900 กว่าตำแหน่งมีหนาว!!! “หมอหลวง”สั่งลุยปราบคนทุจริตในสธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239357

ปลัดสธ., นพ.โสภณ เมฆธน, ผอ.รพ., นพ.สสจ., นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี, แต่งตั้งโยกย้ายสธ., 900, กว่า, ตำแหน่ง, หนาว, หมอ, หลวง, สั่ง, ลุย, ปราบ, ทุจริต, กว่าตำแหน่งมีหนาว, หมอหลวง

การศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

900 กว่าตำแหน่งมีหนาว!!! “หมอหลวง”สั่งลุยปราบคนทุจริตในสธ.

“หมอหลวง”สั่งลุยปราบคนทุจริตในสธ. ใครถูกร้องเรื่องมีมูลจัดการวินัย-อาญา ใครไม่ชัดเจนมอบปลัดโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนออกนอกพื้นที่

        หลังจากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงหรือระดับ 10 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค2.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นอธิบดีกรมสุขภาพจิต 3.นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 4.นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการเขต 5 เป็นอธิบดีกรมการแพทย์

5.นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 4 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 6.นพ.สุเทพ วัชรปิยานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 12 เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 7.นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 3 เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8.นพ.เกียรติภูมิ วงศ์วรจิต รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ตรวจราชการเขต 9 เป็นรองปลัดสธ. และ9.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 8 ได้ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนี้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จะพิจาณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารในระดับรองลงมา คือ ตั้งแต่ระดับ 9 ในตำแหน่งรองอธิบดี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสังกัดสธ.ทุกระดับทั่วประเทศ  ซึ่งเป็นอำนาจการพิจารณาแต่งตั้งของปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปลัดสธ.)

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า ในใจตนยึดมาตรฐานมาตลอดว่าคนที่เข้ามารับตำแหน่งระดับผู้บริหาร หรือเป็นผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.มีความมั่นคงในคุณธรรม ซึ่งจะเป็นยิ่งกว่าความซื่อสัตย์ แต่ต้องมีความมั่นคง ยึดมั่นในคุณธรรม 2.มีความฉลาดและปัญญา จะมีแต่ความฉลาดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีปัญญาที่จะเอาความรู้ ประสบการณ์ ไหวพริบมาใช้เพื่อร่วมสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้น และ3.มีพลัง ในการที่จะขับเคลื่อนสิ่งดีๆให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งข้อแรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“เท่าที่ทราบมีผู้บริหารถูกร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสหรือทุจริตเข้ามาจำนวนไม่มาก มีประปราย แต่ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องการโกงหรือทุจริตขึ้นเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าการดูแลเจ้าหน้าที่ ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขราว 3 แสนคนจะให้มีดีเหมือนกันทั้งหมดก็คงไม่ได้ แต่ก็จะต้องพยายามไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึค้น หากมีก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

900 กว่าตำแหน่งมีหนาว!!! “หมอหลวง”สั่งลุยปราบคนทุจริตในสธ.

        นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ได้มอบนโยบายให้นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารในระดับรองลงมาจากตำแหน่งรองปลัด อธิบดีและผู้ตรวจราชการซึ่งเป็นตำแหน่งในระดับ 10  โดยให้คำนึงถึงความซื่อสัตย์ ความสามารถเป็นสำคัญ บุคคลใดที่ถูกร้องเรียนเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ถ้ามีมูลให้ดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยและอาญา ถ้าไม่ชัดเจนก็ให้โยกย้ายสลับสับเปลี่ยน ทั้งนี้ เพื่อป้องปรามไม่ให้กระทำผิดทุจริตตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา พบเห็นบุคคลทุจริตสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้  จะเป็นการช่วยกันกำจัดคอร์รับชั่นให้สิ้น เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่งระดับรองจากระดับ 10 ซึ่งเป็นอำนาจปลัดสธ.ในการแต่งตั้งโยกย้ายที่เข้าข่ายจะต้องมีการพิจารณา ประมาณ  998 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองอธิบดี 25 ตำแหน่ง นพ.สสจ.ทั่วประเทศ 77 ตำแหน่ง และผู้อำนวยการรพ.สังกัด สธ.ทั่วประเทศรวม 896 แห่ง แยกเป็นโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ 780 ตำแหน่ง โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด 116 ตำแหน่ง

 

ชู’รพ.แหลมฉบัง’ต้นแบบรพ.ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ80พรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239324

โรงพยาบาลชุมชน, แหลมฉบัง, ต้นแบบ, ชุมชน, เฉลิมพระเกียรติ, พรรษา, รพแหลมฉบัง

การศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

ชู’รพ.แหลมฉบัง’ต้นแบบรพ.ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ80พรรษา

สธ.จับมือ สสส.-สถาปัตย์เกษตรฯ พลิกโฉม รพ.ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สู่โรงพยาบาลที่เป็นมากกว่าโรงพยาบาล ชู “รพ.แหลมฉบัง” ต้นแบบประสบความสำเร็จ

           เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข ในงานแถลงข่าว “Re-branding โรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” ความร่วมมือการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 5 ธันวาคม 2560  ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ประชาชนในทุกพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงและได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ในปี 2550 จึงได้ก่อตั้งโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาขึ้น 10 แห่ง กระจายตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ 2 ในปีพ.ศ.2560-2569 ถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 5 ธันวาคม 2560 ที่จะมาถึง และมีนโยบายให้พัฒนาโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติฯ ออกแบบและจัดการสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ โดยร่วมมือกับ สสส.ที่มีฐานความรู้ในการสนับสนุนให้เกิดตัวอย่างโรงพยาบาลที่มีสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่ช่วยส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้อาคาร ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสุขของเจ้าหน้าที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาเยียวยา และเป็นโรงพยาบาลที่มากกว่าโรงพยาบาล

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของโรงพยาบาลไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้การบริการและปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ในการบำบัดรักษาสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้โรงพยาบาล ซึ่งจากงานวิจัยเชิงประจักษ์พบว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการสร้างสุขภาวะ คุณภาพชีวิต สัมพันธ์กับการฟื้นตัวทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ที่ผ่านมาสสส.ได้ร่วมกับกลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาการประยุกต์ใช้หลักการออกแบบและพัฒนาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของโรงพยาบาล โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในโรงพยาบาลแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ที่พบว่าหลังจากโรงพยาบาลดำเนินการปรับผังการใช้พื้นที่ภาพรวม การเพิ่มพื้นที่พักผ่อนและเผยแพร่ความรู้แล้ว จากผลการประเมินพบว่าผู้มารับบริการมีความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมของแผนกผู้ป่วยนอกในระดับปานกลางถึงมาก มีความรู้สึกผ่อนคลายในการพักรอมากขึ้น จึงคาดหวังว่าความร่วมมือในการสร้างต้นแบบของโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อเป็นโรงพยาบาลที่มีการบริหารจัดการและการบริการที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของชุมชนจะสามารถเกิดขึ้นได้ในโรงพยาบาลในประเทศไทย

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งอยู่บนแนวคิดในการสร้างโรงพยาบาลที่เป็นยิ่งกว่าโรงพยาบาล โดยมีอัตลักษณ์ที่สำคัญ 4 ด้านคือ 1. เป็นโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติของในหลวง แสดงออกถึงการน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริมาใช้และเผยแพร่ 2. เป็นโรงพยาบาลที่เป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่ สิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลเอื้อต่อการมีสุขภาวะทั้งทางกาย ใจ สังคมและปัญญาของทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชนที่เข้ามาใช้พื้นที่ 3.เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชน โดยเป็นที่พึ่งของชุมชนในด้านการรักษาสุขภาพ เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ และ 4. เป็นโรงพยาบาลที่มีบริการดี มีมาตรฐาน อบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งสามารถออกแบบสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อชีวิตประจำวันของทุกคนโดยเลือกการตกแต่งสร้างบรรยากาศเหมือนบ้านเพื่อสร้างความคุ้นเคย   การพัฒนาโรงพยาบาลตามแนวคิดดังกล่าวต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของบุคลากรของโรงพยาบาล ชาวบ้าน ในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เข้าใจเงื่อนไขและบริบทที่แตกต่างกันของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม ให้สอดคล้องกับพระราชดำริในการพัฒนาชุมชนด้วยความพอเพียงและส่งเสริมความเป็นท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืนและเหมาะสม

 

ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเปิดสมุนไพรตัวใหม่ช่วยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239314

เจ้าพระยา, อภัย, เปิด, สมุนไพร, ตัวใหม่, ช่วย, ชาติ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเปิดสมุนไพรตัวใหม่ช่วยชาติ

ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเปิดสมุนไพรตัวใหม่ช่วยชาติ

            23ส.ค.2559 ด้วยปัจจุบันประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภาวะโลกร้อน ที่มีสภาพอากาศร้อนขึ้น ฤดูฝนที่สั้นลง มีรังสียูวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบให้ประชาชนมีภาวะตึงเครียด ฉุนเฉียว ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะโลกร้อน ทางการแพทย์แผนไทยมองเห็นสภาพปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากภาวะโลกร้อน การกำเริบของปิตตะ หรือธาตุไฟ ทำให้เกิดความร้อนภายในสูงขึ้น ปิตตะที่เพิ่มมากย่อมส่งผลต่อ วาตะหรือธาตุลม ให้มีความแห้งและกำเริบได้ เกิดการเสียสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ หรืออาการเจ็บป่วย เช่น อาการร้อนใน ผิวแห้งเหี่ยวมีริ้วรอย ภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหารอีกมากกมาย

ทางแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ค้นพบสมุนไพรตัวใหม่ ผักเบี้ยใหญ่ เป็นไม้ล้มลุกลำต้นเลื้อยทอดไปตามดิน อวบน้ำ ใบเดี่ยว ออกตรงกลาง ใบมีลักษณะคล้ายลิ้น ปลายมน โคนเรียวเล็ก ใบหนาเป็นมัน ดอกมีทั้งเดี่ยวและช่อ ไม่มีก้านดอก สีเหลืองสด ผลกลมรี เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลจะพบขึ้นตามซอกหินซอกกำแพง ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ ในชนบทมักนิยมนำมาทานจิ้มน้ำพริกหรือทำน้ำบูดู หรือทำแกงส้ม

แพทย์แผนไทยพบว่าผักเบี้ยใหญ่ มีสรรพคุณมากมายอาทิเช่น บำรุงผิว แก้ร้อนใน รักษาโรคสะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ ผิวหนัง ยารักษามะเร็ง แก้ไข้ในเด็ก แก้ตัวร้อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ทำการสาธิตนำผักเบี้ยใหญ่มาทำการสาธิต โดยการปั่นผสมน้ำ สาธิตใช้น้ำจากการปั่นมาทาผิวที่แห้ง ให้เกิดความชุ่มชื้น

ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร รองผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ในงานสมุนไพรแห่งชาติ ที่เมืองทองธานี สมุนไพรที่โดดเด่นทางเราจะนำไปเสนอคือผักเบี้ย ภายใต้แนวคิดผักเบี้ยกู้ชาติ เนื่องจากผักเบี้ยมีคุณสมบัติมากมาย โดยเฉพาะโรคผิวหนัง มีการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ ในเรื่องของการป้องกันแสง การโบท๊อก ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หน้าเต่งตึงไม่ต้องฉีดโบท๊อก มีความปลอดภัยมากกว่า

ผักเบี้ยนอกจากมีคุณสมบัติในการป้องกันแสงแล้ว ยังมีคุณสมบัติทำให้หน้าผุดผ่อง ชุ่มชื้น รวมทั้งการแก้แพ้ ดังนั้นสารสกัดจากผักเบี้ยในต่างประเทศ จะนำไปผสมในเครื่องสำอางสำหรับผิวที่แพ้ง่าย บอบบาง จากการศึกษาวิจัยใช้ผลิตภัณฑ์ผักเบี้ยในโรคเรื้อนกวาง ปัญหาเรื่องโรคอื่น ๆ ผักเบี้ยเป็นผู้ดูแลผิวหนังในสภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะผักเบี้ยมีโอมีก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง บำรุงไขข้อ ทำให้ตาไม่แห้ง เป็นอาหารเสริมสุขภาพที่ดี รวมทั้งมีสิทธิบัตรในการต้านโรคมะเร็งหลายชนิด ผู้สนใจสามารถพบในงานสมุนไพรแห่งชาติ ในวันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559

 

แพทย์เผยสาวประเภทสองติดเอชไอวีจากหมอเถื่อนฉีดโบท็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239308

สภากาชาดไทย, ศูนย์วิจัยโรคเอดส์, พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์, แทนเจอรีน, ฉีดโบท็อก, คนข้ามเพศ, สาวประเภมสอง, แพทย์, เผย, สาว, ประเภท, สอง, ติด, เอชไอวี, จาก, หมอ, เถื่อน, ฉีด, ท็อก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

แพทย์เผยสาวประเภทสองติดเอชไอวีจากหมอเถื่อนฉีดโบท็อก

สาวประเภทสองฉีดโบท็อกกับหมอเถื่อน ทำติดเอชไอวีจากใช้เข็มร่วมกัน สภากาชาดเปิดศูนย์สุขภาพชุมชนแทนเจอรีน ดูแลกลุ่มข้ามเพศโดยเฉพาะ ตรวจรักษา บริการฉีดฮอร์โมน-โบท็อก

      เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท กรุงเทพฯ  ในงานประชุมเสวนาระหว่างผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพแก่คนข้ามเพศกับผู้นำชุมชนคนข้ามเพศ  พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานป้องกัน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่พบมากในกลุ่มเพศทางเลือกคือ พบว่ามีการใช้ฮอร์โมนมากถึง 90% บางคนมีการใช้เข็มฉีดร่วมกัน ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้ รวมไปถึงปัญหาการใช้ฮอร์โมนเกินขนาด ศูนย์สุขภาพแทนเจอรีน จึงมีการให้บริการฉีดฮอร์โมนแก่คนข้ามเพศด้วย ถือเป็นบริการที่คนข้ามเพศมารับบริการมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมความงามในส่วนของการฉีดโบท็อกซ์ด้วย ปัจจุบันพบว่าสาวประเภทสองมีการติดเชื้อเอชไอวีจากการเสริมความงามจากหมอเถื่อนเพราะราคาไม่แพง แต่จะมีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ถือว่าเป็นการให้บริการเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มฉีดยาอีกช่องทางหนึ่ง และในอนาคตอาจจะขยายบริการฉีดฟิลเลอร์ด้วย แต่ที่จะขยายอย่างจริงจังคือ การให้มีจิตแพทย์มาคอยดูแลปรับสภาพจิตใจ เพราะกลุ่มเพศทางเลือกมักมีปัญหาซึมเศร้า เครียด และใช้สารเสพติด แต่คนไม่ค่อยนึกถึง

” อีกปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มคนข้ามเพศ หากเป็นชายข้ามเพศหรือแปลงเพศเป็นหญิง จะเจอปัญหาเรื่องการดูแลหลังผ่าตัดอย่างต่อเนื่องได้ไม่ดีพอ เช่น มีไหมตกค้าง หรือมีขนขึ้นด้านใน ทำให้เกิดการระคายเคืองและเป็นแผล หรือช่องคลอดใหม่ตีบตัน รวมถึงเจอโรคหูดในช่องคลอดใหม่ เพราะเนื้อเยื่อช่องคลอดใหม่ทำมาจากหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ซึ่งเพศชายทุกคนจะมีเชื้อเอชพีวีในการก่อโรคอยู่แล้ว ซึ่งจากการตรวจอาสาสมัคร 10 รายพบว่า ร้อยละ 20 มีเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็ง ส่วนปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มหญิงข้ามเพศเป็นชาย หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่หากข้ามเพศมาแล้วมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอดเดิมหรือทางทวารหนักก็มีความเสี่ยงในการติดโรคทางเพศสัมพันธ์เหมือนผู้หญิงและกลุ่มชายรักชายทั่วไป ซึ่งปัญหาคือเมื่อข้ามเพศเป็นชายแล้วทำให้ไม่กล้าไปหาสูติแพทย์ ซึ่งศูนย์สุขภาพฯ จะให้บริการครอบคลุมในเรื่องเหล่านี้”พญ.นิตยากล่าว

พญ.นิตยา กล่าวอีกว่าสภากาชาดไทยได้มีการเปิดศูนย์สุขภาพชุมชนแทนเจอรีนขึ้น เมื่อ พ.ย. 2558 เพื่อให้บริการแก่กลุ่มคนข้ามเพศโดยเฉพาะ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ยังมีปัญหาเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมาก เช่น เอชไอวี เอชพีวี หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส หูด เป็นต้น แต่ยังไม่มีสถานพยาบาลใดที่ให้บริการและดูแลแบบระยะยาวแก่กลุ่มเพศทางเลือกและคนข้ามเพศโดยเฉพาะ ซึ่งศูนย์สุขภาพฯ แห่งนี้ จะให้บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส ให้บริการตรวจคัดกรอง รักษา และป้องกันโรคในระยะยาวแบบครบวงจร เช่น การวัดระดับฮอร์โมน การฉีดฮอร์โมน การตรวจค่าการทำงานของตับ ไต บริการตรวจโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ การตรวจคัดกรองระยะก่อนมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ เช่น ทวารหนัก ช่องคลอด และช่องคลอดใหม่ในกลุ่มชายแปลงเพศเป็นหญิง รวมถึงโรคที่จะเกิดขึ้นหลังจากการแปลงเพศ  ทั้งนี้ ตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ มาราว 8 เดือน มีผู้เข้ารับบริการแล้วกว่า 400 คน

 

16 ปีปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว ไทยสูญรายได้1.5 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239285

ลลบาท, สูญเสีย, ส่งผล, ปฏิรูปการศึกษาไทย, 16 ปี, สถาบันอนาคตไทยศึกษา, ปฎิรูป, การศึกษา, ล้มเหลว, ไทย, สูญ, รายได้, ล้าน, บาท, ไทยสูญรายได้15, ล้านล้านบาท

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

16 ปีปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว ไทยสูญรายได้1.5 ล้านล้านบาท

สถาบันอนาคตไทยศึกษา เผย16ปี ไทยปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว สูญเสียโอกาส1.5ล้านล้านบาท งานวิจัยชี้ชัดการศึกษามีปัญหาทุกระดับ พัฒนาการเด็ก1ใน5จะต่ำกว่าเกณฑ์

เมื่อวันที่23ส.ค. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา นำเสนองานวิจัยหัวข้อ “โอกาสที่หายไป:12ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ในงานThailand Strategic Giving ว่าปฎิรูปการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2542จนถึงปัจจุบัน ผ่านไป16ปี พบว่า การที่ปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังนั้น ส่งผลให้เกิดค่าเสียโอกาสที่ประเทศควรจะได้รับ ประมาณ1.5ล้านล้านบาท หรือกว่า11%ของจีดีพี โดยตัวเลขค่าเสียโอกาสที่คำนวณได้นั้น เกิดจากการเปรียบเทียบประเทศที่ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ เช่น โปแลนด์ ปฎิรูปการศึกษาโดยใช้เวลาประมาณ11ปี ทำให้เด็กสอบได้คะแนนPISAเพิ่มขึ้น48คะแนน ขณะที่ของเรา 10หรือ11ปี คะแนนเพิ่มขึ้นเพียง3คะแนน ซึ่งการที่ผลคะแนนPISAเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิ์ภาพของแรงงาน มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และถ้าประเทศไทย ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ จะทำให้ไม่ต้องเสียโอกาส เฉลี่ยปีละ 0.14%และไม่ต้องเสียรายได้ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวต่อไปว่าการปฎิรูปการศึกษา มีความสำคัญมากที่ต้องทำให้สำเร็จ เพราะหากไม่สำเร็จจะถือเป็นการสูญเสียโอกาสที่ไม่ใช่ส่งผลเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย ซึ่งทุกระดับการศึกษาในขณะนี้มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนวัยเรียน พบว่า พัฒนาการของเด็ก1ใน5จะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น ส่วนระดับประถมศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่1ถึง6มีนักเรียนที่อ่านไม่ออก ประมาณ1.4แสนคน และเขียนไม่ได้ ประมาณ2แสนกว่าคน ,ระดับมัธยมศึกษา เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่จับใจความไม่ได้ โดยดูได้จากผลคะแนนPISAเด็กไทย1ใน3หรือ32%จะอ่านจับใจความไม่ได้ และเด็ก6ใน10เท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษา

อีกทั้งโรงเรียนดีๆ ที่มีคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ติดท็อป50ของประเทศ 34แห่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้เด็กในกรุงเทพฯมีโอกาสศึกษาต่อมหาวิทยาลัยดีๆ สูงกว่าเด็กในต่างจังหวัด และมีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่เด็กต่างจังหวัด มีเพียง20%ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษติวเข้ามหาวิทยาลัย คิดเป็น1.3เท่าของค่าใช้จ่ายในการเรียนปกติ

ทั้งนี้ ปัจจุบัน แม้จะมีมหาวิทยาลัยให้เลือกมาก เนื่องจากมีที่นั่งสอบมากกว่าเด็กที่เข้าสอบ แต่พบว่า2ใน3ครัวเรือนไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะค่าใช่จ่ายในการส่งเด็กคนหนึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย4ปีใช้เงินประมาณ5แสนกว่าบาท ซึ่งต่อให้ค่าเล่าเรียนถูก แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูง หรือถ้ากู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา คนหนึ่งได้ประมาณ1.7แสนบาท ทำให้พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินส่งลูกเรียน ซึ่งมหาวิทยาลัยเข้าเรียนไม่อยาก และจบไม่อยาก แต่เมื่อจบออกมาแล้ว ต่อให้สถิติการมีงานทำของเด็กสูง มีเพียง1%ของเด็กจบใหม่ที่ตกงานเกิน6เดือน แต่งานที่เด็กทำ มีเพียง1ใน4เท่านั้นที่ทำงานตามวุฒิ สาขาวิชาชีพที่ตนเองเรียนจบมา ส่วนใหญ่จะทำงานไม่ตรงวุฒิ หรือต่ำกว่าวุฒิที่เรียนมา

“สิ่งที่ทำให้ปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ เพราะภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมาก แต่เท่าที่ศึกษาเบื้องต้น เกิดจากการบริหารการจัดการ หลักสูตร และคุณภาพของครู โดยเฉพาะคุณภาพของครูที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งตราบใดที่ไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วไปแก้โดยวิธีอื่น เช่น พยายามเพิ่มลดโรงเรียน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้ ตอนนี้แม้จะมีการพัฒนาครู แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาไม่ครบถ้วน เพราะระบบราชการ ชอบวัดผลจากตัวชี้วัดการทำงาน เช่น จำนวนเปอร์เซ็นต์การอบรม เรื่องกระบวนการ โดยไม่ได้วัดจากคุณภาพของเด็ก ดังนั้น หากไม่มีการพัฒนาครูอย่างถูกต้องก็ไม่สามารถทำให้ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จได้ อย่างไรก็ตาม ปฎิรูปการศึกษาเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

ด้านนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของการบริจาคเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย” ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ชอบทำบุญ ชอบบริจาคเงินช่วยเหลือคนที่ยากลำบากกว่า แต่ก็เป็นการหวังผลตอบแทนให้เกิดกับตัวเอง และเป็นการให้ที่กระจัดกระจาย ไม่มีการตรวจสอบด้วยว่าเงินที่บริจาคนั้นมีการจัดนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ ดังนั้นในอนาคตการบริจาคของคนไทย ควรคำนึงถึงผลที่มีต่อสังคมไทยในภาพรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง

ทั้งนี้การบริจาคเงินเพื่อเป็นการทุนการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนยากจนได้รับการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพราะการศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ขณะที่รัฐบาลก็ต้องลงทุนด้านการศึกษาที่สูง แต่ระบบการศึกษาไทยก็ยังล้มเหลวอยู่เช่นเดิม ในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการปฏิรูปการศึกษา จะเน้นการปฏิรูปหลักสูตรและคุณภาพครู

ดังนั้นประเทศไทยจึงควรให้ครูลดการสอนในห้องเรียน และตั้งคำถามเพื่อให้เด็กตอบโดยไม่ใช่คำตอบที่ถูกหรือผิด แต่เป็นการถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กพูดและคิดอย่างต่อเนื่อง โดยมีครูเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ สังคมไทยจะต้องลงทุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อลูกหลาน ไม่ใช่เพื่อตัวเราในปัจจุบัน

 

ครม.ไฟเขียวตั้ง”กฤษศญพงษ์ “นั่งปลัด วธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239279

กฤษญพงศ์, ครม., ปลัด วธ., ครม, ไฟเขียว, ตั้ง, กฤษ, พงษ์, นั่ง, ปลัด, นั่งปลัด, กฤษศญพงษ์ , กฤษศญพงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

ครม.ไฟเขียวตั้ง”กฤษศญพงษ์ “นั่งปลัด วธ.

ครม.ไฟเขียวตั้ง “กฤษศญพงษ์” นั่งปลัด วธ. รมว.วธ.แจงพิจารณาจากความเหมาะสม โดดเด่น เรื่องการบริหารจัดการงบประมาณได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายวีระ  โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า  ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) 1 ตำแหน่ง โดยแต่งตั้ง นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา(ศน.) ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  แทนนายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัด วธ.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้    ทั้งนี้ การเลือกนายกฤษศญพงษ์ ซึ่งเหลืออายุราชการ 4 ปี เป็น ปลัด วธ.คนใหม่นั้นพิจารณา ความรู้ความสามารถ ประวัติการทำงาน ความประพฤติ และการนำเสนอวิสัยทัศน์แล้วพบว่าเป็นผู้ที่มีเหมาะสม ที่สำคัญมีความโดด เด่นเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล  วธ.มีจุดออ่อนในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล แต่ นายกฤษศญพงศ์ สามารถบริหารงบประมาณในแต่ละไตรมาสได้สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ ทั้งนี้อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในเรื่องการขับเคลื่อนงานต่างประเทศ แต่ไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะความเข้มแข็งของทีมงานความสัมพันธ์ต่างประเทศของ วธ.จะช่วยทำให้งานทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“จริงๆ คนอื่น ๆ ก็มีความสามารถ ทุกคนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่นายกฤษศญพงษ์ มีจุดเด่นเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ และสามารถประสานงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคได้อย่างดี  ส่วนกระแส วิพากษ์วิจารณ์ว่านายกฤษศญพงษ์ เป็นคนที่ฝักใฝ่การเมืองนั้น ได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีพฤติกรรมฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด หลังจากนี้ จะเชิญ นายกฤษศญพงษ์ มาหารือวาง แผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2560ของวธ. ทันทีโดยไม่รอให้ต้องมานั่งทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงก่อน เนื่องจากเวลานี้มีงานสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการมาก โดยเฉพาะการเตรียมคัดเลือกผู้เหมาะสมที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับ 10 ของวธ.ที่จะเกษียณอายุในสิ้นเดือนกันยายนนี้จำนวน 5 ตำแหน่ง ได้แก่รองปลัดวธ. 1 ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดวธ.1 ตำแหน่ง และ ผู้ตรวจราชการ วธ.อีก 3 ตำแหน่ง รวมถึงการปรับเปลี่ยนโยกย้ายผู้บริหารในระดับอื่นๆ และสรรหาผู้เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งอธิบดีศน.คนใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านศาสนา และมีมุมมองรอบด้าน”รมว.วธ. กล่าว

นายวีระ กล่าวด้วยว่า สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ 10 ที่เหลือนั้น  น่าจะถือโอกาสโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งไปในคราวเดียวกัน  ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มองอยู่ว่า ใครเหมาะสมที่จะอยู่ตรงไหน  และเป็นการสลับสับเปลี่ยน เพื่อให้งานมีการเดินหน้า  แต่ทุกอย่างจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส

 

“ชัยพฤกษ์”นั่งปลัด ศธ.“สุเทพ-สุภัทร”ขึ้นซี 11 คุมอาชีวะ-อุดม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239266

สุภัทร เลขาธิการกกอ., สุเทพ เลขาธิการ กอศ., ชัยพฤกษ์ ปลัดศธ., โยกย้าย ศธ., ชัยพฤกษ์, นั่ง, ปลัด, สุเทพ, สุภัทร, ขึ้น, คุม, อาชีวะ, อุดม, ชัยพฤกษ์นั่งปลัด, ศธสุเทพ-สุภัทรขึ้นซี, คุมอาชีวะ-อุดม, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

“ชัยพฤกษ์”นั่งปลัด ศธ.“สุเทพ-สุภัทร”ขึ้นซี 11 คุมอาชีวะ-อุดม

ครม.อนุมัติ “ชัยพฤกษ์” นั่งปลัด ศธ. ดัน “สุเทพ” จากพื้นฐานขึ้นครองเก้าอี้เลขาธิการ กอศ. ขณะที่ “สุภัทร” ลงล็อคเลขาธิการ กกอ. “ดาว์พงษ์” ยันไมมีเด็กใครดูการทำงาน

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง จำนวน 3 ตำแหน่ง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ได้แก่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็น ปลัด ศธ. พร้อมกันนี้แต่งตั้ง ดร.สุภัทร จำปาทอง รองปลัด ศธ.เป็น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  และดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็น เลขาธิการ กอศ. ทั้งนี้ การเสนอชื่อครั้งนี้ ตนได้หารือร่วมกับพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ และรศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.และตนก็มาตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งก็ได้มีการเสนอชื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งนายกฯก็เห็นชอบตามที่เสนอ

"ชัยพฤกษ์"นั่งปลัด ศธ.“สุเทพ-สุภัทร”ขึ้นซี 11 คุมอาชีวะ-อุดม

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่แต่งตั้งให้ ดร.สุเทพ  เป็นเลขาธิการ กอศ. ก็มีความอาวุโสและเป็นคนตั้งใจทำงาน โดยช่วง 1 ปีที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีและได้ทำงานร่วมกับทุกคน ก็ดูว่าใครทำงานอย่างไร ซึ่งทุกคนทำงานดีหมด แต่ก็ต้องดูอาวุโสประกอบด้วย และการที่ตนเลือก ดร.ชัยพฤกษ์ มานั่งปลัด ศธ. ก็ยังสามารถช่วยตนดูแลงานในส่วนของอาชีวะได้อีกทาง หรือหากมีปัญหาอะไร ก็ยังมีนายวณิชย์  อ่วมศรี รองเลขาธิการ กอศ. ที่ยังสามารถช่วยดูแลงานได้ด้วย และเนื่องจากขณะนี้ ดร.สุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู (สกสค.) ก็คงจะต้องปรับให้พ้นจากหน้าที่ และต้องหาคนอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนชั่วคราว จนกว่าการแก้ไขกฎระเบียบใหม่เสร็จก็จะสามารถหาตัวจริงมาปฏิบัติหน้าที่ได้

“ผมไม่กังวลเรื่องการย้าย ดร.สุเทพ ข้ามจาก สพฐ.มานั่งในตำแหน่ง เลขาธิการ กอศ. เพราะการทำงานทุกคนต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลง เราจะไปคิดอะไรตามใจตัวเองไม่ได้  ผมก็ต้องดูแล หากใครไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ต้องดำเนินการ ในเมื่อเราเป็นข้าราชการ ทุกคนรู้ตัวเองดี”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่ออีกว่า   ส่วนเหตุผล ที่แต่งตั้ง ดร.สุภัทร เป็น เลขาธิการ กกอ. นั้น ผมมองทั้งเรื่องอาวุโส และความรู้ความสามารถในการทำงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถือเป็นพื้นที่พิเศษเราอยากได้คนที่มีความรู้  มีหลายเรื่องที่จะต้องเดินหน้าต่อไปตามแนวทางใหม่ของรัฐบาล  และการที่จะทำงานกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีกฎหมายของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงต้องแต่งตั้งให้คนที่ค่อนข้างจะเข้าใจ และรู้เรื่องเข้าไปทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาหลายคนมองว่า รศ.นพ.สรนติ  ศิลธรรม รองเลขาธิการกกอ. น่าจะมีความเหมาะสม กับตำแหน่งเลขาธิการกกอ. มากกว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า รศ.นพ.สรนิต ต้องรออีกนิดหนึ่ง

ถามต่อว่า จะให้ไปเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)ใช่หรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ขอยัง ไม่พูด

“ภายในปี 2560 ผมมีงานที่ต้องเร่งสปีด อีกหลายเรื่องที่ต้องให้เห็นผลการทำงานชัดเจน จะมารอช้าไม่ได้  เร็วๆ นี้ จะเชิญ ทั้ง 3 คนมาพบ  มาคุยว่า จะต้องเตรียมทำอะไรให้ผม และผมก็จะดู   ให้เวลาพิสูจน์ฝีมือ 6 เดือน ให้โอกาสแล้ว ต้องทำให้ดี ถ้าทำไม่ดี ก็ต้องเรียกมาคุย ว่าทำไมถึงทำไมดี ยืนยันว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 และ11 ของศธ. ครั้งนี้ บริสุทธิ์จริงๆ  พูดต่อหน้าพระ ไม่มีใคร ฝากฝังใครมาแน่นอน รับรองว่า ไม่มีคนของ ดาว์พงษ์ ไม่มีคนของนักการเมือง ไม่มีคนของใครทั้งสิ้น ว่ากันที่ฝีมือล้วนๆ ผมต้องการคนที่จะมาทำงานกับผม  ต้องดูคนที่เข้ามาทำงานสนองนโยบายเราได้  ทุกคนสนองได้หมด แต่ใครจะได้มาก ได้น้อย  ใครเร็วใครข้ากว่ากันเท่านั้น   ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 แทนตำแหน่งที่ว่างนั้น ก็มีดำมี่ไว้แล้ว ต้องพิจารณา เป็นการถัดไป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวพร้อมทำงานในทุกตำแหน่ง เพราะตนเป็นข้าราชการ หากได้รับมอบหมายทำงานในหน้าที่ใด ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนกรณีที่ให้นายสุเทพ มาเป็นเลขาธิการกอศ.แทนตนนั้น ก็เชื่อว่านายสุเทพ จะสามารถเชื่อมประสานงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอาชีวะ ได้อย่างดี

 

ปรากฎการณ์ “คราฟต์เบียร์ไทย” เมื่อยักษ์เล็กรวมพลังสู้ยักษ์ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

0 มกราคม 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/478430

ปรากฎการณ์ "คราฟต์เบียร์ไทย" เมื่อยักษ์เล็กรวมพลังสู้ยักษ์ใหญ่

เสียงสะท้อนจากผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรคด้านข้อกฎหมายที่ล้าสมัย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระแส “คราฟต์เบียร์ (Craft Beer)” หรือเบียร์ที่เกิดจากผู้ผลิตรายเล็กซึ่งต้องการอิสระเเละสร้างสรรค์เบียร์ด้วยตัวเอง กำลังร้อนแรงในเมืองไทย หลังจากชายหนุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตจับกุมข้อหาผลิต จัดจำหน่าย และครอบครองเครื่องมือทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตั้งคำถามและรณรงค์เรียกร้องให้รัฐเปิดเสรีการหมักเบียร์ที่ปัจจุบันยังถือว่าผิดกฎหมาย

ปรับกฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องวิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 อนุญาตให้มีการทำเบียร์ได้ 2 ประเภทคือ 1.หากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี  2. โรงเบียร์ขนาดเล็กประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brew Pub) โดยให้บริโภคภายในพื้นที่ผลิต ไม่อนุญาตให้บรรจุขวดและต้องผลิตในปริมาณขั้นต่ำที่ 1 แสนลิตร แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี

ทั้งนี้การผลิตเบียร์ทั้งสองประเภท ผู้ผลิตจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนด้วยเงินทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท นับเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญที่ผู้ผลิตรายเล็กมองว่าไม่เป็นธรรม

ฟาง-ปณิธาน ตงศิริ ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยแบรนด์ “Stone Head”  ซึ่งตัดสินใจไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในไทย เผยว่า ข้อจำกัดในบ้านเราสะท้อนให้เห็นถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงข้อกฎหมายให้ทันกับยุคสมัย ทัดเทียมกับนานาประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้าง

“ประเทศอื่นเขาออกกฎหมายเพื่อประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆในสังคม  เมื่อมีการเรียกร้อง เขาจะทยอยอัพเดทเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้เกิดความทัดเทียม ล่าสุดประเทศเกาหลีใต้มีการแก้ไขกฎหมาย ลดข้อจำกัด และเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตเบียร์รายเล็กมากขึ้น ขณะที่เมืองไทยใช้ พ.ร.บ.สุรา มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2493”

ภาพจาก Stone Head Thai Craft Beer

ในมุมมองของปณิธาน เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตรายเล็กจะส่งผลดีต่อสังคมและภาครัฐ ทั้งในแง่ของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตัวเลือกการบริโภค การเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่มและการสังสรรค์ ตลอดจนผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากร

“1.ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกในการดื่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่น้อยมาก ตลาดเมนสตรีมในไทยมีอยู่ชนิดเดียวคือ เบียร์ลาเกอร์ 2.เมื่อรายเล็กสามารถผลิตเบียร์เองได้ ความที่เขาด้อยกว่ารายใหญ่ทุกเรื่องในแง่การผลิต ทั้งเทคโนโลยี เงินทุน ช่องทางการจัดจำหน่าย สิ่งเดียวที่เขามีก็คือ ความคิดสร้างสรรค์และความคล่องตัว เขาจะเอาตรงนี้มาผลักดันการแข่งขันในตลาด จนนำไปสู่สิ่งใหม่ๆที่เราจินตนาการไม่ถึง 3.ภาครัฐเองก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษี และช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเบียร์ต่างประเทศ”

เจ้าของคราฟต์เบียร์ไทยรายนี้ บอกว่า การมีผู้ผลิตเบียร์คราฟต์เพิ่มขึ้นไม่ได้การันตีว่าตลาดเบียร์โดยรวมจะเติบโตและทำให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่แต่อย่างใด เพราะประวัติศาสตร์ในต่างประเทศยืนยันแล้วว่าตลาดไม่ได้เติบโตขึ้น เพียงแต่คราฟต์ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นต่างหาก

“เรากำลังพูดถึงความหลากหลาย ความทัดเทียม โอกาสในการแข่งขัน โดยมีเพดานกฎหมายกำกับที่ลดต่ำลงมา ที่น่าคิดและน่าแปลกใจก็คือ  ทำไมสุรากลั่นชุมชนและไวน์นั้นสามารถผลิตได้ง่ายกว่าเบียร์ ประเทศที่พยายามจะพัฒนาตัวเอง เขามักจะสนับสนุน เปิดโอกาสให้ชุมชนได้สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อเพิ่มมูลค่า เรามีผักผลไม้ทุกอย่างที่เอามาสร้างมูลค่าได้มาก และเป็นตลาดที่ใหญ่จริงๆ”

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

มีคุณค่ามิใช่แค่เมามาย

“มันคือการสร้างสรรค์ผลงานด้วยความพิถีพิถัน มีสายใยระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นศิลปะและจรรโลงใจให้คนใจเย็น อาจเป็นกิจกรรมในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงก็ได้  ซึ่งตัวผมเองก็เริ่มกินเบียร์กับครอบครัวก่อน” เสียงจาก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ปลุกกระแสคราฟต์เบียร์ไทย

ชายหนุ่มวัย 28 ปี บอกว่า หากสังคมไทยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคราฟต์เบียร์ เริ่มเรียนรู้ มองเป็นศิลปะ และให้คุณค่ากับมันเสียแล้ว จะไม่ดื่มเพื่อความเมาอย่างเดียว แต่จะเห็นเป็นตัวช่วยให้เกิดการเรียนรู้ถึงค่านิยมการดื่มอย่างมีคุณค่า

“ทุกวันนี้เราดื่มเบียร์แบบเอาเมาเละเทะ เฮ้ย รุ่นน้อง มาเอาไปกิน มึงไม่แดกไม่เก๋าเว้ย หรือเฮ้ย ไม่หมดไม่เลิก อะไรแบบนี้ สังคมส่วนใหญ่รู้จักเบียร์แบบนั้น ซึ่งผมก็เคยเป็นจนกระทั่งมารู้จักคราฟต์เบียร์ ทำให้เราเข้าใจการดื่ม และเกิดการเรียนรู้ค่านิยมการดื่มใหม่ๆ”

เท่าพิภพเล่าว่าเคยทำงานในบาร์เบียร์ ทำให้รู้จักและเรียนรู้ประวัติที่มา กระทั่งรสชาติของเบียร์หลากหลายชนิด รวมทั้งได้สัมผัสกับนักดื่มจำนวนมากที่ไม่ได้มีเป้าหมาเพียงแค่ความเมา แต่ยังต้องการซาบซึ้งอิ่มเอิบไปกับที่มาและรสชาติของคราฟต์เบียร์แต่ละชนิดด้วย

“ที่มาและรสชาติของแต่ละค่ายน่าสนใจมาก อย่างของ Punk IPA (พังค์ ไอพีเอ) จากค่ายบรูวด็อก (BrewDog) ประเทศสก็อตแลนด์ ก่อตั้งจากคนไม่มีอะไร และเกือบเจ๊งด้วย จนได้รับการระดมทุน เป็นสตาร์ทอัพที่มาแรงมากของวงการคราฟเบียร์โลก พวกเขาทำให้คนในสหราชอาณาจักรตื่นตัวและเริ่มหันกลับมาดื่มคราฟต์เบียร์กัน รสชาติมันมีความเป็นกบฎในตัว เขาใส่สไตล์อเมริกันเข้าไปโดยเพิ่มฮ๊อปและผลไม้เขตร้อน หรือคราฟต์เบียร์ของไทยอย่าง LEMONGRASS KOLSCH จาก Stone Head ซึ่งผสมผสานวัตถุดิบของไทย โชว์กลิ่นตะไคร้ ก็เป็นอีกหนึ่งคอนเซปต์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจินตนาการและดีไซต์ของผู้ผลิต”

ผู้ผลิตคราฟเบียร์หนุ่มรายนี้ บอกอีกว่า การค้าเบียร์สามารถนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่ผลิตเบียร์ของพวกเขาได้ ไม่ใช่แค่กำไรจากตัวผลิตภัณฑ์เอง แต่ยังรวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่ต่อยอดและเผื่อแผ่ไปถึงใครต่อใครที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับทั้งธุรกิจการท่องเที่ยวและชุมชนที่อยู่รายรอบพวกเขา

“คนเราควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือก ที่จะทำ จะห้ามหมดเลยมันโบราณ และไม่ใช่หนทางที่ดีของประเทศที่เจริญแล้ว”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ระบุว่า ตลาดเบียร์ไทยในปี 2559 มีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท โดย อันดับหนึ่งคือ ลีโอ (ค่ายเดียวกับสิงห์) ครองส่วนแบ่ง 53 % รองลงมาคือ ช้าง ครองส่วนแบ่ง 38 – 39 % สิงห์ครองส่วนแบ่ง 5-6 % ไฮเนเก้น 4-5% ตามลำดับ

 

เจษฎา ชื่นศิริกุล เจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl

ผลิตเมืองนอก…ต้นทุนสูง-สูญเสียเอกลักษณ์

วินาทีนี้มีคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยอยู่ราว 10 ยี่ห้อที่หนีข้อจำกัดทางกฎหมายโดยการทำสัญญาผลิตเบียร์ร่วมกับโรงงานในต่างประเทศ ก่อนนำเข้ามาโดยเสียภาษีให้กับกรมสรรพสามิต หนึ่งในนั้นคือ เจษฎา ชื่นศิริกุล เจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl

เจษฎาเปรียบเทียบให้ฟังว่า คนทำเบียร์เหมือนกับคนทำอาหาร เริ่มต้นจากการอยากทำของที่ถูกปากตัวเอง หรือคนในครอบครัว เพื่อนฝูง โดยพยายามทำออกมาให้ดีและสะท้อนความเป็นตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งการผลิตในเมืองนอกและนำกลับเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย มีอุปสรรคที่ทำให้สูญเสียรสชาติ เอกลักษณ์ที่ต้องการนำเสนออย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนจนนำไปสู่ราคาขายที่ค่อนข้างสูง

“ถ้าผลิตได้ในเมืองไทย จะเกิดข้อดีหลายส่วน หนึ่งคือส่วนผสม เราสามารถใส่ในสิ่งที่มีความเป็นไทยลงไปได้ อย่างเช่นมะพร้าว ถ้าไปต้มเมืองนอก การจะนำมะพร้าวไปก็ลำบาก หรือกลิ่นตะไคร้ในเมืองไทย คือ เดินไปซื้อที่ตลาดแล้วเอามาหั่นใส่ลงไป แต่ถ้าไปต้มต่างประเทศ มันลำบากกว่ากับการนำส่วนผสมเหล่านั้นไป

“เหมือนเราอยากทำต้มยำไทย แต่ต้องไปทำที่เมืองนอก แน่นอนว่ามันไม่เหมือนกัน ส่วนผสมอย่างมะกรูด ก็ไม่ใช่มะกรูดบ้านเรา ตรงนี้แหละเป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ในการทำ ไหนจะเรื่องต้นทุนการผลิต ค่าเช่า ค่าขนส่ง และภาษีการนำเข้าด้วย เพราะงั้นถ้ามีโอกาสได้ทำในบ้านตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก”

เจษฎา ยืนยันว่า สิ่งที่ผู้ผลิตรายเล็กกำลังเรียกร้องไม่ใช่การต่อสู้กับผู้ผลิตรายใหญ่หรือกรมสรรพสามิต แต่กำลังต่อสู้กับกฎหมายที่ถูกตั้งคำถามว่าล้าหลังและถึงเวลาปรับปรุงแล้วหรือไม่

วิชิต ซ้ายเกล้า

เอาชนะด้วยผลงานและความสำเร็จ 

ถ้าหากไม่เลือกออกไปตั้งโรงงานผลิตในเมืองนอกก็ต้องต่อสู้ในเมืองไทย ตัวเลือกที่ง่ายที่สุดคือ การทำ Brewpub หรือโรงเบียร์ประเภทที่มีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ภายในร้าน ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในร้านเท่านั้น ห้ามบรรจุขวดขาย และกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตร แต่ไม่เกินหนึ่งล้านลิตรต่อปี

วิชิต ซ้ายเกล้า เจ้าของเเบรนด์ Chitbeer อยู่ระหว่างผนึกกำลังกับพรรคพวกก่อตั้ง “โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์” โรงเบียร์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ต้ม ชิม และ แชร์ อย่างถูกกฎหมาย

“การต่อสู้กับข้อจำกัดนั้นมีสองทาง หนึ่งคือออกไปตั้งโรงงานผลิตที่ต่างประเทศแล้วนำกลับเข้ามาขายในบ้านเรา สอง คือเปิดโรงเบียร์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งยากหน่อย แต่เป็นภารกิจที่เรากำลังจะทำสำเร็จ”

วิชิต มองว่า ปัจจุบันวงการคราฟต์เบียร์ไทยกำลังเดินมาถึงระยะที่ 2 หลังจากระยะแรกได้สร้างการรับรู้ สาธิต และประกาศว่าพวกเราสามารถทำเบียร์กันได้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่วนระยะที่สองเป็นเรื่องของการเจรจาขอใบอนุญาตก่อตั้ง Brewpub

“โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์จะเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน น้องๆจะมารวมตัวกัน Brew (ต้มเบียร์) ชุบตัวที่นี่และจ่ายภาษีทุกหยด ข้อกำหนดแสนลิตรที่กฎหมายกำหนดจะกลายเป็นเรื่องขี้ๆ และผู้ผลิตทุกคนก็จะได้พัฒนาและถูกตัดสินว่าดีหรือแย่จากผู้บริโภค”

เจ้าของเเบรนด์ Chitbeer บอกต่อว่า ในระหว่างที่เปิดโรงเบียร์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่จะได้เรียนรู้ก็คือ จำนวนภาษีที่ต้องจ่าย ผลงานมากมายที่นำเสนอ ผลกระทบจากนักท่องเที่ยว  ตลอดจนผลกระทบทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ก่อนเก็บสถิติเพื่อนำเสนอเป็นรายงาน ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต

“เชื่อว่าวันนั้นรัฐมนตรีก็อยากจะได้รายงานฉบับนี้ เรียกร้องอย่างเดียวมันไม่ค่อยพลัง ไม่มีคนเชื่อ ไม่มีตัวเลข หรืออะไรที่อธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรม  เราจะชนะและสร้างผลกระทบด้วยผลงานและความสำเร็จ  ถ้าไม่ทำ เราก็จะมานั่งเถียงกันแบบไทยๆ ไม่จบไม่สิ้น เถียงกันแบบใช้ความเชื่อ อะไรดี ไม่ดี  วันนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นกว่าวันนี้ที่นายกรัฐมนตรียังไม่รู้เลยว่าคราฟต์เบียร์คืออะไร” วิชิต พูดถึงเป้าหมายของตัวเองในช่วง 3 ปีหลังเปิดโรงงานสำเร็จกลางปีนี้

ภาพโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ จากเพจเฟซบุ๊ก Chitbeer

 

“สิงห์”ประกาศหนุนเต็มที่

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า บุญรอดฯ สนับสนุนแนวคิดแก้ไขกฎหมายกรมสรรพสามิต เพื่อส่งเสริมการผลิตคราฟต์เบียร์อย่างถูกต้อง พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐนำผู้เชี่ยวชาญในการปรุงเบียร์ให้ดีมีคุณภาพ มอบความรู้ความเข้าใจกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ บุญรอดฯ มองว่าการทำธุรกิจคราฟท์เบียร์ สามารถดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยแนวโน้มตลาดคราฟต์เบียร์ในประเทศไทย ตัวเลขในเชิงปริมาณมีราว 10 ล้านลิตร ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมากจากเทรนด์เกิดขึ้นในยุโรป ส่วนพฤติกรรมในไทย ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ต้องการเครื่องดื่มที่มีความแตกต่าง แปลกใหม่ และเชื่อว่าคราฟต์เบียร์จะเข้ามาช่วยสร้างสีสันภาพรวมตลาดเบียร์ในเชิงปริมาณ 2,000 ล้านลิตรให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น

ปิติ บอกอีกว่า ปัจจุบันบุญรอดฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุน ชมรมคราฟต์เบียร์ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ และบริษัทยังมีบรูมาสเตอร์ หรือผู้เชี่ยวชาญในการปรุงเบียร์ให้ดีมีคุณภาพที่พร้อมให้ข้อมูลความรู้กับผู้สนใจและต้องการแลกเปลี่ยน และหากพันธมิตรหรือสตาร์ทอัพทำคราฟต์เบียร์ที่ดีมีคุณภาพ ก็พร้อมจะสนับสนุนและเติบโตไปด้วยกันในธุรกิจคราฟต์เบียร์

ความนิยมยังไม่มากพอจะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

การลดเพดานและอุปสรรคทางด้านกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตเบียร์รายย่อย จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ และได้รับความนิยมอย่างแท้จริงจากสังคม เพื่อเป็นแรงกดดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายในที่สุด

สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า การแก้กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก กระบวนการต้องผ่านการพิจารณา มองอย่างรอบด้านจากหน่วยงานและกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบ ตลอดจนกระแสสังคม กระบวนการเรียนรู้และเสียงตอบรับในขณะนั้น ไม่ใช่ว่ากรมสรรพสามิตจะสามารถขับเคลื่อนเองได้ทันที

“เรื่องเบียร์พูดยากนะ จริงๆ เราก็มีการปรับปรุงกฎหมายและเงื่อนไขต่างๆ มาตลอด อย่างสุราปัจจุบันก็มีกฎหมายรองรับสุราชุมชนให้เกิดขึ้นได้ เมื่อรัฐเห็นว่าเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมีกรอบและกติกาควบคุมว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม ทั้งสภาพแวดล้อม สุขภาพ และอื่นๆ”

อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า การเรียกร้องนั้นต้องใช้เวลาและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่า คราฟต์เบียร์เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย อาจจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ สนับสนุน และพัฒนาไปสักระยะก่อน

“เมื่อก่อนยังไม่มีวิธีคิด ไม่มีใครพูดถึง กรอบกฎหมายก็เลยยังไม่มีการพิจารณาหรือพูดไปถึงเรื่องนั้นๆ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบเพราะมีผลกระทบต่อสังคมหลายด้าน”

ปรากฎการณ์ที่ผู้ผลิตคราฟเบียร์ตัวเล็กๆออกมารวมตัวเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างสำคัญอันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการเบียร์ไทยในอนาคต

 

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477755

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

เวทีเสวนา เรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เวทีเสวนาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ในหัวเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและร่วมหาทางออกในการเปลี่ยนแปลงตำรวจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมได้กังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของตำรวจอย่างกว้างขวางแล้วในขณะนี้

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตรมช.มหาดไทย วิพากษ์ถึงวงการสีกากีบนเวทีเสวนาว่า กับคำถามที่ว่ามีตำรวจเอาไว้ทำไม ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ประชาชนได้ตั้งคำถามนี้มานาน และจะดังขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดข้อสงสัยว่าตำรวจทำอะไรจึงเกิดคำถาม ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ทราบกันดีว่าตำรวจมีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน และรักษาชีวิตของประชาชน และคำถามดังกล่าวสะท้อนอะไร คำตอบคือสะท้อนการทำงานของตำรวจว่าทำตามหน้าที่ดีแล้วหรือไม่

หากมองลงไปในพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 มาตรา 6 กำหนดหน้าที่อำนาจของตำรวจเอาไว้ ที่ชัดแจ้งคือข้อ 3 ระบุว่า ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา และข้อ 4 คือ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร และนี่คือคำตอบว่ามีตำรวจไว้ทำไม แต่เมื่อเกิดคำถามมาโดยตลอด ก็สะท้อนให้เห็นว่าตำรวจกำลังบกพร่อง ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดเอาไว้

6 ปัญหาของตำรวจที่ไม่ได้รับการแก้ไข

พล.ต.อ.วิศิษฐ์ ย้ำว่า ผลการศึกษาถึงปัญหาของตำรวจมีหลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินการ ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ตาม และผลการศึกษาก็ทำให้เห็นว่า การที่ตำรวจไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้ มีอยู่ 6 เรื่องสำคัญ คือ 1.การบริหารราชการเป็นรูปแบบการรวมอำนาจ แม้กฎหมายจะกำหนดให้เกิดการกระจายอำนาจ แต่ก็เพียงแค่ตัวหนังสือ เพราะความจริงตำรวจไม่ได้ดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และไม่สอดคล้องกับประชาชนในแต่ละพื้นที่

2.ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจ กลับถูกบรรจุอยุ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การป้องกันรักษาป่า การท่องเที่ยว เป็นต้น ส่งผลให้ต้องใช้บุคลลากรในภารกิจที่กระทบต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่เป็นภารกิจหลัก 3.กระบวนการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระ และไม่ได้รับการพัฒนา เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับตำรวจ เพราะเมื่อไม่มีอิสระ มีการครอบงำ การสอบสวนก็จะถูกบิดเบือนเพื่อให้ได้ตามที่อาชญากร หรือผู้ที่ทุจริตต้องการ

4.ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ หากเทียบเงินเดือนกับภารกิจหน้าที่ของตำรวจเพื่อให้สอดรับกับความเป็นอยู่ จะเห็นได้ว่าไม่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง หากเดินบนท้องถนนและเห็นตำรวจพกปืนข้างเอว บอกได้เลยว่าเป็นปืนที่ตำรวจซื้อมาเอง ไม่ใช่ของหลวง และทุกวันนี้ปืนพกก็กระบอกละนับแสนบาท 5. การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งไม่คำนึงถึงคุณธรรม เกิดการเล่นพรรคเล่นพวก คิดถึงผลประโยชน์เป็นหลัก เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้นับตั้งแต่มีการตั้งตำรวจขึ้นมาในประเทศไทย คนที่ผลงานดี อาวุโสถึง กลับไม่ได้ตำแหน่ง คนที่ประจบสอพลอกลับเติบโต และ 6.ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานตรำวจ และร่วมตรวจสอบ แม้จะมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ แต่หลักความจริงกลุ่มคนพวกนี้คือลูกน้องตำรวจแทบทั้งสิ้น การตรวจสอบใดๆ จึงไม่เกิดขึ้น

“ผลการศึกษาสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่มีสักครั้ง หรือสักคนที่จะเริ่มแก้ไขปัญหานั้น กระทั่งส่งผลกระทบที่สะสมจนเกิดคำถามมาโดยตลอดว่าตำรวจมีหน้าที่อะไรกันแน่ และเรามีตำรวจไว้ทำไมกัน” พล.ต.อ.วศิษฐ์ วิพากษ์ถึงปัญหา

อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้นี้ เสริมว่า รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความต้องการที่จะเปลี่ยแปลง ปรับปรุง และปฏิรูปตำรวจ และตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่กรรมการที่ว่าก็โยนงานกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิรูปกันเอง ทำให้ผลการปฏิรูปก็ไม่คืบหน้า เพราะตำรวจระดับใหญ่ไม่ได้ต้องการปฏิรูป

ตำรวจคือคนที่สร้างอาชญากรรมให้ประชาชน

ขณะที่สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการด้านกระบวนการยุติธรรม จากมหาวิทยาลัยรังสิต มองตำรวจเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เสียงจากสังคมที่ทวงถามหาหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจจะดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านี้หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง เสียงทุกด้านจากประชาชนกำลังแสดงออกถึงความเดือดเนื้อร้อนใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตำรวจ และหากผู้มีอำนาจเมินเสียงของประชาชน ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ ก็ถือว่าเป็นคนที่ร้ายกาจอย่างมาก

“การปฏิรูปตำรวจจะต้องต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตำรวจที่เราต้องปฏิรูป ผมไม่เข้าใจว่าทำไมการปรับปรุงองค์กรตำรวจถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ และขอให้ปรับปรุงเพียงนิดเดียว ประชาชนก็ยังไม่ได้เห็น และการกระทำของตำรวจเองคือผลสะท้อนที่ทำให้ประชานเกลียดตำรวจ เพราะตำรวจเองก็เป็นคนในองค์กรระดับชาติที่ไปสร้างอาชญากรรมให้กับประชาชน” สังศิต ย้ำ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งสังศิตนำมาพูดในวงเสวนา โดยเฉพาะกับสายตาของงานวิชาการต่างชาติ ที่มององค์กรตำรวจของเมืองไทยว่านี่คือธุรกิจ ธุรกิจที่มีการซื้อขายกัน โดยเฉพาะค่าตำแหน่ง การสอบแข่งขัน ทุกอย่างเป็นการซื้อขาย สิ่งนี้สะท้อนได้ชัดเจนว่าตำรวจควรจะต้องปฏิรูปมากที่สุด

“เมื่อ 3 ปีก่อนผมพูดว่า องค์กรตำรวจคือองค์กรแรกที่ต้องได้รับการปฏิรูปมากที่สุด ผมถูกตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องทันที เพื่อหาว่าผมไปหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรีของตำรวจ”

สังศิต เสริมว่า แต่ผมเชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจ จะสร้างคมเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากที่สุด และจะเป็นสิ่งที่นำเอาเกียรติภูมิของตำรวจกลับมา แต่เสียงของประชาชนก็ถูกเพิกเฉย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยทำให้ความต้องการของประชาชนเป็นจริง งานเปลี่ยนแปลงตำรวจจึงเป็นเรื่องยากในทุกวันนี้

“ขนาด รัฐบาลคสช.ที่เข้ามาบริหารด้วยวิธีพิเศษก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่อีกด้าน หากรัฐบาลอยากเห็นประชาชนมีคามสุข ก็ต้องกล้าปฏิรูปตำรวจ คำถามคือทำไมรัฐบาลไม่ทำ คำตอบคือ เพราะกลัวจะเกิดแรงต้านตามมาจากตำรวจ ผมเห็นมากับตาแล้วว่าอดีตตำรวจระดับนายพลจะรวมพลังค้ดค้านทันที เพราะเขาจะสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์”

แสนล้านให้ตำรวจ แต่ประชาชนได้อะไร?

ตามแนวคิดของสังศิต น่าสนใจตรงที่ว่าประชาชนคือจุดศูนย์กลางของรัฐบาลที่ต้องได้รับการใส่ใจเช่นกัน และประชาชนก็ใกล้ชิดกับตำรวจในบทบาทของสังคม แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับจากตำรวจกลับเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม สังศิตมองเรื่องนี้ว่า งบประมาณในการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีละแสนล้านบาท แต่ให้มองภาพรวมว่าประชาชนได้อะไรจากงบประมาณนี้บ้าง และความหายนะที่ตำรวจสร้างให้กับประชาชนมันมากเท่าไหร่ มันคุ้มกับเงินงประมาณที่ลงไปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

“ผมเคยเสนอไปว่า ให้ตำรวจเป็นตำรวจจังหวัด ความยุติะรรมจะเร็วขึ้น และดูแลเฉพาะจังหวัดของท่าน ให้ประชาชนได้รับความยิตูรรมขึ้นมาเล็กน้อยก็ยังดี โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้าง ตำรวจจังหวัดจะทำให้ระบบตรวจสอบได้กระชับและรวดเร็วขึ้น อย่างเช่น ตำรวจญี่ปุ่นจับคนขโมยภาพไป สองวันขึ้นศาลเลย แต่ของเราไม่รู้นานเท่าไหร่ ดังนั้น กระบวนการยุติธรามต้องให้ประโยชน์กับประชาชนบ้าง แม้มันจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยก็ยังดี”

สังศิต กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการปรองดองกับประชาชน มากกว่าการให้นักการเมืองปรองดองกัน เพราะประชาชนก็มีจำนวนมากกว่าพรรคการเมืองเสียอีก รัฐบาลต้องให้ประชาชนมากกว่านี้

“ผมยังไม่เห็นว่าตำรวจมีประโยชน์อะไรต่อสังคม ต่อประชาชนบ้าง ตำรวจจำนวน 2.1 แสนคนเรามีเอาไว้ทำไม คำถามนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ”

“แต่การปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างความปรองดองของชนชั้นนำระหว่างกัน แล้วประชาชจะไปสนับสุนนได้อย่างไร แต่หากทำให้เกิดความโปร่งใส กล่้าเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ผมว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะปรบมือให้เลย”สังศิต ให้ความเห็น

เอายศให้ตำรวจเท่ากับละเลยประชาชน

อีกมุมมองในวงการตำรวจ อย่าง พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตำรวจในสายตาประชาชนถือว่าเลวร้าย และชั่วร้ายมาก ผลพวงมาจากสาเหตุที่ขาดการถ่วงดุลอำนาจ ขาดการตรวจสอบ นับตั้งแต่ที่มีการแยกการควบคุมออกจากกระทรวงมหาดไทย และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากนายกฯ ไม่คิดจะเปลี่ยนตำรวจ ทุกอย่างก็จบ เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับตำรวจมันยิ่งแน่นแฟ้น เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน

“ตำรวจไทยสวนทางกับตำรวจในโลกสากล เพราะตำรวจต่างประเทศจะถือเป็นงานพลเรือน แต่ของไทยกลับถูกควบรวมเป็นงานเหล่าทัพ นายร้อยตำรวจก็ไปเรียนกับทหาร ซึมซับวัฒนธรรมและรับแนวคิดแบบทหารมา ซึ่งงานทหารกับงานรักษากฎหมายมันคนละเรื่องกัน งานตำรวจควรจะเป็นงานพลเรือน แต่เอาชั้นยศไปติดกับตำรวจ”

พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่า ตำรวจไทยถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจติดอันดับโลก เพราะมีทั้งปืน และมีทั้งสำนวนอยู่ในมือ ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตจึงกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนได้เห็น เพราะตำรวจคือระบบศักดินา เอายศไปให้ทำให้ตำรวจคิดใหญ่ขึ้น กินมากขึ้น แย่งกันกินแย่งกันอยู่ สะท้อนไปถึงตำแหน่งที่ต้องเลื่อนขั้นเลื่อนขั้นเพื่อให้เป็นใหญ่ จนละเลยงานที่ต้องรับใช้ประชาชน

“ผมบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้การวิ่งเต้นมีมากถึง 100% แต่การซื้อตำแหน่งผมเชื่อว่ามี 90 % ทุกวันนี้มันมีหลากหลายรูปแบบในการซื้อขาย ทั้งการดูแลกัน ผ่อนส่งบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านรู้กันดี แต่ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวแห่งชาติก็ไม่เคยออกมายอมรับแม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”

แม้จะมีอำนาจจากรัฐบาลพิเศษ โดยเฉพาะความเด็ดขาดจากการบริหารงานของคสช. แต่สำหรับ พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะตำรวจ เพราะบ่อนการพนันยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจก็ยังดำเนินการตามปกติ ถ้าพื้นที่มีบ่อนแสดงว่าตำรวจต้องรับเงิน ถ้าไม่รับบ่อนไม่กล้าลง ไม่กล้าเปิดเล่น

“แค่ตกใจชั่วคราวตอนที่เกิดรัฐประหาร แต่พอจับทิศทางได้ ตำรวจก็เหมือนเดิม บ่อนก็มีเหมือนเดิม” พ.ต.อ.วิรุฒม์ ย้ำ

อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ทิ้งท้ายว่า การคัดเลือกตำรวจเข้ารับราชการก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะตรวจสอบแค่ว่าไม่มีประวัติคดีเป็นอันจบ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็นตำรวจมันมีจิตใจดีหรือไม่ เป็นคนจิตใจร้ายที่ต้องการแต่งเครื่องแบบ ได้พกปืนหรือเปล่า เราไม่มีการตรวจสอบ ถ้าเช่นนี้เข้ามาก็โกง ทุจริต ดังนั้นผมไม่ตื่นเต้นกับเรื่องทุจิรตสอบนายสิบ เพราะระดับนายพลเขายังโกงกันจนเป็นเรื่องปกติ

“ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องการให้ปฏิรูปทั้งนั้น เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะตำรวจหาเลี้ยงนาย มันเหนื่อย มันคือระบบขายตรง ที่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศเข้ามาหากิน ตำรวจที่มีสิทธิ์ทำเงินได้ถึงหลักร้อยล้านบาทมันมีไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น การจัดการรถตู้ รัฐบาลก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะเขาจ่ายส่วยกัน เพื่อให้เสียค่าปรับตั๋วเด็ก (ราคาถูกลง)” พ.ต.อ.วิรุฒม์ วิพากษ์ตำรวจ

ปปง.ต้องกล้ายึดทรัพย์

ร.ต.อ.วิเชียร ตันศิริคงคล อดีตนายตำรวจที่ผันตัวมาเป็นนักวิชาการด้านตำรวจ จากมหาวิทยาลัยบูรพา เสริมในวงเสวนาว่า กรณีทุจริตสอบคัดเลือกนายสิบตำรวจ เป็นเรื่องที่ชวนคิดว่า การที่จะเข้าไปเป็นตำรวจจะต้องจ่ายเงินระดับแสนบาทเพื่อคดโกงข้อสอบ แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้รับเงินเดือนน้อย เริ่มต้นเมื่อรวมทุกอย่างเพียงแค่ 1.1 หมื่นบาทเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นจะเข้าไปทำไม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อใส่เครื่องแบบแล้วมันจะมาพร้อมกับอำนาจ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ปืน เป็นต้น และสิ่งนี้เองที่นำไปสู่ปัญหาในปัจจุบัน

กรณีประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวทีเ่กิดปัญหาในวงการตำรวจ แต่หลายประเทศกลับเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะยุคที่อยู่กับการเคลื่อนตัว ทั้งสิทธิมนุษยชน ที่นับเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และหน่วยงานไหนที่ละเมิดมากที่สุด คำตอบคือตำรวจ จนกลายเป็นกระแสที่ต้องเกิดการปฏิรูป รวมถึงความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้นำไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีกระแสการเติบโตของเทคโนโลยี จุดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ ที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้งาน และประสิทธิภาพประสิทธิผลของตำรวจที่ปฏิบัติงาน ที่ต้องเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจทั่วโลก ยกเว้นเมืองไทยที่ทำในระดับที่ตำ่กว่าประเทศอื่นทำ เราอยู่ในระดับการปฏิรูปที่ต่ำมาก สื่อหลายแขนงสะท้อนออกมาเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ ทุกวันนี้บ่อนหลายแห่งก็กลายเป็นทหารและฝ่ายปกครองเข้าไปจับ มันสะท้อนถึงคามเฉื่อยชา และผลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจกับตำรวจ”

ร.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้มาด้วยอำนาจพิเศษ หลายคนตั้งความหวังว่า การปฏิรูปภาครัฐอย่าจริงจังน่าจะเห็นผล แต่ปรากฎว่าสองปีที่ผ่านมาการปฏิรูปตำรวจกลับถอยหลัง เกิดการย้อนเวลา โดยเฉพาะงานสอบสวนที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจ เพราะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการสอบวนไม่แก้ไข หรือทำได้ไม่ดี เราก็จะเจอแพะอีกไม่รู้กี่ตัว

“สังเกตได้ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.ไม่เคยยึดทรัพย์นายตำรวจที่ร่ำรวยผิดปกติแม้แต่รายเดียว ทั้งๆ ที่ว่ากันตามจริง เงินเดือนข้าราชการจะทำให้มีทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นหรือไม่ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายที่เราคิดว่ามันดีจะต้องครอบคลุมได้ทั้งหมด ปปง.ก็ต้องเริ่มเข้ามาตรวจสอบ เงินที่ตำรวจหามาอย่างมิชอบ คิดว่าเก็บไว้ให้ลูกหลาน ต่อไปนี้ลูกหลานของเขาก็ต้องไม่ได้ใช้เงินที่ผิดๆ แบบนี้ ต้องเอาให้เขาคิดใหม่ ต้องจริงจัง”ร.ต.อ.วิเชียร เสนอทางแก้ปัญหาตำรวจ

 

“ประกันทุ่มโปร” หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477648

"ประกันทุ่มโปร" หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การโอนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารหลังได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะข้าราชการ จนทำให้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องออกมาหยุดกระแสสังคม โดยระบุว่า กระทรวงการคลังได้หยุดจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการแล้ว เนื่องจากมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังคงต้องศึกษาว่า การจ้างให้บริษัทประกันกับกรมบัญชีกลางบริหารรูปแบบใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่กระทรวงการคลังหวังควบคุมงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยสุด ซึ่งดูแล้วประเด็นนี้อาจไม่ได้จบเสียทีเดียว

ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง “สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทย โอนสิทธิให้บริษัทประกันภัยดูแล ใครได้ ใครเสีย?” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนเสียงของผู้แทนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

วราวรรณ เวชสัสถ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยปัจจุบันมีเบี้ยมูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มประกันชีวิต 5.5 แสนล้าน ประกันวินาศภัย 2 แสนล้าน ซึ่งระบบประกันกรมธรรม์สุขภาพมีเงื่อนไข เช่น ถ้ามีเรื่องโรคก่อนทำประกันหรือเป็นโรคภายใน 30 วัน บริษัทประกันจะไม่จ่าย แต่ถ้าบริษัทประกันเข้ามารองรับสิทธิข้าราชการ ประเด็นต่างๆ จะต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของบริษัทประกัน

“เราจะไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ความคุ้มครองจะเป็นไปตามสิทธิที่ข้าราชการเคยได้ และบริการทุกอย่างภาคธุรกิจจะต้องดำเนินการให้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม และดีที่สุด”

วราวรรณ กล่าวอีกว่า หลายประเทศหน่วยงานรัฐให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบพื้นฐาน ส่วนนโยบายหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามากำหนดเอง เพราะประเทศเหล่านั้นถือว่า งบประมาณดูแลสุขภาพควรมีระบบที่ดี และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐ เอกชน ประกันภัย จะต้องร่วมมือกันโดยใช้เครื่องมือทุกอย่างให้ประชาชน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมสมาคมฯ.มีความพร้อมที่จะเข้ามาทำ สาเหตุที่เข้ามาไม่ได้หวังผลประโยชน์กำไรอะไร แต่อยากยกระดับธุรกิจขึ้นไป และเพื่อตอบแทนชาติบ้านเมือง ดังนั้นคิดว่าอยากให้รัฐและเอกชนจับมือกัน

เพราะเรื่องสุขภาะของคนไทยถือว่าดีที่สุดในโลกเนื่องจากมี 3 กองทุนหลักในการดูแล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และประกันสุขภาพข้าราชการ แต่ส่วนตัวเป็นห่วงว่าถ้าหาก 3 กองทุนเดินต่อไปอย่างนี้อีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนแปลงอาจล้มลายได้

ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่รัฐบาลจะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลโครงการนี้ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ สิทธิประโยชน์ต้องไม่ถูกลดทอน การบริการต้องเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม และงบประมาณรัฐต้องไม่เพิ่มขึ้น ประกันพร้อมอาสาทำ โดยช่วงเริ่มต้นธุรกิจประกันภัย 20-30 บริษัทพร้อมลงทุนค่าบริหารจัดประมาณ 300 ล้านบาทเอง

ส่วนระบบที่นำมาใช้ อาทิ ระยะแรก บริษัทประกันมีระบบที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ระบบตรวจสอบดูแลความผิดปกติจากค่ารักษา ระบบการจ่ายยาที่ดีขึ้น ระบบสื่อสารรายละเอียดการดูแลผู้ป่วย พร้อมบริการให้ดีที่สุดเช่นเดียวกับลูกค้าบริษัทประกัน  และการจ่ายเงินให้สถานพยาบาลจะเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่มเพราะมีระบบที่ดีอยู่แล้ว

ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี จะพัฒนาระบบข้อมูลให้ดีขึ้น และระยะยาว เมื่อมีฐานข้อมูลการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขที่ดี ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางระบบบริหารจัดการสาธารณสุขของประเทศได้

ขณะที่ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ ประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนเข้ามาบริหาร เพราะไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจน หากจะให้เอกชนเข้ามาบริหาร และการที่จะให้เอกชนเข้ามาทำเฉพาะเรื่อง อาจทำให้โรงพยาบาลรัฐมีปัญหา เพราะเรื่องนี้ดำเนินการเฉพาะส่วนไม่ได้ ต้องทำทั้งระบบ หรือหากจะให้เอกชนเข้ามารัฐควรคิดให้รอบด้าน

นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่า การที่รัฐดำเนินการเรื่องนี้เพื่ออยากลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลและครอบครัวให้ลดลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา อาทิ ทำให้ระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระบบรัฐไหลไปสู่เอกชน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบในอนาคต และหากการเข้าถึงอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการเดิมที่ได้รับ

จากข้อมูลปัจจุบันกรมบัญชีกลางใช้งบประมาณเพียง 0.01% หรือประมาณ 30 ล้านบาท กับบุคลากรประมาณ 30 คนในการบริหารระบบ แต่ถ้าเอกชนเข้ามา คิดว่าไม่สามารถบริหารระบบด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้ เพราะเอกชนต้องมีค่าบริหารจัดกาสูง ในสภาวะที่อนาคตประชากรประเทศมีผู้สูงอายุและโรคเพิ่มขึ้น

พลตรีหญิง พูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาของบริษัทประกันที่ผ่านมา เช่น การจ่ายอาจไม่ครอบคลุม ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ดังนั้นการที่รัฐจะยกงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้บริษัทประกัน เพื่อต้องการประหยัดงบ มองว่าเปรียบเสมือนการผลักไสไล่ส่ง เพราะจุดเริ่มต้นที่เข้ามารับราชการเพราะหวังพึ่งให้รัฐดูแล

พรวิลัย เดชอมรชัย ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นสิทธิของบุคลากรที่เข้ามาทำงานในระบบรัฐ จะได้รับสิทธิดูแล เช่น การรักษา บำบัด ฟื้นฟู ดูแลตรวจสุขภาพ แต่ด้วยที่รัฐเป็นองค์กร จึงทำให้โครงการมีงบประมาณสูงขึ้น โดยเหตุผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมีใช้เวชภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ

ขณะที่การจะนำบริษัทประกันที่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลสุขภาพนั้น หลักการยังไม่ได้มีการโอนสิทธิทุกอย่างให้กับบริษัทประกันทั้งหมด แต่คาดว่าจะนำมาบริหารเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายยังคงมีบุคลากรของรัฐเข้าไปกำกับดูแล เพราะกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลแต่ไม่มีเครื่องมือ และบุคลากรเฉพาะทาง

สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาระบบ ซึ่งกรมจะทำแผนระยะสั้น กลาง และยาว ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบก่อน ยืนยันว่าการบริหารจัดการเรื่องนี้ทุกคนในภาครัฐต้องได้ประโยชน์ และจะไม่ทำให้สิทธิข้าราชการที่มีอยู่ลดลง