ปูตินกับม้าไม้เมืองทรอย ทะลวงยุโรปให้แตกแยก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680213

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 20:10 น.ปูตินกับม้าไม้เมืองทรอย ทะลวงยุโรปให้แตกแยก

หรือว่าเขาผู้นี้อาจจะเป็นกาวประสานให้รัสเซียกับยุโรปยอมคุยกันดีๆ อีกครั้ง นี่คือเรื่องราวของ “วิกโตร์ โอร์บาน” นายกรัฐมนตรีฮังการี ผู้ที่ได้ชื่อว่า “โปรปูติน” ที่สุดในหมู่ผู้นำยุโรป

ทันทีที่วิกโตร์ โอร์บาน ชนะการเลือกตั้งและรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฮังการีได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 4 ยุโรปและสหรัฐถึงกับนั่งไม่ติด

โอร์บานเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่ออกจะจัดจ้าน บั่นทอนเสรีภาพต่างๆ ในประเทศไม่หยุดหย่อน จนฮังการีแทบจะกลายเป็นแกะดำท่ามกลางสหภาพยุโรปที่อิงประชาธิปไตยเสรีนิยม โอร์บานไม่แยแส ยังเชิดชูแนวทาง “ประชาธิปไตยไม่เสรีนิยม” ของเขาต่อไป ผลก็คือ ชาวประชาชอบใจ และเลือกเขากลับมาอีกครั้ง

โอร์บานเป็นคนตรงไปตรงมา เขารังเกียจจอร์จ โซรอสแค่ไหนก็บอกออกมาตรงๆ ดังในแถลงประกาศชัยชนะล่าสุดเขาบอกว่า “พวกฝ่ายซ้ายที่บ้าน (ฮังการี) ฝ่ายซ้ายนานาชาติที่กลาดเกลื่อน พวกข้าราชการบรัสเซลส์ จักรวรรดิโซรอสกับเงินทั้งหมดของมัน พวกสื่อกระแสหลักระหว่างประเทศ และท้ายที่สุด แม้แต่ประธานาธิบดียูเครน”

ในสายตาโอร์บานนั่นพวกที่เป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นพวก “ซ้าย” ทั้งหมด ทั้งพวกที่บรัสเซลส์คือสหภาพยุโรป พวกโซรอส พวกสื่อตะวันตกทั้งหลายแหล่ และแม้แต่เซเลนสกี

ฝ่ายซ้ายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแนวคิดสังคมนิยม แต่หมายถึงประชาธิปไตยแบบที่ไม่เน้นชาตินิยมอย่างที่โอร์บานชอบ พวก “ประชาธิปไตยซ้าย” เหล่านี้ชอบให้ประเทศอื่นเปิดเสรีมันทุกสิ่งทุกอย่างโดยอ้าง “ความสวยงามของประชาธิปไตย” เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปทะลวงถึงไส้ถึงพุง แล้วลากเอาผลประโยชน์ของประเทศนั้นมาสวาปาม

จอร์จ โซรอสนั้นเป็นลูกหลานฮังการีมาแต่เดิมแต่ต่อมาระหกระเหินไปอเมริกา จนกระทั่งสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเศรษฐีใหญ่ พร้อมกับชูธงส่งเสริมประชาธิปไตยไปทั่วโลก แต่บางคนมองว่าโซรอสไม่ได้แค่รักประชาธิปไตย แต่ได้ประโยชน์จาก “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ที่บีบให้บางประเทศต้องเปิดเสรีเศรษฐกิจด้วย ซึ่งนายทุนอยางเขาได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

คนที่ชอบประชาธิปไตยแบบเปิดประเทศอ้าซ่าให้นายทุนเข้ามาหากินแบบนี้เชิดชูกโซรอสกันใหญ่ แต่โอร์บานชิงชังโซรอสที่สุด ไม่สนเลยว่าเขาผู้นำเข้ามาทำประโยชน์ให้บ้านเกิดคือฮังการีแค่ไหน และสร้างชื่อให้ฮังการีเพียงใด

ในความคิดพวกชาตินิยมหรือ “ประชาธิปไตยฝ่ายขวา” แบบโอร์บานนั้น ต่อให้เอาเงินมากองให้บ้านเกิดสูงท่วมภูเขา แต่หากอุดมการณ์ของคนๆ นั้นเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองในระยะยาว ก็คงยากที่จะยกย่องเชิดชู

คำว่า “อันตรายต่อบ้านเมืองในระยะยาว” ก็เป็นคำกึ่งยากจะฟันธงอยู่เหมือนกัน เพราะฝ่ายหนึ่งก็คิดว่าตัวเองทำถูก อีกฝ่ายก็ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ขายชาติ เรื่องนี้คือความยอกย้อนทางการเมืองที่เราทุกคนต้องแยกแยะกันเองให้ดีเมืองไทยก็เกิดกรณีแบบนนี้บ่อยๆ คืออ้างว่ารักชาติ แต่พฤติกรรมไปคนละทาง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

กลับมาที่โอร์บาน ความเขาที่ “call out” เซเลนสกีประหนึ่งว่าเป็นลูกไล่ของพวกฝ่ายซ้ายนิยมเปิดเสรี ทำให้เซเลนสกีนั่งไม่ติด และสวนกลับในพลันว่า “เขาเป็นเพียงคนเดียวในยุโรปที่ให้การสนับสนุนปูตินอย่างเปิดเผย”

เปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเราจะว่ากันต่อไป แต่คนแรกๆ ที่แสดงความยินดีกับชัยชนะของโอร์บานเป็นปูตินจริงๆ

ขณะที่โอร์บานก็ตอบสนองด้วยการขอให้หยุดยิงและเชิญปูตินมาเจรจาสันติภาพที่ฮังการีเสียเลย หลังจากสวมบทพระเอกคนกลางแล้ว ก็ยังขอเพิ่มการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเสียเลยโดยไม่ต้องทำเป็นกระมิดกระเมี้ยนอีก ในขณะที่ยุโรปที่เหลือยังละล้าละลังว่าควรจะนำเข้าก๊าซจากรัสเซียต่อไปดีไหม เพราะตัวองก็คว่ำบาตรรัสเซียมันเกือบจะทุกด้านแล้ว ยกเว้นด้านพลังงานที่ขาดรัสเซียไม่ได้เลยไม่กล้าทำ

เซเลนสกีรำคาญจัดถึงกับบอกว่าถ้าจะคว่ำบาตรก็ทำให้มันจริงๆ จังๆ หน่อย และยังกระแทกไปถึงฮังการีด้วยว่ากำลังช่วยเหลือรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศยูเครนบอกว่าดีลก๊าซของฮังการีกับรัสเซียนั้นเป็น “การตัดสินใจทางการเมืองชัดๆ ไม่มีอะไรผสม และไร้เหตุผลทางเศรษฐกิจ (มีเจตนา) เพื่อสนับสนุนเครมลิน ในขณะที่ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของประเทศยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างยูเครน-ฮังการี”

ช่วงหลังนี้ เซเลนสกีและรัฐบาลของเขาเดินสายพูดแบบวันต่อวันและวันละหลายรอบ หลายครั้งเป็นการพูดเอามันจนเกินไป จนหลายคนเริ่มที่จะเบื่อ กรณีของฮังการีก็เช่นกัน จะไปว่าฮังการีก็ไม่ถูกเพราะมันมีเหตุผลทางเศรษฐกิจจริงๆ ในยุคก๊าซแพงดั่งทอง และถ้าจะด่าฮังการีเรื่องดีลก๊าซคงต้องด่าทั้งยุโรปที่คอยเชียร์ยูเครนด้วย

เรื่องก๊าซและสงครามนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญของการเลือกตั้งในยุโรป เพราะผู้คนเจ็บปวดหันมากจากข้าวของแพง แต่ยังพยายามอดกลั้นเพราะรังเกียจการทำสงครามของรัสเซีย

แต่อุดมการณ์กับปากท้องคนยุโรปอย่างไหนจะแกร่งกว่ากันนั้น อีกไม่นานก็จะชัดขึ้น

อย่างกรณีของฮังการี ตั้งแต่ตอนหาเสียงกัน ฝ่ายค้านของฮังการีเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสมอถึงเรื่องที่โอร์บานมักจะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปูตินและมีดีลกันต่างๆ นานา ในระยะ 12 ปีที่เขาอยู่ในอำนาจ หนึ่งในดีลที่ “ถูกแฉ” คือสัญญาก๊าซระยะยาวระหว่างฮังการีและรัสเซียเพื่อแลกกับราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพันธมิตรในยุโรป

เรื่องค่าไฟที่ถูกลงเป็นประเด็นหาเสียงสำคัญของโอร์บาน และมันทำให้เขาได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง นั่นย่อมหมายความว่าชาวฮังการีไม่สนเรื่อง “แฉ” และยอมให้ตัวองเป็นอียูประเทศแรกๆ ที่สนใจปากท้องมากกว่าสงครามแล้ว

แน่นอนว่า มันย่อมมีมูลเรื่องโอร์บานเป็นพันธมิตรกับปูตินด้วย

ว่ากันเรื่องรสนิยมทางการเมืองก่อน ทั้งสองคนนี้คิดอะไรคล้ายๆ กัน เรื่องชาตินิยม เรื่องต่อต้านความหลากหลายทางเพศ เรื่องระแวงพวกสากลนิยมทั้งหลาย ทั้องค์กรข้ามชาติและสื่อตะวันตก สองคนนี้ยังถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมืองพ่วงระบอบเล่นพรรคเล่นพวก และถูกกล่าวหาว่าเป็น “ศัตรูของระบอบประชาธิปไตย” เหมือนกัน

แต่ก็อย่างที่บอกไป โอร์บานก็มีประชาธิปไตยในแนวของเขา และยังด่าว่าประชาธิปไตยของพวกฝ่ายซ้าย (อย่างโซรอส เซเลนสกี และพวกนักการเมืองอียูที่บรัสเซลส์) นั้นเป็นอันตราย

เรื่องที่โอร์บานถูกกล่าวหาว่าเชียร์ปูตินนั้น มันก็พอจะบอกว่าเป็นการ “เชียร์” ได้ และปูตินย่อมมองเห็นศักยภาพของโอร์บานในฐานะ “ม้าไม้เมืองทรอย” เพื่อใช้เขาเป็นตัวแทรกแซงเข้าไปในสหภาพยุโรป เพื่อใช้โอร์บานปั่นหัวให้ยุโรปแตกคอกันเอง ซึ่งรอยร้าวนั้นมีอยู่ แต่พยายามอำพรางกันเอาไว้ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โปรดทราบว่ายิ่งประเทศไหนในยุโรปมีการเลือกตั้ง เรื่องความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการคว่ำบาตรรัสเซียจะยิ่งชัดเจนขึ้น นอกจากฮังการีแล้วก็ยังมีฝรั่งเศสอีกหนึ่งราย

แต่อย่าลืมว่าโอร์บานก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำสหภาพยุโรป ความที่เผชิญความขัดแย้งมาหลายศตวรรษเรื่องชาติใหญ่กลืนชาติ สัญชาติญาณหนึ่งของคนยุโรปประเทศเล็กๆ นั้นก็คือต้องรู้จักถ่วงดุลอำนาจ โอร์บานก็น่าจะเป็นคนประเภทนั้น

ขณะที่โอร์บานดูเหมือนจะเข้าข้างรัสเซียและบอกว่าการคว่ำบาตรไม่เวิร์ก แต่เขาก็คล้อยตามอียูด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียเหมือนกัน แต่รัสเซียไม่โกรธ แถมปูตินยังแสดงความยินดีกับชัยชนะของโอร์บาน

คนแบบโอร์บานนั้นหากมีมากกว่านี้ บางทีสงครามอาจจะไม่เกิด

จะเห็นได้จากการที่โอร์บานบอกว่า ความแตกต่างระหว่างรัสเซียและนาโตเกี่ยวกับกรณียูเครนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ “สามารถเชื่อมโยง” และเสริมว่าทุกฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่จะรับประกันความมั่นคงของรัสเซียและเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกนาโตได้ด้วย

การที่ผู้นำฮังการีพูดอกมาแบบนี้มันสะท้อนถึงความไม่ลงรอยในยุโรปเช่นกัน ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่จะชนกับรัสเซียลูกเดียว กับฝ่ายที่อยากจะเคลียร์กันโดยไม่ใช้กำลัง ถ้าตัดเรื่องโอร์บานเชียร์ปูตินออกไป คำพูดของเขาก็ยิ่งมีน้ำหนัก

ฮังการีนั้นหนุนให้ยูเครนเป็นสมาชิกอียูเร็วๆ ด้วยซ้ำ แต่ขวางไม่ให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต แต่พอเกิดสงครามขึ้นมาก็คว่ำบาตรรัสเซียเพื่อรักษาเอกภาพของอียูไว้ นี่แสดงว่าฮังการี “รู้อะไรควรไม่ควร”

หากเรามองที่การเมืองระหว่างประเทศตามความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องของดุลอำนาจ ท่าทีแบบโอร์บานนี่แหละที่จะช่วยดับไฟสงครามได้

แต่เพราะโอร์บานตกอยู่ในสภาพเหมือนปูติน คือเป็นพวกคนละฝ่ายกับประชาธิปไตยกระแสหลักและเป็นคนที่สื่อกระแสหลักระแวงเกินเหตุ ทำให้เขาถูกหมายหัวในทันทีว่าเป็น “ภยันตรายอีกอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยในยุโรป” นอกเหนือจากปูติน

คำถามก็คือถ้าโอร์บานเป็นอันตรายกับระบอบประชาธิปไตย แล้วระบอบแบบไหนที่เลือกเขาเข้ามาเป็นผู้นำครั้งแล้วครั้งเล่า?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Attila KISBENEDEK / AFP

VinFast รถยนต์เวียดนามไปไกล เปิด IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680201

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 17:40 น.VinFast รถยนต์เวียดนามไปไกล เปิด IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ

VinFast ค่ายรถยนต์สัญชาติเวียดนามเตรียมขายหุ้น IPO หวังตีตลาดสหรัฐ-ยุโรป

Reuters รายงานว่า VinFast บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามเปิดเผยว่าบริษัทได้ยื่นเอกสารเพื่อขอเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) กับหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของสหรัฐ แต่ไม่ได้ระบุถึงขนาดและช่วงราคาสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO

โดยการเสนอขายหุ้น IPO จะมีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดหาเงินทุนสำหรับการตั้งโรงงานแห่งแรกในสหรัฐ และการขยายกิจการในสหรัฐด้วย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว VinFast ยังเปิดเผยว่าได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อลงทุน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงานในนอร์ทแคโรไลนา สำหรับผลิตรถโดยสารไฟฟ้า รถเอสยูวี และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2024 และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ให้ได้ 150,000 คันต่อปี

รายงานระบุว่า VinFast กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่ในตลาดสหรัฐ โดยหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์รายเก่า และสตาร์ทอัพ ด้วยรถเอสยูวีไฟฟ้า และโมเดลการเช่าซื้อแบตเตอรี่ (battery leasing)

โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายในสหรัฐไว้ที่ 1.6-1.8 แสนคันต่อปี นอกจากนี้ยังมุ่งตีตลาดประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย ซึ่งหากสามารถตีตลาดสหรัฐและยุโรปได้ตามเป้า VinFast จะถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์รายแรกจากอาเซียนที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก

Photo by REUTERS/Steve Marcus

Starstreak พยัคฆ์ติดปีกที่บดขยี้รถถัง-สอยฮ.รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680196

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 16:30 น.Starstreak พยัคฆ์ติดปีกที่บดขยี้รถถัง-สอยฮ.รัสเซีย

รู้จัก Starstreak อาวุธสุดโหดจากอังกฤษ ที่ยูเครนใช้สอยฮ.รัสเซีย

1. หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา บรรดาชาติตะวันตกต่างส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือกองทัพรัสเซียเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ Starstreak (สตาร์สตรีค) ที่ได้รับจากอังกฤษ ซึ่งได้แสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามันมีความร้ายแรงเพียงใด

2. เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกได้จากแคว้นลูฮันสก์ ทางตะวันออกของประเทศยูเครน พบว่า Starstreak ยิงเข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ Mi-28 ของกองทัพรัสเซียหลายลำ จนเกิดไฟลุกโชนกลางอากาศ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขณะที่เฮลิคอปเตอร์แตกออกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดิน

?? #Ukraine: Russian Mi-28 helicopter was shot down today (on April 1,2022) pic.twitter.com/deXeV5fjOe— – (@L_Team10) April 1, 2022

3. The Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวของกระทรวงกลาโหมระบุว่า “เชื่อว่าวิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นการทำงานของ Starstreak ในยูเครน ซึ่งมันถูกใช้ในประเทศมาเกือบสัปดาห์แล้ว”

4. ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Starstreak มีความเร็วสูงพอที่จะโจมตีเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ และโจมตีรถถังหรือยานหุ้มเกราะเพื่อสังหารพลขับที่อยู่ในนั้นได้

5. Starstreak เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง (MANPADS) ที่พัฒนาโดย Thales Air Defense ของอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้บุคคลพกพา (MANPADS) หรือจะนำไปติดตั้งบนยานพาหนะก็ได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในสนามรบที่แตกต่างกัน ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพอังกฤษตั้งแต่ปี 1997

6. หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นคือขีปนาวุธดังกล่าวประกอบด้วยหัวรบทังสเตน 3 หัว ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 4 มัค หรือมากกว่า 4,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากแหล่งข่าวหลายแหล่งรวมถึง Defense News ระบุให้ Starstreak เป็นขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศพิสัยสั้นที่เร็วที่สุดในโลก

7. Starstreak สามารถโจมตีเป้าหมายทั้งบนอากาศและภาคพื้นดิน พิสัยยิงราว 7 กิโลเมตร ด้วยหัวรบที่เป็นโลหะผสมทังสเตนความยาว 15 นิ้วที่จะพุ่งโจมตีเป้าหมายก่อนที่จะจุดชนวนระเบิดซ้ำอีกครั้ง

Ukraine has now Starstreak High Velocity Missiles from UK .Guidance system: Semi-automatic command to line of sight (SACLOS).Warhead: 3 laser beam-riding submunitions. This video shows how these missiles work, thx @CombatAir@theragex @Ninja998998 @jpg2t785 @CarloMasala1 https://t.co/QuQBIFrhnK pic.twitter.com/QXVYaSng6X— Felix Woessner (@FeWoessner) April 2, 2022

8. นอกจากยูเครนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ได้ครอบครองอาวุธสุดร้ายกาจนี้ซึ่งได้แก่ แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงไทย ซึ่งได้สั่งซื้อ Starstreak ล็อตแรกในปี 2012 และอีกล็อตในอีก 3 ปีถัดมา

Photo by Capt. Joseph Bush/Wikipedia

No poop for you: Manure supplies run short as fertilizer prices soar

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014288


Livestock manure has become a coveted crop nutrient for farmers looking to cut costs, but the price of this precious poop has risen dramatically recently by supply issues and Russia’s invasion of Ukraine.

No poop for you: Manure supplies run short as fertilizer prices soar

Industrial fertilizers such as nitrogen require a lot of energy to produce. Prices started to surge last year amid rising demand and lower supply as record natural gas and coal prices triggered output cuts by fertilizer manufacturers. Extreme weather and COVID-19 outbreaks also roiled global supply chains.

War in Ukraine has made the situation worse by reducing fertilizer exports from Russia and its ally Belarus due to Western sanctions and shipping snags. That threatens to shrink harvests around the world at a time of record food inflation. Combined, Russia and Belarus accounted for more than 40% of global exports of potash last year, one of three critical nutrients used to boost crop yields, according to Dutch lender Rabobank.

As of March, commercial fertilizer prices reached a record high, with nitrogen fertilizer jumping four-fold since 2020 and phosphate and potash up three-fold, said London-based consultancy CRU Group.

Farmers have turned to use solid and liquid manure as an alternative.

With demand for manure surging, prices have followed, delivering an unexpected windfall to livestock producers and cattle feedlots.

Manure is typically cheaper than chemical fertilizers like nitrogen and phosphate, however, the price of good-quality solid manure is getting more expensive.

In Nebraska, good-quality dried manure is selling for between $11- $14 per ton, nearly double the price of last year.

Demand for animal waste also has farmers scrambling to find equipment to transport and spread the desired excrement.

In Canada, Husky Farm Equipment Ltd is completely sold out of “honey wagons”, light-weight steel tanks used to haul manure, for the next 6 months.

The average size Husky Farm Equipment Ltd honey wagon is 6000 U.S. gallons and can hold up to 24 tons of faeces.

When the commercial fertilizer frenzy does start to ease and prices cool, manure is still expected to remain a hot commodity on farm fields.

Published : April 07, 2022

By : Reuters

U.S. lawmakers slam Big Oil for high gasoline prices

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014287


Oil executives defended themselves in the U.S. Congress on Wednesday (April 6) from charges by lawmakers that they are gouging Americans with high fuel prices, saying that they are boosting energy output and no one company sets the price of gasoline.

U.S. lawmakers slam Big Oil for high gasoline prices

Lawmakers in the U.S. House of Representatives Energy and Commerce Subcommittee on Oversight and Investigations held the hearing to grill companies on why gasoline prices remain elevated even though prices for crude oil, the feedstock for fuels, have dropped.

U.S. gasoline prices have surged since Russia’s invasion of Ukraine in February and after Western countries slapped sanctions on Moscow’s energy exports.

Pump prices hit a record, before inflation adjustments, of $4.33 a gallon on March 11, and since then have slipped about 4% to $4.16 a gallon on Wednesday, according to the AAA motorist group.

In the same time frame, U.S. gasoline futures have fallen more than 7% to $3.07 a gallon as international crude prices have dropped more steeply, about 8%, to about $103.70 a barrel.

Executives from Exxon Mobil, Chevron, BP America, Shell USA, Devon Energy and Pioneer Natural Resources testified virtually, despite DeGette’s invitations to do so in person.

Chevron’s Chief Executive Mike Wirth said fuel prices are set by market dynamics that companies have little control over.

U.S. President Joe Biden has been struggling to tackle rising consumer prices at the pumps and at grocery stores, a vulnerability for his fellow Democrats as they seek to maintain razor-thin majorities in both chambers of Congress in the Nov. 8 elections.

The Biden administration’s sanctions on Moscow include a U.S. ban on Russian energy imports and the president has said the higher fuel prices result partially from Russia’s invasion.

Biden last week urged oil companies to boost output and service American families instead of investors, as he announced a record release of crude oil from strategic reserves.

Republicans, including U.S. Representative Morgan Griffith, blamed for high pump prices on Biden’s policies, including a decision to revoke a key permit for the Keystone XL pipeline that would have imported crude from Canada.

Democrats have said oil companies are sitting on thousands of leases to drill on public lands.

DeGette questioned the billions of dollars in profits earned by the companies and cited the $30 billion in taxpayer subsidies they receive as a reason they should help lower gasoline prices.

Wirth restated Chevron’s plans to boost capital expenditure this year by 50%, with about half going to increase oil and gas output and a half to renewable fuels and lower-carbon energy.

Gretchen Watkins, president of Shell USA, said her company neither controls nor owns the 13,000 gas stations that carry its brand.

“Each of these independent businesses is responsible for setting the local retail price of gasoline.”

Exxon, the top U.S. oil company, on Monday (April 4) said first-quarter results could top a seven-year quarterly record. Other oil company earnings could also surge after Russia’s invasion pushed up energy prices. (Full Story)

Pioneer CEO Scott Sheffield said it would take time to rev up the company’s production in the Permian Basin, citing worker and supply chain shortages and the decommissioning of many rigs and hydraulic fracturing fleets when prices were low in 2020.

Published : April 07, 2022

By : Reuters

Thailand among 4 nations facing US probe for helping China avoid solar panel tariff

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014283


An announcement by the U.S. Commerce Department last week that it would investigate allegations that solar panel manufacturers in Southeast Asia are using Chinese-made parts and evading U.S. tariffs has raised alarms concerning both trade and environmental policy.

Thailand among 4 nations facing US probe for helping China avoid solar panel tariff

The department announced on March 28 that it would investigate claims by California-based solar panel manufacturer Auxin Solar that solar energy equipment manufacturers in Cambodia, Malaysia, Thailand and Vietnam have close business ties to companies in China that produce the raw materials and some components of solar panel assemblies.

In 2011, the Commerce Department ruled that China was “dumping” solar panels in the U.S. market, or pricing the panels below the cost of manufacturing them. This forced U.S. firms out of the business because they could not operate at a profit while matching Chinese prices.

In response, the Commerce Department imposed tariffs on Chinese solar panels of as much as 250% of their sales price. The result was a rapid decline in U.S. imports of Chinese solar equipment, from $2.8 billion in 2011 to less than $400 million in 2020.

In its complaint, however, Auxin points out that as imports of solar panels from China fell by 86% over that period, imports from Cambodia, Malaysia, Thailand and Vietnam surged by 868%. The company also produced evidence suggesting that during that period, exports of raw materials and solar panel parts from China to the four named countries also surged.

Investigation timeline

In a statement emailed to VOA, a Commerce Department spokesperson confirmed that the investigation had been initiated, saying that “Commerce will conduct an open and transparent investigation to determine whether circumvention is occurring. This inquiry is just a first step — there has been no determination one way or the other on the merits, and no additional duties will be imposed at this time.”

The Commerce Department said it would complete its preliminary investigation within 150 days and make a final determination within 300 days.

So far, the response of the four affected countries to the department’s announcement has been limited. The government of Thailand announced that it had filed a formal letter of complaint with the agency.

VOA reached out to U.S.-based representatives of the governments of Cambodia, Malaysia, Thailand and Vietnam for comment on this story. None had replied by the time of publication.

US solar firms divided

Auxin’s complaint and the Commerce Department’s decision to pursue it have laid bare a major rift within the solar energy industry in the U.S. Many of Auxin’s competitors, who would seem to suffer from the same disadvantages the company describes, have come out against the Commerce Department’s actions, as have industry trade groups.

In a joint op-ed, Tom Kuhn, president of the Edison Electric Institute; Heather Zichal, CEO of the American Clean Power Association; and Abigail Ross Hopper, president and CEO of the Solar Energy Industries Association, said the future for solar energy in the United States would be bleak if tariffs were applied to solar panels coming from the four named countries.

“Make no mistake — if the complainant is successful, solar energy will become as much as two to three times more expensive than it was just one year ago, setting back our efforts to achieve independence, putting hundreds of thousands of U.S. jobs at risk along with the Biden administration’s renewable energy goals,” they wrote.

“If these tariffs are applied, we expect that far less solar generation will be installed in the U.S. during the four years of the Biden administration as compared to previous administrations,” they added.

In a statement, Auxin CEO Mamun Rashid called the warnings of the trade groups “classic fearmongering tactics” and said, “We are grateful Commerce officials recognized the need to investigate this pervasive backdoor dumping and how it continues to injure American solar producers.”

The dilemma for Biden administration

The solar panel case presents a dilemma for the Biden administration because it puts two of the president’s priorities in conflict: assuring a level playing field for U.S. manufacturers, and leading the country to a carbon-neutral energy future.

The relationship between solar panel manufacturers in the United States and those in China is a complicated one. On the one hand, foreign-made solar panels made with Chinese parts are in direct competition with U.S.-made panels. However, U.S. solar firms rely on some of those same Chinese firms for raw materials and components.

Industry officials warned that even the possibility of sanctions being placed on panels imported from the four named countries would cause the rollout of solar energy products in the U.S. to slow dramatically because of uncertainty about costs. This in turn would make it more difficult for the Biden administration to meet its climate goals.

Democratic Senator Jacky Rosen said the Biden administration should look to other ways of supporting U.S. solar energy companies.

“I’m disappointed that the administration is initiating this investigation because we should be repealing existing solar tariffs, not exploring adding new tariffs,” she told The Hill newspaper on March 28. “Direct assistance to American solar manufacturers would be much more meaningful to our domestic solar industry than a trade investigation or tariffs that will only increase consumer costs, threaten good-paying jobs, and set us even further back from our climate goals.”

VOA

Published : April 07, 2022

เกิดอะไรขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ หัวใจของจีนจะรอดไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680156

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 12:30 น.เกิดอะไรขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ หัวใจของจีนจะรอดไหม?

ชาวจีนเริ่มโวย ขยายล็อกดาวน์ทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลยืนยันคุมโควิดให้เป็นศูนย์

1. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีนยังคงน่าเป็นห่วง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,472 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น เมื่อปี 2019 โดยผู้ป่วยกว่า 80% มาจากนครเซี่ยงไฮ้

2. จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนเพิ่มขึ้นที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังมานี้ เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของจีน

3. ขณะที่หลายประเทศเดินหน้าอยู่ร่วมกับโควิด-19 จีนยังคงนโยบายจำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ (Zero Covid) ทำให้จำเป็นต้องล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมีประชากรราว 26 ล้านคน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนส่วนหนึ่ง

4. เมื่อวันที่ 6 เม.ย. เซี่ยงไฮ้ประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และกลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง หลังพบผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการทุบสถิติอยู่ที่ 16,766 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อแสดงอาการอยู่ที่ 311 ราย

5. โดยก่อนหน้านี้เซี่ยงไฮ้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะเวลา 9 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ไปจนถึงวันที่ 5 เม.ย. โดยแบ่งออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของเมือง ตั้งแต่แม่น้ำหวงผู่ไปจนถึงเขตผู่ตง ซึ่งมีประชากรราว 11 ล้านคน โดยจะล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ไปจนถึง 1 เม.ย. และจะล็อกดาวน์ทางฝั่งตะวันตกของเมือง ระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. เพื่อให้เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้จึงใช้วิธีการล็อกดาวน์ทีละครึ่งเมือง

การปูพรมตรวจโควิด-19 ในย่ายที่อยู่อาศัยในเซี่ยงไฮ้ วันที่ 1 เม.ย. (REUTERS/Brenda Goh)

6. แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังคงทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอย่างเซี่ยงไฮ้ต้องประกาศล็อกดาวน์ทั้งเมือง และขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

7. ขณะที่ทางการจีนต้องระดมบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายเมืองเพื่อเร่งปูพรมตรวจโควิด-19 ให้แก่ประชาชนทั้ง 26 ล้านคนในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนับว่าเป็นมาตรการรับมือด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของจีน

8. อย่างไรก็ตาม การรับมือกับโควิด-19 ด้วยนโยบาย Zero Covid ทำให้มีประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดความไม่พอใจ โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายการกักกันโรคของเซี่ยงไฮ้ทำให้เด็กๆ ต้องแยกจากผู้ปกครอง ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น

9. นอกจากนี้การกักตุนอาหารก็ประสบปัญหาเนื่องจากการจัดส่งสินค้าในเมืองมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สามารถสั่งอาหารได้ พนักงานขนส่งและปริมาณสินค้ามีจำกัด รวมถึงการปิดให้บริการของซูเปอร์มาร์เก็ต

10. ก่อนหน้านี้รัฐบาลท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้กล่าวว่าจะระงับขนส่งสาธารณะ รวมทั้งบริการเรียกรถในพื้นที่ล็อกดาวน์ ตลอดจนระงับการทำงานในบริษัทและโรงงาน เว้นแต่บริการสาธารณะและการจัดส่งอาหาร ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่า Tesla จะระงับการผลิตในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้เป็นการชั่วคราว

Photo by China Daily via REUTERS

เผยรายงาน UFO ปล่อยรังสีจนผิวไหม้ ทำผู้หญิงท้องไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680190

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 15:15 น.เผยรายงาน UFO ปล่อยรังสีจนผิวไหม้ ทำผู้หญิงท้องไม่รู้ตัว

เพนตากอน หรือกลาโหมสหรัฐ เผยรายงาน 1,500 หน้า บอกรายละเอียดการเผชิญหน้าระหว่างชาวโลกกับมนุษย์ต่างดาว

ล่าสุด มีการเปิดเผยฐานข้อมูลของเอกสารประกอบด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอมากกว่า 1,500 หน้าจาก Advanced Aerospace Threat Identification Program (AATIP) ซึ่งเป็นโครงการลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2555 โดยข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านกฎหมายเสรีภาพข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information Act หรือ FOIA) ที่ให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ

รายงานเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยโดย The Sun สื่อในสหราชอาณาจักร หนึ่งในรายงานของเพนตากอนที่เปิดเผยออกมา คือเอกสารชื่อว่า “ผลกระทบผิดปกติของอาการรุนแรงและกึ่งรุนแรงในภาคานามต่อเนื้อเยื่อชีวภาพและมนุษย์” (Anomalous Acute and Subacute Field Effects on Human and Biological Tissues) ลงวันที่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 รายงานดังกล่าวอธิบายถึงการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับ “ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นมนุษย์โดยระบบการบินและอวกาศขั้นสูงที่มีความผิดปกติ” ซึ่งบางส่วนอาจเป็น “ภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ” ซึ่ง “ระบบการบินและอวกาศขั้นสูง” ในที่นี้ย่อมหมายถึง UFO นั่นเอง

รายงานระบุกรณี 42 กรณีที่มีข้อมูลการแพทย์และ 300 กรณีที่ “ไม่ได้เผยแพร่” เกี่ยวกับมนุษย์ได้รับบาดเจ็บหลังจากถูกกล่าวหาว่าพบกับ “ยานพาหนะผิดปกติ” ซึ่งรวมถึง UFO โดยในบางกรณี มนุษย์ได้รับบาดเจ็บจากการไหม้หรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งบางส่วนดูเหมือนว่าจะเกิดจาก “ระบบขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน” รายงานยังระบุกรณีของความเสียหายของสมอง ความเสียหายของเส้นประสาท อาการใจสั่น และปวดหัวที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้ายานพาหนะแปลกๆ ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผลกระทบจากการเผชิญหน้า UFO ได้แก่ “การตั้งครรภ์ที่ตรวจสอบที่มาที่ไปไม่ได้” “การลักพาตัวซึ่งๆ หน้า” อาการอัมพาต และประสบการณ์การสื่อสารผ่านกระแสจิต การเคลื่อนย้ายร่างกายระยะไกล และการลอยตัว

Photo – ภาพประกอบเนื้อหา ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง REUTERS/NASA Ames/JPL-Caltech/Handout via Reuters

สหรัฐเชื่อมั่น ยูเครนสามารถ ‘ชนะ’ สงครามได้อย่างแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680138

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 11:20 น.สหรัฐเชื่อมั่น ยูเครนสามารถ 'ชนะ' สงครามได้อย่างแน่นอน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือ เพนตากอน กล่าวว่ายูเครนสามารถ ‘ชนะ’ สงครามได้อย่างแน่นอน

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (เพนตากอน) กล่าวเมื่อวันพุธว่าประเมินว่ายูเครนสามารถชนะสงครามกับรัสเซียได้ แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก็พูดถึงความเสี่ยงของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อด้วย

“แน่นอนว่าพวกเขาสามารถชนะสิ่งนี้ได้” จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวในการบรรยายสรุปข่าว

“การพิสูจน์นั้นแท้จริงแล้วอยู่ที่ผลลัพธ์ที่คุณเห็นทุกวัน … พวกเขาสามารถชนะได้อย่างแน่นอน”

ขณะเดียวกัน รอยเตอร์รายงานการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันพุธว่า ชาวยูเครนจำนวนหนึ่งได้รับการฝึกอบรมในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับวิธีใช้งานโดรน “Switchblade” โดรนสังหาร ซึ่งเป็นอาวุธแบบใช้ครั้งเดียวที่บินเข้าหาเป้าหมายและจุดชนวนเมื่อกระทบเป้าหมาย

ชาวยูเครนกำลังฝึก “Switchblade” และอาวุธอื่นๆ พวกเขามาถึงสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมการศึกษาทางทหารตามปกติก่อนรัสเซียจะบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์

“เราฉวยโอกาสจากโอกาสนี้ดึงพวกเขาออกห่างสักสองสามวันและให้การฝึกอบรมแก่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง Switchblades UAV,” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวโดยพูดโดยไม่เปิดเผยชื่อ “UAV” หมายถึง อากาศยานไร้คนขับ

สหรัฐฯ ถอนตัวที่ปรึกษาทางทหารออกจากยูเครนก่อนการรุกรานของรัสเซีย โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และรัสเซียที่อาจบานปลายไปสู่สงครามในวงกว้าง

สหรัฐฯ และ NATO ได้จำกัดการจัดหาอาวุธให้กับยูเครนเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นผลมาจากการถอนกำลัง  ซึ่งรวมถึงอาวุธของสหรัฐฯ ที่ทำให้ยูเครนได้เปรียบในการต่อต้านกองกำลังรัสเซีย เช่น ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javelin และขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ Stinger แบบพกพาที่สามารถกำหนดเป้าหมายเครื่องบินรัสเซียได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบในยุคโซเวียตที่ยังคงอยู่ในคลังของประเทศ NATO บางประเทศ

Photo – จอห์น เคอร์บี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พูดคุยกับนักข่าวระหว่างการบรรยายสรุปข่าวที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เคอร์บีถูกถามเกี่ยวกับอาวุธและเสบียงอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ส่งไปยังยูเครนเพื่อช่วยเหลือประเทศนั้นหลังจากที่รัสเซียบุกเข้าไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน Chip Somodevilla / Getty Images / AFP (ภาพถ่ายโดย CHIP SOMODEVILLA / GETTY IMAGES ภาพอเมริกาเหนือ / Getty ผ่าน AFP)

อังกฤษ-สหรัฐ-ออสเตรเลีย จับมือพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680134

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 10:50 น.อังกฤษ-สหรัฐ-ออสเตรเลีย จับมือพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิก

อังกฤษ-สหรัฐ-ออสเตรเลีย เห็นพ้องร่วมมือพัฒนาขีปนาวุธเหนือเสียง ภายใต้สนธิสัญญา AUKUS

Reuters รายงานสำนักนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เปิดเผยว่า สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เห็นพ้องที่จะร่วมมือกันพัฒนาอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียง หรือไฮเปอร์โซนิก ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากที่ทั้งสามประเทศประกาศความร่วมมือในสนธิสัญญาความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกฉบับใหม่ “AUKUS” เมื่อปีที่แล้ว

AUKUS ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว ถูกระบุว่าเป็นความร่วมมือของทั้งสามประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้งสามประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร, ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า พวกเขาพอใจกับความคืบหน้าของโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดอาวุธ และจะร่วมมือกันในด้านอื่นๆ ด้วย

“เรายังให้คำมั่นที่จะเริ่มความร่วมมือไตรภาคีใหม่เกี่ยวกับอาวุธไฮเปอร์โซนิก และความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์” แถลงการณ์ระบุ

“จากการรุกรานยูเครนโดยปราศจากการยั่วยุ ไม่ยุติธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัสเซีย เราขอย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเราต่อระบบระหว่างประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และการแก้ไขข้อพิพาทโดยปราศจากการบีบบังคับ” ผู้นำทั้งสามกล่าวโดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในรส่งเสริมภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังลงทุนในการวิจัยพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงถึงห้าเท่า เนื่องจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น

ด้านจางจวิน เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ แสดงความเห็นต่อความร่วมมือในการพัฒนาอาวุธของอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลียว่า “หากไม่ต้องการเห็นวิกฤตในยูเครน ก็ควรละเว้นจากการกระทำที่อาจทำให้ส่วนอื่นๆ ของโลกเข้าสู่วิกฤตในแบบเดียวกัน…ถ้าคุณไม่ชอบอะไรก็ไม่ควรทำแบบนั้นกับคนอื่น”