ผุดมาตรฐานอาชีพ-คุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239521

ผู้บริหารการศึกษา, คุณวุฒิวิชาชีพบริการการศึกษา, มาตรฐานอาชีพ, ผุด, มาตรฐาน, อาชีพ, คุณวุฒิ, วิชาชีพ, ผู้, บริหารการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

ผุดมาตรฐานอาชีพ-คุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา

ม.สยาม จับมือ สคช.จัดทำมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพบริการการศึกษาและผู้บริหารการศึกษา กำหนด 28 สมรรถนะ ยันสอดคล้องมาตรฐานวิชาชีพคุรุสภาและมาตรฐานสากล

รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวอท.) ในฐานะประธานโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสยาม (มส.) จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพสาขาวิชาชีพบริการการศึกษา อาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้อาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จัดจำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาที่สอดคล้องมาตรฐาน สากล ตลอดจนเพื่อสร้างเครือข่ายการจัดทำ พัฒนา และเผยแพร่มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ มาตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2558 นั้น  โดยขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ารับการประเมินซึ่งสามารถสอบถามได้ที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือเว็บไซต์www.tpqisa.siam.edu

รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐานอาชีพฯ ที่จัดทำขึ้นนี้ประกอบด้วย 28 สมรรถนะที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมี อาทิ สมรรถนะด้านการจัดการสถานศึกษาในภาวะวิกฤต สมรรถนะด้านการจัดการความเสี่ยง สมรรถนะด้านการวางระบบประกันคุณภาพ สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นฐาน สมรรถนะดด้านการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การประเมินในแต่ละสมรรถนะจะครอบคลุมทั้งสายงานวิชาการ สายงานงบประมาณ สายงานบุคคล และสายงานบริหารทั่วไป ซึ่งจะสอดคล้องกับระดับในมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ 3 ระดับ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ และผู้ทรงคุณวุฒิ

“กระบวนการจัดทำมาตรฐานอาชีพ นอกจากเทียบเคียงกับกลุ่มประเทศที่มีระบบการรับรองมาตรฐานอาชีพที่สมบูรณ์ตาม มาตรฐานสากล อาทิ ประเทศสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ได้แล้ว ยังสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภาอีกด้วย และได้มีการนำไปทดลองใช้กับบุคลากรในอาชีพ เพื่อประเมินคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบสมรรถนะของผู้ที่ขอรับรอง คุณวุฒิวิชาชีพแล้ว จากนี้เราจึงเตรียมนำมาตรฐานนี้ไปใช้พัฒนาอาชีพ ทดสอบ และรับรองสมรรถนะรายบุคคลต่อไป” รศ.จอมพงศ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สมรรถนะของผู้บริหารที่พึงมีไม่ใช่แค่เพียงกรอบมาตรฐานที่วางไว้ แต่จะต้องมีสมรรถนะสากล ใน 3 มิติ ได้แก่  ทัศนคติและสมรรถนะการเรียนรู้ที่เปิดกว้างพร้อมเรียนรู้ความแตกต่าง  สมรรถนะด้านภาษาสากลอย่างน้อย 1 ภาษา และสมรรถนะความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน และภูมิภาคต่างๆ เพื่อเตรียมบุคลากรและผู้เรียนให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน2030 ของสหประชาชาติ

 

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239512

อภิชัย อังสพัทธ์, พูนพิศมัย สุวะโจ, ต่อจู๋, สาวหล่อ, ทอม, ตัดเต้านม, สาว, หล่อ, ไทย, ฮิต, ตัด, เต้า, ทิ้ง, เพิ่มขึ้น, เท่า, ไม่, นิยม, ต่อ, จู๋

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น 30เท่า ต้องการรูปร่างแบบชาย ไม่นิยมต่อจู๋เหตุประสิทธิภาพใช้มีเซ็กส์ไม่ดี ส่วนใหญ่ทำเพราะอยากยืนฉี่ได้

           สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋ รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ หัวหน้าหน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง และหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการข้ามเพศได้รับการยอมรับมากขึ้นทำให้มีกลุ่มคนข้ามเพศศัลกรรมแปลงเพศในประเทศปีละไม่ต่ำกว่า1,000คน จากเดิมประมาณ600กว่าคนเท่านั้น มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แต่ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่จะแปลงเพศจากชายให้กลายเป็นเพศหญิง ทั้งนี้ ก่อนจะมีการทำศัลยกรรมให้นั้นแพทย์จะต้องให้ผู้ที่มีความประสงค์แปลงเป็นอีกเพศหนึ่งได้ทดลองใช้ชีวิตตามรูปแบบของเพศที่ต้องการอย่างน้อย1ปี รวมถึง มีการรับประทานฮอร์โมนเพศเพื่อปรับสภาพร่างกายไม่ต่ำกว่า1ปี เช่น ผู้ชายที่ต้องการเป็นหญิงก็ต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง ใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิง รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง หากพบว่าภายใน1ปีสามารถยอมรับวิถีชีวิต สภาพร่างกาย ผิวพรรณ เสียงที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะให้จิตแพทย์เป็นผู้ประเมินและให้การรับรองอย่างน้อย2คน ศัลยแพทย์จึงจะพิจารณาทำศัลยกรรมแปลงเพศ

        “ส่วนผู้ที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายมีจำนวนไม่มาก โดยผู้ที่ต้องการศัลยกรรมอวัยวะเพศส่วนใหญ่มีความปราศนาเพียงให้สามารถยืนปัสสาวะได้เหมือนผู้ชายเป็นหลัก เพราะการผ่าตัดให้มีอวัยวะเพศชายในผู้ที่มีเพศเดิมเป็นหญิงจะมีประสิทธิภาพในการใช้เพื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่อยู่ในระดับที่ดี ยังจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม แต่คนที่ผ่าตัดแปลงเพศก็มีความพอใจเพราะได้ใช้ในการยืนปัสสาวะ กลุ่มหญิงเป็นชายจึงจะผ่าตัดเอาเต้านมอกมากกว่าเปลี่ยนอวัยวะเพศ”รศ.นพ.อภิชัยกล่าว

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

         พญ.พูนพิศมัย สุวะโจ อาจารย์ประจำหน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และโฆษกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง กล่าวว่า กรณีผู้หญิงข้ามเพศไปเป็นผู้ชาย พบว่ามีการทำศัลยกรรมตัดเต้านมออกเพิ่มขึ้น 30เท่า ส่วนมากเป็นคนในวัยทำงาน โดยในโรงพยาบาลรัฐมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 40,000-60,000 บาทขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านม หากเต้านมใหญ่ราคาก็จะแพงกว่าเต้าเล็ก ซึ่งการตัดเต้านมไม่ต้องมีขั้นตอนมากเหมือนการแปลงเพศหากคนไข้ต้องการตัดและศัลยแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถทำได้ ก็ผ่าตัดได้เลย อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของคนกลุ่มนี้จะดูแลตัวเองอย่างดี ส่วนใหญ่จึงมีความพึงพอใจเพียงได้มีกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง หรือรูปร่างที่ทำให้มีความคล้ายกับผู้ชายมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเพราะลักษณะการมีเพศสัมพันธ์นั้นสามารถมีได้หลายรูปแบบ

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

        “การที่คนข้ามเพศมาเป็นชายมีการตัดเต้านมออกมากขึ้น อาจเป็นเพราะสังคมไทยยอมรับมากขึ้น บวกกับปัจจุบันมีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่าย ส่งผลให้มีการโชว์รูปร่างหน้าตากันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเดียวกัน จึงทำให้คนอื่นๆต้องการที่จะมีรูปร่างเหมือนชายบ้าง ทั้งนี้ การตัดเต้านมทิ้งนั้นมีผลข้างเคียงทำให้ลดความรู้สึกของหัวนมลง หรือไม่มีความรู้สึกเลยก็ได้ แต่เนื่องจากเต้านมไม่ได้ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนใดๆของร่างกาย อาจจะไม่จำเป็นต้องรับฮอร์โมนตลอดชีวิตเหมือนการผ่าตัดแปลงอวัยวะเพศ ระยะแรกอาจต้องฉีดฮอร์โมนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อไปเป็นทุก2สัปดาห์ จากนั้นค่อยลดลงเหลือฉีดเพียงเดือนละครั้ง หรือขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์”พญ.พูนพิศมัยกล่าว

 

เตือน!โรคฉี่หนูระบาด5จังหวัดอีสานล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239508

โรคไข้ฉี่หนู, โรคฉี่หนู, ฉี่หนู, อุบลราชธานี, อีสานล่าง, เตือยภัย, ข่าวทั่วไป, คมชัดลึก, เตือน, โรคฉี่หนูระบาด5, จังหวัด, อีสาน, ล่าง

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เตือน!โรคฉี่หนูระบาด5จังหวัดอีสานล่าง

ผอ.ควบคุมโรคที่10 จ.อุบลราชธานี เผยพบโรคฉี่หนูระบาด 5 จังหวัดอีสานล่าง ชี้ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วย 252 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 คน

           25 ส.ค.59 นพ.ศรายุธ อุตตมางคพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จ.อุบลราชธานี (สคร.10) กล่าวว่า โรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เป็นโรคที่พบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีฝนตกหนัก น้ำขัง เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

จากข้อมูลจากกลุ่มระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่1มกราคม ถึง วันที่ 13 ส.ค.59 ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนู 252 ราย เสียชีวิต 6 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 45 – 54 ปี ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร 163 ราย จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ ศรีสะเกษ 165 ราย อุบลราชธานี 60 ราย ยโสธร 17 อำนาจเจริญ 8 ราย และมุกดาหาร 2 ราย

สำหรับโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ทั้ง หนู โค กระบือ สุกร สุนัข แมว เป็นต้น แต่หนูเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เพราะเชื้อโรคที่อยู่ในฉี่หนูจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำและอยู่ในดินโคลนชื้นแฉะ เชื้อจะเข้าทางแผล รอยผิวหนังถลอก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ กลุ่มเสี่ยงสำคัญ เช่น ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ คนงานโรงฆ่าสัตว์ กรรมกรขุดลอกคูคลอง

การป้องกันโรคฉี่หนู ประชาชนต้องหมั่นดูสภาพแวดล้อม ทั้งเก็บอาหารที่กินเหลือหรือขยะให้มิดชิด ทำลายขยะอย่างถูกวิธี ลดการสัมผัส โดยการใส่รองเท้าบู๊ทหรือเครื่องป้องกัน ล้างตัวให้สะอาดและซับให้แห้งเมื่อไปสัมผัสน้ำท่วมขัง หากมีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่โคนขาหรือน่อง หลังจากแช่น้ำย่ำที่ชื้นแฉะ ภายใน 7 วัน ให้สงสัยว่าเป็นโรคฉี่หนูรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง หากพบว่ามีผู้ป่วยให้แจ้งเจ้า หน้าที่สาธารณสุข เพื่อรีบดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด

 

วธ.เชิญผู้นำ 5 ศาสนาหาแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239443

คำสั่งคสช., คุ้มครองศาสนา, 5 ผู้นำศาสนา, เชิญ, ผู้นำ, ศาสนา, แนวทาง, อุปถัมภ์, คุ้มครอง, วธเชิญผู้นำ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

วธ.เชิญผู้นำ 5 ศาสนาหาแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

วธ.ขานรับคำสั่ง คสช. เชิญผู้นำ 5 ศาสนา ประชุมหาแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ห้องประชุม 1 กระทรวงวัฒนธรรม –  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559  โดยมีผู้บริหารระดับสูง ตัวแทนจากหน่วยงานสังกัด วธ. พร้อมทั้งกรมการศาสนา  เข้าร่วม ว่า กรมการศาสนา ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 49/2559 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆในประเทศไทย โดยกำหนดให้องค์กรต่างๆร่วมกันกำหนดมาตรการและกลไกการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ของศาสนิกชนทุกศาสนา การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ในด้านการปฏิรูปประเทศ และกำหนดมาตรการและกลไกในการป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและรัฐให้การคุ้มครองตลอดมา โดยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนารายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้ พร้อมทั้งปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก 3 เดือน

” เบื้องต้นที่ประชุมได้มีมติให้ดำเนินการ 3 แนวเพื่อรองรับคำสั่งดังกล่าว 1.มอบหมายให้กรมการศาสนาสรุปภารกิจและแนวทางการคุ้มครองและอุปถัมภ์ศาสนาทั้ง 5 ศาสนาที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ได้แก่ องค์การทางศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ โดยให้รายงานว่า ที่ผ่านมา ได้อุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาทั้ง 5 ศาสนาอย่างไรบ้าง ตามแนวทางของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 49/2559  2.ให้กรมการศาสนา รวบรวมและประมวลปัญหา ความขัดแย้ง การดูหมิ่นลบหลู่ การโจมตีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ปรากฎในสื่อโซเซียลมีเดียในปัจจุบันมีกี่เรื่อง กี่ประเด็น  เพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา เพื่อเสนอต่อรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ให้บังคับใช้กฎหมาย 3.มอบกรมการศาสนาเชิญผู้นำหรือผู้แทนองค์การศาสนาทั้ง 5 ศาสนา มาหารือเพื่อรับฟังและประมวลปัญหา ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา จากนั้นสรุปเป็นแนวทางในภาพรวมของ 5 ศาสนา และแนวทางในส่วนของ วธ. เพื่อนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายวีระ กล่าวและว่า

ด้านนายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา  เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้นำและผู้แทนองค์การ 5 ศาสนา ว่า ได้เชิญผู้นำ 5 ศาสนา มารับทราบคำสั่ง คสช. ที่ 49/2559 และสื่อสารให้ผู้นำทุกศาสนามั่นใจ ซึ่งผู้นำศาสนาต่างชื่นชมว่า คสช. รัฐบาล รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้ความสำคัญต่อทุกศาสนา   อย่างไรก็ตาม คำสั่ง คมช.ดังกล่าวได้กำหนดมาตรการและกลไก เผยแพร่หลักคำสอนซึ่งทุกศาสนาดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะทุกศาสนาต่างต้องการให้ศาสนิกนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ผู้นำศาสนา จึงเห็นความสำคัญของคำสั่งนี้ เห็นว่า เป็นประโยชน์ เพราะกำหนดให้มีองค์กรในรูปของคณะกรรมการจากหลายหน่วยงาน มารองรับการดำเนินการในการเผยแพร่คำสอน

” คำสั่งนี้ กำหนดให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการเผยแพร่หลักศาสนา เพื่อให้เกิดการนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ส่วนประเด็นการบิดเบือนศาสนานั้น เห็นว่า ถ้ามีเวทีให้ผู้นำศาสนามาถกกัน จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหา    ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันให้มีการจัดตั้งเป็นโครงข่ายภายใต้กฎหมายรองรับในรูป แบบรูปคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วยคณะบุคคลวิทยากรที่ได้รับการยอมรับในแต่ละศาสนาคัดเลือกให้มา ทำหน้าที่เผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องในทุกศาสนา โดยเฉพาะเยาวชนในสถานศึกษา รวมถึงคอยตรวจสอบเหตุการณ์ ทางศาสนาที่บิดเบือน และแถลงให้ทราบได้ทันที ซึ่งจะทำให้การทำงานในระดับจังหวัดและพื้นที่มีความเข้มข้นมากขึ้น  นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นว่า ให้ทุกศาสนาพัฒนาวิทยากร ผู้นำศาสนาที่มีความรู้ ความเข้าใจหลักธรรมศาสนาของตัวเอง เพื่อให้เป็นวิทยากรเผยแพร่หลักธรรม คำสอน ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ ” นายกฤษศญพงษ์ กล่าวและว่า ในส่วนของศาสนาอิสลามนั้น ทราบว่า ทางจุฬาราชมนตรี เตรียมลงพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำสั่งคสช.ให้พี่น้องมุสลิมรับทราบถึงความตั้งใจของรัฐบาลด้วย

 

เผยมีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เสียชีวิต 3 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239441

พิธีฮัจย์, เผย, ผู้เดินทาง, ประกอบ, พิธี, ฮัจย์, เสียชีวิต, บอร์ดฮัจย์, ทีมไทยแลนด์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

เผยมีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เสียชีวิต 3 คน

ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ เสียชีวิตแล้ว 3 คน ด้าน”บอร์ดฮัจย์”ชื่นชมการดำเนินการปี 2559 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เดินทางได้รับความสะดวก พึงพอใจ

เมื่อวันที่ 24ส.ค. ที่ห้องประชุมกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายวีระโรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยครั้งที่3/2559โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานกิจการฮัจย์ ประจำปี 2559 (ฮ.ศ.1437)ซึ่งมีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ปี 2559 จำนวน9,602คนเริ่มเดินทางไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาซึ่งในภาพรวมถือว่า การปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ปีนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยคณะทำงานอะมีรุ้ลฮัจย์คณะทำงานสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์และภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ได้ร่วมกันทำงานในนาม“ทีมไทยแลนด์”จนภารกิจในพื้นที่ต่างๆเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามเจตนารมณ์ของราชการและผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ได้รับความสะดวกและมีความพึงพอใจจึงขอชื่นชมในการทำงานครั้งนี้ด้วย

รมว.วธ.กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบอีก2เรื่องได้แก่กรณีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ชาวไทยเสียชีวิตจำนวน3คน(ข้อมูลณวันที่22สิงหาคม2559)โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยและสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการฝังศพและการออกใบมรณะบัตรและกรมการศาสนาได้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งให้กับทายาททราบแล้วและกรณีข่าวผู้ประกอบพิธีฮัจย์ 22 คนถูกหลอกลวงไม่ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ นั้นทางผู้ประกอบพิธีฮัจย์ ได้แจ้งความเอาผิดต่อผู้นำกลุ่มหรือแซะห์แล้วส่วนกรมการศาสนาได้เร่งแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดขณะนี้ได้รับรายงานว่าทางผู้ประกอบกิจการฮัจย์ คือ ห.จ.ก.เอส.ที.อาราเบียนกรุ๊ปได้ยืนยันและพร้อมรับผิดชอบในการนำผู้ประกอบพิธีฮัจย์ ทั้ง 22 คน ให้ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ทั้งหมดขณะนี้ได้รับยืนยันการเดินทาง จำนวน 21 คนกำหนดเดินทางวันที่19 ส.ค. 5 คน วันที่ 24 ส.ค. 7 คนและวันที่25ส.ค.9 คนไม่เดินทาง1คนเนื่องจากป่วย

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณานิติบุคคลผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการกิจการการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์และการจัดบริการอื่นที่เกี่ยวกับกิจการฮัจย์ได้พิจารณาการขอใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการกิจการการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์และการจัดบริการอื่นที่เกี่ยวกับกิจการฮัจย์ของนิติบุคคลจำนวน7รายดังนี้1.ห้างหุ้นส่วนจำกัดมูฮัมมัดอัจย์เซอร์วิส2.ห้างหุ้นส่วนจำกัดแอนตีสันเทรเวลแอนด์เซอร์วิส3.บริษัทอิกรอมฮัจย์แอนด์แทรเวลจำกัด4.ห้างหุ่นส่วนจำกัดซีลำลองกรุ๊ป5.ห้างหุ้นส่วนจำกัดวาซิมทัวร์6.บริษัทบารากัตทราเวลจำกัด7.ห้างหุ่นส่วนจำกัดอินตันเอกซ์เพรส

 

สั่งพักงาน 5 บิ๊กสกสค.กรณีบิลเลี่ยนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239440

บิลเลี่ยนอินโนเวเท็ด กรุ๊ป, ผอ.สำนัก, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย, พักงาน 5 บิ๊กสกสค., สั่ง, พักงาน, บิ๊ก, กรณี, บิล, เลี่ยน, สั่งพักงาน, ดาว์พงษ์, อนันต์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

สั่งพักงาน 5 บิ๊กสกสค.กรณีบิลเลี่ยนฯ

“ดาว์พงษ์” เซ็นพักงาน 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ผอ.ของ สกสค.ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ กรณีบิลเลี่ยนฯ พร้อมตั้ง “อนันต์” ทำหน้าที่ประธานสอบสวนวินัยฯต่อ

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รายงานความคืบหน้าการสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อตั๋วสัญญามูลค่า 2,100 ล้านบาท กับบริษัทบิล เลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด โดยตนได้ลงนามในคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่ เกี่ยวข้องกับปัญหาบริษัทบิล เลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด ชุดใหม่ ตามที่ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.เสนอ พร้อมกันนี้ ได้ลงนามในคำสั่งพักงานพนักงานเจ้าหน้าที่ของ สกสค. จำนวน 5 ราย ตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯ เสนอมาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯ ชุดใหม่ยังคงมี นายอนันต์ ระงับทุกข์ ผู้ตรวจราชกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเช่นเดิม

ด้าน นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า มีผู้ที่ถูกสอบสวนกรณีบ.บิลเลี่ยนฯ ทั้งหมด 6 ราย แต่เกษียณอายุราชการไปแล้ว 1 ราย จึงมีคำสั่งพักงานผู้ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง 5 ราย โดยมีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ผอ.สถานพยาบาล สกสค. ผอ.กลุ่มงานในสกสค. และผอ.สกสค.จังหวัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการสอบสวนจะดำเนินการกับทั้ง 6 ราย รวมถึงผู้เกษียณอายุฯ ไปแล้วด้วย ซึ่ง การเสนอชื่อ นายอนันต์ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ เหมือนเดิม เพราะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวมาแต่ต้น รู้รายละเอียดเป็นอย่างดี ซึ่ง นายอนันต์ รับปากจะเร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนเกษียณอายุฯ ในวันที่ 30 กันยายน นี้

นายพินิจศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนจากธนาคารธนชาตให้แก่ สกสค. เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีการอนุมัติ ปิดบัญชี และเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ไม่ถูกต้อง นั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สกสค. ได้ส่งหนังสือขอคำแนะนำไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ว่าควรดำเนินการอย่างไร เนื่องจากทางอัยการ ส่งหนังสือ แจ้งกลับมาว่า มีเหตุขัดข้อง ในการดำเนินการฟ้องแพ่งธนาคารธนชาต ทั้งนี้ การดำเนินการในเรื่องนี้อาจจะดูล่าช้า แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน และพิจารณาอย่างละเอียด

 

เผยยอดสมัครสอบบรรจุผอ.อาชีวะ 882 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239433

สอบผอ.อาชีวะ, เผย, ยอด, สมัคร, สอบ, บรรจุ, อาชีวะ, 882

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

เผยยอดสมัครสอบบรรจุผอ.อาชีวะ 882 คน

สอศ.เผยมีผู้สมัครสอบบรรจุ ผอ. 882 คน เป็นกลุ่มทั่วไป 431 คน กลุ่มประสบการณ์ 451 คน เน้นคัดคนมีประสบการณ์ ขึ้นบัญชี 2 ปี

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประกาศเรื่อง การคัดเลือกบุคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา( สอศ.) ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 82 อัตรา จำแนกเป็น อัตราว่าง 44 อัตรา และ แทนอัตราเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2559 จำนวน 38 อัตรา โดยได้สิ้นสุดการรับสมัครไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา  มีผู้สมัคร ทั้งสิ้น 882 คน แบ่งเป็น กลุ่มทั่วไป 431 คน และกลุ่มประสบการณ์ 451 คน ทั้ง นี้จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก วันที่ 26 สิงหาคม สอบข้อเขียน วันที่ 4 กันยายน ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก ที่มีสิทธิเข้ารับการสัมภาษณ์ ภาค ข วันที่ 9 กันยายน สอบสัมภาษณ์ วันที่ 18 กันยายน และประกาศขึ้นบัญชี วันที่ 23 กันยายน  โดยจะบรรจุแต่งตั้ง ในวันที่ 1 ตุลาคม จำนวน 82 อัตรา และคาดว่าจะมีขึ้นบัญชี 2 ปี ประมาณ 250 คน

“การบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารกลุ่มนี้ จะดำเนินการหลังจาก การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ในเดือนกันยายนนี้แล้วเสร็จ  เพื่อให้รู้อัตราว่าง ในแต่ละพื้นที่ที่ชัดเจน จากนั้นจึงจะบรรจุผู้สอบผ่านการคัดเลือก  โดยจะเน้นให้กลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ได้นั่งบริหารวิทยาลัยมากขึ้น ซึ่งการคัดเลือกกลุ่มประสบการณ์ ครั้งนี้จะใช้วิธีการประเมินผลจากการปฏิบัติหน้าที่ ประวัติการทำงาน และแฟ้มสะสมงานไม่มีการสอบข้อเขียน แต่ยังมีการสอบสัมภาษณ์เพื่อดูวิสัยทัศน์ ส่วนกลุ่มทั่วไปจะใช้หลักเกณฑ์เดิม คือ สอบข้อเขียนแบบปรนัยเน้นการศึกษาการวิเคราะห์และการนำไปใช้รวมทั้งดู ประวัติการทำงานด้านบริหาร และสัมภาษณ์เพื่อดูวิสัยทัศน์ ทั้งนี้ การบรรจุจะเรียกสลับจากกลุ่มประสบการณ์ก่อน 4 คน แล้วจึงเรียกกลุ่มทั่วไป 1 คน สลับกันไปจนครบ”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

 

สจล.ตั้งเป้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก 2040

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239437

สจล.สจล.ตั้งเป้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก 2040, สจล, ตั้งเป้า, สู่, มหาวิทยาลัย, ระดับโลก, 2040, แคปซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์สถาบัน 2016, รวมพลังสร้างชาติ, แคปซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์สถาบัน Time Capsule 2016, แคมซูลกาลเวลาวิสัยทัศนสถาบันTime Capsule 2016

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

สจล.ตั้งเป้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก 2040

สจล.ตั้งเป้าอีก24ปีสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก อุดมศึกษาแห่งนวัตกรรม ด้วยแนวคิดจินตนาการสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคตบรรจุลงใน “แคปซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์สถาบัน 2016”

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)ฉลองครบรอบ56ปี แห่งการก่อตั้งสถาบัน ด้วยแนวคิด”รวมพลังสร้างชาติ” ก้าวสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งนวัตกรรม The Master of Innovation ด้วยกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ระดมแนวคิดจินตนาการสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคตจากนักศึกษาบรรจุลงใน “แคปซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์สถาบัน (Time Capsule) 2016” โดยภายในงาน ได้นิมนต์พระพรหมมังคลาจารย์ หรือท่านเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร มาเป็นประธานในพิธิฝังแคมซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์ 2040 พร้อมแจกผ้ายันต์ให้แก่ผู้มาร่วมในพิธี ชื่อ ชนะศัตรูพ่ายสิบทิศ I Love KMiTL  รวมถึงได้มีการจัดนิทรรศการผลงานนวัตกรรมจากทุกคณะ

สจล.ตั้งเป้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก 2040

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. กล่าวว่าวันนี้เป็นวันมหามงคลฤกษ์ของสจล. เพราะไม่ใช่เป็นเพียงวันสถาปนามหาวิทยาลัยที่ทุกคนรักครบรอบ 56 ปีเท่านั้น  ตนและคณะผู้บริหารสจล.ได้มีโอกาสนิมนต์พระพรหมมังคลาจารย์ หรือท่านเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหารได้มาให้ข้อคิด คำสอนต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ดีต่อการพัฒนาสจล. และประเทศ  ซึ่งประเทศไทยทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่ไม่สามารถก้าวข้ามประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เราติดกับดักนี้มาหลายสิบปี เมื่อก่อนสมัยตนยังเป็นเด็ก เราเรียกตัวเองว่าประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เทียบกับประเทศเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย แต่ตอนนี้ประเทศไทยแพ้ประเทศเหล่านี้โดยสมบูรณ์แบบ อย่าง ประเทศเกาหลีใต้ ตอนนี้กลายเป็นประเทศโลกที่หนึ่งโดยสมบูรณ์ มี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่าไทยอย่างมาก หรือ มาเลเซีย ที่ตั้งเป้า ปี 2020 เป็นประเทศพัฒนาแล้วเข้าสู่ประเทศโลกที่หนึ่ง และขณะนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นจริง ขณะที่ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่และคอยมองประเทศที่เคยอยู่ในระดับเดียวกับเราก้าวขึ้นไปครั้งแล้วครั้งเล่า  ทั้งนี้ รอบตัวเราไม่ว่าจะมือถือ โทรทัศน์ หลอดไฟ ไทยไม่เคยผลิตได้ด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้แต่เข้มฉีดยาที่ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประเทศไทยจะกินน้ำใต้ศอกประเทศที่พัฒนาแล้วไปชั่วกัลปวสาน มหาวิทยาลัยเป็นเสาหลักของชาติ เป็นสถาบันที่มีผู้จบระดับปริญญาเอกมากกว่า 90%  มีองค์ความรู้ที่คิดได้ เกิดจากมหาวิทยาลัย 90%ถ้ามหาวิทยาลัยไม่มีแรงกล้า ตั้งเป้าเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้

สจล.ตั้งเป้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก 2040

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ในรอบ 56 ปี ที่สจล.ตั้งเป้าจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ซึ่งเรามีการเปิดการเรียนการสอน 9คณะ 6วิทยาลัย และกำลังจะมีวิทยาลัยใหม่ๆ ที่จะเป็นระดับโลก เช่น วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ ที่จะผลิตผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์และแพทยศาสตร์ในคนๆ เดียว รวมถึงโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า (KMIDS) ที่จะบ่มเพาะเด็กไทยตั้งแต่ในวัยเยาว์ให้เป็นนักเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 พร้อมเติบโตเป็นนักสร้างนวัตกรรมในอนาคต เป็นนักรบให้แก่ประเทศไทย ดังนั้น ผู้บริหารสจล.ทุกคนได้มองเป้า 2น4 ปีข้างหน้า โดยในปี 2040 จะร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์สจล.ที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ประเทศชาติเท่านั้น  แต่จะสร้างองค์ความรู้เพื่อมวลมนุษยชาติ ในการสร้างนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่างๆ ให้เกิดขึ้น เพราะถ้ามหาวิทยาลัยอยู่แบบเดิมๆ เราจะก้าวสู่การแตกดับ ไม่สามารถสู้ใครได้ เนื่องจากโลกใบนี้สู้กันด้วยนวัตกรรมล้วนๆ และถ้าเราอยู่โดยไม่มีความฝัน  ไม่คิดจะสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เราก็เหมือนคนตายรวมถึงมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งอิสระทางความคิด ถ้าไม่เป็นแหล่งอิสระทางความคิด ก็ไม่สามารถสร้างนวัตกรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พัฒนาเศรษฐกิจและประเทศ วันนี้จึงถือเป็นฤกษ์ เพื่อสจล.เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ทำเพื่อคนทั่วโลก” อธิการบดีสจล. กล่าว

ทั้งนี้ โอกาสนี้ สจล.ได้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงการระดมพลังความคิดเพื่อสร้างประเทศ จุดประกายแรงบันดาลใจและจินตนาการสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคตด โดยเชิญชวนนักศึกษาจากทั่วประเทศมาร่วมนำเสนอและบรรจุแนวคิดเหล่านี้ลงใน “แคมซูลกาลเวลาวิสัยทัศนสถาบัน(Time Capsule) 2016” เพื่อฝังไว้ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ชั้น 1 อาคารหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และรอเปิดอีกครั้งใน วันที่ 24 ส.ค.2040  ซึ่งเมื่อเวลานั้น สจล.มุ่งหวังว่าวิสัยทัศน์หลายๆ อย่างต้องเกิดขึ้นจริง นอกจากนั้นได้มีการใช้เทคนิคสนุกสนานและทันสมัย โดนใจนักศึกษาโดยการปล่อย Lure Module ล่อโปเกม่อนให้มารวมตัวกัน ดึงดูนักศึกษาสาวกเกมโปเกมอนโกจากทั่วสถาบันมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการระดมไอเดียนวัตกรรมแห่งอนาคตครั้งนี้

 

จี้สพฐ.ใช้งบกระตุ้นศก.พัฒนาร.ร.ขนาดเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239405

งบกระตุ้นเศรษฐกิจ, ร.ร.แม่เหล็ก, ร.ร.เล็ก, จี้สพฐ, ใช้, กระตุ้น, พัฒนา, ขนาดเล็ก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

จี้สพฐ.ใช้งบกระตุ้นศก.พัฒนาร.ร.ขนาดเล็ก

กำชับองค์กรหลัก ศธ.ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำต้องไม่ยัดเยียด สั่งสพฐ.เร่งบริหารจัดการร.ร.ขนาดเล็กเฟ้นหา ร.ร.แม่เหล็กมารองรับเด็ก ยันไม่แตะร.ร.เล็กในพื้นที่ห่างไกล

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการ ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ตนได้ย้ำให้ผู้บริหารองค์กรหลัก เร่งดำเนินการ จัดสรรงบประมาณ กระตุ้นเศรษฐกิจ ประจำปีงบประมาณ 2559  ซึ่ง ศธ.ได้รับการจัดสรรมากที่สุด ถึง  9,400 ล้านบาท  แบ่งเป็น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ประมาณ 5,000 ล้านบาท  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 3,800 ล้านบาท  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประมาณ 161 ล้านบาท  และสำนักงานปลัดศธ. ประมาณ 83 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว มีเจตนารมณ์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่  และมีเงื่อนไขเวลา โดยทุกหน่วยงานจะต้อง แจ้งรายละเอียดการดำเนินโครงการต่าง ๆ ให้สำนักงบประมาณ ทราบภายในวันที่ 2 กันยายน และต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม  ซึ่งตนห่วงว่า ด้วยเวลาที่จำกัด จะเกิดช่องว่างในการทุจริต ยัดเยียดโครงการต่าง ๆ ให้โรงเรียน  จึงกำชับสพฐ. ให้ดูแล และการจัดสรรงบประมาณ จะต้องตรงตามความต้องการของโรงเรียนจริง ๆ  ไม่ใช่ปล่อยให้มีการเรียกเงินทอนเกิดขึ้น

“ เรื่องที่ผมให้น้ำหนัก และเร่งดำเนินการแก้ไขคือ การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 870 โรงเรียน  โดยให้สพฐ. ไปสำรวจโรงเรียนใกล้ที่มีความเข็มแรง และจัดสรรงบประมาณ ลงไปให้โรงเรียนเหล่านั้นมีความสมบูรณ์ขึ้น ทั้งด้านบุคลากร และสภาแวดล้อม อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้เป็นโรงเรียนแม่เหล็ก รองรับนักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กที่จะย้ายไป ซึ่งการบริหารจัดการดังกล่าว จะดำเนินการเฉพาะ โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ปกติเท่านั้น จะไม่ไปยุ่งกับโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ พื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกัน จะลงไปดูโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีนักเรียนน้อย  และมีโรงเรียนขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง  โดยคิดว่าจะบริหารจัดการในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้นักเรียนได้รับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ “ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัย จะมีงบประมาณ อยู่สองส่วน คือ ส่วนครุภัณฑ์ กับงบก่อสร้าง  โดยขอให้สกอ. ไปดูว่าและการจัดสรรงบประมาณ จัดซื้อครุภัณฑ์ ของแต่ละมหาวิทยาลัย ให้ลงไปในคณะ/สาขา ที่เป็นความต้องการของประเทศ

 

“น่าละอาย”รมว.สธ.จวกคนใช้รถพยาบาลรพ.สต.ก่อเหตุคาร์บอมปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239384

คาร์บอมปัตตานี, รถพยาบาลคาร์บอม, รถพยาบาลรพ.สต., ปิยะสกล สกลสัตยาทร, น่าละอาย, รมว, จวก, คนใช้, รถพยาบาล, ก่อเหตุ, คาร์, บอม, ปัตตานี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

“น่าละอาย”รมว.สธ.จวกคนใช้รถพยาบาลรพ.สต.ก่อเหตุคาร์บอมปัตตานี

รมว.สธ.จวกพฤติกรรมน่าละอายใช้รถพยาบาลก่อเหตุคาร์บอมปัตตานี วอนอย่านำสิ่งช่วยชีวิตมาทำลายชีวิต เบื้องต้นตาย1ราย สาหัส4ราย สะเก็ดระเบิดฝังสมอง ลำไส้ฉีกขาด

        เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดที่จ.ปัตตานี  ซึ่งพบว่ามีการใช้รถยนต์พยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ปะกาฮารังเป็นคาร์บอมว่า เป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม ไม่รู้ว่ามีการนำรถพยาบาลไปดำเนินการแบบนั้นเพราะอะไร ขั้นต้นยังบอกไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะตนไม่รู้จิตใคร จึงเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ให้ความร่วมมือในการดำเนินการอย่างเต็มที่

“ ขอร้องว่าอย่านำรถพยาบาลหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ใดๆไปใช้ในการก่อเหตุ หรือทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรใช้สิ่งที่เป็นการช่วยชีวิตคนไปใช้ในการทำลายชีวิตคน ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าละอายมากสำหรับผู้ที่ทำแบบนั้น”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

ด้านนพ.โสภณ  เมฆธน  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปลัดสธ.)  ว่า จากการตรวจสอบพบว่า เป็นรถยนต์ของรพ.สต.จริง โดยเป็นรถลำเลียงและส่งต่อผู้ป่วย เบื้องต้นพบว่ามีคนขับ 2 คน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเพราะอะไร หรือมีการใช้รถได้อย่างไร  ขณะนี้ทางฝ่ายความมั่นคงกำลังตรวจสอบอยู่  อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้มีการเชื่อมโยงเรื่องราวกับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และทุกอย่างก็อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายความมั่นคง

นพ.บรรเจิด  สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บจำนวน 30 ราย เสียชีวิต 1 ราย ในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสามารถกลับบ้านได้แล้ว 15 ราย นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 15 ราย โดยมีอาการสาหัสจำนวน 4 ราย รายแรกมีสะเก็ดระเบิดฝั่งอยู่ที่สมองทำให้เนื้อสมองถูกทำลาย ได้รับการผ่าตัดแล้วแต่อาการยังต้องเฝ้าระวัง ส่วนอีก 2 ราย ลำไส้ฉีกขาดได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมแล้วอาการดีขึ้นรอการฟื้นตัว และรายสุดท้ายมีสิ่งแปลกปลอมเข้าที่ดวงตา 1 ข้าง กำลังส่งตัวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์หรือม.อ. เพื่อดูว่าจอประสาทตาเสียหายมากน้อยเพียงไร เพื่อให้คนไข้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

“ส่วนรถที่ใช้ในการก่อเหตุมีตราของกระทรวงสาธารณสุข ก็ชัดเจนว่าเป็นรถพยาบาลของรพ.สต.ปะกาฮารัง ซึ่งตนได้ดำกำชับให้มีการตรวจสอบ แต่เรื่องนี้ควรรอความชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก่อน และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่รพ.ปัตตานี ที่สามารถเข้าไปดูแลสถานที่เกิดเหตุได้ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งรพ.ทุกแห่งในจ.ปัตตานีการเตรียมพร้อมตลอดเวลาและได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆเป็นอย่างดี” นพ.บรรเจิดกล่าว