WHO เตือนยังไม่มีใครชนะโควิด อย่ารีบยกเลิกมาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674620

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 11:35 น.WHO เตือนยังไม่มีใครชนะโควิด อย่ารีบยกเลิกมาตรการ“ยังไม่ถึงเวลาที่ประเทศใดจะยอมแพ้หรือประกาศชัยชนะ” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวานนี้ (1 ก.พ.) เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่ประเทศต่างๆ จะประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 หรือยุติความพยายามที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

“ยังไม่ถึงเวลาที่ประเทศใดจะยอมแพ้หรือประกาศชัยชนะ” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าว “ไวรัสนี้อันตรายและยังคงวิวัฒนาการต่อหน้าต่อตาเรา”

ความเห็นนี้มีขึ้นหลังจากที่เดนมาร์กประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด-19 ทั้งหมดในประเทศ แม้ว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกของสหภาพยุโรปที่ดำเนินการเช่นนี้ ก่อนที่อีกหลายประเทศจะเคลื่อนไหวในลักษณะคล้ายกัน

ขณะที่บางประเทศตัดสินใจว่าจะไม่สู้กับโควิด-19 อีกต่อไป โดยมองว่าไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อของโรคได้เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดมากในขณะนี้มีศักยภาพในการแพร่เชื้อสูง และไม่จำเป็นที่จะต้องควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเนื่องจากมีวัคซีนแล้ว และสายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงของโรคน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อน

ซึ่งเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุสแสดงความกังวลอย่างยิ่งที่หลายประเทศตัดสินใจเช่นนี้ โดยเน้นย้ำว่า “การแพร่เชื้อโควิด-19 มากขึ้นหมายถึงการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น”

พร้อมชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ที่โอมิครอนถูกพบครั้งแรกในแอฟริกาตอนใต้เมื่อ 10 สัปดาห์ก่อน มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไปยัง WHO แล้วเกือบ 90 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งหมดในปี 2020

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ภูมิภาคส่วนใหญ่ของโลกเริ่มมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น แม้ว่าสายพันธุ์โอมิครอนจะรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนก็ตาม

มาเรีย แวน เคอร์คอฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิกด้านการรับมือกับโควิด-19 ของ WHO กล่าวว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะล้มเลิกทุกอย่างในคราวเดียว” โดยชี้ไปที่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอัตราการฉีดวัคซีนในหลายประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข WHO มองว่าประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่แข็งแรง และมีอัตราการฉีดวัคซีนสูง การเริ่มยกเลิกข้อจำกัดบางอย่างอาจเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

แต่เตือนว่าประเทศต่างๆ ที่กำลังตัดสินใจยกเลิกมาตรการควบคุมโรคนั้น ต้องแน่ใจว่าจะสามารถกลับมาบังคับใช้มาตรการเหล่านั้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็น เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูง หรือพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่อันตราย

ไรอันยังเตือนว่าสำหรับบางประเทศที่ฉีดวัคซีนได้น้อย หรือระบบสาธารณสุขไม่แข็งแรง อย่าหน้ามืดตามัวไปกับแรงกดดันทางการเมือง หรือด่วนทำตามประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องติดตามไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน BA.2 เนื่องจากไวรัสจะยังคงพัฒนาต่อไป และเราจะไม่สามารถต่อสู้กับมันได้หากไม่เข้าใจการทำงานของมัน

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

จีนเผยโฉมหน้ากากสัมฤทธิ์ยักษ์ ‘ซานซิงตุย’ อายุกว่า 3,000 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674612

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 11:01 น.จีนเผยโฉมหน้ากากสัมฤทธิ์ยักษ์ 'ซานซิงตุย' อายุกว่า 3,000 ปี จีนเผยโฉม ‘หน้ากากสัมฤทธิ์’ ใหญ่ยักษ์ สู่สายตาสาธารณชน

สำนักข่าวซินหัวรายงาน หน้ากากสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งถูกขุดพบจากซากโบราณซานซิงตุยในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ถูกนำมาจัดแสดงสู่สายตาสาธารณชน ณ งานเฉลิมฉลองคืนก่อนวันตรุษจีน ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางของจีน เมื่อวันจันทร์ (31 ม.ค.) ที่ผ่านมา

ถังเฟย หัวหน้าสถาบันวิจัยวัฒนธรรมและโบราณคดีซื่อชวน กล่าวว่าหน้ากากดังกล่าวกว้าง 131 เซนติเมตร สูง 71 เซนติเมตร มีช่วงลึก 66 เซนติเมตร และน้ำหนัก 65.5 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ซานซิงตุยเป็นโบราณสถานและวัฒนธรรมยุคสำริดที่สำคัญใน มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ส่วนใหญ่ค้นพบในปี 1986 หลังจากการค้นพบเบื้องต้นในปี 1927 นักโบราณคดีได้ขุดพบสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ซึ่งหลังจากตรวจสอบอายุโดยระบบเรดิโอคาร์บอนเดทพบว่าอยู่ในศตวรรษที่ 12-11 ก่อนคริสต์ศักราช โบราณวัตถึสำคัญที่พบและถือเป็นเอกลักษณ์ของซานซิงตุยคือหน้ากากสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่บางชิ้นทำจากทองคำ 

การค้นพบอารยธรรมซานซิงตุย กระตุ้นความสนใจทางวิชาการ โดยเฉพาะเครื่องสัมฤทธิ์เป็นสิ่งที่ทำให้โลกตื่นเต้นมาก ผู้เชี่ยวชาญของ British Museum ถือว่ามีความโดดเด่นมากกว่าประติมากรรมดินเผาทหารสุสานจิ๋นซีในซีอานเสียอีก 

‘กระท่อม’ ฆ่าคนได้หรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674571

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 20:20 น.'กระท่อม' ฆ่าคนได้หรือไม่?คำถามและคดีความจากอเมริกา การรับประทาน ‘กระท่อม’ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่

Courthouse News เว็บไซต์ข่าวจากสหรัฐรายงานว่ากระท่อมจากที่เป็นพืชพื้นบ้าน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชาวอเมริกันนิยมใช้กระท่อมเป็น Recreation drug หรือสารเสพติดมาใช้เพื่อความบันเทิง หรือความหย่อนใจ ท่ามกลางการถกเถียงว่าการใช้กระท่อมเกินขนาดทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่

รายงานได้เปิดเผยเรื่องราวของเจมส์ วัย 21 ปีซึ่งเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ญาติอ้างว่าเขาเสียชีวิตจากการใช้กระท่อมเกินขนาด หลังเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2019 เพราะต้องการเลิกเหล้า

เช่นเดียวกับผู้ติดกระท่อมหลายๆ คน เจมส์คิดว่ามันปลอดภัยและไม่ใช่สารเสพติดอันตราย เขาเริ่มใช้มันในปริมาณมาก และในไม่ช้าเขาก็ติดกระท่อม

เจมส์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 2 ครั้งเพราะมีอาการชัก และเสียชีวิตในท้ายที่สุด ญาติเผยว่าใบหน้าของเจมส์เต็มไปด้วยอาเจียน

องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวในรายงานเมื่อปี 2017 ว่าผลิตภัณฑ์จากกระท่อมสามารถฆ่าคนได้ โดยในขณะนั้น FDA ได้รับรายงานผู้เสียชีวิต 36 รายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกระท่อม

“มีรายงานว่ากระท่อมถูกนำไปผสมกับยาแก้ปวดอื่นๆ อย่างยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) เช่น ไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) การใช้กระท่อมยังสัมพันธ์กับผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เช่น อาการชัก ความเสียหายของตับ และอาการถอนยา (withdrawal symptoms)”

แต่อุตสาหกรรมกระท่อมยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่กระท่อมเพียงอย่างเดียวจะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต หลายคนมองว่ากระท่อมมีสรรพคุณทางยา ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวด เป็นสารกระตุ้นอ่อนๆ และมีอันตรายน้อยกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ ตลอดจนช่วยลดความอยากสารเสพติดประเภทอื่นในผู้ที่ติดยาเสพติด

ตามการประเมินขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ากระท่อมสามารถสร้างพิษร้ายแรงหากใช้ในปริมาณมาก แต่เคสที่เกิดขึ้นน่าจะน้อย หากเทียบกับจำนวนผู้ใช้กระท่อมทั้งหมด

คริส เบลล์ เจ้าของสารคดีเรื่อง “A Leaf of Faith” กล่าวว่า กระท่อมไม่เคยฆ่าใครจริงๆ

เจน บาบิน ทนายความจากซานดิเอโกเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่ากระท่อมจะทำให้เสียชีวิตได้ เธอได้ตรวจสอบผู้เสียชีวิตจำนวน 44 รายที่องค์การอาหารและยา (FDA) จัดว่าเกี่ยวข้องกับกระท่อม ซึ่งเจนพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีประวัติการใช้ยาเสพติดอื่นๆ ด้วย

แต่แซม ดอร์ดิก ทนายความของครอบครัวชายวัย 25 ปีคนหนึ่งที่ยื่นฟ้องผู้ผลิตกระท่อม หลังจากที่ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียชายคนดังกล่าวไปเพราะใช้กระท่อมเกินขนาดเมื่อปี 2018 กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องโกหกที่อุตสาหกรรมกระท่อมเร่ขายและโฆษณาว่ากระท่อมไม่สามารถฆ่าคุณได้ คอยปกป้องว่าผู้เสียชีวิตอาจตายด้วยสารเสพติดชนิดอื่น…สิ่งเดียวที่อยู่ในร่างกายของชายคนนี้คือกระท่อม และมันฆ่าเขา”

โรเบิร์ต มองเกลุซซี ซึ่งเป็นทนายของครอบครัวเดียวกันกล่าวว่า “คดีนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อก่อนที่ทำคดียาเส้น…ยาเส้นถูกวางขายในตลาดและเคลมว่ามันปลอดภัย มันคือใบไม้ แต่มันติด และฆ่าคน” มองเกลุซซีกล่าว

ด้านประเทศไทยเองก็มีผู้ที่เกือบเสียชีวิตเพราะกระท่อมมาแล้ว อย่างเมื่อ 2 ปีก่อนมีหนุ่มวัย 18 ปีคนหนึ่งถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะการดื่มน้ำกระท่อมที่ทำให้กระเพาะอาหาร และลำไส้อุดตัน ไตเกือบวาย เกือบเสียชีวิต

ทว่า ชาวเน็ตอีกด้านหนึ่งไม่เชื่อว่าสาเหตุมาจากกระท่อมเพียงอย่างเดียว บางคนอ้างว่าดื่มมานานก็ไม่เคยเป็นอะไรอาจเป็นเพราะน้ำไม่สะอาด หรือผสมสารอย่างอื่นเข้าไปด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อรุณพร อิฐรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกินวันละ 5 ใบ

โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยแนะนำว่าไม่ควรรับประทานกระท่อมมากเกินขนาดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

หากรับประทานเกินขนาดจะส่งผลให้เกิดอาการลื่นไส้, อาเจียน, ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ, กระสับกระส่าย, ชัก, เกิดอาการเชื่องซึม หรือกดการหายใจ, ทำให้เสพติด เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน และอาจส่งผลต่อยาบางประเภทที่กำลังรับประทานอยู่

Photo by Bangkok Post 

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เมื่อแท็กซี่ภูเก็ตไม่เคยหยุดโขกราคานักท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674572

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 19:26 น.ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เมื่อแท็กซี่ภูเก็ตไม่เคยหยุดโขกราคานักท่องเที่ยวแม้ทางการจะลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาแท็กซี่ภูเก็ตโขกราคานักท่องเที่ยวได้สักครั้ง

จากกรณีที่ เฆวินทร์ พล ลูกชายทันตแพทย์ชื่อดังของเมืองไทยเปิดเผยว่าถูกแท็กซี่ภูเก็ตโขกค่าโดยสารถึง 800 บาท แต่ภายหลังตรวจสอบกับสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ตว่าราคา 400 บาทเท่านั้น ทั้งยังขัดขวางแท็กซี่ที่เรียกใช้บริการจากแอพพลิเคชั่นไม่ให้เข้าไปรับ

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าแท็กซี่สูงเกินจริง

เดือน ก.ค. 2019 นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 2 คนเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจกะรนว่าถูกคนขับรถตู้เก็บค่าโดยสาร 3,000 บาท สำหรับการเดินทางจากสนามบินภูเก็ตมายังโรงแรมที่ห่างกันราว 50 กิโลเมตร

อีกกรณีหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่แชร์เรื่องราวการถูกแท็กซี่ภูเก็ตโขกค่าโดยสารในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2020 ว่า เธอถูกคิดค่าโดยสารกิโลเมตรละ 200 บาท จนเธอคิดว่าตัวเองกำลังนั่งแท็กซี่ที่ต่างประเทศ เพราะราคาสูงเหลือเกิน

นอกจากนี้ยังมีคอมเม้นต์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติบอกเล่าถึงพฤติกรรมของคนขับแท็กซี่และตุ๊กตุ๊กในภูเก็ตไว้ในเว็บไซต์การท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง TripAdvisor มากมาย อาทิ “อย่าถูกโต๊ะที่ทางออกสนามบินหลอกเชียวนะ พวกเขาคิดแพงมาก ไปที่ทางเข้าหลักของสนามบินแทนแล้วเลือกแท็กซี่ที่เป็นทางการได้เลย ประหยัดได้เยอะเลย”

“บอกว่าเป็นบริการที่แย่ที่สุดยังเบาไปเลย พวกเขาคิดราคาเดียวกับทุกจุดหมายปลายทาง…คนขับไม่อยากรับเราเพราะระยะทางไกล แล้วพยายามให้เรานั่งเบียดๆ ไปกับคนอื่นทั้งที่เราจ่ายไป 1,000 บาทสำหรับรถส่วนตัว หลังผ่านไป 1 ชั่วโมงและความพยายามขอเงินคืนหลายครั้ง เราไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจสนามบิน จากนั้นบริษัทรถโดยสารก็คืนเงินให้เราทันที เราได้นั่งรถที่มีมิเตอร์ภายในไม่กี่นาทีหลังจากนั้นและราคาถูกกว่ามาก”

“คนขับตุ๊กตุ๊กคิดเงินนักท่องเที่ยวแพงกว่าคนไทย น่าเกลียดมาก อย่างหนึ่งที่น่าเบื่อที่สุดในป่าตองคือ การถูกรบกวนจากคนขับตุ๊กตุ๊กทุกๆ นาทีที่พวกเขามายืนพูดว่า ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ต่อหน้าคุณ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะพาคุณไปไหน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคิดว่าทุกคนต้องการตุ๊กตุ๊กตลอดเวลา ถ้าคุณจะไปตัวเมืองภูเก็ตก็นั่งรถโดยสารประจำทางเถอะ 30 บาทเอง”

“ฉันกับเพื่อนตกลงราคากับคนขับแล้ว พอไปได้ครึ่งทางเขาก็จอดแล้วเรียกเงินเพิ่ม เราปฏิเสธเขาเลยขับไปต่อ แล้วจอดอีกครั้งตอนเหลืออีก 2-3 กิโลเมตรก่อนถึงโรงแรมแล้วบอกให้พวกเราลง พวกเราทะเลาะกับเขาแล้วให้เงินไป เพราะเขาหยาบคายมากและไม่ยอมไปส่งเราที่โรงแรม พวกเราต้องจ่ายเงินให้ตุ๊กตุ๊กคันอื่นเพื่อไปส่งเราต่อ อีก 2-3 วันต่อมาพวกเราคิดว่าจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง และเขาให้พวกเราลงกลางทาง เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก!!!!”

และเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่งที่วางแผนจะเดินทางเข้าภูเก็ตผ่านโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์โพสต์เฟซบุ๊คว่า โรงแรมแห่งหนึ่งในหาดป่าตองบอกกับเธอว่าค่าโดยสารจากสนามบินไปที่โรงแรมคือ 900 บาท แต่เธอเคยพักที่โรงแรมนี้หลายครั้งแล้วและไม่เคยต้องจ่ายเงินมากเท่านี้ และยังเห็นว่านักท่องเที่ยวบางคนที่โรงแรมจ่ายเพียง 700 บาท

ปรากฏว่าหลายคนเข้ามาคอมเม้นต์บอกราคาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 800 บาทจากสนามบินไปป่าตอง 900 บาทไปหาดกะรน บางคนบอกว่าต้องจ่าย 1,200 บาท แต่ถ้าเป็นรถตู้ต้องจ่าย 1,500 บาท

ด้าน บัญญัติ คันธา ขนส่งจังหวัดภูเก็ตเผยไว้เมื่อปลายปี 2020 ว่า ค่าโดยสารรถสาธารณะในภูเก็ตควรถูกลงในช่วง Covid-19 ระบาด เนื่องจากผู้ประกอบการท้องถิ่นยินดีให้ส่วนลดกับนักท่องเที่ยว 20%

หลังจากกรณีนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทางการภูเก็ตซึ่งนำโดยผู้ว่าราชการสั่งตรวจสอบและพบคำตอบไม่ต่างจากการตรวจสอบสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาคือ “ไม่พบแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเกินราคา” และยังบอกอีกว่า สำหรับนักท่องเที่ยวแซนด์บ็อกซ์จากโรงแรมมายังหาดป่าตองอยู่ที่ 800-850 บาท และหากจองรถกับโรงแรมจะอยู่ที่ 600-1,050 บาท

ทว่าปัญหามาเฟียแท็กซี่ที่เก็บค่าโดยสารเกินราคาไม่เคยห่างหายไปจากภูเก็ตไม่ว่าทางการจะลงพื้นที่ตรวจสอบสักกี่ครั้งก็ตาม จนล่าสุดมาเกิดเรื่องกับ เฆวินทร์ พล จนกลายเป็นข่าวดังอีกครั้ง

อินเดียออก ‘รูปีดิจิทัล’ พร้อมรีดภาษีคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674563

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 17:51 น.อินเดียออก 'รูปีดิจิทัล' พร้อมรีดภาษีคริปโตรัฐบาลล่าสุดที่เล่นงานคริปโตด้วยการออกระเบียบเก็บภาษี พร้อมทั้งออกเงินดิจิทัลของตัวเอง ตามที่ธนาคารกลางหลายๆ แห่งเล็งๆ จะทำดัน

รัฐบาลอินเดียประกาศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2022 ว่าอินเดียจะเปิดตัว “รูปีดิจิทัล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และเรียกเก็บภาษี 30% สำหรับกำไรจากสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี่

แผนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตเคอเรนซีที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งยังคงไม่ได้รับการควบคุมแม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มการซื้อขายในท้องถิ่นที่กำลังขยายตัวและการรับรองจากคนดังที่มีชื่อเสียง

แผนการปล่อย ‘รูปีดิจิทัล’ ทำให้อินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่สำคัญล่าสุดที่จะควบคุมในภาคส่วนนี้ หลังจากที่จีนได้ดำเนินการเพิ่มเติมในการดำเนินการผิดกฎหมายธุรกรรมคริปโตทั้งหมดเมื่อเดือนกันยายนที่แล้ว

“การทำธุรกรรมในสินทรัพย์ดิจิทัลเสมือนมีเพิ่มขึ้นอย่างเป็นปรากฎการณ์” นิรมลา สิธารามัน รัฐมนตรีคลังกล่าวกับรัฐสภา และเสริมว่าการเติบโตดังกล่าวจำเป็นต้องมีกรอบภาษีที่เหมาะสม

กำไรจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ จะถูกหักภาษีที่ 30% ในขณะที่การสูญเสียจากธุรกรรมดิจิทัลจะไม่ได้รับการชดเชยกับรายได้อื่น

ภาษี 1% จะถูกหักที่ต้นทางสำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่อยู่เหนือเกณฑ์ที่ยังไม่ได้ระบุ

สิธารามัน ยังกล่าวอีกว่าธนาคารกลางจะเปิดตัว “รูปีดิจิทัล” ซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2023

“การเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมาก สกุลเงินดิจิทัลจะนำไปสู่ระบบการจัดการสกุลเงินที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกลง” สิธารามันกล่าว

คริปโตฯ ได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลของอินเดียตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ตลาดท้องถิ่นเมื่อเกือบทศวรรษที่แล้วโดยมีธุรกรรมฉ้อโกงเพิ่มขึ้นซึ่งนำไปสู่การห้ามโดยธนาคารกลางในปี 2018

ศาลฎีกาของอินเดียยกเลิกการแบนในอีก 2 ปีต่อมา และตลาดก็เพิ่มขึ้นนับแต่นั้นมา โดยเติบโตขึ้นเกือบ 650% ในปี 2021 ถึงมิถุนายน 2021ตลาดอินเดียก็พุ่งเร็วเป็นรองจากเวียดนามเท่านั้น ตามการวิจัยของ Chainalysis

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที เมื่อปีที่แล้วเตือนว่า Bitcoin มีความเสี่ยงต่อคนรุ่นใหม่และอาจ “ทำลายเยาวชนของเรา” หากจบลงด้วยการ “อยู่ในมือคนที่ไม่ถูกต้อง”

ในไม่ช้ารัฐบาลก็เสนอห้าม “สกุลเงินดิจิทัลส่วนตัวทั้งหมด” แต่ในที่สุดก็ระงับไว้

Photo – REUTERS/Adnan Abidi (INDIA – Tags: BUSINESS)/File Photo

สหรัฐ-รัสเซียอาจไม่ถูกกันบนโลก แต่นอกโลกรักกันถึงขั้น ‘ดื่มฉี่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674559

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 17:17 น.สหรัฐ-รัสเซียอาจไม่ถูกกันบนโลก แต่นอกโลกรักกันถึงขั้น 'ดื่มฉี่'ความขัดแย้งทางการเมืองบนโลกไม่สะเทือนถึงอวกาศ สหรัฐ-รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่พิเศษถึงขั้นดื่มฉี่กันมาแล้ว

แม้ว่าสถานการณ์โลกขณะนี้สหรัฐและรัสเซียจะไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดชายแดนยูเครนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ แต่สถานการณ์นอกโลกนั้นนักบินอวกาศจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกันมาก

นักบินอวกาศจาก NASA หน่วยงานอวกาศของสหรัฐยังเผยว่าเคยดื่มฉี่ของนักบินอวกาศรัสเซียมาแล้ว

The Sun อ้างคำพูดของสตีฟ สเวนสัน (Steve Swanson) นักบินอวกาศของ NASA ซึ่งเปิดเผยต่อ CNN ถึงตอนที่เขาทำภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ว่านักบินอวกาศดื่มน้ำจากปัสสาวะของตัวเอง และเพื่อนร่วมภารกิจเป็นเรื่องปกติ

แต่ในสถานีอวกาศนานาชาตินั้นมีเครื่องกรองน้ำซึ่งสามารถรีไซเคิลน้ำปัสสาวะให้เป็นน้ำดื่มสะอาดได้ และยังสะอาดกว่าน้ำดื่มบนโลกเสียด้วย

“เรารีไซเคิลปัสสาวะของนักบินอวกาศเพื่อให้มีน้ำดื่มมากขึ้น…มันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการเมือง มันคือความอยู่รอด” สเวนสันกล่าว

แม้ว่าสเวนสันจะอาศัยอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียยึดครองไครเมีย แต่เหตุการณ์บนโลกก็ไม่ได้ทำให้เกิดความตึงเครียดบนอวกาศ

“ไม่มีใครพูดถึงมันเลย ทุกคนทำเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…เราแค่ทำหน้าที่ของเราตามปกติและไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้” สเวนสันกล่าว

อย่างไรก็ตาม ริก มาสตราคคิโอ (Rick Mastracchio) นักบินอวกาศชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งเผยว่ามีการพูดถึงประเด็นไครเมียบนนั้น แต่ทางสถานีไม่อนุญาตให้มีดรามาทางการเมือง

รายงานกล่าวต่อว่าบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้นทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักบินอวกาศทุกคนจะต้องเข้ากันได้

บิล เนลสัน (Bill Nelson) ผู้บริหาร NASA เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองบนโลกจะไม่ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์บนสถานีอวกาศนานาชาติ

AFP PHOTO / NASA

วิจัยสหรัฐชี้ความยากจนกระทบพัฒนาการสมองของเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674556

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 16:10 น.วิจัยสหรัฐชี้ความยากจนกระทบพัฒนาการสมองของเด็กเด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนส่งผลกระทบต่อสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการคิด

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เตือนว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนมีการทำงานของสัญญาณประสาทในสมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งการคิดและการเรียนรู้ช้าลง

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐซึ่งนำโดยนักประสาทวิทยา คิมเบอร์ลี โนเบิล พบว่าการพัฒนาของสมองของเด็กทารกที่เกิดในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำแตกต่างกันตามจำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุนที่พวกเขาได้รับจากทีมวิจัย

การสแกนสมองของเด็กอายุ 1 ปี พบว่าเด็กๆ ที่ครอบครัวได้รับเงินสนับสนุนค่าครองชีพ 333 เหรียญสหรัฐ หรือ 11,057 บาทต่อเดือนมีการทำงานของสัญญาณประสาทในสมองเร็วกว่าเด็กๆ ที่ครอบครัวได้รับเงิน 20 เหรียญสหรัฐ หรือ 664 บาท

ยังไม่ชัดเจนว่าความแตกต่างของสัญญาณประสาทในสมองจะยังคงอยู่เมื่อเด็กโตขึ้นหรือไม่ หรือว่าสัญญาณดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของการรับรู้ตัดสินใจและพฤติกรรมอย่างไร

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้พบว่าการทำงานของสัญญาณประสาทในสมองส่วนเดียวกันในเด็กโตเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของทักษะในการเรียนรู้

การวิจัยล่าสุดนี้ศึกษาว่าเงินสนับสนุนมีประโยชน์กับเด็กอย่างไร ซึ่งความเป็นไปได้นี้รวมถึงการจัดหาโภชนาการที่ดี หรือการลดความเครียดของผู้ปกครอง

ทว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการแทรกแซงที่ออกแบบมาเพื่อลดความยากจนอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของทารกและปรับปรุงผลลัพธ์ในภายหลัง

โนเบิลเผยว่า “การเปลี่ยนแปลงของสมองบ่งบอกถึงความอ่อนไหวของสมองที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็ก เราทราบมานานแล้วว่าการเติบโตในครอบครัวยากจนทำให้เด็กเสี่ยงที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนต่ำ รายได้ลดลง และมีสุขภาพแย่ลง”

“อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าความยากจนเองทำให้พัฒนาการของเด็กต่างกัน หรือว่าการเติบโตในครอบครัวยากจนจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างเหล่านั้น” โนเบิลเผย

ในการวิจัยครั้งนี้ ทีมนักวิจัยตรวจวัดสัญญาณประสาทในสมองของเด็กอายุ 1 ปี 435 คนที่เข้าร่วมการวิจัยที่เรียกว่า Baby’s First Years โดยพบว่า เด็กที่แม่ได้รับเงิน 333 เหรียญสหรัฐ มีการทำงานของสัญญาณประสาทความถี่สูงในสมองมากกว่าเด็กที่แม่ได้รับเงิน 20 เหรียญสหรัฐราว 20%

การทดลองแบบสุ่มนี้และมีกลุ่มควบคุมเกี่ยวกับประโยชน์ของการลดความยากจนเกณฑ์แม่ที่มีรายได้ต่ำและส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงผิวดำและชาวละตินที่ไม่ได้ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย 1,000 คนจากหอผู้ป่วยหลังคลอดในเมืองใหญ่ของสหรัฐ 4 แห่งคือ นิวออร์ลีนส์ นิวยอร์กซิตี โอมาฮา และมินนีอาโพลิส-เซนต์พอล

การทดลองนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การขจัดความยากจนช่วยให้พัฒนาการของเด็กดีขึ้น

Photo by Khaled Ziad / AFP

สุดเจ๋ง! นักวิทย์คิดค้นเอไอดูแลทารกในมดลูกเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674537

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 14:20 น.สุดเจ๋ง! นักวิทย์คิดค้นเอไอดูแลทารกในมดลูกเทียมนักวิทยาศาสตร์จีนปิ๊งไอเดียใช้เอไอดูแลทารกในมดลูกเทียมแก้ปัญหาประชากรลด

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีซูโจวในมณฑลเจียงซูของจีน พัฒนาระบบหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อดูแลตัวอ่อนมนุษย์ที่เติบโตอยู่ในมดลูกเทียม แก้ปัญหาจำนวนประชากรที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 60 ปี

หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวจะทำหน้าที่สังเกตการณ์ บันทึกข้อมูล และปรับคาร์บอนไดออกไซด์ สารอาหาร และสภาพแวดล้อมภายในมดลูกเทียม ทั้งยังสามารถจัดลำดับศักยภาพการพัฒนาของทารกในครรภ์

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Biomedical Engineering อธิบายถึงการใช้หุ่นยนต์พี่เลี้ยงในการดูแลตัวอ่อนของสัตว์ที่เติบโตในสภาพแวดล้อมของมดลูกเทียม

“ยังมีปริศนามากมายที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับสรีรวิทยาของการพัฒนาของทารกในครรภ์” ผลการวิจัยระบุ และเสริมว่า เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชีวิตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ แต่ยังเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีสำหรับแก้ปัญหาความพิการของทารกแรกเกิดและปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์อื่นๆ

จากข้อมูลการวิจัย ระบบดังกล่าวช่วยให้ทารกในครรภ์เติบโตอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝังตัวในมดลูกของแม่ตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ดี แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จีนจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัย ทว่ายังมีกฎหมายระบุห้ามไม่ให้ใช้กับทารกในครรภ์ของมนุษย์ที่อายุครรภ์เกินกว่า 2 สัปดาห์

เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนนึกถึงหนังสือเรื่อง Dacey’s Patent Automatic Nanny ของเท็ด เจียง โดยในเรื่องเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยพี่เลี้ยงปัญญาประดิษฐ์เติบโตขึ้นมาโดยไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นๆ

Warren Buffett จะรวยที่สุดในโลก แต่เลือกบริจาคให้การกุศล

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 13:37 น.Warren Buffett จะรวยที่สุดในโลก แต่เลือกบริจาคให้การกุศลWarren Buffett จะรวยแซง Elon Musk หากไม่บริจาคทรัพย์สินให้การกุศล

Business Insider ระบุว่าขณะนี้วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 113,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกซึ่งมีทรัพย์สิน 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg

รายงานระบุว่าทรัพย์สินของบัฟเฟตต์พุ่งขึ้นกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้หุ้น Berkshire เพิ่มขึ้น 3%

ในทางกลับกันทรัพย์สินของมัสก์ลดลง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเทขายหุ้นเทคโนโลยีส่งผลให้ราคาหุ้น Tesla ร่วง 29%

ทว่า ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์บริจาคหุ้นรวมมูลค่า 111,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หมายความว่าหากบัฟเฟตต์ไม่ได้บริจาคทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งของเขาให้กับการกุศล เขาจะเป็นผู้ที่ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในเดือนนี้แซงหน้ามัสก์

ทั้งนี้ บัฟเฟตต์ได้ประกาศบริจาคหุ้นของส่วนใหญ่ตัวเองให้แก่มูลนิธิและองค์กรการกุศล 5 แห่ง ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ในปี 2006 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 99%

เดิมทีบัฟเฟตต์ถือหุ้น A Share ของบริษัท Berkshire Hathaway เกือบ 475,000 หุ้น ภายหลังจากการบริจาคแล้วสัดส่วนการถือครองของเขาลดลงเหลือประมาณ 239,000 หุ้นนับแต่นั้นมา ส่งผลให้มูลค่าหุ้น Berkshire ของเขาลดลงเหลือ 112,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ความใจบุญของบัฟเฟตต์ทำให้เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปมาก และพลาดการเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ถึงกระนั้นการลงทุนของเขายังคงให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้มากมายให้เขาได้นำไปบริจาค

ขณะที่ Forbes ประมาณการว่ามัสก์บริจาคทรัพย์สินให้องค์กรการกุศลไม่ถึง 1% ดังนั้นการทำบุญของเขาไม่ได้ทำให้เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปมากนัก

Photo by Bill Pugliano/Getty Images/AFP

จอร์จ โซรอส เตือนจีนกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674525

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 12:46 น.จอร์จ โซรอส เตือนจีนกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจพ่อมดการเงินเตือนจีนกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจหลังความเฟื่องฟูของธุรกิจอสังหาฯ สะดุดเมื่อปีที่แล้ว

จอร์จ โซรอส กล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันฮูเวอร์ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง อาจไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เจอปัญหารุมเร้าอันเนื่องมาจากการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้า รวมทั้งราคาที่ดินและอพาร์ทเม้นต์ที่ลดลง

โซรอสเผยอีกว่า การเฟื่องฟูของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจีนตั้งอยู่บนโมเดลที่ไม่ยั่งยืนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลท้องถิ่นและส่งเสริมให้ผู้คนนำเงินออมก้อนใหญ่มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และเสริมว่า นโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการเฟื่องฟูทำให้บริษัท Evergrande ซึ่งมีหนี้สินล้นพ้นตัวชำระหนี้ได้ยากขึ้น

“คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางการจะรับมือวิกฤตอย่างไร” โซรอสกล่าวระหว่างการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาในจีนและสหรัฐควรรับมืออย่างไร “พวกเขาอาจเลื่อนการจัดการกับมันจนนานเกินไป เพราะตอนนี้ความเชื่อมั่นของผู้คนสั่นคลอน”

นักลงทุนรายนี้กล่าวต่อว่า ราคาที่ตกลงจะทำให้ผู้คนที่นำเงินเก็บมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่อต้านสีจิ้นผิง และสถานการณ์ขณะนี้ดูไม่มีความหวังเลย

“สีจิ้นผิงมีเครื่องมือหลายอย่างในการฟื้นความเชื่อมั่น แต่คำถามคือเขาจะใช้มันอย่างถูกต้องหรือไม่” โซรอสกล่าว และบอกอีกว่า ประธานาธิบดีของจีนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากตลาดอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโซรอสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขากล่าวเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่า บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ BlackRock สร้างความผิดพลาดใหญ่หลวงด้วยการทำธุรกิจเพิ่มในจีน และยังวิจารณ์จีนเกี่ยวกับนโยบายสอดแนมประชาชนและการปราบปรามธุรกิจเอกชน

REUTERS/Luke MacGregor