เผยมหาเศรษฐีเอเชียขี้เหนียวบริจาคทรัพย์สินน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674255

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 17:55 น.เผยมหาเศรษฐีเอเชียขี้เหนียวบริจาคทรัพย์สินน้อยมหาเศรษฐีของเอเชียบริจาคเงินเพื่อการกุศลน้อยกว่ามหาเศรษฐีในภูมิภาคอื่นๆ

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า ผลการสำรวจของบริษัทข้อมูลด้านความมั่งคั่ง Wealth-X ในสหรัฐพบว่า บรรดามหาเศรษฐีในเอเชียบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลน้อยกว่ามหาเศรษฐีในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป

Wealth-X ระบุว่า ในปี 2020 มหาเศรษฐีในเอเชียซึ่งมีทรัพย์สินอย่างน้อย 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,001 ล้านบาท บริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลรวมกัน 21,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 717,799 ล้านบาท หรือคิดเป็น 12% ของการบริจาคของผู้มีความมั่งคั่งสูง (ultra high-net-worth individuals) ทั้งโลก

ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันมหาเศรษฐีในทวีปอเมริกาเหนือบริจาครวม 90,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.02 ล้านล้านบาท และยุโรปบริจาคทั้งหมด 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.73 ล้านล้านบาท

ตัวเลขเงินบริจาคที่น้อยกว่าเพื่อนนี้ไม่สามารถอ้างเรื่องข้อมูลประชากรเป็นข้อแก้ตัวได้ เนื่องจากเอเชียมีประชากรในกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมากกว่าในยุโรป โดยมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าในยุโรป 15%

อย่างไรก็ดี อายุเฉลี่ยและภาคการกุศลที่ยังไม่พัฒนาของภูมิภาคเอเชียอาจเป็นสาเหตุที่มหาเศรษฐีเอเชียบริจาคเงินน้อย

รายงานของ Wealth- X ระบุว่า “ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจัยด้านวัฒนธรรมและกฎหมาย ภาคส่วนที่ไม่แสวงกำไรมีการพัฒนาน้อย แม้ว่าขณะนี้จะขยายตัวค่อนข้างเร็วแล้วก็ตาม อีกหนึ่งปัจจัยคือ ประชากรมหาเศรษฐีของเอเชียอายุน้อยกว่าในอเมริกาเหนือและยุโรป”

โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ชี้ว่า โดยปกติการมีส่วนร่วมเพื่อการกุศลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งอายุเฉลี่ยของมหาเศรษฐีเอเชียที่บริจาคเงินอยู่ที่ 60.3 ปี น้อยกว่าของอเมริกาเหนือ (68 ปี) และยุโรป (63.9 ปี)

รายงานระบุต่อว่า บรรดามหาเศรษฐีบริจาคเงินเกี่ยวกับการศึกษามากที่สุด คืออยู่ระหว่าง 47.3%-62% ของการบริจาคทั้งหมดในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ในภาพรวม กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงบริจาคเงินเพื่อการกุศลรวม 175,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากจำนวนมหาเศรษฐีในกลุ่มนี้ซึ่งมีอยู่ราว 296,930 คน หรือเพียง 1.1% ของประชากรมหาเศรษฐีระดับพันล้านทั่วโลก แต่ละคนบริจาคเงินเฉลี่ย 590,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 19.7 ล้านบาท

REUTERS/Kim Kyung-Hoon/Files

สำเร็จ! ยาช่วยกบขาขาด ‘งอกขาใหม่’ จุดประกายความหวังช่วยคนพิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674245

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 16:40 น.สำเร็จ! ยาช่วยกบขาขาด 'งอกขาใหม่' จุดประกายความหวังช่วยคนพิการทีมวิจัยจากสหรัฐทดลองผสมยากระตุ้นการสร้างอวัยวะ ช่วยกบขาขาดงอกขาใหม่ได้สำเร็จ

สิ่งมีชีวิตบางชนิดสามารถงอกอวัยวะที่ขาดไปขึ้นมาใหม่ได้ อาทิ จิ้งจก ซาลาแมนเดอร์ ปลาดาว ปู กิ้งก่า และนิวต์ แต่สิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดก็ไม่สามารถทำได้ รวมถึงมนุษย์ ซึ่งเป็นระยะเวลานานแล้วที่นักวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจและทดลองที่จะสร้างแขนขาสำหรับผู้พิการให้งอกขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้

แต่ล่าสุด นักวิจัยจากสหรัฐได้ทำการทดลองที่สามารถทำให้กบขาขาดงอกขาใหม่ออกมาได้ จุดประกายความหวังที่จะช่วยเหลือมนุษย์ซึ่งพิการแขนขาอีกครั้ง

CNN รายงานว่าทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยทัฟส์ได้ทำการทดลองผสมตัวยา 5 ชนิด เพื่อกระตุ้นการงอกขาใหม่ของกบเล็บแอฟริกา (Xenopus laevis) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และพบว่าหลังผ่านไป 18 เดือน ขาใหม่ของกบทำงานได้อย่างสมบูรณ์

กบสามารถว่ายน้ำได้เป็นปกติ และตอบสนองต่อการสัมผัส รวมถึงนิ้วของกบก็สามารถงอกขึ้นมาได้ เพียงแต่ไม่มีพังผืดระหว่างนิ้ว และโครงสร้างอวัยวะบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม

งานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์ลงบนวารสาร Science Advances เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทีมวิจัยกล่าวว่าการทดลองครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จของการรักษาแบบเวชศาสตร์ฟื้นฟู

นิโรชา มุรุกัน หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ยาของเราช่วยสร้างอวัยวะใหม่ที่เกือบจะสมบูรณ์ การได้รับยาเพียงชั่วครู่ทำให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูที่ยาวนานเป็นเดือน”

ทั้งนี้ ยาแต่ละชนิดมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ลดการอักเสบ ผลิตคอลลาเจน หยุดการเติบโตของเนื้อเยื่อแผลเป็น เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นประสาท หลอดเลือด และการสร้างกล้ามเนื้อใหม่

โดยทีมวิจัยได้ทดลองในกบนับร้อยตัวแม้จะไม่ได้ออกมาสำเร็จสมบูรณ์ทุกตัว แต่กบหลายตัวมีการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ

ไมเคิล เลวิน ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ เผยว่า ขณะนี้ทีมวิจัยวางแผนที่จะทำการทดลองเดียวกันนี้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ต่อไป

The Guardian รายงานว่า ไมเคิล ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์ด้านโรคหัวใจจากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน มองว่า การทดลองดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดสำหรับเวชศาสตร์ฟื้นฟูในมนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม เจมส์ โมนาฮัน รองศาสตราจารย์ภาควิชาชีววิทยามหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น มองว่า การทดลองดังกล่าวน่าสนใจ แต่หากจะใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้มาทดลองในมนุษย์ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากกลไลในการฟื้นฟูอวัยวะของกบและมนุษย์ไม่เหมือนกัน

ด้านแอชลีย์ ซีเฟิร์ต รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเคนตักกี กล่าวว่า ความก้าวหน้าครั้งนี้จุดประกายความหวังที่จะฟื้นฟูอวัยวะของมนุษย์ซึ่งสูญเสียแขนขาไปเนื่องจากการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย เช่น โรคเบาหวาน แต่จะทำได้หรือไม่และต้องใช้เวลานานเพียงใดก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้

AFP PHOTO / FRED DUFOUR

นักการทูตชี้ความขัดแย้งของสหรัฐ-จีนทำให้อาเซียนเป็นคนสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674243

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 16:01 น.นักการทูตชี้ความขัดแย้งของสหรัฐ-จีนทำให้อาเซียนเป็นคนสำคัญอดีตเลขาธิการอาเซียนชี้การช่วงชิงกันระหว่างสหรัฐกับจีนทำให้อาเซียนกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

สำนักข่าว Kyodo News รายงานว่า อองเค็งยอง อดีตเลขาธิการอาเซียนและนักการทูตชาวสิงคโปร์เผยว่า อาเซียนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และมีมูลค่าเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐและจีนทวีความรุนแรงขึ้น

“ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเห็นคุณค่าของการใช้อาเซียนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตนเอง” อองเค็งยองเผยกับ Kyodo News ผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์

ประเทศอาเซียนถูกบีบให้อยู่ตรงกลางระหว่างสองมหาอำนาจในขณะที่การแข่งขันของทั้งสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นและแต่ละฝ่ายก็เพิ่มการล็อบบี้ทางการทูต

รัฐบาลไบเดนซึ่งเพิ่งครบ 1 ปีเมื่อเร็วๆ นี้ มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางภารกิจขยายอิทธิพลในระดับภูมิภาคที่กำลังดำเนินอยู่ของปักกิ่ง

เมื่อปีที่แล้วสหรัฐส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมายังอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ส่วนประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก็เข้าร่วมการประชุมทางไกลสหรัฐ-อาเซียน ซึ่งไม่รวมเมียนมา เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งแตกต่างกับรัฐบาลทรัมป์ซึ่งไม่เข้าร่วมการประชุมพหุภาคีเสียเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นในปี 2017 เพียงปีเดียว

อองเค็งยองซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร S. Rajaratnam School of International Studies แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์เผยว่า “สมัยรัฐบาลทรัมป์ มีความไม่พึงพอใจบางอย่างในกลุ่มสมาชิกอาเซียน” และว่า ความพยายามทางการฑูตในการแสดงการมีส่วนร่วมของสหรัฐ “น้อยที่สุด” และส่งผลให้สมาชิกอาเซียนรู้สึกเหมือน “ถูกกีดกัน”

อองเค็งยองย้ำว่า อาเซียนมีความสำคัญ เนื่องจากประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ เติบโตรวดเร็ว และมีความสำคัญทางภูมิศาสตร์เนื่องจากตั้งอยู่ล้อมรอบทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของทั้งสหรัฐและจีน

“เมื่อดูตำแหน่ง (ทางภูมิศาสตร์) บางคนเรียก (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ว่าจุดอ่อนของจีน” อองเผย และกล่าวเสริมว่า อาเซียนยังสำคัญกับจีนที่เน้นการส่งออก ในการใช้ประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาคเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส

สหรัฐซึ่งพึ่งพาประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย จะเสียเปรียบหากเบี่ยงเบนความสนใจไปจากภูมิภาคในเวลาที่จีนพุ่งเป้ามาที่อาเซียนเต็มที่ ขณะที่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นบริเวณชายแดนรัสเซีย-ยูเครนทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น

ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของมหาอำนาจโลก อาเซียนกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพื่อรักษาความเป็นอิสระไว้ แนวคิดการวางตัวเป็นกลางของอาเซียน หรือความต้องการที่จะมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนั้นกำลังถูกท้าทาย

เมื่อเดือน ธ.ค. ไบเดนเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดประเทศประชาธิปไตยซึ่งเชิญผู้นำกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม โดยมีจุดหมายเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยและการรับมือกับความท้าทายจากประเทศต่างๆ ที่ถือว่าเป็นเผด็จการ เช่น จีน

อองยอมรับว่าการถกเถียงเกี่ยวกับประชาธิปไตยและเผด็จการซึ่งมีสหรัฐและจีนเป็นตัวแทนตามลำดับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ดีซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาสังคมและสร้างสิ่งจูงใจเพื่อจัดการกับความท้าทาย

อย่างไรก็ดี อองเตือนให้รอบคอบเกี่ยวกับตัวเลือก 2 ตัวเลือกตัวเลือกนี้ซึ่งการแข่งขันกันถูกตีกรอบว่าเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ

“มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ในโลกปัจจุบัน” อองเผย “ความคิดแบบนี้ยังคงสร้างปัญหาให้กับชุมชนทั่วโลก” เนื่องจากระบบที่อยู่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงทำให้เกิดความไม่แน่นอน”

อองยังกังขาเมื่อบางประเทศอย่างจีนอธิบายถึงการวางกรอบสถานการณ์ประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการของไบเดนว่าเป็น “แนวคิดยุคสงครามเย็น” ที่แบ่งโลก

“ผมไม่ยอมรับ (คำวิจารณ์ของจีนต่อสหรัฐ) เพราะวิธีที่ปักกิ่งพูดถึงเรื่องแบบนี้ก็ยังติดอยู่กับความคิดในยุคสงครามเย็นของตัวเอง”

อองเตือนว่า ทั้งสหรัฐและจีนต่างก็มองโลกตามมุมมองและประสบการณ์ของตัวเอง และแนะนำว่าจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยในการมองและถกประเด็นต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับการที่ผู้ป่วยบ่นว่ามีปัญหาสุขภาพมากมายแต่ไม่มีอาการไหรรุนแรง ซึ่งในกรณีนี้แพทย์อาจแนะนำว่าผู้ป่วยมีอาการต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

“มันมีกลางวันกลางคืนเสมอ” อย่างไรก็ดีเขาย้ำว่า การคล้อยตามโดยง่ายและประเด็นทั่วไปอย่างการรับมือ Covid-19 อาจถูกมองข้ามไปหากผู้มีอำนาจมองแค่ว่าเป็นขาวหรือดำ

อองเชื่อว่า เพื่อเอาตัวรอดจากความวุ่นวายในยุคนี้ “สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ว่าจะปรับเปลี่ยนชีวิตและผลประโยชน์ของประเทศอย่างไรเมื่อมีตัวเลือกนี้”

REUTERS/Lim Huey Teng/File Photo

สงครามกำลังจะมา? ไบเดนเตือน เดือนหน้ารัสเซียบุกยูเครนแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674216

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 13:00 น.สงครามกำลังจะมา? ไบเดนเตือน เดือนหน้ารัสเซียบุกยูเครนแน่ไบเดนเตือนอีกครั้ง เป็นไปได้สูงมากที่รัสเซียจะบุกยูเครน ก.พ.นี้

Al Jazeera รายงานว่าขณะนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และความเคลื่อนไหวของรัสเซีย ท่ามกลางความกังวลว่ายุโรปจะเข้าสู่สงครามโลกอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐเตือนประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่รัสเซียจะปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครนในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้

โดยไบเดนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับเซเลนสกีถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐเตือนมาตลอดเป็นเวลาหลายเดือน

ก่อนหน้านี้ไบเดนยังได้กล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย สะสมกองกำลังอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนยูเครน และอาจเกิดการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจะเปลี่ยนโลกใบนี้

ขณะเดียวกันสหรัฐเรียกร้องให้มีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้น

ด้านลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ ผู้แทนสหรัฐประจำสหประชาชาติกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐต้องหารืออย่างเร่งด่วนในประเด็นพฤติกรรมคุกคามของรัสเซียที่มีต่อยูเครน

โดยระบุว่ารัสเซียกำลังมีส่วนร่วมในการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ยูเครน ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะรอดู แต่รัฐสภาต้องให้ความสนใจอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะมีการอภิปรายที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในยูเครนภายในวันจันทร์หน้า

Photo by REUTERS/Sergey Pivovarov

คะแนนทุจริตไทยร่วง 6 อันดับ หล่นมาตามหลังเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674211

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 12:13 น.คะแนนทุจริตไทยร่วง 6 อันดับ หล่นมาตามหลังเวียดนาม คะแนนการรับรู้การทุจริตของไทยหล่นมาอยู่อันดับ 110 จาก 180 ประเทศ ถูกเพื่อนบ้านอาเซียนแซงหน้า

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ได้ประกาศคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2021 โดยให้คะแนนและจัดอันดับ 180 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เกณฑ์อยู่ที่ 0 คะแนน (ทุจริตมาก) ถึง 100 (ปลอดทุจริต)

ประเทศไทยได้เพียง 35 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 110 ของโลก ร่วงจากอันดับ 104 เมื่อปีก่อนหน้า และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกซึ่งอยู่ที่ 45 คะแนน ทั้งยังติดกลุ่ม 27 ประเทศที่ได้คะแนนต่ำสุดนับตั้งแต่จัดทำข้อมูลเมื่อปี 2012

หากเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียนไทยอยู่ในอันดับที่ 6 ของกลุ่ม โดยประเทศสิงค์โปร์ได้คะแนนสูงสุดคือ 85 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก ตามด้วยมาเลเซีย (48 คะแนน อันดับ 62), ติมอร์-เลสเต (41 คะแนน อันดับ 82), เวียดนาม (39 คะแนน อันดับ 87), อินโดนีเซีย (38 คะแนน อันดับ 96)

ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่ได้คะแนนน้อยกว่าไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (31 คะแนน อันดับ 117), ลาว (30 คะแนน อันดับ 128) และกัมพูชา (23 คะแนน อันดับ 157) ส่วนบรูไนไม่ได้ทำการสำรวจ

รายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าทำไมคะแนนของไทยจึงตก เพียงบอกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต้องเพิ่มความพยายามในการปราบปรามการคอร์รัปชัน

สำหรับประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดคือ 88 คะแนน ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ประเทศที่อยู่รั้งท้ายตารางคือ ซูดานใต้ ได้เพียง 11 คะแนน

ภาพ: NATTAPOL LOVAKIJ

รู้จักเชื้อล่องหน Omicron BA.2 แพร่เร็วหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674206

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.รู้จักเชื้อล่องหน Omicron BA.2 แพร่เร็วหลายประเทศทั่วโลกเฝ้าระวัง Omicron BA.2 อาจแพร่เชื้อเร็วขึ้น แต่ยังไม่จัดเป็นสายพันธุ์น่ากังวล

CBS News รายงานว่านักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกกำลังจับตาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเวอร์ชันล่องหน โดยขณะนี้พบว่าแพร่กระจายไปแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ

ทำไมเรียกเชื้อล่องหน?

โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนหรือ B.1.1.529 ถูกแยกย่อยออกเป็น BA.1 ซึ่งคือโอมิครอนดั้งเดิม และ BA.2 ที่ถูกเรียกว่าเป็นเวอร์ชันล่องหนหรือโอมิครอน-ไลก์ (Omicron-Like)

นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า BA.2 มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ทำให้จำแนกว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ยากขึ้น โดยมีลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนกับโอมิครอนดั้งเดิม นั่นคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่ Spike Gene ที่เรียกว่า S-Gene Drop Out ทำให้ตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้ยากขึ้น แม้ว่าจะตรวจหาเชื้อแบบ PCR

รายงานจาก The Guardian อธิบายว่าการตรวจหาเชื้อแบบ PCR โดยปกติแล้วจะพุ่งเป้าไปที่ยีน 3 ส่วน หนึ่งในนั้นคือ S Gene แต่หากเป็นสายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม รวมถึงสายพันธุ์อัลฟา จะตรวจไม่เจอยีนตัวนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ทำให้สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้

แต่หากเป็น BA.2 ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ ทำให้อาจถูกระบุว่าเป็นสายพันธุ์เดลตา หรือเบตา จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสล่องหน เพราะสามารถตีเนียนไปกับสายพันธุ์อื่นได้ กล่าวคือยังตรวจเจอเชื้อแต่ยากที่จะจำแนกว่าเป็นสายพันธุ์ใด

อันตรายกว่าเดิม?

ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเชื่อว่าเชื้ออาจแพร่กระจายได้ดีกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า BA.2 จะมีศักยภาพในการแพร่เชื้อมากกว่า BA.1 หรือไม่ และส่งผลให้เกิดโรครุนแรงเพียงใด ตลอดจนความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน

ขณะที่สหราชอาณาจักรจัดให้เป็นสายพันธุ์ภายใต้การสอบสวน (VUI) โดยอ้างถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ถึงกระนั้นโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิมยังคงเป็นสายพันธุ์หลักในสหราชอาณาจักร

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกคำเตือนว่าผู้ติดเชื้อ BA.2 เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่พิจารณาให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แพร่ไปถึงไหนแล้ว?

นับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว BA.2 ได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชียและยุโรป โดยขณะนี้พบแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ โดยเฉพาะในเดนมาร์กซึ่งพบ BA.2 คิดเป็น 45% ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดในช่วงกลางเดือนม.ค.

นอกจากนี้ยังพบมากในอินเดีย, สวีเดน และสิงคโปร์ ด้านสหรัฐพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวแล้วเกือบ 100 ราย

ในประเทศไทยก็ตรวจพบเชื้อดังกล่าวแล้วเช่นกัน ซึ่งนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้ว่ายังไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล เนื่องจากโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ไม่ได้เหนือไปกว่าสายพันธุ์ย่อย BA.1 อย่างเห็นได้ชัด

Photo by Joseph Prezioso / AFP

พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674203

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 10:55 น.พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาทีนักวิทย์ออสซี่พบวัตถุประหลาดหมุนได้บนทางช้างเผือกชี้ไม่เหมือนสิ่งที่เคยเห็นมาก่อน

นักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลียพบวัตถุปริศนาลักษณะแปลกประหลาดหมุนได้บนทางช้างเผือก ซึ่งบรรดานักดาราศาสตร์ไม่เคบพบเห็นมาก่อน และมันยังปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุอย่างแรงทุกๆ 18.8 นาที หรือชั่วโมงละ 3 ครั้ง

วัตถุประหลาดนี้ถูกพบครั้งแรกโดย ไทโรน โอโดเฮอร์ตี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเคอร์ทิน เมื่อเดือน มี.ค. 2018 จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุเมอร์ชิสัน ไวด์ฟิลด์ อาเรย์ ที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยใช้เทคนิคใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง

ในเวลาต่อมาทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนำโดย นาตาชา เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์ นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากศูนย์วิจัยดาราศาสตร์วิทยุนานาชาติ (ICRAR) รวมทั้งโอโดเฮอร์ตีด้วย ได้ศึกษาวัตถุปริศนานี้ต่อ

เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์เผยว่า “มันปรากฏขึ้นและหายไปตลอดช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่เรากำลังสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก มันค่อนข้างน่ากลัวสำหรับนักดาราศาสตร์ เพราะไม่เคยมีสิ่งที่เรารู้จักบนท้องฟ้าที่ทำแบบนี้เลย”

เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์เผยอีกว่า “ถ้าคุณลองคำนวณดูจะพบว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีวัตถุใดที่มีพลังงานเพียงพอที่จะปล่อยคลื่นวิทยุทุกๆ 20 นาที”

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปหลายปี ทางทีมได้ข้อสรุปว่าวัตถุประหลาดนี้อยู่ห่างจากโลกราว 4,000 ปีแสง ทั้งยังมีความสว่างมากและมีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่ง

นักดาราสตร์ตั้งทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับวัตถุนี้ อาทิ มันอาจเป็นดาวนิวตรอน ดาวแคระขาวซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกเศษของดาวที่แตกออก แต่ถึงอย่างนั้นหลายอย่างก็ยังเป็นปริศนา

ทว่า เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์บอกว่า มันก็ไม่น่าใช่ เพราะนักดาราศาสตร์รู้จักพัลซาร์แคระขาวเพียงดวงเดียว และไม่มีอะไรมีพลังมากเหมือนวัตถุปริศนานี้แล้ว และเสริมว่า “แน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าก่อน มันอาจเป็นวัตถุใหม่”

และเมื่อถูกถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่สัญญาณคลื่นวิทยุที่ทรงพลังนี้จะส่งมาจากสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์ตอบว่า “ฉันเคยคิดว่าเป็นเอเลี่ยน” แต่ทางทีมสามารถจับคลื่นดังกล่าวได้จากหลากหลายความถี่ “หมายความว่ามันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณสังเคราะห์”

ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธ

Photo by Natasha Hurley-Walker / various sources / AFP

ครั้งแรกของโลก! หนุ่มรัสเซียสร้างดาบเจไดใช้งานได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674159

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 18:45 น.ครั้งแรกของโลก! หนุ่มรัสเซียสร้างดาบเจไดใช้งานได้จริง ยูทูบเบอร์รัสเซียคิดค้นดาบไลท์เซเบอร์ของเจไดใน Star Wars ที่ยืดหดและใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกของโลก

เว็บไซต์ USA TODAY รายงานว่า อเล็กซ์ บูร์คาน ยูทูบเบอร์เจ้าของแชนแนล Alex Lab คิดค้นและสร้างดาบไลท์เซเบอร์ของตัวละครเจไดในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ใช้งานได้จริงสำเร็จ และได้รับการบันทึกสถิติในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดว่าเป็นดาบเลเซอร์ที่ยืดหดได้ชิ้นแรกของโลก

ดาบของบูร์คานสามารถปล่อยใบมีดพลาสมาความยาวกว่า 1 เมตร ให้ความร้อนสูงถึง 2,800 องศาเซลเซียส และสามารถตัดเหล็กได้

บูร์คานเผยกับกินเนสส์ว่า งานวิจัยหลักของเขาคืออุปกรณ์ที่สร้างไฮโดรเจนและการผลิตดาบเจไดก็ไม่ใช่งานง่ายๆ

“ผมเป็นแผนตัวยงของ Star Wars มาตลอดชีวิต และดาบไลท์เซเบอร์คือแกดเจ็ตที่ผมอยากได้ที่สุด” ยูทูบเบอร์รัสเซียเผย “ผมสั่งสมไอเดียและชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับทำดาบนี้มาหลายปี รวมทั้งอุปกรณ์ผลิตพลังงานจากในอินเทอร์เน็ตและจากกองเศษเหล็ก”

ขั้นตอนแรกของการสร้างดาบคือ การสร้างอิเล็กโทรไลเซอร์ หรือเครื่องมือสำหรับผลิตและแยกก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจน หลังผ่านการทดลองหลายครั้ง ในที่สุดบูร์คานก็สามารถบีบส่วนประกอบของก๊าซนี้ให้เข้าไปอยู่ในด้ามของดาบและปล่อยออกมาในลักษณะคล้ายหัวพ่นไฟสำหรับเชื่อมเหล็ก และผลิตดาบต้นแบบขึ้นมาได้สำเร็จ

บูร์คานเล่าว่า ดาบสามารถใช้งานได้เต็มที่ราว 30 วินาที โดยเปลวไฟไฮโดรเจนยังทำงานไม่เสถียรเท่าที่ควรโดยเฉพาะตอนแกว่งดาบไปมา และบางครั้งก็เกิดเปลวไฟลวกมือเพราะไฮโดรเจนวาบย้อนกลับ

หลังประสบความสำเร็จกับดาบเจไดต้นแบบแล้ว บูร์คานมีแผนจะอัพเกรดหัวพ่นก๊าซและพัฒนาระบบเก็บคาร์บอนมาใช้แทนที่ถังเก็บเชื้อเพลิง เพื่อทำให้ดาบออกมาใกล้เคียงกับที่ใช้ในภาพยนตร์มากที่สุด

นอกจากนี้ หนุ่มคนนี้กำลังพัฒนาชุดไอรอนแมนอยู่ด้วย “แน่นอนว่าผมรู้สึกดีมากที่ได้รับการบันทึกสถิติในกินเนสส์จากสิ่งที่ผมทำขึ้นมาเองกับมือ ความต้องการเดียวตอนนี้คือการสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้!”

ทั้งนี้ บูร์คานไม่ใช่คนเดียวที่พยายามสร้างดาบเจได ก่อนหน้านี้บริษัท Hacksmith Industries ของแคนาดาที่ก่อตั้งโดย เจมส์ ฮอบสัน ก็สร้างดาบสำเร็จและได้รับการบันทึกสถิติกินเนสส์เป็นดาบเลเซอร์ดั้งเดิม (proto-lightsaber) ที่ยืดหดได้ชิ้นแรกของโลก

แต่ดาบของ Hacksmith Industries ต้องอาศัยแหล่งพลังงานจากภายนอก นั่นคือถังบรรจุก๊าซโพรเพนแบะออกซิเจนซึ่งอยู่ในเป้ใบเล็กๆ ที่เชื่อมกับตัวดาบ

หมายเหตุ: ภาพประกอบ REUTERS/Peter Nicholls

พบสิ่งมีชีวิตใหม่กว่า 200 สายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674150

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 17:40 น.พบสิ่งมีชีวิตใหม่กว่า 200 สายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงWWF พบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ 224 ชนิดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง

เอเอฟพีและรอยเตอร์สอ้างรายงานจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ระบุว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ 224 ชนิดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงในปี 2020 แม้ว่าจะมีภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตัดต้นไม้

โดยรวมแล้วมีการค้นพบพืชและสัตว์ 224 สายพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งครอบคลุมประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้รวมถึงจิ้งจกนิ้วยาวสายพันธุ์ใหม่ (rock gecko) ในประเทศไทย ต้นหม่อนพันธุ์ใหม่ในเวียดนาม และกบหัวโตในเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของธรรมชาติในการเอาชีวิตรอดในระบบนิเวศที่ถูกทำลายและเสื่อมโทรม

ลิงโพพา แลงเกอร์ (Popa langur) ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาไฟ Mount Popa ในภาคกลางของเมียนมา ซึ่งคาดว่าจะ เหลืออยู่เพียง 200 ถึง 250 ตัว เนื่องจากถูกคุกคามจากการล่าสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สูญเสียที่อยู่อาศัย (WWF / AFP)
กบ Ky Quan San ในเวียดนามอาศัยอยู่บนยอดเขาระดับความสูงมากกว่า 2,000 เมตร (WWF / AFP)
งู Pareas geminatus ในล่องแจ้ง ไชยสมบูรณ์ ประเทศลาว (WWF / AFP)
ตุ๊กแก Cyrtodactylus phnomchiensis ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา (WWF / AFP)
Capparis macrantha ในเขตอนุรักษ์แห่งชาตินามกะดิง บอลิคำไซ ทางตอนกลางของประเทศลาว (WWF / AFP)

ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งมีภูมิประเทศตั้งแต่ป่าไปจนถึงถูเขาและหินปูนทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ที่น่าประทับใจ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์

WWF กล่าวว่านับตั้งแต่ปี 1997 มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่มากกว่า 3,000 ชนิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางของภูมิภาคนี้

Photo by Handout / WWF / AFP

มหัศจรรย์เทคโนโลยีที่มาก่อนกาล หลักฐานศัลยกรรมกะโหลกชาวเปรูโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674146

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 16:44 น.มหัศจรรย์เทคโนโลยีที่มาก่อนกาล หลักฐานศัลยกรรมกะโหลกชาวเปรูโบราณกะโหลกของนักรบเปรูอายุ 2,000 ปีที่ใช้แผ่นโลหะเชื่อมความเสียหายคือหนึ่งในตัวอย่างของการผ่าตัดขั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

กะโหลกศีรษะมนุษย์ชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ SKELETONS: Museum of Osteology ในรัฐโอกลาโฮมาของสหรัฐสร้างความฮือฮาในกลุ่มนักโบราณคดีและผู้ที่สนใจ เนื่องจากมีโลหะแผ่นใหญ่ปิดบริเวณกะโหลกที่เสียหาย

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านักรบเจ้าของกะโหลกชิ้นนี้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากสมรภูมิสู้รบ เมื่อนักรบรายนี้ถูกนำตัวกลับจากสงคราม ศัลยแพทย์ได้ใส่ชิ้นส่วนโลหะเข้าไปในกะโหลกเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ และที่น่าอัศจรรย์คือ นักรบรายนี้รอดทั้งจากอาการบาดเจ็บและการผ่าตัด

ที่บอกว่าน่าอัศจรรย์ก็เพราะในสมัยนั้นยังไม่มียาชาเหมือนที่ใช้ในปัจจุบัน โดยเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า “แม้ว่าเราไม่สามารถการันตีได้ว่ามีการใช้ยาสลบ แต่เราทราบว่าในช่วงเวลานั้นมีการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติระหว่างการผ่าตัด” (ชาวอินคาในเปรูอาจจะมีการใช้ใบโคคากับสมุนไพรบางชนิดช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด)

กระดูกกะโหลกที่แตกซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นโลหะประสานเข้าด้วยกันอย่างดี

และเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ยังชี้ให้เห็นว่า กระดูกกะโหลกที่แตกซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นโลหะประสานเข้าด้วยกัน ซึ่งบ่งบอกว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดี และบอกอีกว่าโลหะดังกล่าวไม่ได้ถูกเทลงในกะโหลกในรูปของโลหะหลอมเหลว

ตัวแทนของพิพิธภัณฑ์บอกกับ Daily Star ว่า “เราไม่รู้จักโลหะนี้ แต่โดยปกติเงินหรือทองจะถูกนำมาใช้สำหรับขั้นตอนลักษณะนี้”

ถึงตอนนี้กะโหลกนี้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ว่ามนุษย์ในยุคโบราณมีความสามารถในการลงมือผ่าตัดขั้นสูงที่น่าทึ่งมาก

ทั้งนี้ บริเวณที่ค้นพบกะโหลกศีรษะในเปรูนั้นเป็นที่รู้จักมานานสำหรับศัลยแพทย์ที่คิดค้นขั้นตอนที่ซับซ้อนในการรักษากะโหลกศีรษะที่แตกร้าว

การบาดเจ็บที่ศีรษะถือเป็นเรื่องปกติในเปรูเมื่อหลายพันปีก่อน เนื่องจากในสมรภูมิสงครามมีการใช้ไม้กระบองและเครื่องยิงคล้ายหนังสติ๊กซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ทำให้แพทย์ชาวเปรูต้องหาวิธีรักษาบาดแผลเหล่านั้นและมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก

จอห์น เวราโน นักมานุษยวิทยากายภาพของมหาวิทยาลัยทูเลนของสหรัฐเผยกับ The Star ว่า อัตราการรอดชีวิตของการรักษาบาดแผลรุนแรงที่ศีรษะสูงอย่างน่าประหลาดใจคือ ราว 70%

การรักษากะโหลกแตกร้าวเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเจาะกะโหลก (Trepanation) ซึ่งมีการปฏิบัติมาช้านานในแถบพื้นที่ที่พบกะโหลกชิ้นนี้ แพทย์ชาวเปรูใช้วิธีการเจาะกะโหลกไม่เฉพาะกับการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังใช้รักษาอาการต่างๆ ด้วย

ผู้รักษาจะเจาะหรือขูดกะโหลกในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สมอง ทั้งเพื่อนำเศษกะโหลกที่แตกร้าวออก เพื่อลดความดันจากอาการสมองบวม และเพื่อระบายของเหลวที่คั่งในสมอง

เวราโนเผยกับ National Geographic เมื่อปี 2016 ว่า “พวกเขาเรียนรู้ตั้งแต่แรกว่ามันคือการรักษาที่จะช่วยรักษาชีวิต เรามีหลักฐานมากมายที่บอกว่าการเจาะกะโหลกไม่ได้ทำเพื่อให้รู้สึกตัวหรือเป็นการทำพิธีกรรมล้วนๆ แต่มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง) กะโหลกร้าว”

การศึกษาที่พีพิมพ์ในวารสาร World Neurosurgery เมื่อปี 2018 พบว่า การเจาะกะโหลกในสมัยอินคามีอัตราการประสบความสำเร็จถึง 80%

กะโหลกนักรบเปรูที่จัดแสดงใน Museum of Osteology

นอกจากแผ่นโลหะแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่ากะโหลกนักรบเปรูชิ้นนี้ยังผ่านกระบวนการยืดกะโหลก (Elongation) ซึ่งเป็นรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงร่างกายในสมัยโบราณที่นิยมในยุโรปตะวันออก อเมริกา ตะวันออกไกล และแอฟริกา รวมทั้งในเปรู

การยืดกะโหลกให้ยาวออกไปทางด้านหลังต้องทำตั้งแต่ยังเด็กๆ โดยจะใช้เปลือกไม้หรือไม้ 2 ชิ้นมาขนาบด้านข้างแล้วใช้ผ่าพันรอบศีรษะเพื่อบีบกะโหลกเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Anthropology เมื่อปี 2018 ระบุว่า การยืดกะโหลกถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สูงส่งในสังคม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าเป็นการแสดงถึงความสวยงามและสติปัญญาด้วย

การขุดค้นทางโบราณคดีที่ตามมาพบว่า สตรีชาวเปรูที่มีกะโหลกศีรษะยาวมีโอกาสได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะน้อยกว่าสตรีที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการนี้

ทั้งนี้ เดิมกระโหลกของนักรบชาวเปรูรายนี้ถูกเก็บอยู่ในคอลเลคชันของสะสมส่วนตัวของพิพิธภัณฑ์ SKELETONS: Museum of Osteology และเพิ่งถูกนำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนเมื่อปี 2020 เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจกันมากหลังมีรายงานข่าวการค้นพบกะโหลกชิ้นนี้

ภาพ: Facebook/Museum of Osteology