เกิดอะไรขึ้น? Omicron ยอดดับในสหรัฐพุ่งแซงจุดพีก Delta

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674131

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 15:51 น.เกิดอะไรขึ้น? Omicron ยอดดับในสหรัฐพุ่งแซงจุดพีก Deltaแม้จะพบว่า ‘โอมิครอน’ รุนแรงน้อยกว่า ‘เดลตา’ แต่ผู้เสียชีวิตในสหรัฐกลับพุ่ง

แม้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐพบว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ระลอกที่มีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในปัจจุบัน แซงหน้าผู้เสียชีวิตในช่วงที่สายพันธุ์เดลตาระบาดถึงจุดพีก

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เฉลี่ยในรอบสัปดาห์พบว่ามีชาวอเมริกันเสียชีวิตเฉลี่ยวันละมากกว่า 2,000 ราย

เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 รายเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันเมื่อสองเดือนที่แล้ว และนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2021 โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่าแม้จะมีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าโอมิครอนมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดก่อนหน้านี้ แต่มันแพร่กระจายรวดเร็วกว่า และทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ

อับราร์ คาราน แพทย์ด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าวกับบีบีซีว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงคือการที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แม้ว่าโดยทั่วไปจะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่เมื่อโอมิครอนแพร่เชื้อได้มาก โอกาสที่จะมีผู้ป่วยอาการหนักก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐพบว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยประมาณ 75% ของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ระลอกนี้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “รุนแรงน้อยลงไม่ได้หมายความว่าไม่รุนแรง เราไม่สามารถมองข้ามความเสี่ยงที่จะเกิดระบบสาธารณสุขตึงตัว และการเสียชีวิตจำนวนมาก…โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังรองรับผู้ป่วยเกินขีดจำกัด”

วาลนสกีเคยกล่าวว่าผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจมาจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดก่อนหน้านี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาที่จะทำความเข้าใจว่าโอมิครอนซึ่งแพร่ระบาดเมื่อปลายปีที่แล้วกระทบต่อยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมอย่างไร

ขณะเดียวกัน ด้านยุโรปตะวันตกซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าสหรัฐพบว่าโอมิครอนทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่เคยพบในระลอกก่อน

แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แต่เนเธอร์แลนด์ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดที่บังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้อีกหลายประเทศในยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคเช่นกัน

ขณะที่เยอรมนีซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากเป็นประวัติการณ์ที่ 164,000 รายในวันพุธที่ผ่านมา แต่อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 กลับลดลง โดยในวันเดียวกันมีผู้เสียชีวิต 166 ราย ลดลง 31% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.

Photo by Spencer Platt/Getty Images/AFP

ส่องวิธีแก้เผ็ดเพื่อนบ้านห้องข้างบนที่ทำเสียงดังของชาวจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674108

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 14:04 น.ส่องวิธีแก้เผ็ดเพื่อนบ้านห้องข้างบนที่ทำเสียงดังของชาวจีนเกลือจิ้มเกลือชาวจีนคิดค้นเครื่องมือเอาคืนเพื่อนบ้านเจ้าปัญหาที่ชอบทำเสียงดัง

คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดต้องเคยเจอปัญหาเพื่อนบ้านชั้นบนทำเสียงดังมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเดินลงส้นเท้า ตำน้ำพริก เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือเปิดเพลงจนเกิดเสียงรบกวนมาถึงข้างล่าง บางครั้งแจ้งนิติบุคคลแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

ที่จีนมีอุปกรณ์แก้เผ็ดเพื่อนบ้านเสียงดังแบบเกลือจิ้มเกลือ จะได้รู้บ้างว่าตัวเองสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านแค่ไหน แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเดี๋ยวมาดูกัน

อุปกรณ์ที่ว่านี้เรียกว่า “เจิ้นโหลวชี่” หรือเครื่องสั่นพื้นห้อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถยึดติดกับเพดานและจะทำให้เพื่อนบ้านจอมสร้างปัญหาชั้นบนต้องกุมขมับด้วยการสร้างแรงสั่นสะเทือนที่พื้นห้อง

ที่จริงเจิ้นโหลวชี่มีขายบนเว็บไซต์ Taobao ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ในฐานะอุปกรณ์วิเศษที่ใช้จัดการกับเพื่อนบ้านชั้นบนที่ทำเสียงดัง ก่อนจะกลายเป็นสินค้ายอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนร้านค้าออนไลน์หลายร้านพากันนำมาขาย

และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามันกลับมาฮิตอีกครั้งและปรากฏในสตอรี่ต่างๆ ในโซเชียลมีเดียบ่อยขึ้น นั่นเพราะว่าหลายคนต้องถูกล็อกดาวน์อยู่ในบ้านตามนโยบายสกัด Covid-19 ที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าเครื่องสั่นพื้นที่ว่านี้จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพซะจนเรียกได้ว่าได้ผลเกินไปด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านแย่ลงไปอีก

คลิปวิดีโอที่โพสต์ใน Weibo เผยให้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งเดินลงมาที่หน้าห้องของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านล่างห้องของตัวเองด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวพร้อมกับมีดยาวเล่มหนึ่ง แล้วถามเพื่อนบ้านห้องนั้นว่าใช้เจิ้นโหลวชี่ใช่มั้ย

เพื่อนบ้านก็บ่นว่า มันมีเสียงดังมาจากห้องของชายคนดังกล่าวตลอดเวลา ส่วนผู้ชายก็โต้กลับว่าเขาก็ได้ยินเสียงเจิ้นโหลวชี่สั่นทุกวัน ทันใดนั้นภรรยาของฝ่ายผู้ชายก็ปรากฏตัว จากนั้นการปะทะฝีปากได้กลายเป็นการใช้กำลังถึงเนื้อถึงตัว

อีกเรื่องหนึ่งเป็นของผู้หญิงแซ่เฉินที่พาสามี ลูกชาย และแม่สามีย้ายเข้าไปอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในเมืองหางโจวเมื่อปี 2020 จากนั้นก็มีเสียงกระทืบเท้าและเสียงเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ดังมาจากห้องของเธอ ในที่สุดเพื่อนบ้านก็ทนไม่ไหวต้องติดตั้งเจิ้นโหลวชี่ซึ่งจะเปิดเครื่องทุกวันตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน

สุดท้ายต้องเป็นสมาชิกในบ้านเฉินเองที่ต้องปวดหัวกับพื้นห้องที่สั่นสะเทือนและเสียงการทำงานของเครื่องที่สร้างความเครียดและกระทบกับการนอนของทุกคน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้เจิ้นโหลวชี่จะไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่มันก็สร้างมลพิษทางเสียงและอาจสร้างความเสียหายให้โครงสร้างของอาคาร ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะให้เพื่อนบ้านแจ้งตำรวจเมื่อพวกเขารู้ว่าคนที่อยู่ชั้นล่างติดตั้งเครื่องนี้

ดังนั้นคำว่า เจิ้นโหลวชี่จึงกลายเป็นคำต้องห้ามใน Taobao แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าเครื่องนี้ก็ยังมีขายในชื่ออื่นๆ ในราคา 168 หยวน หรือ 878 บาท

เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ใน Weibo หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นว่าจะซื้อมาใช้บ้าง โดยผู้ใช้คนหนึ่งบอกว่า “ฉันตื่นกลางดึกอีกแล้ว เพราะผู้หญิงห้องข้างบนทำเสียงดัง ฉันต้องซื้อสักอันแล้วล่ะ”

REUTERS/Chen Lin

มาดู Oxagon เมืองลอยน้ำสุดล้ำของซาอุดีอาระเบีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674103

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 12:50 น.มาดู Oxagon เมืองลอยน้ำสุดล้ำของซาอุดีอาระเบียOxagon เมืองลอยน้ำแห่งอนาคต พลังงานสะอาด 100% ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของโลก

มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด เปิดเผยแผนการสร้างเมืองท่าลอยน้ำสุดล้ำขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “Oxagon” เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยหุ่นยนต์และ AI

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองท่าแปดเหลี่ยมนี้จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% และยังเป็นเมืองลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เรียกว่าเมืองลอยน้ำเนื่องจากครึ่งหนึ่งของเมืองลอยอยู่ในทะเลแดงนั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งอนาคตสุดล้ำยุคเนื่องจากเมืองแห่งนี้จะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทันสมัย รวมถึง Internet of Things (IoT), AI และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วทุกซอกทุกมุมของเมือง

Oxagon จะเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีความสามารถระดับหัวกะทิเพื่อสร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาสำคัญของโลก และยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางศูนย์กลางโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ตลอดจนเชื่อมต่อท่าเรือและสนามบินอย่างทันสมัยhttps://www.youtube.com/embed/V_p3kl6FHDY

เมืองท่าลอยน้ำแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองแห่งอนาคต Neom สมาร์ทซิตี้ขนาดมหึมาที่มีขนาดประมาณ 10,230 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่ามหานครนิวยอร์กถึง 33 เท่า

Neom ถูกเคลมว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางและบ้านของผู้ที่ฝันใหญ่ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโมเดลใหม่เพื่อการอยู่อาศัยอย่างเหนือชั้น สร้างธุรกิจที่เจริญรุ่งเรือง และปฏิรูปการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ในเมืองแห่งอนาคตจะมีการพัฒนาเส้นทางที่เรียกว่า The Line ความยาว 170 กิโลเมตร ด้วยแนวคิด “ไร้รถ ไร้ถนน ไร้มลพิษ”

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียทุ่มงบประมาณในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต Neom ไปถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเจ้าชายโมฮัมเหม็ดย้ำว่าเมืองแห่งอนาคตนี้จะเป็นการ “การปฏิวัติเพื่อมนุษยชาติ” ด้วยปริมาณรถยนต์ ถนน และการปล่อยมลพิษในเมืองเป็นศูนย์

Neom เป็นโครงการชิ้นเอกของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดซึ่งเปิดตัวในเดือนต.ค. 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันในซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของโลกด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งธุรกิจใหม่ๆ

นี่เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างซิลิคอนแวลลีย์ แต่ก็จะรวบรวมทั้งชุมชนเมือง ศูนย์วิจัย สถานศึกษา และสถานที่ท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมัน แต่ก็มีแผนที่จะลดการผลิตน้ำมันและหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทนโดยตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศสีเขียวในอนาคต

ผ่านไป 7 ปี ชิ้นส่วน SpaceX กำลังจะพุ่งชนดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674092

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 11:10 น.ผ่านไป 7 ปี ชิ้นส่วน SpaceX กำลังจะพุ่งชนดวงจันทร์ นักดาราศาสตร์คาดชิ้นส่วนจรวด SpaceX ใกล้พุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 27 ม.ค. บิล เกรย์ นักดาราศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Project Pluto ซอฟต์แวร์คำนวณวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยและวัตถุอื่นๆ ในอวกาศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก NASA กล่าวว่าชิ้นส่วนของจรวด SpaceX ที่ระเบิดออกเมื่อ 7 ปีก่อนและถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ มีแนวโน้มพุ่งชนดวงจันทร์ในเดือนมี.ค. ด้วยความเร็วราว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จรวดดังกล่าวถูกนำไปใช้ในปี 2015 เพื่อเป็นบูสเตอร์นำดาวเทียม Deep Space Climate Observatory (DSCOVR) ของ NASA ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อถ่ายภาพดวงจันทร์ ก่อนที่จะระเบิดออกและถูกทิ้งเป็นขยะอวกาศ

เกรย์สังเกตว่าจรวดดังกล่าวมีแนวโน้มจะพุ่งชนดวงจันทร์ในวันที่ 4 มี.ค. ด้วยความเร็วมากกว่า 5,500 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเรียกร้องให้นักดาราศาสตร์ร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ เวลาและจุดกระทบที่แน่นอนอาจมีความคาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่เกรย์ค่อนข้างมั่นใจว่าขยะอวกาศจาก SpaceX จะพุ่งชนดวงจันทร์ในวันดังกล่าวแน่นอน

“ผมติดตามวิถีโคจรของขยะอวกาศประเภทนี้มาประมาณ 15 ปีแล้ว และนี่คือปรากฏการณ์ชนดวงจันทร์โดยไม่ได้ตั้งใจครั้งแรกที่ผมเคยเจอ” เกรย์กล่าวกับเอเอฟพี

พร้อมเสริมว่าในอนาคตจะมีปรากฏการณ์ชนดวงจันทร์โดยไม่ได้ตั้งใจมากขึ้นอีก เนื่องจากภารกิจด้านอวกาศของสหรัฐและจีนมีมากขึ้น ส่งผลให้มีขยะอวกาศถูกทิ้งในวงโคจรมากขึ้น

ด้าน SpaceX ไม่ได้ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากเอเอฟพี

AFP PHOTO / Robyn Beck

เตรียมรับแรงกระแทก! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674088

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 10:36 น.เตรียมรับแรงกระแทก! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย มี.ค.นี้ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือน มี.ค.นี้

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พร้อมขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.นี้ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในรอบเกือบ 40 ปีและตลาดแรงงานที่กลับมาแข็งแกร่งหลังการระบาดของ Covid-19

แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่า “เนื่องจากเงินเฟ้อดีดตัวเหนือระดับ 2% และตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง คณะกรรมการจึงเห็นว่าเป็นการเหมาะสมที่จะปรับขึ้นเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในไม่ช้า”

ด้าน เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะพิจารณาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุม FOMC ครั้งต่อไปในวันที่ 15-16 มี.ค.

“คณะกรรมการมีแนวคิดที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน มี.ค. หากมีเงื่อนไขเหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น” พาวเวลล์เผย และเมื่อถูกถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะขึ้น พาวเวลล์ตอบว่า “ขณะนี้เรายังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางของนโยบาย และผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราจะทำอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว”

พาวเวลล์เผยอีกว่า “มีความเสี่ยงที่ภาวะเงินเฟ้อที่เรากำลังเผชิญอยู่จะยืดเยื้อ มีความเสี่ยงว่ามันจะเพิ่มสูงขึ้น เราต้องมีนโยบายที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด”

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 100% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือน มี.ค. พร้อมกับคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งภายในปีนี้

ด้านโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้งในปีนี้ และจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลในเดือน ก.ค.หรือเร็วกว่านั้น

REUTERS/Cagla Gurdogan/File Photo

มีอะไรที่สำคัญกว่าเพชร? เหตุผลที่ซาอุฯ ต้องคืนดีกับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674057

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 20:08 น.มีอะไรที่สำคัญกว่าเพชร? เหตุผลที่ซาอุฯ ต้องคืนดีกับไทยวิเคราะห์เหตุผลและผลของการฟื้นคืนสัมพันธ์ครั้งนี้ จากทัศนะเชิงข่าวต่างประเทศและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย และประเทศอื่นๆ รอบๆ ไทยกับซาอุดีอาระเบีย

 ถึงเวลานี้คงไม่ต้องสาธยายกันแล้วว่า “กรณีเพชรซาอุฯ” คืออะไรและสำคัญอย่างไร เพราะคนไทยจำนวนมากคงรู้กันดี เพียงแต่มันมีปริศนาคาใจมานานสามทศวรรษแล้วว่า “ตกลงมันไปอยู่ในมือใคร?” ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ไม่เคยจบสิ้น แม้กระทั่งในวันที่ซาอุดีอาระเบียและประเทศไทยตัดสินใจรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบอีกครั้ง

 ทำไมถึงต้องรอนานถึง 30 กว่าปีกว่าจะคืนดี? ที่จริงแล้วไทยไม่เคยรอให้ซาอุดีอาระเบียคืนดีเอง แต่เป็นพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะสะสางเรื่องคาใจนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคนแล้วคนเล่าของรัฐบาลสมัยแล้วสมัยเล่าเดินทางไปซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือด้วยตนเองในประเด็นต่างๆ หลังจากความสัมพันธ์ถูกลดระดับลงเหลือแค่เพียงอุปทูต

 ขณะที่ซาอุฯ เองก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านฝ่ายบริหารหลายครั้งไม่ต่างจากไทย ทั้งระดับสมเด็จพระราชาธิบดี (ซาอุดีอาระเบียปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์มีสถานะประหนึ่งนายกรัฐมนตรี) และระดับมกุฏราชกุมาร (ซึ่งมีสถานะเทียบรองนายกรัฐมนตรี หรือบางครั้งเป็นเสมือนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)

 แต่การเปลี่ยนตัวระดับนำในซาอุฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพราะประมุขและผู้นำฝ่ายบริหารล้วนแต่คิดเหมือนกันๆ และโดยตามธรรมเนียมในการแต่งตั้งระดับผู้นำจะต้องมีวัยใกล้กันๆ คืออาวุโสสูง/ผู้สูงวัยเกือบทั้งสิ้น จนซาอุดีอาระเบียถูกมองว่าเป็น “สังคมที่ปกครองโดยผู้สูงวัย” คิดอะไรย่ำอยู่กับที่

 จนกระทั่งซาอุดีอาระเบียเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ทรงแต่งตั้ง มุฮัมมัด บิน ซัลมาน พระโอรสขึ้นเป็นมกุฏราชกุมาร และทรงถอดพระญาติคือมุฮัมมัด บิน นาเยฟจากตำแหน่ง การถอดและตั้งมกุฏราชกุมารในซาอุฯ เกิดขึ้นประปราย มีความเกีย่วข้องกับเรื่องวัยและอายุของผู้ดำรงตำแหน่งมากกว่าเรื่องการเมือง (อย่างที่กล่าวไปว่าซาอุฯ ปกครองโดยกลุ่มเชื้อพระวงศ์อาวุโสมาก) แต่กรณีของตั้ง มุฮัมมัด บิน ซัลมาน ทรงขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่า และที่สำคัญมีพระชนมายุน้อยมากเพียง 37 พรรษา (หรือ 32 พรรษาคราวที่รับตำแหน่ง)

 มุฮัมมัด บิน ซัลมานทรงมีอิทธิพลสูงมากและว่ากันว่าทรงมีอิทธิพลที่แท้จริงในประเทศมากกว่าพระราชบิดาเสียอีก (อ่านเพิ่มเติมจากเรื่อง “ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน‘) ทรงใช้อำนาจที่แข็งกร้าวในการกวาดล้างผู้ที่อาจเป็นเสี้ยนหนามอำนาจ จับกุมตัวบุคคลสำคัญของประเทศมากมาย และปรับโครงสร้างการบริหารประเทศเสียใหม่

 แต่จุดเด่นของพระองค์คือการผลักดันซาอุฯ สู่ทิศทางใหม่ในอนาคต จากเดิมที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก หันมากระจายการลงทุนที่หลากหลายขึ้น เพราะอนาคตของน้ำมันไม่แน่นอนขึ้นทุกวัน หลังจากทราบกันแล้วว่าน้ำมันคือตัวการของภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายลงทุกที

 มุฮัมมัด บิน ซัลมานเคยใช้แทคติกเพื่อดึงน้ำมันให้ถูกลงเพื่อบีบให้ผู้ผลิตรายเล็กล้มละลาย แต่น้ำมันก็ยังผันผวนได้ง่าย และถึงแม้น้ำมันยังทำรายได้สูงและเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน เมื่อถึงวันที่น้ำมันหมดอนาคตแล้วซาอุดีอาระเบียอาจจะกลายเป็นประเทศจนๆ ในพริบตาถ้าหมดน้ำมันหรือน้ำมันหมดความสำคัญ เช่นเดียวกับ นาอูรู ปรเะทศเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ร่ำรวยด้วยฟอสเฟตและขุดขายจนมั่งคั่ง ทำให้ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่พอฟอสเฟตหมดสิ้น นาอูรูกลายเป็นประเทศยาจกในทันที

 นี่คือที่มาของ Vision 2030 นโยบายสำคัญของมุฮัมมัด บิน ซัลมาน หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันมาเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ด้านพลังงานหันมาลงทุนพลังงานหมุนเวียน พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอีกหนึ่งเป้าหมายที่องค์ชายทรงตั้งไว้คือการทำให้ซาอุฯ มีความมั่นคงด้านอาหาร ทั้งการพลิกแผ่นดินทะเลทรายสร้างไร่นาสีเขียว และการทุ่มลงทุนเพื่อรับประกันว่าซาอุฯ จะมีแหล่งอาหารที่มั่นคงในต่างประเทศ

 นักลงทุนซาอุฯ ได้รับการสนับสนุนให้ไปลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อกุมความมั่นคงด้านอาหารโดยรัฐบาลเสนอรายชื่อ 10 ประเทศที่ควรลงทุนในกลุ่มอาหาร/พืชอาหารนั้นๆ กับคนที่ยังคิดว่าน้ำมันคือทุกสิ่งทุกอย่าง อาจคิดว่ามันไม่จำเป็น จนกระทั่งกระแสต่อต้านน้ำมันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีด้านสิ่งแวดล้อมโลก ตามด้วยการลดการใช้น้ำมันของประเทศใหญ่ๆ คนที่เคยคิดว่านโยบายอาหารของซาอุฯ ไม่จำเป็นอาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะเห็นแล้วว่าน้ำมันอาจจะเป็นแหล่งเงินในตอนนี้ แต่ในวันข้างหน้า “ข้าวปลาเป็นของจริงมากกว่า”

 ในช่วงสิบปีกว่ามานี้ ซาอุฯ รุกคืบเรื่องการเสาะหา “ที่ดิน” เพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเพื่อป้อนประเทศตัวเอง เป้าหมายมีทั้งในแอฟริกา (เช่นประเทศมาลีและเซเนกัล) ในตะวันออกกลางด้วยกัน (เช่นในอิรักแถบแม่น้ำไทกริสยูเฟรติส) และในแถบทะเลดำที่อุดมสมบูรณ์ (ประมาณ 10 ประเทศบริเวณนั้น) บริษัทจากซาอุฯ จะไปดีลกับเจ้าของที่ดินในประเทศเหล่านี้ เพื่อให้เพาะปลูกข้าวหรืออาหารจำเป็นเพื่อป้อนซาอุฯ โดยเฉพาะ หรือ Contract farming

 การลงทุนเหล่านี้มีมาก่อน Vision 2030 แต่มันเป็นเหมือนสัญชาติญาณของซาอุฯ ที่ต้องให้ตัวเองมั่นใจว่าจะมีข้าว/อาหารเพียงพอดำเนินการมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว และอันที่จริงไทยเคยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำ Contract farming เพื่อผลิตข้าวให้ซาอุฯ มาแล้ว ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (กล่าวกันว่าเป็นการริเริ่มของนายกรัฐมนตรียุคนั้น) แต่โครงการนี้ถูกต่อต้านอย่างหนัก นี่คือตัวอย่างหนึ่งในการรุกคืบเรื่องนี้ของซาอุฯ และเกือบจะทำให้ไทยขยับเข้าใกล้ซาอุฯเข้ามาอีกนิดหนึ่งในยุคสมัยหนึ่ง

 หลังจากมี Vision 2030 ของมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน ประเทศแรกๆ ที่ทรงติดต่อเพื่อผลักดันความมั่นคงด้านอาหารคืออินเดียเมื่อปี 2019 โดยเป็นการช่วยกันพึ่งพา ฝ่ายหนึ่งพึ่งพาแหล่งข้าว อีกฝ่ายหนึ่งพึ่งพาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซาอุฯ นั้นยกยออินเดียว่าเป็นแหล่งข้าว เนื้อแดง น้ำตาล เครื่องเทศ และนมผงที่ดีที่สุดสำหรับซาอุฯ (อาหารเหล่านี้ไทยก็สามารถส่งออกได้ดี) ในส่วนของข้าวนั้นซาอุฯ เน้นข้าวบาสมตีถึง 70% (ข้าวเมล็ดยาว) และ 70% นี้มาจากอินเดีย ส่วนข้าวเจ้า 10% เคยมาจากไทย

ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด (Rahaf Mohammed) หญิงชาวซาอุฯ ที่หนีมายังไทยเพื่อขอลี้ภัยจาการถูกกดขี่ กลายเป็นกรณีระหว่างประเทศอันโด่งดังเมื่อปี 2019

 น่าสนใจว่าการฟื้นสัมพันธ์กับไทยในครั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลของซาอุฯ จะเกี่ยวข้องการการเสาะหาดินแดนที่จะช่วยรับประกันความมั่นคงด้านอาหารหรือไม่? แม้จะยังไม่มีคำตอบชัด แต่จนถึงทุกวันนี้ มีเพียงอินเดียเท่านั้นที่ซาอุฯ ประกาศกระชับความมั่นคงด้านอาหารกับอินเดียในระดับรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะข้าวที่ซาอุฯ นำเข้าส่วนใหญ่มาจากอินเดีย รองลงมาคือปากีสถาน (แหล่งข้าวบาสมตีเช่นกัน) อันดับ 3 คือสหรัฐ และอันดับที่ 4 คือไทย ในบรรดาทั้ง 4 ประเทศนี้การนำเข้าข้าวจาก 3 อันดับแรกเติบโตสูงสุด (สถิติจากปี 2019)

 Vision 2030 ยังมีโครงการก่อสร้างระดับเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญคือเมือง Neom ในแคว้นตะบูกริมทะเเลแดงใกล้กับจอร์แดน โดยตั้งเป้าให้เป็นสมาร์ทซิตี้ขนาดมหึมามีพื้นที่ 26,500 ตร.กม. ไปตามแนวริมทะเลแดงยาว 460 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ มันเป็นเมืองแห่ง Vision 2030 ที่แท้จริง เพราะจะเน้นพลังงานทางเลือก ไม่ใช่น้ำมัน มีเมืองย่อยหลายเมือง เช่น The Line เป็นเมืองแนวยาวความยาว 170 กม. ที่จะไม่มีรถยนต์เลย ดังนั้นมันคือการพลิกซาอุฯ ไปสู่อนาคตที่เลิกพึ่งพาน้ำมันอย่างแท้จริง

 การฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้จะมีผลดีต่อแรงงานจากไทยโดยตรง เพราะด้วยโครงการ Neom จะทำให้ซาอุฯ ต้องการแรงงานมีฝีมือจำนวนมหาศาล ซึ่งไทยขึ้นชื่อในเรื่องนี้และในช่วงที่ยังร้าวฉานกันนั้นซาอุฯ ก็ยังอุตส่าห์จ้างแรงงานไทยถึง 10,000 คน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่มันจะดีหากตัวเลขกลับไปเท่ากับช่วงก่อนกรณีเพชรซาอุและสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกที่ “ว่ากันว่า” สูงถึง 200,000 คน

เมือง The Hexgon ส่วนหนึ่งของเมืองแห่งอนาคต Neom

 ถามว่าหลังจากนี้เป็นไปได้ไหมที่ตัวเลขจะกลับไปเท่าเดิม? ตอบว่าเป็นไปได้ เพราะโครงการ Neom แห่งเดียว เพิ่งจะมีการประมูลสัมปทานโครงการสร้างที่พักให้คนงานถึง 100,000 คนเมื่อปีที่แล้ว (โดยเมืองย่อยจะแบ่งที่พักอาศัยคนงานไซต์ละ 10,000 คน) หมายความว่าการสร้างเมืองแห่งนี้ต้องใช้แรงงานประมาณนั้น และแรงงานไทยหลายหมื่นอาจมีโอกาสได้ทำมาหากินที่นี่ แน่นอนมันจะช่วยนำเงินเข้าไทยได้ปีละอาจจะนับพันล้านดอลลาร์ (จากที่ไทยต้องเสียโอกาสไปถึง 200,000 ล้านดอลลาร์)

 อีกหนึ่งโอกาสของไทยคือการท่องเที่ยว หลังจากกรณีเพชรซาอุไทยต้องเสียโอกาสจากการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากซาอุฯ อย่างเต็มที่มานานถึง 30 กว่าปี ท่ามกลางมาตรการห้ามกันซึ่งๆ หน้าจากทางการซาอุฯ ไม่ให้ประชาชนเดินทางมายังไทย ไปจนถึงการเตือนไม่ให้มา และหากจะมาก็มีความยุ่งยากเกินไป ทำให้ไทยเสียรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงจากประเทศเศรษฐีน้ำมันแห่งนี้

 แต่หลังจากนี้ การเดินทางระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศจะสะดวกเช่นเดิม เพราะหลังการพบปะระหว่างมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมานกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สายการบินซาอุดิอาระเบียก็ประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

• มีข้อพึงสังเกตว่าแม้ไทยจะดูเหมือนเป็นฝ่ายพยายามคืนดีมากกว่า แต่ซาอุฯ ก็พยายามจะสะสางเรื่องคาใจเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเสียดายการลงทุนมหาศาลที่ต่างเสียกันไป แต่เพราะมีเงื่อนไขทางการเมืองด้วย เช่น ตามทัศนะของแฟรงค์ จี. แอนเดอร์สัน (Frank G. Anderson) คอลัมนิสต์ของสำนักข่าว UPI ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ปี 2009 ว่าในเวลานั้นซาอุฯ กับไทยดูเหมือนจะเลิกเย็นชากันเล็กน้อย เชื่อว่าเพราะการชิงดีชิงเด่นระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน โดยที่อิหร่านเริ่มมีอิทธิพลต่อไทยมากขึ้น ขณะที่ซาอุฯ เสียโอกาสเข้าถึงไทยเพราะกรณีเพชร

นักรบฮูษีนั่งอยู่ด้านหลังกระสอบทรายใกล้จุดตรวจในกรุงซาอานา ประเทศเยเมน 17 ธันวาคม 2014 REUTERS / Mohamed al-Sayaghi / ไฟล์รูปภาพ

 ผ่านมา 10 กว่าปี ทฤษฎีนี้ก็อ่อนพลังลงไปตามกาลเวลา แต่ตอนนี้ซาอุฯ ต้องการจะจัดการกับอิทธิพลอิหร่านมากกว่าช่วงเวลาใด เพราะอิหร่านคือแบ็คอัพให้กับกองกำลังฮูษีในเยเมน กองกำลังนี้กลายเป็นนักรบสงครามตัวแทนของอิหร่านในการโจมตีซาอุฯ อยู่เนืองๆ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีส่งกำลังซาอุฯ ไปแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมนก็คือมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมานนั่นเอง

 แม้ไทยคงไม่มีบทบาทอะไรอีกแล้วในมิติการเมืองระหว่างอิหร่าน-ซาอุฯ แต่ยังมีผู้กังวลว่าการคืนดีระหว่างไทยกับซาอุฯ นั้นจะทำให้ไทยเป็นเป้าการก่อการร้าย (จากกลุ่มฮูษี) หรือไม่? ขอตอบว่าไม่ เพราะฮูษีไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายอีกต่อไปและมีปฏิบัติการแค่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นคู่กรณีเท่านั้น (แต่สหรัฐพยายามจะกำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้ง)

 สำหรับบางคนในเมืองไทยที่ยังกังขากับกรณีเพชรซาอุฯ ก็คงจะห้ามความกังขาไม่ได้ แต่ดูหมือนว่าซาอุฯ ที่เป็นโจทก์กับไทยจะ “มูฟออน” ไปแล้ว โดยไม่ต้องถามว่ารัฐบาลไทยอยากจะมูฟออนหรือไม่ เพราะพยายามมาหลายคนจนสำเร็จเสียที (ซึ่งไทยจะทำสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในซาอุฯ)

 ดังนั้น หากบางคนยังสงสัยเรื่องเพชรซาอุที่มีมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ก็คงต้องสงสัยกันต่อไป ขณะที่รัฐบาลสองประเทศและพลเมืองสองชาติที่เตรียมรับทรัพย์ พร้อมเดินหน้าเพื่อโกยความมั่งคั่งร่วมกันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอนาคตอีกไม่นาน

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by various sources / AFP

รัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้การกระทำ ‘ก้าวร้าว’ ของสหรัฐ-ยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674055

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 18:40 น.รัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้การกระทำ 'ก้าวร้าว' ของสหรัฐ-ยุโรปรัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้ขณะกำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป

บลูมเบิร์กรายงานว่าเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียส่งสัญญาณว่าทางการรัสเซียพร้อมที่จะตอบโต้ต่อการกระทำ “ก้าวร้าว” ใดๆ ของสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป

ลาฟรอฟกล่าวว่าสหรัฐและยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย รวมถึงการซ้อมรบใกล้พรมแดนซึ่งเป็นการยั่วยุ ตลอดจนความพยายามที่จะดึงยูเครนเข้าสู่วงโคจรของ NATO

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวว่าจะพิจารณาเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยตรงต่อประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย นอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังร่าง หากมีการสั่งการให้กองทัพรัสเซียบุกเข้าสู่เขตแดนยูเครน

ด้านเคลมองต์ โบน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปของฝรั่งเศส กล่าวก่อนหน้านี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่กองทัพรัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งฝรั่งเศสจะยืนเคียงข้างและช่วยเหลือยูเครนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้ขู่ว่าจะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียในระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หากรัสเซีบุกยูเครน

เช่นเดียวกับลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษซึ่งกล่าวว่าอังกฤษไม่เห็นด้วยกับความพยายามของรัสเซียที่จะโค่นล้มพันธมิตรประชาธิปไตยอย่างยูเครน และหากรัสเซียยังคงรุกรานยูเครนก็จะต้องเผชิญกับบทลงโทษจากนานาชาติ รวมถึงการคว่ำบาตร

โดยกองทัพสหรัฐจับมือกองกำลัง NATO และประเทศพันธมิตรในยุโรป เตรียมพร้อมตอบโต้หากรัสเซียบุกยูเครน หลังสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธว่ามีแผนที่จะบุกยูเครน แม้จะมีการระดมกำลังทหารพร้อมอาวุธจำนวนมากเข้าใกล้ชายแดนยูเครน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าในวันนี้ฝรั่งเศสจะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาทางการทูตจากเยอรมนี รัสเซีย และยูเครนในรูปแบบนอร์มังดี เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความตึงเครียดในยูเครนอย่างสันติ

ขณะที่ลาฟรอฟกล่าวว่าทางการรัสเซียไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ในประเด็นยูเครน

Photo by REUTERS/Sergey Pivovarov

ระวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจเอเชียสะเทือนแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674041

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 16:17 น.ระวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจเอเชียสะเทือนแน่ IMF ชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียอย่างแน่นอน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับนโยบายทางการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จะขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างแน่นอน

ชางยอง รี ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF กล่าวว่ากลุ่มประเทศในเอเชียมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและระดับเงินสำรองเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2013 ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ “Taper Tantrum” เมื่อเฟดประกาศปรับลดวงเงินในการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

โดยอธิบายว่าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ Taper Tantrum ส่งผลให้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียประสบปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วและค่าเงินอ่อนค่าลงในขณะนั้น ขณะที่ธนาคารกลางในภูมิภาคต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม รีเตือนว่าภาระหนี้ที่สูงขึ้นจะเป็นปัญหาต่อหลายประเทศในเอเชีย

“โดยรวมแล้วหนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากหลังเกิดวิกฤตการงินโลก โดยในช่วงปี 2007 ประเทศในเอเชียมีหนี้คิดเป็น 27% ของหนี้ทั่วโลก แต่ในปี 2021 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40%” รีกล่าวต่อ CNBC

“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้อาจไม่สร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงินมากนัก แต่จะสามารถชะลอการฟื้นตัวและการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างแน่นอน” รีกล่าว พร้อมเตือนให้รัฐบาลในเอเชียเตรียมพร้อมสำหรับความเคลื่อนไหวของเฟด

ทั้งนี้ คาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. ที่จะถึงนี้ และมีท่าทีว่าจะปรับนโยบายทางการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2022 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกจะลดลงจาก 5.9% ในปี 2021 เป็น 4.4% ในปี 2022

Photo by Alex Wong/Getty Images/AFP

IMF จี้เอลซัลวาดอร์เลิกใช้ Bitcoin ชำระหนี้ตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674039

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 15:46 น.IMF จี้เอลซัลวาดอร์เลิกใช้ Bitcoin ชำระหนี้ตามกฎหมายไอเอ็มเอฟเตือนทางการเอลซัลวาดอร์ให้ยกเลิกสถานะการเป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายของ Bitcoin

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนให้ทางการเอลซัลวาดอร์แก้ไขกฎหมาย Bitcoin ให้แคบลงด้วยกายกเลิกการรับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

แถลงการณ์ของบอร์ด IMF ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ Bitcoin ต่อ “ความมั่นคงทางการเงิน จริยธรรมทางการเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค” รวมทั้งหนี้สินทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น

IMF ยังแนะนำให้ออกกฎควบคุมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกของประเทศให้เข้มงวดขึ้น

คณกรรมการบริหารบางรายยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ที่ทางการกำลังจะออก และยังเตือนว่าหนี้สาธารณะของประเทศอาจพุ่งไปที่ 96% ของจีดีพีในปี 2026 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ทางการเอลซัลวาดอร์กำลังจะออกพันธบัตรมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งครึ่งหนึ่งจะนำมาใช้ในการซื้อ Bitcoin โดยรัฐบาลคาดว่ากำไรจาก Bitcoin จะดึงดูดนักลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทน 6.5% ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าตลาดในปัจจุบันของพันธบัตรรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ได้เกือบ 17%

เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกที่รับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายควบคู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว และนับตั้งแต่นั้น IMF เตือนให้เอลซัลวาดอร์เปลี่ยนใจมาตลอด แต่การเตือนครั้งล่าสุดนี้เป็นการใช้ภาษาที่ตรงและแรง

ทั้งนี้ เอลซัลวาดอร์เริ่มซื้อ Bitcoin เมื่อปีที่แล้วซึ่งซื้อขายกันที่ราว 50,000 เหรียญสหรัฐ และมีเหรียญอยู่ในครอบครองอย่างน้อย 1,801 เหรียญ โดยมูลค่าของ Bitcoin ลดลงไปแล้ว 45% จากช่วงพีคที่ซื้อขายกันที่เกือบ 68,000 เหรียญสหรัฐเมื่อต้นเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าเอลซัลวาดอร์ขาดทุนไปราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐตามการคำนวณของ Bloomberg News

REUTERS/Jose Cabezas

สุดช้ำ! สาวบริจาคไตให้แฟน ผ่านไปไม่ถึงปีถูกนอกใจพร้อมประโยคบอกเลิกเจ็บแสบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674012

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 14:31 น.สุดช้ำ! สาวบริจาคไตให้แฟน ผ่านไปไม่ถึงปีถูกนอกใจพร้อมประโยคบอกเลิกเจ็บแสบหญิงสาวรายหนึ่งแชร์เรื่องรักสุดช้ำว่าถูกแฟนหนุ่มนอกใจและขอเลิกหลังเธอบริจาคไตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเขาได้ไม่ถึงปี

คอลลีน เล สาววัย 30 ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐแชร์เรื่องราวความรักของเธอเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วผ่านคลิปใน TikTok โดยเริ่มคลิปแรกเมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว

คอลลีนเล่าว่า แฟนหนุ่มของเธอบอกว่าเขาเป็นโรคไตมาตั้งแต่อายุ 17 และต้องฟอกเลือดมาตลอดนับตั้งแต่นั้น เนื่องจากไตทำงานได้ไม่ถึง 5%

ตอนนั้นเธอคิดอย่างเดียวว่าไม่ต้องการให้เขาตายจึงตัดสินใจจะเสียสละไตข้างหนึ่งของตัวเองให้แฟนหนุ่ม คอลลีนเดินหน้าขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ตรวจว่าไตของทั้งคู่จะเข้ากันได้หรือไม่ เมื่อผลออกมาว่าได้ ทั้งคู่จึงเข้ารับการผ่าตัดและฟื้นตัวกลับมาได้เป็นปกติ

คนทั่วไปอาจจะคิดว่าแฟนหนุ่มคงจะซาบซึ้งในความเสียสละของแฟนสาว แต่สำหรับหนุ่มรายนี้มันห่างไกลจากคำนั้นมาก

หลังการผ่าตัดผ่านไปเพียง 7 เดือน คอลลีนได้รับข้อความจากแฟนหนุ่มว่าเขาจะไปปาร์ตี้สละโสดกับเพื่อนๆ ที่ลาสเวกัสในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งเธอก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะแฟนหนุ่มเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดคงไม่มีเรื่องนอกใจ ส่วนเธอก็มุ่งมั่นอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบตามปกติ

แต่แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อแฟนหนุ่มกลับมาแล้วสารภาพว่าเขานอกใจเธอตอนไปลาสเวกัสและขอให้เธอยกโทษให้

ทั้งคู่ทะเลาะกันแต่สุดท้ายคอลลีนยอมยกโทษและให้โอกาสแฟนหนุ่มอีกครั้ง ทว่าในที่สุดอีก 3 เดือนต่อมาแฟนหนุ่มก็ขอเลิกราผ่านทางโทรศัพท์พร้อมด้วยคำพูดทำร้ายจิตใจว่า “ถ้าเราเกิดมาคู่กันจริงๆ สุดท้ายพระเจ้าจะพาเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง” และทิ้งท้ายด้วยคำพูดเจ็บแสบว่า “คุณแค่บริจาคไตเพื่อให้คุณดูดีเท่านั้น” ทั้งยังบล็อคการติดต่อทุกช่องทางจากคอลลีน

นอกจากแฟนหนุ่มจะทิ้งไปอย่างไม่ไยดีแล้ว เพื่อนของเขาคนหนึ่งยังส่งข้อความมาในวันปาร์ตี้ฉลองเรียนจบของคอลลีนเพื่อต่อว่าเธอที่นำเรื่องหลังการผ่าตัดไตมาเปิดเผยให้ทุกคนรับรู้ว่า “เพื่อนคนหนึ่งของแฟนเก่าคุณ และคำแนะนำนะ ไม่ใช่ทุกคนจะอยากรู้หรอกนะว่าคุณให้ไตนั่นกับเขาแล้วพวกคุณก็เลิกกัน ดีใจด้วยนะที่เรียนจบพร้อมกับความพิการ”

หลังจากเรื่องราวนี้กลายเป็นไวรัลก็มีชาว TikTok เข้ามาให้กำลังใจคอลลีนมากมาย เช่น “เขาไม่รู้เหรอว่าการบริจาคไตมันซีเรียสแค่ไหน คุณเสียสละชีวิตเพื่อใครบางคน จิตใจคุณช่างงดงามเหลือเกิน”, “อย่ากังวลไปเลยเธอ เขาไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีเธอ และเขาต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนั่นแหละ” หรือ “เขาไม่คู่ควรกับคุณและของขวัญที่คุณมอบให้”

Photo: tiktok/@colleeeniie