คริปโต Facebook หมดอนาคต รัฐบาลเดินหน้าขวางเงินดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674521

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 12:14 น.คริปโต Facebook หมดอนาคต รัฐบาลเดินหน้าขวางเงินดิจิทัลปิดฉาก Diem โครงการคริปโตของ Facebook ประกาศขายให้ Silvergate Capital

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์สรายงานว่าสมาคม Diem Association โครงการสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจาก Meta ต้นสังกัดของ Facebook ประกาศปิดตัวและขายทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สินอื่นๆ ให้แก่ Silvergate Capital ด้วยมูลค่า 182 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์จาก Diem Association ระบุว่าโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อออกแบบการชำระเงินที่ดีขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น ต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน แต่เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลไม่อนุมัติจึงจำเป็นต้องขายทรัพย์สินให้แก่ Silvergate Capital

สจ๊วต เลวีย์ ซีอีโอของ Diem Networks ในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “การเจรจาของเรากับหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าโครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้”

Diem Association คาดว่าจะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าภายหลังจากที่การขายกิจการเสร็จสิ้นแล้ว

ทั้งนี้ Facebook ได้ประกาศเกี่ยวกับแผนการสร้างคริปโตเคอร์เรนซีและระบบชำระเงินของตัวเองตั้งแต่ปี 2019 โดยโครงการ Diem หรือเดิมเรียกว่า Libra เปิดตัวท่ามกลางการคัดค้านจากหน่วยงานกำกับดูแลซึ่งกังวลว่า Facebook จะควบคุมระบบเงินมากเกินไปและละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการเงินแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้อาจส่งผลกระทบต่อสกุลเงินหลักของโลกอย่างดอลลาร์สหรัฐ

Diem หรือ Libra ถูกกดดันโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง อาทิ เปลี่ยนชื่อสกุลเงินจาก Libra เป็น Diem เปลี่ยนชื่อกระเป๋าเงินจาก Libra เป็น Novi และเปลี่ยนเป็น Stablecoin ที่สนับสนุนด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (Diem USD)

จนกระทั่งวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาเป็นอันยุติความพยายามของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ต้องการให้ผู้ใช้หลายพันล้านคนทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินของตัวเอง

AFP PHOTO / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / JUSTIN SULLIVAN

ประชุมมนตรีความมั่นคงเดือด สหรัฐ-รัสเซียไม่ยอมกันเรื่องยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674510

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 11:05 น.ประชุมมนตรีความมั่นคงเดือด สหรัฐ-รัสเซียไม่ยอมกันเรื่องยูเครนเวทีประชุม UNSC เป็นไปอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐ-รัสเซีย ประเด็นความตึงเครียดชายแดนยูเครน

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน ตามคำเรียกร้องของสหรัฐ หลังจากที่รัสเซียเสริมกำลังทหาร พร้อมรถถัง ปืนใหญ่ และขีปนาวุธจำนวนมากบริเวณชายแดนยูเครน

BBC รายงานว่าการประชุมเป็นไปอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐและรัสเซีย โดยลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของรัสเซีย และระบุว่าการระดมกองกำลังทหารของรัสเซียเป็นการระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดที่ยุโรปเคยเจอในรอบหลายทศวรรษ

โธมัส-กรีนฟิลด์ยังกล่าวว่ารัสเซียกำลังวางแผนเพิ่มกำลังพลที่ประจำการในเบลารุสที่อยู่ติดกับชายแดนทางเหนือของยูเครนเป็น 30,000 นาย ซึ่งเป็นการระดมพลทางทหารที่ผิดปกติ พร้อมเตือนว่าสหรัฐจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดหากรัสเซียบุกรุกยูเครน ซึ่งผลที่ตามมาจะต้องเลวร้ายอย่างแน่นอน

ขณะที่วาซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียกล่าวว่าสหรัฐแทรกแซงกิจการภายในของรัสเซียซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การที่รัสเซียส่งทหารไปประจำการในอาณาเขตของตนนั้นไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ และไม่มีหลักฐานว่ารัสเซียกำลังวางแผนปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน

เนเบนเซียเสริมว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น “นี่ไม่ใช่แค่การแทรกแซงที่ยอมรับไม่ได้ แต่ยังเป็นความพยายามที่จะหลอกหลวงประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงในภูมิภาค และสาเหตุของความตึงเครียดทั่วโลกในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะหารือกับเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียในวันนี้ (1 ก.พ.)

อย่างไรก็ตาม สหรัฐ และสหราชอาณาจักรให้คำมั่นว่าจะดำนินมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหากรัสเซียบุกรุกยูเครน

Photo by REUTERS/Andrew Kelly

คิมจองอึนมีส้วมส่วนตัวตามไปทุกที่ ใครแอบใช้ถูกประหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674442

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 18:30 น. คิมจองอึนมีส้วมส่วนตัวตามไปทุกที่ ใครแอบใช้ถูกประหารสื่อเผยผู้นำคิมมีส้วมส่วนตัวที่ตามไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งต่างประเทศ ป้องกันข้อมูลลับรั่วไหล

WION อ้างคำพูดของอดีตเจ้าหน้าที่กองบังคับการอารักขาเกาหลีเหนือซึ่งเปิดเผยต่อ The Washington Post ว่าคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือมีห้องส้วมส่วนตัวที่ติดตามเขาไปทุกที่ รวมถึงต่างประเทศ เพื่อป้องกันข้อมูลลับรั่วไหล เพราะการขับถ่ายสามารถบ่งบอกสุขภาพของท่านผู้นำได้

หลังจากที่มีข่าวลือว่าผู้นำคิมจะหลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำสาธารณะเพราะกลัวว่าอุจจาระของเขาจะไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ประสงค์ร้าย

ตามรายงานของ The Chosun ilbo สื่อเกาหลีใต้ระบุว่าในตอนนี้ผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินทางโดยรถยนต์เท่านั้น และรถทุกคันจะมีสิ่งนี้อยู่บนรถ รวมถึง Mercedes Benz กันกระสุนของเขา ซึ่งส้วมเคลื่อนที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ใครเห็นอุจจาระของผู้นำเกาหลีเหนือ

The Mirror สื่ออังกฤษยังกล่าวว่าส้วมส่วนตัวถูกติดตั้งไว้ในยานพาหนะทุกประเภทที่ท่านผู้นำใช้เดินทางทั้งรถยนต์ ขบวนรถไฟ หรือแม้แต่ยานพาหนะพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือหิมะ รวมถึงตอนที่เขาเดินทางไปต่างประเทศ

รายงานระบุว่าส้วมส่วนตัวเหล่านี้จะมีบอดี้การ์ดคอยดูแล และหากพบว่าใครแอบใช้อาจถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต

ทั้งนี้ สื่ออ้างถึงคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญที่เตือนว่าคิม จองอึนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย เนื่องจากโรคอ้วนของเขาเพิ่มโอกาสหัวใจล้มเหลวถึง 4 เท่า

ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพของคิม จองอึนถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานาตามสื่อต่างประเทศ บ้างก็ลือว่าเขากำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความสามารถของเขาในการปกครองประเทศในระยะยาว

เนื่องจากอุจจาระสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพได้ จึงอาจส่งผลกระทบใหญ่ระดับชาติหรือระดับโลกหากพบว่าผู้นำเกาหลีเหนือมีปัญหาสุขภาพที่สำคัญ

Photo by REUTERS/Athit Perawongmetha/File Photo

‘Metaverse’ คือเรื่องไร้สาระในสายตาผู้สร้าง PlayStation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674439

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 17:43 น. 'Metaverse' คือเรื่องไร้สาระในสายตาผู้สร้าง PlayStationขณะที่โลกกำลังสนใจ Metaverse แต่ผู้สร้าง PlayStation กลับมองว่าไร้สาระ

เคน คูตารากิ (Ken Kutaragi) ผู้สร้าง PlayStation ให้สัมภาษณ์ต่อ Bloomberg ถึงมุมมองของเขาเกี่ยวกับ Metaverse โลกเสมือนใบใหม่ที่เป็นที่น่าจับตามองในขณะนี้ ขณะที่หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างกระโจนเข้ามาโลดแล่นบนเส้นทางแนวคิดแห่งอนาคตนี้ แต่คูตารากิกลับมีมุมมองที่ต่างออกไป

คูตารากิ วัย 71 ปี ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Metaverse เท่าไรนัก โดยกล่าวว่าการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นสำคัญมาก แต่ Metaverse ซึ่งเป็นการสร้างโลกเสมือนจริงนั้นมันไม่จำเป็นเลย

“คุณอยากเป็นอวตารแทนที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณหรือ? มันไม่ต่างจากการพูดคุยบนเว็บบอดร์ดที่ไม่เปิดเผยตัวตนเลย” คูตารากิกล่าว

คูตารากิยังมองว่าอุปกรณ์เฮดเซต (Headset) ที่ใช้เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) นั้นเป็นสิ่งที่น่ารำคาญใจ เพราะมันทำให้ผู้คนอยู่ห่างไกลจากโลกแห่งความเป็นจริง

ต่างจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple, Meta รวมถึง PlayStation ที่กำลังเร่งพัฒนาเฮดเซตท่ามกลางการแข่งขันบนโลก Metaverse

ปัจจุบันคูตารากิไม่ได้มีตำแหน่งใน PlayStation แล้วแต่เขายังคงโลดแล่นในวงการแทคโนโลยี โดยขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ascent Robotics บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ในโตเกียว

คูตารากิอธิบายว่าเป้าหมายของ Ascent Robotics คือการผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกไซเบอร์ ต่างจาก Metaverse ที่จะทำให้ผู้คนหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง

นอกจากนี้ Ascent Robotics ต้องการสร้างการเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก คล้ายกับโฮโลแกรมในเรื่อง Star Wars

ไม่ใช่แค่คูตารากิเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อมั่นและกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของโลกเสมือนใบใหม่อย่าง Metaverse ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

ทำไมต้องระวัง Metaverse?

แม้ว่าจะมีความตื่นเต้นมากมายเกี่ยวกับ Metaverse แต่ MakeUseOf เว็บไซต์ด้านเทคโนโลยีเตือนว่าเราควรระมัดระวังด้วยเช่นกัน

“อินเทอร์เน็ตทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และ metaverse จะนำนวัตกรรมมาสู่อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยประโยชน์ที่ได้รับทำให้เกิดความท้าทายชุดใหม่”

โดยชี้ว่าปัญหาหลักที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse คือการเสพติดอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ Metaverse จะเป็นโลกเสมือนจริงที่ไร้ขอบเขต คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่น่าดึงดูดใจมากกว่าโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้ผู้คนหลงลืมโลกแห่งความเป็นจริง

บทความจาก World Economic Forum ได้พูดถึงวิธีจัดการกับความปลอดภัยด้านดิจิทัลใน Metaverse โดยส่วนหนึ่งของบทความกล่าวว่าการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นอาจอยู่ในรูปของใครบางคนที่ปลอมตัวเป็นแพทย์เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีห้องผ่าตัดสำหรับการผ่าตัดแบบดิจิทัล (digitally-performed surgeries) หรือการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม

นอกจากนี้เห็นได้ชัดว่ามีความท้าทายด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในโลกเสมือนจริงโดยเฉพาะแพลตฟอร์มเกม อย่างเช่นการจำลองเหตุกราดยิงมัสยิดในไครสต์เชิร์ช เมื่อปี 2019 ถูกพบบนแพลตฟอร์มเกม Roblox หลายครั้ง ตลอดจนการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นบนโลกเสมือนจริง

เช่นเดียวกับบทความหนึ่งจาก Euro News ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่านวัตกรรมใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อรับกับ Metaverse อาจนำมาซึ่งความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และข้อมูลของผู้ใช้จำนวนมากจะถูกรวบรวมโดยยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

นอกจากนี้ Dataquest นิตยสารอินเดียที่มุ่งเน้นไปที่บทความด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชี้ว่านักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการใช้ Metaverse อย่างแพร่หลายอาจทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อดีก็มีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม หากถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสม Metaverse ก็มีข้อดีอยู่มากทีเดียวซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ได้พบปะและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับผู้อื่นได้ภายในจักรวาลเสมือนจริง

จะดีแค่ไหนหากเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ดูคอนเสิร์ต เดินช้อปปิ้ง หรือเที่ยวต่างประเทศได้แบบสมจริง แม้ว่าตัวจะอยู่ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เราเล่น

ยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นนี้แล้ว ทำให้แนวคิด Metaverse เป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้ที่ต้องกักตัว ทำงานอยู่กับบ้าน หรือถูกจำกัดการเดินทางเพราะโควิด-19

ซึ่งบริษัทและผลิตภัณฑ์หลายรายรวมถึง Meta, Apple, Google, Amazon, Microsoft, Walt Disney, Epic Games, Roblox, Fortnite และ Niantic ก็หันมาสนใจเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงด้วยเช่นกัน

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

Paul Krugman เจ้าของรางวัลโนเบลชี้ คริปโตชักจะคล้ายวิกฤตซับไพรม์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674431

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 15:24 น.Paul Krugman เจ้าของรางวัลโนเบลชี้ คริปโตชักจะคล้ายวิกฤตซับไพรม์นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกตั้งข้อสังเกตที่หลายคนจะละเลยไม่ได้ เพราะประเด็นเรื่องฟองสบู่ของคริปโตเริ่มกลับมาเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อีกครั้ง

ในบทความแสดงความเห็นที่เผยแพร่ The New York Times พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ชี้ว่าความเคลื่อนไหวในตลาดคริปโต “มีความเหมือนที่ชวนรบกวนจิตใจ ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ที่ซับไพรม์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว”

ครุกแมนชี้ว่า นักลงทุนคริปโตกำลังขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเก็งกำไรในทำนองเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตซับไพร์ม (ที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับคนที่มีความเสี่ยงสูงช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ พอดอกเบี้ยสูงขึ้นมา ลูกค้าก็ชำระหนี้ไม่ทัน) เขาชี้ว่านักลงทุนคริปโตไม่เข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

เขาบอกว่า “ผู้กู้หลายคนไม่เข้าใจว่าพวกเขาเข้าไปทำอะไร และสกุลเงินดิจิทัลซึ่งมีความผันผวนของราคามหาศาลซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานนั้น มีความเสี่ยงพอๆ กับสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ครุกแมนไม่คิดว่าตลาดคริปโตจะเป็นความเสี่ยงต่อระบบเหมือนซับไพร์มซึ่งในเวลานั้นเมื่อตลาดซับไพร์มล้มพังพาบ ทำให้เกิดวิกฤตการเงินโลกที่ลุกลามไปทั่ว เนื่องจากมูลค่าของตลาดคริปโตไม่ได้ใหญ่พอที่จะทำให้เกิดวิกฤตในอัตราเดียวกัน

พอล ครุกแมนขึ้นชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่กังขาต่อคริปโตมาโดยตลอด เช่นในบทความความเห็นปี 2018 ที่ชื่อ Why I’m a Crypto Skeptic โดยชี้ว่าคริปโตไม่ได้อิงกับมูลค่าที่แท้จริง และมันยังมีต้นทุนที่สูงเกินไป สวนทางการตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่ต้องถูกลงๆ เมื่อเวลาผ่านไป คือ ตอนแรกใช้ทองคำ ในเวลาต่อมาใช้วัตถุตัวแทนทองคำแต่อิงกับทองคำ คือเงินกระดาษา

ครุกแทนบอกไว้ตั้งแต่ปี 2017 ว่า Bitcoin ซึ่งตอนนั้นราคาสูงเป็นประวัติการณ์ กำลังอยู่ในฟองสบู่ และชี้ว่าฟองสบู่ของ Bitcoin จะลากยาว จนกระทั่งในบทความเดือนพฤษภาคม 2021 เขาก็ยังบอกว่าฟองสบู่ Bitcoin จะยาวกันไปเหมือนกับแชร์ลูกโซ่ของเบอร์นี แมดอฟฟ์ (Bernie Madoff) กรณีแชร์ลูกโซ่สะเทือนโลก

เขาบอกว่าแชร์ลูกโซกลากยาวไปเรื่อยๆ เราะมี “คำอธิบาย” (หรือเรื่องราวที่ใช้โน้มน้าวใจ) ที่แข็งแกร่ง และเขาเชื่อว่าคริปโตก็มี “คำอธิบาย” ที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก นั่นหมายความว่า การลงทุนทั้งสองสามารถใช้เหตุผลโน้มน้าวใจผู้คนได้อย่างมากนั่นเอง

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

งามอลังการ งานเสกสมรสพระราชธิดาสุลต่านบรูไน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674420

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 14:33 น.งามอลังการ งานเสกสมรสพระราชธิดาสุลต่านบรูไนเปิดภาพเบื้องหลังงานเสกสมรสสุดอลังการของเจ้าหญิงบรูไน

งานเสกสมรสของเจ้าหญิงฟัดซิลาห์ ลูบาบุล พระราชธิดาองค์ที่ 9 ในสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน เป็นที่พูดถึงและถูกจับตามองจากสื่อทั่วโลก เพราะงานนี้ถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราอลังการ ตลอด 10 วัน 10 คืน ต่อเนื่องไปตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 25 ม.ค. และยังเต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่ามากมายไม่แพ้พิธีเสกสมรสของราชวงศ์บรูไนที่เคยจัดขึ้นก่อนหน้านี้

พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงฟัดซิลาห์และคนรักหนุ่ม นายอับดุลเลาะห์ นะบิล มะห์มุด อัลฮาชิมี จัดขึ้นที่อิสตานา นูรัล อีมาน ที่พำนักอย่างเป็นทางการของสุลต่านบรูไน ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประดับประดาด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สงวนไว้สำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น

ภาพ: @newtron_bw/@muash.portfolio/@tmski

เกาหลีเหนือเกิดคึกอะไรขึ้นมา ถึงยิงขีปนาวุธแบบรัวๆ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674418

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 13:25 น.เกาหลีเหนือเกิดคึกอะไรขึ้นมา ถึงยิงขีปนาวุธแบบรัวๆ?ความเห็นและท่าทีของรัฐบาลต่างๆ เกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่มีจำนวนครั้งมากที่สุดในรอบเดือนเดียว

เมื่อวันอาทิตย์ เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ส่งผลให้จำนวนการยิงขีปนาวุธในเดือนมกราคม 2022 พุ่งสูงขึ้นเป็นครั้งที่ 7 จนทำลายสถิติไปแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าเกาหลีเหนือกำลังคิดทำอะไรอยู่? ขณะที่เกาหลีใต้เตือนว่าอาจมีการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธระยะไกลในครั้งต่อไป

1. สำนักข่าว AFP รายงานอ้างทางการเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เกาหลีเหนือดูเหมือนจะดำเนินตาม “รูปแบบที่คล้ายคลึงกัน” กับเมื่อปี 2017 เมื่อความตึงเครียดมาถึงจุดแตกหักบนคาบสมุทรครั้งก่อน เตือนว่าเกาหลีเหนือจะเริ่มต้นการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีปอีกครั้งในไม่ช้า เช่นเดียวกับ ลีฟ-เอริก อีสลีย์ (Leif-Eric Easley) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยอีฮวา ในเกาหลีใต้ กล่าวว่า “รัฐบาลคิมได้ยินการพูดคุยจากภายนอกเกี่ยวกับจุดอ่อนภายในประเทศของตน” และ “เกาหลีเหนือต้องการเตือนสหรัฐและเกาหลีใต้ว่าการพยายามโค่นล้มเกาหลีเหนือจะมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะรับไหว”

2. ขณะที่แชด โอคาร์โรล (Chad O’Carrol) แห่งเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือ NK News ทวีตว่า “เกาหลีเหนือทำการทดสอบที่คล้ายกันกับเทคโนโลยีขีปนาวุธพิสัยกลางและระยะไกลที่เกิดขึ้นใหม่ในปี 2017” และบอกว่า “ดังนั้น นี่จึงหมายความว่าการทดสอบในวันนี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในประเภทขีปนาวุธเหล่านั้น — หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่เป็นเรื่องใหญ่” ขณะที่ซู คิม (Soo Kim) นักวิเคราะห์จาก RAND Corporation กล่าวกับ AFP ว่า “คิมตอกย้ำความกระหายในการทดสอบและการยั่วยุ”

3. The New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า “ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือจะทำการทดสอบขีปนาวุธในเดือนมกราคม (2022) มากกว่าเดือนใดๆ นับตั้งแต่คิมขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การยิงในวันอาทิตย์เป็นครั้งที่สามในสัปดาห์ที่แล้ว” ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนพยานามติดต่อให้เกาหลีเหนือกลับสู่การเจรจาเพื่อยุติโครงการนิวคเลียร์ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเกาหลีเหนือ ทั้งๆ ที่เจาหน้าที่สหรัฐบอกว่าพร้อมเจรจาโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า

4. The New York Times ได้สัมภาษณ์ ชอน ซองวุน (Cheon Seong-whun) อดีตหัวหน้าสถาบัน Korea Institute for National Unification ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลในกรุงโซล ชี้ว่าเกาหลีเหนือสร้างวัฏจักรแห่งการก่อกวนขึ้นมา โดยกระตุ้นความก้าวร้าวก่อน จากนั้นตามด้วยการเจรา เมื่อการเจรจาล้มเหลวก็ระงับการติดต่อทางการทูต ชอน ซองวุน ชี้ว่า“เป้าหมายของเกาหลีเหนือคือการทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรยอมรับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

5. สำนักข่าว Kyodo วิเคราะห์ว่า “มีการคาดการณ์มากขึ้นว่าการยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเป้าหมายเพื่อให้สหรัฐกลับมาเจรจาเรื่องการผ่อนปรนการคว่ำบาตร อาจทำให้จีนไม่พอใจ ซึ่งจีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีเหนือ” และบอกว่า “ถ้ามันมากไกลเกินไป เกาหลีเหนืออาจสูญเสียการสนับสนุนจากจีน ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่จีนเรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรที่กำหนดโดยสหประชาชาติ”

Photo – KCNA via REUTERS

แม่นาคภาคอียิปต์ มัมมี่ตายทั้งกลมพร้อมลูกในครรภ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674411

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 12:15 น.แม่นาคภาคอียิปต์ มัมมี่ตายทั้งกลมพร้อมลูกในครรภ์ทีมวิจัยไขปริศนา เหตุใดทารกในครรภ์มัมมี่กว่า 2,000 ปียังคงสภาพดีไม่เน่าเปื่อย

Science Alert เปิดเผยการค้นพบอันน่าทึ่งเมื่อนักโบราณคดีพบมัมมี่อียิปต์โบราณพร้อมลูกในครรภ์ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาว่าแม่ลูกคู่นี้เป็นใคร และเสียชีวิตได้อย่างไร แต่คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วกว่า 2,100 ปี ซึ่งมัมมี่นี้ถูกเรียกว่า “สตรีปริศนา” หรือ Mysterious Lady และเป็นการค้นพบมัมมี่ตั้งครรภ์ครั้งแรกของโลก

จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้พบว่า Mysterious Lady มีอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปี เมื่อเธอเสียชีวิต และตั้งครรภ์ได้ระหว่าง 26 ถึง 30 สัปดาห์

การค้นพบดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อปีที่แล้ว แต่ล่าสุดทีมวิจัยจากโครงการ Warsaw Mummy Project จากโปแลนด์ไขปริศนาการเก็บรักษามัมมี่ 2,000 ปี

ทีมวิจัยซึ่งนำโดยมาร์เซนา โอซาเร็ก-ซิลเก นักโบราณคดีจากโปแลนด์ อธิบายในบล็อกโพสต์ว่ามัมมี่ถูกเก็บรักษาไว้โดยการทำให้ร่างกายของเธอเป็นกรด ลักษณะเดียวกับการดอง โดยทารกยังคงอยู่ในมดลูกและไม่ถูกแตะต้อง

โดยค่า pH ในร่างมัมมี่ลดลงอย่างมากและมีความเป็นกรดมากขึ้น มีความเข้มข้นของแอมโมเนียและกรดฟอร์มิกเพิ่มขึ้นตามเวลา มีการใช้นาตรอน (Natron) ซึ่งเป็นสารกันบูดที่สำคัญที่ชาวอียิปต์ใช้ในกระบวนการหมักเพื่อเก็บรักษามัมมี่ และปิดไว้อย่างมิดชิดเพื่อป้องกันอากาศและออกซิเจน

CT scan ทารกในครรภ์; A คือหัว B คือมือ (Ejsmond et al., J. Archaeol. Sci., 2022)

แม้จะมีการตั้งคำถามว่าสิ่งที่พบในครรภ์ของมัมมี่นั้นเป็นทารกจริงหรือไม่ โดยซาฮาร์ ซาลีม จากมหาวิทยาลัยไคโรในอียิปต์ ตั้งข้อสังเกตว่าไม่พบกระดูกใดๆ ในการสแกนมัมมี่ ดังนั้นการระบุตัวทารกในครรภ์จึงไม่สามารถสรุปได้ อาจเป็นเพียงถุงที่ใส่ไว้ในร่างมัมมี่หลังนำอวัยวะภายในออกแล้วเท่านั้น

แต่โอซาเร็ก-ซิลเก และทีม แย้งว่ากระดูกของทารกในครรภ์มีแร่ธาตุต่ำมากในช่วง 2 ไตรมาสแรกจึงยากต่อการตรวจจับ หลังผ่านกระบวนการเก็บรักษามัมมี่ซึ่งทำให้ร่างกายของเธอเป็นกรด ทำให้กระดูกของทารกที่บอบบางอยู่แล้วถูกกัดกร่อน

โดยชี้ว่าสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรดสูงจะช่วยดองเนื้อเยื่ออ่อน แต่ทำลายกระดูก เปรียบเสมือนการดองไข่ซึ่งเปลือกไข่จะถูกทำลายเหลือเพียงไข่ขาวและไข่แดงด้านใน ขณะที่แร่ธาตุจากเปลือกไข่ก็ละลายไปกับกรด

X-ray และ CT scan ช่องท้องของมัมมี่เผยให้เห็นทารกในครรภ์ (Ejsmond et al., J. Archaeol. Sci., 2021)

จากการวิเคราะห์ของทีมวิจัยยังกล่าวอีกว่าหญิงคนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการคลอดบุตร เนื่องจากตำแหน่งของทารกในครรภ์ และภาวะปิดของช่องคลอด แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแม่ลูกคู่นี้จบชีวิตลงได้อย่างไร

“ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปใดๆ เนื่องจากเราไม่รู้ว่านี่คือมัมมี่ตั้งครรภ์เพียงหนึ่งเดียวหรือไม่ แต่สำหรับตอนนี้เป็นเพียงหนึ่งเดียวบนโลกที่ถูกค้นพบอย่างแน่นอน” โอซาเร็ก-ซิลเกกล่าว

ผู้นำยูเครนโวย สื่อ-รัฐบาลบางประเทศปั่นข่าวสงครามจนเสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674405

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 10:49 น.ผู้นำยูเครนโวย สื่อ-รัฐบาลบางประเทศปั่นข่าวสงครามจนเสียหายโวโลดีมีร์ เซเลนสกีกล่วโทษผู้นำบางประเทศและสื่อนานาชาติที่ปั่นข่าวสงคราม จนทำให้เศรษฐกิจยูเครนวอดวาย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนประณามสื่อองค์กรระหว่างประเทศและผู้นำระดับโลก ที่พยายามโน้มน้าวต่อสาธารณชนว่าสงครามใกล้จะเกิดขึ้นจากการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย เซเลนสกีระบุว่าความตื่นตระหนกที่เกิดจากการปั่นข่าวเหล่านี้ทำให้ยูเครนต้องเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศถึง 12.5 พันล้านฮรีฟเนีย (ประมาณ 437 ล้านดอลลาร์)

หลังจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนกับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ดูเหมือนว่าจะเป็นการหารือที่มีบรรยากาศของความขุ่นข้องและยืดเยื้อ จากการรายงานของ CNN โดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวหนึ่ง ต่อมาเซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า

“ผมพูดเรื่องนี้กับประธานาธิบดีไบเดน … เราต้องทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรามีเสถียรภาพเพราะสัญญาณที่บอกว่าพรุ่งนี้จะมีสงคราม เพราะสัญญาณเหล่านี้ถูกส่งโดยผู้นำต่างๆ ของประเทศที่น่าเคารพนับถือ บางครั้งพวกเขาก็ส่งออกมาโดยไม่ได้ใช้ภาษาทางการทูตด้วยซ้ำ! พวกเขากำลังพูดว่า ‘พรุ่งนี้คือสงคราม’”

“นี่หมายถึงความตื่นตระหนกในตลาด ความตื่นตระหนกในภาคการเงิน … ประเทศของเราต้องเสียหายไปเท่าไร?” เซเลนสกีตั้งคำถาม

“เรามี GDP ที่ทำลายสถิติในปี 2021 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติ เรามีการเติบโตในช่วงเวลาสั้นๆ แต่หลังจากนั้น ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นของการรายงานข่าวนี้ (แนซโน้มสงคราม) หลังจากการเปลี่ยนแปลงในการรายงานข้อมูลนี้ การลงทุนมูลค่า 12,500 ล้านถูกนำออกจากยูเครน ” เซเลนสกีกล่าว

“มันเป็นความเสียหายที่ยูเครนต้องจ่ายในราคาแพงมาก” เซเลนสกีกล่าวคร่ำครวญ

ดูเหมือนว่าเสียงครวญจากผู้นำยูเครนจะมุ่งเป้าไปที่ผู้นำสหรัฐและสื่อสหรัฐโดยตรง เขากล่าวว่า “เราได้พูดคุยกับประธานาธิบดี [ไบเดน] เราคิดว่าจะต้องมีวิธีการที่สมดุล ผมไม่ได้บอกว่าเขาให้ใช้อิทธิพลต่อสื่ออเมริกัน พวกเขาเป็นอิสระ แต่นโยบายสื่อ – จะต้องมีความสมดุล”

“หากพวกเขาต้องการทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร พวกเขาสามารถมาที่เคียฟได้ เรามีรถถังบนถนนหรือไม่? ไม่มี” เซเลนสกี้กล่าวต่อ “ที่รู้สึกได้คือ ถ้าคุณไม่อยู่ที่นี่ ความรู้สึกก็คือ … ภาพที่สื่อมวลชนสร้างขึ้นคือการที่เรามีกองกำลังอยู่บนท้องถนน เรามีการระดมกำลัง ผู้คนกำลังออกไปสถานที่ต่างๆ – นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเลย”

“เราไม่ต้องการความตื่นตระหนกนี้” เซเลนสกียืนยัน จากการรายงานของ Breibart

Photo by Gints Ivuskans and JIM WATSON / AFP

พบโควิดในร่างกายผู้ติดเชื้อ HIV กลายพันธุ์กว่า 20 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674403

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 10:34 น.พบโควิดในร่างกายผู้ติดเชื้อ HIV กลายพันธุ์กว่า 20 ครั้งแอฟริกาใต้พบโควิดอาจกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วในร่างกายผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง และอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่

Bloomberg อ้างผลการศึกษาจากทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Stellenbosch และมหาวิทยาลัย KwaZulu-Natal ระบุว่าหญิงชาวแอฟริกาใต้วัย 22 ปีคนหนึ่งซึ่งมีเชื้อ HIV แต่ไม่ได้รับยา และติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 9 เดือน พบว่าในระยะเวลาดังกล่าวโควิด-19 ในร่างกายมีการกลายพันธุ์อย่างน้อย 21 ครั้ง

ผลการศึกษาครั้งนี้พบหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 อาจกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในร่างกายผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เช่น ผู้ป่วย HIV ที่ไม่ได้รับยา และอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

โดยผู้ป่วยโควิด-19 คนนี้มีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) อย่างน้อย 10 ครั้ง และการกลายพันธุ์ในตำแหน่งอื่นๆ อีก 11 ครั้ง ซึ่งการกลายพันธุ์บางอย่างพบได้บ่อยในโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนและแลมบ์ดา ในขณะที่บางส่วนมีความสอดคล้องกับการกลายพันธุ์ที่ทำให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดี

รายงานกล่าวต่อว่าเมื่อหญิงคนดังกล่าวได้รับยาต้านไวรัส HIV อย่างเหมาะสมทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเธอแข็งแรงขึ้น และสามารถเอาชนะโควิด-19 ได้ภายในระเวลา 6 ถึง 9 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer Review)

นักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมการศึกษากล่าวว่าเคยพบเคสลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของเส้นทางการเกิดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แต่ย้ำว่านี่ยังคงเป็นเพียงสมมติฐาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่แล้วมีรายงานผลการศึกษาซึ่งถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการแพทย์ medRxiv ระบุว่าหญิงชาวแอฟริกาใต้วัย 36 ปีคนหนึ่งซึ่งมีเชื้อ HIV และติดโควิด-19 เป็นเวลากว่า 7 เดือน พบการกลายพันธุ์ของโควิด-19 อย่างน้อย 32 ครั้ง

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อ 8.2 ล้านคนจาก 60 ล้านคน ซึ่งทำให้ประชากรจำนวนมากมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP