คาลินินกราด ดินแดนรัสเซียใจกลางยุโรปที่อาจตั้งฐานยิงนิวเคลียร์ถล่มยุโรปได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680343

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 15:43 น.คาลินินกราด ดินแดนรัสเซียใจกลางยุโรปที่อาจตั้งฐานยิงนิวเคลียร์ถล่มยุโรปได้

ดินแดนของรัสเซียใจกลางยุโรป อาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญหากเกิดสงครามนิวเคลียร์

คาลินินกราด เป็นเขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบอลติก ซึ่งแม้จะเป็นของรัสเซียแต่ดินแดนแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ติดกับแผ่นดินใหญ่รัสเซีย แต่มีชายแดนติดกับโปแลนด์และลิทัวเนีย เรียกได้ว่าเป็นดินแดนของรัสเซียที่อยู่ใจกลางยุโรปเลยทีเดียว

สำคัญอย่างไร?

ในขณะที่ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยุโรปที่ทวีคูณขึ้น เชื่อกันว่ารัสเซียมีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์อยู่ที่คาลินินกราด ดินแดนของรัสเซียที่อยู่ใจกลางยุโรป ซึ่งจะช่วยรับรองความปลอดภัยให้กับรัสเซียได้

TRT World ระบุว่านักวิเคราะห์ทางทหารบางคนเชื่อว่าหากนาโตเข้าแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปัจจุบัน หรือหากรัสเซียเบนเป้าหมายไปที่อดีตสาธารณรัฐโซเวียตอื่นๆ ที่จัดหาอาวุธให้กับยูเครน คาลินินกราดอาจเป็นฐานที่ตั้งสำหรับการโจมตีประเทศเหล่านั้น

ซาราห์ ไวท์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเล็กซิงตันมองว่า “การโจมตีอาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดนทางตะวันออกสุดของนาโต โดยเฉพาะชายแดนของโปแลนด์กับเบลารุส หรือหนึ่งในกลุ่มประเทศบอลติก จากแคว้นคาลินินกราดที่มีอาวุธหนัก”

ไวท์กล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เตรียมความพร้อมกองกำลังนิวเคลียร์ตั้งแต่เริ่มโจมตียูเครน อาจใช้ขีปนาวุธนิวเคลียร์ Iskander ที่เชื่อว่ามีอยู่ในคาลินินกราดกำหนดเป้าหมายไปยังเมืองหลวงในยุโรป หากความขัดแย้งบานปลายไปสู่สงครามนิวเคลียร์

ภาพแสดงตำแหน่งของคาลินินกราด

ด้านรัสเซียไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราด โดยดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวเมื่อปี 2018 ว่า “การติดตั้งอาวุธใดๆ หรือหน่วยทหารในอาณาเขตของรัสเซีย เป็นเรื่องของสหพันธรัฐรัสเซียเท่านั้น”

แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสส่วนหนึ่งรวมถึงประธานาธิบดีของลิทัวเนีย ยืนยันว่ารัสเซียติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราด

ขณะที่ ฮันส์ คริสเตนเซ่น ผู้อำนวยการโครงการข้อมูลนิวเคลียร์ของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายทางดาวเทียมทำให้เชื่อได้ว่ามีสถานที่จัดเก็บอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราด

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะควาขัดแย้งในยูเครนจะปะทุขึ้น ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซียและอดีตประธานาธิบดี กล่าวว่ารัสเซียสามารถนำอาวุธนิวเคลียร์ไปใช้ในคาลินินกราด เพื่อตอบสนองต่อการติดตั้งขีปนาวุธของนาโตในโปแลนด์และยุโรปตะวันออก

นอกจากนี้ คาลินินกราดยังมีท่าเรือที่ปราศจากน้ำแข็งตลอดทั้งปีเพียงแห่งเดียวของทะเลบอลติก ทำให้เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญกับทั้งรัสเซียและกลุ่มประเทศบอลติกอย่างเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ในการรับประกันการขนส่งและการค้าทั่วทั้งภูมิภาค

อยู่ใจกลางยุโรปแต่ทำไมเป็นของรัสเซีย?

นอกจากความสำคัญเชิงกลยุทธ์และการทหารแล้ว คาลินินกราดยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายสำหรับทั้งประวัติศาสตร์ยุโรปและรัสเซีย

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 คาลินินกราดเคยมีชื่อว่า เคอนิชส์แบร์ค (Konigsberg) ในภาษาเยอรมันแปลว่าหุบเขาแห่งกษัตริย์ และเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรปรัสเซียหรือที่กลายมาเป็นเยอรมนีในปัจจุบัน จนกระทั่งปี 1701 เมื่อราชวงศ์ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงเบอร์ลิน

อย่างไรก็ตาม ปรัสเซียเคยสูญเสียเคอนิชส์แบร์คให้กับรัสเซียในช่วงปี 1758 แต่ก็สามารถยึดคืนมาได้ในอีก 4 ปีต่อมา จนกระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนี้เป็นสนามรบที่รุนแรงระหว่างกองกำลังโซเวียตและนาซีเยอรมนี

ในที่สุดเมืองนี้ก็ตกเป็นของสหภาพโซเวียตในปี 1945 และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นคาลินิน ซึ่งมาจาก มิคาอิล คาลินิน ผู้นำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐบุรุษซึ่งเป็นประมุขอย่างเป็นทางการของสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922-1946

หลังได้เมืองคาลินินกราดมาเป็นที่เรียบร้อย โซเวียตบังคับให้ชาวเยอรมันในเมืองนี้อพยพไปยังเยอรมนี จนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 คาลินินกราดก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมาจนถึงปัจจุบัน

ประชากรทั้งหมดในคาลินินกราดปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 1 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพมาจากส่วนต่างๆ ของรัสเซีย

ภาพ: ปราสาทเคอนิชส์แบร์ค (Königsberg Castle and Courtyard, c. 1900/Unknown author/Wikipedia)

ทำไมไทยตัดสินใจถูก ที่งดออกเสียงไม่ไล่รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680361

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 18:30 น.ทำไมไทยตัดสินใจถูก ที่งดออกเสียงไม่ไล่รัสเซีย

รัสเซีย สหรัฐ จีน มีประเทศไหนบ้างที่มือสะอาดจนสามารถประณามชาติอื่นว่าเป็นศัตรูของหลักการสิทธิมนุษยชน?

ช่วงหลังๆ มานี่รัสเซียถูกกล่าวหาสังหารโหดพลเรือนในยูเครนบ่อยครั้งมากขึ้น กรณีที่ทำให้โลกหมดความอดทนคือการสังหารหมู่ที่เมืองบูชา เป็นเหตุให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติให้ระงับรัสเซียจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) มีคะแนนเสียงเห็นชอบ 93 เสียง ขณะที่ 24 ประเทศไม่เห็นด้วย และ 58 ประเทศงดออกเสียง ด้วยการผลักดันที่นำโดยสหรัฐและชงโดยยูเครน

รัสเซียไม่ยอมรับการถูกเตะออกจาก UNHRC บอกว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมาย ส่วนยูเครนนั้นถึงกับบอกว่า “ซาบซึ้งใจ” ในสมาชิกยูเอ็นที่ช่วยกันขับรัสเซียออกไปจากสภาสิทธิมนุษยชนแห่งนี้

ในวันเดียวกับที่รัสเซียถูกไล่ออกจาก UNHRC เพราะถูกกล่าวหาเรื่องสังหารพลเรือนที่บูชา ผู้ว่าการแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครนกล่าวหากองกำลังรัสเซียในการยิงระเบิดลูกปรายที่สถานีรถไฟในเมืองครามาตอสก์ คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 50 คน ผู้ว่าของเมืองบอกว่าการโจมตีครั้งนี้ “มีจุดมุ่งหมายเพื่อโจมตีพลเรือน”

แต่อีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีเมืองบูชา รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ และเช่นเดียวกับครั้งก่อน รัสเซียบอกว่ายูเครนนั่นแหละที่ลงมือทำเองเพื่อจัดฉากใส่ร้ายป้ายสีรัสเซีย

กรณีเมืองบูชารัสเซียเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน ยังไม่ทันสอบ UNHRC ก็ถอดรัสเซียออกจากสถานะสมาชิกไปเสียก่อน

ดูเผินๆ เหมือนรัสเซียจะถูกโดดเดี่ยว แต่ถ้ารัสเซียเชื่อมั่นจริงๆ ว่าตัวเองไม่ได้ฆ่าคนบริสุทธิ์ การถูกไล่ (ชั่วคราว) จาก UNHRC จะเป็นผลดีกว่า นั่นหมายความว่าหาก UNHRC หรือหน่วยงานอิสระใดๆ ก็ตาม ตั้งคณะสอบสวนขึ้นมาจริงๆ เรื่องการสังหารพลเรือนในยูเครน ผลการสอบสวนนี้จะไม่ถูกมองว่าถูกรัสเซียใช้อำนาจแทรกแซง

เรื่องนี้เกี่ยวถึงไทยด้วย การลงมติกรณีขับรัสเซียนั้นไทยงดออกเสียง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้บางคนไม่พอใจที่ไทยอาจจะเอียงไปทางรัสเซีย “จนน่าเกลียด” โดยเฉพาะกลุ่มคนใส่ใจปัญหาสิทธิมนุษยชนมากๆ ย่อมคิดว่าไทยกำลังสนับสนุน “มารร้าย” ที่ทำลายชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์หรือไม่?

แต่ผู้เขียนคิดว่าไทยแสดงท่าทีถูกต้องแล้ว 

เหตุผลนั้นอยู่ในคำอธิบายแถลงของนายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ที่ชี้แจงถึงการตัดสินใจงดออกเสียงดังกล่าว 7 ข้อ หนึ่งในเหตุผลคือ

“ในการพิจารณาสถานการณ์อย่างยุติธรรม จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับและหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเพิ่มเติมที่สามารถพิสูจน์ได้ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งรวมถึงเอกสารที่จะนำเสนอต่อศาลระหว่างประเทศ เราจึงสนับสนุนการเรียกร้องของเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสจี) ให้มีการสอบสวนโดยอิสระ เพื่อรับรองความรับผิดชอบและหวังว่าคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นโดยเอชอาร์ซี จะสามารถเริ่มเริ่มต้นทำงานได้เร็วที่สุดในการสืบสวนข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนี้อย่างเป็นกลาง โปร่งใสและครอบคลุม”

มันไม่ได้หมายความว่าไทยเอียงเข้าข้างรัสเซีย แต่หมายความว่าก่อนจะบอกว่ารัสเซียทำควรจะตรวจสอบให้ชัดก่อนว่าทำจริงหรือไม่ 

อย่าเอาเยี่ยงอย่างผู้นำชาติตะวันตกที่ใช้ความรู้สึกชี้นำโลก เช่น อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปที่กล่าวกับนักข่าวบนรถไฟหลังการเยือนยูเครนว่า “สัญชาตญาณของฉันบอกว่า ถ้านี่ไม่ใช่อาชญากรรมสงคราม แล้วจะเรียกอาชญากรรมสงครามว่าอะไร”

ถามจริงๆ ว่าเรื่องแบบนี้ใช้สัญชาติญาณกันได้ด้วยหรือ?

แต่ ฟอน เดอร์ เลเยน ก็พูดสำทับในเวลาเดียวกันว่า“แต่ฉันเป็นแพทย์โดยอาชีพ และทนายความต้องสอบสวนอย่างรอบคอบ” – การพูดแบบนี้แม้จะดูเหมือนถ่วงดุลกับประโยคแรก แต่พูดด้วยอารมณ์ความรู้สึกก็ยังไม่สมควรอย่างยิ่งกับเรื่องเปราะบางแบบนี้

เรื่องความชอบธรรมของการก่อสงครามก็เรื่องหนึ่ง ข้อหาอาชญากรรมสงครามก็เรื่องหนึ่ง หากเอามาปนกันกระบวนการใช้กฎหมายระหว่างประเทศจะเกิดความลำเอียงขึ้นมา

โดยเฉพาะ UNHRC นั้นมีปัญหาภายในมาโดยตลอด เพราะชาติตะวันตกกล่าวหาว่า “ลำเอียง”

แต่ไรมาพวกชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐไม่พอใจ UNHRC จนชักเข้าชักออกก็หลายครั้ง สหรัฐแม้จะโพนทะนาตัวเองว่าเป็นแชมเปี้ยนแห่งหลักสิทธิมนุษยชน แต่หากเรื่องถอนตัวจากสภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติแห่งนี้ 2 ครั้งแล้ว เหตุผลก็คือเชื่อว่า UNHRC ลำเอียงในเรื่องโจมตีอิสราเอลบ่อยเกินไป

รู้ๆ กันอยู่ว่าสหรัฐอุ้มอิสราเอลแค่ไหน เป็นที่เข้าใจว่าเมื่อลูกหาบถูกโจมตี ลูกพี่ก็ต้องปกป้องเป็นธรรมดา แต่มันก็มีความไม่แฟร์เช่นกันเรื่องที่ UNHRC มักจะเล่นงานอิสราเอล (ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์) ถี่เกินไป เกินจนผิดปกติ ขณะที่โลกเราก็ยังมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกเทน้ำหนักเท่าอิสราเอล

ทำไมมันถึงถูกกล่าวหาว่าทำงานเอียงกระเท่เร่แบบนั้น?

จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ในปี 2551 อ้างข้อมูลกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิสระกล่าวว่า UNHRC กำลังถูกควบคุมโดยประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาบางประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน รัสเซีย และคิวบา ซึ่งปกป้องซึ่งกันและกันจากการถูกพากษ์วิจารณ์

จะเห็นว่าอำนาจการโหวตอยู่ในกลุ่ม “ประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น) ที่อาจจะเป็นทั้งประเทศโปรจีน โปรรัสเซีย หรือไม่ได้โปรใครเลยแต่ไม่ชอบ “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ที่ชาติตะวันตกผูกขาด

ถามว่ามันแฟร์ไหม? ถ้าว่ากันตามหลักประชาธิปไตยที่ทุกประเทศมีสิทธิ์โหวตเท่ากัน มันแฟร์ที่สุดแล้ว เว้นแต่คุณจะคิดว่าประเทศเหล่านั้นเป็น “ผู้ร้าย” ที่ไม่ควรมีความชอบธรรมใดๆ ในสภาพแห่งสิทธิมนุษยชน

ชาติตะวันตกมองสมาชิกส่วนใหญ่ใน UNHRC เป็นแบบนี้จริงๆ นั่นคือไม่ชอบธรรม เพราะมีปัญหาสิทธิมนุษยชนกันทั้งนั้น ส่วนตัวเองไร้มลทินจากปัญหาพวกนั้นแถมยังเป็นผู้เชิดชูหลักสิทธิมนุษชนตัวจริง

ในเมื่อสู้ไม่ไหว สหรัฐจึงถอนตัวออกจาก UNHRC เสียอย่างนั้น แล้วออกมาโปรโมทแนวทางสิทธิมนุษยชนของตัวเอง ซึ่งหลายๆ ประเทศบอกว่ามันไม่ใช่การส่งเสริมหลักการอะไรหรอก มันเป็นแค่การใช้สิทธิมนุษยชนมาบังหน้าเพื่อโจมตีประเทศอื่นเสียมากกว่า

เมื่อสหรัฐออกมา UNHRC ก็กลายเป็นของ “กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” อยู่หลายปี แต่สหรัฐเปลี่ยนผู้นำมาเป็นพรรคเดโมแครตเมื่อไร เช่น สมัยโอบามาหรือสมัยไบเดน ก็จะหวนกลับมานั่งเก้าอี้ UNHRC อีกครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน สหรัฐกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ และยังสามารถเขี่ยรัสเซียออกไปได้ด้วย

สมกับที่ผู้นำบางคนต้องการให้สหรัฐกลับมาเหลือเกินเพื่อมาสร้างดุลอำนาจในคณะมนตรีแห่งนี้

แต่สหรัฐจะเขี่ยรัสเซียออกไปได้อย่างถาวรหรือไม่นั้น ทั้งมวลขึ้นอยู่กับว่าการสังหารหมู่พลเรือนที่ยูเครน รัสเซียลงมือจริงหรือไม่หากทำจริงแล้วมีหลักฐานมัดตัวแค่ไหน หากมีหลักฐานสหรัฐย่อมเอารัสเซียตายแน่นอน เพราะตอนนี้ตัวเองเริ่มมีบทบาทใน UNHRC อีกครั้ง

แต่ถ้าจับคาหนังคาเขาไม่ได้ สหรัฐเองนั่นแหละที่อาจจะต้องอัปเปหิตัวเองออกจากสภาพแห่งนี้ไปอีกรอบ เพราะหลายประเทศเขารับไม่ได้กับแนวทางสิทธิมนุษยชนของสหรัฐ โดยเฉพาะการโจมตีประเทศอื่นๆ ว่ากดขี่อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ตัวเองก็ละเมิดประเทศอื่นไม่ใช่น้อย แถมยังเสียงอ่อยๆ เวลาอิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์

แน่นอนว่า UNHRC อาจจะลำเอียง “รังแก” อิสราเอลอย่างไม่แฟร์ไปหน่อย (อย่างที่ชาติตะวันตกว่า) แต่สหรัฐและชาติตะวันตกก็ไม่แฟร์เช่นกันที่ทำเป็นลืมตาข้างเดียวกับประเทศพันธมิตรของที่ตัวเอง

กรณีขับรัสเซียออกจากสภานี้ก็ชัดเจนว่า UNHRC ไม่ได้หน้ามืดตามัวโอบอุ้มรัสเซีย และสะท้อนว่าคณะมนตรีแห่งนี้ไม่ได้ถูกครอบงำโดยรัสเซียหรือจีนอย่างที่บางกลุ่มกล่าวหา

เมื่อรัสเซียถูกกล่าวหาว่ากระทำการผิดมนุษยมนา ก็ต้องไล่ออกไปก่อน แล้วตั้งทีมสอบสวนให้มีหลักฐานชัดๆ จากนั้นค่อยตะเพิดถาวรก็ยังไม่สาย อย่างที่ไทยได้เสนอมา นี่เป็นท่าทีที่ชาญฉลาด สุขุมรอบครอบ

เมื่อรัสเซียผิดจริง ชาวโลกที่สนับสนุนรัสเซียก็มีเหตุให้ควรเลิกคบหาเสีย หาไม่แล้วก็เท่ากับร่วมมือกับ “จอมมาร”

แต่มันยังมีวิธีการบางอย่างที่รัสเซียสามารถศึกษาจากชาติตะวันตกได้ อย่างหลายกรณีที่ทหารในกองทัพสหรัฐสังหารและทรมานพลเรือนจำนวนมากในอิรักและอัฟกานิสถาน กรณีเหล่านี้กองทัพสหรัฐ/ประเทศสหรัฐไม่ได้ถูกเอาผิดฐานอาชญากรสงคราม ไม่มีใครคว่ำบาตร และไม่มีใครเจ็บปวดกับเหยื่อพวกนี้ (ในระดับเดียวกับที่ยูเครน) เพราะกรณีเหล่านี้ถูกโยนให้เป็นผลงานของ “ทหารนอกแถว” บางคน และสหรัฐจัดการสอบสวนและตั้งศาลพิจารณา “อย่างโปร่งใส”

ผลก็คือ การฆ่าพลเรือนมากมายไม่ถือเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ แต่กลับเป็นอาชญากรรมโดยบางบุคคล แต่คำถามก็คือรัฐควรรับผิดชอบหรือไม่? และหากรัสเซียทำแบบเดียวกันบ้างชาติตะวันตกจะยอมรับได้หรือเปล่า?

ตอบให้เลยว่ายากจะยอมรับ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมประเทศโลกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจึงไม่เข้าข้างพวกชาติตะวันตก เพราะรู้นิสัยใจคอว่าเอาแต่หลักการตัวเองเป็นที่ตั้งและมักจะใช้หลักสิทธิมนุษยชนไม่ใช่โดยเจตนาบริสุทธิ์ แต่เพื่อหวังผลการเมือง

ดังที่ จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวตอบว่าทำไมจีนถึงไม่โหวตขับรัสเซียจาก UNHRC เขาตอบว่า “เราคัดค้านการใช้ประเด็นทางการเมืองและการใช้เครื่องมือในประเด็นสิทธิมนุษยชน การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานและการเผชิญหน้าในประเด็นสิทธิมนุษยชน และการใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศอื่นๆ”

และชาติตะวันตกนั้นก็หาใช่พ่อพระไม่ บางกรณียังถูกมองว่าเป็นยักษ์เป็นมารด้วยซ้ำ

ชาติตะวันตกนั้นต้องการให้โลกอยู่ในระเบียบที่ตัวเองสร้างขึ้น ประชาธิปไตยก็ต้องเป็นประชาธิปไตยเวอร์ชั่นของพวกตน ทุนนิยมก็ต้องทุนนิยมเสรีสุดติ่งแบบพวกตน และ “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ก็ต้องเป็นวาทกรรมที่พวกตนนิยมขึ้น

หากผิดไปจากนี้ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สิทธิมนุษยชน

ประเทศอื่นๆ ไม่พอใจการยัดเยียดแบบนี้ ไทยเองก็ถูกกระทำอยู่เนืองๆ แต่ก็นอบน้อมด้วยดีเพราะตัวองก็มีปัญหานี้จริงๆ ทว่าบางครั้งไทยก็ต้องเถียงบ้างให้รู้ว่าเราแก้ปัญหาจริงจัง และประเทศที่ต่อเราก็ใข่ว่าจะสะอาดบริสุทธิ์เสียเมื่อไร

ไทยเราน่าจะเรียนวิธีตอบโต้ที่เผ็ดร้อนแบบจีน

ผู้ที่เถียงเรื่อง “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ของตะวันตกได้แหลมคมที่สุดคนหนึ่งคือ ศ. จางเหวยเหว่ย ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนที่มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ศ. จาง เขียนไว้ในบทความเรื่อง ยุติธรรมหรือไม่ที่ชาติตะวันตกจะวิพากษ์วิจารณ์ประวัติสิทธิมนุษยชนของจีน?

เขาบอกว่าชาติตะวันตกนั้นยกเรื่องการสร้างประชาธิปไตยและเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นประเด็นสิทธิมุนษยชนอันดับแรก แต่จีนคิดว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนอันดับแรก คือทำให้คนได้มีกินมีใช้ มีปัจจัยพื้นฐานในชีวิตเสียก่อน

ศ. จาง ยกตัวอย่างว่า “เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับผมเสมอที่หลายคนในตะวันตกเชื่อว่าพวกเขารู้จักจีนดีกว่าคนจีน รู้จักแอฟริกาดีกว่าคนแอฟริกัน หรือรัสเซียดีกว่าคนรัสเซีย นี้เป็นสิ่งที่ผิด ยกตัวอย่างแอฟริกา ตะวันตกมักคิดว่าการสร้างประชาธิปไตยควรมีความสำคัญสูงสุดสำหรับแอฟริกา แต่อย่างน้อยก็ควรถามชาวแอฟริกันด้วยตัวเองว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้เดินทางไปหลายประเทศในแอฟริกา และพูดได้เลยว่าชาวแอฟริกันส่วนใหญ่ต้องการแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน เช่น อาหาร งาน การรักษาโรค และความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ตะวันตกขอให้พวกเขาวางระบอบประชาธิปไตยไว้เหนือสิ่งอื่นใด และในท้ายที่สุด มีกี่ประเทศแล้วที่จบลงด้วยความโกลาหล?”

ดังนั้นในสายตาของจีน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องแก้ก่อนคือการกำจัดความยากจน และจีนก็ทำเรื่องนี้สำเร็จจริงๆ ถามว่ามันจะทำให้จีนเสรีขึ้นไหม ตอบว่าไม่เสมอไป เพราะตอนนี้จีนกลับมีบรรยากาศที่เข้มงวดขึ้น ไม่ได้กลายเป็นสังคมที่เปิดกว้างขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่สวนทางกับค่านิยมตะวันตก ยิ่งทำให้สองฝ่ายลงรอยกันไม่ได้ในประเด็นดังกล่าว และทำให้คำกล่าวของ ศ. จางเหวยเหว่ย มีปัญหาในจุดนี้

แต่ทัศนะของเขาก็เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ได้ดี อย่างที่จางเหวยเหว่ยยกสิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นธงนำโจมตีค่านิยมอเมริกัน

เขาบอกว่า “มัน (สิทธิมนุษยชนตะวันตก) ล้มเหลวในการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนของอเมริกาไม่รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หากสหรัฐฯ สามารถจัดการกับปัญหาของชาวอเมริกันเกือบหนึ่งในหกที่ไม่มีประกันสุขภาพ จากมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนได้ มันอาจจะง่ายกว่ามากสำหรับสหรัฐฯ ในการแก้ปัญหานี้”

เรื่องนี้เป็นความจริงที่แปลกประหลาด คือสหรัฐมีระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นธรรมที่สุด (หรือด้อยพัฒนาที่สุด) ในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงการรักษาพื้นฐานได้ เพราะสังคมอเมริกันหมกมุ่นกับทุนนิยมที่ใครมือยาวสาวได้สาวไปมากเกินเหตุ

ถามว่านี่เป็นบั่นทอนสิทธิมนุษยชนหรือไม่? ในสายตาของนักวิชาการคนนี้บอกว่า นี่คือปัญหาใหญ่เลยทีเดียว

ที่ยกแนวคิดของ ศ. จางเหวยเหว่ยมาบอกเล่าก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเขาไม่ได้คล้อยตามค่านิยมตะวันตก พวกเขามีวิธีคิดที่ต่างออกไป และเป็นเหตุให้ UNHRC ถูกกล่าวหาว่าถูกบงการจากประเทศ (ที่ชาติตะวันตกกลาวหาว่า) ละเมิดสิทธิมนุนุษยชนตัวเอ้

แน่นอนว่าหลายประเทศในโลกมีการกดขี่ผู้คนอย่างเลวร้ายจริง และมีที่นั่งใน UNHRC ได้อย่างหน้าตาเฉย แต่ประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นทูตสวรรค์ของหลักสิทธิมนุษยชนนั้น ก็ทอดทิ้งประชาชนของตัวเองใตามยถากรรมไร้มนุษยธรรมเช่นกัน

ยังไม่นับความขัดแย้งมากมายในศตวรรษที่ 21 ที่เกิดขึ้นจากชาติตะวันตกในนามของการกวาดล้างผู้ก่อการร้าย การสร้างประชาธิปไตย อย่างที่ จางเหวยเหว่ยกล่าวว่า “ถ้าคุณถามผมว่าอะไรคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและร้ายแรงที่สุดในศตวรรษที่ 21 ผมจะบอกว่านั่นคือสงครามอิรัก ซึ่งสหรัฐอเมริกาเริ่มดำเนินการโดยขัดต่อเจตจำนงของชาวอิรักและประชาคมระหว่างประเทศ มีชีวิตผู้บริสุทธิ์กี่คนที่สูญเสียไปในสงครามครั้งนี้? นับแสนๆ คน สงครามครั้งนี้ทำให้คนไร้บ้านกี่คนหรือ? นับล้านคน”

คำถามก็คือ หากการรุกรานยูเครนและฆ่าพลเรือนยูเครนคืออาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในอิรักควรเป็นการกระทำของอาชญากรหรือไม่?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by RONALDO SCHEMIDT / AFP

ไม่ใช่แค่รัสเซียที่โคม่า อเมริกาและทั้งโลกเศรษฐกิจจะถดถอยตามไปด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680336

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 14:20 น.ไม่ใช่แค่รัสเซียที่โคม่า อเมริกาและทั้งโลกเศรษฐกิจจะถดถอยตามไปด้วย

จากการที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรคาดการว่าเศรษฐกิจของรัสเซียจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่ดูเหมือนว่าทั่วโลกรวมถึงชาติตะวันก็อาจจะไม่รอดจากชะตากรรมเดียวกัน ใครบ้างที่มองเห็นหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้?

1. Michael Hartnett หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของธนาคารแห่งอเมริกา (BofA) เขียนไว้ในบันทึกประจำสัปดาห์ถึงลูกค้าและ Reuters รายงานต่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคกำลังถดถอยอย่างรวดเร็วและอาจผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)  ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้มงวดนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของ BofA ยังบอกว่า “ภาวะเงินเฟ้อที่ตกต่ำลง อัตราที่น่าตกใจเพิ่งเริ่มต้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังจะเกิดขึ้น” และเขาเสริมว่าในบริบทนี้ เงินสด ความผันผวน สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัลอาจทำได้ดีกว่าพันธบัตรและหุ้น

2. Jamie Dimon ผู้บริหารระดับสูงของเจพีมอร์แกน กล่าวในจดหมายประจำปีของเขาถึงผู้ถือหุ้นว่า ภาวะเงินเฟ้อ ความขัดแย้งในยูเครน และการคว่ำบาตรรัสเซียอาจ “เพิ่มความเสี่ยงอย่างมากในอนาคต” สำหรับสหรัฐฯ เขาได้เตือนถึงผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้ต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยบอกว่า “อเมริกาต้องพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ของการทำสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนด้วยผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้” ส่วนรัสเซีย “เราคาดว่าผลกระทบจากสงครามและผลการคว่ำบาตรจะส่งผลให้จีดีพีของรัสเซียลดลง 12.5% ภายในกลางปี (การลดลงแย่กว่าการลดลง 10% หลังจากการผิดนัดในปี 1998)

3. และในส่วนของทั้งโลก Dimon บอกว่า “สงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรรัสเซีย อย่างน้อย จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และอาจเลวร้ายลงได้อย่างง่ายดาย”  และระบุว่า “การคว่ำบาตรอาจเพิ่มขึ้นได้อีกหลายอย่าง ซึ่งอาจเพิ่มผลกระทบอย่างมากและคาดเดาไม่ได้ นอกเหนือจากความคาดเดาไม่ได้ของสงครามและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก สิ่งนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่อาจเกิดการระเบิดได้ ผมพูดในภายหลังเกี่ยวกับธรรมชาติที่ล่อแหลมของการจัดหาพลังงานทั่วโลก แต่สำหรับตอนนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ อุปทานนั้นง่ายต่อการหยุดชะงัก”

4. ในการแสดงความคิดเห็นเมื่อเดือนที่แล้วที่เผยแพร่ใน Bloomberg  อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐแห่งนิวยอร์ก Bill Dudley เตือนว่าภาวะถดถอยในเวลานี้ “แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้” เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐรอนานเกินไปที่จะกระชับนโยบาย และประธานเฟดจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย “ทำให้เศรษบกิจชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวล (soft landing)” ให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั่นคือการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เกิดภาวะถดถอย

5. Erika Najarian นักวิเคราะห์ของธนาคาร UBS กล่าวและรายงานโดย Reuters ว่านักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักความน่าจะเป็นของภาวะถดถอยด้วยสองผลลัพธ์ โดยในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สามารถทำให้เศรษบกิจชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวล (soft landing) ด้วยการเติบโตที่เชื่องช้าแต่เป็นบวก ทำให้ธนาคารประสบกบภาวะ “Oversold” (สินทรัพย์มีการซื้อขายที่ราคาต่ำกว่า แต่มีศักยภาพในการเด้่งกลับของราคา) หรืออีกความเป็๋นไปได้หนึ่ง เกิดการชะลอตัวที่รุนแรงที่อาจกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งจะทำให้มีการขายหุ้นธนาคารเป็นปฏิกริยาตอบสนอง เพราะ “การเป็นเจ้าของธนาคารในภาวะถดถอยไม่ใช่เรื่องสนุก”

Photo – ภาพประกอบข่าว ชาวบ้านในท้องถิ่นร่ำไห้เมื่อเขาจำศพน้องชายของเขาได้ท่ามกลางร่างของพลเรือนที่เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่าถูกสังหารระหว่างการรุกรานของรัสเซียและถูกฝังในหลุมศพขนาดใหญ่ในเมืองบูชา ประเทศยูเครน 8 เมษายน 2022 REUTERS / Valentyn Ogirenko

เยอรมนีเตรียมรับสงคราม ซ่อมหลุมหลบภัย-ตุนสินค้าจำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680332

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 12:37 น.เยอรมนีเตรียมรับสงคราม ซ่อมหลุมหลบภัย-ตุนสินค้าจำเป็น

สงครามยูเครนกดดันให้เยอรมนีต้องหันมาเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับภัยสงคราม เช่น บังเกอร์, ที่หลบภัย และสต็อกสินค้า

เบอร์ลิน, 9 เม.ย. (รอยเตอร์) – เยอรมนีเริ่มทำงานเพื่อเสริมสร้างที่หลบภัยชั้นใต้ดิน ตลอดจนเพิ่มสต็อกสินค้าวิกฤตในกรณีเกิดสงคราม หนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag รายงานเมื่อวันเสาร์ โดยอ้างรัฐมนตรีมหาดไทยของประเทศ

ภายหลังจากหลายทศวรรษที่มีจำกัดขนาดกองกำลังติดอาวุธของเยอรมนีหลังพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามของรัสเซียในยูเครนยังได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีเยอรมันโอลาฟ โชลซ์ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศและอัดฉีดเงินจำนวน 1 แสนล้านยูโร เพื่อเสริมสร้างกองทัพ

แต่ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลกำลังพิจารณาที่จะปรับปรุงระบบที่หลบภัยสาธารณะและจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการคุ้มครองพลเรือน รัฐมนตรีมหาดไทย แนนซี เฟเซอร์ บอกกับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag 

“ปัจจุบันมีที่หลบภัยสาธารณะ 599 แห่งในเยอรมนี เราจะตรวจสอบว่าเราสามารถอัพเกรดระบบดังกล่าวเพิ่มเติมได้หรือไม่ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม การรื้อถอน (ที่หลบภัย) ก็จะหยุดลง” เฟเซอร์ กล่าว

เยอรมนีกำลังทำงานเกี่ยวกับแนวความคิดใหม่ในการเสริมสร้างที่จอดรถใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดิน และห้องใต้ดินให้กลายเป็นที่หลบภัยได้ เฟเซอร์ กล่าว และเสริมว่ารัฐบาลได้ให้เงินจำนวน 88 ล้านยูโรแก่รัฐบาลของรัฐต่างๆ ในการติดตั้งระบบไซเรนใหม่

“แต่ในแง่ความครอบคลุมทั่วประเทศ เราไม่ได้ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ” เฟเซอร์ กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ประเทศเยอรมนีจะเพิ่มสต็อกสินค้าในภาวะวิกฤตด้วยเวชภัณฑ์ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดป้องกัน หน้ากาก หรือยารักษาโรค เฟเซอร์ กล่าว 

Photo – ชาวยูเครนฟังเพลงคลาสสิกที่แสดงโดยนักดนตรีท้องถิ่นในสถานีรถไฟใต้ดินที่ทำหน้าที่เป็นที่หลบภัยในเมืองคาร์กิวระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน 26 มีนาคม 2022 REUTERS/Thomas Peter

รัสเซียตะเพิด NGO ตะวันตก ชี้ละเมิดกฎหมายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680323

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 11:00 น.รัสเซียตะเพิด NGO ตะวันตก ชี้ละเมิดกฎหมายประเทศ

รัสเซียสั่งปิดแอมเนสตี้- ฮิวแมนไรท์วอทช์ และอีกหลายองค์กรเอกชนจากตะวันตก

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมของรัสเซียประกาศเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ว่าจะมีการสั่งปิดองค์กรไม่แสวงหากำไร มูลนิธิ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ของชาติตะวันตกที่ตั้งอยู่ในรัสเซียรวมทั้งสิ้น 15 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายของรัสเซีย

โดยองค์กรที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ของสหราชอาณาจักร, ฮิวแมนไรท์วอทช์, มูลนิธิคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพโลก และสถาบันการศึกษานานาชาติ (IIE) ของสหรัฐอเมริกา, มูลนิธิอากา ข่าน ของสวิตเซอร์แลนด์, สมาคมชุมชนชาวโปแลนด์ ของโปแลนด์ และองค์กรพัฒนาเอกชนของเยอรมนีอีกหลายแห่ง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมาว่ารัสเซียมีส่วนร่วมในการวิสามัญฆาตกรรมและการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในยูเครน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสอบสวนในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ โดยยืนยันว่าการปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครนไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน

Photo by REUTERS/Carlos Jass/File Photo

เพราะตบเป็นเหตุ ‘วิลล์ สมิธ’ ถูกห้ามร่วมงานออสการ์ 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680318

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 09:44 น.เพราะตบเป็นเหตุ 'วิลล์ สมิธ' ถูกห้ามร่วมงานออสการ์ 10 ปี

สถาบันภาพยนตร์แห่งวงการฮอลลีวูดสั่งห้ามวิลล์ สมิธเข้าร่วมงานออสการ์เป็นเวลา 10 ปีหลังจากผู้ชนะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมตบพิธีกรในงาน คือ คริส ร็อคบนเวทีในพิธีมอบรางวัลออสการ์เมื่อ 12 วันที่แล้ว

รอยเตอร์รายงานว่า คณะกรรมการผู้ว่าการ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ดำเนินการในการประชุมที่จัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ วิลล์ สมิธลาออกจากสถาบันล่วงหน้าเนื่องจากการแสดงอารมณืเกรี้ยวกราดของเขาต่อคริส ร็อคในงานถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

“รางวัลออสการ์ครั้งที่ 94 ตั้งใจให้เป็นการเฉลิมฉลองของบุคคลหลายคนในชุมชนของเราที่ทำงานอย่างเหลือเชื่อในปีที่ผ่านมา” David Rubin ประธานสถาบันการศึกษาและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Dawn Hudson กล่าวในแถลงการณ์

“อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาเหล่านั้นถูกบดบังด้วยพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้และเป็นอันตรายที่เราเห็นคุณสมิธแสดงอยู่บนเวที”

ในแถลงการณ์ สมิธกล่าวว่า “ผมยอมรับและเคารพการตัดสินใจของ Academy” สมิธได้ออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้เพื่อขอโทษ คริส ร็อค, ผู้ผลิตรางวัลออสการ์, ผู้ได้รับการเสนอชื่อรับรางวัล และผู้ชม

นอกเหนือจากรางวัลออสการ์ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในโลกของภาพยนตร์แล้ว คณะกรรมการยังสั่งห้ามสมิธจากกิจการร่วมกรรมและโปรแกรมของสถาบัน Academy อื่นๆ ทั้งหมด ทั้งการร่วมด้วยตนเองหรือการร่วมผ่านระบบออนไลน์จะเป็นเวลา 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มไม่ได้บอกว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในช่วงเวลานั้น โดยภาพยนตร์เรื่องต่อไปของสมิธ คือภาพยนต์แอ็คชั่นตื่นเต้นเร้าใจ “Emancipation” เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่หนีจากการเป็นทาสได้รับการปล่อยตัวในปลายปีนี้

ไม่มีข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับภาพยนตร์ Apple TV+ ตั้งแต่ สมิธก้าวขึ้นไปบนเวทีในพิธีวันที่ 27 มีนาคม หลังจากที่นักแสดงตลกคริส ร็อคเล่นมุกเกี่ยวกับการปรากฏตัวของเจดา พิงค์เก็ต สมิธ ภรรยาของวิลล์ สมิธ แล้วตบ คริส ร็อคเต็มใบหน้า

ไม่ถึงชั่วโมงต่อมา สมิธกล่าวทั้งน้ำตาบนเวทีเมื่อเขารับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทของเขาใน “King Richard” ซึ่งรับบทเป็นบิดาของซูเปอร์สตาร์เทนนิส เซรีน่าและวีนัส วิลเลียมส์ หลังพิธีเขายังได้เต้นรำในงานปาร์ตี้หลังออสการ์ประจำปีของ Vanity Fair

Dana Harris-Bridson หัวหน้าบรรณาธิการของสื่อบันเทิงออนไลน์ IndieWire กล่าวถึงการห้ามสมิธของสถาบัน Academy  ว่า “น้อยเกินไป สายเกินไป” โดยกล่าวว่า Academy  ควรไล่นักแสดงออกจากพิธีที่โรงละครระหว่างการประกาศรางวัลเสียแต่เนิ่นๆ 

หลังจากข้อเท็จจริง สถาบัน Academy  มีทางเลือกไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมิธลาออกก่อนที่สมาชิกภาพของเขาใน Academy จะถูกเพิกถอน เธอกล่าว

“ช่วงเวลาที่พวกเขามีคือช่วงเวลาในโรงละคร” เธอกล่าว

ในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ ผู้นำของสถาบัน Academy กล่าวว่าพวกเขาไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์อย่างเพียงพอในระหว่างการออกอากาศ

“สำหรับเรื่องนี้ เราขอโทษ” พวกเขากล่าว “นี่เป็นโอกาสสำหรับเราที่จะเป็นแบบอย่างสำหรับแขกรับเชิญ ผู้ชม และครอบครัว Academy ของเราทั่วโลก และเราล้มเหลว — ไม่พร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ไม่นานหลังจากเกิดเหตุการณ์ สถาบัน Academy กล่าวว่าได้ขอให้สมิธ ออกไป แต่รายละเอียดของคำแถลงนั้นมีการโต้แย้งกันและนักแสดงก็อยู่ต่อตลอดพิธี

ซีอีโอและประธานของสถาบัน Academy  ยังแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อคริส ร็อคที่รักษาความสงบของเขาไว้ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา

“เราอยากจะขอบคุณพิธีกร ผู้ได้รับการเสนอชื่อ พรีเซ็นเตอร์ และผู้ชนะสำหรับความมีมารยาทและความสง่างามในระหว่างการออกอากาศของเรา” พวกเขากล่าว

“เรายังหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบ”

Photo –  REUTERS/Brian Snyder/File Photo

สหรัฐรวบหัวหน้าแก๊งยากูซ่าพร้อม 3 สมุนชาวไทย ค้ายา-อาวุธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680281

วันที่ 08 เม.ย. 2565 เวลา 17:12 น.สหรัฐรวบหัวหน้าแก๊งยากูซ่าพร้อม 3 สมุนชาวไทย ค้ายา-อาวุธ

สหรัฐจับกุมหัวหน้าแก๊งยากูซ่าพร้อม 3 ชายไทยลักลอบค้ายาเสพติด-อาวุธข้ามชาติ

AFP รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ทางการสหรัฐแถลงถึงการจับกุมหัวหน้าแก๊งยากูซ่า พร้อมด้วยคนไทย 3 คน ที่ลักลอบค้าเฮโรอีนและยาบ้า และพยายามจัดหาขีปนาวุธสำหรับกลุ่มติดอาวุธในเมียนมาและศรีลังกาอีกด้วย

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่านายทาเคชิ เอบิซาวะ อายุ 57 ปี หัวหน้าแก๊งยากูซ่าชาวญี่ปุ่น, นายสมภักดิ์ รักษ์สราณี อายุ 55 ปี สัญชาติไทย, นายสมภพ สิงห์ศิริ อายุ 58 ปี สัญชาติไทย และนายสุขสันต์ จุลนันท์ อายุ 53 ปี สัญชาติไทย-อเมริกัน ถูกจับกุมในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 4 และ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดและอาวุธ และข้อหาฟอกเงิน

การสอบสวนโดยสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2019 พบว่า ชายกลุ่มนี้ลักลอบค้าเฮโรอีนและยาบ้าล็อตใหญ่กับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มกบฏจากรัฐวา เขตปกครองตนเองในเมียนมา ขณะที่นายเอบิซาวะพยายามค้าอาวุธปืนอัตโนมัติ, จรวด ปืนกล และขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ กับกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (LTTE) ของศรีลังกา, กองกำลังรัฐวา, สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง กองทัพรัฐฉาน และกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในเมียนมาที่ต่อสู้กับกองทัพของรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานาน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายเอบิซาวะและพวกเดินทางไปยังกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจากกองอำนวยบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดสหรัฐ (DEA) และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายลับของเดนมาร์กอีก 2 นาย ที่แฝงตัวเข้าไปขายอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพสหรัฐ รวมทั้งปืนกลและจรวดต่อต้านรถถัง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า “เรากล่าวหาว่านายเอบิซาวะและพวกเป็นนายหน้าซื้ออาวุธกับสายลับ DEA ที่แฝงตัวเข้าไป เพื่อขายต่อให้กับกองกำลังติดอาวุธในต่างประเทศ และลักลอบค้ายาเสพติดผิดกฎหมายจำนวนมาก พวกเขายังเสนอขายเฮโรอีนและยาบ้าอย่างละ 500 กิโลกรัมให้กับสายลับ DEA เพื่อนำไปแจกจ่ายในนิวยอร์กด้วย”

ในระหว่างการสอบสวนนายเอบิซาวะให้การว่านายสุขสันต์ เป็นนายพลกองทัพอากาศไทย และนายสมภักดิ์ เป็นทหารเกษียณอายุ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมไม่ได้เปิดเผยว่าชายทั้ง 4 คนเดินทางเข้าสหรัฐได้อย่างไร ตามรายงานของ Al jazeera

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่าการกระทำความผิดในข้อหาลักลอบค้าขายสิ่งผิดกฎหมายและอาวุธ รวมถึงครอบครองอาวุธหนักมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต และข้อหาฟอกเงินมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

Photi by REUTERS/Carlo Allegri/File Photo

Thai govt explains why it abstained from UN vote to suspend Russia

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014358


The Thai government said it abstained from the vote to suspend Russia from the United Nations Human Rights Council (UNHRC) because it favours a “transparent, impartial and inclusive” approach to the Russia-Ukraine conflict.

Thai govt explains why it abstained from UN vote to suspend Russia

The UN General Assembly on Thursday suspended Russia’s membership of the Human Rights Council (HRC) with a vote of 93 in favour, 24 against, and 58 abstentions. The suspension came after reports of “gross and systematic violations and abuses of human rights” following Russia’s invasion of Ukraine.

Among those that voted against were China, Cuba, Ethiopia, Vietnam, Laos, Syria, Belarus and Russia, while Thailand abstained along with fellow Asean members Brunei, Cambodia, Malaysia, Indonesia and Singapore.

“Thailand voted to abstain on the resolution because of the overriding importance that Thailand attaches to a transparent, impartial and inclusive approach in the multilateral regime,” Foreign Ministry spokesperson Tanee Sangrat said on Friday.

“Thailand supports the United Nations secretary-general’s call for an independent international commission of inquiry established by the HRC to commence investigations as soon as possible into the serious allegations in an impartial, transparent and comprehensive manner.”

Tanee said Thailand was concerned over the escalation of conflict and humanitarian crises in Ukraine.

“Thailand renews our call for peace and for all parties to enhance dialogue through various means to truly realise a peaceful settlement of the situation,” added the spokesperson.

Meanwhile, Thailand’s donation of 2 million baht for humanitarian aid in Ukraine would be followed by further relief efforts.

“Thailand will expand partnership with the Thai public and private sector as well as international organisations in providing humanitarian assistance to Ukraine,” Tanee said.

Published : April 09, 2022

By : THE NATION

Three Thais, Yakuza boss arrested in New York in sting ‘missile sale’ operation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014335


U.S. authorities have arrested a leader of a Japanese crime syndicate on charges of plotting to distribute drugs in the United States and purchase weapons including U.S.-made surface-to-air missiles, prosecutors said on Thursday.

Three Thais, Yakuza boss arrested in New York in sting 'missile sale' operation

Federal prosecutors in Manhattan said Takeshi Ebisawa, who they described as a leader in a network of Japanese crime families known as Yakuza, and a co-conspirator agreed to buy the missiles for rebel groups in Myanmar during conversations with an undercover Drug Enforcement Administration agent.

The weapons were intended to protect drug shipments, according to a criminal complaint unsealed on Thursday. Ebisawa planned to distribute heroin and methamphetamine in the United States, prosecutors said.

“The drugs were destined for New York streets, and the weapons shipments were meant for factions in unstable nations,” Damian Williams, the U.S. Attorney for the Southern District of New York, said in a statement. “Members of this international crime syndicate can no longer put lives in danger.”

Ebisawa, 57, and three co-conspirators were detained in Manhattan this week on charges including narcotics importation conspiracy and conspiracy to possess firearms, prosecutors said. A lawyer for Ebisawa did not immediately respond to a request for comment.

Each of the four co-conspirators faces a maximum sentence of life imprisonment.

Published : April 08, 2022

U.S. Senate confirms first African American woman for Supreme Court

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014324


The U.S. Senate confirmed Judge Ketanji Brown Jackson for the Supreme Court in a 53-47 vote on Thursday. Only three Republicans joined Democrats and independents in supporting Jackson to be the first African American woman on the highest court.

U.S. Senate confirms first African American woman for Supreme Court

WASHINGTON, April 7 (Xinhua) —  At age 51, Jackson has sat on the U.S. Court of Appeals for the D.C. Circuit – often referred to as the nation’s second most powerful court – since June 2021.

U.S. President Joe Biden announced in late February the nomination of Jackson to succeed liberal Supreme Court Justice Stephen Breyer, who is about to retire this summer.

Jackson will not be sworn in until after Breyer leaves the post.

Biden and Jackson watched the Senate vote, which fell largely along party lines, from the Roosevelt Room at the White House on Thursday afternoon.

“Judge Jackson’s confirmation was a historic moment for our nation,” Biden tweeted with a photo of him taking a selfie with the judge.

“We’ve taken another step toward making our highest court reflect the diversity of America,” he said. “She will be an incredible Justice, and I was honoured to share this moment with her.”

The White House has scheduled an event for Friday to celebrate the confirmation.

While Senate Democrats have praised Jackson’s qualifications, as well as the historic nature of her nomination, most Republicans have cast doubt on her past rulings.

Senate Minority Leader Mitch McConnell, who voted against the nomination, voiced concern about what he saw as a “long and disturbing record of using judicial activism to go soft on crime.”

It was one of Biden’s major campaign promises to fill a potential Supreme Court vacancy with an African American woman.

Since the Supreme Court was established in the United States in 1789, 115 justices have served on the bench. Of them, 108 were white men. The justices have life tenure and can serve until they die, resign, retire, or are impeached and removed from office.

Born in Washington, D.C. but raised in Miami, Florida, Jackson received her law degree from Harvard University and graduated cum laude in 1996. Earlier in her legal career, she worked as an assistant federal public defender in D.C. and served as vice-chair of the U.S. Sentencing Commission for four years.

Jackson served more than eight years as a judge on the U.S. District Court for the District of Columbia before being elevated to the D.C. Circuit Court of Appeals.

This year, the Supreme Court will rule on cases involving a series of major issues, including abortion, affirmative action and gun control.

Court watchers have argued Jackson is expected to vote very similarly to Breyer and her ascension won’t change the Supreme Court’s ideological balance, in which conservatives have a 6-3 majority over liberals.

The Supreme Court is the final appellate court of the U.S. judicial system, with the power to review and overturn lower court decisions, and is also generally the final interpreter of federal law, including the country’s constitution. ■

Published : April 08, 2022

By : Reuters