสวดมนต์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14

กษัตริย์แห่งอังกฤษยังทรงเรียกร้องให้เกิดความเงียบสงบในขณะที่ “โลกของเราดูเหมือนจะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ” และยกคำพูดของ ที. เอส. เอเลียต (T.S. Eliot) กวีชื่อดัง เกี่ยวกับการค้นหา “จุดที่หยุดนิ่งของโลกที่กำลังหมุนไป” ด้วย สื่อถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีต่อชุมชน และว่าผู้คนอาจลองพิจารณาทำ “การดีท็อกซ์ทางดิจิทัล”

อนึ่ง นี่นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ที่พระเจ้าชาร์ลส์มีพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาสจากนอกพระราชวังบักกิงแฮม โดยพระองค์ทรงใช้โบสถ์ภายในเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เพื่อตรัสเกี่ยวกับ “การแสวงบุญ” ของชีวิตและบทเรียนสำหรับยุคปัจจุบัน

ข้อความวันคริสต์มาสในปีนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ไม่ได้ตรัสถึงความท้าทายส่วนพระองค์เลย รวมถึงเรื่องพระพลานามัย หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ทรงบันทึกวิดีโอข้อความว่ามี “ข่าวดี” ที่การรักษาโรคมะเร็งของพระองค์จะลดลงในปีหน้า และไม่มีการตรัสถึงพระอนุชา แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ผู้กำลังพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวด้วย

ในขณะที่ภาพยนตร์สั้นประกอบพระราชดำรัสมุ่งเน้นไปที่ การปฏิบัติพระกรณียกิจของสมาชิกราชวงศ์อื่นๆ รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท โดยมีภาพของเจ้าชายจอร์จ เสด็จเยือนองค์กรการกุศลเพื่อคนไร้บ้าน “The Passage” เป็นครั้งแรก ซึ่งพระองค์เสด็จไปพร้อมกับพระบิดา เจ้าชายวิลเลียม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สถานทูตกัมพูชา เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทางผ่านไทย อ้างเจอปัญหามากมาย

สถานทูตกัมพูชา เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทางผ่านไทย อ้างเจอปัญหามากมาย

25 ธ.ค. 2568 22:28 น.

สถานทูตกัมพูชา เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทางผ่านไทย อ้างเจอปัญหามากมาย

สถานทูตกัมพูชาในหลายประเทศ เตือนพลเมืองของตัวเองและนักท่องเที่ยว ให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปกัมพูชาผ่านสนามบินไทย หรือสายการบินของไทย อ้างเผชิญปัญหาที่ไม่เป็นธรรมมากมาย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 สถานทูตของกัมพูชาในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ออกประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง เตือนให้พลเมืองและนักท่องเที่ยว หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านสนามบินไทย หรือสายการบินของไทย เพื่อเข้าสู่กัมพูชา อ้างต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากเกินปกติมากมาย

ประกาศของสถานทูตกัมพูชาประจำออสเตรเลียอ้างว่า “มีรายงานเกี่ยวกับความยากลำบากที่นักเดินทางไปยังราชอาณาจักรกัมพูชาต้องเผชิญในระหว่างการต่อเครื่อง (Transit) ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเดินทางชาวยุโรปบางส่วนที่ต่อเครื่องในประเทศไทยได้ถูกตรวจสอบด้วยมาตรการที่เกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุสมผล”

มาตรการดังกล่าวรวมถึง การซักถามและขั้นตอนการดำเนินงานที่ยาวนานก่อนขึ้นเครื่อง, การเรียกร้องหลักฐานแสดงทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพออย่างไม่ยุติธรรม และ การตรวจสอบการจองที่พักในกัมพูชาอย่างเข้มงวดเกินไป

ประกาศอ้างอีกว่า “ในกรณีที่รุนแรงกว่านั้น มาตรการข้างต้นได้มาพร้อมกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการตรวจค้นและจัดการกระเป๋าสัมภาระที่ผิดพลาด ซึ่งส่งผลให้สัมภาระที่เช็คอินสูญหายเมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา” และเพื่อเป็นการระมัดระวัง จึงขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้นักเดินทางเลือกเส้นทางอื่นในการเดินทางไปยังกัมพูชา

ขณะที่ประกาศของสถานทูตกัมพูชาในอังกฤษกับญี่ปุ่นก็มีเนื้อหาคล้ายกัน แต่ในประกาศที่อังกฤษ สถานทูตกัมพูชามีการเน้นย้ำด้วยว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว นักเดินทางจึงได้รับคำแนะนำให้พิจารณาหลีกเลี่ยงการต่อเครื่องผ่านประเทศไทยและการใช้สายการบินของไทยเป็นการชั่วคราว เมื่อเดินทางไปยังกัมพูชา”

“โปรดทราบว่ายังมีสายการบินและเส้นทางการบินอื่นๆ อีกมากมายที่ยังคงให้บริการที่มีคุณภาพและการต่อเครื่องที่ราบรื่น โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและให้ความเคารพต่อนักเดินทางอย่างเหมาะสม” และ “ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและยินดีต้อนรับทุกท่าน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ “นโยบายลูกคนเดียว” หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ "นโยบายลูกคนเดียว" หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

25 ธ.ค. 2568 15:42 น.

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ “นโยบายลูกคนเดียว” หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

ชาวเน็ตจีนแห่คอมเมนต์วิจารณ์นโยบายลูกคนเดียวในอดีต หลังการเสียชีวิตของ “เผิง เพ่ยหยุน” อดีตประธานคณะกรรมการวางแผนครอบครัวฯ โดยมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประชากรจีนลดฮวบและเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุ “เด็กที่ไม่มีโอกาสได้เกิด กำลังรอคุณอยู่ในภพหน้า”

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลมีเดียของจีนตลอดสัปดาห์นี้ เมื่อข่าวการเสียชีวิตของ นางเผิง เพ่ยหยุน (Peng Peiyun)อดีตประธานคณะกรรมการวางแผนครอบครัว ผู้ควบคุมนโยบายลูกคนเดียวของจีนในช่วงปี 1988-1998 ได้รับกระแสตอบรับที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ แทนที่จะเป็นการไว้อาลัยตามปกติ

นางเผิงเสียชีวิตลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.) ในวัยเกือบ 96 ปี โดยสื่อของรัฐบาลจีนได้ยกย่องเธอว่าเป็น “ผู้นำที่โดดเด่น” ในงานด้านสตรีและเด็ก อย่างไรก็ตาม ในแพลตฟอร์มเว่ยป๋อ กลับเต็มไปด้วยข้อความตัดพ้อและโจมตีผลลัพธ์ของนโยบายที่เธอเคยกำกับดูแล

หนึ่งในข้อความที่มีผู้โพสต์ระบุถึงการบังคับทำแท้งและทำหมันที่เป็นผลพวงจากนโยบายคุมกำเนิดสุดโต่งในอดีต ระบุ “เด็กๆ เหล่านั้นที่สูญเสียไป กำลังรอคุณอยู่ที่นั่น (ภพหน้า)” 

นโยบายลูกคนเดียวถูกนำมาใช้ระหว่างปี 1980 ถึง 2015 เนื่องจากความกังวลเรื่องประชากรล้นประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีค่านิยมอยากมีบุตรชายเพื่อสืบสกุลและดูแลยามแก่เถอะ จนนำไปสู่ปัญหาการทำแท้งทารกเพศหญิงและการทอดทิ้งเด็ก

ชาวเน็ตรายหนึ่งโพสต์ว่า “ถ้าเราเลิกใช้นโยบายลูกคนเดียวก่อนหน้านั้นสัก 10 ปี ประชากรจีนคงไม่ดิ่งเหวขนาดนี้!” ขณะที่อีกรายเสริมว่า “เด็กเหล่านั้นถ้าได้เกิดมา ตอนนี้คงอยู่ในวัยเกือบ 40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สร้างพลังให้ประเทศได้มากที่สุด”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับภาวะประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2024 ประชากรลดลงเหลือ 1.39 พันล้านคน และเสียตำแหน่งประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับอินเดียไปเมื่อปี 2023

แม้ในช่วงปี 2010 นางเผิงจะเริ่มเปลี่ยนทัศนคติและเสนอให้ผ่อนปรนนโยบายลง แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป ปัจจุบันรัฐบาลจีนพยายามทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด ทั้งการให้เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก การเพิ่มวันลาคลอด และสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานได้

วิกฤตนี้สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน จะต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาลในการดูแลผู้สูงอายุ ท่ามกลางจำนวนคนวัยทำงานที่น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters