ปริศนาทะเลบอลติก มันคือจานบินจมทะเล หรือเมืองใต้สมุทร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673537

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 17:02 น.ปริศนาทะเลบอลติก มันคือจานบินจมทะเล หรือเมืองใต้สมุทร?วัตถุลึกลับใต้ทะเลบอลติกที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

Baltic Sea anomaly หรือวัตถุลึกลับใต้ทะเลบอลติกปรากฏบนภาพถ่ายโซนาร์ที่มองไม่ค่อยชัดเท่าไรนัก ซึ่งถ่ายโดยปีเตอร์ ลินด์เบิร์ก, เดนนิส เอเบิร์ก และทีมดำน้ำ “Ocean X” ของสวีเดน ขณะกำลังล่าสมบัติใต้ท้องทะเลบอลติกเมื่อปี 2011

พวกเขากลับมาจากการสำรวจท้องทะเลบอลติกซึ่งอยู่ระหว่างสวีเดนและฟินแลนด์พร้อมกับภาพถ่ายภาพหนึ่งที่ “พร่ามัวแต่น่าสนใจ”

ทีมดำน้ำได้เปิดเผยภาพถ่ายนี้โดยชี้ให้เห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติในทะเลบอลติก พวกเขากล่าวว่ามันเป็นวัตถุทรงกลมคล้ายหิน เส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เมตร หนาประมาณ 3 ถึง 4 เมตร แต่ลักษณะโครงสร้างดูเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ในปีต่อมา ทีมนักดำน้ำลงสำรวจพื้นที่อีกครั้งและตั้งใจจะไปเก็บภาพที่ชัดเจนขึ้น แต่พบว่าเมื่อล่องเรือเข้าไปใกล้จะเกิดการรบกวนทางไฟฟ้าบางอย่างซึ่งทำให้เครื่องยนต์ขัดข้อง ราวกับว่าป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้าใกล้วัตถุปริศนานี้

ภาพวัตถุต้องสงสัยถูกนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ มากมาย บ้างก็ว่าเป็น UFO ที่จมอยู่ใต้ทะเล บ้างก็ว่าเป็นประตูสู่อีกโลกหนึ่ง บ้างก็ว่าเป็นสโตนเฮนจ์ใต้ท้องทะเล

Baltic Sea anomaly/Ocean X/Wikipedia

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าแนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การก่อตัวทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติ

ปีเตอร์ ลินด์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์ในปี 2019 ว่าเขาและทีมอาจทำการสำรวจอีกครั้งผ่านรายการสารคดีที่พวกเขามีส่วนร่วมในการผลิต

ลินด์เบิร์กให้สัมภาษณ์ว่าหินเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นมานานนับหมื่นปีก่อนยุคน้ำแข็ง และจะยิ่งน่าทึ่งมากหากมันคือ อาณาจักรแอตแลนติส” ตำนานเมืองลึกลับใต้ทะเลสมัยโบราณ แต่ก็เป็นไปได้ที่มันอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อย่างเช่น อุกกาบาต หรือภูเขาไฟใต้ทะเล

อย่างไรก็ตามทีม Ocean X ได้เก็บตัวอย่างหินมาได้ส่วนหนึ่งและมอบให้กับโวคเกอร์ บรูเชิร์ต รองศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม โดยจากการวิเคราะห์ตัวอย่างหินพบว่าส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต หินไนส์ และหินทราย และมีหินบะซอลต์อยู่บ้าง โดยนักธรณีวิทยาส่วนหนึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกในท้องทะเล

อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือ การที่หินฝังอยู่ในธารน้ำแข็งและเมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง ธารน้ำแข็งทั่วยุโรปตอนเหนือละลาย ทำให้หินเหล่านี้จมอยู่ใต้ท้องทะเล

โกรัน เอ็คเบิร์ก นักโบราณคดีทางทะเลที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือในสตอกโฮล์มกล่าวว่าอาจเป็นการก่อตัวทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติ จริงอยู่ที่มันดูแปลกเพราะมันเป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ แต่ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆ ได้มากกว่านี้อีก

Photo: Baltic Sea anomaly/Ocean X/Wikipedia

‘อะควาแมนตัวจริง’ ชายตองกาเจอสึนามิซัด ว่ายน้ำ 27 ชั่วโมงรอดมาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673538

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 16:24 น.'อะควาแมนตัวจริง' ชายตองกาเจอสึนามิซัด ว่ายน้ำ 27 ชั่วโมงรอดมาได้รายงานข่าวเกี่ยวกับตองกาหลังสึนามิรวมถึงภาพความเสียหายเริ่มออกมาสู่สายตาชาวโลกมาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากทีมช่วยเหลือเริ่มเดินทางไปถึง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ชายชาวตองกาวัย 57 ปีเผยว่าเขาว่ายน้ำประมาณ 27 ชั่วโมงหลังจากถูกพัดพาไปในทะเลในช่วงสึนามิทำลายล้างหมู่เกาะในวันเสาร์ จนเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘อะควาแมนในชีวิตจริง’ (real life Aquaman) 

การปะทุของภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพ (Hunga Tonga-Hunga-Hunga Ha’apai) เมื่อวันเสาร์ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ส่งคลื่นสึนามิที่ซัดถล่มหมู่เกาะ สร้างความเสียหายแก่หมู่บ้าน รีสอร์ท และอาคารหลายแห่ง และทำให้การสื่อสารของประเทศเสียหายย่อยยับ

ในเวลานั้น ลิซาลา โฟลาอู (Lisala Folau) ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะอาตาตา (Atata) เกาะเล็กๆ ที่ห่างไกลซึ่งมีประชากรประมาณ 60 คน เจอเข้ากับสึนามิจนถูกคลื่นซัดออกทะเลเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุกับ Broadcom Broadcasting ซึ่งเป็นหน่วยงานสื่อของตองกา

โฟลาอูกล่าวว่าเขากำลังทาสีบ้านของเขาตอนที่เขาได้รับแจ้งเกี่ยวกับสึนามิจากพี่ชายของเขา และในไม่ช้าคลื่นก็พัดผ่านห้องนั่งเล่นของเขา

เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อหนี แต่เมื่อคลื่นลูกใหญ่อีกลูกหนึ่งซัดเขามาก็พัดพาเขาออกไป 

ชายวัย 57 ปีรายนี้บอกว่าเขาพิการและเดินไม่ได้ เขาบอกกับสถานีวิทยุว่า “ผมได้แต่ลอยคอไปและถูกคลื่นยักษ์ซัดมาเรื่อยๆ”

โฟลาอูกล่าวว่าเขายังคงลอยอยู่ และค่อยๆ ว่ายน้ำไปยังเกาะตองกาตาปู เกาะหลักที่ห่างไป 7.5 กม. จน ถึงฝั่ง 27 ชั่วโมงต่อมา เวลาประมาณ 22.00 น. ในวันอาทิตย์.

อนึ่ง สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อ โฟลาอูหรือตรวจสอบเหตุการณ์ได้

เรื่องราวของวีรกรรมของ โฟลาอูแพร่กระจายกลายเป็นไวรัลในกลุ่มชาวตองกาบน Facebook และโซเชียลมีเดียอื่นๆ

“อะควาแมนในชีวิตจริง” โพสต์หนึ่งบน Facebook กล่าวถึงโฟลาอูโดยอ้างซูเปอรืฮีโรจากการ์ตูนและตัวละครในภาพยนตร์

“เขาเป็นตำนาน” อีกโพสต์กล่าว

เกาะอาตาตาซึ่งอยู่ห่างจากกรุงนูกูอาโลฟา (Nuku’alofa) เมืองหลวงของตองกาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 8 กม. หรือนั่งเรือ 30 นาที ถูกทำลายเกือบทั้งหมดในเวลาที่สึนามิที่ถล่มเกาะ เรือของกองทัพเรือตองกายังคงสำรวจเกาะเล็กๆ ต่างๆ และอพยพผู้คนไปยังเกาะหลัก

REUTERS/Santiago Arcos

“ผัดกะเพราที่เหลือเชื่อ” ทำไมคนดังระดับโลกถึงหลงใหลอาหารไทย?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673524

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 15:17 น."ผัดกะเพราที่เหลือเชื่อ" ทำไมคนดังระดับโลกถึงหลงใหลอาหารไทย?อาหารไทยโกอินเตอร์ไปไกลถึงต่างแดน ล่าสุดนักแสดงดังอย่าง จิมมี โอ หยาง กลายเป็นแฟนคลับอาหารไทยไปอีกหนึ่งราย

จิมมี โอ หยาง นักแสดงดังจากภาพยนตร์เรื่อง Crazy Rich Asians และซีรีส์จาก Netflix เรื่อง Love Hard และนักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟน เป็นแฟนคลับตัวยงของ มาร์ค วีนส์ นักเดินทางและยูทูบเบอร์คนดังที่หลงรักอาหารไทย และไม่ดูอย่างเดียว จิมมียังลงมือทำอาหารไทยอย่างผัดกะเพราไก่ในเทศกาลขอบคุณพระเจ้าเมื่อปลายเดือน พ.ย.ปีที่แล้วด้วย

และด้วยความอยากรู้อยากลองว่ารสชาติอาหารไทยที่เมืองไทยจะแตกต่างจากที่เจ้าตัวเคยกินที่ร้านอาหารแถวบ้านหรือไม่ จิมมีถึงกับลงทุนแพ็คกระเป๋าเดินทางมาตระเวนชิมสตรีทฟู้ดทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

ในอินสตาแกรม @funnyasiandude ของเจ้าตัวยังโพสต์ 10 เมนูอาหารไทยที่เขาชื่นชอบไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปูผัดผงกะหรี่ที่เยาวราช ห่านพะโล้ที่เจ้าตัวบอกว่าอร่อยกว่าที่ฮ่องกง ข้าวซอย ผัดกะเพรา กุ้งแม่น้ำย่าง และไข่เจียวปูเจ๊ไฟที่ใครไปใครมาก็ต้องลอง

“ผัดกระเพราที่ (อร่อย) เหลือเชื่อ เจอในร้านเพิงบนเกาะพีพี” หยางโพสต์ 10 เมนูอาหารไทยในอินสตาแกรม “ขอบคุณประเทศไทย ช่างเป็นงานเลี้ยงที่เหลือเชื่อจริงๆ”

อีกหนึ่งอย่างที่การันตีได้ดีว่าจิมมีชอบอาหารไทยคือ เจ้าตัวลงทุนเรียนทำอาหารไทยสูตรต้นตำรับด้วย โดยได้ลองทำผัดไทยกุ้งและข้าวซอย ซึ่งทำได้คล่องแคล่วราวกับเชฟมืออาชีพ

จิมมีบอกว่า “การทำอาหารก็เหมือนกับการเดี่ยวไมโครโฟน ถ้ามันไม่อร่อย คืนพรุ่งนี้ก็แค่กลับมาใหม่แล้วลงมือทำอีกครั้งเท่านั้นเอง”

รัสเซลล์ โครว์ AFP PHOTO / FRANCOIS GUILLOT

ส่วนเมนูโปรดของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะมาเยือนเมืองไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว รัสเซลล์ โครว์ คือ พะแนง ผัดไทย และที่ชอบเป็นพิเศษคือข้าวซอย

ไรอัน กอสลิง Ryan Gosling REUTERS/Mike Blake/File Photo

นักแสดงชื่อดังอีกคนหนึ่งที่มักจะแวะไปรับประทานอาหารไทยที่ร้านจิตรลดา บนถนนเวสต์ซันเซ็ต ย่านฮอลลีวูดก็คือ ไรอัน กอสลิง

เมนูโปรดของกอสลิงคือ ไก่กรอบ ที่นำไก่มาผัดกับพริกเผาและใบกะเพราจนเนื้อด้านนอกของไก่กรอบ เสิร์ฟพร้อมกับถั่วแขกและพริกหยวกแดง

พนักงานเสิร์ฟบอกอีกว่า กอสลิงยังชอบต้มยำด้วย แต่จะสั่งน้ำซุปแบบพิเศษคือ ไม่เอาสมุนไพรพวกขิงข่า ไม่เอาพริกเผา เอาแต่เนื้อปลา และเวลานักแสดงหนุ่มรายนี้ไม่สบายก็มักจะสั่งเมนูนี้

สาวๆ นางแบบของบ้านฮาดิดอย่างจีจี้และเบลลาเป็นอีกคู่พี่น้องที่ชอบทางอาหารไทยไม่แพ้คนดังคนอื่น สองสาวมักจะแวะไปชิมฝีมือการปรุงอาหารไทยของเชฟหงส์ เชฟหญิงไทยคนแรกที่ได้ออกรายการ Iron Chef America ที่ร้าน Ngam อยู่บ่อยๆ และครั้งหนึ่งโยลันดา คุณแม่ของสองสาวถึงกับต้องยอมต่อคิวรอประมาณ 45 นาทีเพื่อให้ได้อาหารไทยฝีมือเชฟคนดังไปฝากลูกๆ นอกจากนี้ยังมี ไรอัน กอสลิง และอีธาน ฮอว์ค แวะไปอุดหนุนที่ร้านนี้ด้วย (กอสลิงนี่น่าจะชอบอาหารไทยเอามากๆ เพราะเป็นลูกค้าอาหารไทยหลายร้าน)

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ฟังเขาเถียงกัน ไทยอ่อนแอจะถูกเวียดนามไล่บี้จริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673441

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 13:50 น.ฟังเขาเถียงกัน ไทยอ่อนแอจะถูกเวียดนามไล่บี้จริงหรือ?ชุมชน Quora ตั้งคำถาม ไทยกังวลไหมว่าเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงหน้าเศรษฐกิจไทย

ประเด็นนี้มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาตอบมากมายซึ่งคำตอบที่น่าสนใจมีดังนี้

Lucia Millar บอกว่า ไม่! ไทยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเวียดนามจะแซงหน้า และเวียดนามก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลเกี่ยวกับไทย ทั้งไทยและเวียดนามเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดต่อกัน ทั้งยังมีประเด็นที่ต้องกังวลเรื่องเดียวกันในเรื่องของภูมิศาสตร์ทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน แต่ทั้งสองประเทศไม่ใช่ภัยคุกคามของกันและกัน และการพัฒนาของแต่ละประเทศจะช่วยให้แต่ละประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม William Kuipers ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยตอบว่า “ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อประเทศไทยและวัฒนธรรมและคนไทยที่น่ารักที่นี่ ผมเชื่อว่าประเทศไทยควรกังวลอย่างมาก และไม่เฉพาะกับเวียดนามเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและเตรียมพร้อมสำหรับอาเซียน ในขณะที่ประเทศไทยคุณแทบไม่ได้ยินอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

เขาบอกว่าประเทศไทยมัวแต่ยุ่งอยู่กับปัญหาของตัวเองมากเกินไปและไม่ทันได้สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างรอบๆ ตัว ดูเหมือนว่าคนไทยจะไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาในประเทศอื่นๆ เลย

“ในฐานะชาวยุโรป เรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศส่วนใหญ่รอบตัวเรา เราได้เดินทางไปที่นั่น กินอาหาร พบปะกับคนในท้องถิ่น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจวัฒนธรรมของพวกเขา ทั้งดีและไม่ดี ผมมักจะประหลาดใจเสมอเมื่อลูกๆ เล่าให้ฟังว่าพวกเขาเรียนรู้อะไรมาบ้าง มันไม่ได้ไปไกลเกินกว่าชายแดนเลย”

William Kuipers ยังบอกว่า โอกาสทางธุรกิจมากมายเกิดขึ้นที่นี่ และประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่มากมาย แต่มีปัจจัยไม่ดีตรงที่กลุ่มธุรกิจในท้องถิ่นส่วนใหญ่มองหาและลงทุนนอกประเทศไทยเพื่อลดความเสี่ยงและรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ไทยยังการขาดการศึกษา การสื่อสารภาษาอังกฤษ และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

“ที่นี่ (ประเทศไทย) การช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ความสัมพันธ์ทางธุรกิจสิ้นสุดลงหลังการจ่ายเงิน และความแข็งแกร่งร่วมกันหมายถึงความโดดเดี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่” William Kuipers บอก และเสริมว่า “ผมจึงคิดและเชื่อว่าอนาคตจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่ดีที่สุด เท่าที่ผมดูประเทศไทยไทยจะไม่ติดอันดับต้นๆ”

Jerds ที่บอกว่าเป็นนักวิจัยด้านโภชนาการของบริษัท Red Bull ตอบว่า “ทำไมคนไทยต้องกังวล? มันก็แค่การคาดการณ์จากสื่อไทยบางเจ้า เรายินดีเป็นอย่างยิ่งหากในอนาคตเวียดนามจะเจริญรุ่งเรืองเหมือนญี่ปุ่น

1.เป็นเรื่องยากสำหรับเศรษฐกิจเวียดนามที่จะแซงหน้าประเทศไทยใน 20 หรือ 30 ปี เนื่องจากบริษัทไทยได้ลงทุนและสร้างอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจเวียดนาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทไทยลงทุนในเวียดนามมากกว่าบริษัทจีน ทั้งหมดเกี่ยวกับบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ปิโตรเคมี บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงบริษัทค้าปลีก ดังนั้นยิ่งเศรษฐกิจเวียดนามโต เศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งโตตามไปด้วย การลงทุนของไทยในเวียดนามมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามราว 15-20% เช่น กลุ่มซีพี เมื่อเร็วๆ นี้ซีพีเพิ่งเปิดโรงงานอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในเวียดนาม เพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สามอย่างญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และยุโรป และหลายบริษัท อาทิ เซ็นทรัลกรุ๊ป เข้าซื้อร้านค้าปลีกเกือบจะทุกร้านในเวียดนาม หรือเรดบูล หรือไทยเบฟ ที่ซื้อธุรกิจแอลกอฮอล์ในเวียดนาม หากเทียบอำนาจซื้อจากค่าครองชีพ (GDP PPP) เป็นไปได้ที่เวียดนามจะแซงไทย เพราะจำนวนประชากร แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (norminal GDP) ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ดูไทยกับสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง GDP PPP ของสิงคโปร์น้อยกว่าไทย แต่ร่ำรวยกว่าไทย

2.จากประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม เวียดนามยังต้องใช้เวลาอีกนานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนนในชนบทของไทยมี 4 เลน ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยจำนวนความยาวของถนนมากที่สุดในประเทศไทย หรืออยู่ในอันดับ 10 ของโลก ด้วยระยะทางกว่า 700,000 กิโลเมตร ลองกูเกิลดูได้เลย”

Ashley Hyein Song อดีตอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของ Cambridge International School ตอบว่า “พวกเขาไม่ต้องกังวลหรอก เชื้อไวรัสความไม่กังวลของคนไทยถูกแพร่ไปยังนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ที่นั่นไปแล้ว คนที่ดูเหมือนจะกังวลมีแต่ชาวต่างชาติที่ทำงานในสถาบันภาษาเอกชนเท่านั้นแหละ”

Vietnam supporters hold a giant national flag as their team plays against Thailand in the first leg of their AFF Suzuki Cup 2020 football semi-final match at the National Stadium in Singapore on December 23, 2021. (Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

Pas Sean ตอบว่า สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีในตอนนี้คือการทำให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคถูกต้อง ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากซึ่งมีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในขณะเดียวกันก็มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 3% รัฐบาลกำลังใช้เงินจำนวนมากในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับปรุงทางรถไฟ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ท่าเรือ และสนามบินทั่วประเทศ เหนือสิ่งอื่นใดคือ มีการลงนามในสัญญาสำคัญสำหรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกมูลค่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกำหนดพิมพ์เขียวเศรษฐกิจในอนาคตสำหรับนโยบายอุตสาหกรรมไทยแลนด์ 4.0

“ความท้าทายในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นั้นคือ การรักษาโมเมนตัมการเติบโตไว้ให้ได้ แม้จะมีประชากรสูงอายุและกำลังแรงงานที่ชะงักงัน แรงงานต่างด้าวจากภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในปัจจุบันมีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่ามีแรงงานข้ามชาติที่จดทะเบียน 3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จำนวนแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารอาจเพิ่มสูงขึ้นมาก” Pas Sean กล่าว 

ขณะที่เวียดนาม Pas Sean บอกว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทยในเรื่องประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็ว กุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตในระยะยาวคือความสามารถในการเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพ (เช่น อัตราส่วนประสิทธิภาพเงินทุนสำหรับรัฐวิสาหกิจ) ตลอดจนการดำเนินการปฏิรูปการธนาคาร (เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น) และการแก้ปัญหาการทุจริต

Thailand supporters hold a giant Thai flag as their team plays against Vietnam in the first leg of their AFF Suzuki Cup 2020 football semi-final match at the National Stadium in Singapore on December 23, 2021. (Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

Shaipudin Shah Harun บอกว่า “ประเทศไทยมีฐานที่ใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าที่จะยืนหยัดได้ ฐานการผลิตของพวกเขาค่อนข้างแข็งแกร่ง ไม่แปลกที่ไทยจะถูกเรียกว่าดีทรอยต์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการท่องเที่ยวได้พัฒนาจนกลายเป็นสุทรียภาพด้านความงามที่มาเลเซียพยายามอย่างหนักที่จะแข่งขันด้วย”

แม้ว่าเวียดนามกำลังพัฒนาไปได้ดี แต่ Shaipudin Shah Harun บอกว่าเวียดนามยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถสร้างพื้นฐานนั้นได้ ตอนนี้กิจกรรมหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจคือการก่อสร้าง การส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำ สินค้าที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูก รองเท้าและเสื้อผ้า ในขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ เช่นเดียวกับทุกๆ คน พวกเขาต้องยกระดับเนื้อหาและเทคโนโลยีในท้องถิ่น พวกเขาจะทำได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยสำเร็จแล้ว และการชะลอตัวใด ๆ ที่เวียดนามเผชิญอยู่ในตอนนี้จะได้รับการแก้ไขหากเวียดนามปรับกลยุทธ์ใหม่

Lawrence Chow ตอบว่า “ไทยนำหน้าเวียดนามและอินโดนีเซียในด้านเศรษฐกิจ เวียดนามตามหลังมามากแต่กำลังไล่ตามไทย ด้วยโรงงานใหม่ๆ หลายแห่งจากเกาหลี ไต้หวัน และประเทศอื่นๆ ประเทศไทยมีโรงงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ และภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งมาก โควิดกำลังทำร้ายการท่องเที่ยว แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

NFT ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินได้อย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673507

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 12:45 น.NFT ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินได้อย่างไร?จากประเด็นร้อนในตอนนี้ มาฟังคำอธิบายกันว่า NFT สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินได้อย่างไร

ผลงาน “When She Opens The Door” ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งถูกประมูล ผ่าน NFT โดยมีผู้ชนะการประมูลคือ mockingbird112 ชนะการประมูลไปในราคา 3.3 ล้านบาท กำลังถูกตั้ง คำถามเกี่ยวกับการฟอกเงิน แต่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตจากประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังไม่มีคำชี้แจงจากนายธนาธรในประเด็นดังกล่าว

แต่เราจะมาอธิบายให้เข้าใจกันว่าเหตุใด NFT จึงถูกมองว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการฟอกเงินได้

NFT (Non-fungible token) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ทว่า ต่างกันตรงที่แต่ละโทเคนจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ โดยอาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล

เช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี NFT ไม่ได้รับการควบคุมใดๆ หมายความว่าใครก็สามารถสร้างและขาย NFT ได้ และไม่มีการรับประกันมูลค่าของมัน จึงมีความเสี่ยงในการลงทุน ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงและหลอกลวงเช่นกัน

บทความจาก EisnerAmper หนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐระบุว่า NFT ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ และซื้อขายได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน อีกทั้งกำหนดราคาเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องอิงตามราคาตลาด ทำให้สามารถใช้ฟอกเงินได้

เพียงแค่สร้าง NFT ขึ้นมาและลงขาย จากนั้นก็ซื้อ NFT ของตนเองโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และกำหนดราคาตามที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนเงินสกปรกให้สะอาดได้ เพราะกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุม แต่รับรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากการขายงานศิลปะ

ก่อนหน้านี้ Mr. Whale นักวิเคราะห์ชื่อดังในตลาดคริปโตกล่าวว่า NFT สามารถเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เพราะไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถแปลงเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายได้

“หากคุณมีเงินผิดกฎหมาย 1 ล้านดอลลาร์ คุณก็ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์นั้นซื้อ NFT ของตัวเอง โดยอาจใช้บัญชีบุคคลที่ 3 เป็นผู้ซื้อ” Mr. Whale กล่าว

ขณะที่แคทเธอรีน กราฟฟิน อาจารย์ผู้ช่วยในแผนกศิลปะและการออกแบบจากมหาวิทยาลัยราเซล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า มันเป็นวิธีที่ง่ายในการโยกย้ายเงินสกปรก เพราะมันเชื่อมโยงกับสกุลเงินที่กระจายอำนาจอย่างคริปโตเคอร์เรนซี อีกทั้ง NFT ไม่สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ ไม่มีการขนส่งหรือเก็บในโกดังเก็บภาษีนอกชายฝั่งเหมือนกับสินค้าอื่นๆ

เมื่อปลายปีที่แล้วหน่วยงานป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ (RUSI) ได้เปิดเผยรายงาน “NFTs: A New Frontier for Money Laundering?” ระบุว่า NFT สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางการเงิน จึงแนะนำว่าควรมีกฎระเบียบบางอย่างในการซื้อขาย NFT เช่น เปิดเผยตัวตนของผู้ซื้อ

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

สาวจีนติดล็อกดาวน์บ้านหนุ่มนัดบอดตกลงหมั้นแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673495

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 12:00 น.สาวจีนติดล็อกดาวน์บ้านหนุ่มนัดบอดตกลงหมั้นแล้วคู่หนุ่มสาวจีนที่ถูกล็อกดาวน์ด้วยกันหลายวันหลังนัดบอดตกลงหมั้นกันแล้ว

เจ้าเสี่ยวชิง สาวจีนวัย 28 ปีจากมณฑลส่านซีเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า เธอคิดว่าการนัดเดทกับเจ้าเฟย หนุ่มต่างเมืองเมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาจะใช้เวลาเพียง 1 วันเพื่อทำความรู้จักกับครอบครัวของฝ่ายชายเท่านั้น และไม่คิดว่าจะต้องค้างคืนที่นั่น เพราะมันจะดูไม่ดี

แต่ก็เหมือนชะตาฟ้าลิขิต เมื่อจู่ๆ ทางการเมืองเซียนหยางสั่งล็อกดาวน์เมืองหลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่ง ทำให้หญิงสาวรายนี้กลับบ้านไม่ได้ สุดท้ายต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านฝ่ายชาย

หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์พ่อแม่ของเจ้าเฟยก็รบเร้าให้ทั้งคู่แต่งงานกัน แต่ตอนนั้นเจ้าเสี่ยวชิงคิดว่ายังเร็วเกินไป และยังบอกอีกว่าตอนแรกเธอไม่ได้สนใจเจ้าเฟยมากนักหลังจากได้เห็นรูปถ่ายของเขาครั้งแรก จนกระทั่งได้เจอตัวจริงซึ่งเธอคิดว่าเขาดูดีกว่าในรูปถ่าย

แม้ความรักครั้งนี้จะเริ่มด้วยความตะกุกตะกัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็เริ่มมีใจให้กันมากขึ้นและตกลงหหมั้นหมายกันในที่สุด โดยฝ่ายหญิงซึ่งมีอาชีพขายผลไม้ออนไลน์เล่าว่า พวกเขาเข้ากันได้ดีมาก และเธอยังประทับใจในตัวฝ่ายชายที่คอยอยู่ข้างๆ เธอตลอดไม่ว่าจะไลฟ์ขายผลไม้ดึกแค่ไหน แถมพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายก็แฮปปี้กับรักครั้งนี้สุดๆ

เรื่องราวของเจ้าเสี่ยวชิงกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ซึ่งหลังจากทราบว่าทั้งคู่ตกลงจะใช้ชีวิตด้วยกันก็มีคนเข้ามาแสดงความยินดีมากมาย แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งเข้ามาเตือนว่าการตัดสินใจของทั้งคู่ดูเร็วเกินไป

นอกจากคู่นี้แล้ว ยังมีอีกคู่หนึ่งที่กลายเป็นข่าวดัง คือคู่ของหญิงสาวแซ่หวังจากมณฑลเหอหนาน แต่ความรักของคู่นี้ยังไม่ทันได้เบ่งบาน เพราะฝ่ายหญิงบ่นว่าฝ่ายชายเงียบเหมือนหุ่นโชว์เสื้อผ้า

วิจัยพบใส่แมสก์ช่วยเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดเพศตรงข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673488

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 11:15 น.วิจัยพบใส่แมสก์ช่วยเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดเพศตรงข้ามทีมวิจัยจากอังกฤษพบการสวมหน้ากากอนามัยช่วยเพิ่มเสน่ห์น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าทีมวิจัยจากอังกฤษพบข้อดีเล็กๆ น้อยๆ ของโควิด-19 นั่นคือการสวมหน้ากากอนามัยช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น โดยหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียว โดยเฉพาะสีฟ้า จะทำให้ผู้สวมใส่น่าดึงดูดมากที่สุด

ดร.ไมเคิล ลูอิส หนึ่งในทีมวิจัยจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ในสหราชอาณาจักร และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใบหน้า กล่าวว่า งานวิจัยที่เคยเก็บข้อมูลก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ความน่าดึงดูดลดลง เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับโรคหรือความเจ็บป่วย

ทีมวิจัยต้องการทดสอบว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อการสวมหน้ากากอนามัยกลายเป็นเรื่องปกติ และทำความเข้าใจว่าประเภทของหน้ากากอนามัยมีผลต่อความน่าดึงดูดหรือไม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าใบหน้าของผู้คนจะน่าดึงดูดมากที่สุดเมื่อสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ โดยเฉพาะสีฟ้า อาจเป็นเพราะเราเคยชินกับหน้ากากประเภทนี้มากที่สุด

นอกจากนี้ยังพบว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ผู้สวมใส่อุ่นใจมากขึ้นในเวลาที่รู้สึกอ่อนแอ ขณะเดียวกันสร้างความรู้สึกในทางบวกต่อผู้พบเห็นด้วย ขณะที่ผลการวิจัยก่อนที่จะเกิดโรคระบาดพบว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกในแง่ลบว่าผู้สวมใส่มีโรค และตีตัวออกห่าง

ทั้งนี้ การวิจัยครั้งแรกได้เริ่มดำเนินการในเดือนก.พ. 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวอังกฤษเริ่มคุ้นชินกับการสวมหน้ากากอนามัยในบางสถานการณ์

โดยทีมวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 43 คนให้คะแนนความน่าดึงดูดจากภาพของชายที่สวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์, หน้ากากผ้า, ใช้หนังสือสีดำปิดบังใบหน้าช่วงล่าง และไม่สวมหน้ากาก

กลุ่มตัวอย่างกล่าวว่าภาพของชายที่สวมหน้ากากผ้าน่าดึงดูดกว่าการใช้หนังสือปิดบังใบหน้าและการไม่สวมหน้ากาก แต่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์สีฟ้าน่าดึงดูดมากที่สุด

“โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงจิตวิทยาของเรา ทัศนคติและความรู้สึกที่มีต่อการสวมหน้ากากอนามัยได้เปลี่ยนไปแล้ว เวลาเราพบเห็นผู้คนสวมหน้ากากอนามัยจะไม่คิดว่าคนนั้นมีโรคและตีตัวออกห่างเหมือนเมื่อก่อน” ดร.ลูอิสกล่าว

โดยเสริมว่ามีความเป็นไปได้ที่หน้ากากอนามัยทำให้คนดูมีเสน่ห์มากขึ้นเพราะความสนใจจะไปอยู่ที่ดวงตา

Photo by REUTERS/Tingshu Wang

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำมนุษย์เสียชีวิตกว่าล้านทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673483

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 10:45 น.เชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำมนุษย์เสียชีวิตกว่าล้านทั่วโลกเชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำให้มนุษย์เสียชีวิตมากกว่ามาลาเรียและเอชไอวี

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ผลการวิจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาซึ่งเป็นการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกพบว่า ในปี 2019 ประชากรมากกว่า 1.2 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ โดยตัวเลขดังกล่าวมากกว่าผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียและเอชไอวี

ผลการวิจัยของทีมนักวิจัยนานาชาติซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันในสหรัฐระบุว่า ประเทศยากจนได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุด ทว่าเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเป็นภัยคุกคามทางสุขภาพของทุกๆ คน

ประเทศในแอฟริกาใต้ที่ตั้งอยู่ใต้ทะเลทรายซาฮาราและเอเชียใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิต 24 คนจากทุกๆ 100,000 คน และมีอัตราการเสียชีวิตต่ำที่สุดในประเทศร่ำรวยคือ 13 คนในทุกๆ 100,000 คน

การประมาณการการเสียชีวิตจากการดื้อยาของเชื้อโรค (AMR) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลใน 204 ประเทศ โดยพบว่า ประชากรโลกราว 5 ล้านคนเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ AMR เป็นสาเหตุหลัก และอีก 1.2 ล้านคนซึ่งเสียชีวิตจาก AMR โดยตรงในปี 2019

ในปีเดียวกันนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ราว 860,000 คน และมาลาเรีย 640,000 คน

การเสียชีวิตจาก AMR ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดบวม และติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งอาจนำมาสู่การติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย

การวิเคราะห์ประวัติผู้ป่วยจากโรงพยาบาล การศึกษาวิจัย และแหล่งข้อมูลอื่นพบว่า เด็กอายุน้อยคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด โดยราว 1 ใน 5 ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ AMR เกิดขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

การลงทุนวิจัยยาใหม่อย่างเร่งด่วนและการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดคือหนทางในการป้องกันเชื้อดื้อยา

การใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาดสำหรับการติดเชื้อเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ยามีประสิทธิภาพต่อการติดเชื้อที่รุนแรงลดลง โดยผู้คนเสียชีวิตจากการติดเชื้อทั่วไปที่เคยรักษาได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคดื้อต่อการรักษา

เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหราชอาณาจักรเตือนว่า การดื้อยาของเชื้อโรค (AMR) คือโรคระบาดใหญ่ที่ซ่อนเร้นซึ่งสามารถอุบัติขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด นอกเสียจากว่าจะมีการจ่ายยาปฏิชีวนะด้วยความรับผิดชอบ

Photo by ERNESTO BENAVIDES / AFP

ตุรกีสิ้นท่า น้ำมือศัตรูหรือท่านผู้นำทำเละซะเอง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673437

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 20:58 น.ตุรกีสิ้นท่า น้ำมือศัตรูหรือท่านผู้นำทำเละซะเอง?รัฐบาลตุรกีพยายามที่จะอ้างว่าการถดถอยของคร่าเงิน “ลีรา” เป็นผลมาจากการโจมตีของบางชาติ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เป็น “ผู้นำ” ของตุรกีมานานเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว ที่ย้ำคำว่า “ผู้นำ” ก็เพราะระวห่างปี 2003 – 2014 เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาก่อน ในยุคนั้นนายกรัฐมนตรีคือตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขประเทศแต่เพียงหัวโขน

หลังจากอยู่ในตำแหน่งลากยาวมาถึงปี 2014 ก็ต้องลงจากเก้าอี้ แต่เขาไม่คิดจะสละมันไปง่ายๆ หลังจากลงจากเก้าอี้นายกฯ ก็หันไปกุมเก้าอี้ประธานาธิบดีต่อไป ด้วยเหตุที่ตำแหน่งประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงมีการผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยุบตำแหน่งนายกไปเสีย พร้อมยกเลิกระบบรัฐสภา แล้วหันมาใช้ระบอบประธานาธิบดีที่มีอำนาจบริหารสูงสุด ด้วยสูตรนี้ แอร์โดอันจึงสามารถเป็น “ผู้นำ” แบบลากยาวดังที่ว่าไว้

ด้วยความที่กุมอำนาจยาวนานและพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเขามีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ แอร์โดอันจึงมีแนวโน้มเป็นผู้นำอำนาจนิยมมากขึ้น (โดยที่ตำแหน่งประธานาธิบดีมีอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จในมืออยู่แล้ว) บารมีของแอร์โดอันยิ่งแก่กล้า เมื่อเขาเอาตัวรอดได้จากความพยายามก่อรัฐประหารปี 2016 ที่ตามมาด้วยการกวาดล้างฝ่ายเกี่ยวข้องและฝ่ายตรงข้ามเขาที่ถูกเหมารวมไปด้วย

จากเหตุการณ์นั้น แอร์โดอันกล่าวว่าสหรัฐเป็นสปอนเซอร์ให้กับฝ่ายขบถ จึงสะบั้นความสัมพันธ์กับสหรัฐที่เคยเป็นพันธมิตรกัน แถมยังกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกที่เป็นมหามิตรของสหรัฐด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกี่ยวอะไรกับค่าเงินลีรา? ตอบว่าเกี่ยวข้องทุกประการ

มาดูที่ปัญหาเบื้องหลังกันก่อน ค่าเงินของตุรกีร่วงลงตั้งแต่ต้นปี 2018 อันเนื่องมาจากความตึงเครียดกับตะวันตก การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ตุรกีมีปัญหาขาดุลบัญชีเดินสะพัดที่หนักที่สุดแห่งหนึ่ง) เงินสำรองที่ลดลง (ตุรกีมีปัญหาเรื่องการออม และใช้เงินมือเติบ) และหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น (ตุรกีกู้หนี้ยืมสินในอัตราสูงมาสร้างโครงการต่างๆ แต่ให้ผลตอบแทนต่ำ)

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการปฏิเสธที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

ปัญหาเงินเฟ้อของตุรกีนั้นรุนแรง แต่ช่วงแรกมันไม่ถึงกบัแรงมาก เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ราคาข้าวของมีขึ้นมีลงตามเหตุปัจจัย หากเงินเฟ้อจะลากยาวสักหน่อยก็ต้องมีปัจจัยที่ “สมเหตุสมผล” อยู่เบื้องหลัง เช่น ธนาคารกลางใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลดดอกเบี้ย) นานไปหน่อย จนมีปริมาณเงินในระบบมีมาก หรือการขึ้นค่าแรงโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

แต่กรณีของตุรกีนั้นเงินเฟ้อกลายเป็นวิกฤตเพราะการตัดสินใจที่ไม่ปกติเอามากๆ

หากเป็นประเทศอื่นที่เจอเข้ากับเงินเฟ้อซึ่งไม่ต้องถึงขั้นลากยาว (Chronic inflation) ก็ได้ วิธีการก็คือธนาคารกลางประเทศนั้นๆ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทสซบเซาลงเพราะโควิด-19 ก็ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเงินได้ง่าย แล้วนำไปใช้จ่ายกัน แต่เฟดก็จะจับตาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่าเมื่อไรที่เงินในระบบมีมาก จนระดับราคาสูง (เฟ้อ) เมื่อนั้นอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะขึ้นดอกเบี้ย ดังที่ทำไปหลังจากพ้นระยะการระบาดของเดลตา

ดังนั้น ธนาคารกลางของประเทศจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าเมื่อไรที่จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย หน้าที่นี้เป็นหน้าที่อิสระรัฐบาลไม่อาจแทรกแซงได้ เพราะต้องเหมาเอาไว้ก่อนว่ารัฐบาลมักมีวาระซ่อนเร้นในการชี้นำดอกเบี้ย (ใครจะรู้ว่าในรัฐบาลใจะมีนักการเมืองกี่คนได้ประโยชน์จากการชี้นำดอกเบี้ยเสียเอง?)

ประธานาธิบดีสหรัฐที่ว่ามีอำนาจที่สุดในโลกนั้นแม้จะเป็นคนเสนอชื่อผู้ว่าการเฟดแต่ก็ยังบังคับผู้ว่าเฟดให้ขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ แม้แต่รัฐสภาที่มีมติรับรองผู้ว่าเฟดและเรียกผู้ว่าเฟดไปให้การได้ ก็บีบให้ขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ ถ้าผู้ว่าเฟดอธิบายชัดแล้วว่ามันควรหรือไม่ควร

แต่ที่ตุรกีมันกลับไม่ใช่แบบนั้น

ชายชาวซีเรียถือกองธบัตรดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินตุรกีในเมืองอัลบับที่กลุ่มกบฏยึดครองในจังหวัดอเลปโปทางเหนือของซีเรียบริเวณชายแดนตุรกีเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564 – การดิ่งลงของลีราตุรกี ซึ่งปัจจุบันเป็นสกุลเงินหลักในส่วนที่ฝ่ายกบฏยึดครองทางตอนเหนือของซีเรียซึ่งถูกทำลายจากสงคราม ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้กลายเป็นเขตอารักขาของตุรกีโดยพฤตินัย ได้เพิ่มความเจ็บปวดให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น (ภาพโดย Bakr ALKASEM / AFP)

ความที่แอร์โดอันใช้อำนาจตามอำเภอใจมากขึ้น เขาถึงกับแทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารกลางในการขึ้นดอกเบี้ย และเมื่อผู้กหนดนโยบายแบงก์ชาติคนไหนไม่ได้ดังใจก็สั่งปลด โดยปลดแบบถี่ยิบเสียด้วย (ขนาดให้แก้รัฐธรรมนูญต่ออำนาจยังทำมาแล้ว แค่นี้จะทำไม่ได้หรือ!)

เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 11.9% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008 พอย่างเข้าปี 2018 เงินลีราก็เริ่มอ่อนค่าโดยเหลือ 4 ต่อเหรียญสหรัฐในปลายเดือนมีนาคม และทรุดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 7 ต่อเหรียญสหรัฐในเดือนสิงหาคม

ณ วันที่ 19 มกราคม 2022 ปาเข้าไป 13.60 ต่อดอลลาร์แล้ว

ตอนนั้นธนาคารกลางของตุรกีพยายามขึ้นดอกเบี้ยแต่แอร์โดอันห้ามไว้ ในเดือนพฤษภาคม 2018 แอร์โดอันบอกว่าดอกเบี้ย “คือโคตรพ่อโคตรแม่ของความชั่วร้ายทั้งปวง” (mother and father of all evil) พร้อมบอกให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยซะ (ซึ่งถ้าชิงชังดอกเบี้ยขนาดนี้เขาก็ควรประกาศเลิกการใช้ดอกเบี้ยไปเลิยไม่ใช่หรือ?) ผลก็คือเงินลีรายิ่งดิ่งลงเข้าไปใหญ่

ขณะที่นำความเชื่อส่วนตัวมาชี้นำนโยบายอัตราดอกเบี้ย เขายังทำลายความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ โดย 14 พฤษภาคม สัมภาษณ์กับ Bloomberg และกล่าวว่า “ธนาคารกลางไม่สามารถยึดเอาความเป็นอิสระ และเมินเฉยสัญญาณที่ได้รับจากประธานาธิบดี” – นี่เป็นคำพูดที่สวนทางกับวิธีปฏิบัติของทั้งโลก

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจนถึงปลายปี 2021 แอร์โดอันไล่ผู้ว่าการธนาคารกลางออกไม่ต่ำกว่า 3 คน ในช่วงเวลา 2 เดือนจนถึงตุลาคม 2021 แอร์โดอันไล่ผู้บริหารแบงก์ชาติตุรกีไปถึง 4 คน บางคนถูกปลดเพราะมีแนวคิดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งท่านผู้นำไม่โปรด

ใครที่กล้าจะตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเขาจะไม่มีที่ยืนในแบงก์ชาติอีกต่อไป ดังนั้นแบงก์ชาติจึงสนองนโยบายของแอร์โดอันไปเรื่อยๆ ผลก็คือค่าเงินของประเทศสาละวันเตี้ยลงไปเรื่อยๆ ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งพรวดเหมือนบั้งไฟ

เอาเข้าจริง สาเหตุที่แอร์โดอันแทรกแซงแบงก์ชาติ อาจเป็นเพราะต้องการบงการทิศทางประเทศด้วยตัวเองในทุกด้าน และเป็นเพราะแอร์โดอัน “ชิงชังดอกเบี้ย” ดังที่เขาโพล่งขึ้นมาว่าคือโคตรเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง ซึ่งความคิดนี้่โยงกับความเชื่อทางศาสนาของแอร์โดอันด้วย

เรื่องนี้อาจฟังดูแปลก แต่ต้องเข้าใจว่าตามหลักศาสนาอิสลามนั้นไม่อนุญาตให้เก็บดอกเบี้ยหรือกระทำการใดๆ เรื่องดอกเบี้ย 

แม้ตุรกีจะมีผู้นับถืออิสลามเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็เป็นรัฐโลกวิสัย (Secular state) คือรัฐที่แยกศาสนาออกจาการเมืองเด็ดขาด โดยแยกแบบไม่มีเยื่อใยมาตั้งแต่ยุคของมุสตาฟา เคมัลเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ผู้นำจักรวรรดิออตโตมัน (และมีสถานะประหนึ่งผู้โลกอิสลามในเวลานั้น) มาเป็นประเทศตุรกีที่ “ศิวิไลซ์” แบบตะวันตก

ชายคนหนึ่งเดินไปที่หน้าจอแสดงอัตราเทียบกับลีราตุรกีใกล้กับหน่วยงานแลกเปลี่ยนเงินตราที่ Kaarakoy ในอิสตันบูลเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ในอิสตันบูล – ลีราตุรกีแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากธนาคารกลางยอททำตามความปรารถนาของประธานาธิบดีและลดอัตราดอกเบี้ยหลักเป็นเดือนที่สี่ติดต่อกัน การลดอัตราหลักเป็น 14 จาก 15 เปอร์เซ็นต์ ต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อประจำปีที่พุ่งทะลุ 20 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า (ภาพโดย Ozan KOSE / AFP)

แต่เมื่อถึงยุคแอร์โดอันเขาพยายามทำให้ตุรกีหมดความเป็นรัฐโลกวิสัย และผลักดันให้ศาสนาอิสลามมีบทบาทในวิถีชีวิตและการเมืองของประเทศอีกครั้ง เมื่อรวมกับแนวคิดการขยายดินแดนและสร้างตุรกีให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ทำให้แอร์โดอันถูกมองว่าเป็นหัวโจกของแนวคิด “รื้อฟื้นออโตมันใหม่” (Neo-Ottomanism) และทำให้ตุรกีมีศาสนาชี้นำคุณค่าสังคม

ตัวอย่างนอกเรื่องเศรษฐกิจ เช่น การที่รัฐบาลตุรกีสั่งคืนสภาพ “อะเยีย โซเฟีย” (เดิมเป็นวิหารของชาวคริสต์) ให้กลับมาเป็นมัสยิดอีกครั้ง หลังจากเคยถูกแปรเป็นพิพิธภัณฑ์หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 1935 การเปลี่ยนกลับไปเป็นมัสยิดทำให้ชาติตะวันตกไม่พอใจ กล่าวว่าตุรกีกำลัง “ถอยหลังเข้าคลอง”

เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับการปะทะขัดแย้งของตะวันตกและอิสลาม ระหว่างรัฐทางโลกและรัฐศาสนาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่าแอร์โดอันมีแนวคิดแบบไหน

แนวคิดแบบนี้อาจจะดูไกลจากเรื่องเศรษฐกิจ แต่แอร์โดอันก็ลากมันเข้ามาเกี่ยวจนได้ ผลก็คือหายนะอย่างที่เห็น

จากงานวิจัยของ Alesina and Summers (1993) เปรียบเทียบความเป็นอิสระของแบงก์ชาติกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศนั้น พบว่า ยิ่งแบงก์ชาติประเทศไหนมีอิสระจากรัฐบาลมากอัตราเงินเฟ้อจะยิ่งน้อย (คือมีอิสระในการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเพื่อแก้เงินเฟ้อ) ขณะที่ประเทศไหนแบงก์ชาติถูกแทรกแซงมาก เงินเฟ้อก็จะสูงมากขึ้นไปด้วย (ถูกรัฐบาลบงการดอกเบี้ยเพื่อสนองผลประโยชน์ทางการเมือง)

งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยครั้ง และมันยิ่งชัดเจนในกรณีของตุรกี ยิ่งแอร์โดอันชิงชังดอกเบี้ยและต้องการคุมแบงก์ชาติมากเท่าไร เงินเฟ้อก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

เงินเฟ้อแก้ไม่ตก ยังตามด้วยค่าเงินตกเข้าไปอีก เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนเสื่อมถอยลง ไม่แน่ใจว่าประเทศนี้ยังขับเคลื่อนเป็นปกติหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจู่ๆ ท่านผู้นำจะยื่นมือมาแทรกแซงเมื่อไร ด้วยเงินเฟ้อที่พุ่งปรี๊ดกับค่าเงินที่ดิ่งลง ทำให้การดำเนินการทางธุรกิจในตุรกีไม่คุ้มทุน บริษัทต่างชาติก็ถอนตัวไป เงินเข้าประเทศก็ลดลง ตุรกีที่ชอบสร้างหนี้อยู่แล้ว ยิ่งช้ำหนักแทบสำลักออกมาเป็นเลือด

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มาจาก “ลัทธิแอร์โดอัน” (Erdoganism) ที่อิงกับแนวคิดอนุรักษ์นิยม อิงศาสนา และอิงอำนาจนิยมในตัวผู้นำ

ผู้คนเข้าคิวอยู่นอกร้านแลกเปลี่ยนเงินตราในอังการาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564 หลังจากผู้นำตุรกีได้ผลักดันให้ธนาคารกลางลดต้นทุนการกู้ยืมอย่างรวดเร็ว แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อประจำปีจะพุ่งสูงถึงมากกว่าร้อยละ 20 นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์หรือสูงกว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า (ภาพโดย Adem ALTAN / AFP)

แต่แอร์โดอันกลับปัดความผิดทั้งหมดว่ามาจากแทรกแซงของชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ

เช่นเดือนมิถุนายน 2018 (ในเวลานั้นจีดีพีของตุรกีปรับเพิ่มขึ้น) แอร์โดอันอ้างว่านี่คือชัยชนะต่อ “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ซึ่งเขาโทษว่าเป็นเหตุให้เงินลีราตุรกีร่วงอย่างหนัก ผู้สมรู้ร่วมคิดนี้บางคนคิดว่าเขาหมายถึงสหรัฐ

คนในรัฐบาลของเขาเองก็ประสานเสียง เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 รัฐมนตรีต่างประเทศ เมลวึต จาวูโชกลู กล่าวว่าการดิ่งลงของเงินลีราน่าจะเกิดจากความพยายามโดยกลุ่มผู้บงการในต่างประเทศ เช่นเดียวกับเบรัต อัลบายรัก รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของตุรกีลูกเขยของแอร์โดอัน บอกกับสื่อในเวลาไล่ๆ กันว่าค่าลีราที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากการใช้เล่ห์กลของศัตรูของตุรกี

หากไม่นับเรื่องทฤษฎีสมคบคิดข้างต้น แอร์โดอันก็ยังมีท่าทีต่อต้านทฤษฎีเศรษฐกิจกระแสหลัก (ก็คือกระแสตะวันตก) ในเดือนพฤศจิกายนปีกลาย หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเขาประกาศว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เข้มงวดจะไม่ลดอัตราเงินเฟ้อและให้คำมั่นว่าประเทศจะประสบความสำเร็จใน “สงครามเพื่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจ”

ว่าด้วยเรื่อง “ขึ้นดอกเบี้ยไม่ช่วยลดเงินเฟ้อ” มันมีทฤษฎีแบบนี้อยู่จริงๆ (คือ Neo-Fisherism) แต่ถามว่ามันใช้ตลอดรอดทุกสถานการณ์หรือไม่ก็ต้องตอบว่าไม่และไม่เป็นที่ยอมรับกันด้วย ส่วนที่ว่า “สงครามเพื่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจ” ก็สะท้อนความเชื่อของแอร์โดอันว่ามีพวกตะวันตกปั่นสถานการณ์ในประเทศเขาอยู่

แอร์โดอันนั้นระแวงสหรัฐและชาติตะวันตก แต่หายนะทางเศรษฐกิจที่เขาก่อขึ้นทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากเงินดอลลาร์ที่แข็งปั๋ง

ทฤษฎีสมคบคิดของแอร์โดอันที่โยนความผิดให้สหรัฐจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า ก็เพราะไปยุ่งกับเรื่องไม่ควรยุ่งแท้ๆ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

ส่องงานศิลป์ อย่างไรถึงจะเรียกว่า “ลอกผลงาน”?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673442

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 19:03 น.ส่องงานศิลป์ อย่างไรถึงจะเรียกว่า "ลอกผลงาน"?แบบไหนถึงเรียกว่าลอกงานศิลปะ และต้องทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยง

สืบเนื่องจากกรณี #ลอกผลงาน กำลังถูกพูดถึงอย่างมากบนทวิตเตอร์ หลังจากที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าประมูลงานศิลปะในรูปแบบ NFT ซึ่งถูกกล่าวหาว่าลอกผลงานศิลปะจากศิลปินต่างประเทศ

ขณะที่นายธนาธรชี้แจงว่าภาพ “When She Opens The Door” นั้นตนได้ระบุชัดเจนแล้วว่าได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ Damian Lechoszest และได้เขียนอีเมลไปถึงศิลปินท่านนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนภาพ “Silence” ก็ได้ระบุไว้แล้วเช่นเดียวกันว่าได้แรงบันดาลใจจาก Feliks K ซึ่งเจ้าตัวอนุญาตให้นำผลงานไปสร้างสรรค์ต่อเพียงแค่ใส่เครดิต

อย่างไรก็ตามประเด็น “คัดลอกผลงาน” หรือ “ได้รับแรงบันดาลใจ” นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมาหลายครั้งหลายหน ทั้งงานเขียน งานศิลปะ หรืองานออกแบบต่างๆ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นเดียวกัน

แบบไหนถึงเรียกว่าลอก?

CIIT College of Arts and Technology จากฟิลิปปินส์ระบุว่า Merriam-Webster บริษัทพจนานุกรมในสหรัฐให้นิยามคำว่าลอกเลียนแบบ (plagiarism) ว่าเป็นการใช้คำพูดหรือความคิดของบุคคลอื่นโดยไม่ให้เครดิตบุคคลนั้น ซึ่งเกิดขึ้นในหลายรูปแบบทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์

วิทยาลัย CIIT ยังระบุว่าการคัดลอกผลงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นภาพสเก็ตช์ ภาพวาด ภาพถ่าย ประติมากรรม รวมถึงงานเขียน แม้ว่าจะนำไปใส่ฟิลเตอร์ เปลี่ยนสี เพิ่มคลิปอาร์ต ข้อความ หรือปรับแต่งแก้ไขเพิ่มเติม หากนำไปเผยแพร่เป็นงานของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของผลงานหรือไม่ให้เครดิต ถือว่าเป็นการขโมย

อาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงทางวิชาชีพ การฟ้องร้องดำเนินคดี หรือเสียค่าชดเชยให้แก่เจ้าของผลงานหากพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด

ด้านมหาวิทยาลัย Rochester ในสหรัฐอเมริกาได้อธิบายนิยามของคำว่าลอกเลียนแบบงานศิลปะ (art plagiarism) ที่ขัดต่อนโยบายของมหาวิทยาลัยไว้ดังนี้

  • ใช้งานศิลปะของบุคคลอื่น (ที่เราไม่ได้เป็นคนทำเอง) และอ้างว่าเป็นงานศิลปะของตนเอง
  • ขโมยงานศิลปะจากแหล่งต่างๆ (เช่น ภาพถ่ายบน Instagram) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานและไม่ได้อ้างอิงเจ้าของผลงาน
  • มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แต่อ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง 100%

โดยอธิบายเพิ่มเติมว่าในทางกฎหมายมีสิ่งที่เรียกว่าการใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบ (Fair Use) เช่น ใช้เพื่อการศึกษาที่ไม่แสวงหากำไร

เช่นเดียวกับเว็บไซต์ด้านศิลปะ Arte Fuse ซึ่งระบุว่าการคัดลอกงานศิลปะคือการใช้ผลงานที่มีอยู่แล้วมานำเสนอเป็นงานของตนเอง โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่ให้เครดิตเจ้าของผลงาน หรือทำซ้ำงานศิลปะต้นฉบับโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

วิธีหลีกเลี่ยงการลอกผลงานศิลปะ

วิทยาลัย CIIT แนะนำในการหลีกเลี่ยงการลอกผลงานศิลปะ โดยหากพบงานศิลปะที่ชื่นชอบให้หาไอเดียจากมันและใช้เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นเพียงแนวทางเพื่อสร้างผลงานของตนเอง หลีกเลี่ยงการบันทึก คัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปเผยแพร่

ผสมผสานไอเดียที่แตกต่าง โดยการหาผลงานศิลปะที่สนใจมากกว่า 1 ชิ้น และสร้างผลงานของตนเองโดยดึงแรงบันดาลใจจากงานศิลปะเหล่านั้น เพื่อสร้างผลงานที่เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นของตนเองจริงๆ

อีกวิธีหนึ่งคือการอ้างอิงแหล่งที่มา หากไม่เก่งในการสร้างผลงานใหม่ๆ ก็สามารถใช้ไอเดียจากศิลปินคนอื่นๆ ได้แต่ต้องให้เครดิตเจ้าของผลงาน

  • Arte Fuse แนะนำว่าให้ใช้เวลาเสพงานศิลปะที่ชื่นชอบ และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยความรู้สึกที่ได้รับจากงานศิลปะเหล่านั้น
  • งานกราฟิกหรือดิจิทัลมักใช้ตัวละครหรือสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์ และนำไปใส่ไว้ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน นี่คือเหตุผลที่ป๊อปอาร์ตของ Mona Lisa ไม่ใช่การลอกเลียนแบบงานศิลปะ
  • เปลี่ยนแปลงจากงานต้นฉบับ สร้างเทคนิคหรือแนวคิดของตนเองโดยใช้งานศิลปะที่ชอบเป็นเพียงพื้นฐาน
  • ตั้งคำถามจากงานต้นฉบับ อาทิ ถ้าศิลปินวาดภาพนี้ใต้แสงจันทร์ล่ะ? ถ้าภาพนี้เปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่ง? ถ้าศิลปินสร้างผลงานนี้ในอีก 300 ปีข้างหน้า?
  • ใช้งานศิลปะหลายชิ้นมาเป็นแรงบันดาลใจ นำไอเดียที่ได้จากงานแต่ละชิ้นมาสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง
  • ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากงานมีลิขสิทธิ์ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้ผลงานนั้นเมื่อได้รับความยินยอมแล้วเท่านั้น

เอกสารจากมหาวิทยาลัย Rochester ชี้ว่างานศิลปะหลายชิ้นบนโลกใบนี้ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากภาพหรือไอเดียที่มีมาก่อน ดังนั้นการสร้างงานศิลปะโดยได้แรงบันดาลใจจากศิลปินท่านอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ต้องมั่นใจว่าไม่ใช่การเลียนแบบ

ภาพประกอบ: When She Opens The Door โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ