เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ขณะนี้วงการยางพาราไทยได้เข้าสู่มิติใหม่ ภายหลังร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ได้ผ่านความเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย การประกาศ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทำให้เกิดองค์กรใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” หรือ กยท. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและบริหารงานยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด อุตสาหกรรม งานวิจัยและวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะทำให้การพัฒนายางพารามีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทันทีที่พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยประกาศบังคับใช้ มี 3 หน่วยงานยางพารา ที่ต้องยุติบทบาทลงและยุบรวมกัน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ขณะเดียวกันจะมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ Rubber Authority of Thailand (RAOT) เป็นซึ่งองค์กรรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและดำเนินงานพัฒนาระบบยางพาราของประเทศให้เป็นเอกภาพและมีศักยภาพสูงขึ้น พร้อมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของภูมิภาคอาเซียน และเป็นผู้นำตลาดยางพาราโลกในอนาคต

สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมคือ การบริหารจัดการองค์กร ทั้งระบบการเงิน บัญชี และงบประมาณของปี 2558-2559 ซึ่งจะต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็น กยท. โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2558 อาจต้องนำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการ กยท. ประมาณ 2 เดือน หรือแม้แต่ระบบทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยด้วย ซึ่ง สกย. จะมีบทบาทภารกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มุ่งการส่งเสริมปลูกแทน มาเป็นการสนับสนุนกิจการของสถาบันเกษตรกรให้เติบโตขึ้น สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้เงินสงเคราะห์ หรือเงินเซส (Cess) โดยให้ กยท. จัดทำแผนบริหารเงินกองทุนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อควบคุมการขยายตัวของ กยท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไป

เบื้องต้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่และภารกิจของ กยท. และพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ทั้งยังต้องพัฒนาระบบไอที (IT) เพื่อการบริหารจัดการยางพาราให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนพัฒนายางพาราให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวม 16 โครงการ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง และสามารถยกระดับระบบตลาดให้มีเสถียรภาพด้วย

นอกจากนั้น ยังเตรียมความพร้อมบริหารจัดการกองทุนพัฒนายางพารา โดยจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อวัตถุประสงค์ 6 ข้อ คือ

1. ใช้เพื่อบริหารจัดการองค์กร 10%

2. ใช้สนับสนุนการศึกษาวิจัยยางพารา 5%

3. ใช้เพื่อส่งเสริมการปลูกแทน 40%

4. ใช้เพื่อส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ พัฒนาระบบตลาดและการขนส่ง และรักษาระดับราคายางให้มีเสถียรภาพ 35%

5. สวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง 7% และ

6. ใช้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกร 3%

อย่างไรก็ตาม วาระเริ่มแรกจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กยท. และแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ขึ้นมาดูแลก่อน และภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ครม. จะมีการแต่งตั้งประธานบอร์ด กยท. พร้อมแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยตัวจริง เพื่อทำหน้าที่บริหารและขับเคลื่อน กยท. ต่อไป และเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยมีหน่วยงานยางระดับจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนา และบริหารจัดการยางพาราในพื้นที่อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การผลิต การแปรรูป และการตลาด

ในอนาคต กยท. จะเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายด้านยางพาราทั้งระบบของชาติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราไทย ดังนั้น บุคลากรและเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย รวมถึงบทบาทหน้าที่ ของ กยท. เพื่อเป็นกำลังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการยางพาราทั้งระบบอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง อุตสาหกรรมยางพารา และช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และคาดว่า กยท. จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับยางพาราไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนด้วย

กังวล ศก.โลก ทองนิวยอร์ก พุ่ง 53.2 ดอลลาร์-น้ำมัน ดิ่งเหลือ 26.21 ดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576373

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 09:10

 

กังวล ศก.โลก ทองนิวยอร์ก ปิดพุ่ง 53.2 ดอลลาร์ ที่ระดับ 1,247.80 ดอลลาร์/ออนซ์ สวนกับน้ำมันดิบ WTI ปิดร่วง 1.24 ดอลลาร์ ที่ 26.21 ดอลลาร์/บาร์เรล จากภาวะอุปทานล้นตลาด…

เมื่อคืนวันที่ 11 ก.พ. สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือน เม.ย. ปิดพุ่งขึ้น 53.2 ดอลลาร์ หรือ 4.45% ที่ระดับ 1,247.80 ดอลลาร์/ออนซ์ จากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อสัญญาทองคำเพื่อความปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างหนัก ซึ่งยังคงสร้างแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) กล่าวเมื่อวานนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลกได้สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมกับแสดงความกังวลต่อการทรุดตัวลงอย่างมากของราคาพลังงาน

ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (11 ก.พ.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานสต๊อกน้ำมันดิบที่เมืองคูชิง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐ พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ใกล้ระดับ 65 ล้านบาร์เรล โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน มี.ค. ปิดร่วง 1.24 ดอลลาร์ หรือ 4.5% ปิดที่ 26.21 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือน เม.ย. ที่ตลาดลอนดอน ปิดลบ 78 เซนต์ หรือ 2.5% ปิดที่ 30.06 ดอลลาร์/บาร์เรล

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่า อิหร่านประกาศตั้งราคาขายน้ำมันให้แก่ลูกค้าในเอเชีย ต่ำกว่าซาอุดีอาระเบียเมื่อวานนี้ บ่งชี้ว่าอิหร่านพร้อมที่จะตัดราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดที่หายไปในช่วงที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร

ด้านโกลด์ แมน แซคส์ ออกรายงานระบุว่า ภาวะอุปทานล้นตลาด และภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน บ่งชี้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงแกว่งตัวระหว่าง 20-40 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยมีความผันผวนในระดับสูง และราคาปรับตัวไร้ทิศทางจนถึงช่วงครึ่งหลังของปีนี้.

หนุนโอทอปสู้แบรนด์เนม “บิ๊กตู่” ขู่ลั่นเตรียมเอาผิดคนใช้ของปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576294

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 06:15

 

“บิ๊กตู่” สั่งเพิ่มประสิทธิภาพปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หวั่นกระทบการตัดสินใจของนักลงทุนและข้อตกลงการค้าระดับโลก พร้อมหนุนสินค้าค้าโอทอปไทยสร้างแบรนด์ สร้างชื่อ แข่งอินเตอร์แบรนด์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นปัญหาของประเทศไทยมาโดยตลอดในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ รวมทั้งการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนงานด้านการปราบปรามก็ยังไม่เข้าใจในรายละเอียดมากนัก จึงได้หารือกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา โดยเฉพาะงานด้านปราบปรามที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ และให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับปัญหาขาดแคลนบุคลากรในทุกหน่วยงานนั้น ทุกหน่วยงานต้องหาทางทำงานร่วมกัน ปรับการทำงานให้สอดรับกับบุคลากรที่มีอยู่ เพราะรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดสรรข้าราชการให้ครบตามอัตราที่ร้องขอทุกตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น หากต้องเพิ่มข้าราชการ 1 คน ต้องใช้เงินถึง 25 ล้านบาท แต่หากยังมีความจำเป็นที่หน่วยงานต้องขออัตราบุคคลเพิ่ม ก็อาจต้องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ.รื้อระบบข้าราชการใหม่ทุกกระทรวง เพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างส่วนราชการต่อไป

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติด้วยว่า ได้หารือเรื่องการแก้ไขปรับปรุงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพราะต้องเตรียมการประชุมกับหลายประเทศในประชาคมโลกช่วงเดือน เม.ย. ซึ่งแม้ประเทศไทยจะดำเนินการมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี แต่จำเป็นต้องขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนแปลง เรื่องพันธสัญญาที่เกี่ยวข้องมีมาก

“การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งสำคัญที่สุด คือ การปลูกจิตสำนึกว่าทำอย่างไรจะไม่ใช้ของปลอม กฎหมายว่าอย่างไรต้องเรียนรู้ ขณะเดียวกันถ้าไม่ใช้ของปลอม ก็ต้องส่งเสริมสินค้าโอทอปให้ตรงกับสิ่งที่อยากใช้ และคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่า เพียงแต่ยี่ห้อไม่เหมือน วันหน้าอาจต้องทำยี่ห้อที่ติดตา ติดปาก ติดหูคน เพราะของดีอยู่แล้ว และต่อไปต้องมีมาตรการสำหรับผู้ใช้ด้วย จะเอาเพียงคนขายอย่างเดียวไม่พอ ส่วนเรื่องการปราบปรามก็จะต้องบูรณาการกันทุกภาคส่วน ทางฝ่ายตำรวจก็มีฝ่ายที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่แล้วเฉพาะด้าน ถ้าเป็นในพื้นที่ กทม.ก็ต้องใช้กลไกร่วมกับหน่วยงานของ กทม.และผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ”

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้หารือกันในประเด็นสำคัญ คือการให้ความคุ้มครองปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาให้อยู่ในมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และเนื่องจากนโยบายของรัฐบาล มุ่งเน้นส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หากประเทศไทยถูกมองว่าให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้ไม่ดีพอ จะมีผลต่อการดึงดูดนักลงทุนใหม่

“ยังได้หารือถึงปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า เนื่องจากปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญามีบุคลากรที่ดูแลเรื่องนี้แค่ 20 คน ทำให้คำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรค้างสะสมอยู่ประมาณ 20,000 รายการ และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าค้างอยู่ 40,000 รายการ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรประมาณ 8,000 รายการ เจ้าหน้าที่อนุมัติให้ได้ประมาณปีละ 2,000 รายการเท่านั้น”.

หนี้ครัวเรือนทะลุ 80% จีดีพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576292

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 06:01

 

ธปท.เบรกฉีดสินเชื่อรุกลงทุนเมกะโปรเจกต์

“วิรไท” ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นได้ แต่ไม่เท่าเทียมและยังต้องเผชิญกับความผันผวนตลอดปี ขณะที่รายได้ภาคการเกษตรที่ตกต่ำและเศรษฐกิจขยายตัวช้าๆ ส่งผลต่อการชำระหนี้ของคนจนและเอ็มเอสอี ติงรัฐฉีดสินเชื่อพยุงเศรษฐกิจส่งผลหนี้ครัวเรือนพุ่ง แนะใช้มาตรการเยียวยาและลงทุนเพิ่มศักยภาพประเทศ

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ประจำปี 2559 ของ ธปท.ในเรื่อง “แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและทิศทางการดำเนินนโยบาย ธปท.ปี 2559” ว่า ในปีนี้ เราเริ่มต้นปีด้วยความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดเงินตลาดทุนโลก ซึ่งอาจจะสร้างความกังวลให้กับระบบเศรษฐกิจไทยและตลอดปีนี้ ทำให้ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนยังจะอยู่กับเรา โดยมีโอกาสที่ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นอีก จากเงินทุนในโลกที่มีอยู่จำนวนมาก และมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยลบและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะกระทบโดยตรงกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ตลาดเงินและตลาดทุนไทย

โดยปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจาก 3 เรื่อง คือ 1.ความผันผวนในตลาดทุน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน 2.การชะลอตัวของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต่ำลงมาก โดยราคาน้ำมันต่ำสุดในรอบ 13 ปี ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศที่ส่งออกน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งในนั้นมีประเทศไทยร่วมอยู่ด้วย และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องนี้จะกระทบต่อการลงทุน การจ้างงานและความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ประ กอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และ 3. ความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศหลักที่ไม่เป็นทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ และประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ภาคการเงินไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกน้อย เพราะไทยมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยเฉพาะทุนสำรองทางการที่มีจำนวนสูงมาก แต่ในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ยอมรับว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีความผันผวนสูง และเป็นความผันผวนที่เป็นไปได้ใน 2 ทิศทางทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า การป้องกันความเสี่ยงของผู้ประกอบการด้านการค้าการลงทุนของไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของ ธปท.จะดูแลให้การดำเนินนโยบายการเงินไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวต่อเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยยังมีช่องว่างสำหรับการใช้อัตราดอกเบี้ยในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ ธปท.คาดได้

สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ เอาไว้ที่ 3.5% โดยราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยลดรายจ่ายของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาได้ถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพและพยุงการบริโภคของครัวเรือนได้ และทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนที่ลดลงก็ตาม แต่การฟื้นตัวดังกล่าวไม่กระจายตัว และที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ ภาพการฟื้นตัวนี้ยังไม่กระจายไปสู่ภาคเกษตร รายได้ของเกษตรกรยังถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาระหนี้สินของคนไทยในชนบทในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังอยู่ในระดับสูงและขาดภูมิคุ้มกันทางการเงิน ส่วนวิสาหกิจรายกลางรายย่อย (เอสเอ็มอี) ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและความสามารถการชำระหนี้ของกลุ่มคนเหล่านี้ในอนาคต และส่งผลต่อระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินให้เพิ่มขึ้น

นายวิรไทยังกล่าวต่อถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นอย่างไม่เท่าเทียมกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องตระหนักเสมอว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ควรสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจระยะยาว โดยเห็นได้จากหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงมากกว่า 80% ของจีดีพี และยังไม่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นช้าๆ และมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในระยะต่อไป ธปท.มองว่า รัฐบาลน่าจะมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยการกระตุ้นการบริโภคผ่านสินเชื่อจะมีประสิทธิผลน้อยกว่าในอดีต และต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวด้วย

“ในปีนี้ ธปท.เห็นด้วยว่า ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาสำหรับเกษตรกรและเอสเอ็มอีอยู่ แต่ต้องดูให้เป็นมาตรการเยียวยาจริงๆ ไม่เกินเลยมากไป ขณะเดียวกัน การเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ด้านคมนาคม มาตรการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และมาตรการอื่นๆ ในการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว ช่วยให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องทันทีให้อุตสาหกรรมหลักของประเทศ จะช่วยสร้างการหมุนเวียนของเศรษฐกิจและพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้”.

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง จากแรงเทขายหุ้นโบอิ้ง-ธนาคาร หลังราคาน้ำมันร่วงอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576333

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 06:01

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากในวันพฤหัสบดี จากแรงเทขายในหุ้นของบริษัท โบอิ้งและบริษัทธนาคารรายใหญ่ รวมทั้งบริษัทปิโตรเลียมหลังราคาน้ำมันลดต่ำสุดในรอบ 13 ปี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 11 ก.พ. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 254.56 จุด หรือ 1.60% ปิดที่ 15660.18 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 22.78 จุด หรือ 1.23% ปิดที่ 1829.08 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 16.75 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 4266.84 จุด

หุ้นของบริษัท โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ลดลงถึง 6.8% หลังจากมีข่าวว่าบริษัทกำลังถูกเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (เอสอีซี) สอบสวนว่าอาจคาดการณ์ผลกำไรเกินจริง

ขณะที่ธนาคารต่างๆ อาจมีผลกำไรลดลง จากความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้ ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างรุนแรง โดย แบงก์ ออฟ อเมริกา หุ้นตก 6.8%, ธนาคาร ซิตีกรุ๊ป ลดลง 6.5%, เจพีมอร์แกนเชส ลดลง 4.4% และธนาคาร โกลด์แมนแซค ลดลง 4.4%

ในเวลาเดียวกัน หุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง โดยราคาน้ำมันเวสต์ เทกซัส ลดลงอีก 1.24 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 26.21 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2003

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง ซิสโก้ (+9.6%), เอ็กซ์พีเดีย (+9.5%) และ ทริปแอดไวเซอร์ (+12.4%) ทำให้ดัชนีแนสแด็กลดลงไม่มากนัก.

เกษตรสั่งชาวนาลดปลูกข้าวนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576290

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 05:45

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีแผนผลิตข้าวแบบครบวงจร โดยจะเริ่มผลิตข้าวตั้งแต่ปี 2559/60 เป็นต้นไป และกำหนดให้มีการทำนาปรังเพียงรอบเดียว หลังจากนั้นให้ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน โดยให้เหลือผลผลิตทั้งปีประมาณ 27 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย แก้ปัญหาผลผลิตข้าวไม่สมดุลกับความต้องการของตลาด โดยขณะนี้ไทยผลิตข้าวเกินความต้องการประมาณ 5.8 ล้านตันข้าวเปลือก ทำให้ไม่สามารถขายข้าวได้ในราคาสูง

“ผมให้สั่งปลัดกระทรวงเกษตรฯไปหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยแนะนำให้สภาหอการค้าและเอกชนรับประกันสินค้าที่เกษตรกรปลูก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกษตรกรดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ จึงต้องร่วมกับกระทรวงมหาดไทยช่วยเข้าทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ แก้ไขปัญหาค่าเช่านาด้วย”

ทั้งนี้การจูงใจเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จะไม่ใช้วิธีการรับจำนำข้าวแน่นอน แต่จะสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร กรณีไม่ปลูกข้าวแล้วยังมีสินค้าอื่นที่ให้รายได้เท่าเทียมกัน ในกรณีที่ปีนี้มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอกับความต้องการในการทำนาปีและนาปรัง แต่เกษตรกรยังดื้อทำนาปรังครั้งที่ 2 รัฐบาลจะไม่รับผิดชอบความเสียหายใดๆ

“แผนการนี้ผมอยากให้ประสบผลสำเร็จ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อชาวนาเอง โดยเฉพาะราคาข้าวจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ อย่างในปีหน้าผมก็มั่นใจว่าราคาข้าวปรับเพิ่มขึ้นแน่ แต่เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านปลูกข้าวที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก การแข่งขันในตลาดและการส่งออกจะมีปัญหา การตั้งเป้าไว้สูงถึง 10 ล้านตันข้าวเปลือก/ปี นั้นจะทำไม่ได้ต้องลดเป้าส่งออกลง โดยในปีหน้าคาดว่าไทยจะทำได้เพียง 9 ล้านตันข้าวสารเท่านั้น”

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวแบบครบวงจรว่า สัปดาห์หน้าจะเชิญสมาคมโรงสีข้าวไทยมาหารือถึงแผนการรับซื้อข้าวเปลือกในแต่ละพื้นที่เพาะปลูกข้าว เพื่อป้องกันปัญหาขายไม่ได้

“เชิญสมาคมโรงสีข้าวไทยมาเพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ว่าในแต่ละพื้นที่ เมื่อผลผลิตออกมาแล้ว โรงสีในพื้นที่จะมีกำลังการรับซื้อได้ทั้งหมดหรือไม่ ถ้าไม่ได้จะได้วางแผนแก้ปัญหาต่อไปคือ อาจให้กรมการค้าภายใน หาโรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อ หรืออาจจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อให้ชาวนาขายได้”.

ระเบิดเปิดศึกชิงผู้อำนวยการ กพท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576283

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 05:30

 

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล คณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวในฐานะประธานการสรรหาผู้อำนวยการ กพท.ว่า ภายในสัปดาห์หน้า จะมีการประกาศเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ กพท.โดยกรอบคุณสมบัติเบื้องต้นจะประกอบไปด้วย 5 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ ผู้ลงสมัครจะต้องมีความรู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน จะต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม เกณฑ์อายุต้องไม่เกิน 63 ปี เนื่องจากกฎหมายจัดตั้ง กพท.ระบุไว้ว่าตำแหน่ง ผอ.กพท.จะต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีรวมทั้งหากผู้สมัครเคยรับราชการจะต้องมีตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดี หากทำงานเอกชนจะต้องเป็นระดับผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุดในองค์กร (ซีอีโอ) และบริษัทจะต้องมีผลประกอบการไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

“อยากให้มีผู้ร่วมสมัครเยอะๆ เนื่องจากจะเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีคุณสมบัติตามกำหนด แต่โดยรวมอยากได้ผู้บริหารที่มีความโดดเด่นในด้านการจัดหาองค์กร เพราะ กพท.ถือเป็นองค์กรใหม่ที่ต้องได้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมแต่ภาพรวมของคุณสมบัติก็อยากได้คนดี คนเก่ง และมีกรอบบริหารจัดการที่ดี สำหรับนักบินที่เกษียณแล้วก็มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมชิงตำแหน่งด้วย ซึ่งเบื้องต้นก็มีสอบถามเข้ามาบ้างแล้วบางส่วน”

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่ง ผอ.กพท.ในปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาการลงสมัคร ผอ.กพท.ที่จะเปิดรับอย่างเป็นทางการนี้ ซึ่งหากจะมีการร่วมลงสมัครตนจะต้องลาออกจากการเป็นราชการ และต้องแต่งตั้งผู้เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมท่าอากาศยานแทน อย่างไรก็ดี ในส่วนของการทำงานเพื่อจัดตั้ง กพท. ให้เป็นหน่วยงานอิสระและแบ่งการทำงานให้เป็นหน่วยงานด้านกำกับดูแล (เรกูเลเตอร์) อย่างชัดเจน ปัจจุบันอยู่ระหว่างวางโครงสร้างการทำงานของบุคลากรที่โอนมาจากกรมการบินพลเรือน (บพ.) จำนวน 197 คน ซึ่งล่าสุดได้ออกคำสั่งหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจนแล้ว และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ก.พ.นี้.

เศรษฐกิจเพื่อนบ้านโตแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576275

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 05:15

 

ธุรกิจเอกชนแนะเอสเอ็มอีกล้ารุกสู่ตลาดเออีซี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนา 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษ โอกาสทองสู่เออีซี เรื่อง “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 2016 โอกาสทองสู่เออีซี” ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของท้องถิ่นให้เติบโตและมีฐานรากที่แข็งแกร่ง ขณะที่การทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ มี 2 ลักษณะ คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน 10 พื้นที่ เน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ แบ่งเป็นแบบซุปเปอร์คลัสเตอร์ และกลุ่มคลัสเตอร์อื่นๆ โดยจะรวมถึงการสร้างศูนย์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

นางจันทรา บูรณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า สหพัฒน์ได้บุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านมานานแล้วตั้งแต่ปี 2517 ทั้งกระจายสินค้าและสร้างโรงงานผลิต ขณะเดียวกันมีธุรกิจโลจิสติกส์จึงขอให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มาขอคำปรึกษาได้ อีกทั้งที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ตั้งโรงงานของสหพัฒน์และช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีมาสร้างโรงงานเพื่อกระจายสินค้าไปพม่าด้วย นอกจากนั้น ได้เปิดพื้นที่ให้เอสเอ็มอีนำสินค้ามาขายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย

นายวิเชษฐ์ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษมีความสำคัญกับการเป็นประตูไปสู่อาเซียน ซึ่งไทยเบฟฯ ลงทุนมานานหลายปี โดยมองว่าตลาดนี้มีประชากรและนักท่องเที่ยวรวมกันแล้วมากถึง 700-800 ล้านคน และมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 5 ปีจากนี้ จะขยายตัวเพิ่มอีก 50-100% จึงถือเป็นโอกาสทองของภาคเอกชนต้องการเข้าไปทำธุรกิจ

นายนิยม ไวยรัชพาณิชย์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ขณะนี้การถือครองเงินสดตามแนวชายแดนเริ่มขยายตัว จึงต้องการให้ ธปท.เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอำนวยความสะดวกในการโอนย้ายเงินจากการค้าขายให้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งให้รัฐบาลพิจารณาการออกใบอนุญาตข้ามแดนให้สอดคล้องอาเซียนอนุญาตเดินทางหลายวัน ไม่ใช่เดินทางไปเช้าเย็นกลับ.

งานคือเงิน 12/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575887

โดย หมึกเขียว 12 ก.พ. 2559 05:01

 

คนฉลาดไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคและปัญหา แต่จะมองเป็นความท้าทายเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง

คนสู้ชีวิต ที่ยังเล็งหาตำแหน่งงานโดนใจ แวะเวียนมาเลือกจับจองกันได้เช่นเคยที่ งานคือเงิน

สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย รับ

เจ้าหน้าที่เวชภัณฑ์ งานคลังยาและเวชภัณฑ์ ฝ่ายพัสดุทางการแพทย์และทั่วไป 1 อัตรา
อายุไม่เกิน 45 ปี วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทาง เภสัชศาสตร์ การพยาบาล เทคนิคการแพทย์ และวิทยาศาสตร์เคมี,

เจ้าหน้าที่ธุรการ (ชั่วคราว) สถานีกาชาดที่ 2 (สุขุมาลอนามัย) กรุงเทพฯ 1 อัตรา
อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทาง พณิชยการทุกสาขา ทั้ง 2 ตำแหน่งหากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว

สมัครที่ งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ อาคารเทิดพระเกียรติฯ ชั้น 3 โทร.0-2251-7853(-6) ต่อ 2306 ถึง 15 ก.พ.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ

ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 1 อัตรา
วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า

นักวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 อัตรา
วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า

สมัครที่ งานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ชั้น 2 อาคารคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2926-9662 ถึง 15 ก.พ.นี้

มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย รับ

เจ้าหน้าที่ประจำ ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริบาลเด็กเล็ก 2 อัตรา,ลูกจ้างประจำ ตำแหน่ง พนักงานเลี้ยงเด็ก 2 อัตรา และ ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง พนักงานเลี้ยงเด็ก ปฏิบัติงานศูนย์พัฒนาและเลี้ยงเด็กเฉลิมพระเกียรติ 1 อัตรา

เพศหญิง อายุ 18-35 ปี ความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร วุฒิ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) และต้องเคยผ่านการเลี้ยงเด็กมาก่อน

สมัครที่ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ตึกวชิราลงกรณ์ ชั้นล่าง โทร.0-2251-7853(-6) ต่อ 2306 ถึง 16 ก.พ.นี้

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) รับ

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม/งานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม 1 อัตรา
อายุ 20 ปี ขึ้นไป วุฒิ ปริญญาตรี สาขาวิชา การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย หรือ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มีประสบการณ์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 1-2 ปี มีความรู้ความสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของระบบการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุม ดูแล และตรวจสอบการปฏิบัติงานของงานต่างๆ รวมทั้งผู้รับเหมาและลูกจ้าง ให้สอดคล้องกับกฎ คำสั่ง มาตรการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ให้คำแนะนำเรื่องการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมแก่พนักงาน ผู้เช่าพื้นที่ และผู้รับเหมา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่กำหนด และประสานงานและ/หรือแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม/งานระบบคุณภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 1 อัตรา
อายุ 26-32 ปี วุฒิ ปริญญาตรี ขึ้นไป สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ หรือ Industrial Hygiene and Safety มีประสบการณ์ด้านมาตรฐานการจัดการอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม 2 ปีขึ้นไป มีความรู้ความสามารถด้านการจัดการความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม การประเมินความเสี่ยง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เทคนิคในงานที่เกี่ยวข้อง การทำแผนกรณีฉุกเฉิน การใช้งานระบบ IT ภาษาอังกฤษสำหรับการสื่อสาร (พูด อ่าน เขียน) อยู่ในระดับดี สามารถดำเนินการตามขั้นตอนของระบบการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุม ดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานต่างๆ รวมทั้งผู้รับเหมาและลูกจ้าง ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ คำสั่ง และมาตรการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม วางแผนการใช้และการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์/เครื่องมือ/ระบบต่างๆ ที่รับผิดชอบให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ดำเนินการจัดการของเสียอันตรายจากกระบวนการปฏิบัติงาน เก็บบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ รวมทั้งจัดทำรายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมวิเคราะห์และจัดทำแผนการประเมินภายในระบบการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม จัดทำสื่อ/กิจกรรม/ประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งจัดทำป้ายเกี่ยวกับ Safety ต่างๆ ให้คำแนะนำเรื่องการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมแก่พนักงาน ผู้เช่าพื้นที่และผู้รับเหมา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด ประสานงานและ/หรือแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอด ภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สนใจสมัครด้วยตนเอง หรือส่งจดหมายพร้อมเอกสารประกอบการสมัครได้ที่ห้อง 106 งานสรรหาและคัดเลือก ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร. 0-2564-7000 ต่อ 1142 รับถึง 16 ก.พ.นี้

กรมประชาสัมพันธ์ รับ

ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน (เบส) 1 อัตรา, ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน (อัลโต้แซกโซโฟน) 1 อัตรา, ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน (เทเนอร์แซกโซโฟน) 1 อัตรา 
วุฒิ ปริญญาตรีสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งทางดุริยางคศิลป์

คีตศิลปินปฏิบัติงาน (สากล) 1 อัตรา, คีตศิลปินปฏิบัติงาน (ไทย) 1 อัตรา
วุฒิ ปริญญาตรีสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งทางคีตศิลป์

สนใจสอบถามและสมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 3 กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีสัมพันธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ ถึง 19 ก.พ.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี รับ อาจารย์ 1 อัตรา
สังกัด สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก หรือ ปริญญาโท-เอก ทางด้าน เกษตรเชิงระบบ สรีรวิทยาการผลิตพืช เทคโนโลยีก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว วิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ระบบการเกษตรแบบยั่งยืน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต ทางด้าน พืชศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิตพืช หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาจารย์ 1 อัตรา
สังกัดสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์น้ำ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ สาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่เน้นการทำวิจัยด้านการประมงหรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ต้องจบการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต ทางด้าน การประมง วาริชศาสตร์ หรือ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้ง 2 ตำแหน่ง ต้องมีผลคะแนนสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามประกาศ คณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่องมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ประจำ หรือเป็นไปตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด

สอบถามและสมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทร.0-2849-7544 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร.0-3425-5790 หรือที่ สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศ เพชรบุรี จ.เพชรบุรี โทร.0-3259-4043 (-50) ต่อ 14008,41003, 41006 ถึง 19 ก.พ.นี้

สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย รับ

พนักงานรักษาความปลอดภัย สถานีกาชาด 2 (สุขุมาลอนามัย) กรุงเทพฯ ฝ่ายประสานงานสถานีกาชาด 1 อัตรา
เพศชาย อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)/มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว

สมัครที่ งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ อาคารเทิดพระเกียรติฯ ชั้น 3 โทร.0-2251-7853 (-6) ต่อ 2306 ถึง 19 ก.พ.นี้

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขยายเวลารับ

เจ้าหน้าที่สำนักงาน (การเงิน) P7 จำนวน 1 อัตรา
ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสัตว์เล็กวุฒิ ปริญญาตรี สาขา การเงิน การบัญชี การธนาคาร การบริหารธุรกิจ ต้องมีคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เกิน 2 ปี นับถึงวันปิดรับสมัคร ได้แก่ TOEIC ไม่น้อยกว่า 400 คะแนน, CULI-TEST ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน, CU-TEP ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน, IELTS ไม่น้อยกว่า 4 คะแนน (หากมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการเงินจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีความรู้และสามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปอย่างดี สามารถอ่าน-เขียนภาษาอังกฤษ ปฏิบัติงานนอกเวลาทำการได้

เจ้าหน้าที่สำนักงาน (การเงิน) P8 จำนวน 1 อัตรา
ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสัตว์เล็ก วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชา การเงิน การบัญชี หรือ การธนาคาร มีความรู้และสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปอย่างดี สามารถอ่าน-เขียนภาษาอังกฤษ ปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ และทำงานเป็นกะได้ ทั้ง 2 ตำแหน่งหากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สนใจสมัครทางwww.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline

สอบถาม คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218-9773 ถึง 25 ก.พ.นี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับ

นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 1 อัตรา
สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ส่วนสนับสนุนวิชาการ วุฒิ ปริญญาตรี สาขาวิชา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความรู้ความสามารถทางด้านเขียนโปรแกรม ฐานข้อมูล จัดทำเว็บไซต์ และแต่งภาพ

สนใจติดต่อที่ ส่วนสนับสนุนวิชาการ งานบริหารทรัพยากรบุคคล คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โทร.0-2329- 8400(-11) ต่อ 208 ถึง 25 ก.พ.นี้.

หมึกเขียว

ธุรกิจอสังหาฯแข่งดุ กัมพูชาแซงหน้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575932

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 05:01

 

กล่าวคำทักทาย “ซัวซะเดย” หรือ “สวัสดี” แบบกัมพูชาสไตล์กันอีกหน ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ค้างกันไว้ในหัวข้อสีสันบรรยากาศการค้า การลงทุน และความร้อนแรงสุดขีดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา

มาอัพเดตข้อมูลเบื้องต้นกันก่อนว่า ทุกวันนี้สกุลเงินเรียลของกัมพูชา มีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 4,000 เรียล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากในเมืองหลวงอย่างกรุงพนมเปญ ผู้คนจะไม่นิยมใช้เงินเรียล แต่นิยมใช้สกุลเงินยูเอสดอลลาร์มากกว่า เหลียวซ้ายแลขวาไปทางไหน พนมเปญยามนี้…ยังมีทั้งรถหรูมือสอง และรถใหม่ป้ายแดงวิ่งกันให้ว่อน

แม้ว่ายานพาหนะหลักที่ชาวกัมพูชานิยมใช้ในการเดินทาง โดยมากยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ ส่วนรถยนต์ ก่อนหน้านี้ชาวกัมพูชานิยมใช้รถมือสอง ทั้งประเภทรถ SUV ปิกอัพ และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งจากค่ายญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป

กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว กัมพูชาเริ่มเปิดตัวโชว์รูมขายรถยนต์ใหม่ป้ายแดงสดๆร้อนๆ แถมยังมีการจัดงานมอเตอร์โชว์ขึ้นเป็นครั้งแรก นาทีนี้ในกรุงพนมเปญ จึงมีขายทั้งยนตรกรรมหรูป้ายแดงจากยุโรป อย่าง Porsche หรือที่คนไทยชอบเรียกว่า ปอร์เช่ พร้อมกับรถใหม่จากค่ายญี่ปุ่น และเกาหลีเกือบทุกยี่ห้อ ไปเปิดโชว์รูมกันที่นั่น

ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ปัจจุบันเศรษฐกิจของกัมพูชาเน้นการส่งออกเป็นหลักมากกว่า 80% แถมยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 6.8-7.1% มีรายได้ประชากรต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 1,090 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี และมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 3.9%

นักลงทุนและนักธุรกิจชั้นนำทั้งหลายจึงเชื่อมั่นกันว่า เศรษฐกิจของ กัมพูชายังน่าจะมีโอกาสเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7% ไปได้อีกสักระยะ ซึ่งเป็น ปัจจัยหนุนต่อการที่หลายชาติ ทั้ง จีน แคนาดา เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน รัสเซีย และ ไทย ต่างเริ่มออกลีลาการแข่งขันที่เข้มข้นกันมากขึ้น

ปัจจุบันกัมพูชามีประชากรประมาณ 15.3 ล้านคน แบ่งการปกครองออกเป็น 25 จังหวัด เฉพาะในเมืองหลวง คือ กรุงพนมเปญ มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 2.5 ล้านคน

ผู้คนที่นั่นใช้ภาษาอังกฤษคู่กับภาษากัมพูชา เป็นภาษาทางการ เช่นเดียวกับที่นิยมใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือยูเอสดอลลาร์ คู่กับสกุลเงินเรียลของกัมพูชา แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครประสงค์จะถือเงินเรียลกันนัก ส่วนใหญ่ต้องการถือครองเงินเหรียญสหรัฐฯมากกว่า

มีบ้างเหมือนกันที่เป็นคนกัมพูชารุ่นเก่า ไม่รู้ภาษาอังกฤษ แต่นาทีนี้ คนที่จะมีงานทำต้องรู้ภาษาอังกฤษ เหมือนเป็นไฟต์บังคับ ไม่เช่นนั้น …ตกงานลูกเดียว

ในแง่การศึกษารัฐบาลกัมพูชา มีนโยบายให้เรียนฟรี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษา หากจบการศึกษาชั้นมัธยมแล้ว ถ้าสามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ก็จะได้เรียนฟรี แต่ถ้าเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ พ่อแม่ต้องจ่ายค่าเทอมเอง

การศึกษาระดับปริญญาตรีของกัมพูชา ระบบการเรียนการสอนใช้ภาษาอังกฤษล้วน จึงไม่ต่างกับการเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติในแถบยุโรปหรืออเมริกา ผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยของกัมพูชาส่วนใหญ่จึงมักหางานทำได้ง่าย และได้รับเงินเดือนสูง เพราะสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

อารีย์ ชวลิตชีวินกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทยฯ หรือเอสซีจี ซึ่งดูแลเรื่องการตลาดในภูมิภาคอาเซียน มองว่า ตลาดที่มีอนาคตและศักยภาพสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนยามนี้ ต้องยกให้แก่กลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม

“อาเซียนยังคงเป็นตลาดที่ให้ความหวังของภาคธุรกิจการค้าและส่งออกของไทย เพราะตลาดส่งออกอาเซียน ยังมีอัตราเติบโตที่ดีต่อเนื่อง หากระบบขนส่งในภูมิภาคได้รับการพัฒนาให้เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงกว่านี้ หรือทุกด่านชายแดนรอบไทย สามารถลดเงื่อนไขลง จนมีความสะดวกและรวดเร็วในการขนส่งสินค้า เช่น ให้รถยนต์สามารถทะลุผ่านทุกประเทศได้อย่างไร้ข้อจำกัด จะทำให้ราคาสินค้าถูกลง จากค่าขนส่งที่ถูกลง”

เขามองว่าเป็นธรรมดาเมื่อตลาดการค้าเติบโตขึ้น คู่แข่งขันก็ย่อมมีมากขึ้น และการแข่งขันก็ย่อมทวีความรุนแรงตามมา ยกตัวอย่าง ราคาขายปูนซีเมนต์ของจีนในกัมพูชา ต่ำกว่าของไทยราว 20 เปอร์เซ็นต์ แต่กลยุทธ์การแข่งขันที่จะงัดออกมากรำศึก ต้องดูให้เหมาะสม

“แม้ว่าสินค้าของเรามีราคาสูงกว่า แต่ก็มีจุดเด่นตรงที่มีคุณภาพเหนือกว่าของประเทศอื่น ถ้ามองในแง่ความยั่งยืนระยะยาว ลูกค้าชาวกัมพูชาจะมีความเชื่อมั่นหรือศรัทธาในสินค้าของเรามากกว่า เราจึงมีก้าวย่างที่มั่นคงกว่าในระยะยาว”

ขณะที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเคยทำการสำรวจลงลึก ทั้งราคาบ้านและห้องชุดในประเทศอาเซียน

มองว่า ตัวแปร หรือดัชนีชี้วัดที่สำคัญตัวหนึ่งของราคาบ้าน และห้องชุด คือ ราคาที่ดิน โดยราคาที่ดินในกรุงพนมเปญ ย่านซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจ เมื่อปี 2556 ที่ดินมีราคาเฉลี่ยสูงถึงตารางวาละ 400,000 บาท

หากเป็นอาคารสำนักงานชั้นดี ที่มีความต้องการใช้งานสูง แม้ขณะนี้ ยังมีอัตราว่างประมาณ 17% แต่ค่าเช่าค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นเงินค่าเช่าตกตารางเมตรละ 700 บาท ขณะที่ตามศูนย์การค้ามีค่าเช่าประมาณตารางเมตรละ 1,000 บาท

บ้านอยู่อาศัยราคาแพง ราคาขายที่ดินตกเป็นเงินตารางละ 130,000 บาท แต่ยังมีความต้องการซื้อที่ค่อนข้างจำกัด เทียบกับคอนโดมิเนียม หรือห้องชุด เมื่อ 2 ปีที่แล้วมีอุปทานอยู่ราวๆ 2,200 หน่วย โดยมีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาทต่อตารางเมตร

อาจารย์โสภณบอกว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงพนมเปญ แม้ว่ายังค่อนข้างเล็ก แต่จากการสำรวจพบว่า เมื่อปีที่แล้วมีจำนวนโครงการ อสังหาฯที่ขายอยู่ในกรุงเทพมหานคร กรุงพนมเปญ (กัมพูชา) นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) และกรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) อยู่ที่จำนวน 1,634, 83, 68, 116 และ 312 โครงการตามลำดับ

ชี้ชัดว่า แม้ กทม.ยังเป็นแหล่งดึงดูดใหญ่สุดของการลงทุนด้านที่อยู่อาศัย ราคาที่อยู่อาศัยใน กทม. (เฉลี่ยทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และห้องชุด) อยู่ที่ราคาหน่วยละ 3.42 ล้านบาท

แต่เมื่อเทียบกับราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยในกรุงพนมเปญ และนครโฮจิมินห์ กลับแพงกว่าไทย คือ อยู่ที่ 4.76 ล้านบาท และ 3.95 ล้านบาท ตามลำดับ

ดร.โสภณ บอกว่า ทั้งในพนมเปญ และโฮจิมินห์ ยังเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง มากกว่าจะลงตลาดล่าง เขาบอกว่า เมื่อปี 2552 ที่นครโฮจิมินห์ ราคาบ้านเฉลี่ยสูงถึง 4.5 ล้านบาท แสดงว่าปัจจุบันเริ่มลดลงมาสร้างบ้านในราคาถูกลงบ้างแล้ว แต่ที่กรุงจาการ์ตา และกรุงมะนิลา ราคาบ้านถูกกว่าไทย เพราะฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศด้อยกว่าไทยนั่นเอง

แต่ราคาบ้านและห้องชุดของโครงการเปิดใหม่เมื่อปี 2558 ในกรุงพนมเปญมีราคาสูงสุดถึง 6.73 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับหรูหราบนเกาะเพชร ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงพนมเปญอย่างขนานใหญ่ และยังมีนักลงทุนจากเกาหลี อินโดนีเซีย จีนมาลงทุนมากขึ้นด้วย

สรุปแล้วราคาที่อยู่อาศัยในกรุงพนมเปญ แซงหน้าประเทศไทยไปเรียบร้อย แถมการเพิ่มขึ้นของราคาบ้านในกรุงพนมเปญ ก็แรงและ เร็วกว่าไทยถึง 5.7% ต่อปี วันนี้สังเวียนอสังหาฯในกัมพูชา จึงเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย.