กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง UNSC เรียกร้องให้เข้า “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” กรณีถูกไทยโจมตีชายแดนรุนแรง

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง UNSC เรียกร้องให้เข้า "แทรกแซงอย่างเร่งด่วน" กรณีถูกไทยโจมตีชายแดนรุนแรง

11 ธ.ค. 2568 10:23 น.

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง UNSC เรียกร้องให้เข้า “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” กรณีถูกไทยโจมตีชายแดนรุนแรง

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้  “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” ต่อเหตุที่เรียกว่าเป็น การโจมตีด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจากกองกำลังไทยตามแนวชายแดนหลายจังหวัด

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 รัฐบาลกัมพูชาส่งหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) เรียกร้องให้เข้ามา “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” ต่อเหตุที่เรียกว่าเป็น การโจมตีด้วยอาวุธอย่างไม่ยั่วยุและทวีความรุนแรง  จากกองกำลังไทยตามแนวชายแดนหลายจังหวัด

นายแก้ว เจีย ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ระบุว่าไทยละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพที่ลงนามร่วมกัน โดยได้เปิดปฏิบัติการข้ามแดนเข้าสู่เขตกัมพูชา

โดยในหนังสือที่ส่งถึงประธาน UNSC  กัมพูชากล่าวหาว่า ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเกิดการปะทะหนักในจังหวัดพระวิหาร และอุดรมีชัย โดยไทยถูกกล่าวหาว่าใช้ รถถัง ปืนใหญ่ โดรน เครื่องบินรบ และควันพิษ โจมตีล้ำเข้าไปในฝั่งกัมพูชา และขยายไปถึงพื้นที่พลเรือนในบันเตียเมียนเจย ก่อนลุกลามถึงพระตะบองและโพธิสัตว์ในวันที่ 10 ธ.ค.

หนังสือยังระบุว่า การยิงโจมตีทำให้ มีประชาชนเสียชีวิต บาดเจ็บ บ้านเรือนเสียหาย โครงสร้างสาธารณะถูกทำลาย รวมถึงพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร มรดกโลกของยูเนสโก 

ผู้แทนกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ระบุว่า กัมพูชาได้ใช้ความอดทนอย่างถึงที่สุด  โดยไม่ยิงตอบโต้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเคารพข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 28 ก.ค. และ ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดแนวทางสันติ แต่สงวนสิทธิป้องกันตนเอง  ภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรยูเอ็น

ในหนังสือได้เรียกร้องขอ UNSC ดำเนินการทันทีในการประณามการกระทำของไทย พร้อมสั่งหยุดปฏิบัติการทหารทันที และออกข้อบังคับให้ไทยเคารพกฎหมายมนุษยธรรม พร้อมส่งคณะสอบสวนอิสระของยูเอ็น ลงพื้นที่ตรวจข้อเท็จจริง

ท้ายหนังสือยังระบุว่า การกระทำของไทยไม่ใช่เพียงโจมตีกัมพูชา แต่เป็นการท้าทายต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และต่ออำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง  พร้อมเตือนว่าความน่าเชื่อถือของยูเอ็นกำลังถูกทดสอบ.

ที่มา Phnom Penh Post

เครดิตภาพ http://www.mfaic.gov.kh

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” ทั้งการปรุง และการกิน เป็นมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน "อาหารอิตาเลียน" ทั้งการปรุง และการกิน เป็นมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

11 ธ.ค. 2568 08:44 น.

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” ทั้งการปรุง และการกิน เป็นมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” ทั้งรูปแบบการปรุงและการกิน เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา สะท้อนอัตลักษณ์สังคม ความผูกพันในครอบครัว ความสำคัญของวัฒนธรรมรับประทานอาหารที่สืบทอดกันมานาน

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการมรดกโลกด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก มีมติขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” (Italian cuisine) ทั้งรูปแบบการปรุงและการรับประทานอาหาร ไว้ในบัญชีมรดกวัฒนธรรมของโลก โดยระบุว่า “อาหารอิตาเลียน คือแบบอย่างของอัตลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม” และเป็นมรดกทางอารมณ์ที่ข้ามพรมแดนชาติยุโรปไปไกล

โดยยูเนสโกไม่ได้ระบุชื่อเมนูเฉพาะหรือสูตรอาหาร แต่เน้นย้ำความสำคัญของรูปแบบการทำอาหาร ตั้งแต่การนั่งรับประทานอาหารทั้งครอบครัวในวันอาทิตย์ การที่คุณย่าสอนหลานพับแผ่นแป้งตอร์เทลลินี ไปจนถึงการใช้ “การรับประทานอาหารร่วมกัน” เป็นหัวใจของความผูกพันในสังคมอิตาเลียน

คณะกรรมการที่ประชุมในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย กล่าวว่าอิตาลียังเน้นถึงความสำคัญของ  ความยั่งยืนและความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมในอาหารพื้นบ้าน เน้นวัตถุดิบสดตามฤดูกาล เมนูเรียบง่าย และลดการสูญเสียอาหาร พร้อมสะท้อนอิทธิพลหลากวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค.

อาลัย “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน “คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ” เสียชีวิตในวัย 55 ปี

อาลัย "โซฟี คินเซลลา" นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน "คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ" เสียชีวิตในวัย 55 ปี

11 ธ.ค. 2568 08:16 น.

อาลัย “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน “คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ” เสียชีวิตในวัย 55 ปี

อาลัย “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน “คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ” เสียชีวิตในวัย 55 ปี หลังต่อสู้กับโรค มะเร็งสมองชนิดร้ายแรง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนหญิงชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้สร้างปรากฏการณ์นวนิยายเยาวชนชุด “สาวนักช้อป” (Shopaholic) ที่มียอดขายนับล้านเล่ม เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 55 ปี หลังการต่อสู้กับโรค มะเร็งสมองชนิดร้ายแรง “กิลิโอบลาสโตมา” (Glioblastoma) ซึ่งได้รับการวินิจฉัยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565

ทั้งนี้ คินเซลลา ซึ่งมีชื่อจริงว่า มาเดอลีน โซฟี วิคแฮม ผลงานของเธอเริ่มโด่งดังจากเรื่อง “คำสารภาพของสาวนักช้อป” (The Secret Dreamworld of a Shopaholic) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2543 เล่าเรื่องหญิงสาวนักข่าวการเงินที่ใช้เงินเกินตัวจนชีวิตวุ่นวาย ก่อนจะกลายเป็นซีรีส์นวนิยายต่อเนื่องรวมกว่า 10 เล่ม มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 45–50 ล้านเล่ม และแปลเป็นหลายสิบภาษา นอกจากนี้ยังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด ทำให้ชื่อของเธอยิ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก.

ที่มา BBC

เครดิตภาพ Instagram/ sophiekinsellawriter

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

11 ธ.ค. 2568 07:10 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่นอกชายฝั่งของเวเนซุเอลา อ้างเป็นเรือขนน้ำมันผิดกฎหมายที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมานานแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เพิ่งบุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่นอกชายฝั่งประเทศเวเนซุเอลา โดยนายทรัมป์อ้างว่า นี่เป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ เคยยึดมา

ด้าน น.ส.แพม บอนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวว่า สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI), ทีมสืบสวนของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ และหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม ดำเนินการยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวตามหมายศาล

น.ส.บอนดีเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมานานหลายปีแล้ว เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมายจากเวเนซุเอลากับอิหร่าน เพื่อสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ

สหรัฐฯ ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 45 วินาที แสดงให้เห็นนาทีที่ทหารสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ด้วยเฮลิคอปเตอร์

ทั้งนี้ การยึดเรือดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังทหารในน่านน้ำแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมากขึ้น โดยมีปฏิบัติการที่พวกเขาอ้างว่า เป็นการต่อต้านการค้ายาเสพติดเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โจมตีเรือต้องสงสัยไปแล้วนับสิบลำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ

รัฐบาลเวเนซุเอลากล่าวหาสหรัฐฯ ว่า กำลังพยายามโค่นล้มประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ซึ่งเวเนซุเอลาตอบโต้ด้วยการส่งเรือรบและโดรนลาดตระเวนชายฝั่ง และเสริมกำลังทหารตามแนวชายแดน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

11 ธ.ค. 2568 06:43 น.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่ยังไม่ฟันธงว่าการประชุมครั้งต่อไปจะลดอีกหรือไม่ ขณะที่นายทรัมป์เรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกเท่าตัว

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ โดยลดลงอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 3.50% ถึง 3.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี แม้จะมีความเห็นไม่ลงรอยกันว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่

ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีความเห็นไม่ตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่สำคัญที่สุด 2 อย่างสำหรับตลาดคือ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง กับ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ได้อย่างไร โดยการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของเฟดที่เผยแพร่ในวันพุธ ชี้ว่าจะยังคงมีการลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีหน้า แต่ข้อมูลใหม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า ธนาคารกลางต้องการเวลาเพื่อดูว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสามครั้งของเฟดในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง และเสริมว่าผู้กำหนดนโยบายจะพิจารณาข้อมูลที่เข้ามาอย่างใกล้ชิด ก่อนการประชุมครั้งต่อไปของ Fed ในเดือนมกราคม

ท่าที่ของนายพาวเวลล์ทำให้ผู้ที่คาดหวังให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจ แต่เขายืนยันว่า เฟดกำลังเผชิญกับ “สถานการณ์ที่ท้าทายอย่างมาก” เนื่องจากต้องรับมือกับความเสี่ยงของทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการว่างงาน เพราะ “คุณไม่สามารถทำสองสิ่งไปพร้อมกันได้”

การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายของเฟดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยมีคณะกรรมการเฟด 3 คนคัดค้าน บ่งชี้ถึงความแตกต่างทางความคิดที่กว้างขึ้นในธนาคารกลางเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นายสตีเฟน มีแรน ซึ่งลาพักงานจากตำแหน่งผู้นำสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยมากถึง 0.5% ไม่ใช่แค่ 0.25% ส่วนนายออสแทน กูลสบี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก และนายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแคนซัสซิตี้ โหวตให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

ด้านนายทรัมป์ซึ่งเรียกร้องให้นายพาวเวลล์ลดอัตราดอกเบี้ยมาตลอดกล่าวหลังการประชุมเมื่อวันพุธว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น น่าจะเพิ่มขึ้นได้ “อย่างน้อยสองเท่า” และว่าสหรัฐฯ ควรเป็นประเทศที่มี “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ ผลจากการชัตดาวน์ครั้งยาวนานที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ผู้กำหนดนโยบายขาดข้อมูลบางส่วน เกี่ยวกับสถานะของเศรษฐกิจ แต่ความกังวลเกี่ยวกับตลาดงานที่ชะลอตัวลง ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ตัวเลขจากกระทรวงแรงงานในรายงานฉบับล่าช้าซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่า อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.3% เป็น 4.4% ในเดือนกันยายน การลดอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงาน ด้วยการสร้างต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลงสำหรับธุรกิจ

ความกังวลเกี่ยวกับ เงินเฟ้อที่เกิดจากภาษีศุลกากร เคยเป็นประเด็นสำคัญในช่วงต้นปีนี้ เมื่อนายทรัมป์ผลักดันภาษีศุลกากรครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดหลายรายของสหรัฐฯ

อัตราเงินเฟ้อตอนนี้ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ของเฟด โดยในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3% เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมกราคม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในขณะที่ภาษีศุลกากรดูเหมือนจะผลักดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการให้สูงขึ้น แต่การอ่านค่าเงินเฟ้อที่ไม่รุนแรงอย่างที่คาดไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เฟดสามารถมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นตลาดแรงงานโดยการลดอัตราดอกเบี้ยได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

11 ธ.ค. 2568 03:39 น.

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

เซเลนสกียืนยัน พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากชาติพันธมิตรรวมถึงยุโรปกับสหรัฐฯ รับรองความปลอดภัย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหายูเครนว่าใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อไม่จัดการเลือกตั้ง

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาประกาศว่า ยูเครนพร้อมจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดย้ำอีกครั้งว่า ยูเครนกำลังใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้ง

วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปีของนายเซเลนสกีควรสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่การเลือกตั้งในยูเครนถูกระงับไว้ตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึก หลังรัสเซียยกทัพบุกโจมตีพวกเขาเต็มรูปแบบเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565

นายทรัมป์พูดเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว โพลิติโก (Politico) ซึ่งเขาแสดงความเห็นในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสงครามยูเครน

เซเลนสกีพูดกับสื่อหลังบทสัมภาษณ์ของนายทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกมา โดยระบุว่า การเลือกตั้งสามารถจัดขึ้นได้ภายใน 60 ถึง 90 วันข้างหน้า หากความปลอดภัยสำหรับการลงคะแนนเสียงได้รับการรับประกัน ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ และเขาจะขอให้มีการร่างข้อเสนอที่สามารถแก้ไขกฎหมายได้

“ตอนนี้ผมกำลังร้องขอ และผมขอกล่าวอย่างเปิดเผยว่า ขอให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือผม อาจจะร่วมกับเพื่อนร่วมงานชาวยุโรปของเรา เพื่อรับรองความปลอดภัยสำหรับการเลือกตั้ง” นายเซเลนสกีกล่าว

“ผมเชื่อว่าเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนของเราเป็นอันดับแรก และนี่คือคำถามสำหรับประชาชนยูเครน ไม่ใช่ประชาชนของประเทศอื่น ๆ ด้วยความเคารพต่อพันธมิตรของเราทุกท่าน”

“ผมได้ยินคำพูดเป็นนัยว่า เรากำลัง ยึดติดกับอำนาจ หรือผมกำลัง ยึดติดกับตำแหน่งประธานาธิบดี … และว่านั่นคือเหตุผลที่สงครามยังไม่จบ” นายเซเลนสกีกล่าวต่อ “นี่เป็นการเล่าเรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนกลายเป็นเรื่องถูกรัสเซียใช้โจมตีผู้นำยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า นายเซเลนสกีเป็นผู้นำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหมดวาระดำรงตำแหน่งไปแล้ว และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการจัดเลือกตั้งท่ามกลางภาวะสงครามจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ทหารที่ประจำการอยู่แนวหน้าอาจไม่สามารถลงคะแนนได้ หรืออาจจำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้ลาเพื่อไปลงคะแนน และการลงคะแนนเสียงใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ซับซ้อน

สส.ฝ่ายค้านของยูเครนบอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า การลงคะแนนเสียงดังกล่าวจะมีความยุติธรรมก็ต่อเมื่อชาวยูเครนทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ รวมถึงทหารที่กำลังต่อสู้ในแนวหน้าด้วย

ด้าน น.ส.เลเซีย วาซีเลนโก จากพรรคโกลอส (Golos) ยังบอกกับรายการ Newsday ของ BBC World Service ว่า “การเลือกตั้งไม่เคยเป็นไปได้ในช่วงสงคราม” โดยอ้างถึงการระงับการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เล็งตรวจสอบ การใช้โซเชียลย้อนหลัง 5 ปี ก่อนอนุญาตเข้าประเทศ

สหรัฐฯ เล็งตรวจสอบ การใช้โซเชียลย้อนหลัง 5 ปี ก่อนอนุญาตเข้าประเทศ

11 ธ.ค. 2568 03:03 น.

สหรัฐฯ เล็งตรวจสอบ การใช้โซเชียลย้อนหลัง 5 ปี ก่อนอนุญาตเข้าประเทศ

สหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการใหม่ โดยอาจตรวจสอบประวัติการใช้โซเชียลมีเดียของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้าสู่สหรัฐฯ ย้อนหลังนานถึง 5 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ธ.ค. 2568 ว่า นักท่องเที่ยวจากหลายสิบประเทศรวมถึงสหราชอาณาจักร อาจถูกขอให้เปิดเผยประวัติการใช้โซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ตามข้อเสนอมาตรการใหม่ซึ่งเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

เงื่อนไขใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่มาจากหลายสิบประเทศที่มีคุณสมบัติในการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วันโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ตราบใดที่พวกเขากรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการอนุมัติการเดินทาง (ESTA)

นี่เป็นหนึ่งในความพยายามล่าสุดของรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าสู่สหรัฐฯ ให้มากขึ้น โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แผนการใหม่นี้อาจเป็นอุปสรรคให้กับผู้ที่อาจต้องการมาเยือนสหรัฐฯ หรือละเมิดสิทธิทางดิจิทัล

สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในปี 2569 เนื่องจากพวกเขาจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกชายร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก และจะได้เป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2571

สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) กับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เป็นผู้เสนอมาตรการดังกล่าว ผ่านวารสาร Federal Register ของสหรัฐฯ

นอกเหนือจากการรวบรวมข้อมูลโซเชียลมีเดียแล้ว เอกสารใหม่นี้ยังเสนอให้มีการเก็บรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมล ที่ผู้สมัครใช้ในช่วงห้าปีและสิบปีที่ผ่านมาตามลำดับ รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาด้วย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จะดำเนินการตรวจสอบภาพรวมการใช้งานออนไลน์ ทั้งสำหรับผู้ยื่นขอเข้าสหรัฐฯ กับสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา และจะต้องตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโปรไฟล์โซเชียลมีเดียทั้งหมดให้เป็น “สาธารณะ” (public) เพื่อให้การคัดกรองนี้สามารถทำได้

ประกาศบนเว็บไซต์ของสถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเม็กซิโกระบุว่า ผู้ขอวีซ่าบางประเภทจะต้องระบุ “ชื่อผู้ใช้” โซเชียลมีเดียทั้งหมดในทุกแพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้งานในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยหากข้อมูลโซเชียลมีเดียใด ๆ ไม่ถูกระบุ อาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธวีซ่า ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

11 ธ.ค. 2568 01:05 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เหตุปะทะกันบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาทำให้มีผู้ที่ต้องอพยพแล้วมากกว่า 500,000 คน ขณะที่นานาชาติกำลังหาทางให้ทั้งสองฝ่ายยุติความรุนแรง

สำนักข่าว เอเอฟพี รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 จำนวนประชาชนที่ต้องอพยพหนีการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 500,000 คนแล้ว โดยจำนวนมากต้องไปหลบภัยอยู่ตามวัด, โรงเรียน และพื้นที่ปลอดภัยอื่นๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การปะทะครั้งล่าสุดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ศพ ซึ่งรวมถึงทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา ขณะที่มีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่ชายแดนที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่มีการสู้รบด้วยเครื่องบินขับไล่ รถถัง และโดรน

นักข่าวของ AFP ในเมืองสำโรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ได้ยินเสียงปืนใหญ่ถูกยิงเข้ามาจากทิศทางของปราสาทเก่าแก่นับศตวรรษในพื้นที่ชายแดนข้อพิพาท เมื่อช่วงเช้าวันพุธ พอถึงช่วงบ่าย ครอบครัวหลายร้อยชีวิตก็ออกจากวัดใกล้เมืองสำโรง ที่พวกเขามาอาศัยตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องการปักปันเขตแดนสมัยอาณานิคมตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร ซึ่งการอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทโบราณได้ลุกลามกลายเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธ

การปะทะกันในสัปดาห์นี้ถือเป็นการต่อสู้ที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การสู้รบห้าวันในเดือนกรกฎาคมที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบราย ก่อนจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางตามมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นฝ่ายเริ่มความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นมาใหม่นี้ ซึ่งเมื่อวันอังคารได้ขยายวงไปสู่ ห้าจังหวัด ของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา ตามการนับรวมข้อมูลจากรายงานอย่างเป็นทางการของ AFP

นายสุรสรรค์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทยบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพุธว่า มีพลเรือนมากกว่า 400,000 คน ถูกอพยพไปยังที่หลบภัยแล้ว ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีชาวบ้านอพยพมากกว่า 101,000 คน

ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวในวันพุธว่า เขาได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชาเมื่อวันอังคาร แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใด ๆ เกิดขึ้น ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขากำลังวางแผนที่จะโทรศัพท์หาผู้นำไทยกับกัมพูชาในวันพฤหัสบดีนี้เพื่อหยุดการปะทะ โดยระบุว่า “ผมคิดว่าพวกเขาจะเข้าใจ”

ส่วนนายโฟลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวต่อผู้สื่อข่าวในเจนีวาว่า ข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชา “ยังไม่สามารถนำไปสู่การคุ้มครองพลเรือนในภาคพื้นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ก็ทรงเรียกร้องให้ไทยกับกัมพูชาหยุดยิง และทรงสวดภาวนาให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีจากการสู้รบครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

10 ธ.ค. 2568 22:23 น.

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชาอ้าง กองทัพไทยโจมตีทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมเด็กทารก และบาดเจ็บอีก 46 ราย พร้อมเรียกร้องให้ไทยหยุดโจมตีและเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพ

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอ้างว่า การโจมตีของกองทัพไทยบริเวณชายแดน ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมถึงทารก 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นพลเรือนอีก 46 ราย

กระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ ประณามไทยอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดปฏิญญาร่วมและการก่ออาชญากรรมสงครามและการกระทำที่ผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ของไทย และเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อการละเมิดที่อุกอาจดังกล่าว

โพสต์ระบุอีกว่า กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่รุนแรงอันเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง, ปฏิญญาร่วม ตลอดจนพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความจริงใจ, สุจริต, และเจตนาที่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมเจรจาหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมเจรจาหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน

10 ธ.ค. 2568 17:58 น.

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมเจรจาหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมขึ้นโต๊ะถกหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน ขณะไทยย้ำฝั่งกัมพูชาต้องแสดงท่าทีลดความตึงเครียดก่อน  

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายซัวส์ ยารา ที่ปรึกษาอาวุโสของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส จากกรุงพนมเปญ ระบุว่าสำหรับสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา อีกหนึ่งชั่วโมงจากนี้ หากทั้งสองฝ่ายตกลง กัมพูชาก็พร้อมนั่งโต๊ะเจรจาทันที นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับทั้งสองประเทศ

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กัมพูชาจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้น เพราะต้องอาศัยความตั้งใจร่วมกัน ของทั้งสองประเทศในการดับไฟสงคราม

รายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุขึ้นรุนแรงต่อเนื่อง หลังทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้ละเมิดเงื่อนไขหยุดยิงที่สหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลางช่วยเจรจาเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

ด้านสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ พร้อมเรียกร้องไทยและกัมพูชาให้ยุติการสู้รบทันที ปกป้องประชาชน และกลับไปสู่มาตรการลดความรุนแรงตามข้อตกลงเดิม

ที่ผ่านมาไทยกล่าวหากัมพูชาว่าละเมิดสนธิสัญญาหลายครั้ง รวมถึงการวางกับระเบิดเพิ่มเติมในเขตพิพาท โดยเฉพาะเหตุระเบิดเมื่อเดือนก่อนที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส จนไทยประกาศถอนตัวจากข้อตกลงขณะที่กัมพูชาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคมอย่างเคร่งครัด.

ที่มา Reuters