โอมิครอนกำลังทำให้เกิดความหวังว่าการระบาดจะสิ้นสุดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672113

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 18:15 น.โอมิครอนกำลังทำให้เกิดความหวังว่าการระบาดจะสิ้นสุดลงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในเยอรมนีและอิสราเอล รวมถึงในแอฟริกาใต้ แสดงว่าโอมิครอนอาการไม่หนัก โรงพยาบาลไม่ล้น จนเริ่มมีหวังสู่ภาวะโรคประจำถิ่น

1. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานหัวหน้าสมาคมแพทย์โรงพยาบาลอาวุโส (VLK) ของประเทศเยอรมนีกล่าวว่า โอมิครอน (Omicron ) อาจบรรเทาแรงกดดันต่อระบบสุขภาพของเยอรมัน หากปรากฏว่าก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงขึ้น แม้ว่าการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

2. มิชาเอล เวเบอร์ (Michael Weber) ประธาน VLK กล่าวว่า โคโรนาไวรัสจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบสุขภาพอีกต่อไป หากโอมิครอนกลายเป็นเชื้อหลักในเยอรมนีเช่นเดียวกับในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร หรือเดนมาร์ก และหากการติดเชื้อนั้นไม่รุนแรงเท่าประเทศเหล่านั้น

3. “มีความเป็นไปได้จริงที่โรคระบาดใหญ่จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศนี้” เวเบอร์บอกกับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag ซึ่งในขณะที่โอมิครอนแพร่ระบาดในเยอรมนี การติดเชื้อในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนธันวาคม และจำนวนเตียงในหอผู้ป่วยหนักก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

4. อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คาร์ล เลาเทอร์บาค (Karl Lauterbach) ยังมองโลกในแง่ดีว่าโอมิครอนดูเหมือนจะมีอันตรายน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่ายังคงมีความเสี่ยงต่อผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เลาเทอร์บาคบอกกับหนังสือพิมพ์ Bild am Sonntagว่า “การฉีดวัคซีนครั้งแรกช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้อย่างมากหลังจากผ่านไปเพียง 14 วัน ผมขอวิงวอนประชาชน โปรดรับการฉีดวัคซีน!”

5. เลาเทอร์บาคยังกล่าวอีกว่าการสวมหน้ากากอนามัยยังคงมีความสำคัญ เขาบอกว่า “ปริมาณไวรัสของผู้ติดเชื้อโอมิครอนลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุเพราะการสวมหน้ากากทำให้มีประสิทธิภาพป้องกันมากขึ้น ทุกคนควรสวมหน้ากากเมื่อพบปะกับผู้อื่น”

6. ณ วันที่ 2 มกราคม 2022 โอมิครอนที่มีแพร่เชื้อได้สูงทำให้เกิดจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกพุ่งขึ้นมา ข้อมูลของ Reuters ระบุว่าการติดเชื้อทั่วโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีค่าเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งล้านรายต่อวันที่ตรวจพบระหว่างวันที่ 24 ถึง 30 ธันวาคม แต่จนถึงขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่เพิ่มขึ้นในความเร็วที่เท่ากัน ทำให้เกิดความหวังว่าโอมิครอนจะเป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยลง

6. ขณะเดียวกันที่อิสราเอล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงของประเทศกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าผู้ป่วยรายวันยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การติดเชื้อโอมิครอนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อิสราเอลได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ในที่สุด

7. นัคมาน อัช (Nachman Ash) อธิบดีประจำกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าจนถึงปลายเดือนธันวาคม อิสราเอลสามารถป้องกันโอมิครอนได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยอัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยรายวันคาดว่าจะสูงถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

8. “ต้นทุน (ของการทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่) จะทำให้เกิดการติดเชื้อจำนวนมาก” อัชบอกกับวิทยุ 103FM “จำนวนจะต้องสูงมากจึงจะได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ สิ่งนี้เป็นไปได้ แต่เราไม่ต้องการไปให้ถึงจุดนั้นโดยการติดเชื้อ เราต้องการให้มันเกิดขึ้นจากผลของคนจำนวนมากที่ฉีดวัคซีน”

9. กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่าประมาณ 60% ของประชากร 9.4 ล้านคนของอิสราเอลได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน เกือบทั้งหมดได้รับวัคซีนจาก Pfizer /BioNTech ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้รับวัคซีนครบ 3 ครั้งหรือเพิ่งได้รับวัคซีนครั้งที่สอง แต่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการฉีดวัคซีนครั้งที่ 3 หลายแสนคนยังไม่ได้รับวัคซีน

10. อย่างไรก็ตาม ซัลมาน ซาร์กา (Salman Zarka) หัวหน้าคณะทำงานด้านไวรัสโคโรนาของกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าภูมิคุ้มกันหมู่นั้นยังยากที่จะรับประกัน เขาบอกกับ Ynet TV ว่า “เราต้องระวังให้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของประสบการณ์ของเราในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเห็นคนที่หายป่วย (จากโคโรนาไวรัส) ติดเชื้ออีกครั้ง”

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

จีนเผยภาพถ่าย ‘ดาวอังคาร’ ชุดใหม่ ต้อนรับปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672101

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 14:05 น.จีนเผยภาพถ่าย ‘ดาวอังคาร’ ชุดใหม่ ต้อนรับปี 2022องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เผยแพร่ภาพถ่ายดาวอังคารชุดใหม่ ซึ่งบันทึกโดยเทียนเวิ่น-1 (Tianwen-1) ยานอวกาศสำรวจดาวอังคารของจีน ต้อนรับวันแรกของปี 2022

ภาพถ่ายชุดใหม่นี้แสดงสภาพการทำงานอันหลากหลายของยานโคจรและยานสำรวจพื้นผิวของยานอวกาศเทียนเวิ่น-1 ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศของพื้นผิวดาวอังคาร โดยมีภาพถ่ายคู่ของยานโคจรและดาวอังคาร ภาพถ่ายระยะใกล้ของยานโคจร ภาพแผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร และภาพภูมิทัศน์พื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งบันทึกโดยจู้หรง (Zhurong) ยานสำรวจพื้นผิวดาวอังคารของจีน

ทั้งนี้ ยานอวกาศเทียนเวิ่น-1 ของจีน ซึ่งประกอบด้วยยานโคจร ยานลงจอด และยานสำรวจพื้นผิว ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2020

เนื้อหาข่าวปละภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ภาพถ่ายระยะใกล้ของยานโคจร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)
(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ภาพถ่ายแผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)
(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ยานโคจรของจีน และดาวอังคาร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)
(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ภูมิทัศน์พื้นผิวดาวอังคาร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)

สิ้น “ไท้ซูพะยาจี” เจ้าหญิงองค์สุดท้ายแห่งเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672093

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 12:28 น.สิ้น "ไท้ซูพะยาจี" เจ้าหญิงองค์สุดท้ายแห่งเมียนมาและยังทรงเป็นเชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ราชวงศ์โก้นบองที่เคยปกครองเมียนมาก่อนที่จะถูกอังกฤษยึดเป็นอาณานิคม

Eleven Media Group สื่อในประเทศเมียนมารายงานว่า เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจี (Hteik Su Phaya Gyi) สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคชราเมื่อเวลา 04.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ณ นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ สิริพระชันษา 99 ปี สื่อเมียนมารายงานว่า เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีทรงเป็นพระราชนัดดาองค์สุดท้ายของพระเจ้าสีป่อ (พระเจ้าธีบอ) กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โก้นบอง ที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ เท่ากับทรงเป็นเชื้อพระวงศ์สุดท้ายแห่งเมียนมา แต่บัดนี้ได้สิ้นไปแล้ว

เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจี ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2466 หรือที่รู้จักในชื่อ “ซูซูขิ่น” หรือ “ปวาร์ เมย์” หรือเจ้าหญิงเทสซี่ ทรงเป็นพระราชธิดาของเจ้าหญิงเมียะพะยากะเล (Myat Phaya Galay) เป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระเจ้าสีป่อกับพระนางศุภยาลัต พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีองค์สุดท้ายของพม่า

พระเจ้าสีป่อกับพระนางศุภยาลัตประทับบนสีหาสนะ ในพระราชวังมัณฑเลย์ (Unknown author – Myanmar Historical Archive/Public Domain)

หลังพม่าถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร พระเจ้าสีป่อและพระมเหสีคือพระนางศุภยาลัต ถูก “เชิญเสด็จ” ไปประทับที่เมืองรัตนคิริ บริติชราช (ประเทศอินเดีย) ในปี พ.ศ. 2458 ซึ่งเจ้าหญิงเมียะพะยากะเลเสด็จตามพระราชบิดาและพระราชมารดาไปด้วย แต่ภายหลังพระองค์ถูกสั่งให้ย้ายไปประทับ ณ เมืองมะละแหม่งในพม่าภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. 2475 จนสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2479

เจ้าหญิงเมียะพะยากะเลเสกสมรสกับโก โก ไนง์ อดีตภิกษุในร่างกุ้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 มีพรโอรส-ธิดาหกคน องค์ที่สองคือเจ้าหญิงไท้ซูพะยาจี ซึ่งมีพระชนมายุยืนนานที่สุดกว่าบรรดาพระเชษฐา พระอนุชาและพระขนิษฐาทุกพระองค์

เจ้าหญิงเมียะพะยากะเลกับโก โก ไนง์ (Unknown author – Myanmar Historical Archive/Public Domain)

เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีทรงเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนคาทอลิกเมืองมะละแหม่งและได้ทำงงานที่สถานทูตสหรัฐฯ และออสเตรเลียในกรุงย่างกุ้ง ในปี พ.ศ. 2479 เเจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีได้รับข้อเสนอให้ทรงหมั้นกับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทำให้เกิดความคาดหวังอย่างกว้างขวางว่าเจ้าหญิงจะมาเป็นพระราชินีของประเทศไทยแต่เรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม องค์หญิงทรงพยายามรักษาพระเกียรติยศของพระราชวงศ์โก้นบอง โดยพยายามนำพระบรมศพของพระเจ้าสีป่อซึ่งเป็นพระอัยกากลับจากเมืองรัตนคิริมายังเมียนมา ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำไม่สำเร็จ

ในปีพ.ศ. 2486 เจ้าหญิงสมรสกับหม่องหม่องขิ่น (Maung Maung Khin) ซึ่งเป็นทายาทของราชวงศ์มอญ และเป็นหลานชายของนายกรัฐมนตรีบามอว์ (Ba Maw) บุคคลสำคัญในยุคการต่อสู้เพื่อเอกราชของเมียนมาจากอังกฤษ และเป็นพี่น้องกับขิ่นจี ภริยาของเจ้าชายต่อพะยาจี หรือ จอร์จ พระเชษฐาของพระองค์ (พระโอรสองค์โตของเจ้าหญิงเมียะพะยากะเล) ทั้งนี้ หม่อง หม่อง ขิ่น ถึงแก่กรรมที่ย่างกุ้ง ในปี พ.ศ. 2527

องค์หญิงมี บุตรชายสามคนและบุตรสาวสองคน คือ Win Khin (เกิดปี 1945), Kyaw Khin (เกิดปี 1948), Aung Khin (เกิดปี 1953 – เสียชีวิต ตุลาคม 2008), Cho Cho Khin (เกิดปี 1943) และ Devi Khin (เกิดปี 1951)

สำหรับงานพระศพของเจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีมีขึ้นในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2565 เวลา 15.00 น. 

ภาพ Hteiktinhein (wikipedia.org / CC BY-SA 4.0)

ปีนี้มีหวัง? ผอ. WHO เชื่อกำราบโควิดได้ในปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672086

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 11:21 น.ปีนี้มีหวัง? ผอ. WHO เชื่อกำราบโควิดได้ในปี 2022หลักจากลากยาวเข้าสู่ปีที่ 3 ในแถลงการณ์ส่งท้ยปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของหัวเรือใหญ่อนามัยโลก ปลอบชาวโลกว่าปีนี้น่าจะมีทางออก

ในข้อความต้อนรับปีใหม่ 2022 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซู (Dr Tedros Adhanom Ghebreyesu) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าเขา “มั่นใจ” ว่าปีนี้จะเป็นปีที่การระบาดใหญ่สิ้นสุดลง แต่เตือนให้ระวัง “ชาตินิยมที่แคบและการกักตุนวัคซีน”

“เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปีที่สามของการระบาดใหญ่นี้ ผมมั่นใจว่าปีนี้จะเป็นปีที่เราสิ้นสุด – แต่ถ้าเราทำร่วมกันเท่านั้น” ดร.เทดรอส กล่าว

ดร.เทดรอสยังกลาวว่าขณะนี้มีเครื่องมืออีกมากมายในการรักษาโควิด-19

แต่เขาเตือนว่าความไม่เท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่องในการกระจายวัคซีนกำลังเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาไวรัส เขาบอกวา “ถ้าเรายุติความไม่เท่าเทียมได้ เราก็จะยุติการแพร่ระบาดได้”

“ลัทธิชาตินิยมที่ใจแคบและการกักตุนวัคซีนโดยบางประเทศได้บ่อนทำลายความเสมอภาคและสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการเกิดขึ้นของสายพันธุ์โอมิครอน และยิ่งความไม่เท่าเทียมกันยังเกิดขึ้นต่อไป ยิ่งมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นของไวรัสที่พัฒนาขึ้นในแบบที่เราไม่สามารถป้องกันหรือคาดการณ์ได้” ดร.เทดรอส กล่าว

ก่อนหน้านี้ ดร.เทดรอส เคยวิพากษ์วิจารณ์ประเทศที่มั่งคั่งกว่าในเรื่อง “สวาปาม” อุปทานวัคซีนทั่วโลก โดยฉีดประชากรของตนเองจนครบสองเข็มก่อน ขณะที่ประเทศอื่นๆ รอรับการฉีดวัคซีนครั้งแรก

Photo REUTERS/Denis Balibouse

เมื่อสองโรคผนึกกำลัง จะแยกไข้หวัดจากโควิดอย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672076

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 10:05 น.เมื่อสองโรคผนึกกำลัง จะแยกไข้หวัดจากโควิดอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบให้กับกระแสความสงสัยที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่มีไข้หวัดระบาดตามฤดูกาล และยังเกิดการระบาดระลอกใหม่ของโอมิครอน รวมถึงการปรากฏตัวของ ‘Flurona’ รายแรกในอิสราเอล ที่ติดโควิดพร้อมกับเป็นไข้หวัด

ดร.อับดุล เอล-ซาเยด (Dr. Abdul El-Sayed) นักระบาดวิทยาและอดีตผู้อำนวยการบริหารแผนกสุขภาพเมืองดีทรอยต์ กล่าวกับ CNN ว่า สัญญาณเริ่มต้นของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 มีแนวโน้มใกล้เคียงกัน และตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่มักทำให้เกิดอาการคล้ายๆ กัน เช่น มีไข้ เหนื่อยล้า ปวดเมื่อยตามร่างกาย เจ็บคอ หายใจลำบาก และอาเจียนหรือท้องร่วง

อย่างไรก็ตาม ดร.อับดุล เอล-ซาเยด ชี้ว่าการติดเชื้อโควิด-19 สามารถแยกจากไข้หวัดได้ตรงที่ที่มักตามมาด้วยอาการปวดศีรษะและอาการไอแห้งๆ การสูญเสียรสชาติและกลิ่นซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ใหญ่ที่สุดของการติดเชื้อโควิด-19 แม้ว่าตอนนี้การสูญเสียรสชาติและกลิ่นจะพบไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่พบตอนนี้

ด้าน USA Today มีรายงานเรื่อง “การตรวจสอบข้อเท็จจริง: สายพันธุ์โอมิครอนของโคโรนาไวรัสไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา” หลังจากมีข่าวปลอมที่แพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งคือการอ้างว่าโควิด-19 และล่าสุดคือสายพันธุ์โอมิครอนเป็นเพียงอีกสายพันธุ์หนึ่งของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยมีการโพสต์ในเฟซบุคบอกว่า “โอมิครอนเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา”

USA Today ระบุว่าอาการที่รายงานบ่อยที่สุดของโอมิครอนคล้ายกับอาการของโรคไข้หวัด ได้แก่ น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ และเมื่อยล้า

แต่ทั้งสองไม่เหมือนกัน ที่เด่นชัดที่สุดคือที่มา เพราะโควิด-19 เกิดจากไวรัสชนิดอื่น เพราะแม้ว่าโคโรนาไวรัสในมนุษย์สามารถทำให้เกิดโรคไข้หวัดได้ แต่ไรโนไวรัสเป็นต้นเหตุหลักของไข้หวัดต่างหาก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไข้หวัดธรรมดาและไวรัสโอมิครอนมีความแตกต่างกันในแง่ของความรุนแรง

สถาบันการแพทย์ Mayo Clinic กล่าวบนเว็บไซต์ว่าโดยทั่วไปผู้คนจะหายจากโรคหวัดภายใน 7 ถึง 10 วัน และการติดเชื้อโดยทั่วไปไม่ต้องการการรักษาพยาบาล ขณะที่ดร.แดเนียล คัลเวอร์ (Dr. Daniel Culver) หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์โรคปอดที่คลีฟแลนด์คลินิกกล่าวว่าในทางกลับกัน โอมิครอนอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากขึ้นได้ ส่วนไข้หวัดนั้นมีอาการเบาและจำกัด

เจเรมี ลูแบน (Jeremy Luban) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ กล่าวผ่านอีเมลมาถึง USA Today ว่าในขณะที่คนที่อ่อนแออาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อไรโนไวรัส (ไข้หวัดธรรมดา) เป็นครั้งคราว แต่ก็ “ค่อนข้างหายาก” ในขณะที่โคโรนาไวรัส “ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต” มากกว่าไข้หวัด

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

อิสราเอลพบ ‘Flurona’ รายแรก ติดโควิดพร้อมกับเป็นไข้หวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672072

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.อิสราเอลพบ 'Flurona' รายแรก ติดโควิดพร้อมกับเป็นไข้หวัด‘Flurona’ เป็นอาการที่เรียกขึ้นมาใหม่ของผู้ป่วยที่เป็นทั้ง ‘Flu’ (ไข้หวัด) และ ‘Coronavirus’ (โควิด-19)

The Times of Israel รายงานว่า อิสราเอลยืนยันกรณีแรกของบุคคลที่ติดเชื้อทั้งไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและโควิด-19ในเวลาเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล Beilinson ในเมือง Petah Tikva ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อ 2 รายในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนซึ่งมีอาการเล็กน้อย

รายงานบางฉบับเช่นของ Nwesweek ระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นกรณีสองกรณีแรกของโลกที่เป็น ‘Flurona’ แต่รายงานของผู้ป่วยทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ได้ปรากฏขึ้นในสหรัฐในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2020 แล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่โลกประสบกับการกลายพันธุ์ของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้น่าจะได้รับความสนใจมากกว่า

เว็บไซต์ข่าว Ynet ของอิสราเอลรายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะมีอีกหลายคนติดไวรัสทั้งสองชนิด แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

เบื้องต้นแพทย์ที่โรงพยาบาลที่พบทั้งสองเคสกล่าวว่าอาการผู้ป่วยไม่หนัก อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกำลังศึกษากรณีนี้เพื่อดูว่าการรวมตัวของไวรัสทั้งสองทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้นหรือไม่

Photo by JACK GUEZ / AFP

จีนจะแซงสหรัฐเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจในปี 2033

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670948

วันที่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 16:22 น.จีนจะแซงสหรัฐเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจในปี 2033 เป็นคาดการณ์ที่ช้าสลงกว่าเดิมและยังเป็นการครองตำแหน่งในช่วงสั้นๆ เพราะจีนมีปัจจัยลบที่ต้องเผชิญมากมาย

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจแห่งประเทศญี่ปุ่น (JCER) คาดการณ์ว่าขนาดของเศรษฐกิจจีนจะเกินขนาดของสหรัฐภายในปี 2033 จากเดิมที่คาดว่าจะแซงในปี 2029 ตามการคาดการณ์เมื่อปีที่แล้ว

สาเหตุที่จีนจะแซงสหรัฐช้าลงก็เพราะจีนกำลังทำลายศักยภาพการเติบโตของประเทศด้วยการจำกัดเทคโนโลยีของตน และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อื่นๆ

รายงานยังกล่าวถึงสาเหตุที่จีนจะแซงสหรัฐช้าลงเพราะการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่องของจีน รวมถึงภาระหนี้ก้อนโต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกรณีที่เกิดขึ้นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของเอเวอร์แกรนด์ที่กำลังสั่นคลอนและยังฉุดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

JCER ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์พื้นฐาน ในปี 2033 จีดีพีของจีนจะใหญ่กว่าของปี 2020 ถึง 2.4 เท่า คือ 35.841 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าสหรัฐที่คาดว่าจะมีขนาดเศรษฐกิจ 35.821 ล้านล้านดอลลาร์ จนทำให้จีนเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งปัญหาที่จะฉุดรั้งการเติบโตของจีนคือจำนวนประชากรที่ลดลง ในขณะที่สหรัญจะยังคงีอัตราประชากรที่มีเสภียรภาพและมีศักยภาพการผลิตที่สูง และจะสามารถทำให้สหรัฐช่วงชิงตำแหน่งมหาเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกกลับมาได้ในปี 2056

นอกจากนี้ JCER ยังคาดการณ์ว่าจีดีพีต่อหัวของเกาหลีใต้จะแซงหน้าญี่ปุ่นในปี 2027 และไต้หวันจะแซงญี่ปุ่นในปี 2028 โดยที่จีดีพีต่อหัวของญี่ปุ่นถูกสิงคโปร์แซงหนาไปแล้วตั้งแต่ปี 2007 และฮ่องกงในปี 2014

Photo by MANDEL NGAN / AFP

เจ้าอวกาศรายใหม่ จีนปล่อยยานอวกาศ ‘มากสุดในโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672014

วันที่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 14:19 น.เจ้าอวกาศรายใหม่ จีนปล่อยยานอวกาศ 'มากสุดในโลก'  สำนักข่าวซินหัวรายงาน จีนครองแชมป์ ‘ปล่อยยานอวกาศ’ มากสุดในโลกในปี 2021

บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) เปิดเผยว่าจีนดำเนินภารกิจปล่อยยานอวกาศ จำนวน 55 ครั้ง ในปี 2021 ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ภารกิจข้างต้นแบ่งเป็นการปล่อยด้วยจรวดขนส่งตระกูลลองมาร์ช (Long March) 48 ครั้ง ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งหมด ตามด้วยการปล่อยด้วยจรวดขนส่งไคว่โจว-1เอ (Kuaizhou-1A) 4 ครั้ง จรวดขนส่งซีอีอาร์อีเอส-1 (CERES-1) หนึ่งครั้ง และจรวดขนส่งพาณิชย์เอสคิวเอ็กซ์-1 (SQX-1) สองครั้ง

ขณะที่การส่งดาวเทียมทดลองเทคโนโลยีการสื่อสารสู่อวกาศด้วยจรวดขนส่งลองมาร์ช-3บี จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชางในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ธ.ค.) นับเป็นหมุดหมายว่าการดำเนินภารกิจปล่อยยานอวกาศในปีนี้ของจีนสิ้นสุดลงแล้ว

จรวดขนส่งที่พัฒนาโดยบริษัทฯ และจรวดขนส่งรุ่นปรับปรุงต่างๆ ซึ่งจัดเป็นจรวดวงโคจรสูงรายการหลักของจีน ดำเนินการขนส่งดาวเทียมสื่อสารวงโคจรสูง ดาวเทียมสื่อสารพาณิชย์ และดาวเทียมวงโคจรกลาง-สูง อย่างดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว-2 และเป่ยโต่ว-3 เป็นหลัก

บริษัทฯ ระบุว่าจรวดขนส่งตระกูลลองมาร์ชยังปฏิบัติภารกิจปล่อยยานอวกาศครบ 400 ครั้ง ในปี 2021 ซึ่งจัดเป็นก้าวย่างอันยิ่งใหญ่ของความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ รวมถึงความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

NASA จ้างผู้เชี่ยวชาญศาสนา รับมือมนุษย์ต่างดาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672028

วันที่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 12:25 น.NASA จ้างผู้เชี่ยวชาญศาสนา รับมือมนุษย์ต่างดาวเป็นข่าวใหญ่เมื่อวงการวิทยาศาสตร์และวงการศาสนาจับมือกันเพื่อวางแผนรับมือหากมนุษย์ต่างดาวปรากฏตัวและมนุษยชาติอาจจะทำตัวไม่ถูกหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

Technotrendz รายงานว่าองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) กำลังขอความช่วยเหลือจากนักศาสนศาสตร์ 24 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพิจารณาว่าศาสนาต่างๆ ทั่วโลกจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

จากการายงานของ TheTimes ตอนนี้มีสาธุคุณท่านหนึ่งได้ร่วมงานกับ NASA แล้ว คือ สาธุคุณ ดร.แอนดรูว์ เดวิสัน นักบวชและนักศาสนศาสตร์ชาวอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จบปริญญาสาขาชีวเคมี เข้าร่วมโครงการในชื่อ “ศูนย์ตรวจสอบด้านศาสนศาสตร์ (Center for Theological Inquiry หรือ CTI) ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน

The Hill รายงานว่าในแถลงการณ์ที่โพสต์ในบล็อกของคณะเทววิทยา ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สาธุคุณเดวิสันกล่าวว่างานวิจัยของเขาส่วนใหญ่เน้นที่แนวคิดเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา หรือการศึกษาว่าพระเยซูทรงเป็นใคร ศึกษาสถานะของพระองค์ทั้งที่เป็นมนุษย์และพระเจ้า ดูแล้วไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการศึกษาเอเลี่ยนสักเท่าไร

แต่สาธุคุณเดวิสันไม่ได้ศึกษาแต่พระเจ้า แต่ยังศึกษาความเป็นไปได้เรื่องมนุษย์ต่างดาวด้วย และกำลังเขียนหนังสือในประเด่นนี้ คาดว่าน่าจะวางจำหน่ายได้ในปีนี้ เขาบอกว่า เขาคิดถึงการเรื่องหลักคำสอนเรื่องการสร้างโลกโดยพระเจ้ากับความเป็นไปได้ที่จะมีความหลากหลาย (เรื่องสิ่งมีชีวิตต่างดาว)

Daze รายงานว่า หนังสือของสาธุคุณเดวิสันที่กำลังจะออกมา มีชื่อว่า Astrobiology and Christian Doctrine (ชีวิตต่างดาวกับหลักศาสนาคริสต์) พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่พระเจ้าจะสร้างชีวิตในที่อื่นในจักรวาลด้วย และตั้งข้อสังเกตว่า “คนที่ไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาก็ดูจะประเมินคนเคร่งศาสนาสูงเกินไป…หากคนเหล่านี้เผชิญกับความท้าทายจากหลักฐานเรื่องสิ่งมีชีวิตต่างดาว”

ที่ผ่านมาในภาพยนต์มนุษย์ต่างดาวบุกโลก มักจะเล่นประเด็นศาสนากับความตื่นตะลึงที่ได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกการส้รางของพระเจ้า หรือบางครั้งจะให้ภาพว่ามนุษยชาติหันไปพึ่งพาศาสนามากขึ้นเพราะสิ่นหวังกับการถูกมยนุษย์ต่างดาวรุกราน บางทีสถานการณ์จำลองแบบนี้อาจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน และ NASA ก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆ ด้วย

Photo by Julio Cesar AGUILAR / AFP

เปิดคำทำนาย ‘นอสตราดามุส’ ปี 2022 โลกจะพินาศแค่ไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672019

วันที่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 10:41 น.เปิดคำทำนาย 'นอสตราดามุส' ปี 2022 โลกจะพินาศแค่ไหน?คำทำนายอาจหมายถึงการสูญเสียบุคคลสำคัญของบางประเทศ ภาวะโลกร้อน ความอดอยาก และการล่มสลายของสหภาพยุโรป

คำทำนายของ ‘นอสตราดามุส’ ปรากฏในหนังสือ Les Prophéties ซึ่งเรียบเรียงเป็นบทกลอน แต่ไม่สามารถจะชี้ชัดว่าบทกลอนไหนกล่าวถึงปีไหนชัดๆ นี่เป็นข้อมูลที่ปรากฏทั่วไปในสำนักข่าวต่างๆ ที่เชื่อว่าจะเป็นคำทำนายสำหรับปี 2022 และโพสต์ทูเดย์ได้มีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากคำแปลต้นฉบับ The Compleat Works of Nostradamus ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่าน 

1. การเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ

คำทำนายระบบุว่า “การตายกะทันหันของบุคคลแรก เขาจะถูกเปลี่ยนและพวกเขาจะตั้งอีกคนในอาณาจักรของเขา” – มีผู้ตีความว่า “บุคคลแรก” น่าจะหมายถึงผู้นำประเทศ และบางคนเชื่อว่าน่าจะหมายถึงคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยโยงกับการที่สภาพร่างกายของเขาผอมลงอย่างเห็นได้ชัด จนอาจะป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่ง

แต่บางคนก็ตีความว่า “บุคคลแรก” อาจจะหมายถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดนก็เป็นได้ โดยวรรคต่อมาของคำทำนายระบุว่า “มาถึงระดับสูงเมื่อสายไปและอายุน้อยก็จะมา ทางบกและทางทะเลจำเป็นต้องเกรงกลัวคนผู้นี้” – คำทำนายวรรคหลังนี้อาจหมายถึงผู้นำที่สูงวัยและมีอิทธิพลสูงจนคนทั่วโลกต้องยำเกรง (คำทำนายจากบทที่ XIV, CENTURIE IV)

2. ภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายลง

คำทำนายหนึ่งระบุว่า “เพราะความร้อนจากแสงอาทิตย์ในทะเลยูโบเอีย ปลาจะครึ่งสุก ชาวบ้านจะมาตัดพวกมัน เมื่อขนมปังของเกาะโรดส์และเจนัวจะไม่ได้ผล” – คำทำนายนี้เชื่อกันว่าหมายถึงภาวะโลกร้อนที่ร้อนจนทำให้ปลาในทะเลตาย ทะเลยูโบเอีย เป็นชื่อของน่านน้ำของเกาะใหญ่ในประเทศกรีซ “เกาะโรดส์และเจนัว” เป็นดินแดนของปรทเศทรงอิทธิพลในยุโรป อาจหมายถึงภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นในยุโรปจนทำให้เกิอดภาวะข้าวยากหมากแพง (คำทำนายจากบทที่ III, CENTURIE II)

3. วิกฤตข้าวยากหมากแพง

คำทำนายหนึ่งระบุว่า “ไม่มีเจ้าอาวาส ไม่มีพระ ไม่มีสามเณรศึกษาเล่าเรียน น้ำผึ้งจะมีราคาสูงกว่าเทียนไข” และ “ราคาข้าวสาลีนั้นสูงมาก คนผู้นั้นต้มเพื่อนของเขาเพื่อกินประทังความสิ้นหวัง” – คำทำนายนี้เชื่อกันว่าหมายถึงภาวะข้าวของแพง และบางแห่งถึงขั้นต้องกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ยังอาจหมายถึงการเอาเปรียบระหว่างมนุษย์ด้วยกันอย่างเลวร้ายก็ได้ (คำทำนายจากบทที่ XLIV, CENTURIE I และ LXXV, CENTURIE II)

4. การผงาดของปัญญาประดิษฐ์

บางคนเชื่อว่านี่คือคำทำนายถึงการผงาดขึ้นมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) คำทำนายบอกว่า “พระจันทร์เต็มดวงเหนือภูเขาสูง นักปราชญ์คนใหม่ที่มีสมองเดียวแลเห็น โดยเหล่าสาวกอัญเชิญให้เป็นอมตะ แลมองไปทางทิศใต้ แขนอยู่ในอก ร่างกายอยู่ในกองไฟ” – คำทำนายนี้ประโยคว่า “นักปราชญ์คนใหม่ที่มีสมองเดียว” น่าจะหมายถึงปัญญาประดิษฐ์ที่สมองประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นเครือข่ายเดียว และประโยคว่า “โดยเหล่าสาวกอัญเชิญให้เป็นอมตะ” น่าจะหมายถึงมนุษย์ทั้งหลายเชื่อฟังสิ่งนี้ (คำทำนายจากบทที่ XXXI, CENTURIE IV)

5. การล่มสลายของสหภาพยุโรป

“วิหารที่สร้างตามแบบโรมันดั้งเดิม พวกเขาจะปฏิเสธรากฐานแห่งรากฐาน ใช้กฎข้อแรกและมนุษยธรรมของพวกเขาการไล่ตามลัทธิของนักบุญ แม้ว่าจะไม่ทั้งหมดก็ตาม” – มีผู้เชื่อว่าคำทำนายนี้หมายถึงการล่มสลายของสหภาพยุโรป สามารถตีความจากประโยคได้ว่า “วิหารที่สร้างตามแบบโรมันดั้งเดิม” น่าจะหมายถึงการรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียวเหมือนยุคจักรวรรดิโรมัน และประโยคว่า “พวกเขาจะปฏิเสธรากฐานแห่งรากฐาน” อาจหมายถึงการปฏิเสธหลักการมนุษยนิยม สาธารณรัฐนิยม หลักนิติธรรมแบบโรมันที่ยุึปัจจุบันยึดถือและเป็นรากฐานของสหภาพยุโรป (คำทำนายจากบทที่ VIII, CENTURIE II)

ประวัติย่อของนอสตราดามุส

(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย) นอสตราดามุส (Nostradamus) ชื่อจริงว่า มีแชล เดอ นอสเทรอะดาม (Michel de Nostredame) เกิด 14 หรือ 21 ธันวาคม 1503 แล้วแต่แหล่งข้อมูล ตาย 2 กรกฎาคม 1566 เป็นชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นเภสัชกร (apothecary) และหมอดูที่มีชื่อเสียง เพราะเผยแพร่ชุดคำทำนายซึ่งเลื่องชื่อที่สุดในโลกหลายชุด โดยเฉพาะ Les Propheties (คำพยากรณ์นานา) ที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1555 เมื่อเผยแพร่หนังสือชุดดังกล่าวแล้ว นอสตราดามุสก็ได้รับความสนใจจากสำนักพิมพ์ใหญ่หลายแห่ง พร้อมกิตติศัพท์ว่า สามารถทำนายทายทักเหตุการณ์สำคัญหลายเรื่องในโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การตีพิมพ์ Les Prophéties ของเขา นอสตราดามุสดึงดูดผู้สนับสนุนมากมาย ซึ่งร่วมกับสื่อมวลชนที่โด่งดังมากมายให้เครดิตเขาด้วยการทำนายเหตุการณ์สำคัญๆ ของโลกได้อย่างแม่นยำ แต่วงการวิชาการส่วนใหญ่ปฏิเสธแนวคิดที่ว่านอสตราดามุสมีความสามารถในการทำนายเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง และยืนยันว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ในโลกกับคำทำนายของนอสตราดามุสนั้นเป็นผลมาจากการตีความผิดหรือการแปลผิด (บางครั้งโดยเจตนา)