สหรัฐชี้รัสเซียบุกแน่ แต่ยูเครนไม่เชื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674021

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 13:09 น.สหรัฐชี้รัสเซียบุกแน่ แต่ยูเครนไม่เชื่อในขณะที่สหรัฐเตือนว่าภัยคุกคามจากรัสเซียที่จะบุกยูเครนกำลังใกล้เข้ามา แต่เสียงจากฝั่งยูเครนกลับไม่เห็นด้วย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย สะสมกองกำลังอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนยูเครน และการโจมตีอาจเป็นการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจะเปลี่ยนโลกใบนี้

ทว่าเสียงจากบุคคลระดับผู้นำของยูเครนกลับไม่เห็นด้วยกับคำเตือนของตะวันตก ทั้งยังพยายามยืนยันกับประชาชนว่าการรุกรานจากรัสเซียไม่ได้เป็นภัยที่ใกล้จะถึงแต่อย่างใด แม้ว่าอีกทางหนึ่งจะรับยุทโธปกรณ์ที่ทางสหรัฐส่งไปช่วยเหลือเพื่อรับมือไว้แล้วก็ตาม

ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ ซาเลนสกี ของยูเครน ย้ำผ่านโทรทัศน์เป็นครั้งที่ 2 ในช่วงไม่กี่วันเพื่อไม่ให้ชาวยูเครนตื่นตระหนกว่า “เราแข็งแกร่งเพียงพอที่จะควบคุมทุกอย่างและขัดขวางความพยายามที่จะสร้างความไม่สงบ”

โอเลกสกี เรซนิคอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเผยในที่ประชุมสภาว่า “จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมูลเหตุให้เชื่อว่ารัสเซียจะจู่โจมในเร็วๆ นี้” และย้ำว่ากองทัพรัสเซียไม่ได้กองกำลังที่จะบุกมายังชายแดน “ไม่ต้องห่วง นอนให้สบายเถอะ ยังไม่จำเป็นต้องเตรียมข้าวของ”

เช่นเดียวกับ ฮันนา มัลยาร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมที่ที่ระบุไว้ในเฟซบุ๊คว่า จำนวนทหารรัสเซียที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนยูเครนไม่เพียงพอต่อการบุกจู่โจมเต็มรูปแบบ แต่ปูตินกำลังใช้การสะสมกำลังพลเพื่อแบล็กเมลตะวันตกทางการเมืองและกดดันยูเครน และบอกอีกว่า “เป้าหมายของรัสเซียคือทำให้เกิดการแบ่งแยกในสังคมของเรา เพาะสร้างความหวาดกลัวและตื่นตระหนกเพื่อสร้างความวุ่นวายให้สถานการณ์ภายใน”

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ผู้นำยูเครนติดอยู่ตรงกลางระหว่างความพยายามในการทำให้ประชาชนสงบและสร้างความมั่นใจว่าได้รับความช่วยเหลือที่เพียงพอจากตะวันตกหากรัสเซียจู่โจม

ขณะที่ คริสตินา เควียน อุปทูตสหรัฐประจำยูเครนเผยกับ ABC News ว่า “ชาวยูเครนอยู่กับภัยคุกคามจากรัสเซียมายาวนาน ฉันขอเรียกว่าพวกเขามีความสุขุม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน”

ในขณะเดียวกัน ปรธานาธิบดีไบเดนประกาศว่าจะพิจารณาเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยตรงต่อประธานาธิบดีปูตินนอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังร่าง

“ใช่ ผมจะพิจารณา” ไบเดนเผยเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามถึงการลงโทษผู้นำรัสเซียที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้างว่ามีทรัพย์สินส่วนตัวซุกซ่อนไว้มหาศาล

หนุ่มจีนตัดใจลาโลก หลังตามหาพ่อแม่ที่ทิ้งไปจนเจอ แต่บุพการีไม่ไยดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674013

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 12:30 น.หนุ่มจีนตัดใจลาโลก หลังตามหาพ่อแม่ที่ทิ้งไปจนเจอ แต่บุพการีไม่ไยดีหนุ่มจีนตามพาพ่อแม่ที่พลัดพราก แต่กลับถูกทิ้งซ้ำสอง ก่อนตัดสินใจลาโลก

Global Times รายงานเรื่องสลดของหนุ่มจีนวัย 17 ปีที่ถูกพ่อแม่ขายแลกเงินตั้งแต่เกิด และกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อเขาตามหาพ่อแม่แท้ๆ จนเจอ แต่กลับถูกปฏิเสธอีกครั้ง สุดท้ายพบเป็นร่างไร้วิญญาณริมชายหาดในมณฑลไห่หนาน พร้อมทิ้งจดหมายสุดเศร้า

หลิว เฉียโจว เด็กหนุ่มชาวจีนวัย 17 ปีจากมณฑลเหอเป่ย ทางเหนือของจีน ถูกพบว่าฆ่าตัวตายโดยใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าเกินขนาด ซึ่งญาติเผยว่าหลิวต้องทานยานี้มานานกว่า 1 ปีแล้ว

ก่อนที่จะฆ่าตัวตายหลิวได้โพสต์ข้อความบน Weibo ตัดพ้อชีวิตของตัวเองว่าพ่อและแม่แท้ๆ ขายเขาให้กับพ่อแม่บุญธรรมเพื่อแลกกับเงินหลายพันหยวน (ในเวลาต่อมาญาติของหลิวเผยว่าเป็นเงินจำนวน 27,000 หยวน)

หลิวเล่าต่อว่าเมื่อเขาอายุได้ 4 ขวบพ่อแม่บุญธรรมเสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่บ้าน เขาต้องหนีตายมาอาศัยอยู่ที่บ้านของปู่ย่าบุญธรรม แต่ชีวิตเขาที่รอดมาได้ก็ไม่ใช่โชคดีสักเท่าไร ในฐานะเด็กกำพร้าหลิวถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนรังแกเป็นประจำ

ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตของหลิวถูกทอดทิ้งหลายครั้งหลายหน ทั้งจากพ่อแม่แท้ๆ พ่อแม่บุญธรรมที่เสียชีวิตไป และครั้งหนึ่งป้าบุญธรรมของหลิวเคยรับเขาไปเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกของตัวเอง แต่สุดท้ายหลิวก็ถูกทอดทิ้งเมื่อเธอหย่ากับสามี

หลิวตัดสินใจตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงเมื่อรู้ความจริงว่าตนไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ ของบ้านนี้ เขาโพสต์วิดีโอลงบนเว็บไซต์หนึ่งซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลของเด็กที่ถูกลักพาตัวเพื่อช่วยตามพาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของพวกเขา

เมื่อชาวเน็ตหลายคนได้ทราบเรื่องราวของหลิวต่างก็เห็นใจและเสนอความช่วยเหลือในการตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของหลิว

ในเดือนธ.ค. ปีที่แล้วตำรวจในมณฑลซานซีพบพ่อของหลิวจากการตรวจดีเอ็นเอ แต่พ่อและแม่ของหลิวหย่าร้างและไปมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว แม้ว่าในที่สุดหลิวจะได้พบกับพ่อแม่ที่เขาตามหาแต่พวกเขาปฏิเสธที่จะรับเลี้ยงดูหลิว และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ทำให้หลิวถูกทิ้งอีกครั้ง

หลิวโพสต์ข้อความสุดท้ายเมื่อช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนกลืนยารักษาโรคซึมเศร้าหลายสิบเม็ดที่ชายหาดในซานย่า มณฑลไห่หนาน โดยเจ้าหน้าตำรวจยืนยันการเสียชีวิตของหลิวเมื่อเวลาประมาณตีสี่

Photo: Sina Weibo

แรงงานไทยมีเฮ ฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ หนุนเศรษฐไทย-ส่งออกแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674001

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 11:05 น.แรงงานไทยมีเฮ ฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ หนุนเศรษฐไทย-ส่งออกแรงงานฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ โอกาสทองของเศรษฐกิจไทย และตลาดแรงงาน

หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียและไทยประกาศ “การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตเต็มรูปแบบ” หลังความสัมพันธ์ร้าวฉานมานานกว่าสามทศวรรษทีจากรณีการขโมยอัญมณีจากพระราชวังเชื้อพระวงศ์ในซาอุดีอาระเบีย

Reuters รายงานว่าซาอุดีอาระเบียและไทยได้ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตในอนาคตอันใกล้นี้ ตลอดจนสายการบินซาอุดีอาระเบียประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ และคาดว่าไทยจะรับนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งอาจสร้างรายได้อย่างน้อยปีละ 5,000 ล้านบาท อีกทั้ง การส่งออกของไทยอาจสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

นอกจากนี้ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวกับ Arab News ว่าการฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นโอกาสทองของไทยในการส่งออกแรงงานไปยังซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง

โดยเมื่อครั้งที่ทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์อันดีนั้นในแต่ละปีประเทศไทยส่งแรงงานไปยังซาอุดีอาระเบียกว่า 200,000 คน

ในตอนนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ปี 2030 ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานโดยพึ่งพาน้ำมันน้อยลง ไทยจึงมองเห็นโอกาสของตลาดแรงงานในซาอุดีอาระเบีย

Photo by Bandar Algaloud/Courtesy of Saudi Royal Court/Handout via REUTERS

ซาอุดีอาระเบีย-ไทย ฟื้นสัมพันธ์ แถลงการณ์ร่วมชี้ “ครั้งประวัติศาสตร์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673997

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 10:10 น.ซาอุดีอาระเบีย-ไทย ฟื้นสัมพันธ์ แถลงการณ์ร่วมชี้ "ครั้งประวัติศาสตร์"หลังจากความสัมพันธ์ร้าวฉานนานหลายสิบปีกรณีเพชรซาอุอันโด่งดัง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ซาอุดีอาระเบียและไทยประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตขึ้นใหม่ หลังจากความสัมพันธ์ร้าวฉานมานานกว่าสามทศวรรษทีจากรณีการขโมยอัญมณีจากพระราชวังเชื้อพระวงศ์ในซาอุดิอาระเบีย

ทั้งสองประเทศประกาศในแถลงการณ์ร่วม “การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตเต็มรูปแบบ” ระหว่างการเยือนริยาดของนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย ที่กรุงริยาด โดยรอยเตอร์รายงานว่าทั้ง 2 ประเทศพร้อมจะแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตระหว่างกันในอนาคตข้างหน้า

“ขั้นตอนประวัติศาสตร์นี้เป็นผลมาจากความพยายามอันยาวนานในระดับต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกันและความสัมพันธ์ฉันมิตร” ถ้อยแถลงร่วมระบุ ภายหลังการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบีย

ขณะเดียวกัน สายการบินซาอุดิอาระเบียประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

สำนักข่าวเอเอฟพีชี้ว่าประเทศไทยได้พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์หลายครั้ง ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ แต่ซาอุดีอาระเบียได้กล่าวหามานานแล้วว่าตำรวจไทยไม่เต็มที่กับการสืบสวนเรื่องการโจรกรรม โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสได้ลักลอบเก็บอัญมณีที่ขโมยมาไปเป็นของตนเอง

เอเอฟพีระบุว่าต่อมาตำรวจไทยได้คืนอัญมณีบางส่วน แต่เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียอ้างว่าส่วนใหญ่เป็นของปลอม ในขณะที่อัญมณีล้ำค่าที่สุดคือเพชรสีน้ำเงินหายากขนาด 50 กะรัต ยังคงไม่ทราบ

ซาอุดีอาระเบียส่งนักธุรกิจคนหนึ่งไปสอบสวนในปี 2533 แต่เขาหายตัวไปในกรุงเทพฯ ไม่กี่วันหลังจากนักการทูตซาอุดิอาระเบียสามคนถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ 

รอยเตอร์รายงานว่าถ้อยแถลงระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์แสดง “ความเสียใจอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในประเทศไทยระหว่างปี 2532 ถึง 2533” และกล่าวว่ารัฐบาลของเขาพร้อมที่จะ “แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในกรณีที่มีหลักฐานใหม่ที่เกี่ยวข้อง”

บทวิเคราะห์ รัสเซียจะบุกส่วนไหนของยูเครน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673959

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 21:33 น.บทวิเคราะห์ รัสเซียจะบุกส่วนไหนของยูเครน?ณ เวลานี้ (วันที่ 25 มกราคม 2022) มีคำถามสำคัญ 2 เรื่องที่ทุกคนอยากรู้ ไม่ใช่แค่คนทั่วไป แต่รวมถึงนาโตและยูเครนด้วย

คำถามแรก รัสเซียจะบุกยูเครนหรือไม่? และคำถามที่สอง ถ้าบุกจะบุกส่วนไหน?

สำหรับคำถามแรกแม้จะมีการระดมกำลังของนาโตเข้ามาตามแนว (รบ) ตะวันออก คือประเทศที่อยู่ใกล้ๆ รัสเซีย แต่การหารือล่าสุดระหว่างสหรัฐกับยุโรปดูเหมือนจะเน้นไปที่มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งแม้จะยังไม่ชัดแต่ก็ขู่ออกมาก่อนว่าจะคว่ำบาตร “แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน”

การส่งกำลังของนาโตรวมถึงคำประกาศเสริมกำลังของสหรัฐในแนวตะวันออกก็มีขึ้นไล่ๆ กัน แต่ถือว่าเป็นการเดิมหมากตามรัสเซียมากกว่า เพราะฝ่ายหลังเคลื่อนไหวเรื่องนี้มานานนับเดือนแล้วทั้งตามแนวพรมแดนยูเครนและที่เบลารุส พันธมิตรสำคัญของรัสเซีย

ตอนนี้เริ่มมีบทวิเคราะห์ให้เห็นประปรายเกี่ยวกับคำถามที่สอง เช่น รายงานของ CSIS (ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ) หน่วยงานวิเคราะห์ในวอชิงตัน และ Rochan Consulting ซึ่งเชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและการสงคราม

CSIS วิเคราะห์ไว้ดังนี้ (รวมถึงข้อสังเกตและคำอธิบายเพิ่มเติมจากโพสต์ทูเดย์)

1. รัสเซียอาจจะเคลื่อนกำลังภาคพื้นดินบางส่วนออกจากชายแดนยูเครน อย่างน้อยก็ชั่วคราว หากการเจรจาสำเร็จแต่ยังคงให้ความช่วยเหลือกลุ่มกบฏที่สนับสนุนรัสเซียในยูเครนตะวันออก ซึ่งจนถึงขณะนี้บางประเทศในยุโรปยังหวังที่จะใช้วิธีการทูตทุกอย่างเพื่อยุติการเผชิญหน้านี้ และยังมีเยอรมนีที่มีท่าทีไม่ชัดเจนเรื่องการเผชิญหน้ากับรัสเซีย

2. อาจจะส่งกองทหารรัสเซียเพื่อทำสงครามในรูปแบบไปยังดินแดนโดเนตสค์และลูฮานสค์ โดยดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย และโดเนตสค์และลูฮานสค์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช โดยนานาชาติไม่ยอมรับการแยกตัวนี้ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย CSIS วิเคราะห์ว่าหากรัสเซียส่งทหารเข้าไป จะไปในฐานะ “ผู้รักษาสันติภาพ” แต่ฝ่ายเดียว และปฏิเสธที่จะถอนทหารเหล่านั้นออกจนกว่าการเจรจาสันติภาพจะสิ้นสุดลงอย่างประสบผลสำเร็จ และยูเครนตกลงที่จะดำเนินการตามพิธีสารมินสค์ (Minsk Protocol) หนึ่งในนั้นคือการหยุดยิงและถอนกำลังทหารรับจ้างต่างจากออกไปจากยูเครน ซึ่งข้อนี้อาจจะยากแล้วเมื่อพิจารณาท่าทีของสหรัฐและนาโตที่จะใช้กองทัพเพื่อการรบในรูปแบบกันล้ว

3. อาจจะยึดดินแดนยูเครนให้ไกลถึงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งไหลผ่ากลางเหมือนแบ่งครึ่งประเทศยูเครน เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองหรือรวมดินแดนใหม่นี้เข้าในสหพันธรัฐรัสเซีย หากรัสเซียยึดส่วนนี้ได้ยูเครนก็จะเหลือแค่ดินแดนฝั่งขวา (หรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์) หรือมีพื้นที่ทั้งประเทศเหลือประมาณครึ่งเดียว

4. อาจจะยึดดินแดนของยูเครนจนถึงแม่น้ำนีเปอร์จากนั้นข้ามไปยึดดินแดนเพิ่มเติม เพื่อผนวกเอาเมืองโอเดสซาเมืองใหญ่อันดับสามที่สำคัญของยูเครน เพื่อเชื่อมต่ออาณาเขตของรัสเซียลากยาวไปจนถึงสาธารณรัฐทรานส์นีสเตรียทางตอนใต้ของยูเครนติดกับมอลโดวา (ซึ่งทรานส์นีสเตรียเป็นดินแดนเปราะบางเช่นกันเพราะแยกตัวมาจากมอลโดวาโดยมีชาวรัสเซียเป็นคนส่วนใหญ่ ส่วนมอลโดวานั้นพยายามพึ่งพานาโตอยู่เพราะมองรัสซียเป็นภัยคุกคาม) ทั้งนี้ CSIS ชี้ว่าหากรัสเซียใช้แผนการนี้จะเท่ากับยึดตอนใต้ของยูเครนทั้งหมดและตัดยูเครนออกออกจากการเข้าถึงทะเลดำ รัสซียจะรวมดินแดนใหม่เหล่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เพื่อบั่นทอนเศรษฐกิจขอยูเครนจนประคองไว้ไม่ได้ (เพราะไม่มีทางติดทะเลอีก)

5. อาจจะยึดเฉพาะดินแดนทางตอนใต้ของยููเครนเพื่อเชื่อต่อระหว่างรัสเซียและทรานส์นีสเตรีย (รวมถึงเมืองสำคัญตอนใต้ของยูเครน คือ มารีอูปอล เคียร์ซอน และโอเดสซา) เพื่อจัดหาแหล่งน้ำจืดสำหรับคาบสมุทรไครเมีย (ที่รัสเซียยึดไปตั้งแต่ปี 2014) และปิดกั้นไม่ให้ยูเครนเข้าถึงทะเล ขณะที่หลีกเลี่ยงการสู้รบระดับใหญ่ที่กรุงเคียฟและคาร์กิว เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครน โดยเฉพาะคาร์กิวตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนรัสเซียมาก แต่ถ้าใช้แผนนี้รัสเซียจะทิ้งเมืองใหญ่ไปยึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากกว่า (คือการตัดเส้นเลือดของยูเครน)

6. อาจจะยึดยูเครนทั้งหมด และร่วมกับเบลารุส ประกาศการจัดตั้ง “ไตรภาคีชนชาติสลาฟใหม่” ประกอบด้วยรัสเซียใหญ่ รัสเซียน้อย และรัสเซียขาว (หมายถึงรัสเซีย ยูเครน และเบลารุสตามลำดับ) หากใช้แผนนี้จะมีการดำเนินการ 2 เฟส โดยเฟสแรกใช้ความเป็นไปได้ข้อที่ 3 คือยึดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์ก่อนรวมถึงเคียฟ จากนั้นเฟสที่ 2 คือการยึดส่วนที่เหลือของยูเครนคือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์และภาคตะวันตกทั้งหมด

นี่เป็นความเป็นไปได้จากการวิเคราะห์ของ CSIS ซึ่งการบุกยูเครนนั้นสามารถทำได้ก็จริง แต่มันมีผลที่ตามมาที่อาจมีต้นทุนมหาศาลมากกว่าการรุกรานเสียอีก หนึ่งคือ รัสเซียจะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก สองอาจเกิดสงครามเต็มรูปแบบกับนาโต (มีโอกาสน้อย) และสามคือการลุกฮือยืดเยื้อจากชาวยูเครนหากรัสเซียทำการยึดทั้งประเทศ

การจัดการกับประชากรยูเครนที่ถูกยึดครองไม่ใช่เรื่องง่าย รัสเซียอาจล้มเหลวในการกลืนประชากรยูเครนหรือกล่อมให้ชื่อฟังรัสเซีย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลังจากที่ไครเมียแยกตัวจากยูเครน (โดยอาศัยกำลังของรัสเซีย) และต่อมาทำประชามติขอเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แม้จะมีมติท่วมท้นของคนรัสเซียในไครเมีย แต่ชาวยูเครนคว่ำบาตรอย่างเต็มที่

การยึดยูเครนเต็มรูปแบบอาจเกิดสงครามยืดเยื้อในรูปของสงครามกองโจร ซึ่งรัสเซียเองไม่ใช่ว่าไม่มีประสบการณ์ เพราะเคยพัวพันกับกรณีเชชเนียมาแล้ว แต่มันเป็นการพัวพันในสงครามที่นองเลือด ยืดเยื้อ ไม่แปลกที่บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจะปลุกผีสงครามเชชเนียขึ้นมาขู่ว่า หากรัสเซียรุกรานยูเครน มันจะเป็น “การกระทำที่เจ็บปวด รุนแรง และนองเลือด” และอาจคล้ายกับ “เชชเนียครั้งใหม่”

แต่รัสเซียคงไม่สนใจคำขู่แบบนี้ ต่อให้ใช้เวลานานขนาดไหน นองเลือดแค่ไหน และต้องโหดแค่ไหน รัสเซียก็เอาเชชเนียอยู่ในที่สุด แม้จะต้องทำสงครามถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกนั้นรัสเซียสู้ไม่ไหวจนต้องยอมสงบศึก แต่ครั้งที่ 2 เชชเนียต้องยอมสยบ นั่นเพราะรัสเซียได้เปลี่ยนตัวผู้นำแล้วเป็นชายที่ชื่อว่า “วลาดิมีร์ ปูติน”

นับตั้งแต่ปูตินครองอำนาจ ความขัดแย้งและการแยกตัวใดๆ ที่เกิดขึ้นในปริมณฑลอำนาจเดิมของสหภาพโซเวียตจะถูกจัดการอย่างเด็ดขาดและ “เสร็จรัสเซีย” ทุกราย ตั้งแต่จอร์เจีย ไปจนถึงยูเครน

Photo by Anatolii STEPANOV / AFP

ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673941

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 19:31 น.ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร 'โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน'เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นทั้งมกุฏราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหมของซาอุดีอาระเบีย และยังได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ผู้ปกครองตัวจริง” ของประเทศร่ำรวยน้ำมันแห่งนี้

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด หรือที่สื่อตะวันตกมักเรียกว่า MBS เป็นพระโอรสองค์ที่ 7 ของเจ้าชายซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ กษัตริย์องค์ปัจจุบันของซาอุดีอาระเบีย และเป็นบุตรองค์โตสุดของพระชายาคนที่ 3

หลังจบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคิงซาอูดซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงใช้เวลาหลายปีทำงานในภาคเอกชนก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระบิดา และยังทรงเป็นที่ปรึกษาของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งทำงานให้กับคณะรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย

ปลายปี 2009 ขณะพระชนมายุ 24 พรรษา ทรงก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษให้กับกษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ พระบิดาซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้ปกครองจังหวัดริยาด

ในช่วงนี้เองที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานมีตำแหน่งหน้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งเลขาธิการสภาการแข่งขันของริยาด ที่ปรึกษาพิเศษให้ประธานบอร์ดมูลนิธิกษัตริย์อับดุลอาซิซเพื่อการวิจัยและจดหมายเหตุ และสมาชิกบอร์ดผู้ดูแลทรัพย์สินสมาคมอัลบีร์ในจังหวัดริยาด ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีในปี 2014 ตามด้วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เลขาธิการราชสำนัก

ผลงานแรกๆ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคือ การส่งกำลังทหารเข้าไปในเยเมนร่วมกับชาติอาหรับอื่น ๆ เมื่อ มี.ค. 2015 หลังจากที่กลุ่มกบฏฮูษีเข้ายึดกรุงซานาของเยเมน ขับไล่ผู้นำประเทศให้หนีไปต่างแดน

แต่การสู้รบที่ยืดเยื้อทำให้ชาวเยเมนเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงจากการที่ฝ่ายพันธมิตรปิดล้อมพื้นที่ยึดครองของกลุ่มกบฏและโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เดือน เม.ย. 2015 กษัตริย์ซัลมานทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นมกุฎราชกุมารลำดับที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มิ.ย. 2017 กษัตริย์ทรงเลื่อนเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ขึ้นมาเป็นมกุฎราชกุมารแทนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หลานชาย

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานผงาดขึ้นอย่างไม่มีใครหยุดยั้งได้

หลังขึ้นเป็นรัชทายาท เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงเดินหน้าปฏิรูปซาอุดีอาระเบียเพื่อปรับภาพลักษณ์ประเทศ โดยเฉพาะการให้สิทธิเสรีภาพกับผู้หญิงมากขึ้น เช่น ยกเลิกข้อห้ามผู้หญิงขับรถยนต์ อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬา และทำงานในภาครัฐบาล จนได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งในและต่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายใต้การนำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานคือ แผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ “วิสัยทัศน์ 2030” ที่ตั้งเป้าลดการพึ่งพาน้ำมันด้วยการเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในภาคธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมทั้งเทคโนโลยีและการท่องเที่ยว

ทว่าที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การกวาดล้างผู้เห็นต่างและการแสดงความเห็นโดยเสรี กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเผยว่า การจับกุมนักสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นภายใต้การบริหารของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทั้งยังมีรายงานว่าเจ้าชายทรงตั้ง Tiger Squad หรือทีมสังหารที่มีหน้าที่กำจัดคนที่วิพากษ์วิจารณ์ซาอุดีอาระเบียทั้งในและนอกประเทศ

ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ Photo by MOHAMMED AL-SHAIKH / AFP

สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (DNI) เผยแพร่รายงานการสวบสวนการเสียชีวิตของ ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงอนุมัติให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษจับตัวและสังหารนักข่าวคนดังกล่าวในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในกรุงอิสตันบูลของตุรกีเมื่อปี 2018

คาชอกญีมักเขียนบทความวิจารณ์ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียบ่อยครั้ง ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมองว่านักข่าวรายนี้เป็นภัยคุกคาม

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2017 เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจการทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังควบคุมหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ทีมสังหารทั้ง 15 คนจะลงมือโดยปราศจากการสั่งการจากมกุฎราชกุมาร

แม้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานจะปฏิเสธ แต่กรณีนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งตะวันตกและทำให้ชื่อเสียงของพระองค์เสื่อมเสียไม่น้อยในระดับนานาชาติทั้งยังมีเสียงเรียกร้องให้ปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งมกุฎราชกุมารด้วย

อีกหนึ่งคนที่ชาวโลกมองว่าถูกเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บัน ซัลมานกำจัดให้พ้นทางคือ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หลานของกษัตริย์ซัลมาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และอดีตมกุฎราชกุมารที่ถูกปลดก่อนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานจะขยับขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารแทนเมื่อปี 2017

หลังถูกปลดเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ ถูกคุมตัวไว้ในวังที่ประทับจนกระทั่งถึงเดือน มี.ค. 2020 จากปากคำของบุคคลที่ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ 2 คน ระหว่างถูกคุมตัวเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟถูกคุมขังอย่างโดดเดี่ยว ไม่ให้หลับนอน และถูกแขวนข้อเท้าให้ศีรษะห้อยลงมา

จนถึงขณะนี้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ตั้งข้อหาเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หรืออธิบายสาเหตุการจับกุมใดๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานคงจะกลัวว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟจะขวางทางการขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของพระองค์จึงต้องทรงตัดไฟแต่ต้นลม

นอกจากนี้ ยังควบคุมตัวบรรดาเจ้าชายและนักธุรกิจราว 350 คนไว้ในโรงแรมริตซ์ คาร์ลตัน โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นการปราบปรามคอร์รัปชัน แต่คนที่มีท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน รวมทั้งหลานชายใกล้ชิดของกษัตริย์ซัลมานกลับไม่ถูกจับ ทำให้เกิดคำถามถึงจุดประสงค์ของการจับกุมที่แท้จริง

ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเหตุใดกษัตริย์ซัลมานจึงทรงโปรดเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานจนถึงขั้นให้เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ตั้งแต่แรก และสถาปนาขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารแทนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ ที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งสหรัฐและสหราชอาณาจักรจากบทบาทหน้าที่ในการเป็นหัวหน้าทีมต่อต้านการก่อการร้ายในยุคหลังเหตุการณ์ 9/11 

กษัตริย์ซัลมาน บิน อัลดุลอาซิซ ขณะกำลังทำความเคารพเพลงชาติซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2015 AFP PHOTO / SPA / HO

ส่วนประเด็นที่ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานมีอำนาจเหนือกษัตริย์หรือไม่นั้น โดยหลักแล้วขณะนี้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงจัดการกิจการของประเทศจนกว่ากษัตริย์ซัลมานจะกลับมา โดยขณะนี้กษัตริย์ซัลมานทรงหายหน้าหายตาไปเกือบ 2 ปีแล้ว มกุฎราชกุมารจึงกุมอำนาจอยู่ในมือ

The New York Times ระบุว่า กษัตริย์ซัลมานยังคงเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ก็ชัดเจนว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงเป็นผู้ปกครองโดยตรง เป็นผู้ดูแลซาอุดีอาระเบีย และเป็นซีอีโอของประเทศ

การที่กษัตริย์ซัลมานไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ในวัย 86 พรรษา เนื่องจากพระองค์ประชวรด้วยโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาการไม่รุนแรง

อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองตะวันตกเผยว่า “ในช่วงหลายปีนี้เรื่องนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลัก และไม่เกี่ยวกับโควิด แต่ตอนนี้มันกลายเป็นปัญหาแล้ว มันเป็นข้ออ้างให้ MBS เขี่ยพ่อให้พ้นทาง เขาคือคนที่ปกครองซาอุดีอาระเบีย ไม่ใช่พ่อของเขา”

ส่วนบรรดาประเทศในแถบอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน ต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่ากษัตริย์ซัลมานทรงเลือกออกไปพักผ่อนด้วยการตัดสินใจของพระองค์เอง หรือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของพระองค์

Photo by Bandar AL-JALOUD / Saudi Royal Palace / AFP

พบแก่นโลกเย็นตัวเร็วกว่าที่คาด สิ่งมีชีวิตต้องสูญพันธุ์เร็วขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673953

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 18:36 น.พบแก่นโลกเย็นตัวเร็วกว่าที่คาด สิ่งมีชีวิตต้องสูญพันธุ์เร็วขึ้นโลกถึงจุดหายนะเร็วขึ้น นักวิจัยพบแก่นโลกเย็นตัวเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ 1.5 เท่า

นับตั้งแต่ที่โลกก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีก่อน แก่นโลกชั้นในมีการเย็นตัวลงเรื่อยๆ ตามธรมมชาติของดาวเคราะห์ แต่ล่าสุดนักวิจัยพบว่าแร่ธาตุในแก่นโลกซึ่งเป็นของเหลวที่มีอุณหภูมิสูงนั้นเย็นตัวเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ 1.5 เท่า ซึ่งเมื่อเย็นตัวจนกลายเป็นหินแข็งจะทำให้โลกไม่สามารถรักษาสนามแม่เหล็ก เสถียรภาพของอุณหภูมิ และวงจรคาร์บอน อันนำมาซึ่งหายนะของสิ่งมีชีวิตบนโลก

DW News ได้รายงานผลการศึกษาของทีมวิจัยจากสถาบัน ETH Zurich ของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งได้ร่วมมือกับทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Earth and Planetary Science Letters เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา

ทีมวิจัยได้ศึกษาแร่ธาตุ Bridgmanite ซึ่งพบมากในชั้นล่างของเนื้อโลกที่ติดกับผิวของแก่นโลก โดยนำมาทดสอบความสามารถในการนำความร้อน ด้วยการยิงเลเซอร์ให้มีอุณภูมิถึง 2,440 เคลวินภายใต้แรงดัน 80 กิกะปาสคาล ซึ่งใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมใต้ผืนโลก

โมโตฮิโกะ มูราคามิ ศาสตราจารย์ด้านธรณีศาสตร์จาก ETH Zurich ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า “ในที่สุดเราก็พบว่าก่อนหน้านี้เราประเมินอัตราการนำความร้อนต่ำเกินไป โดยทีมวิจัยพบว่า Bridgmanite สามารถนำความร้อนสูงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 1.5 เท่า”

“การถ่ายเทความร้อนจากแก่นโลกมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คิดไว้ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเย็นตัวของแก่นโลกเร็วกว่าที่พวกเราคาด” มูราคามิกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น หากแก่นโลกเย็นลงจนกลายเป็นหินแข็งจะสูญเสียสนามแม่เหล็กซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันของโลกจากอนุภาคและรังสีอันตรายในอวกาศ และเมื่อถึงจุดนั้นโลกจะกลายเป็นหินแข็งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ เช่นเดียวกับดาวพุธและดาวศุกร์

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้คาดการณ์ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

ตามรายงานของ NBC News ระบุว่าแอนดรูว์ รัชบี จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียในสหราชอาณาจักรเคยคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2013 ว่าโลกจะเอื้อต่อการดำรงชีวิตไปอีก 1,750 ล้านถึง 3,250 ล้านปี หากไม่มีไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยนิวเคลียร์ ดาวเคราะห์น้อยอันธพาล หรือภัยพิบัติที่คาดไม่ถึงอื่นๆ

AFP PHOTO / HANDOUT /NASA/NOAA

สถานทูตไทย ณ กรุงฮานอย จัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673952

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 18:09 น.สถานทูตไทย ณ กรุงฮานอย จัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9กิจกรรมทั้งสองมีผู้เข้าร่วมและให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลเวียดนาม และภาคเอกชนไทยและเวียดนาม

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ได้จัดงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ และร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เวียดนาม เพื่อจัดกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมภายใต้ชื่องาน Thailand – Viet Nam Gala Night: 45 Years of Friendship เนื่องในโอกาสครบ 45 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม ณ โรงอุปรากร Hanoi Opera House

กิจกรรมทั้งสองมีผู้เข้าร่วมและให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลเวียดนาม เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เอกอัครราชทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในกรุงฮานอย และภาคเอกชนไทยและเวียดนาม

จับตาสถานกงสุลสหรัฐในเชียงใหม่ ยุทธศาสตร์หลักต้านจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673936

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 16:15 น.จับตาสถานกงสุลสหรัฐในเชียงใหม่ ยุทธศาสตร์หลักต้านจีน สื่อนอกมองสหรัฐตั้งสถานกงสุลใหญ่ในเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ต้านจีน

1. เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ นักข่าวชาวสวีเดนผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมียนมาและชนกลุ่มน้อยในไทยกล่าวถึงสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาในจังหวัดเชียงใหม่ผ่าน The Irrawaddy เว็บไซต์ข่าวเมียนมาว่าเป็นหนึ่งในความพยายามของสหรัฐที่มุ่งเป้าไปที่จีนและเมียนมา

2. รายงานระบุว่าสถานกงสุลใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในราคา 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดเปิดทำการในปี 2023 โดยสำนักงานแห่งนี้จะแผ่ขยายออกไปไม่น้อยกว่า 6.6 เอเคอร์ ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าโครงการนี้เป็น “สัญญาณที่เป็นรูปธรรมของความมุ่งมั่นระยะยาวของเราที่มีต่อประชาชนในภาคเหนือของไทย”

3. แต่ลินท์เนอร์ดั้งข้อสังเกตว่าการที่สหรัฐเลือกจังหวัดเชียงใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โดยระบุว่าสหรัฐตั้งสถานกงสุลใหญ่ในเชียงใหม่ครั้งแรกในปี 1950 และถูกใช้เป็นสถานีข่าวกรองที่มุ่งเป้าไปที่ก๊กมินตั๋ง พรรคชาตินิยมจีนซึ่งออกจากประเทศจีนไปยังรัฐฉาน ทางตะวันออกของเมียนมาในปี 1950 หลังพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองจีน

4. รายงานยังอ้างถึงไมเคิล วาติเคียวติส นักวิเคราะห์ชาวอังกฤษในสิงคโปร์เขียนบทความลงบน Nikkei Asia เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ว่าสถานกงสุลใหญ่อยู่ห่างเพียง 500 กิโลเมตรจากชายแดนจีน และยังใกล้กับเมียนมาและลาว “เป็นความพยายามของสหรัฐที่จะเสริมขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวกรองจากพื้นที่ภาคเหนือของไทย”

5. ก่อนหน้านี้สหรัฐเคยใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ในการสอดแนมศัตรูมาแล้วตั้งแต่ปี 1970 ในสมัยสงครามเวียดนาม โดยลินท์เนอร์ได้กล่าวถึงค่ายรามสูรในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งกองทัพสหรัฐได้มาตั้งสถานีเรดาร์เพื่อสอดแนมและติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายตรงข้ามคือจีนและเวียดนาม

6. รายงานระบุว่าค่ายรามสูรทำหน้าที่เป็นสถานีข่าวกรองทางทหารสำหรับการสื่อสารระหว่างสหรัฐอเมริกากับไซต์ข่าวกรองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก (ดูบทความของโพสต์ทูเดย์เรื่อง “รามสูร” ฐานลับทรมานศัตรูอเมริกาในไทย)

7. ค่ายแห่งนี้มีเครื่องมือสื่อสารและการข่าวทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถึงกับคุยกันว่า “ได้ยินกระทั่งเสียงเข็มหล่นลงพื้นในพนมเปญ” แต่มันปิดลับเสียจนเจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณฐานลับ

8. ลินท์เนอร์กล่าวว่าไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐจะมีบทบาทอย่างไรเมื่อเปิดทำการในปีหน้า แต่เชื่อว่าการรวบรวมข่าวกรองจะมีความสำคัญสูงสุดสำหรับสหรัฐอย่างแน่นอน

9. ลินท์เนอร์ยังระบุว่าสหรัฐพยายามตอบโต้การผงาดของจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในเอเชียด้วยการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรในภูมิภาค รวมถึงความร่วมมือ Quad และ AUKUS ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามในการตอบโต้อิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้

10. ลินท์เนอร์ทิ้งท้ายว่าสงครามเย็นครั้งใหม่อาจยังไม่ร้อนแรงเหมือนครั้งก่อนๆ แต่เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐกำลังร่วมมือกับพันธมิตรรวมถึง Quad และ AUKUS เพื่อสร้างป้อมปราการต่อต้านจีน และการสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐแห่งใหม่ในเชียงใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดังกล่าว

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ปริศนาแห่งขุมสมบัติ ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673931

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 14:45 น.ปริศนาแห่งขุมสมบัติ 'อัศวินแห่งมณฑลทองคำ'มันคือการพบขุมทองที่เป็นปริศนาที่สุดครั้งหนึ่ง บางทฤษฎีบอกว่ามันคือสมบัติที่ซุกซ่อนเอาไว้เพื่อทำการใหญ่ในอนาคต

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 ณ ที่ดินเอกชนผืนหนึ่งในเขตแคลิฟอร์เนียโกลด์ ประเทศสหรัฐ เจ้าของที่ดินกำลังพาสุนัขของเขาไปเดินเล่นบนที่ดินของตน มันเป็นการเดินเล่นตามปกติและเคยเดินผ่านป่าผืนนี้ในที่ดินของพวกเขามาหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้พวกเขาสังเกตเห็นโลหะที่ขึ้นสนิมโผล่ออกมาจากพื้นดิน

อันที่จริงพื้นที่ตรงนั้นมีอะไรแปลกๆ อยู่ก่อนแล้ว เจ้าของที่ดินทั้งคู่สังเกตเห็นลักษณะพิเศษบางอย่างของพื้นที่ พวกเขาจำได้ว่าเห็นกระป๋องเปล่าเก่าๆ แขวนอยู่บนต้นไม้เก่าแก่ แต่กระป๋องนั่นก็คงจะเก่าพอๆ กันจนต้นไม้โตขึ้นมาโอบล้อมมัน ทั้งคู่คิดว่ากระป๋องนั่นอาจมีคนสมัยก่อนแขวนไว้เพื่อเก็บดอกไม้หรือไม่เป็นเป็นเครื่องหมายหลุมศพ เพราะบริเวณนั้นใกล้ๆ กับจุดที่พบทองคำจนนำไปสู่ “การตื่นทองปี 1849” ที่ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียมั่งคั่งขึ้นมา อาจจะมีคนงานเหมืองเตร่มาอยู่หรือล้มตาย ณ ที่แห่งนี้

ที่แห่งนั้นยังมีภูมิประเทศแปลกๆ มีหินคล้ายกับอานม้า จึงเป็นที่มาของชื่อสถานที่ Saddle Ridge (ยอดเขาอานม้า) ซึ่งมันเป็นความแปลกของภูมิประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาจะเจอในเวลาต่อมา

หลังจากที่เจ้าของที่ดินฝ่ายหญิงสังเกตเห็นกระป๋องที่อยู่บนดิน ฝ่ายชายก็ก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา แต่พบว่ามันติดอยู่ในดิน เขาเริ่มใช้ท่อนไม้งัดมันจากพื้น มันหนักมากจนพวกเขาเชื่อว่าอาจจะเป็นกระป๋องใส่ตะกั่วเหลว หลังจากขุดขึ้นมาได้ก็นำมันกลับไปที่บ้าน แต่ระหว่างเดินกลับบ้าน ด้วยความทุลักทุเล ฝากระป๋องเปิดออกเผยให้เห็นขอบเหรียญทองคำเหรียญหนึ่ง

พวกเขากลับมาที่เดิมพร้อมกับเครื่องมือบางอย่างเพื่อดูว่าจะเจออะไรอีกหรือไม่ พวกเขาพบกระป๋องอีกกระป๋องหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พบกระป๋องแรกไปประมาณหนึ่งฟุต แม้ว่ามันจะผุพังบางส่วนเนื่องจากสนิม แต่ก็มีเหรียญอีกหลายเหรียญซ่อนอยู่ พวกเขาจึงเทียวไปเทียวมาเพื่อหาเหรียญเพิ่ม ทั้งขุดดินด้ยตัวเองและในที่สุดก็ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ผลก็คือพวกเขาค้นพบกระป๋องแปดกระป๋องบรรจุเหรียญ 1,427 เหรียญ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ขุมทรัพย์ยอดเขาอานม้า” (Saddle Ridge Hoard) อันลือลั่น

เหรียญทองคำ Double Eagle ที่พบในขุมสมบัติ Saddle Ridge Hoard

หลังจากการค้นพบขุมสมบัติ ทั้งคู่ไม่ยอมแพร่งพรายการค้นพบโดยซ่อนมันไว้ในหีบน้ำแข็งเก่า แล้วฝังมันไว้ใต้กองไม้และปิดบังสถานที่นั้นไว้ หลังจากการหาข้อมูลเพื่อตรวจดูว่ามันเป็นของมีค่าแค่ไหน พวกเขาก็ตัดสินใจด้ติดต่อบริษัทเหรียญกษาปณ์ที่ชื่อ Kagin’s ในเมืองทีบูรอน รัฐแคลิฟอร์เนีย

เหรียญทองทั้งหมดมีอายุระหว่างปี 1847 ถึง 1894 มูลค่าที่ตราไว้ของเหรียญ (face value คือมูลค่าเดิมที่ระบุบนเหรียญ) มีมูลค่ารวม 27,980 เหรียญสหรัฐ แต่เพราะมันเป็นของเก่าและหายากและยังเป็นทองคำ เมื่อประเมินปัจจัยเหล่านี้เข้าไปด้วยจึงคาดว่ามีมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐถือการค้นพบชุมสมบัติใต้ดินเป็นเหรียญทองคำครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐอเมริกา

แล้วพวกมันมาจากไหน? มีหลายทฤษฎีที่เสนอที่มาของพวกมัน แต่มีทฤษฎีหนึ่งฟังดูหวือหวาแต่ก็น่าสนใจ แม้ว่าจะถูกปักว่าเป็น ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ก็ตาม

ทฤษฎีนี้เสนอว่า มันคือขุมทรัพย์ที่ซุกซ่อนไว้โดย ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ หรือ Knights of the Golden Circle สมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1854 โดยชาวอเมริกันที่ชื่อ จอร์จ ดับเบิลยู. แอล. บิคลีย์ (George W. L. Bickley) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประเทศใหม่ที่เรียกว่า Golden Circle (ภาษาสเปนเรียกว่า Círculo Dorado) หรือ ‘มณฑลทองคำ’ หรือ ‘วงไพบลูย์ทองคำ’ โดยจะรวมรัฐภาคใต้ของสหรัฐที่สนับสนุนการมีทาสกับประทเทศต่างๆ ในอเมริกากลาง อเมริกาใต้บางส่วน และแคริเบียน เพื่อสร้างสมาพันธรัฐที่อนุญาตให้การมีทาสเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

ยุทธการที่ชิคกามอกา เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน พ.ศ. 2406 ระหว่างกองกำลังฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมืองอเมริกา

ประเทศนี้จะมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ซึ่งอยู่ตรงกลางประเทศใหม่พอดี โดยประเทศนี้จะมีเส้นรอบวงที่ครอบคลุมนานาประเทศที่จะสนับสนุนการมีทาสโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3,900 กม. แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนมากผู้ทรงอิทธิพลทั้งภาคใต้ของอเมริกาที่ยึดมั่นกับการมีทาสและนักการเมืองบางคนของสหรัฐตอนเหนือที่ไม่สนับสนุนการมีทาส ความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกันในเวลาต่อมา

นักการเมืองคนหนึ่ง คือ โรเบิร์ท บานเวลล์ เรตต์ (Robert Barnwell Rhett) กล่าวปราศรัยเหมือนจะจงใจต่อต้านประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นที่ต่อต้านการมีทาสอย่างแข็งขันว่า “เรา (ฝ่ายสนับสนุนการมีทาส) จะขยายดินแดนตามการเติบโตและอารยธรรมของเราต้องการ—เหนือเม็กซิโก—เหนือหมู่เกาะในทะเล—เหนือเขตร้อนทางใต้ที่ห่างไกล—จนกว่าเราจะสร้างสมาพันธ์สาธารณรัฐที่ยิ่งใหญ่—ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อิสระที่สุด และมีประโยชน์มากที่สุดที่โลกมี เคยเห็นมา”

‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ มีทั้งอิทธิพลทางการเมืองและอิทธิพลด้านกำลังคน บางแห่งมีกำลังคนหลายพันคนและแบ่งพื้นที่ควบคุมเป็น “ปราสาท” จนดูเหมือนกับระบบกับอัศวินในยุคกลาง พวกเขาจะทำการโจมตีฝ่ายต่อต้านการมีทาสและยังเข้าร่วมกับกองทัพฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง

ธงของ Knights of the Golden Circle

ในช่วงก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลงไม่นาน สมาชิกแห่ง ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ สาขาแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโกเตรียมนำเรืออกปฏิบัติการเป็นเรือโจรสลักในอ่าวซานฟรานซิสโก โดยมีเป้าหมายในการบุกโจมตีการค้าบนชายฝั่งแปซิฟิกและบุกยึดการขนส่งทองคำไปภาคตะวันออกของประเทศ แต่แผนการนี้ต้องล้มเหลวเพราะถูกสกัดเอาไว้

ถึงการชิงทองจะล้มเหลวและการต่อสู้เพื่อสร้างประเทศที่มีทาสจะกลายเป็นแค่ความฝัน แต่ผู้คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ ยังไม่ละความพยายาม พวกเขายังสะสมทุนรอนในการเคลื่อนไหวเพื่อก่อสงครามกลางเมืองครั้งที่สอง แล้วทำให้ความฝันของการสร้างดินแดนที่ใช้แรงงานทาส

บางคนเชื่อว่าที่มาของเหรียญทองสะสม Saddle Ridge Hoard คือทุนรอนที่ ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ สะสมมาจากหลายๆ รัฐเพื่อนำไปเคลื่อนไหวต่อไป หากไม่สเร็จในวันนี้ ในอนาคตก็อาจนำไปเคลื่อนไหวอย่างอื่น เพราะในเวลาต่อมา ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ เปลี่ยนชื่อและบทบาทไป แต่ก็ยังเป็นสมาคมลับที่เก็บงำความลับไว้อย่างเหนียวแน่นที่สุดกลุ่มหนึ่ง

ถ้าขุมทองยอดเขาอานม้าเป็นของ ‘อัศวินแห่งมณฑลทองคำ’ จริงแล้ว บางทีสมาชิกของกลุ่มนี้อาจจะลมไปแล้วหรืออาจจะไม่ลืมเพียงแต่ถูกพบโดยบังเอิญโดยคนนอกสมาคมก็เป็นได้