ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

16 พ.ค. 2569 07:58 น.

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

โดนัลด์ ทรัมป์ กลับถึงสหรัฐฯ หลังปิดฉากเยือนจีน 3 วัน ชี้การหารือกับ สี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ยังมีความเห็นต่างเรื่องไต้หวัน การค้า และสงครามอิหร่าน

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางกลับถึงทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซีแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการพบหารือระดับสูงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี ไต้หวัน และสงครามอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจของโลก แม้ยังคงมีความเห็นต่างในหลายประเด็นสำคัญ นอกจากนี้หนึ่งในหัวข้ออ่อนไหวที่สุดคือปัญหาไต้หวัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เตือนทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน อาจนำไปสู่การปะทะหรือความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ หากบริหารจัดการผิดพลาด

หลังเสร็จสิ้นการหารือ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าแผนขายอาวุธล็อตใหญ่ของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่จีนคัดค้านมาโดยตลอด

ส่วนประเด็นสงครามอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า สี จิ้นผิง แสดงความต้องการให้จีนมีบทบาทช่วยผลักดันการเจรจายุติสงคราม และสนับสนุนการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานทั่วโลก

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ผู้นำจีนยืนยันกับเขาว่า จีนจะไม่จัดส่งอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้ทั้งสองฝ่ายพยายามส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ของความสัมพันธ์สองประเทศในระยะต่อไป.

ที่มา AP

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว 6.4 นอกชายฝั่งมิยางิ เตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว 6.4 นอกชายฝั่งมิยางิ เตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า

16 พ.ค. 2569 07:15 น.

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว 6.4 นอกชายฝั่งมิยางิ เตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า

ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 นอกชายฝั่งจังหวัดมิยางิ เมื่อคืนที่ผ่านมา แรงสั่นสะเทือนระดับ5 ในหลายเมือง ไม่มีความเสี่ยงสึนามิ แต่ทางการเตือนประชาชนเฝ้าระวังแรงสั่นสะเทือนซ้ำในช่วงสัปดาห์หน้า

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 นอกชายฝั่งจังหวัดมิยางิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกประมาณ 46 กิโลเมตรใต้ทะเล

แรงสั่นสะเทือนสูงสุดวัดได้ระดับ 5  ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่นจาก 0 ถึง 7 ในเมืองอิชิโนมากิ เมืองโทเมะ และเมืองโอซากิ ของจังหวัดมิยางิ ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่รับรู้แรงสั่นไหวอย่างชัดเจน

สำนักข่าว NHK รายงานว่า อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสึนามิ และยังไม่เข้าเกณฑ์การออกประกาศเตือนเมกะเควก หรือแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณชายฝั่งฮอกไกโดและภูมิภาคซันริคุ แต่ถึงแม้ไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์ แต่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นขอให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเฝ้าระวังแรงสั่นสะเทือนตามมา หรืออาฟเตอร์ช็อก ซึ่งอาจมีความรุนแรงระดับใกล้เคียง 5  ได้อีกในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ข้างหน้า.

ที่มา NHK

ช็อกนักวิจัย ไวรัสฮันตายังอยู่ในอสุจินาน 6 ปี แม้จะหายป่วยแล้ว

ช็อกนักวิจัย ไวรัสฮันตายังอยู่ในอสุจินาน 6 ปี แม้จะหายป่วยแล้ว

16 พ.ค. 2569 07:10 น.

ช็อกนักวิจัย ไวรัสฮันตายังอยู่ในอสุจินาน 6 ปี แม้จะหายป่วยแล้ว

งานวิจัยเผยข้อมูลชวนตกใจว่า เชื้อไวรัสฮันตาอาจยังคงอยู่ในอสุจิของผู้ป่วยชายได้นานเกือบ 6 ปี แม้ร่างกายจะหายจากโรคแล้วก็ตาม พร้อมเตือนถึงความเป็นไปได้ในการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สื่อต่างประเทศหลายสำนักนำงานวิจัยเกี่ยวกับฮันตาไวรัส ที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2023 มารายงานอีกครั้ง หลังเกิดการระบาดของเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีสบนเรือสำราญหรูเอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร Viruses จัดทำโดยทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการสปีซ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากการศึกษาชายวัย 55 ปี ที่เคยติดเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีสมานานถึง 6 ปีระบุว่าเชื้อไวรัสหายไปจากเลือด ปัสสาวะ และระบบทางเดินหายใจทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิ ซึ่งนักวิจัยระบุว่า เชื้ออาจยังมีศักยภาพในการแพร่สู่ผู้อื่นได้นานถึง 71 เดือน หรือประมาณ 5 ปี 11 เดือน หลังติดเชื้อ

ข้อมูลในงานวิจัยอธิบายว่า อัณฑะถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเชื้อโรคบางชนิด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะไม่โจมตีอสุจิ เพื่อคงความสามารถในการสืบพันธุ์ นั่นทำให้ไวรัสบางชนิด เช่น ฮันตาไวรัส อีโบลา และซิกา สามารถหลบซ่อนอยู่ในอัณฑะได้ แม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อออกจากอวัยวะส่วนอื่นแล้วก็ตาม

นักวิจัยระบุว่า ปัจจุบันมีโรคติดเชื้อมากกว่า 27 ชนิด ที่สามารถอาศัยอยู่ในอัณฑะและคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน

แม้นักวิจัยจะย้ำว่า ยังไม่เคยมีรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ฮันตาไวรัสติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ได้จริง แต่ผลการศึกษาชี้ว่ามีความเป็นไปได้ทางชีวภาพที่ไวรัสอาจแพร่ผ่านน้ำอสุจิได้ โดยผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่า แอนดีส ไวรัส มีศักยภาพในการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ก่อนหน้านี้ ไวรัสอีโบลาเคยมีกรณีคล้ายกัน โดยการระบาดในประเทศกินีเมื่อปี 2021 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 ราย ถูกพบภายหลังว่ามีต้นตอจากชายที่รอดชีวิตจากการระบาดใหญ่ช่วงปี 2014-2016 และแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

ด้านองค์การอนามัยโลกหรือ WHO แนะนำให้ผู้รอดชีวิตจากอีโบลาตรวจน้ำอสุจิทุก 3 เดือน และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ 2 ครั้งติดต่อกัน

ขณะเดียวกัน บริษัทวิเคราะห์โรคระบาด Airfinity ระบุว่าผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีสควรได้รับคำแนะนำด้านเพศสัมพันธ์อย่างเข้มงวดเช่นเดียวกับผู้ป่วยอีโบลา แม้จะพ้นช่วงกักตัว 42 วันแล้วก็ตาม

สำหรับฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีส เป็นไวรัสที่ปกติแพร่จากสัตว์ฟันแทะสู่คน แต่ในบางกรณีสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า อาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมจากคลัสเตอร์บนเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส แต่ย้ำว่า สถานการณ์ยังไม่เข้าข่ายภัยคุกคามระดับโรคระบาดใหญ่แบบโควิด-19 และยังไม่ถือเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดทั่วโลก.

ที่มา : NYpost

ดินถล่มเหมืองทองอินโดนีเซีย ฝังคนงานใต้ซากภูเขาดับ 9 ราย ตำรวจสั่งปิดเหมืองเถื่อน

ดินถล่มเหมืองทองอินโดนีเซีย ฝังคนงานใต้ซากภูเขาดับ 9 ราย ตำรวจสั่งปิดเหมืองเถื่อน

16 พ.ค. 2569 06:46 น.

ดินถล่มเหมืองทองอินโดนีเซีย ฝังคนงานใต้ซากภูเขาดับ 9 ราย ตำรวจสั่งปิดเหมืองเถื่อน

เกิดเหตุดินถล่มใกล้เหมืองทองผิดกฎหมายบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนและสั่งปิดพื้นที่เกิดเหตุทันที

ตำรวจอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ทั้งหมด หลังหน้าผาใกล้เหมืองทองในเขตซิจุนจุง จังหวัดสุมาตราตะวันตก พังถล่มลงมาเมื่อวันพฤหัสบดี

นางซุสเมลาวาตี โรสยา โฆษกตำรวจสุมาตราตะวันตกระบุว่า กลุ่มคนงานกำลังทำงานอยู่ห่างจากหน้าผาเพียงประมาณ 3 เมตร ก่อนดินและหินจะพังลงมาทับอย่างรุนแรง โดยจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นเหมืองทองผิดกฎหมาย มีผู้เสียชีวิต 9 คน ขณะที่อีก 3 คนสามารถหลบหนีออกมาได้ทันตอนหน้าผาถล่ม

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครได้ระดมกำลังค้นหา พร้อมนำเครื่องจักรหนักเข้าขุดซากดินถล่มเพื่อค้นหาผู้ประสบภัย โดยขณะนี้ได้ปิดพื้นที่เหมืองดังกล่าวแล้ว พร้อมขึงแนวกั้นของตำรวจเพื่อห้ามบุคคลเข้าออก และเตรียมดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเหมืองผิดกฎหมาย

ด้านองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมวาลฮี เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเหมืองทองผิดกฎหมายในจังหวัดสุมาตราตะวันตกอย่างน้อย 48 ราย

องค์กรระบุในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องประชาชนจากการทำเหมืองผิดกฎหมาย ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและคร่าชีวิตผู้คน

ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียเคยเกิดอุบัติเหตุจากเหมืองหลายครั้ง เช่น เมื่อปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย จากเหตุหินถล่มในเหมืองหินปูนที่เมืองชีเรอบอน จังหวัดชวาตะวันตก

ส่วนในปี 2024 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 ราย จากเหตุดินถล่มใกล้เหมืองทองผิดกฎหมายบนเกาะสุลาเวสีตอนกลางของอินโดนีเซีย.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์เตือนไต้หวันอย่าประกาศเอกราช หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย

ทรัมป์เตือนไต้หวันอย่าประกาศเอกราช หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย

16 พ.ค. 2569 05:52 น.

ทรัมป์เตือนไต้หวันอย่าประกาศเอกราช หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ หลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวเตือนไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราช พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดสหรัฐฯ ต้องเดินทางไกลเกือบ 9,500 ไมล์เพื่อเข้าสู่สงคราม โดยระบุว่า ต้องการให้ทั้งไต้หวันและจีนลดความตึงเครียดลง และหากทุกฝ่ายรักษาสถานการณ์ไว้เช่นเดิม จีนก็น่าจะยอมรับได้

 โดยประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน หยิบยกขึ้นหารือระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสองประเทศที่กรุงปักกิ่ง  ซึ่งท่าทีล่าสุดของทรัมป์ สะท้อนถึงความระมัดระวังมากขึ้นในการแสดงจุดยืนของทรัมป์ต่อไต้หวัน แม้ว่าสหรัฐฯ ยังคงมีพันธกรณีตามกฎหมายในการจัดหาอาวุธเพื่อช่วยป้องกันตนเองให้ไต้หวันก็ตาม แต่สหรัฐฯ ยังไม่เคยยืนยันชัดเจนว่าจะส่งกองกำลังเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากเกิดการโจมตีจากจีน

ก่อนหน้านี้ สี จิ้นผิง เตือนไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการประชุมว่า หากจัดการปัญหาไต้หวันผิดพลาด อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน ขณะที่ ผู้นำไต้หวัน มองว่าไต้หวันมีสถานะเป็นอิสระอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชเพิ่มเติม

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันตอบสนองต่อท่าทีของสหรัฐฯ โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน.

ที่มา AFP

อิสราเอลอ้างเปิดปฏิบัติการถล่มกาซา สังหารผู้บัญชาการฮามาส หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ต.ค.

อิสราเอลอ้างเปิดปฏิบัติการถล่มกาซา สังหารผู้บัญชาการฮามาส หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ต.ค.

16 พ.ค. 2569 05:30 น.

อิสราเอลอ้างเปิดปฏิบัติการถล่มกาซา สังหารผู้บัญชาการฮามาส หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ต.ค.

อิสราเอลเผย สังหาร “อิซซ์ อัด-ดิน อัล-ฮัดดัด” ผู้บัญชาการกองกำลังฮามาสที่ถูกกล่าวหาเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ตุลาคม หลังโจมตีทางอากาศถล่มอาคารกลางฉนวนกาซา  

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลอิสราเอลแถลง ว่ากองทัพได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา และสามารถสังหาร “อิซซ์ อัด-ดิน อัล-ฮัดดัด” ผู้บัญชาการกองพลน้อยอัล-กัสซาม ของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู  ออกแถลงการณ์ระบุว่า อัล-ฮัดดัดมีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหาร ลักพาตัว และทำให้พลเรือนอิสราเอลรวมถึงทหารกองทัพอิสราเอลได้รับบาดเจ็บหลายพันคน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานการเสียชีวิตของอัล-ฮัดดัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มติดอาวุธฮามาส โดยพยานในพื้นที่ 3 คนให้ข้อมูลว่า อาคารที่พักอาศัย อัล-มูทาซ ใจกลางกาซาถูกยิงถล่มด้วยขีปนาวุธ 3 ลูกพร้อมกันจากคนละทิศทาง ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ก่อนที่รถยนต์คันหนึ่งซึ่งขับหลบหนีออกจากพื้นที่จะถูกโจมตีซ้ำ

ทีมกู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่เผชิญความยากลำบากในการอพยพผู้รอดชีวิตออกจากอาคาร ขณะที่พยานบางรายระบุว่า พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคนถูกนำตัวออกมา และบุคคลที่ถูกลำเลียงออกจากอาคารอาจเป็นอัล-ฮัดดัดที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งแรก

ทั้งนี้ แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่อิสราเอลยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่ามีสิทธิ์โจมตีสมาชิกฮามาส ขณะที่ฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและโจมตีพลเรือนอย่างต่อเนื่อง.

“ทรัมป์” เผยยังไม่ให้คำมั่นป้องกันไต้หวันหรือไม่ หลังหารือสี จิ้นผิง ปมร้อนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

“ทรัมป์” เผยยังไม่ให้คำมั่นป้องกันไต้หวันหรือไม่ หลังหารือสี จิ้นผิง ปมร้อนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

16 พ.ค. 2569 00:56 น.

“ทรัมป์” เผยยังไม่ให้คำมั่นป้องกันไต้หวันหรือไม่ หลังหารือสี จิ้นผิง ปมร้อนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยหลังประชุมกับสี จิ้นผิง ว่ายังไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะปกป้องไต้หวันหรือไม่หากเกิดสงคราม พร้อมเตรียมตัดสินใจเร็วๆ นี้ เรื่องขายอาวุธให้ไต้หวัน  

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด 2 วันในกรุงปักกิ่ง ของจีน ว่ายังไม่ได้ให้คำมั่นกับจีนไม่ว่าทางใด ต่อประเด็นไต้หวัน ระหว่างหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

ทรัมป์ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายพูดคุยเรื่องไต้หวันกันอย่างละเอียด โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถามโดยตรงว่า สหรัฐฯ จะเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่หากเกิดเหตุโจมตีจากจีน ซึ่งเขาได้ตอบกลับไปว่า “ผมไม่พูดเรื่องนั้น” พร้อมกล่าวด้วยว่า จะตัดสินใจในเวลาอันใกล้ว่าจะเดินหน้าข้อตกลงขายอาวุธให้ไต้หวันที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ หลังจีนออกมาคัดค้านอย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ประกาศแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4 แสนล้านบาท ให้ไต้หวัน ซึ่งรวมถึงระบบจรวดหลายลำกล้องและขีปนาวุธหลายประเภท แต่ล่าสุดทรัมป์เผยว่า จะหารือกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวันก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ทรัมป์กล่าวว่า สี จิ้นผิง รู้สึกจริงจังมากกับประเด็นไต้หวัน และไม่ต้องการเห็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน เพราะจะนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่

ด้านสำนักข่าวทางการจีนรายงานว่า สี จิ้นผิงเตือนระหว่างการหารือว่า ปัญหาไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ  และหากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่การปะทะ หรือแม้แต่ความขัดแย้ง 

ทางด้านนายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน เปิดเผยว่า ไต้หวันติดตามการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนอย่างใกล้ชิด และยังคงประสานงานกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของไต้หวัน.

สุดอั้น รัฐบาลอินเดียสั่งขึ้นราคาน้ำมันรับผลกระทบสงครามอิหร่าน ออกมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

สุดอั้น รัฐบาลอินเดียสั่งขึ้นราคาน้ำมันรับผลกระทบสงครามอิหร่าน ออกมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

15 พ.ค. 2569 22:49 น.

สุดอั้น รัฐบาลอินเดียสั่งขึ้นราคาน้ำมันรับผลกระทบสงครามอิหร่าน ออกมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

อินเดียขึ้นราคาน้ำมัน 3% หลังวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกระทบเศรษฐกิจ ด้านนายกฯ โมดี ขอประชาชนทำงานที่บ้าน ใช้ขนส่งสาธารณะ และประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลอินเดียประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนอุปทานพลังงาน โดยปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 3 รูปีอินเดีย หรือประมาณ 1.30 บาท หลังการปรับราคา น้ำมันเบนซินอยู่ที่ลิตรละ 97.77 รูปี หรือราว 41.80 บาท ส่วนน้ำมันดีเซลเพิ่มเป็นลิตรละ 90.67 รูปี หรือประมาณ 38.80 บาท

อินเดียถือเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยน้ำมันกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำมันดิบที่ใช้นั้นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ขณะที่ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียพยายามตรึงราคาน้ำมันภายในประเทศ ทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผลักภาระราคาน้ำมันโลกไปยังผู้บริโภคโดยตรง

ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องให้ประชาชนร่วมมาตรการ “ประหยัดพลังงานเพื่อชาติ” พร้อมขอความร่วมมือให้ทำงานจากที่บ้านเท่าที่ทำได้ ลดการเดินทางไปต่างประเทศ ลดการซื้อทองคำ และหันมาใช้ขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกันมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีโมดียังระบุว่า การประหยัดน้ำมันถือเป็นการแสดงความรักชาติ ขณะที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเพิ่งตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันหลังการเลือกตั้งท้องถิ่นสำคัญสิ้นสุดลง

กรุงนิวเดลีกลายเป็นแห่งแรกของอินเดียที่เริ่มมาตรการประหยัดพลังงาน โดยกำหนดให้ข้าราชการบางส่วนทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 2 วัน พร้อมรณรงค์ลดการใช้น้ำมันเป็นเวลา 90 วัน และขอให้ภาคเอกชนร่วมดำเนินมาตรการเดียวกัน ขณะเดียวกัน อินเดียยังเร่งใช้น้ำมันเชื้อเพลิงผสมเอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันจำนวนมากเริ่มจำหน่ายน้ำมันที่ผสมเอทานอล 20% แล้ว และรัฐบาลกำลังผลักดันเชื้อเพลิงที่มีเอทานอลสูงถึง 85% หรือ 100% สำหรับรถยนต์ที่รองรับ.

ที่มา Aljazeera

“ทรัมป์” ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

"ทรัมป์" ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

15 พ.ค. 2569 16:34 น.

“ทรัมป์” ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคำชื่นชมและพิธีการสุดยิ่งใหญ่ แต่กลับสร้างความผิดหวังให้ตลาดหุ้น หลังยอดสั่งซื้อเครื่องบินโบลอิ้งต่ำกว่าเป้า ด้านนักวิเคราะห์และตลาดทุนกลับมองว่าการเยือนครั้งนี้มีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางออกจากประเทศจีนด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจรายใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 โดยแม้ทรัมป์จะกล่าวชื่นชมถึง “ข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยม” แต่ในสายตานักวิเคราะห์และตลาดทุนกลับมองว่าการเยือนครั้งนี้มีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตามองมากที่สุดคือการทำข้อตกลงธุรกิจ โดยทรัมป์เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า จีนตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งจำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์จากสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวกลับน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ที่ 500 ลำ ส่งผลให้หุ้นของโบอิ้งร่วงลงทันทีมากกว่า 4%

นอกจากนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงขายชิป AI ขั้นสูงรุ่น H200 ของ Nvidia ให้แก่จีน แม้ว่านายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia จะร่วมเดินทางมาในนาทีสุดท้ายก็ตาม ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุเพียงว่าทั้งสองฝ่ายได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการสร้าง “แนวป้องกัน”  ในการใช้งาน AI ร่วมกันในอนาคต

ในมิติความมั่นคง ทรัมป์อ้างว่านายสี จิ้นผิง ได้ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่อิหร่าน และแสดงความพร้อมที่จะช่วยผลักดันให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลกอีกครั้ง ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาและสี จิ้นผิง มีมุมมอง “คล้ายกันมาก” ต่อสถานการณ์ในอิหร่าน และผู้นำจีนแสดงความสนใจช่วยผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศจีนกลับมีท่าทีที่ระมัดระวังกว่า โดยเน้นย้ำเพียงการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่ครอบคลุมและยั่งยืน และวิจารณ์ว่าสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเป็นความขัดแย้งที่ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า จีนไม่น่าจะกดดันอิหร่านอย่างจริงจัง เนื่องจากอิหร่านยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเพื่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ

ท่าทีที่เป็นมิตรของทรัมป์ต่อสี จิ้นผิง ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และ “เพื่อน” นั้น ได้รับการตอบรับที่นุ่มนวลกว่าจากประธานาธิบดีจีน แต่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “สิ่งดีๆ มากมาย” เกิดขึ้นจากการเยือนครั้งนี้

“เราได้ทำข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยมหลายรายการ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ” ทรัมป์กล่าวหลังจากเดินเล่นกับสี จิ้นผิง ท่ามกลางพุ่มกุหลาบในสวนจงหนานไห่ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการรัฐบาลที่อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง

ทรัมป์กล่าวเสริมโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เราได้แก้ไขปัญหาต่างๆ มากมายที่คนอื่นๆ ไม่สามารถแก้ไขได้” ด้านสี จิ้นผิง กล่าวว่าเป็นการ “เยือนครั้งสำคัญ” และทั้งสองฝ่ายได้สร้าง “ความสัมพันธ์ทวิภาคีใหม่ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แห่งความมั่นคงเชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์” ขึ้นมาแล้ว ผู้นำจีนยังสัญญาว่าจะส่งเมล็ดพันธุ์กุหลาบให้ทรัมป์สำหรับสวนกุหลาบทำเนียบขาว

แม้บรรยากาศการเดินชมสวนจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งจะเป็นไปอย่างผ่อนคลาย แต่นายสี จิ้นผิง ได้ส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไต้หวันคือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุด และหากจัดการผิดพลาดอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้ง” ระหว่างสองมหาอำนาจได้ ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่านโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคง “ไม่เปลี่ยนแปลง” และได้ยกระดับการหารือประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการจำคุก “จิมมี ไหล” มหาเศรษฐีสื่อในฮ่องกง

นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit (EIU) มองว่า ความสำเร็จสูงสุดของการประชุมครั้งนี้อาจเป็นเพียงการรักษาสถานะ “พักรบทางการค้า” ที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วให้คงอยู่ต่อไป โดยทรัมป์ยังคงระงับการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ขณะที่จีนยังไม่ระงับการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ทรัมป์ยังกล่าวว่า จีนแสดงความสนใจซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทั้งน้ำมันและถั่วเหลือง ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ หลังจีนลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกาในช่วงสงครามภาษีที่ผ่านมา

ด้านสื่อของรัฐบาลจีนได้เน้นย้ำบทบาทของสี จิ้นผิง ในการหยุดยั้งความสัมพันธ์ที่กำลังเสื่อมถอยระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง “มองในมุมมองเชิงกลยุทธ์และระยะยาวเสมอ” เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และ “เสนอหลักการ” ว่าทั้งสองประเทศควร “หาหนทางที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกัน” อย่างไร

หลังจากที่จีนยืนยันการเยือนของทรัมป์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเกี่ยวกับวิธีที่สี จิ้นผิง ได้โทรศัพท์พูดคุยและพบปะกับทรัมป์หลายครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วย “แก้ไขทิศทางของความสัมพันธ์ทวิภาคี”

ส่วนหนังสือพิมพ์ พีเพิลส์ เดลี ได้ตีพิมพ์บทความแสดงความคิดเห็นของเซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ซึ่งเขียนว่า สี จิ้นผิง ได้ “ชี้นำทิศทาง” ของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ “ในช่วงเวลาสำคัญ” และนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลาง “พายุ” ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงการขึ้นๆ ลงๆ ของความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นับตั้งแต่การเยือนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2017 ที่แสดงให้เห็นว่าสี จิ้นผิง เป็นผู้นำประเทศที่มีประสบการณ์ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สาธารณชนชาวจีนว่าแนวทางการทูตของสี จิ้นผิง นั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

ก่อนเดินทางกลับ ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “เป็นการเยือนที่น่าเหลือเชื่อ และผมคิดว่ามีสิ่งดีๆ มากมายเกิดขึ้น” แม้จะยังไม่มีข้อตกลงระดับพลิกโฉม แต่ทั้งสองฝ่ายต่างย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ คือ “ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของโลก” และทั้งสองประเทศต้องทำให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและไม่ล้มเหลวอีกครั้ง.

ที่มา Reuters / AFP / BBC

ยืนยันพบ “อีโบลา” ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง

ยืนยันพบ "อีโบลา" ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง

15 พ.ค. 2569 14:44 น.

ยืนยันพบ “อีโบลา” ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ประกาศยืนยันการแพร่ระบาดครั้งใหม่ของไวรัสอีโบลาในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบผู้ป่วยสงสัยพุ่งเกือบ 250 ราย เสียชีวิตแล้ว 65 ศพ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ยืนยันอย่างเป็นทางการวันนี้ (15 พ.ค.) ว่า เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาครั้งใหม่ในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดอิตูรี ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก

ข้อมูลล่าสุดระบุว่าพบผู้ป่วยต้องสงสัยรวม 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 65 ศพ โดยพื้นที่ระบาดหนักอยู่ในเขตสาธารณสุขมองวาลู และรวัมพารา ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการจากสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติ ในกรุงกินชาซา พบเชื้ออีโบลาในตัวอย่าง 13 รายจากทั้งหมด 20 ราย โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น มี 4 รายที่ได้รับการยืนยันผลตรวจเป็นบวกอย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยสงสัยรายใหม่ในเมืองบูเนีย ซึ่งกำลังรอผลตรวจยืนยัน

Africa CDC ระบุว่าผลการวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ว่า เชื้อที่พบอาจเป็นสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ “สายพันธุ์ซาอีร์” ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อระบุลักษณะเฉพาะของไวรัส

Africa CDC แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงในการแพร่ระบาดวงกว้าง เนื่องจากพื้นที่ที่พบเชื้อเป็นเขตเมืองอย่างบูเนียและรวัมพารา รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในมองวาลู ซึ่งอาจทำให้ไวรัสกระจายตัวได้รวดเร็วขึ้น

ปัจจุบัน Africa CDC ได้เรียกประชุมด่วนระดับสูงร่วมกับเจ้าหน้าที่จากคองโก, ยูแกนดา และเซาท์ซูดาน รวมถึงพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังชายแดนและเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินร่วมกัน

การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 5 เดือนหลังจากที่ดีอาร์คองโกเพิ่งประกาศจบการระบาดครั้งก่อนที่คร่าชีวิตผู้คนไป 43 ศพ อีกทั้งจังหวัดอิตูรียังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากเนื่องจากสภาพถนนที่ย่ำแย่ และตั้งอยู่ห่างจากกรุงกินชาซากว่า 1,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ คองโกยังต้องรับศึกสองด้านเนื่องจากสถานการณ์สู้รบกับกลุ่มกบฏ M23 ทางตะวันออกของประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน หรือสารคัดหลั่ง รวมถึงการสัมผัสวัสดุที่ปนเปื้อน หรือร่างของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้.

ที่มา Associated Press / Reuters