ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

14 พ.ค. 2569 21:52 น.

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในงานเลี้ยงรับรองวันแรกของการประชุมสุดยอดกับผู้นำจีนว่า การพูดคุยเป็นไปในเชิงบวกอย่างยิ่ง ขณะที่ สี จิ้นผิง คาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสหรัฐฯ

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานเลี้ยงรับรองวันแรกของการประชุมสุดยอด ณ กรุงปักกิ่งว่า การหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนั้น “เป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก” ท่ามกลางบรรยากาศของการประชุมสุดยอดที่ดูชื่นมื่น แต่แฝงไว้ด้วยประเด็นขัดแย้งหลายอย่าง

“เรามีการสนทนาและการประชุมที่มีประสิทธิภาพและเป็นบวกอย่างยิ่งกับคณะตัวแทนของจีนในช่วงเช้าวันนี้” ทรัมป์กล่าว ณ มหาศาลาประชาชน พร้อมบรรยายถึงค่ำคืนนี้ว่าเป็น “อีกหนึ่งโอกาสอันล้ำค่าที่จะได้หารือกันในหมู่มิตรสหาย”

การหารือวันแรกจบลงด้วยการที่ทรัมป์เชิญ สี จิ้นผิง เดินทางไปเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ด้วย

ด้าน สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐ โดยแสดงความหวังถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ และหวังว่าความก้าวหน้าของจีนสามารถดำเนินไปได้ “สอดประสาน” กับการทำให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง

“การบรรลุการฟื้นฟูความรุ่งเรืองครั้งใหญ่ของประเทศจีน และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์ ต่างฝ่ายต่างช่วยให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และส่งเสริมสวัสดิภาพของโลกทั้งใบ” สี จิ้นผิง กล่าว ซึ่งเป็นการอ้างถึงแคมเปญ MAGA ของทรัมป์

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญในวันพฤหัสบดี โดยในช่วงเช้า ทรัมป์บอกกับสี จิ้นผิง ว่า ประเทศของทั้งสองจะมี “อนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน” พร้อมชื่นชมเจ้าภาพว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนกับท่าน” ขณะที่ผู้นำจีนกล่าวอย่างสงวนท่าทีว่า ทั้งสองฝ่าย “ควรเป็นพันธมิตรกัน ไม่ใช่คู่แข่ง”

การเยือนปักกิ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ โดยการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยนี้ ช่วยกลบบรรยากาศของความตึงเครียดด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ระหว่างสองประเทศ

ความขัดแย้งในลักษณะหลังนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนับตั้งแต่การเยือนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2560 โดยทั้งสองประเทศใช้เวลาส่วนใหญ่ของปี 2568 ไปกับสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก และมีความเห็นไม่ลงรอยกันในประเด็นเช่น เรื่องไต้หวัน

ความขัดแย้งใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาคือ สงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้จุดยืนของทรัมป์ในการเจรจาครั้งนี้อ่อนแอลง และทำให้เขาต้องเลื่อนกำหนดการเยือนจีนจากเดือนมีนาคมมาเป็นวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาคาดหวังที่จะ “หารือยาว” กับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ขายน้ำมันส่วนใหญ่ที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ให้กับจีน แต่เขายืนกรานว่า “ผมไม่คิดว่าเราต้องการความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับอิหร่าน” จากปักกิ่ง

อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของปักกิ่ง แสดงท่าทีต่างออกไปเล็กน้อยโดยระบุว่า “เราหวังว่าจะโน้มน้าวให้พวกเขา (จีน) แสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในการเกลี้ยกล่อมให้อิหร่านถอนตัวจากสิ่งที่พวกเขากำลังทำและพยายามจะทำในอ่าวเปอร์เซีย ณ ขณะนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

14 พ.ค. 2569 17:09 น.

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย เผชิญพายุฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่าอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 คน บาดเจ็บอีกกว่า 50 คน บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและประเมินความเสียหาย

เกิดเหตุสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย หลังพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า พัดถล่มหลายพื้นที่ตลอดวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 คน และบาดเจ็บอีก 53 คน ตามรายงานของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยของรัฐ

รายงานระบุว่า เขตที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองพระยาคราช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 21 คน ตามด้วยเขตสันต์ ราวิดาส นคร มีผู้เสียชีวิต 14 คน เขตฟาเตห์ปูร์ 11 คน และเขตมิรซาปูร์ 10 คน ขณะที่อีกหลายพื้นที่ เช่น อุนนาโอ บาเรลลี บาดาอุน และประตาปครห์ ต่างมีรายงานผู้เสียชีวิตและความเสียหายเช่นกัน

พายุรุนแรงทำให้ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น บ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงกำแพงและหลังคาพังถล่มในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงเสียชีวิตอย่างน้อย 114 ตัว และบ้านเรือนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 87 หลัง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากกำแพงถล่ม ต้นไม้ล้มทับ และฟ้าผ่า ระหว่างเกิดพายุฝุ่นและฝนตกหนัก ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงดึกของวันพุธ

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย เคยออกประกาศเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่าในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก

ด้านนายโยคี อาทิตยนาถ มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกเขตเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และจ่ายเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบภายใน 24 ชั่วโมง

ในหลายพื้นที่มีรายงานเหตุสะเทือนใจ เช่น หญิงวัย 19 ปี เสียชีวิตจากฟ้าผ่าขณะยืนหลบฝนใต้ต้นไม้พร้อมฝูงแพะในเขตราซูลาบัด โดยมีแพะหลายตัวตายพร้อมกัน ขณะที่ชายวัย 60 ปีที่อยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งในเขตซอนภัทร ชายวัย 38 ปี เสียชีวิตหลังถูกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงจากแรงพายุทับร่าง

ทางการอินเดียระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานด้านเกษตรกรรมกำลังเร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมประสานบริษัทประกันภัยเพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรและทรัพย์สินของประชาชนทั่วพื้นที่ประสบภัย.

ที่มา The New Indian Express

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

14 พ.ค. 2569 16:05 น.

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อนุมัติให้ 10 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน รวมถึง “อาลีบาบา” และ “เท็นเซนต์” ซื้อชิป AI สุดล้ำ Nvidia H200 ได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบแม้แต่ชิ้นเดียว ขณะที่ “เจนเซน หวง” ซีอีโอ Nvidia เดินทางร่วมคณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนจีน หวังปลดล็อกดีลสำคัญที่ติดขัดมานาน

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้อนุมัติใบอนุญาตให้บริษัทจีนประมาณ 10 แห่ง สามารถสั่งซื้อชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ของ Nvidia ซึ่งเป็นชิป AI ที่ทรงพลังรองจากรุ่นสูงสุดของบริษัทได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบชิปแม้แต่ล็อตเดียว เนื่องจากข้อตกลงยังติดปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านความมั่นคงจากทั้งสหรัฐฯ และจีน

รายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุมัติรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน เช่น อาลีบาบา, เท็นเซนต์, ไบต์แดนซ์ และ JD.com รวมถึงผู้จัดจำหน่ายอย่าง Lenovo และ Foxconn ภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ แต่ละบริษัทสามารถซื้อชิปได้สูงสุด 75,000 ตัว โดยสามารถสั่งซื้อโดยตรงจาก Nvidia หรือผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต

การอนุมัติดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้น แม้สหรัฐฯ จะอนุญาตให้ขายสินค้าได้ แต่ข้อจำกัดด้านความมั่นคงยังทำให้การค้าจริงแทบไม่สามารถเดินหน้าได้

ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออก Nvidia เคยครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI ขั้นสูงในจีนสูงถึง 95% และจีนเคยสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 13% ของรายได้ทั้งหมด โดยเจนเซน หวง เคยประเมินว่า ตลาด AI ของจีนเพียงแห่งเดียวจะมีมูลค่าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

แหล่งข่าวระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะอนุมัติการขาย แต่บริษัทจีนเริ่มชะลอคำสั่งซื้อ หลังได้รับสัญญาณจากรัฐบาลจีนให้ระมัดระวังการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะเดียวกัน จีนยังเร่งผลักดันการพัฒนาชิป AI ภายในประเทศ โดยบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มหันไปใช้ชิปของ Huawei มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia

ด้านนายเจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ซึ่งร่วมเดินทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนจีนครั้งนี้ กล่าวว่า เขาหวังว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเปิดทางให้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเดินหน้าต่อได้

รายงานระบุว่า ทรัมป์ได้เชิญหวงขึ้นเครื่องร่วมเดินทางจากรัฐอะแลสกาไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่า อาจช่วยปลดล็อกดีลชิป AI ที่ชะงักอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการส่งออกของสหรัฐฯ ยังคงเข้มงวด โดยบริษัทจีนต้องพิสูจน์ว่าชิปจะไม่ถูกนำไปใช้ทางทหาร และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ ขณะที่ Nvidia ยังต้องยืนยันปริมาณสต๊อกสินค้าในสหรัฐฯ ก่อนส่งออก

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังวางโครงสร้างให้สหรัฐฯ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 25% จากการขายชิปดังกล่าว ผ่านกระบวนการที่กำหนดให้ชิปต้องผ่านดินแดนสหรัฐฯ ก่อนส่งต่อไปจีน ซึ่งสร้างความกังวลในปักกิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นไปได้ในการฝังช่องโหว่ทางเทคโนโลยี

ด้านกลุ่มสายแข็งในสหรัฐฯ วิจารณ์รัฐบาลทรัมป์ว่า การอนุญาตให้ Nvidia ขายชิปแก่จีน อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความได้เปรียบด้าน AI และช่วยให้จีนไล่ตามเทคโนโลยีของอเมริกาได้เร็วขึ้น

คริส แม็กไกวร์ นักวิจัยจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ทุกดีลที่เปิดทางให้ Nvidia ขายชิปแก่จีน หมายถึงชิปสำหรับบริษัทอเมริกันจะลดลง และทำให้ความได้เปรียบด้าน AI ของสหรัฐฯ เหนือจีนลดลงด้วย”

ที่มา Reuters

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ “โทษประหารชีวิต” แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ "โทษประหารชีวิต" แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

14 พ.ค. 2569 15:18 น.

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ “โทษประหารชีวิต” แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

รัฐบาลเมียนมาเสนอร่างกฎหมายต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดโทษสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” สำหรับผู้ที่กักขังหรือใช้ความรุนแรง กักขัง หรือทรมานเหยื่อให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หวังล้างภาพลักษณ์แหล่งกบดานอาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลเมียนมาเผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Anti-Online Scam Bill โดยเสนอให้มีบทลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต สำหรับผู้ที่กักขัง ใช้ความรุนแรง ทรมาน หรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อบุคคล เพื่อบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์

ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอให้ผู้ที่ดำเนินกิจการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซี ต้องรับโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ซึ่งทำให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลและมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

ขบวนการเหล่านี้ใช้วิธีหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์ การลงทุนปลอม และคริปโตเคอร์เรนซี โดยมีเหยื่อกระจายอยู่ทั่วโลก ขณะที่ชาวต่างชาติหลายรายซึ่งถูกช่วยเหลือกลับประเทศเปิดเผยว่า พวกเขาถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์และถูกทรมานหากขัดขืน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ประเมินว่า เฉพาะในสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจากขบวนการลักษณะนี้มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาดังกล่าวยังสร้างความตึงเครียดระหว่างเมียนมากับจีน เนื่องจากมีทั้งชาวจีนที่เข้าไปก่อตั้งศูนย์สแกมเมอร์ทำงานในเครือข่ายเหล่านี้ และตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลอดช่วงสงครามกลางเมืองในเมียนมานานกว่า 5 ปี จีนพยายามรักษาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ด้วยการสนับสนุนทั้งกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในบางช่วงเวลา

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายสำคัญฉบับแรกที่เสนอโดยรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฝ้าระวังประชาธิปไตยมองว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นเพียงความพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้รัฐบาลทหาร และลดแรงกดดันจากนานาชาติ หลังเมียนมาตกอยู่ในภาวะถูกโดดเดี่ยวทางการทูตนับตั้งแต่รัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเมียนมาเพิ่งประกาศย้ายนางอองซาน ซูจี จากเรือนจำไปกักบริเวณในบ้านพัก แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่า เป็นเพียงความพยายามฟื้นภาพลักษณ์ของรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ยังเสนอจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับต่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลเมียนมาสร้างความร่วมมือกับนานาชาติอีกครั้ง.

ที่มา AFP

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด “สถานีตำรวจลับ” กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด "สถานีตำรวจลับ" กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

14 พ.ค. 2569 14:01 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด “สถานีตำรวจลับ” กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

คณะลูกขุนสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าชายชาวอเมริกันเชื้อสายจีนวัย 64 ปี มีความผิดฐานร่วมดำเนิน “สถานีตำรวจลับจีน” ในนครนิวยอร์ก เพื่อสอดส่องและติดตามผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวจีนในสหรัฐฯ โดยอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงผลการตัดสินของคณะลูกขุน โดยพบว่า นาย “แฮร์รี่” หลู่ เจี้ยนหวาง (Lu Jianwang) อายุ 64 ปี มีความผิดจริงฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนที่ไม่ได้จดทะเบียนของรัฐบาลต่างชาติ จากการจัดตั้งและดำเนินงาน “สถานีตำรวจโพ้นทะเล” ขึ้นอย่างลับๆ ในอาคารสำนักงานย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก

นายหลู่ และเพื่อนร่วมขบวนการคือ นายเฉิน จิ้นผิง ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายน 2023 หลังการสืบสวนพบว่าสำนักงานแห่งนี้ดำเนินการในนามของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน โดยนายเฉินได้ยอมรับสารภาพผิดไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ในข้อหาสมคบคิดปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน และกำลังอยู่ในระหว่างรอฟังคำพิพากษาโทศ

เจมส์ ซี. บาร์นาเคิล จูเนียร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟบีไอ ระบุว่า นายหลู่ใช้สถานีตำรวจแห่งนี้เพื่อพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลจีน เพื่อสนองวาระทางการเมืองของจีน โดยเขาได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลส่วนตัวและระบุตำแหน่งที่พักอาศัยของนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่หลบหนีออกจากจีนมายังสหรัฐฯ เพื่อกดดันให้บุคคลเหล่านี้กลับไปรับโทษทางอาญาที่ประเทศจีน

จากการบุกตรวจค้นของเอฟบีไอ เมื่อปี 2022 เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญเป็นป้ายแบนเนอร์สีฟ้าที่ระบุข้อความว่า “สถานีบริการตำรวจโพ้นทะเลฝูโจว ประจำนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา” ซึ่งอ้างอิงถึงเมืองฝูโจวในมณฑลทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน นอกจากนี้ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลจีนในนิวยอร์กเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนสำนักงานแห่งนี้ด้วย

ข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน “Safeguard Defenders” เผยว่ามีสถานีลักษณะเดียวกันนี้มากกว่า 100 แห่ง กระจายอยู่ใน 53 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในแคนาดาและยุโรป โดยรัฐบาลในหลายประเทศได้เริ่มมาตรการกวาดล้างสำนักงานเหล่านี้ที่มักดำเนินการโดยไม่มีการระบุตัวตนที่ชัดเจน

ด้านทางการจีนยังคงยืนกรานปฏิเสธ โดยนายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสถานีตำรวจลับอยู่จริง” พร้อมย้ำว่าจีนปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและเคารพอธิปไตยทางกระบวนการยุติธรรมของทุกประเทศมาโดยตลอด

ปัจจุบัน นายหลู่ เจี้ยนว่าง กำลังรอการกำหนดบทลงโทษอย่างเป็นทางการ ซึ่งความผิดฐานเป็นสายลับต่างชาติที่ผิดกฎหมายในลักษณะนี้อาจส่งผลให้เขาต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี

รัสเซียยิงขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟหนัก เสียชีวิต 1 เจ็บอย่างน้อย 31

รัสเซียยิงขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟหนัก เสียชีวิต 1 เจ็บอย่างน้อย 31

14 พ.ค. 2569 13:05 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟหนัก เสียชีวิต 1 เจ็บอย่างน้อย 31

กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรน ถล่มกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบ หลังสิ้นสุดมาตรการหยุดยิงเพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยพังถล่ม มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 31 ราย

เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (14 พ.ค.) กรุงเคียฟเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างหนักด้วยขีปนาวุธนำวิถี และโดรนพิฆาต โดยนายวิทาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุว่าเมืองหลวงตกอยู่ภายใต้การโจมตีอย่างรุนแรงของศัตรู ส่งผลให้เกิดระเบิดดังสนั่นทั่วเมืองจนระบบป้องกันภัยทางอากาศต้องทำงานอย่างหนัก

ด้านนายทิมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทางทหารของกรุงเคียฟ ยืนยันพบผู้เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่หน่วยบริการฉุกเฉินแห่งรัฐรายงานตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บล่าสุดอยู่ที่ 31 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 1 ราย โดยความเสียหายกระจายตัวอยู่ใน 6 เขตของเมืองหลวง และอีก 6 เขตในพื้นที่โดยรอบ

จุดที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดอยู่ที่เขตดาร์นิตเซีย เมื่ออาคารที่พักอาศัยหลายชั้นถูกโจมตีจนพังถล่มจนแยกออกเป็นสองซีก ส่งผลให้มีผู้อยู่อาศัยถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้แล้วอย่างน้อย 10 ราย และยังคงเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดค้างอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันและซากตึก

นอกจากนี้ ในเขตดนีเปอร์ พบโดรนพุ่งชนหลังคาอาคารพักอาศัยสูง 5 ชั้น และเศษซากจรวดที่ถูกยิงตกยังหล่นทับอาคารที่มิใช่ที่พักอาศัย รวมถึงลานจอดรถจนเกิดเพลิงไหม้รถยนต์หลายคัน

การโจมตีครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่รัสเซียสิ้นสุดมาตรการหยุดยิง 3 วัน ซึ่งเป็นการหยุดพักรบตามการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จัดพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งใช้โดรนกว่า 800 ลำ โจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศจนมีผู้เสียชีวิตไป 6 ราย โดยชี้ว่าเป้าหมายของรัสเซียคือการสร้างความเจ็บปวดและความโศกเศร้าให้ได้มากที่สุด พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกประเด็นการยุติสงครามขึ้นหารือในการประชุมร่วมกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน 

ปัจจุบัน สงครามรัสเซีย-ยูเครนล่วงเลยมานานกว่า 4 ปีแล้ว และการกลับมาโจมตีระลอกล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงและไร้วี่แววการเจรจาสันติภาพในเร็ววัน.

ที่มา Associated Press

“สี จิ้นผิง” เตือน “ทรัมป์” ปมไต้หวันอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้ง”

"สี จิ้นผิง" เตือน "ทรัมป์" ปมไต้หวันอาจนำไปสู่ "ความขัดแย้ง"

14 พ.ค. 2569 12:22 น.

“สี จิ้นผิง” เตือน “ทรัมป์” ปมไต้หวันอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้ง”

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตือนโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ว่า ประเด็นไต้หวันอาจผลักดันความสัมพันธ์สองประเทศเข้าสู่ “ความขัดแย้ง” หากบริหารจัดการผิดพลาด ขณะการประชุมสุดยอดผู้นำสองมหาอำนาจโลกเริ่มต้นขึ้นที่กรุงปักกิ่ง

การพบกันครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งจีน และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นในวันนี้ (14 พ.ค.) ณ มหาศาลาประชาชน โดยผู้นำจีนได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ”

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานถ้อยแถลงของสี จิ้นผิง ที่ระบุว่า “จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” พร้อมย้ำว่า “ประเด็นไต้หวันคือเรื่องสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ” และหากจัดการผิดพลาด “ทั้งสองประเทศอาจเผชิญการปะทะ หรือแม้แต่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ” ซึ่งจะผลักดันความสัมพันธ์ไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง พร้อมตั้งคำถามถึงสหรัฐฯ ว่าจะสามารถก้าวข้าม “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap) หรือความเสี่ยงที่มหาอำนาจเดิมจะทำสงครามกับมหาอำนาจใหม่ เพื่อสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมได้หรือไม่

ในขณะที่ผู้นำจีนใช้น้ำเสียงที่จริงจัง ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเริ่มต้นด้วยการชื่นชม โดยเรียกสี จิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และ “มิตร” พร้อมคาดการณ์ว่าทั้งสองประเทศจะมีอนาคตที่มหัศจรรย์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ความชื่นชมนี้ขัดแย้งกับสถานการณ์จริงที่ทั้งสองประเทศติดหล่มในสงครามการค้ามาตลอดปี 2025 รวมถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ เช่นสงครามในอิหร่าน โดยทรัมป์เตรียมหารือกับจีนเรื่องการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน แม้เขาจะยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากจีนในเรื่องนี้ก็ตาม ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หวังให้จีนมีบทบาทเชิงรุกในการระงับความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพยายามผลักดันข้อตกลงการค้าด้านเกษตรกรรมและเครื่องบิน โดยมีนักธุรกิจชั้นนำอย่าง “อีลอน มัสก์” และ “เจนเซน หวง” ร่วมคณะไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องลุ้นว่าจะมีการขยายเวลา “พักรบ” ทางภาษีที่เคยตกลงกันไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วหรือไม่

การเดินทางเยือนปักกิ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางการเฝ้ามองของทั่วโลกว่ามหาอำนาจทั้งสองจะหาทางลงให้กับความขัดแย้งเรื่องการส่งออกแร่หายาก และการชิงชัยทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้อย่างไร

ในช่วงค่ำ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ และมีกำหนดการเยี่ยมชม “หอฟ้าเทียนถัน” โบราณสถานสำคัญที่จักรพรรดิจีนเคยใช้บวงสรวงเทพยดาเพื่อขอให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการต้อนรับระดับรัฐพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน.

ที่มา AFP

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

14 พ.ค. 2569 11:59 น.

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

ผู้นำฟิลิปปินส์ เรียกประชุมฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวันพฤหัสบดี หลังเหตุเสียงปืนดังขึ้นภายในอาคารวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ขณะเจ้าหน้าที่พยายามจับกุมวุฒิสมาชิกที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศต้องการตัว

ผู้นำฟิลิปปินส์ เรียกประชุมฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวันพฤหัสบดี (14 พฤษภาคม) หลังสถานการณ์การเมืองตึงเครียดหนัก จากเหตุเสียงปืนดังขึ้นภายในอาคารวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ขณะเจ้าหน้าที่พยายามจับกุมวุฒิสมาชิกที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต้องการตัว

ขณะที่แรนดัล์ฟ ตูอาโน โฆษกสำนักงานตำรวจฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 คน และอยู่ระหว่างเร่งสอบสวน โดยพบปลอกกระสุน แมกกาซีนปืนไรเฟิลจู่โจม และของกลางอื่น ๆ ในพื้นที่เกิดเหตุ

โฆษกตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกควบคุมตัวได้ให้รายชื่อบุคคลบางส่วนกับเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบและยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในประเทศเวลานี้

ผู้ที่ถูกหมายจับคือ โรนัลด์ เดลา โรซา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตมือปราบสำคัญในสงครามยาเสพติดยุค โรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ 

รายงานระบุว่า เดลา โรซา หรือที่รู้จักในชื่อบาโต ได้เข้าไปหลบอยู่ภายในอาคารวุฒิสภา หลังโพสต์โซเชียลมีเดียเรียกระดมผู้สนับสนุน โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะเข้าจับกุมตัวเขา

ต่อมาในช่วงค่ำวันพุธ ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นภายในอาคารวุฒิสภา ทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างรีบหาที่หลบภัย ท่ามกลางความวุ่นวายและความกังวลว่าสถานการณ์การเมืองฟิลิปปินส์อาจลุกลามหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน ดูเตอร์เต กำลังจะกลายเป็นอดีตผู้นำเอเชียคนแรกที่ต้องขึ้นศาล ICC จากคดีสงครามยาเสพติดนองเลือด ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากระหว่างดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ.

ที่มา :channelnewsasia

“ปูติน” เลี้ยงอาหารค่ำครูสมัยมัธยม โต้ข่าวลือหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดิน

"ปูติน" เลี้ยงอาหารค่ำครูสมัยมัธยม โต้ข่าวลือหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดิน

14 พ.ค. 2569 11:45 น.

“ปูติน” เลี้ยงอาหารค่ำครูสมัยมัธยม โต้ข่าวลือหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดิน

ทำเนียบเครมลินของรัสเซียเผยคลิปประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขับรถออกมาพบครูสมัยโรงเรียนมัธยมเพื่อเลี้ยงอาหารค่ำ ท่ามกลางกระแสข่าวจากสื่อตะวันตกที่อ้างรายงานข่าวกรองยุโรปว่า ผู้นำรัสเซียใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินหลายสัปดาห์เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

เครมลินเผยแพร่วิดีโอของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ขณะขับรถยนต์เอสยูวี “ออรัส” ซึ่งเป็นรถสัญชาติรัสเซีย เดินทางกลางกรุงมอสโกเพื่อไปรับ “เวรา ดมิทริเยฟนา กูเรวิช” อดีตครูสอนภาษาเยอรมันของเขา ก่อนพาไปร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ทำเนียบประธานาธิบดี หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมวันแห่งชัยชนะ 

คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อของเครมลินและกลายเป็นไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลายคนมองว่าเป็นภาพสะท้อนด้านอ่อนโยนและความผูกพันส่วนตัวของผู้นำรัสเซีย

ในวิดีโอ ปูตินวัย 73 ปี แต่งกายลำลองด้วยกางเกงยีนส์และแจ็กเก็ตสีอ่อน ถือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่เข้าไปพบครูวัย 88 ปี ภายในล็อบบี้โรงแรมกลางกรุงมอสโก ก่อนทั้งสองจะสวมกอดและพูดคุยกันอย่างอบอุ่น โดยมีรายงานว่า ทั้งคู่ย้อนรำลึกถึงความทรงจำในช่วงที่ปูตินยังเป็นนักเรียนในเมืองเลนินกราด หรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปัจจุบัน

เครมลินระบุว่า ปูตินได้เชิญครูเก่าของเขาเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง รวมถึงร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมในกรุงมอสโกอีกหลายวัน

การเผยแพร่คลิปดังกล่าวมีขึ้นหลังสื่อตะวันตกหลายแห่งอ้างรายงานข่าวกรองยุโรปว่า ปูตินใช้เวลาหลบอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินหลายสัปดาห์ ระหว่างบัญชาการสงครามในยูเครน เนื่องจากกังวลต่อความเสี่ยงจากการลอบสังหารหรือความพยายามก่อรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เรื่องไร้สาระ” และมองว่าคลิปวิดีโอนี้เป็นการตอบโต้กระแสข่าว รวมถึงข้อวิจารณ์ที่ว่าปูตินเริ่มห่างเหินจากประชาชนรัสเซีย

ปัจจุบัน ปูตินดำรงอำนาจในรัสเซียทั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 1999 และอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งปัจจุบันซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2030 แม้คะแนนนิยมจะลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในระดับสูงตามผลสำรวจของรัฐ 

ขณะเดียวกัน รัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความไม่พอใจต่อมาตรการควบคุมอินเทอร์เน็ตและสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อ โดยก่อนหน้านี้ปูตินกล่าวว่าเขาเชื่อว่าสงครามในยูเครนกำลังใกล้สิ้นสุด แม้จะยังยืนยันว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะก็ตาม.

ที่มา Reuters / Economic Times

อินโดนีเซียจ่อทบทวนฟรีวีซ่า หลังจับต่างชาติพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 500 คน

อินโดนีเซียจ่อทบทวนฟรีวีซ่า หลังจับต่างชาติพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 500 คน

14 พ.ค. 2569 10:36 น.

อินโดนีเซียจ่อทบทวนฟรีวีซ่า หลังจับต่างชาติพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 500 คน

อินโดนีเซียเตรียมทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า สำหรับพลเมืองอาเซียน หลังมีการกวาดล้างจับกุมชาวต่างชาติจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ของประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียเผย เตรียมทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าสำหรับพลเมืองชาติอาเซียน หลังพบปัญหาชาวต่างชาติเข้ามายังอินโดนีเซีย และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ในหลายพื้นที่ของประเทศ นำไปสู่ความกังวลด้านความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาค 

โดยเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่บุกจับผู้ต้องสงสัยมากกว่า 500 คน จากปฏิบัติการ 2 จุดใหญ่ ได้แก่ กรุง จาการ์ตา และเมืองบาทัม ในจังหวัดหมู่เกาะเรียว โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวเป็นชาวเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย ลาว เมียนมา รวมถึง จีน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นพลเมืองของชาติอาเซียนหลายประเทศที่ได้รับสิทธิพำนักในอินโดนีเซียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านาน 30 วัน ขณะที่จีนไม่ได้อยู่ในโครงการฟรีวีซ่า

เฮนดาร์ซัม มารันโตโก อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียระบุว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาก่ออาชญากรรมหรือกิจกรรมผิดกฎหมายถือเป็นประเด็นน่ากังวลอย่างยิ่ง ทำให้จำเป็นต้องประเมินนโยบายดังกล่าวใหม่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยจำนวนมากในเครือข่ายพนันออนไลน์ที่ถูกจับในจาการ์ตา เดินทางเข้าอินโดนีเซียผ่านระบบยกเว้นวีซ่า หรือใช้วีซ่าแบบขอเมื่อเดินทางถึง (Visa on Arrival)

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียได้ดำเนินมาตรการทางปกครอง มากกว่า 6,700 กรณี รวมถึงการเนรเทศชาวต่างชาติมากกว่า 2,000 คน และการเพิกถอนใบอนุญาตพำนักจำนวนมาก

เช่นเดียวกับไทยที่กำลังทบทวนระบบวีซ่าเช่นกัน เพื่อแก้ปัญหากลุ่มอาชญากรที่แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว

โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศไทย เปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือการลดระยะเวลาพำนักฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศ จากเดิม 60 วัน เหลือ 30 วัน และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

ความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียและไทยสะท้อนว่า หลายประเทศในอาเซียนเริ่มเพิ่มความเข้มงวดด้านตรวจคนเข้าเมือง หลังเผชิญปัญหาเครือข่ายพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่ใช้ระบบฟรีวีซ่าและการเดินทางเสรีในภูมิภาคเป็นช่องทางดำเนินการผิดกฎหมาย ซึ่งหากมาตรการคุมเข้มวีซ่าเริ่มขยายตัวในหลายประเทศ อาจส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว การเดินทางระหว่างประเทศ และแรงงานต่างชาติในอาเซียนในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia