“บลิงเคน” เตือน รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ในเวลาอันสั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673435

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 17:41 น."บลิงเคน" เตือน รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ในเวลาอันสั้นด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่า “ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่รัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเดินทางมาถึงกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เพื่อพยายามลดความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่เตือนว่ารัสเซียอาจเริ่มการโจมตีครั้งใหม่ “โดยมีเวลาเตรียมตัวในเวลาอันสั้นมาก”

บลิงเคนพบกับประธานาธิบดียูเครนจากนั้นจะเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลินเพื่อพูดคุยกับพันธมิตรก่อนที่จะไปเจนีวาเพื่อพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เก ลาฟรอฟ หลังจากการเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่มีความคืบหน้า

รัสเซียได้รวบรวมกำลังทหารหลายหมื่นนายใกล้พรมแดนของยูเครน จนยูเครนและพันธมิตรกลัวว่ารัสเซียกำลังจะเตรียมการสำหรับการโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่อยูเครน

นอกจากนี้รัสเซียยังได้เสริมกองกำลังเพิ่มเติมไปยังเบลารุสในสัปดาห์นี้ โดยที่รัฐบาลเบลารุสกล่าวว่าเป็นแผนซ้อมรบร่วมในเดือนหน้า รัฐบาลรัสเซียปฏิเสธแผนการที่จะเริ่มโจมตี แต่ได้กดดันให้รัฐบาลสหรัฐรับประกันความมั่นคง รวมถึงการสกัดกั้นยูเครนที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรของนาโต (NATO)

ขณะพูดคุยกับนักการทูตที่สถานทูตสหรัฐในเคียฟ บลิงเคนกล่าวว่าเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัสเซียจะสามารถยึดมั่นในวิถีทางการทูตและสันติสุข และเตือนว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียอาจออกคำสั่งโจมตีในเวลาอันสั้น

“อย่างที่คุณทราบกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราได้มีส่วนร่วมอย่างมากกับยูเครน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกองกำลังรัสเซียอย่างมากที่เราเคยเห็นใกล้ชายแดนยูเครน” บลิงเคนกล่าว

เขากล่าวว่าการสะสมกำลังของรัสเซียเกิดขึ้นโดย “ไม่มีการยั่วยุ (และ) ไม่มีเหตุผล”

“เรารู้ว่ามีแผนที่จะเพิ่มกำลังดังกล่าวให้มากขึ้นในเวลาอันสั้น และทำให้ประธานาธิบดีปูตินมีศักยภาพเช่นกันในเวลาอันสั้นในการดำเนินการเชิงรุกต่อยูเครน” บลิงเคนกล่าว

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐได้อนุมัติการจัดหาเงินเพิ่มอีก 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นความช่วยเหลือด้านความมั่นคงด้านการป้องกันแก่ยูเครนและให้ความช่วยเหลือดังกล่าวในปีที่แล้วมากที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียผนวกไครเมียจากยูเครนในปี 2014

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า การเยือนของบลิงเคนคือ “การย้ำถึงการสนับสนุนของเราต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน” รัฐบาลสหรัฐได้เตือนรัสเซียถึงผลที่ตามมาที่รุนแรงหากรัสเซียเพิ่มการโจมตีครั้งใหม่ ในขณะที่ให้คำมั่นที่จะเสริมความมั่นคงในยุโรป

“หากรัสเซียบุกยูเครนต่อไป เราจะจัดหาวัสดุป้องกันเพิ่มเติมให้กับชาวยูเครน และนอกเหนือจากที่เราอยู่ในขั้นตอนการจัดหาแล้ว” เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศกล่าวก่อนการมาถึงของบลิงเคน

แม้จะมีการนัดหมายทางการทูตในเดือนนี้ แต่รัฐบาลสหรัฐก็ยังไม่เห็นว่ารัสเซียจะลดความตึงเครียดลง และรัสเซียก็สามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อในเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกล่าวก่อนหน้านี้

“ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่รัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ” เจ้าหน้าที่กล่าว

ด้านยูเครนได้แสวงหาอาวุธจากประเทศตะวันตกเพื่อเสริมการป้องกัน เมื่อวันจันทร์ สหราชอาณาจักรกล่าวว่าได้เริ่มส่งอาวุธต่อต้านรถถังให้กับยูเครนเพื่อช่วยป้องกันตนเอง

การระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่ทำให้ทั้งปีโลกมีแต่ฤดูหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673428

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 16:39 น.การระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่ทำให้ทั้งปีโลกมีแต่ฤดูหนาวย้อนเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกปราศจากฤดูร้อน และเหตุการณ์ระเบิดปริศนาครั้งมโหฬารที่อาจเคยเกิดขึ้นใกล้ๆ กับตองกามาก่อน

ปีไร้ฤดูร้อน หรือ Year Without a Summer เกิดขึ้นหลังการระเบิดของภูเขาไฟตัมโบรา บนเกาะซุมบาวา ซึ่งเป็นหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในขณะนั้น หรือประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน

นับว่าเป็นการปะทุของภูเขาไฟครั้งที่รุนแรงที่สุดในโลกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่มีการบันทึก และเป็นการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 1 พันปี แรงระเบิดทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวได้ยินไกลไปถึง 850 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7 หมื่นคน

ภูเขาไฟตัมโบราซึ่งปะทุขึ้นในปี 1815 นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อพื้นที่่ทั่วเกาะซุมบาวาแล้ว ลาวาที่ไหลนองท่วมพื้นบริเวณรอบภูเขาไฟยังทำให้ทุ่งนาถูกทำลาย ท้องฟ้ามืดมัวไร้แสงอาทิตย์นาน 2 วัน

ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายบนเกาะเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลก

ในปีต่อมาเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าปีไร้ฤดูร้อน หรือ Year Without a Summer ซึ่งเป็นปีที่มีช่วงฤดูร้อนผิดจากปกติ โดยจอห์น ดี. โพสต์ นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น “วิกฤตการณ์อันยากเข็ญครั้งยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายในโลกตะวันตก”

ในช่วงเวลานั้นโลกก็ได้รับแสงอาทิตย์น้อยลงถึงร้อยละ 20 สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงทำให้อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยลดลง 0.4 ถึง 0.7 องศาเซลเซียส เพราะฝุ่นปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ มีเถ้าถ่านและละอองภูเขาไฟมากมายซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะตกสู่พื้นโลกจนหมด

อุณหภูมิแถบซีกโลกเหนือลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ในซีกโลกเหนือหลายประเทศ ขณะที่ยุโรปมีช่วงฤดูร้อนที่หนาวเย็นที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้พืชพันธุ์ธัญญาหารในยุโรปเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาถูกทำลายไปนานกว่า 2 ปี

แอ่งภูเขาไฟตัมโบราในปี 2017 (Tisquesusa/Wikipedia)

ความล้มเหลวในการเพาะปลูกจากปีที่ปราศจากฤดูร้อนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดใจกลางอเมริกา หรือ American Heartland เมื่อประชาชนหลายพันคนโดยเฉพาะชาวนาอพยพออกจากนิวอิงแลนด์ไปทางตะวันตกของนิวยอร์กและดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ

เพื่อค้นหาสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ดินที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสภาพการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นอินดีแอนาและอิลลินอยส์ก็กลายเป็นรัฐ ขณะที่รัฐเวอร์มอนต์มีประชากรลดลงกว่า 1 หมื่นคน

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่อึมครึมเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานเขียนและงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญอยู่ไม่น้อย รวมถึงนวนิยายสยองขวัญยอดนิยมอย่างแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ของแมรี เชลลีย์ นอกจากนี้จะสังเกตได้ว่าภาพวาดวิวทิวทัศน์ในยุคสมัยนั้นจะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มืดมนและอึมครึม

ปริศนาอภิมหาภูเขาไฟที่อาจเคยเกิดขึ้นในตองกา

การศึกษาน้ำแข็งแกนกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกในปี 1990 พบข้อมูลบางอย่างที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าโลกเคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ที่อยู่ระหว่างตองกาและอินโดนีเซีย ในปี 1808

ซึ่งมีความรุนแรงเทียบได้กับการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวในอินโดนีเซีย ในปี 1883 ที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าอาจมีส่วนทำให้โลกเย็นลง คล้ายกับการปะทุของภูเขาไฟตัมโบรา ซึ่งทำให้โลกไม่มีฤดูร้อนในปี 1816

โดยมีรายงานว่าในช่วงปี 1808 ถึง 1809 มีเมฆหมอกปกคลุมไปทั่วโคลอมเบียและบดบังแสงของดวงอาทิตย์ และยังเกิดอากาศหนาวเย็นผิดปกติและน้ำค้างแข็ง เช่นเดียวกับเปรูซึ่งพบเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน

Photo by NASA Earth Observatory/Wikipedia

เมื่อเศรษฐีน้ำมันกลายเป็นยาจก ทำไมเวเนซุเอลาจึงล่มสลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673423

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 15:37 น.เมื่อเศรษฐีน้ำมันกลายเป็นยาจก ทำไมเวเนซุเอลาจึงล่มสลายครั้งหนึ่งเวเนซุเอลาเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก

สำนักข่าว AFP ตีแผ่ความล่มสลายของธุรกิจน้ำมันของเวเนซุเอลา ภาพของบ่อน้ำมันในแถบทะเลสาบมาราไกโบที่เคยรุ่งเรือง มาบัดนี้กำลังจะล่มสลาย ทิ้งไว้เพียงรอยรั่วไหลของน้ำมัน ท่อขึ้นสนิม อุปกรณ์แตกหักกระจัดกระจาย และบันไดเก่าๆ

เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ลุ่มน้ำมาราไกโบทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐซูเลียคือต้นกำเนิดของธุรกิจที่พลิกประเทศให้ผงาดขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และมีเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของละตินอเมริกา

ปี 2008 เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้วันละ 3.2 ล้านบาร์เรล ทว่าเพียง 13 ปีต่อมาปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้เหลือเพียง 500,000-1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจถดถอยและภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงหลายปี จนขณะนี้จีดีพีต่อหัวของเวเนซุเอลาเหลือเท่าจีดีพีของเฮติ

แม้ว่าจะนั่งอยู่บนปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก เวเนซุเอลายังต้องเจอกับการขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิงและมักจะเจอไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง ณ จุดหนึ่งถึงกับต้องนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน

ครั้งหนึ่งการผลิตน้ำมันในลุ่มน้ำมาราไกโบไม่เคยหลับไหล แสงไฟเหนือหอกลั่นน้ำมันสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลในตอนกลางคืน แต่วันนี้ลุ่มน้ำนี้กลับกลายเป็นหนองน้ำชื้นๆ ที่มีกลิ่นน้ำมันที่รั่วไหลออกมาจากท่อลอยอยู่เหนือน้ำ

ชาวประมงรายหนึ่งเผยกับ AFP ว่า แทบจะไม่มีใครอยากย่างกรายไปที่นั่น เพราะกลัวว่าแก๊สจะระเบิด

แท่นขุดเจาะน้ำมันก็ถูกโจรกรรมของมีค่าไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ก๊อกและวาล์วที่ควบคุมการไหลของน้ำมันและแก๊ส

ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2015 แสดงให้เห็นน้ำมันดิบในแท็งก์เก็บน้ำมัน และคนงานกำลังทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจ PDVSA ของเวเนซุเอลา ในแถบโอริโนโกรัฐอันโซอาเตกิ REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

ครอบครัวแตกแยก

การเปลี่ยนอุตสาหกรรมน้ำมันให้เป็นของชาติซึ่งทำให้บริษัทรัฐวิสาหกิจ PDVSA ผูกขาดกิจการนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จากช่วงรุ่งเรืองในช่วงทศวรรษ 1970 จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อทางการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุน

แต่หลังจากก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1999 ฮูโก ชาเวซ สั่งให้บริษัทน้ำมันเอกชนทุกแห่งควบรวมกิจการกับ PDVSA โดยให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

นับตั้งแต่นั้นมา อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ต้องเผชิญกับการคอร์รัปชัน การตัดสินใจที่แย่ ปัญหาเกี่ยวกับการบำรุงรักษาและอุปกรณ์เก่า รวมทั้งถูกคว่ำบาตรทางการเงิน

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ธุรกิจน้ำมันของเวเนซุเอลาตกต่ำคือ ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อชาเวซซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2013 ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เข้ามาพัวพันกับการทะเลาะเบาะแว้งกับกลุ่มผู้บริหาร PDVSA

ความขัดแย้งดังกล่าวนำมาสู่การผละงานประท้วงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2003- มี.ค. 2003 ทำให้ระหว่างนั้นการผลิตน้ำมันลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงวันละ 25,000 บาร์เรลต่อวัน

ชาเวซอาศัยอำนาจของตัวเองไล่ผู้บริหารส่วนใหญ่ของ PDVSA และพนักงานอีกหลายพันคนออก โดยอ้างว่าคนเหล่านั้นบ่อนทำลายการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา แล้วนำคนที่จงรักภักดีต่อแนวคิดการปฏิรูปของตัวเองซึ่งไม่มีประสบการณ์เข้ามาแทนที่

หลังการผละงานปริมาณการผลิตน้ำมันกลับมาเหมือนเดิม แต่ในปี 2009 ธุรกิจ 70 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนก็ถูกทำให้เป็นของชาติเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้ขาดการบำรุงรักษา ขณะที่พนักงานก็ขาดแรงจูงใจเนื่องจากเงินเดือนลดลง เมื่อแหล่งเงินของรัฐบาลเวเนซุเอลาเผชิญกับความยากลำบาก พนักงานก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย

พนักงานคนหนึ่งเผยกับ AFP ว่า “ผู้หญิงหลายคนเลิกกับสามีเพราะพวกเขาไม่ได้ทำงานกับ PDVSA แล้ว ครอบครัวแตกสลาย เงินเดือนผมไม่พอใช้ด้วยซ้ำ”

ในช่วงนั้นบ่อน้ำมันครึ่งหนึ่งของเวเนซุเอลาประสบภาวะชะงักงัน

ภาพวาดของอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ REUTERS/Leonardo Fernandez Viloria

จุดบ่มเพาะการคอร์รัปชัน

ปี 2013 วิกฤตรุนแรงขึ้นเมื่อผู้รับเหมาช่วงหยุดทำงานเพราะไม่ได้รับค่าตอบแทน

ขณะที่พนักงานที่ซังกะตายก็เริ่ม “ตกปลาเพื่อเลี้ยงตัวเอง” เพราะกฎเกณฑ์ไม่สามารถเอื้อมมาถึงพนักงานที่นั่น จากคำบอกเล่าของมาเรีย (นามสมมติ) ที่ทำงานใน PDVSA ในขณะนั้นและยังอยู่จนถึงตอนนี้

การเมืองใน PDVSA ดำเนินมาถึงจุดสูงสุด แม้แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของบริษัทยังต้องใช้รูปของชาวเวซ และต่อมาเป็นรูปของ นิโคลัส มาดูโร ทายาททางการเมืองของชาเวซ

“การจ้างพนักงานโดยเลือกจากแนวคิดทางการเมืองกระทบกับการผลิตอย่างรุนแรง…เรากำจัดคนมีประสบการณ์ ไม่เหลือแนวคิดการใช้คนที่มีความสามารถอยู่เลย” มาเรียเผย ทั้งยังกลายเป็นที่บ่มเพาะการคอร์รัปชัน มีการฉ้อโกงในกลุ่มคนระดับสูง

เมื่อ 2017 ทางการสั่งตรวจสอบครั้งใหญ่โดยพุ่งเป้าไปที่การคอร์รัปชันใน PDVSA มีการสอบสวนอดีตผู้จัดการ รวมทั้ง ราฟาเอล รามิเรซ อดีตประธานบริษัท ขณะที่รามิเรซซึ่งลี้ภัยอยู่ที่อิตาลีโต้ว่าการตั้งข้อหาเขาเป็นเรื่องการเมือง

พยานหลายคนที่รู้เห็นโดยตรง รวมทั้งมาเรียเผยว่า ยานพาหนะของ PDVSA ถูกนำมาใช้ส่วนตัว เงินของบริษัทถูกนำมาซื้อข้าวของส่วนตัว หรือแม้แต่ทีวีและคอมพิวเตอร์ยังถูกขโมย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับที่นั่น

ขึ้นอยู่กับพระเจ้า

การ์ลอส เมนโดซา ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ปิโตรเลียมจาก Central University of Venezuela ในกรุงการากัสเผยว่า “มีทั้งการคอร์รัปชันเก่าและใหม่ การจัดซื้อที่ผิดปกติและการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980”

ในช่วงขาลงของ PDVSA พนักงานบางคนเริ่มสละเรือและหาอาชีพอื่นแทน อาทิ คนขับแท็กซี่ หรือทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่วิศวกรและนักธรณีวิทยาออกไปหาโอกาสใหม่ในต่างแดน

ส่วนพนักงานที่ยังอยู่อย่างมาเรียทำงานสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยได้ค่าตอบแทนเพียง 60 โบลิวาร์ หรือ ไม่ถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อเดือนโดยไม่มีสวัสดิการอื่นๆ จากที่ก่อนหน้านี้มีเงินเดือนที่ดีกว่านี้และมีค่ารักษาพยาบาล

“ชะตาของพวกเราขึ้นอยู่กับพระเจ้าแล้วล่ะ” มาเรียกล่าว เธอบอกอีกว่าไม่มีพนักงานคนไหนอยู่ได้ด้วยเงินเดือนจาก PDVSA นอกจากคนที่ทำงานกับบริษัทร่วมทุนจากจีนและรัสเซีย

ประชาชนรับเคราะห์

เวเนซุเอลาโทษว่าความยากลำบากนี้เป็นผลมาจากการคว่ำบาตรจากสหรัฐ แต่มาตรการของสหรัฐเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2014 เนิ่นนานหลังจากความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาแล้ว

AFP ระบุว่า ในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลาหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2017 อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเริ่มเสื่อมถอยแล้ว แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรจะทำให้อะไรๆ ยุ่งยากขึ้นก็ตาม

สหรัฐซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา แต่ปัจจุบันนี้สหรัฐยังขัดขวางแม้กระทั่งการนำเข้าอะไหล่ที่โรงกลั่นต้องการ เพราะต้องการตัดแขนตัดขารัฐบาลประธานาธิบดีมาดูโร

ปัจจุบันบ่อน้ำมันในแถบทะเลสาบมราไกโบที่เคยรุ่งเรืองเหลือทิ้งไว้เพียงสิ่งก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างที่สร้างมลพิษในแหล่งน้ำ เพราะบางครั้งน้ำมันดิบยังถูกพ่นออกมาจากแท่นขุดเจาะที่ชำรุดทรุดโทรม

รอยเผยกับ AFP ว่า “วันหนึ่งผมเห็นน้ำมันพุ่งขึ้นไปสูงถึง 70 เมตร ผมคิดว่ามันเป็นน้ำแต่จริงๆ มันคือน้ำมัน”

บางพื้นที่ของทะเลสาบมาราไกโบยังถูกเรียกว่าเป็น “เขตอันตราย” เพราะคราบน้ำมันซึ่งมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาปิดกั้นก๊าซออกซิเจนไม่ให้ลงไปในน้ำ ซึ่งทำลายความหลากหลายทางชีวภาพใต้ทะเลสาบแห่งนี้

แต่นี่ไม่ใช่จุดเดียวที่มีปัญหา ทุกที่ที่เวเนซุเอลาขุดเจาะน้ำมันจะเกิดน้ำมันรั่วไหลเป็นเรื่องปกติ

คราบน้ำมันรั่วไหลใกล้กับท่อส่งน้ำมันของรัฐวิสาหกิจ PDVSA ในเมืองโวลาเดโร รัฐโมนากัส Photo by Yuri CORTEZ / AFP

สร้างความเสียหายให้ทุกสิ่ง

ในเขตขุดเจาะน้ำมันทางตะวันออกของเวเนซุเอลาใกล้กับเมืองมาตูริน ชาวบ้านเผยว่า ท่องส่งน้ำมันที่มีรอยร้าวพาดผ่านฟาร์มและที่ดินส่วนบุคคล ทำให้มีน้ำมันรั่วไหลออกมา

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คนจากเหตุท่อน้ำมันระเบิดทางตะวันออกของทะเลสาบมาราไกโบไม่ไกลจากเมืองมาตูริน

ทว่า นอกจากปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีมาดูโรยังกล้าเคลมว่า ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้กลับมาสู่ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังตั้งเป้าจะผลิตเพิ่มขึ้น 2 เท่าในปีนี้

Photo by CRISTIAN HERNANDEZ / AFP

คนโคตรรวยยิ่งรวย เงินงอก 15,000 ดอลล์ทุกวินาทีช่วงโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673404

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 12:54 น.คนโคตรรวยยิ่งรวย เงินงอก 15,000 ดอลล์ทุกวินาทีช่วงโควิดเปิดเผยข้อมูลใหม่ ขณะที่ชาวโลกส่วนใหญ่ทุกข์ยาก แต่ 10 มหาเศรษฐีโลกรวยขึ้นอีก 2 เท่าในช่วงโควิด-19 ระบาด

สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างรายงานของมูลนิธิอ็อกซ์แฟม (Oxfam) ระบุว่า 10 มหาเศรษฐีชายที่รวยที่สุดในโลกมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 2 ปีที่โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

รายงานระบุว่าพวกเขามีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีรายได้เฉลี่ย 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือกว่า 15,000 เหรียญสหรัฐต่อวินาที

อ็อกซ์แฟมกล่าวว่ามหาเศรษฐีเหล่านี้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นภายใน 2 ปีที่โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่าที่พวกเขาทำได้ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังประสบกับภาวะถดถอยที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทล่มเมื่อปี 1929

อ็อกซ์แฟมเตือนว่าความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นความรุนแรงทางเศรษฐกิจ โดยมีผู้คนล้มตาย 21,000 รายทุกวันจากความอดอยาก ขาดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ความรุนแรงทางเพศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ยิ่งไปกว่านั้น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่ทำให้ผู้คนจำนวน 160 ล้านคนต้องตกอยู่ในความยากจน โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่คนผิวขาวและกลุ่มสตรีได้รับผลกระทบจากความไม่เท่าเทียมเพิ่มสูงขึ้น

อ็อกซ์แฟมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาเป็นทุนในการผลิตวัคซีนแจกจ่ายประชาชนทั่วโลก ตลอดจนนำมาใช้สนับสนุนบริการด้านสุขภาพ แก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อช่วยชีวิตกลุ่มเปราะบางเหล่านั้น

ทั้งนี้ 10 มหาเศรษฐีชายที่รวยที่สุดในโลกตามการจัดอันดับของฟอร์บส ได้แก่ อีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบซอส, แลร์รี เพจ, เซอร์เกย์ บริน, มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก, บิล เกตส์, สตีฟ บอลล์เมอร์, แลร์รี แอลลิสัน, วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์

Photos by AFP

ตอบกันชัดๆ ทำไมจู่ๆ น้ำมันพุ่งสูงสุดรอบ 7 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673394

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 11:26 น.ตอบกันชัดๆ ทำไมจู่ๆ น้ำมันพุ่งสูงสุดรอบ 7 ปีราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี โกลแมนแซคส์คาดปีหน้าทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบในตลาดหลัก 2 ตลาดของโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสที่ซื้อขายในตลาดเอเชียในวันที่ 18 ม.ค. พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 86.58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2014

ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ทะเลเหนือทำสถิติสูงที่สุดเช่นกัน โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 88.55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.2% หลังจากขยับขึ้นไปแตะราคาสูงสุดที่ $89.05 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2014

ส่วน Goldman Sachs วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะแตะ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสแรกของปีนี้ และ 95 เหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 2 และทะยานไปถึง 100 เหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 3 และ 105 เหรียญสหรัฐในปีหน้า

ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นคือ การที่กลุ่มกบฏฮูษีของเยเมนส่งโดรนไปโจมตีในกรุงอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้รถบรรทุกน้ำมัน 3 คันระเบิดใกล้กับคลังเก็บน้ำมันของบริษัท ADNO ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันจากภูมิภาคที่เป็นแหล่งน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาท่อส่งน้ำมันสำคัญจากอิรักไปยังท่าเรือตุรกีเพื่อส่งต่อไปยังยุโรปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียระเบิดโดยยังไม่ทราบสาเหตุ เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันแน่นอนเพราะทางบริษัทจะตัดลดการส่งน้ำมันชั่วคราว โดยเมื่อปีที่แล้วท่อส่งน้ำมันนี้ขนส่งน้ำมันมากกว่าวันละ 450,000 บาร์เรลต่อวัน

สาเหตุอีกประการคือ น้ำมันดิบในสต็อกของโลกร่อยหรอลงเกือยจะเท่ากับตะดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2019 เนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ไม่ได้กระทบกับความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมากนัก โดยความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในไตรมาส 4 จะเพิ่มถึง 101.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อีกทั้งปริมาณน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ OPEC+ จะลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประเทศหลักใน OPEC ผลิตน้ำมันน้อยลง ส่วนรัสเซียไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต

ความตึงเครียดทางการเมืองทั้งในรัสเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม OPEC ยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเปิดประชุมเพื่อประณามการโจมตีกรุงอาบูดาบีโดยกลุ่มกบฏฮูษีในเยเมน ซึ่งอาจจะมีการโจมตีเพื่อล้างแค้นเอาคืนกันอีก ขณะที่ฝั่งรัสเซียส่งทหารไปประชิดพรมแดนยูเครนทำให้สหรัฐมองว่ารัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

ความตึงเครียดนี้อาจทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันสะดุด เนื่องจากขณะนี้กลุ่ม OPEC รัสเซีย และพันธมิตร ซึ่งเรียกในชื่อใหม่ว่า OPEC+ ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้ตามเป้า 400,000 บาร์เรลต่อวันในแต่ละเดือนอยู่แล้ว

“OPEC+ ไม่สามารถผลิตได้ตามโควตา และหากความตึงเครียดทางการเมืองยังดำเนินต่อไป น้ำมันดิบเบรนท์อาจจะไม่ต้องการแรงผลักมากก็พุ่งไปแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ง่ายๆ” เอ็ดเวิร์ด โมยา นักวิเคราะห์จาก OANDA เผย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ OPEC เผยกับ Reuters ว่า ราคาน้ำมันขึ้นอาจยืดเยื้อไปอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันฟื้นตัว บวกกับ OPEC+ ผลิตน้ำมันไม่ได้ตามเป้า และราคาอาจทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

Photo by Pascal GUYOT / AFP

โลกเตรียมรับมือยอดตายเพิ่มเพราะโอมิครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673392

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 11:00 น.โลกเตรียมรับมือยอดตายเพิ่มเพราะโอมิครอนหลายประเทศกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นจนทำสถิติใหม่

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันทั่วโลกมากกว่า 18 ล้านราย ซึ่งสร้างสถิติใหม่ และเป็นจำนวนที่มากกว่าสัปดาห์ก่อนถึง 20% ขณะที่ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 45,000 ราย

แม้จะพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ขณะนี้หลายประเทศกำลังรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจนทำสถิติใหม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทางการออสเตรเลียประกาศเตือนในวันนี้ (19 ม.ค.) ว่าควรเตรียมพร้อมสำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ที่จะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากสถิติผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นจนมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมาออสเตรเลียรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 81 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 84,355 ราย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขออสเตรเลียชี้ว่าจะยังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ต่อไป โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดในออสเตรเลียส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเกิดวิกฤตขาดแคลนเตียงและบุคลากร โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. มีผู้ป่วยในโรงพยาบาลออสเตรเลีย 5,025 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ขณะที่เดือนก่อนตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียง 759 ราย อย่างไรก็ตามทางการออสเตรเลียยังคงไม่ละทิ้งกลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่ามีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงขึ้น และเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังแพร่ระบาดระลอกนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

สำหรับสหรัฐอเมริกามีรายงานจากสำนักข่าวเอพีว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีชาวอเมริกันอีก 50,000 ถึง 300,000 รายเสียชีวิตหลังจากที่การแพร่ระบาดระลอกนี้เริ่มสงบลงในช่วงกลางเดือนมี.ค.

โดยผู้เสียชีวิตเฉลี่ยรายสัปดาห์ในสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว แตะที่ระดับ 1,700 ในวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา

แม้จะมีสัญญาณว่าโอมิครอนส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อน แต่เชื้อแพร่ระบาดไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีอัตราการติดเชื้อในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อน จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในหลายรัฐทำให้ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุจำนวนมากป่วยหนัก

โดยมีการคาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐอาจทะลุ 1 ล้านรายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ด้านบราซิลก็มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 137,103 ราย เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างหนักจนกลายเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศ

ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อยู่ที่ 351 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. โดยชาวบราซิลเกือบ 70% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ทั้งนี้ บราซิลมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐ และรัสเซีย ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส

Photo by Joseph Prezioso / AFP

China unveils plan to improve transportation networks by 2025

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40011327


China has unveiled a plan outlining major targets for transportation network development in the 14th Five-Year Plan period (2021-2025).

China unveils plan to improve transportation networks by 2025

BEIJING, Jan. 18 — High-speed railways will stretch to a total length of 50,000 kilometres in 2025, up from 38,000 kilometres in 2020, and 250-km ones are expected to cover 95 percent of cities with populations above 500,000, per the document released by the State Council.

The country will have 165,000 kilometres of railways in 2025, up from 146,000 kilometres five years earlier; more than 270 civil airports, up from 241; 10,000 kilometres of subway lines in cities, up from 6,600 kilometres; 190,000 kilometres of expressways, up from 161,000 kilometres; and 18,500 kilometres of high-level inland waterways, up from 16,100 kilometres.

The transportation system will also be greener. Cities will see 72 percent of buses running on new energy, an improvement from 66.2 percent, and the carbon dioxide emission intensity of the transportation sector will be decreased by 5 percent.

The main goal is to achieve integrated development in 2025, with tangible breakthroughs in the intelligent and green transformation of the transportation system, according to the plan.

Looking to 2035, the plan aims to build “1-2-3 circles” for passenger trips and the transportation of goods.

That means travel time within cities and city clusters, and among metropolises will be cut to one hour, two hours and three hours, respectively. It will be possible for mail sent by express services to be delivered in as short a time as one day within China, two days when sent to neighbouring countries, and three days when sent to major cities globally.

Xinhua

In 2025, grain, energy and ore transportation safety in major channels will have a stronger guarantee, and international logistics supply chains will be better protected, according to the plan.

International connectivity will also be improved, the plan said, specifying efforts to enhance transportation infrastructure with neighbouring countries, push for the high-quality development of China-Europe freight train routes, and build an “Air Silk Road,” among others.

Published : January 20, 2022

Update: Amid mounting criticism, U.S. strengthens COVID-19 battle with better masks, free tests

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40011296


The test-and-mask moves show that the Biden administration “is trying to step up its coronavirus response as the highly infectious Omicron variant drives a spike in cases across the nation,” says The New York Times.

Update: Amid mounting criticism, U.S. strengthens COVID-19 battle with better masks, free tests

The Joe Biden administration will make 400 million N95 masks available for free at thousands of locations across the country, a White House official said on Wednesday, as health experts stress the importance of high-quality face coverings to protect against the Omicron variant of COVID-19.

The plan consists of working with pharmacies and community health centers to distribute the nonsurgical masks, which will come from the Strategic National Stockpile. The administration will begin shipments this week and hopes to have the program fully operational by early February.

Tom Inglesby, the administration’s COVID-19 testing coordinator, said in an interview that “we know that these masks provide better protection than cloth masks,” adding that the administration was “confident that people who want to access them will be able to access them.”

The screenshot taken from the website of covidtests.gov on Jan. 19, 2022 shows the pictures and description of the U.S. governmentThe screenshot taken from the website of covidtests.gov on Jan. 19, 2022 shows the pictures and description of the U.S. government

HOME TESTS

The Biden administration’s new website allowing people to order up to four free at-home coronavirus tests quietly went live on Tuesday, a day in advance of its formal launch, and demand already appeared to be significant.

A combined total of more than 1 million visitors were on the home page and the ordering page of covidtests.gov at one point Tuesday evening, more than 40 times as many as were on the government site with the next highest traffic, the U.S. Postal Service’s package-tracking page, according to official data.

The test-and-mask moves show that the Biden administration “is trying to step up its coronavirus response as the highly infectious Omicron variant drives a spike in cases across the nation,” reported The New York Times, noting that the administration at first resisted the idea of sending tests to Americans’ homes.

Airplanes are seen parked at the apron of John F. Kennedy International Airport in New York, the United States, Jan. 3, 2022. (Photo by Michael Nagle/Xinhua)Airplanes are seen parked at the apron of John F. Kennedy International Airport in New York, the United States, Jan. 3, 2022. (Photo by Michael Nagle/Xinhua)

STRICTER TRAVEL ADVISORY

On Tuesday, the U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) moved a whopping 22 destinations into its highest-risk travel category for COVID-19. Adding to the impact, the CDC also moved 22 additional destinations to its Level 3 category, which is considered “high” risk for COVID-19.

By contrast, it moved only two nations to Level 4, or “very high” risk, last week. This week, among the nations moved to Level 4 were Argentina and Australia, which have maintained some of the strictest border controls during most of the pandemic. Level 2 and 1 respectively mean “COVID-19 Moderate” and “COVID-19 Low.”

The CDC advises travelers to avoid travel to Level 4 destinations, where more than 500 cases per 100,000 residents have been registered in the past 28 days. In its broader travel guidance, the CDC has recommended avoiding all international travel until fully vaccinated.

Families visit the Lincoln Memorial at the National Mall in Washington, D.C., the United States, Jan. 17, 2022. (Photo by Ting Shen/Xinhua)Families visit the Lincoln Memorial at the National Mall in Washington, D.C., the United States, Jan. 17, 2022. (Photo by Ting Shen/Xinhua)

PANDEMIC SURGE

The United States added over 1 million COVID-19 cases again on Tuesday, after setting a global record of over 1.36 million daily cases earlier this month, according to latest data from Johns Hopkins University.

A total of 1,060,747 new cases and 1,896 new deaths were reported across the country on Tuesday.

The country recorded as high as over 5.4 million COVID-19 cases in the week from Jan. 10 to 16, a record high weekly case count since the onset of the pandemic in the country, according to Johns Hopkins University data.  

Published : January 20, 2022

By : Xinhua

Hope instead of cynicism: UN General Assembly president

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40011295


“Cynicism is a path to inaction. If we give in to it, we will be lulled into complacency, into the false belief that our actions do not matter and that we can only await the inevitable,” says Abdulla Shahid.

Hope instead of cynicism: UN General Assembly president

 Abdulla Shahid, president of the 76th session of the UN General Assembly, on Wednesday stressed the need for hope and warned against cynicism.

“Throughout all our efforts, there is one constant that needs to be present: hope. Yes, the tasks before us are daunting. Yet cynicism offers us no solutions,” he told an informal meeting of the General Assembly on his priorities for the remaining eight months of his office.

Abdulla Shahid (at the podium and on the screens), president of the 76th session of the UN General Assembly, speaks at an informal meeting of the General Assembly on his priorities for the remaining eight months of his office at the UN headquarters in New York, on Jan. 19, 2022. (Eskinder Debebe/UN Photo/Handout via Xinhua)Abdulla Shahid (at the podium and on the screens), president of the 76th session of the UN General Assembly, speaks at an informal meeting of the General Assembly on his priorities for the remaining eight months of his office at the UN headquarters in New York, on Jan. 19, 2022. (Eskinder Debebe/UN Photo/Handout via Xinhua)
 

“Cynicism is a path to inaction. If we give in to it, we will be lulled into complacency, into the false belief that our actions do not matter and that we can only await the inevitable,” he said. “Hope is what will strengthen our resolve. Hope is what will give us the courage of our convictions and inspire us to act. Hope is what will remind us of all that we have achieved and all that we can achieve if we work together.”

“That is the basic message I will continue to convey during my ‘Presidency of Hope.’ Through hope, we can make a lasting difference. We can overcome this pandemic, achieve universal vaccination, protect the planet, recover sustainably, promote human rights, and revitalize the United Nations. Through hope, we can lay the foundations for a better tomorrow and build on that vision. Through hope we can ensure that the 76th session of the General Assembly is a successful one,” he added.

Published : January 20, 2022

By : Xinhua

Israel, U.S. complete test of Arrow-3 anti-ballistic missile system

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40011287


Israel and the United States have completed a successful flight test of the Arrow-3 ballistic missile interceptor, the Israeli Ministry of Defense announced on Tuesday.

Israel, U.S. complete test of Arrow-3 anti-ballistic missile system

JERUSALEM, Jan. 18 (Xinhua) — At a test site in central Israel, the ballistic missile interceptor detected and destroyed a target in outer space, the ministry said in a statement.

The completion of the test was “an important milestone” for Israel to defend itself against existing and evolving threats in the region, said the statement.

Israeli Defense Minister Benny Gantz praised the test for “equipping the State of Israel with the capabilities to defend itself against developing threats,” adding the Arrow-3 system “provides Israel with the freedom to maneuver strategically.”

U.S. Missile Defense Agency (MDA) Director Jon Hill said in the statement that the test was designed to “challenge every element of the Arrow Weapon System, and it performed beautifully.”

Hill added the MDA remains committed to assisting Israel in upgrading its missile defense capability.

The Arrow-3 weapon system is part of Israel’s multi-layer defense system, which includes Iron Dome, a system aimed at intercepting short-range rockets from Gaza, David’s Sling, a medium to long-range missiles defense system, and the long-range Arrow-3.

In 2021, Israel said it was developing a new ballistic shield system, dubbed Arrow-4, jointly with the United States. ■

Published : January 19, 2022