เตือน “บิ๊กตู่” ศรัทธาขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262802

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  3 มี.ค. 2560

อัด, คมชัดลึก, อำนาจ, ผลงาน, เตี้ย, ขาลง, ล้มเหลว, ปฏิรูป, ประยุทธ์, คสช., รัฐบาล, ธีรยุทธ์, เตือน, บิ๊ก, ตู่, ศรัทธา, บิ๊กตู่, ศรัทธาขาลง, ธีรยุทธ, ตู่ต้นเตี้ย, ตู่ต้นเตี้ย หรือตู่เตี้ยลง

“ธีรยุทธ” อัดรัฐบาลคสช. บริหาร 3 ปี ปฏิรูปล้มเหลว เตือน “บิ๊กตู่” ศรัทธาขาลง ระวังเป็น “ตู่ต้นเตี้ย” เหตุไร้ผลงาน

          3 มี.ค.60 – นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ แถลงวิเคราะห์ทิศทางอนาคตการเมืองไทย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคสช. ว่า กำลังวิ่งเข้าสู่วิถีอนุรักษ์และจารีตนิยมโดยมีความหวังในการปฏิรูประดับโครงสร้างอำนาจน้อยมาก เพราะผู้มีอำนาจล้วนเป็นข้าราชการ ที่จะเป็นผู้สูญเสียอำนาจหากมีการปฏิรูป ในขณะที่การดำเนินงานของคสช.อาศัยข้าราชการทุกหน่วยงานเป็นหลัก อีกทั้งนโยบายก็เพิ่มอำนาจให้กับข้าราชการไม่มีการกระจายอำนาจให้กับประชาชน แม้จะมีการตั้งซุปเปอร์บอร์ด แต่กลับแต่งตั้งนายทหารเหล่าทัพต่างๆ จำนวนมากไปเป็นบุคคลากร ซึ่งไม่ปราฏผลงานปฎิรูปใดๆ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็เป็นเพียงรับงานตามความต้องการของคสช.ไม่ได้ตั้งเป้าปฏิรูปองค์กร

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ส่วนบุคคลากรในแม่น้ำ 5 สายเกือบทั้งหมดล้วนมีความคิดแบบอนุรักษ์และจารีตนิยม แม้มีผลงานที่ดีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีความหวังเรื่องการปฏิรูป โดยยังแสดงออกว่า จะผลักดันให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจด้วย ดังนั้น จากเรือแป๊ะ แม่น้ำ 5 สาย จึงเริ่มกลายเป็น “ยุทธ์เรือโยง ป้อมเรือพ่วง ลากจูงอย่างทุลักทุเลมากขึ้น จนอาจเกยหาดหรือติดเกาะได้ถ้ายังฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแมป”

นายธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า เกือบ 3 ปีจากการบริหารของคสช.ถือว่าประเทศไทยได้นายกฯคนใหม่ที่มีความสนุกสนาน ได้ความสบายใจ มีการจัดระเบียบ กำหนดนโยบายใหม่ แต่เชื่อว่าการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจะไม่เกิดเพราะไม่อยากทำ รวมถึงการวางระบบและการบูรณาการต่างๆ ก็ไม่เห็นผล อย่างไรก็ตามไม่เชื่อว่า ความขัดแย้งแบบเก่าจะกลับมา เพราะไม่ง่ายที่จะปลุกระดม จึงไม่ห่วงเรื่องปรองดอง และเห็นว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ 2 ฝ่ายอยู่ในฐานะที่ชัดเจนแล้ว คือมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายว่าจะแพ้ หรือชนะได้แน่นอนแล้ว หรือหากยื้อต่อไป ต่างฝ่ายจะสูญเสียเพิ่มจึงหันมาพูดจากันเพื่อให้ทุกฝ่ายชนะคือ วิน วิน แต่อาจต้องใช้เวลา ซึ่ง รัฐบาลต้องมีแนวนโยบายที่ถูกต้องทำงานปฏิรูปให้ได้ผล จะเป็นการช่วยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

นายธีรยุทธ กล่าวว่า จากการบริหารที่ผ่านมาส่งผลให้ความมั่นใจในรัฐบาลเริ่มคลอนแคลน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนโครงสร้างทางประชาธิปไตย เพราะขณะนี้อยู่ในสภาวะสั่นไหว คลอนแคลน ก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่าเสียคำพูดเรื่องโรดแมปให้มีการเลือกตั้ง และต้องพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาหลังการเลือกตั้งต่อไป โดยควรมุ่งเน้นเกี่ยวกับงานโครงสร้างอำนาจ หรือการวางรากฐานเช่น การปราบคอรัปชั่น ที่ยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงจัดการกับคดีใหม่ เช่น เชฟรอน รถญี่ปุ่นเลี่ยงภาษี ปตท.ไม่ยอมคืนท่อก๊าซ ปราบปรามอิทธิพลนอกระบบให้มีความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยดึงศรัทธาจากประชาชนกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะนึกถึงภาพรัฐบาล “ตู่ต้นเตี้ย หรือตู่เตี้ยลง” ก่อนที่จะจบโรดแมปของคสช

“ขอทำความเข้าใจว่า ตู่ต้นเตี้ย เป็นคำโบราณ หมายถึงว่า อย่ามายอฉันเลย เหมือนเตยต้นเตี้ย คือ เป็นคนดีแต่อาภัพอับวาสนา ที่เปรียบแบบนี้ เพราะลุงตู่ชอบน้อยใจอยู่เรื่อยว่าทำงานเหนื่อย แต่ไม่มีคนเห็นใจ ส่วนตู่เตี้ยลง ก็เหมือนสาละวันเตี้ยลง แต่ลุงตู่ก็มีผู้สนับสนุน เดี๋ยวก็มีคนมาเชียร์ให้ลุกขึ้น เหมือนเพลง สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน พูดแบบนี้เป็นการแหย่กันในเชิงกวี เพราะเห็นว่านายกฯก็เป็นนักเลงกลอน” นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า การบริหารของคสช.ในขณะนี้ เริ่มอยู่ในสภาพเรือแป๊ะพายวน โดยเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการสร้างความปรองดอง และการวางแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ มีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ชุด กรรมการปฏิรูป 2 ชุดกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปีรวม 3 แผนใหญ่ แต่ไม่มีผลงานที่ให้ความมั่นใจได้ว่า จะแก้ปัญหาได้จริงแม้แต่ชุดเดียว จึงเห็นว่าคสช.ตั้งธงความคิดกับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาประเทศผิดพลาด เพราะไปมองว่า พรรคการเมือง นักการเมืองคือที่มาของวิกฤต เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ต้องทอนอำนาจและบทบาทหน้าที่ลง ทั้งที่ความจริงแล้ว จากความล้มเหลวที่ผ่านมาจะทำให้พรรคการเมืองจะต้องปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว จึงควรจัดวางยุทธศาสตร์ให้ภาคสังคม ประชาชน เข้ามามีสิทธิอำนาจควบคู่กับความรับผิดชอบมากขึ้น โดยสร้างความเข้มแข็งเพื่อถ่วงดุลกับภาคการเมือง

ขณะเดียวกันก็ควรวางรากฐานความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปเพื่อให้พ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อน และปัญหากลุ่มอุปถัมภ์ทั้งแบบหนี้บุญคุณให้หมู่คนจน และการอุปถัมภ์ในระดับคนรวยที่เรียกว่า เป็นกลุ่มอุปถัมภ์อภิสิทธิ์ จากการสร้างเครือข่ายคอนเนกชั่นในกลุ่มผู้มีอำนาจ 5 กลุ่มประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่อยู่ในฝ่ายยุติธรรม บริหาร นิติบัญญัติ และงบประมาณ รวมถึงนักกรเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการแทคโนเครตต่างๆ ที่สร้างเครือข่ายผ่านหลักสูตรพิเศษจากหลายหน่วยงาน โดยเห็นว่า เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเครือข่ายเหล่านี้ ทำให้เกิดผลกระทบด้านการตัดสินคดีความ การวางโปรเจคต่างๆ การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเมตตามหานิยม ตอบแทนซึ่งกันและกัน และยังเป็นห่วงเรื่องการยกระดับความเลวร้าย จากความตกต่ำด้านศีลธรรม ส่งผลต่อค่านิยมที่อาจพัฒนาไปถึงขั้นว่า จำเป็นต้องโกง ไม่โกงจะถูกกลั่นแกล้งจนอยู่ไม่ได้

นายธีรยุทธ ยังเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดยให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ ในลักษณะให้แผนการดำเนินการไม่ใช่โปรแกรมทางความคิด โดยต้องแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ อาจใช้มาตรา44 แบ่งงบประมาณไปช่วยคนจนในเรื่องปากท้อง การแก้คอรัปชั่น และปฏิรูปการศึกษาแบบสองทาง คือสร้างระบบจูงใจแล้วคัดกรองครู ที่จะเข้าไปในสถานศึกษา เริ่มจากจังหวัดละหนึ่งแห่ง ภาคละหนึ่งแห่งแล้วจึงขยายต่อไป รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้ง่ายขึ้นเพื่อเหมาะสมกับโลกาภิวัฒน์ด้วย โดยให้รัฐบาลทำเป็นเรื่อง ๆ เชื่อว่าภายใน 6 เดือนก็จะเห็นผล แต่การปฏิรูปจะสำเร็จก็ขึ้นกับผู้มีอำนาจมีศิลปะในการใช้อำนาจหรือไม่ และมีเจตจำนงในการปฏิรูปหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษในสถานการณ์พิเศษ ต้องยึดหลักการให้ว่าการปฏิรูปจะสำเร็จต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและต้องขยายอำนาจให้ประชาชนมาช่วยค้ำจุน อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยอาจต้องเดินไปตามบุญตามกรรม โดยไม่มีการปฏิรูปเพราะอาจเกินกำลังของกลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่งเนื่องจากเมืองไทยไม่มีวัฒนธรรมที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาใหญ่ด้วยตัวเอง เชื่อว่าหลังรัฐบาลคสช.หมดอำนาจปัญหาที่มีแก้ไขหรือจัดระเบียบไป 60-70 เปอร์เซ็นต์จะกลับมาเหมือนเดิม

“สำหรับการใช้มาตรา 44 ในการบริหารประเทศของรัฐบาลคสช.นั้น เห็นว่า ไม่สามารถที่จะไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ แม้ว่า รัฐบาลต่อไปจะไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษเช่นนี้ได้ ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ในขณะที่มีอำนาจพิเศษก็ควรใช้ได้ดีและเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยมีลักษณะยอมรับอำนาจนิยม แต่ผู้ใช้ก็ต้องใช้อย่างถูกต้อง ส่วนกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านการใช้อำนาจพิเศษ หากทำโดยบริสุทธิ์ ก็เห็นใจ เพราะก็เคยผ่านการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวไม่ควรมีผลประโยชน์ ขณะที่ผู้มีอำนาจก็ควรให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางวิชาการด้วยเพราะเป็นประโยชน์กับทั้งผู้มีอำนาจและสังคม” นายธีรยุทธ กล่าว

อย่างไรก็ตามก่อนการแถลงข่าว นายธีรยุทธ ได้ออกตัวว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ได้เป็นศัตรู หรือผู้สนับสนุนคสช. แต่เป็นการทำงานทางวิชาการที่เคยทำมาตลอดทุก 1 ปี จะวิเคราะห์สถานการณ์ เพียงแต่ไม่ได้ทำมา 3 ปีแล้ว และเห็นว่าในขณะนี้มีความจำเป็นต้องแสดงความเห็นเพื่อเสนอแนะซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม.

จะเอายังไงดีเมื่อ ม.44 ยังเอาไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484800

จะเอายังไงดีเมื่อ ม.44 ยังเอาไม่อยู่

โดย…ส.คนจริง

คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายและบรรดาศิษย์ทั้งหลายเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ตามปกติ เมื่อดีเอสไอยุติบทบาทในการปิดล้อมวัด แต่หาตัวธัมมชโยไม่พบ จึงมีคำถามว่าจะเอายังไงดีเมื่อ มาตรา 44 ยังเอาไม่อยู่

ก่อนหน้านั้นมีรายงานข่าวว่าคณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองชั้นสูง ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดีเอสไอ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือไม่น้อยกว่า 10-20 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาวัดพระธรรมกาย แต่ประชุมแล้วในทางปฏิบัติกลับมองไม่เห็น แม้จะแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบสักนิดหนึ่งก็ไม่มี เพราะมีการขอร้องจากฝ่ายบ้านเมืองว่าเป็นเรื่องลับมาก จึงเป็นที่มาของข่าวลือและนินทาว่าคณะสงฆ์ชั้นผู้ปกครองไม่ทำงาน ไม่เอาใจใส่เรื่องสำคัญอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงพระผู้ใหญ่ทุ่มเทในการแก้ปัญหาไม่เคยพักผ่อน เช่นสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กลับจากล้างไตที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ต้องมานั่งเป็นประธานในการประชุมจนดึก เพราะไม่อยากเห็นปัญหายืดเยื้อ และต้องการรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้บอบช้ำ แต่ประชุมแล้ว พูดแล้ว ลอยไปตามลม ไม่มีใครเห็นในทางปฏิบัติจนคนสงสัยว่ามหาเถรสมาคมไม่ทำอันใดในฐานะที่เป็นองค์กรปกครองสูงสุด

ขณะนี้ฐานะธัมมชโย เหลือเพียง พระไชยบูลย์ สุทธิผล ส่วนทัตตชีโว เหลือเพียงพระเผด็จ ทตฺตชีโว เพราะถูกถอดจากสมณศักดิ์ กลายเป็นพระลูกวัดธรรมดา ส่วนยังเป็นพระอยู่หรือไม่ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่าตราบใดที่ยังไม่สึกก็ยังเป็นพระภิกษุ เจอเมื่อไรจับสึกได้เลย แต่อีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่ต้องจับสึก เพราะหมดภิกษุภาวะไปแล้ว

การที่พระภิกษุจะพ้นจากความเป็นพระภิกษุนั้น ต้องทำอะไร ตามหลักตามธรรมวินัยและ กฎ มส.มีดังนี้

ผู้ที่จะขาดจากความเป็นพระภิกษุ

1.ละเมิดวินัยขั้นอุกฤต คือปาราชิก 4 ข้อใดข้อหนึ่งคือ เสพเมถุน ฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ และอวดอุตริมนุสธรรม  ผู้ต้องอาบัติปาราชิก ขาดความเป็นภิกษุโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำพิธีลาสิกขา หรือเปลื้องผ้าสบงจีวรแต่อย่างใด หาเสื้อกางเกงมาสวมใส่ก็สิ้นเรื่อง คนพวกนี้เป็นสมี กลับมาบวชอีกไม่ได้ อุปัชฌาย์รูปใดให้บวชก็มีโทษด้วยนะ

2.ไม่อยากเป็นพระภิกษุต่อไป กล่าวคำลาสิกขาบทให้ที่ประชุมสงฆ์ หรือหมู่คณะให้รู้ความว่าขอลาสึก ทุกคนรู้ความหมาย ก็สิ้นสุดความเป็นภิกษุ ประเภทนี้สึกแล้วบวชได้อีก กี่ครั้งก็ได้

3.เป็นพระภิกษุแต่ไปเข้ารีตศาสนาอื่น ท่านให้ขาดจากความเป็นภิกษุไปเลย

4.ภิกษุที่เปลื้องผ้าสบงจีวรออกแล้วนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ด้วยความสมัครใจ ก็ขาดจากความเป็นภิกษุเช่นกัน

5.ภิกษุถูกบังคับให้เปลื้องสบงจีวรออก แล้วนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ด้วยความเศร้าใจ (หรือสมัครใจ) ก็ขาดจากความเป็นภิกษุด้วยเหมือนกัน

6.นิคหกรรมวินิจฉัยว่าผิดตามข้อกล่าวหา ต้องสึกในเวลาที่กำหนด (ตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21)

กรณีไชยบูลย์ ธัมมชโย ยังคงความเป็นภิกษุในทางวินัยหรือไม่ คณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองเท่านั้นจะต้องประชุมวินิจฉัย (แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากประชุมแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ) แต่ถ้ายกกฎ “มหาเถรสมาคม” ฉบับที่ 21 มาพิจารณาดังที่ไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอแนะ ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง (แต่ท่านผู้รู้ว่า จะใช้ฉบับที่ 21ได้หลังจากใช้กฎฉบับที่ 11 เรื่องนิคหกรรม ที่วินิจฉัยว่าภิกษุที่ถูกกล่าวหานั้นผิดจริง)

ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ควรเร่งนำกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ 3 ในกรณีพระภิกษุรูปใด ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่งคณะปกครองสงฆ์มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้ ซึ่งสามารถดำเนินการสั่งให้พระธัมมชโยพ้นจากสมณเพศได้ในทันที  ถ้าทำตามนี้จะช่วยให้การชุมนุมที่วัดพระธรรมกายคลี่คลายลง เพราะศิษย์วัดธรรมกายจะหมดข้ออ้างที่ว่าพวกเขาปกป้องพระธัมมชโยเป็นการปกป้องพระภิกษุ ปกป้องพุทธศาสนา กลายเป็นว่าสถานะของธัมมชโยเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่ถูกคณะสงฆ์ขับออกสมณเพศไปแล้ว ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์อีกต่อไป

ส่วนผู้รู้และมีประสบการณ์อีกท่านหนึ่งเสนอทางออกที่จะได้ผลสัมฤทธิ์ว่า ภาครัฐ และสังคมต้องไว้วางใจคณะสงฆ์ ที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด โดยมอบหมายให้มหาเถรสมาคมพิจารณาโทษธัมมชโย ตามหลักธรรมวินัย และไม่ขัดกับกฎหมาย ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ก็น่าจะได้ข้อยุติกรณีธัมมชโยได้ โดยไม่ต้องใช้กำลัง หรือมาตรา 44 ไปควบคุมพื้นที่่วัดพระธรรมกาย แต่ข้อเสนอนี้สายไปแล้ว เพราะรัฐดำเนินการจนกลายเป็นเรื่องที่สังคมทั่วโลกตกใจว่าประเทศไทยเมืองพุทธศาสนา มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ

 ส่วนธัมมชโยที่เป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี กลายเป็นปริศนาให้สังคมถามว่าจะเอายังไง หรือจะปล่อยให้ลอยนวล เมื่อมาตรา 44 ก็ยังเอาไม่อยู่

 

ปัดโธ่เอ๋ย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484799

 

โดย…อารยชล

จำไม่ได้ว่าเคยอ่านเจอที่ไหนมีคนเขียนว่า พระกินเหล้า ต้องอาบัติหนักร้ายแรง…ผมเนี่ยต้องจามเลย “ปัดโธ่” อาบัติหนักยังไงหนออยากรู้

อ้อ…พระกินเหล้า จริงแล้วควรใช้คำว่า “ฉัน” ถึงจะถูกบุคคล เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ แต่ดูสุภาพไปกับกิริยาที่ท่านทำเลยใช้คำว่า “กิน” คำบ้านๆ เรียกกันง่ายๆ ตามประสาปากชาวบ้านละกัน

แต่เชื่อไหม ในเว็บข่าวบางเว็บใช้คำว่า “ฉันท์” เห็นแล้วอ้าปากพลางต้องขยี้ตาไปด้วย เพราะความหมายมันเปลี่ยนไปสิ้นเชิง จาก (ฉัน) กิน, รับประทาน เป็น (ฉันท์) พอใจ, รักใคร่, ชอบ อันนี้พูดเป็นความรู้เฉยๆ นะครับ

แต่ประเด็นที่จะพูดต่อไปอย่างที่ผมเอ่ยข้างต้นคือมีคนบอกว่า การที่พระดื่มสุราเมรัยต้องอาบัติหนัก ผมเลยสงสัยว่าใช่เหรอ เลยต้องมาพูดเรื่องอาบัติเสียหน่อย

อาบัติ คือ กิริยาที่พระไปละเมิดบทบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นหมวดๆ จำแนกเป็นข้อๆ รวม 227 ข้อซึ่งเราเรียกว่า “สิกขาบท” นั่นเอง

การไปละเมิดสิกขาบทข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆ ข้อใน 227 เราเรียกกิริยานั้นว่า “ต้องอาบัติ” พระผู้ละเมิดสิกขาบทก็ต้องถูก “ปรับอาบัติ” และการจะปรับพระว่าเป็นอาบัติอะไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าพระไปทำผิดเรื่องอะไร

อาบัติที่ใช้ปรับพระที่ทำผิดวินัยมี 7 อาบัติ ได้แก่ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาสิต

แยกเป็นอาบัติที่มีโทษหนัก 2 คือ ปาราชิก และสังฆาทิเสส เรียก ครุกาบัติ

พูดถึงความหนักของอาบัติทั้งสองก็ต่างกัน ปาราชิกาบัติ หรืออาบัติปาราชิก เป็นอเตกิจฉา หมายถึง ถ้าพระไปละเมิดสิกขาบทแห่งปาราชิกเข้าแล้วต้องขาดจากความเป็นพระทันที แก้ไขอะไรไม่ได้ กลับมาบวชใหม่ก็ไม่ได้ เปรียบเหมือนตาลยอดด้วน คือไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัย หรือสมณเพศอีกต่อไป

สังฆาทิเสส โทษหนักก็จริง แต่ภิกษุต้องแล้วยังไม่ขาดจากความเป็นพระเหมือนปาราชิก เป็นอาบัติที่เป็นสเตกิจฉา คือ มีทางแก้ไขได้ แต่วิธีแก้ก็ไม่ง่ายพระที่ต้องอาบัติต้องอาศัย “สงฆ์” ช่วยจึงจะพ้นจากสังฆาทิเสสได้ ซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอน บางขั้นตอนต้องอาศัยสงฆ์ไม่ต่ำกว่า 21 รูปเป็นอย่างต่ำ นี่คือความยาก

ตัวอย่างสิกขาบทแห่งสังฆาทิเสส เช่น แกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน พูดเกี้ยวพาราสีหญิง ต้องสังฆาทิเสส

ขณะที่อาบัตินอกนั้น เช่น ปาจิตตีย์ ทุกกฎ ทุพภาสิต จัดเป็นลหุกาบัติ มีโทษเบา การพ้นจากอาบัติเหล่านี้แค่ไปแสดงอาบัติหรือบอกสิ่งที่ตัวเองทำกับพระรูปใดรูปหนึ่งก็พ้นแล้ว

หันมาเรื่องพระกินเหล้า พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ไว้ในหมวดสุราปานวรรค (หมวดที่ว่าด้วยการดื่มเหล้า) แห่งปาจิตตีย์ เป็นสิกขาบทแรกในหมวดว่า ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์

ย้ำว่า ปาจิตตีย์ ไม่ใช่ ปาราชิก โทษจึงเบาแค่แสดงอาบัติกับพระรูปอื่นอาบัติก็เป็นอันระงับ แต่ทางโลกหรือชาวบ้านเห็นพฤติกรรมแบบนั้นของพระรับไม่ได้ มองว่าแค่นั้นไม่พอ “ต้องสึก” ด้วย

เราจึงได้เห็นว่าสิกขาบทบางข้อแม้โทษทางพระวินัยจะเบาแค่แสดงอาบัติก็พ้นแล้ว แต่ทางโลกจัดหนักจัดเต็มที่เห็นก็ข้อ “สุราปาน” นี่แหละ เบาแต่แรง!! ปาจิตตีย์ก็จริงแต่ต้องลาสิกขาสละผ้าเหลืองไปด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพระ สำคัญที่สุดคือต้องสำรวมระวังในสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้ดี ไปไหนมาไหนทำอะไรต้องระวังสมณสารูป ดูกาลเทศะ ที่ไหนควรไปไม่ควรไป อย่าเผลอสติ และอย่าคิดว่าอาบัติเล็กๆ น้อยๆ แค่ปลงอาบัติก็หาย ละเมิดพระวินัยเป็นอาจิณยิ่งทำให้ชาวบ้านพากันรังเกียจพระหนักขึ้นไปอีก

อย่าลืมว่าทุกวันนี้ “บางคน” จ้องจับผิดแต่พระ แค่เห็น “ขวดโซดา” วางบนโต๊ะอาหารก็อุตริคิดว่า “พระกินเหล้า” แล้ว

ปัดโธ่เอ๋ย คนหนอคน!!

สมณศักดิ์ หรือ ยศช้าง ขุนนางพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484798

สมณศักดิ์ หรือ ยศช้าง ขุนนางพระ

โดย… สมาน สุดโต

หลังจากพระราชโองการให้ถอดสมณศักดิ์ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย สิทธิผล) เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560 (วันที่ 7 มี.ค. มีพระราชโองการให้ถอดทตฺตชีโว (เผด็จ) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ออกจากสมณศักดิ์ เป็นพระอันดับอีกรูปหนึ่ง) เพื่อประโยชน์ในการศึกษา จึงจะขอเล่าเรื่องสมณศักดิ์ พอสังเขปดังนี้

สมณศักดิ์ คือยศของพระสงฆ์ที่มีมานาน ถ้านับกรุงสุโขทัยเป็นเบื้องต้นของประเทศไทย สมณศักดิ์ก็มีมาแต่สมัยนั้น ถ้ามองรอบๆ บ้านเราที่นับถือเถรวาท พระทุกประเทศมีสมณศักดิ์ ยกเว้น สปป.ลาว ส่วนกัมพูชาก็มีสมณศักดิ์คล้ายกับประเทศไทย พระเถระรูปใดที่ได้รับแต่งตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ จะมีชื่อใหม่และเปลี่ยนไปตามลำดับชั้น จากชั้นพระครูสัญญาบัตร ถึงชั้นสมเด็จพระสังฆราช

แต่ละปีพระมหากษัตริย์จะพระราชทานสมณศักดิ์แด่พระสงฆ์ที่มีสีลาจารวัตร มีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อส่งเสริมให้มีอุตสาหวิริยะในการบำเพ็ญสมณธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาสืบไป

ประเภทสมณศักดิ์

แสวง อุดมศรี เล่าในเรื่องสมณศักดิ์ 2530 ว่าสมณศักดิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.สมณศักดิ์เกี่ยวกับความรู้ สมณศักดิ์ประเภทนี้ทรงตั้งถวายเฉพาะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรมตั้งแต่ 3-9 ประโยค เรียกว่าทรงตั้งเปรียญ แต่ละประโยคมีพัดยศ ประกาศนียบัตรกำกับ โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 6 และ 9 ประโยคนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (แต่ก่อนเป็นหน้าที่กรมการศาสนา) จะนิมนต์ให้เข้ารับพัดยศและประกาศนียบัตรจากองค์พระประมุขของชาติ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันวิสาขบูชา เป็นประจำทุกปี ส่วนที่เป็นเปรียญชั้นอื่นๆ จะพระราชทานให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานมอบให้ในภาคนั้นๆ แล้วแต่กรณี

2.สมณศักดิ์เกี่ยวกับผลงาน สมณศักดิ์ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.พระครูสัญญาบัตร (พระครูชั้นตรี, ชั้นโท, ชั้นเอกและชั้นพิเศษ) และ 2.พระราชาคณะซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ชั้น คือ พระราชาคณะชั้นสามัญ, พระราชาคณะชั้นราช, พระราชาคณะชั้นเทพ, พระราชาคณะชั้นธรรม, พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) และพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ)

สมณศักดิ์เกี่ยวกับผลงานนั้น (ยกเว้นพระครูสัญญาบัตร) มหาเถรสมาคมจะทำการพิจารณาความเหมาะสม ก่อนลงมติให้เป็นพระราชาคณะ หรือเจ้าคุณ หรือเลื่อนให้สูงขึ้น แล้วขอพระราชทานเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือเลื่อน

ถ้าจะเทียบสมณศักดิ์ กับฐานันดรศักดิ์ของคฤหัสถ์ (ที่เลิกไปหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ) จะได้ดังนี้

พระราชาคณะชั้นสามัญ เท่ากับ ท่านขุน พระราชาคณะชั้นราช เท่ากับ คุณหลวง พระราชาคณะชั้นเทพ เท่ากับ คุณพระ พระราชาคณะชั้นธรรม เท่ากับ พระยา (มรณภาพได้รับพระราชทานโกศ) พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) เท่ากับ เจ้าพระยา พระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ) เท่ากับ สมเด็จเจ้าพระยา

แต่งตั้งได้ ก็ถอดถอนได้

แต่ตั้งได้ก็ถอดถอนได้ แต่ถอดถอนนั้นนานๆ มีครั้ง เช่นสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ถอนจากตำแหน่งหน้าที่ และถอดสมณศักดิ์ 2 รูป คือ 1.พระพิมลธรรม (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และผู้บัญชาการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์แสดงกิริยา อคารวะต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สกลมหาสังฆปริณายก ต่อหน้าพระพักตร์ ความทราบถึงพระกรรณพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ดำเนินการ 1 ตัดนิตยภัต (เงินเดือน)เหลือเท่ากับพระราชาคณะชั้นสามัญ 2 ให้พระพิมลธรรมขอขมาโทษสมเด็จพระมหาสมณเจ้าต่อหน้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม และ 3.ให้ถอดจากผู้บัญชาการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์ เหตุเกิด พ.ศ. 2457 หลังจากนั้น 7 ปี โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ พระพิมลธรรม องค์นั้น เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แถลงการณ์ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2464)

2.พระเทพโมลี (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาสราชวิหาร กรุงเทพฯ ถูกถอดถอนสมณศักดิ์ลงเป็นพระอันดับ ฐานแสดงพระธรรมเทศนาในบท ทุวิชาโน ปราภโว ไม่สนองพระราโชบายในการสร้างเรือรบหลวงพระร่วง เหตุเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2458 แต่ถึง พ.ศ. 2459 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี

3.ในรัชกาลที่ 9 โปรดให้ถอดพระพิมลธรรม(อาจ อาสภเถร) วัดมหาธาตุ และพระศาสนโสภณ (ปลอด) วัดราชาธิวาส ลงเป็นพระอันดับ เมื่อ พ.ศ. 2503 แต่โปรดฯ ให้คืนสมณศักดิ์เมื่อ พ.ศ. 2518 ทั้งสองรูป

4.รัชกาลที่ 10 โปรดให้ถอดสมณศักดิ์พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์) วัดพระธรรมกาย เป็นพระอันดับ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560 และวันที่ 7 มี.ค. ให้ถอดสมณศักดิ์พระราชภาวนาจารย์ ทตฺตชีโว วัดพระธรรมกาย เป็นพระอันดับอีกรูปหนึ่ง อนาคตจะได้คืนสมณศักดิ์เหมือนรูปก่อนๆ ดูจะมืดมน เพราะ 3-4 รูปก่อนเป็นเรื่องพระราชอำนาจ และการเมือง

ส่วนไชยบูลย์และเผด็จ นั้นถูกกล่าวหาหลายกระทง ทำให้มองเห็นสัจธรรมว่าเคยมีอำนาจก็หมดอำนาจ ตรงกับโลกธรรม คือ มีลาภ ก็มีเสื่อมลาภ มียศ ก็มีเสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็มีนินทา และมีสุข ก็ต้องมีทุกข์

เพราะฉะนั้นอย่ายึดติด ยศช้าง ขุนนางพระ

 

ธัมมชโยยังดำดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484797

ธัมมชโยยังดำดิน

โดย…สมาน สุดโต

วันนี้ รัฐบาล คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แบบถนอมเนื้อผ้า สั่งไม่ให้ทำความรุนแรงกับสงฆ์วัดพระธรรมกาย กลัวเสียภาพพจน์ จึงมีภาพพระสวดมนต์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและทหารต้องพนมมือฟังเพราะเป็นชาวพุทธ จะทึ่งมากถ้าคณะสงฆ์วัดพระธรรมกายมีการเทศนาโวหารดี ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่มองเห็นธรรม ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ แล้วขอบวชในสำนักนั้น หากเป็นไปได้จะเป็นเรื่องอัศจรรย์แท้ทีเดียว แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะพระสงฆ์วัดพระธรรมกายต้องประกันตัวออกมาจากศาลอย่างน้อย 2 รูป ถ้าศาลไม่ปรานีต้องลาสิกขากันเป็นแถว

ส่วนธัมมชโยตัวแม่ ไม่รู้ดำดินไปไหน ยังหาตัวไม่พบ เรื่องนี้ถ้าตัวแม่มอบตัวเพียงคนเดียว ลูกศิษย์และสาวกคงไม่เดือดร้อนขนาดนี้ การไม่มอบตัวยังส่งผลกระทบต่อพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ปกครอง นับแต่มหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาคเรื่อยไป เพราะโซเชียลมีเดียดูไม่ไว้หน้านินทาว่าพระเถระไม่ทำอันใดเลย คิดแล้วก็เศร้าว่าประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นเมืองพุทธแท้ๆ คนคนเดียวทำให้วุ่นไปทั้งศาสนจักร

เปิดสอบธรรมศึกษาต่างประเทศ

เปิดเว็บไซต์มติมหาเถรสมาคม วันที่ 28 ก.พ. มีเรื่องน่าสนใจจะขอนำมาบอกกล่าวดังนี้

1.นายหวูห่งนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หัวหน้าคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ก.พ. 2560 แจ้งว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ ขออาราธนาผู้แทนมหาเถรสมาคม เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมและดูงานที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการทำงานร่วมกันด้านกิจกรรมทางศาสนาพุทธระหว่างคณะสงฆ์ของทั้งสองประเทศ เป็นการส่งเสริมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย โดยมีกำหนดการเยี่ยมชมและหารือกับพุทธสมาคมส่วนกลางเวียดนาม คณะกรรมการแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ และคณะกรรมการศาสนาของรัฐบาลเวียดนาม รวมทั้งเยี่ยมชมวัดต่างๆ ศูนย์วัฒนธรรม และสถานที่ที่มีชื่อเสียงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในเมืองหลวงฮานอย จังหวัดบั๊กนิง จังหวัดฟู้เถาะ จังหวัดกว๋างนิง ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค. 2560สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณาที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติมอบให้พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เดินทางไปตามที่รัฐบาลเวียดนามนิมนต์

2.อนุมัติให้พระราชวรมุนี ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้า และพระมหาทรงวุฒิ ตวุฑฺฒิโก (ชูพิน) เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอนุจร เดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง วันที่ 26 มี.ค. 2560 ณ วัดทีปธรรมาราม ประเทศนิวซีแลนด์

3.อนุมัติให้คณะผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวงเดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง ณ ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 30 เม.ย. 2560 ซึ่งจัดขึ้น 2 สนามสอบ

1.สนามสอบแห่งที่ 1 ณ วัดศากยะมุนีพุทธะ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สนามสอบนี้ พระพรหมมุนี แม่กองธรรมสนามหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดินทางนำข้อสอบไปเอง

2.สนามสอบแห่งที่ 2 ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย กรุงจาการ์ตา ให้พระเทพสังวรญาณ ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้านำข้อสอบไปเปิดสอบปฏิบัติศาสนกิจแล้วเดินทางสังเกตการณ์ศาสนจักรประเทศมุสลิมต่อได้อีกระยะหนึ่ง

 

‘ประยงค์’ มือปราบคอร์รัปชั่น ‘บ้านเมืองเราเจริญเพราะคนดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484796

‘ประยงค์’ มือปราบคอร์รัปชั่น ‘บ้านเมืองเราเจริญเพราะคนดี’

โดย…เอกชัย จั่นทอง

“มีพระเครื่องหลายชุดสลับสับเปลี่ยนกันแขวนแล้วแต่การทำงาน หลักๆ มีอยู่ 3 เส้น แขวนวนไปเรื่อย สมัยก่อนลงพื้นที่ลุยปราบปรามยาเสพติดสารพัด สวมบทบู๊มาหลายสิบปีเกี่ยวกับงานด้านยาเสพติด เวลาลงจับยาต้องแขวนพระ 25 ศตวรรษ พระมเหศวร และหลวงปู่ทวด ทำงานทุกครั้งปลอดภัยอุ่นใจหมด”

ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เจ้าของฉายา “มือปราบทุจริตคอร์รัปชั่น” เส้นทางชีวิตราชการเคยทำงานในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เริ่มตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 1 ก่อนจะโยกมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค กทม. ต่อมาตัดสินใจโอนย้ายสังกัด ป.ป.ท. ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ป.ป.ท. กระทั่ง 27 มิ.ย. 2557 คสช.ออกคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท.

ผลงานการันตีฝีมือ มือปราบทุจริตคอร์รัปชั่นท่านนี้พยายามกวาดล้างภาพทุจริตในภาครัฐ ลุยสางคดีสารพัดใต้พรมที่หมักหมม กระทั่งมีโอกาสขุดรากถอนโคนการทุจริตโครงการมาตรการเพิ่มรายได้แก่ชาวนาของรัฐบาลจนชาวนาเดือดร้อน เพราะมีข้าราชการคดโกงสุมหัวโกงเงิน นอกจากนี้ยังสาวไส้แก๊งทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและนันทนาการของกรมพลศึกษา

ทั้งยังเป็นหัวเรือใหญ่คลี่คลายการทุจริตใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจระบบส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ มูลค่าโครงการนับหมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนใน สพฐ. และคดีบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล

ในเรื่องพระคล้องคอคู่กาย ประยงค์ บอกว่า มีพระทั้งหมด 5 องค์ที่แขวน พระองค์แรก คือ 1.พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส 2.พระซุ้มกอ 3.พระคง ลำพูน 4.พระเลี่ยงเมือง และ 5.พระนางพญา ส่วนใหญ่เป็นพระของพ่อตาแม่ยายและพี่ชายมอบให้เป็นของขวัญสมัยแต่งงานเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมไม่ค่อยหาเช่าซื้อพระอยู่แล้ว เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ และปัจจัยทางการเงินไม่ได้มีมากมาย พระเครื่องที่มีอยู่ก็ตกทอดมาจากพ่อแม่ทั้งสิ้น จะให้เช่าหามาก็คงไม่ถึงกับขนาดนั้น”

เลขาธิการ ป.ป.ท. บอกอย่างแน่วแน่ว่า พอมาทำเรื่องทุจริต เป้าหมายก็หวังเพื่อเอาชนะพวกคนทุจริตคนโกง พระเครื่องเป็นพึ่งทางใจ จึงเชื่อว่าพระจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย เตือนสติให้คิดดีทำดี

“คนที่แขวนพระเยอะแต่ปฏิบัติไม่ดี ยังไงพระก็ไม่คุ้มครองอยู่แล้วล่ะ จริงแล้วมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า พระคือเครื่องเสริมความมงคลในชีวิต การจะเป็นคนดีไม่ดีมันอยู่ที่ตัวเรา ไอ้คนไม่ดีแขวนพระดีๆ เยอะแยะ แต่พระก็ไม่อยู่หรอก”

สำหรับ ประยงค์ เขาเล่าหัวใจหลักของการทำงานว่า ยึดต้นแบบทำงานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เคยให้พระบรมราโชวาทไว้ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี วันที่ 11 ธ.ค. 2512 ใจความว่า

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

จึงนำข้อความในพระบรมราโชวาทติดหน้าห้องทำงาน คอยเตือนสติว่าอันนี้คือหน้าที่ที่เราต้องทำให้ได้

“เพราะผมยึดว่าบ้านเมืองเราเจริญมาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะคนดี ที่มันแย่มันเดือดร้อนก็เพราะคนไม่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อมีตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้ดีให้เต็มที่ที่สุด”

การทำงานจะไม่สร้างจุดอ่อนให้ตัวเอง ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนใคร พยายามทำสิ่งที่ไม่เป็นภาระทางสังคม เพราะเรามาจากต้นทุนทางครอบครัวธรรมดา ที่สำคัญเลือกการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง จึงไม่จำเป็นต้องไปเอาเปรียบใคร เมื่อได้รับโอกาสให้มาทำงานปราบปรามทุจริตก็ต้องทำให้เต็มที่ “ถ้าเราไม่ทำประเทศชาติจะเสียโอกาส”

ถ้ามีหน้าที่โดยตรงแล้วไม่ทำใครจะทำ คนไทย 60 กว่าล้านคน เขาไม่ได้มีหน้าที่อย่างผมโดยตรง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาทำก็ต้องทำให้เต็มที่ รักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง

 

หลวงพ่อพันธ์ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต กราบได้สนิทใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484795

หลวงพ่อพันธ์ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต กราบได้สนิทใจ

โดย…ราช รามัญ

ในเขตสายไหม มีวัดราษฎร์วัดหนึ่งที่มีบริเวณกว้างขวาง การจัดวางผังเป็นระเบียบเรียบร้อย มีอุโบสถงดงามสองชั้น และเป็นฌาปนสถานของกองทัพบกด้วย ชื่อวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ในซอยวัชรพล เป็นวัดที่ขึ้นใหม่ อายุการสร้างมาไม่ถึง 50 ปี วัดนี้มีพระภิกษุสามเณรในพรรษาร่วมร้อยกว่ารูป ชาวบ้านในละแวกนั้นได้ให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นยิ่งนัก จึงมาทำความรู้จักหลวงพ่อ พระที่กราบได้สนิทใจกันดีกว่า

พระครูสุนทรกิจจารักษ์ หรือหลวงพ่อพันธ์ ปภัสสโร ท่านเป็นลูกศิษย์ในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ความรู้ในเรื่องของบาลีในแบบเรียนนั้นแม้ไม่มีในตัวท่าน แต่ท่านมาเน้นเรื่องของการสร้างบารมีในเชิงพัฒนาและก่อสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ท่านได้ส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้ได้มีโอกาสศึกษาพระบาลี ตลอดทั้งจัดทำโครงการในการพัฒนาเด็กด้วยการอบรมค่ายพุทธบุตรเป็นประจำทุกปี พร้อมกับโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

ทุกวันพระญาติโยมจำนวนมากมาถือศีลแปด และฝึกจิตภาวนากันในอุโบสถตลอดจนรุ่งสาง บางวันก็นั่งภาวนาไปจนกระทั่งตลอดคืน ผมได้มีโอกาสสนทนาธรรมและเรื่องราวต่างๆ กับหลวงพ่อพันธ์ อายุ 82 ปี 60 พรรษา เจ้าอาวาสพระผู้ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาสูง

“วัดนี้มาสร้างกับหลวงพ่อใหญ่ เจ้าอาวาสรูปเดิม มาจากพื้นที่นาเปล่าๆ ของโยมสำเนียง ศิริพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ถวาย เริ่มปรับถางพัฒนามาเรื่อยตั้งแต่ปี 2512 จนกระทั่งเริ่มเข้าที่เข้าทางและสมบูรณ์อย่างที่เห็น การก่อสร้างก็ได้ญาติโยมในบริเวณนี้แหละร่วมมาบริจาคกันมากมาย จนสำเร็จลุล่วง”

หลวงพ่อพันธ์ ท่านมีความชำนาญการในด้านการพัฒนาและก่อสร้าง ทั้งที่ไม่ได้จบสถาปนิกใดๆ แต่หลวงพ่อมักพูดเล่นว่า เรามันสถาปนึกแล้วให้เขาไปคิดต่อทำต่อ แม้วันนี้ท่านจะอายุมากแล้ว แต่เรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในวัดนั้นท่านได้วางเอาไว้จนงดงาม พระสงฆ์อยู่กันงดงามตามพระธรรมวินัย และได้ท่านพระภิกษุ พันเทพ เทวกุโล เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส คอยช่วยเหลือกิจการงานต่างๆ

ต่อเมื่อใครก็ตามที่เข้าวัด มักจะถามว่าวัดนี้มีอะไรดี อาทิ มีพระเครื่องรางของขลังดี มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แต่สำหรับวัดศิริพงษ์ฯ ไม่ได้เน้นในเรื่องเหล่านั้น แต่เน้นที่เป็นวัดเป็นสถานที่ร่มเย็น และเป็นที่ปฏิบัติธรรมถือศีลของญาติโยมในพื้นที่นี้

“หลวงพ่อไม่ขลัง ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ มีแต่พัฒนาวัด พัฒนาคน ด้วยธรรมะง่ายๆ พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเห็นแก่ตัว อย่าโลภ ใครบริจาคเงินมา หลวงพ่อเอาสร้างหมด ไม่เคยเก็บเอาไว้แม้แต่บาทเดียว ถ้าหลวงพ่อโลภมาก คงสร้างวัดให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ อีกอย่างสร้างวัดแล้วก็ไม่ใช่เป็นของหลวงพ่อ เป็นของแผ่นดิน เป็นของพระศาสนาไป อะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องไม่ทำ หลวงพ่อจะบอกจะสอนทุกคนทั้งพระทั้งโยมว่า ให้เน้นทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เน้นในเรื่องที่ถูกใจ”

ธรรมะง่ายๆ แต่เป็นธรรมะที่บอกได้ว่าจะต้องตั้งใจอธิษฐานในการปฏิบัติอย่างจริงจัง แล้วจะทำให้เรามีความสุขกาย สุขใจตลอดชีวิต โดยเฉพาะคำว่าไม่โลภ”

“คนบางคนไปแสวงหาธรรมะสูง ธรรมะยากๆ บางทีก็ลืมหญ้าปากคอก ธรรมะง่ายๆ ถ้าปฏิบัติได้แล้ว ของยากจะหลั่งไหลเข้ามาสู่กระแสจิตเอง ไม่ต้องอะไรมาก ศีล 5 มีครบหรือยัง ถามตัวเองกันดู  อย่าเพิ่งไปถึงธรรมะยากๆ เอาของง่ายๆ นี่ ปฏิบัติให้ได้เสียก่อน ให้สมบูรณ์เสียก่อน ศีล 5 ยังไม่ครบ แล้วจะไปต่อได้อย่างไร”

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความไม่มีอะไรอาจทำให้ใครหลายคนถึงกับรู้สึกกระตุก สะอึก ว่าจริง บางทีเราไปเน้นแสวงหาแต่ของยากๆ จนลืมของง่ายๆ ต่อคำถามที่ผมถามหลวงพ่อว่า มีคนคิดว่าหลวงพ่อขลังศักดิ์สิทธิ์มีไหม ท่านบอกว่า

“มี เขานึกว่าหลวงพ่อต้องเป็นพระขลัง เก่งเป่าเสกแน่ๆ จึงสร้างวัดใหญ่โตได้ ก็ได้แต่เมตตาบอกเขาไปว่า ลำพังตัวเองหนังยังไม่เหนียวเลย แก่ลงทุกวันๆ จะไปขลังศักดิ์สิทธิ์อะไร มีแต่ธรรมะที่เอาไว้รักษาใจให้ใจร่มๆ ใจดีๆ ใจมีคุณธรรม มาวัดศิริพงษ์ฯ ต้องมาเอาความร่มเย็น ความสงบ มาเอาความเงียบเพื่อปฏิบัติธรรมหรือมาทำบุญสร้างกุศล แต่ถ้ามาเพื่ออย่างอื่นที่นี่ไม่มี”

นักปฏิบัติธรรมคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า หลวงพ่อใหญ่กับหลวงพ่อพันธ์ท่านมีบุญ ท่านคิดสร้างอะไรก็สำเร็จหมด ทำได้หมด ซึ่งแปลกเหมือนกัน เหมือนท่านมีเทวดาคอยคุ้มครอง ใครคิดร้าย คิดไม่ดีกับหลวงพ่อท่านเมื่อไหร่ ผมเห็นมีอันเป็นไปเกือบทั้งนั้น บางทีพระจากต่างที่ต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ ทำเป็นลบหลู่ดูเบาท่าน ผมก็เห็นว่าอยู่ไม่ได้ จู่ๆ ก็ขนของย้ายออกไปชอบกล  บางทีพระที่ใหญ่กว่ามาทำเบ่งทำอวด หลวงพ่อท่านก็เฉยๆ นิ่งๆ ผมก็เห็นว่าไม่นานก็มีอันเป็นไปจนเป็นข่าวคราว ครั้งหนึ่งมีคนมาร่วมงานศพในวัดแล้วก็พูดจาไม่ค่อยดี พอตอนถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระผู้สวดอภิธรรมแล้วเขาถ่ายรูป พอล้างรูปออกมาก็เห็นเป็นรูปวิญญาณติด เป็นรูปยื่นมือมาขอรับบุญเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อหลายปีก่อน ผมจึงเชื่อว่าวัดศิริพงษ์ฯ นี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง มีเทวดาคุ้มครอง ใครทุกข์ร้อนมาทำบุญวัดนี้ มาถือศีล มาสวดมนต์ ได้มากราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสเห็นกลับไปทุกอย่างดีขึ้นเป็นลำดับ แล้วก็กลับมาทำบุญกันมากมาย คนในเขตบางเขน และในเขตสายไหม เขานิยมและศรัทธามาวัดศิริพงษ์ฯ กันทั้งนั้นครับ เพราะหลวงพ่อเมตตาท่านสูง ท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างมาก และที่วัดมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ทรงประทานมาให้ หลวงพ่อท่านจึงสร้างเจดีย์ด้วยงบประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อไว้สำหรับประดิษฐานและให้คนได้ไปกราบนมัสการตลอดทั้งปฏิบัติธรรมได้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่แปลกใจ ทำไมวัดศิริพงษ์ฯ แม้ไม่ได้จัดงานอะไรเลย แต่ก็มีคนเข้าวัดมากันทุกวันไม่เคยขาดสาย เพราะเป็นวัดที่ใครเข้ามาแล้วจะรู้สึกสัมผัสได้ว่าเอากองทุกข์มาโยนทิ้งไว้ และได้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านำเอากลับไปใช้กับชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขแท้จริง

 

สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483732

สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์

โดย…ส.คนจริง

ตามที่ผมเขียนไปว่าเรื่องพระพิมลธรรมจบไปนาน ทิ้งตำนานให้ชาวพุทธศึกษา ส่วนเรื่องพระธัมมชโยจะกลายเป็นเรื่องเสียดแทงใจชาวพุทธไปอีกนานแค่ไหน สังสารวัฏเท่านั้นย่อมรู้

วันที่ 3 มี.ค. 2560 เรื่องพระธัมมชโยก็ยังไม่จบ แม้จะเข้าสัปดาห์ที่ 3 หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ให้ดีเอสไอควานหาตัวอดีตเจ้าอาวาส พระธัมมชโย เอามาลงโทษตามกฎหมาย แต่พยายามแล้วพยายามอีกก็ยังไม่ได้ตัว จนกระทั่งวันที่ 25 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ ม.44 เปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จาก พนม ศรศิลป์ มาเป็นคนของดีเอสไอ คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่มีตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ด้านภาษีอากร เรื่องนี้ไม่ต้องแปล โปรดเข้าใจได้เลยว่า คสช.ส่งคนมายึดพื้นที่มหาเถรสมาคม (มส.) เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คือ ตำแหน่งเลขาธิการ มส. ครับ

วันนี้ขอศึกษาเรื่องพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ต่อ ตั้งชื่อเรื่อง สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง ท่านเล่าในหนังสือ ผจญมาร ว่าหลังจากศาลทหารกรุงเทพพิพากษายกฟ้อง ท่านก็เปลี่ยนจีวรจากสีขาวเป็นจีวรสีกรักบนศาลทหาร ในกระทรวงกลาโหม ทันที

ท่านเล่าว่า เรื่องของท่านอยู่ในความสนใจของพระสงฆ์ สนามหญ้าในกระทรวงกลาโหมจึงเต็มไปด้วยสีเหลือง เมื่อศาลพิพากษาแล้วได้เดินไปกราบพระประธานที่วัดมหาธาตุ และเจ้าอาวาสวัดนั้น ฉันเพลที่บ้านโยมเสร็จ กลับไปขออนุญาตตำรวจอยู่ต่อที่สโมสรกรมตำรวจ เพราะยังไม่ถึงวันปวารณาออกพรรษา ตำรวจสันติบาลไม่ขัดข้อง ตอนนี้อยู่ในฐานะผู้อาศัย ก่อนหน้านั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหาและจำเลย ครั้นออกพรรษาแแล้ว จึงบอกลาตำรวจสันติบาล ย้ายเข้าวัดมหาธาตุ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2509 รุ่งขึ้นวันที่ 8 พ.ย.ก็จัดทำบุญวันเกิดอายุ 64 ปี ที่วัดมหาธาตุ ในเวลาเดียวกัน

อาสภเถระ อยู่วัดมหาธาตุในฐานะพระลูกวัด และทำกิจของสงฆ์มิได้ว่างเว้น จนถึงวันที่ 20 มี.ค. 2515 จะมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จพระสังฆราชวัดมกุฏฯ ที่มรณภาพเนื่องจากอุบัติเหตุ คณะศิษย์ในอาสภเถระเคลื่อนไหวทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ ขอความเป็นธรรมให้อาสภเถระที่ถูกถอดจากพระพิมลธรรมและอัตถการีเถระที่ถูกถอดจากพระศาสนโสภณ แต่ไม่มีคำตอบใดๆ

นับแต่นั้น เรื่องก็ดำเนินไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ระหว่างพุทธจักรและศาสนจักร แต่อดีตพระพิมลธรรมและพระศาสนโสภณ ก็ยังเป็นอดีตเหมือนเดิม ขณะที่คณะศิษย์มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คืนสมณศักดิ์ให้พระเถระทั้งสองรูป เพราะถือว่าสิ่งที่ท่านถูกกล่าวหาได้รับการวินิจฉัยจากศาลว่าพ้นมลทินแล้ว ผ่านมา 14 ปี จนกระทั่งถึงวันที่ 16 ธ.ค. 2517 มีพระภิกษุหลายรูปรวมตัวทำหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ ให้คืนสมณศักดิ์ เมื่อรับเรื่องสมเด็จพระสงฆราชทรงตั้งอนุกรรมการพิจารณา และอนุกรรมการเสนอวันที่ 30 ธ.ค. 2517 สรุปในทำนองว่าเรื่องจบไปแล้ว เป็นพระบรมราชโองการให้ถอดสมณศักดิ์แล้ว ประกอบกับพระที่ต้องอธิกรณ์ก็ไม่ควรได้สมณศักดิ์อีกด้วย แปลว่า อนุกรรมการไม่เอาด้วย

แต่ที่ประชุม มส.เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชควรมีพระบัญชาเรียกทั้งอาสภเถระ และอัตถการีเถระมาถามความสมัครใจ และให้มีอนุกรรมการศึกษาและติดตามงานด้วย

วันที่ 10 ม.ค. 2518 พระภิกษุสามเณรประมาณ 400-500 รูปในนามยุวสงฆ์เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมให้พระเถระทั้งสองรูป ที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ

วันที่ 11 ม.ค. 2518 ที่ประชุมตกลงให้พระมหาทองใบ อินฺทโชโต ยื่นคำขาดต่อสมเด็จพระสังฆราชให้ มส.ยกเลิกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และคำสั่งฆนายก (พ.ศ. 2503) ที่เกี่ยวกับท่านทั้งสองรูป ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้คำตอบ ที่ชุมนุมลานอโศก จึงจัดหนัก หาพระอาสาสมัครอดอาหารประท้วงได้ 5 รูป เมื่อถึงวันที่ 13 ม.ค. 2518 ที่ประชุม มส.พิจารณาเรื่องที่อนุกรรมการเสนอมาแล้ว ที่ประชุมให้นิมนต์พระเถระทั้งสองรูปมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 18 ม.ค. 2518 ที่วิหารวัดราชบพิธ

แต่เอาเข้าจริงให้เข้าเฝ้าวันที่ 16 ม.ค. 2518 ในเวลา 18.00 น. เมื่อที่ประชุมพร้อม สมเด็จพระสังฆราชตรัสถามด้วยความห่วงใยในการชุมนุมของยุวสงฆ์ ที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ ด้วยรุนแรงถึงกับอดอาหารประท้วงกันแล้ว จึงหารือว่าจะปฏิบัติอย่างไร ที่ชุมนุมจึงจะยุติ

อาสภเถระก่อนถวายความเห็น ได้กล่าวไปว่า การก่อตัวของยุวสงฆ์นั้นท่านไปต่างจังหวัดหลายวัน จึงไม่ทราบที่มาที่ไปมากนัก ถึงกระนั้นได้ถวายความเห็นที่ควรเป็นทางออก และที่ประชุมตกลงตามเสนอ คือ ต้องยินยอมตามที่ชุมนุมยุวสงฆ์เรียกร้อง โดยเพิกถอนพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ฉบับลงวันที่ 8 ก.ย. 2503 และคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ฉบับลงวันที่ 19 ก.ย. 2503

เมื่อได้ข้อยุติ ที่ประชุมให้อาสภเถระร่างพระดำรัสสมเด็จพระสังฆราช ตอบที่ชุมนุมยุวสงฆ์

ในขณะเดียวกัน อาสภเถระกราบทูลนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชให้เสด็จเยี่ยมที่ชุมนุม

ยุวสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น

บ่ายวันที่ 17 ม.ค. 2518 ชุมนุมยุวสงฆ์ ลานอโศก ได้รับเสด็จสมเด็จพระสังฆราช เจ้าหน้าที่จัดสถานที่ประทับที่หน้ามหาธาตุวิทยาลัย โดยมีอาสภเถระและอัตถการีเถระตามเสด็จ รวมทั้งพระเถระอีกหลายรูปและอธิบดีกรมการศาสนา

คณะยุวสงฆ์ รวมทั้งผู้ที่อดข้าวประท้วง 5 รูป ต่างพร้อมใจกันกราบนมัสการ และขอขมาสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานโอวาท เป็นที่ปลาบปลื้มแก่ทุกฝ่าย ว่าข้อเรียกร้องก็สมปรารถนา แต่ไม่ใช่ว่าท่านจะเป็นผู้บันดาลให้ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุและผลที่เหมาะสม ตอนหนึ่งพระโอวาทว่า การมีกฎเกณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ จะทำอะไรตามใจ ไม่ถือระเบียบแบบแผนไม่ได้ จะยุ่งเหยิง พร้อมกันนั้นพระองค์ท่านเรียกร้องให้ที่ประชุมเทิดทูนพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนไว้ด้วยชีวิตจิตใจ โดยให้เริ่มจากตัวเราก่อน อย่าให้คนอื่นเทิดทูนก่อนเลย

ในที่สุดยุวสงฆ์ที่ชุมนุมกันมาตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2518 ก็สลายตัว

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้รับสนองพระบรมราชโองการคืนสมณศักกดิ์ พระพิมลธรรม แก่อาสภเถระ และพระศาสนโสภณ แก่อัตถการีเถระ

สมเด็จพระสังฆราชที่เสด็จไปสลายการชุมนุมยุวสงฆ์ครั้งนั้น ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

 

ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483730

 

โดย…ชลารย์ ชล

ผมเชื่อว่าคนไทยรู้จักสโมสรฟุตบอล “เลสเตอร์ซิตี้” แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของสโมสรและรู้จักแพร่หลายเมื่อเลสเตอร์เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (2015-2016) แบบที่ใครก็คาดไม่ถึง

แล้วเชื่อว่าการที่เลสเตอร์ซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกนั้น มาจากปัจจัยต่อไปนี้

หนึ่ง เพราะบรรดาทีมใหญ่ไม่ว่าจะ เชลซี แมนยูฯ ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล หรือแม้แต่แมนซิตี้ เล่นไม่ได้เรื่องเอง ผีเข้าผีออก จะมีก็ “สเปอร์ส” ทีมเดียวที่เบียดกับเลสเตอร์แบบมีลุ้น แต่น่าเสียดายพอใกล้เส้นชัยดันมาแผ่วปลายเลยเสร็จจิ้งจอกสยาม

สอง เพราะเลสเตอร์ปีที่แล้วฟอร์มอย่างเทพ แพ้ยาก ถึงแพ้บ้างก็มักจะกลับมาได้เร็วในนัดต่อไป ต่างจากหลายทีมพอแพ้ก็มักจะแพ้ติดต่อหรือไม่ชนะหลายนัด กว่าฟอร์มจะกลับมาคะแนนก็ห่างกันเยอะจนตามเลสเตอร์ไม่ทัน

สาม เพราะเลสเตอร์ซิตี้ “มีของ” คำว่า “ของ” ในที่นี้ก็คือผ้ายันต์ “รุ่นแพ้ไม่เป็น” ปลุกเสกโดยพระเกจิชื่อดังระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ วัดดังย่านสัมพันธวงศ์

ในสามข้อ ผมคิดว่าข้อสามคนไทยน่าจะเชื่อมากโข!!!

สังเกตให้ดีพอเลสเตอร์ซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกยิ่งเกิดกระแส “ผ้ายันต์ฟีเวอร์” มีแต่คนอยากได้พยายามเสาะหากันควั่ก ช่วงนั้นหลายเว็บไซต์นำผ้ายันต์รุ่นนี้ไปเปิดประมูลกันคึกคัก ขณะที่บางรายนำมาปล่อยผืนละ 2 หมื่นบาท บางคนนำไปปล่อยเช่าต่อในราคาผืนละเกือบ 5 หมื่นบาท กำไรเน้นๆ เนื้อๆ

ส่วนตัวผมเชื่อในข้อหนึ่ง ทีมอื่นๆ เล่นไม่คงเส้นคงวา และสองเลสเตอร์เล่นดีเสมอต้นเสมอปลายซึ่งต้องยกเครดิตให้โค้ชรานิเอรี และเหล่านักเตะ ส่วนข้อสาม แค่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแต่จะออกฤทธิ์ออกเดชช่วยให้คว้าแชมป์ไหมไม่มีอะไรยืนยัน

แต่เชื่อไหมฤดูกาลนี้ (2016-2017) กับฤดูกาลที่แล้วต่างกันสิ้นเชิง

ตอนที่ผมเขียนคอลัมน์นี้ยังไม่ทราบผลคืนวันเสาร์ที่ 5 มี.ค. แต่เลสเตอร์ยังเกาะกลุ่มโซนท้ายตาราง กำลังดิ้นหนีตกชั้นอย่างหนัก จะ “ตกชั้น” หรือ “รอดพ้น” ไม่หล่นไปเล่นแชมเปี้ยนชิพต้องรอดูต่อไป ลึกๆ ผมเชื่อว่าเลสเตอร์รอด!

ด้วยสถานการณ์อันยากลำบากของเลสเตอร์ที่กำลังประสบในขณะนี้ ทำให้โค้ชรานิเอรีต้องสังเวยให้กับผลงานย่ำแย่ถูกปลดจากผู้จัดการทีมไปแล้วทั้งที่ฤดูกาลก่อนเขาพาเลสเตอร์หนีตกชั้นได้หวุดหวิดและฤดูกาลที่แล้วก็พาคว้าแชมป์ เขาคือฮีโร่ของจิ้งจอกสีน้ำเงิน (เลสเตอร์) แต่หลายคนเชื่อเพราะ “ยันต์แพ้ไม่เป็น” ช่วยให้เลสเตอร์คว้าแชมป์

ต้องยอมรับว่าคนไทยเราเชื่อในเรื่องพวกนี้ ไม่งั้นเครื่องรางของขลัง พระเครื่อง วัตถุมงคลทั้งหลายจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของคนหรอก คนไทยเชื่อสิ่งเหล่านี้ว่ามีฤทธานุภาพบันดาลดลให้สำเร็จเผล็ดผลตามต้องการทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นความเชื่อล้วนๆ

สำหรับผมไม่ได้ปฏิเสธของพวกนี้ แต่ก็ไม่ไปเสาะแสวงหรืออยากมีอยากได้แม้ใครจะว่าของท่านนั้น รุ่นนั้นรุ่นนี้ดีเลิศประเสริฐขลังแค่ไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้มีได้ ศรัทธาได้แต่อย่างมงายครับ ชาวพุทธต้องหนักแน่นและเชื่อมั่นในตนเองดั่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากกว่าเชื่อในผ้าผืนเดียว หรือในอำนาจดลบันดาลที่มองไม่เห็น เพราะถ้างมงายก็เท่ากับเราดูถูกตัวเอง

ล่าสุดพระเกจิดังผู้สร้างยันต์แพ้ไม่เป็นจะจัดสวดนพเคราะห์ที่วัดในเย็นวันที่ 6 มี.ค. เวลา 17.00 น. โดยนิมนต์พระเกจิทั่วประเทศมาทำพิธี เนื่องจากวันที่ 6 มี.ค. ท่านว่าในทางโหราศาสตร์จะเกิดปรากฏการณ์ดาวมฤตยูเคลื่อนทับดวงเมืองซึ่งจะส่งผลให้ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งมีทั้งดีและร้าย จึงต้องจัดสวดนพเคราะห์เพื่อทุเลาร้ายให้เป็นดี

เจตนาของท่านนั้นดีและประสงค์ดี แต่ก็อยากให้ประชาชนเราใช้สติปัญญา อย่าถือมงคลตื่นข่าวมาก ผมว่าถ้าเราคิดดี ทำดี พูดดี หรือตั้งมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ตามที่พระพุทธเจ้าสอนก็พอเพียงแล้ว ต่อให้ร้อยมฤตยู ต่อให้ร้อยดาวเสาร์ก็ไม่อาจมีอิทธิพลเหนือความดีที่เราทำหรอกลองเชื่อพระพุทธเจ้าดูสิครับแล้วจะรู้สึกสดชื่น

ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยครับเพราะ “ตถตา” มันเป็นเช่นนั้นเอง

มยุรา-ธาดา เศวตศิลา เผยหลักธรรมครองชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483729

มยุรา-ธาดา เศวตศิลา เผยหลักธรรมครองชีวิต

โดย…กนกรัตน์ ศศิโรจน์ (ผู้สื่อข่าวพิเศษ)

“ตั๊ก มยุรา” ควงคู่ชีวิตขึ้นเวทีเสวนาธรรมเปิดเผยใช้ขันติและการให้อภัยเป็นหลักในการครองเรือน ชีวิตคู่จึงยั่งยืน 33 ปี ที่ยังหวานชื่น ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา ดาราสาวมากความสามารถที่เก่งและแกร่งคนหนึ่งของวงการบันเทิง คร่ำหวอดในแวดวงบันเทิงมากว่า 40 ปี ควงแขนคู่ชีวิตมาร่วมบรรยายธรรมะแบ่งปันประสบการณ์การครองเรือน ครองงาน ว่าใช้หลักอะไรจึงมีความสุขและประสบความสำเร็จทั้งคู่ขึ้นเวที “เรายกวัดมาไว้ ที่เซเว่นฯ” พูดในเรื่อง “ธรรมะทำไม ทำไมธรรมะ” เป็นหัวข้อและเป็นเวที ส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ที่จัดขึ้นโดยซีพี ออลล์ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21

กุญแจสำคัญที่ทั้งคู่ “มยุรา-ธาดา เศวตศิลา” ใช้ในการดูแลชีวิต ประคับประคองให้ชีวิตรักหวานชื่น ฝ่าฟันหลากหลายอุปสรรคในชีวิตด้วยกันมากว่า 33 ปี คือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในเรื่องของขันติ “ความอดทน อดกลั้น” ต่อทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิต

ตั๊ก มยุรา เล่าว่า “ชีวิตคุณหนุ่ยกับคุณตั๊กต่างกันคนละขั้วก่อนมาเจอกัน เพราะทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกันแต่กลับต้องมาแต่งงานกัน จึงมีทะเลาะกันบ้าง แต่ที่อยู่ด้วยกันมาได้นั้นเพราะมีความปรารถนาดีให้กันเสมอ จึงอดทนได้ทุกเรื่อง ตรงนี้คือหลักของธรรมะที่เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตคู่อีกอย่างหนึ่ง อย่าไปจำเรื่องตัวเลขให้จำแค่ว่าวันนี้และวันข้างหน้า เราจะทำอะไร ดำเนินชีวิตให้มีความสุขและสนุกสนานอยู่กับคนรักแบบเพื่อนมองตาก็รู้ใจแล้ว เวลาตั๊กโวยวาย คุณหนุ่ยจะนิ่ง ถ้าคนหนึ่งตึงอีกคนหนึ่งต้องหย่อนถึงจะไปด้วยกันตลอดรอดฝั่ง”

นอกจากนี้ ในการครองชีวิตคู่ที่สำคัญมากก็คือการให้อภัย ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น มีเมตตา และหมั่นทำความดี สร้างบุญสร้างกุศลด้วยกันอยู่เสมอ ธรรมชาติของคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่คนเดียว ชีวิตจะต้องอยู่กับครอบครัวและการมีชีวิตคู่ หากไม่มีธรรมะก็จะเกิดความสุขในใจไม่ได้เลย เพราะถ้าเราคิดผิดคือ คิดไม่ดี คิดนอกใจ คิดจะโกหกคนรัก เราจะก็มีแต่ความทุกข์ แต่ถ้าเราคิดถูกคือมี สัมมาทิฏฐิ เราก็จะไม่มีความทุกข์เลย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร

ในมุมของคู่ชีวิต หนุ่ย-ธาดา เศวตศิลา ยอมรับว่า ความรักมีช่วงโปรโมชั่น ถ้าใช้รูปลักษณ์ภายนอก ดูจากความสวย ความสนุกสนานคงไม่จีรังยั่งยืน แต่ที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะความรักและความดีของตั๊ก มีชีวิตคู่ก็ต้องช่วยกันดูแล คอยเตือนกันเวลาทำอะไรไม่ดี เหมือนเรามีกระจกที่มีชีวิตอยู่ข้างเรา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนเดียวไม่ได้และต้องใช้ชีวิตทุกวันด้วยความมีสติ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญา คือความเห็นตามความเป็นจริง ถ้าเราครองสติได้ตลอดก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ธรรมะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

“เราไม่สามารถเปลี่ยนใครได้เลยในโลกนี้ แม้แต่คนที่อยู่บ้านเดียวกับเรา แต่เราสามารถสร้างสถานการณ์ให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้” ธาดา เล่าก่อนจบ