เปิดใจเจ้าของตึกร้างระฟ้า ‘สาธรยูนีค’ อนุสรณ์ 20 ปี วิกฤติต้มยำกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862701


ตั้งตระหง่าน ระฟ้า ท้าพิสูจน์
จุดดึงดูด ชาวไทยเทศ ทั่วเขตขัณฑ์
ลืออาถรรพณ์ สร้างไม่เสร็จ เหตุใดกัน
ตึกร้างนั้น ชื่อโจษจัน ‘สาธรยูนีค’

หากบรรยายถึงตึกร้างที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโรมัน สูงเสียดฟ้า กว่า 50 ชั้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ‘ยูนีค ทาวเวอร์’ ตึกร้างที่สูงที่สุดในประเทศไทย และตึกนี้ ‘โด่งดัง’ ไปไกลทั่วโลก ด้วยฉายาที่เรียกขานกันว่า ‘Ghost Tower’ แม้ชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่กลับดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติให้ขึ้นมาพิชิตยอดตึกสูงที่มีวิวทิวทัศน์งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง

แต่น้อยคนนัก ที่จะรู้ถึงที่มาที่ไป…ทำไมถึงร้าง ทำไมไม่สร้างต่อให้เสร็จ แม้กระทั่ง ทำไมไม่ขายให้จบๆ กันไป หลากหลายคำถามถูกเล่าผ่าน ‘พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ’ กรรมการบริหารบริษัท สาธรยูนีค จำกัด ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่มารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ‘อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ’ สถาปนิกเบอร์ต้นของเมืองไทย เจ้าของตึกระฟ้าแห่งนี้

นายพรรษิษฐ์ เริ่มเล่าว่า 1,800 ล้านบาท คือ เงินลงทุนโครงการทั้งหมดของสาธรยูนีค โดยได้งบมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ เงินลงทุนของบริษัท สาธรยูนีค จำกัด เงินจากการขายพรีเซลส์ลูกค้า ซึ่งเปิดขายโครงการไม่ถึงเดือนก็ประสบความสำเร็จ ด้วยราคาขายขณะนั้นอยู่ที่ตร.ม. ละ 25,000 บาท (ปัจจุบัน ตร.ม. ละ แสนกว่าบาท) ทำให้ขายได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลือเป็นเพนท์เฮาส์ และช็อปด้านล่าง ซึ่งรอขายหลังจากมีลูกค้าเข้ามาอยู่ และเงินก้อนสุดท้าย มาจากการเซ็นสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ด้วยจำนวนเงิน 640 ล้านบาท โดยจะแบ่งจ่ายให้เป็นงวด

แต่แล้ว ‘สาธร ยูนีค’ ก็เกิดสะดุดขึ้นมาในปี 2536 อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ พ่อของนายพรรษิษฐ์ ถูกตั้งข้อหาในคดีจ้างวานฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น เนื่องจากเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทมีชื่อไปเกี่ยวข้องในคดีจ้างวานฆ่า จึงทำให้สถาบันการเงินชะลอการปล่อยเงินกู้ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่หลังจาก อ.รังสรรค์ ถูกขังหลายเดือนจนได้รับการประกันตัว สถาบันการเงินก็ปล่อยเงินกู้ต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันศาลได้ยกฟ้องคดีนี้แล้ว

หลังจากนั้น ปี 2540 สถาบันการเงินหลายที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทสาธรยูนีค ได้ปิดตัวลงจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จากสาเหตุหนี้สินท่วม จนรัฐบาลเล็งเห็นว่า หากปล่อยไว้จะล้มเป็นโดมิโน่ จึงจำเป็นต้องตัดมะเร็งทิ้ง พร้อมกับขอเงิน IMF มาช่วย เมื่อสถาบันการเงินถูกปิด บ.สาธรยูนีค จึงถูกตัดเงินที่ให้กู้ไปโดยปริยาย

รัฐปิดตา เจ้าของธุรกิจไร้ที่พึ่ง เลือกจบปัญหาด้วยชีวิต

นายพรรษิษฐ์ เล่าต่อว่า แม้สถาบันการเงินจะปิดไปแล้ว แต่สามารถฟ้องผู้ที่รับสิทธิ์ต่อได้ ก็คือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่ก็ยากลำบากตรงที่ทุกสิ่งทุกอยากถูกยำรวมกันเป็นแกงโฮะ โดยตามกฎหมายที่รัฐบาลเขียนขึ้นมาจะต้องตรวจดูบัญชีก่อน แยกหนี้ดี หนี้เสีย แต่รัฐไม่ทำ กลับเอาบริษัทที่มีปัญหาทั้งหมดมายำรวมกัน และแบ่งขายทอดตลาด จัดประมูลและลดราคาให้ด้วย พอเอกชนประมูลเสร็จเพิ่งมาดูกฎหมายว่า ต้องเป็นบริษัทกองทุนรวมประมูลและจะได้ละเว้นภาษี ซึ่งแทนที่รัฐจะยกเลิกการประมูล แต่กลับบอกผู้ที่ประมูลได้ ให้ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกองทุนรวมมาสวมสิทธิ์แทน

นอกจากนี้ ครั้นจะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐก็ถูกตัดตอน แต่ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมมีเอี่ยวในเรื่องนี้ แต่เพราะพวกเขาไม่อยากรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเปิดรับ ปัญหาจะแห่มาเป็นสึนามิ และต้องรื้อแก้ไขใหม่ระบบเศรษฐกิจจะพังทั้งหมด

“การที่คุณไม่ได้รับความยุติธรรม โดยรัฐซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่คุณ แต่พ่อแม่คุณหักหลังคุณเอง ยัดเยียดเอาบาปให้คุณ เอาความชั่วร้ายทั้งหมดให้คุณ และบอกว่าคุณน่าจะต้องตาย คุณต้องล้มละลาย นี่ไงคนที่ล้มเขาถึงฆ่าตัวตายกันตอนปี 40” นายพรรษิษฐ์ กล่าวอย่างเจ็บปวด

ลูกค้าก้มกราบเท้า “คืนเงินผมเถอะ”

ผู้สื่อข่าวถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้าว่า “ปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด?” นักธุรกิจหนุ่ม ยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบว่า “เคยมีลูกค้าเป็นคุณลุง วัย 70 ปี ซื้อคอนโดให้ลูกเป็นโครงการนอกเมือง เขาเป็นเจ้าหนี้เราแค่เแสนเดียว อยู่ๆ มาหาผมแล้วลงไปคุกเข่ากราบเท้าผม แกพูดว่า ขอเงินแสนเดียวคืนเถอะ จะเอาไปให้ลูก ผมอึ้ง…น้ำตามันล้นแต่ร้องไห้ไม่ออก รีบลงไปคุกเข่าตามและบอกไปว่า คุณลุงอย่าทำแบบนี้เลยครับ ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆ จะให้ผมตายก็ได้ แต่ถ้าผมคืนเงินให้ลุง เจ้าหนี้ที่เหลือก็จะมาฆ่าผมแน่ๆ ว่าทำไมคุณลุงได้พวกเขาไม่ได้

นอกจากนี้ ก็เคยมีแบบชี้หน้าด่าว่า พ่อแม่มึงโกงกูหรอ หรือชาวเน็ตที่คอมเมนต์ด่าในโซเชียลมีเดียว่า พวกมึงเป็นภาระของประเทศ ตึกนี้เมื่อไหร่จะทุบทิ้งสักที เป็นภาระทัศนอุจาดของประเทศ เอาไว้ก็ประจานประเทศ เป็นตราบาปของประเทศ ผมอ่านตลอดนะ หรือบางทีมาแบบขอร้อง เป็นป้าแก่ๆ มาขอเงินคืน บางทีผมก็พูดไม่ออก มันจุกไปหมด”

อย่างไรก็ดี แม้ว่านายพรรษิษฐ์ จะอยากควักเงินในกระเป๋าสตางค์ตัวเองชดใช้ให้กับเจ้าหนี้ แต่ก็ยอมรับอย่างตรงๆ ว่า “ผมไม่มีปัญญาเลยครับ เพราะว่าถ้าให้คนนี้ คนต่อๆ ไปก็จะมาเยอะมาก ไม่ใช่แค่โครงการสาธรยูนีค เท่านั้น แต่ยังมีโครงการอื่นๆ อีกมาก แค่เฉพาะเจ้าหนี้โครงการสาธรยูนีค ประมาณ 500 ราย และต้องคืนให้เขาเต็มจำนวนทั้งหมดประมาณ 700 กว่าล้านบาท”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เคยมีลูกค้ายื่นฟ้องร้องบ้างไหม? กรรมการบริหาร บ.สาธรยูนีค ตอบว่า “เคย แต่น้อยมากมีเพียง 10% เท่านั้น และเคยฟ้องจนถึงศาลฎีกา ซึ่งจะมีการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และต้องวางเงินประกัน แต่ผู้ฟ้องก็ต้องถอย เพราะมูลค่าของตึกสูงมาก และส่วนใหญ่คดีก็จบแล้ว”

ปณิธาน อ.รังสรรค์ ต้องการคืนเงินลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เป็นคำถามที่ใครๆ ต่างก็อยากรู้ว่า ตึกร้างสูงที่สุดในประเทศไทย…ทำไมยังอยู่? ลูกชายเจ้าของตึกร้างชื่อดัง ให้คำตอบว่า คุณพ่อของเขา คือ อ.รังสรรค์ เจ้าของตึก มีความเชื่อว่า ตึกนี้มีคุณค่า สามารถขายได้ในราคาพอที่จะเยียวยาทุกคน และคุณพ่อของเขาเป็นคนที่รักในชื่อเสียงของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะถูกกระทำจนชื่อเสียงป่นปี้ แต่ก็ยังมีความสุขและรักในชื่อเสียงของตัวเองเสมอ ที่สำคัญ อ.รังสรรค์ มีความรู้สึกว่า หากไปเดินตลาดและเจอคนมาด่าว่าไปโกงเงิน คงรับไม่ได้ จึงตั้งปณิธานว่า จะต้องคืนเงินแก่ลูกค้าทั้งหมดเท่าที่จะสามารถหามาให้ได้ ซึ่งก็คือ เงินต้น ทั้งหมด

ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ คำนวณเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด ทั้งเจ้าหนี้ที่เป็นลูกค้า เจ้าหนี้ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินรายใหม่คิดดอกเบี้ยเต็ม และตั้งราคาขายไว้ที่ 3,000 ล้านบาท

“โอกาสลดราคามี แต่มันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผม ที่อยากขายเร็วๆ ก็ลดให้ได้ แต่ตึกนี้มันมีเจ้าหนี้เยอะ และราคาก็ไม่ได้ตั้งจนเว่อร์ เพราะมันมีลิสต์เป็นหลักฐานอยู่แล้ว เช่น สถาบันการเงินเรียกราคานี้ เนื่องจากฟ้องบริษัทสาธรยูนีคมาและเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเต็มที่ 20 ปี ตัวเลขมันอยู่ในคดี เขาก็เรียกตามนี้” นายพรรษิษฐ์ ชี้แจง

10 กว่าปี มีคนสนใจซื้อตึกนับร้อยราย

นายพรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ดูแล บ.สาธรยูนีค มา 15 ปี มีคนมาดูตึกดังกล่าวนับร้อยรายทั้งผู้ลงทุนในประเทศและต่างชาติ หากเป็นผู้ลงทุนในประเทศที่ต้องการตึกนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าตึกนี้มีชื่อเสียงใครสานต่อจนสำเร็จก็มีโอกาสที่จะติดอันดับในวงการอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาไม่ไหว หรือดีไซน์ไม่ตรงตามที่ต้องการ เพราะคอนโดปัจจุบันเน้นห้องเล็ก แต่สาธรยูนีคเป็นห้องขนาดใหญ่สไตล์ยุค 80-90

ขณะที่ ผู้ลงทุนต่างประเทศ มีทั้งเจ้าชายจากซาอุดีอาระเบีย หรือกลุ่มผู้ลงทุนจากอเมริกา แต่เป็นอันต้องคลาดกันมาโดยตลอด เพราะปัญหาที่ไม่สามารถแสดงสถานะทางการเงินได้ หรือมีปัญหาเรื่องการนำเงินเข้ามาในประเทศ ต้องยืดเยื้อเวลาทำสัญญาต่อ แต่พอยืดเวลาก็จะมีคนมาเสียบตลอด ทำให้ทุกวันนี้ หากจะทำสัญญากับใครต้องดูให้มั่นใจก่อนว่า ผู้ลงทุนมีความสามารถพอที่จะซื้อตึกนี้ได้ เพราะหากทำสัญญากันไปเรื่อยๆ แล้วยังไม่พร้อมวางเงิน ก็จะทำให้พลาดโอกาสจากผู้ลงทุนรายอื่นๆ ที่สนใจตึกนี้

ไร้โอกาสสร้างต่อเอง! คาดใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 1.2 พันล้านบาท

มีโอกาสไหมที่จะพัฒนามันขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำมือเราเอง? ลูกชายเจ้าของตึกร้างสาธร ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีโอกาสแน่นอนครับ” พร้อมให้เหตุผลว่า ราคาซื้อขายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตร.ม. ละ 25,000 บาท ลูกค้าจองไป 90% แล้ว ถ้าสร้างตึกนี้เสร็จและส่งมอบให้ทุกคนได้ตามสัญญาเดิม บ.สาธรยูนีค จะได้เงินมาแค่ 600 ล้านบาท

ขณะที่ ปัจจุบันค่าก่อสร้างตึกนี้ต่อให้เสร็จ จะต้องใช้เงินขั้นต่ำ 1,200 ล้านบาท แต่หากต้องการให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จะต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมกับถามผู้สื่อข่าวกลับมาว่า “สถาบันการเงินที่ไหนจะให้กู้ทั้งๆ ที่รู้ว่า ขาดทุนแน่ๆ”

ปัดร่วมลงทุนสร้างต่อ แจงให้บุคคลที่สามเข้ามาทำแทน

หากจะใช้วิธีกู้เงินมาคืนลูกบ้านให้ครบ แล้วหาผู้ร่วมลงทุนเพื่อสานต่อจนแล้วเสร็จ ทำได้หรือไม่? กรรมการบริหาร บ.สาธรยูนีค ส่ายหน้าปฏิเสธแทนคำตอบ ก่อนอธิบายต่อว่า “เคยมีคนมาเสนอให้คืนเงินลูกบ้าน และเขาจะร่วมลงทุนกับผม เพื่อสร้างตึกนี้ให้เสร็จ แต่ผมปฏิเสธไป โดยให้เหตุผลที่ว่า ลูกบ้านเขาไม่เอา เขาจะเอาห้อง ทำไมเขาถึงต้องรอ 20 ปี ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ดอกเบี้ยสักสลึงเดียว ในขณะที่ผมเอาตึกนี้ไปทำกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างมหาศาล

เพราะว่า ผมจะต้องขาย ตร.ม. ละแสนกว่าบาทอยู่แล้ว ทำไมเขาถึงจะต้องได้รับเงินเท่าเดิม มันไม่ยุติธรรม ฉะนั้น สถานการณ์ในตอนนี้และในอนาคต ผมกับลูกบ้านจะต้องหยิบเงินแล้วเดินออกไปพร้อมกัน แล้วให้คนอื่นเขาทำต่อ ผลประโยชน์อยู่กับคนอื่นไม่เกี่ยวกับเรา เราแค่ได้เงินคืนเราก็พอใจแล้ว”

บทเรียน ‘สาธร ยูนีค’ จากวิกฤติต้มยำกุ้ง

“เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว ผมอายนะ ผมรู้สึกว่า ครอบครัวผมไปโกงอะไรใครหรือเปล่า จนกระทั่งผ่านมาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถือว่าเป็นมหาลัยที่ดีให้ผมได้รู้เช่นเห็นชาติ” นายพรรษิษฐ์ เกริ่นก่อนอธิบายต่อ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤติครั้งนี้ คือ รัฐบาลหลายๆ รัฐบาลก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มข้น คนที่รักษากฎหมาย คนที่เป็นผู้รักษาความยุติธรรมกลับเอามือซุกหีบ เอาทุกสิ่งทุกอย่างหมกไว้ใต้พรม แล้วคิดว่า เดี๋ยวคนพวกนี้คงตายไปกันเอง…

นอกจากนี้ ตนยังได้เรียนรู้วิธีการในการจบปัญหาอย่างถูกกฎหมาย และชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็น ‘การขายหุ้น’ ขายให้กับบุคคลที่สาม พอซื้อหุ้นไปก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโดยศาลล้มละลาย โดยมีวิธีการมากมายที่ทำให้การลดหนี้ลงจาก 100 บาท หรือ 5 บาท โดยคำพิพากษา และมีหลายโครงการที่ใช้วิธีนี้

หรือ ‘การขายทอดตลาด’ ที่กรมบังคับคดี บ.สาธรยูนีค ซึ่งเป็นพันธะติดอยู่กับลูกบ้าน มีสัญญาซื้อขายกันอยู่ก็ต้องล้มละลายไป หนี้สินทั้งหมดก็สูญ แต่นายพรรษิษฐ์ ยืนยันว่า เหตุการณ์ข้างต้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ ตราบใดที่ยังมีพ่อแม่และตัวเขาดูแลบริษัทนี้อยู่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสอนให้ผมเป็นคนโกง…แต่พ่อกับแม่ผมดึงไว้ เอาเชือกมัดคออยู่ ถามว่าอึดอัดไหม มันก็อึดอัดจนชิน แต่ถ้าทำตามทางของธุรกิจผมก็รอด ครอบครัวก็รอด แต่ถูกลูกค้าประณาม ขณะเดียวกัน ถ้าจะทำให้ถูกตามทำนองคลองธรรมก็จะถูกคนอีกกลุ่มด่าทอว่า…โง่ ไม่ยอมทำตามวิถีทางธุรกิจ คุณเป็นผมคุณจะทำอย่างไร?”

เศรษฐกิจไทยวันนี้ เหมือน ‘มะเร็ง’ ไม่รู้ว่ามี รอวันลามทั่วร่างกาย

เศรษฐกิจในวันนี้ จะเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 หรือไม่? นายพรรษิษฐ์ มองว่า เมื่อปี 40 เป็นเหมือน ‘Heart Attack’ อยู่ๆ ก็เป็นแบบฉับพลันขึ้นมา แต่ก็สามารถทำบอลลูน หรือบายพาสจนรอดตายมาได้ แต่ตอนนี้ คือ ‘มะเร็ง’ ซึ่งอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้น และจะค่อยๆ แสดงอาการออกมา ซึ่งแค่นี้อาจจะรักษาได้ หายจากมะเร็งได้ แต่ถ้าไม่หายมันจะค่อยๆ ลามไปยังส่วนอื่นของร่ายกายเรื่อยๆ จะช้าหรือเร็วก็ไม่อาจทราบได้

“ผมคิดว่า มันจะเป็นหนักกว่าเดิมเยอะ เพราะว่า สิ่งที่รัฐบาลหลายๆ รัฐบาลทำ คือ การตั้งกฎหมายขึ้นมาเองแล้วละเมิดกฎหมาย เพราะตัวเองมีอำนาจใหญ่โต ขนาดกฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเองยังไม่สามารถที่จะทำได้เลย และเป็นทุกรัฐบาลไม่ใช่แค่เพิ่งจะมาเป็นด้วย” เจ้าของตึกร้างระฟ้า ทิ้งท้าย

นี่คือบทเรียนของผู้ชายที่ชื่อพรรษิษฐ์และครอบครัวต่อสุวรรณได้รับจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ในครั้งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตกงาน ขายตัว ฆ่าตัวตาย! ครบ 20 ปี ‘ต้มยำกุ้ง’ ศก.ไทยจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

 

เงินร้อน! ทะลักตลาด “พันธบัตรไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870471


นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคม 2560 ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่เทศกาลตรุษจีนช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจนจากการเข้ามาเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน โดยการท่องเที่ยวในเดือน ม.ค.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.9% และมีโอกาสที่จำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะสูงกว่าที่ ธปท.คาดไว้ นอกจากนั้น แรงขับเคลื่อนยังมาจากการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวดี และการส่งออกขยายตัวสูง 8.5% ทั้งนี้ ธปท. คาดว่าส่งออกจะเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวดีทั้งไตรมาส 1 และ 2 แต่ต้องติดตามการส่งออกในไตรมาส 3 จากปัญหาการกีดกันการค้าโลก

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังคาดเดาได้ยากว่าจะฟื้นตัวหรือไม่ แม้ว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐจะเริ่มลงทุนแล้ว โดยในเดือน ม.ค. การลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัวติดลบ 1.4% โดยมองว่าหากลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบางโครงการชะลอออกไป 1-2 ปี จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของรัฐบาลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนเดือน ม.ค.ขยายตัว 1.3% ชะลอตัวลงหลังจากเร่งตัวขึ้นมากจากมาตรการช็อปช่วยชาติปลายปี 2559 ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนระดับสูงยังกดดันกำลังซื้อต่อไป แต่มีสัญญาณดีขึ้นหลังจากโครงการรถยนต์คันแรกครบกำหนด 5 ปีในปีนี้ โดย ธปท.รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.พ. นี้ “หากการส่งออกและการท่องเที่ยวยังขยายตัวดีต่อเนื่องก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวมากกว่า 3.2% ที่ ธปท.ประมาณการไว้”

นายดอนยังกล่าวถึงเสถียรภาพต่างประเทศของไทยว่า การท่องเที่ยวที่ดีขึ้นในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดุลบริการบริจาคของไทยในเดือน ม.ค. เกินดุลสูงถึง 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อรวมกับดุลการค้าที่เกินดุล 1,900 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5,000 ล้านเหรียญฯ สูงกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้มาก

ขณะเดียวกัน เงินทุนระยะสั้นยังคงไหลเข้าตลาดพันธบัตร และตลาดทุนในเดือน ม.ค.สูงกว่าเดือนที่ผ่านมา และเงินทุนระยะสั้นยังคงไหลเข้าในตลาดพันธบัตรเพิ่มขึ้นในเดือน ก.พ. ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า เพราะนักลงทุนมองว่าเงินบาทไทยเป็นสกุลที่ปลอดภัย (Safe Heaven) โดยเงินบาทมีความผันผวนต่ำประมาณ 3% ซึ่งถือว่าเป็นต่ำเกือบที่สุดในภูมิภาค ซึ่ง ธปท.จะติดตามการแข็งค่าของเงินบาท และการเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง.

 

หวั่นนักลงทุนต่างชาติกลัวขนหัวลุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870470


ใช้ ม.44 ปลดล็อกออกสิทธิบัตร คสช.นำร่องสินค้า 8 พันรายการ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน เห็นชอบอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหาการขอรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่มีรายงานปัญหาความล่าช้าในเรื่องการตรวจสอบ ตามที่มีบริษัทต่างๆ ยื่นไว้และไม่สามารถตรวจสอบแล้วเสร็จกว่า 20,000 รายการ ซึ่งเป็นการยื่นเรื่องค้างคา 10-20 ปี หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเมื่อนักลงทุนนำไปพูดต่อๆกัน จะกระทบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อเรื่อง doing business และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ จึงให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อนุญาตออกสิทธิบัตรให้กับสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรจากต่างประเทศแล้วกว่า 8,000 รายการ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของความล่าช้าของการออกสิทธิบัตรมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบสิทธิบัตร ซึ่งปัจจุบันมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ด้านนี้เพียง 30 คน และขั้นตอนการตรวจสอบบางครั้งต้องมีการเดินทางไปตรวจสอบยังต่างประเทศ ทำให้มีความล่าช้า แต่อย่างไรก็ตามในรายการที่ยื่นขอสิทธิบัตรพบกว่า 12,000 รายการ เป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรในต่างประเทศมาแล้ว ดังนั้น คสช.จึงเห็นชอบการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การตรวจสินค้าที่มีการยื่นขอสิทธิบัตรในต่างประเทศมาแล้ว แต่มีเงื่อนไขว่า หากถูกฟ้องร้องในภายหลังว่าละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกเพิกถอนสิทธิบัตรและมีความผิดด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม คสช.ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยา ซึ่งการที่ให้สิทธิบัตรกับยาอาจทำให้ราคาของยาแพงขึ้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในจำนวนสินค้ากว่า 12,000 รายการ ที่จะได้รับอนุมัติสิทธิบัตรนั้น มีสินค้าที่เป็นยาอยู่ 3,900 รายการ ซึ่งในส่วนนี้ คสช.จะมีมาตรการพิเศษมากำกับดูแลไม่ให้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจนเป็นภาระกับประชาชน จึงจะปลดล็อกให้สินค้าในส่วนที่ไม่ใช่ยาประมาณกว่า 8,000 รายการ ได้รับสิทธิบัตรไปก่อน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ที่เสนอ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกการแก้ไขปัญหาการเดินรถโดยสารในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ที่ประชุม คสช.ยังไม่เห็นด้วย และมอบให้กระทรวงคมนาคมไปหามาตรการแก้ไขผลกระทบให้เรียบร้อยก่อนค่อยนำเรื่องมาเสนอ คสช.อีกครั้ง.

 

โคเรียนแอร์ รับโบอิ้ง 787-9 ลำแรก เสริมฝูงเน้นเส้นทางบินไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870501


สายการบินโคเรียนแอร์เปิดตัว โบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ ลำใหม่และลำแรก ที่ท่าอากาศยานอินชอน จะเตรียมเอาไปให้บริการในเส้นทางระยะไกล เช่น โตรอนโต มาดริด และ ซูริก ช่วงปลายปี โดยทดลองให้บริการจากโซลไปเกาะเชจู 12 มี.ค.นี้…

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2560 สายการบินโคเรียนแอร์ (KOREAN AIR) เปิดตัวเครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ ลำใหม่ โดยมีการจัดพิธีรับมอบเข้าฝูงบินที่หน้าโรงเก็บเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานอินชอน เกาหลีใต้ โดยนับเป็นการเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกของดรีมไลเนอร์ในเกาหลีใต้

เครื่องบินดรีมไลเนอร์ลำใหม่นี้ ได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางแก่ผู้โดยสารด้วยความกดอากาศภายในห้องโดยสารที่มีความใกล้เคียงกับยอดภูเขาที่ความสูง 1,800 เมตรจากปกติที่ความสูง 2,400 เมตร รวมถึงการควบคุมความชื้นของอากาศในห้องโดยสาร ช่วยให้ผู้โดยสารไม่เหนื่อยล้าเมื่อต้องบินระยะไกล อีกทั้งยังได้รับความสะดวกสบาย

ภาพจากโบอิ้ง

โคเรียนแอร์มีแผนที่จะใช้งานโบอิ้ง 787-9 ลำใหม่ ในเส้นทางการบินระยะไกลที่มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น โดยในช่วงเริ่มต้น จะนำไปให้บริการในเส้นทาง โซล กิมโป ไปเกาะเชจู ในวันที่ 12 มี.ค. เพื่อทดสอบการให้บริการ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะให้บริการในเส้นทางระยะไกล จากโซล อินชอน ไปยังโตรอนโต ประเทศแคนาดา กรุงมาดริด ประเทศสเปน และ เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงปลายปี

เครื่องบินโบอิ้ง 787-9 ของโครเรียนแอร์ไลน์ มีทั้งหมด 269 ที่นั่งแบ่งเป็น เฟิร์สคลาส 6 ที่นั่งปรับนอนได้ 180 องศาให้ความเป็นส่วนตัว พร้อมจอแอลซีดีหน้าที่นั่งขนาด 23 นิ้ว ชั้นธุรกิจ 18 ที่นั่ง และ ชั้นประหยัด 245 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารออกแบบค่อนข้างต่างไปจาก เครื่องบินแบบเดียวกัน โดยเรียกว่า “Premium Cabin Interior” มีการนำหลอดไฟแอลอีดีมาใช้ให้แสงสว่างในห้องโดยสาร ปรับตามช่วงเวลาตั้งแต่ เครื่องบินบินขึ้น เสิร์ฟอาหารค่ำ ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และช่วงนอนหลับ โดยทุกโหมดมีการปรับความสว่างให้เหมาะสมกับการพักผ่อน หน้าต่างด้างข้างที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินแบบเดียวกัน ให้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน อันเป็นเอกลักษณ์ของดรีมไลเนอร์ พร้อมม่านกระจกไฟฟ้าที่ผู้โดยสารสามารถปรับความสว่างของ กระจกด้านข้างได้ด้วยปุ่มสั่งการด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้ปรับระดับความโปร่งใสของหน้าต่างได้ตามความต้องการ

ดรีมไลเนอร์เป็นเครื่องบินโดยสารลำแรกที่โครงสร้างลำตัวผลิตขึ้นจากวัสดุผสมคอมโพสิต คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ทดแทนการใช้อลูมิเนียมอัลลอย เพื่อลดน้ำหนัก และยังประหยัดเชื้อเพลิงลง 20% และยังปล่อยมลพิษลดลง 20% เมื่อเที่ยวกับเครื่องขนาดเดียวกัน เครื่องยนต์ที่ทำงานเงียบ ไร้เสียงรบกวนเข้าไปยังห้องโดยสาร และให้ความนิ่มนวลเมื่อต้องบินเข้าไปยังสภาพอากาศแปรปรวน โดยคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน จะตรวจจับหลุมอากาศ และหลบหลีกเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ โคเรียนแอร์มีแผนจะรับมอบ โบอิ้ง 787-9 จำนวน 5 ลำในปีนี้ และอีก 5 ลำจะรับมอบในปี 2019.

 

ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870465


เปิดช่องทุนนอกลุยท่าเรือ-สนามบิน-ทางยกระดับ

ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต สกัดปัญหาล็อกสเปก ราคากลางสูงเกินจริง และฮั้วประมูล เปิดทางอินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้งให้ต่างชาติร่วมประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิน 5,000 ล้านบาท การรถไฟฯเด้งรับ เปิดทาง ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างแก้ทีโออาร์ทางคู่ 5 สาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสอดคล้อง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 4 ก.พ. แต่จะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ก่อนที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ จึงให้ใช้แนวทางที่ประกาศครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2560 เป็นต้นไป

โดยประกอบด้วยแนวทางดังนี้คือ กรณีปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ไม่ชัดเจน หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเป็นการล็อกสเปก และกำหนดราคากลางสูงเกินความเป็นจริงไม่สมเหตุผลเป็นการกีดกันทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน จะแก้ไขโดยให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต กำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ เป็นบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นโครงการ การกำหนดราคากลาง การจัดทำทีโออาร์ ทำให้โครงการมีความโปร่งใส พร้อมทั้งให้จัดตั้งอนุกรรมการอีก 1 ชุด ทำหน้าที่ตรวจ สอบราคากลางของการก่อสร้างต่างๆ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ และยังให้กรมบัญชีกลางจัดทำฐานราคากลางแทนให้หน่วยงานเป็นผู้กำหนดเอง

ขณะที่ปัญหาเรื่องการฮั้วประมูลนั้น จะมีแนวทางแก้ไขดังนี้คือ จะเพิ่มกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักเกณฑ์และตรวจสอบราคากลางงานก่อสร้าง โดยให้มีอำนาจกำหนดรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ จากเดิมในอดีตให้หน่วยงานต่างๆกำหนดรายชื่อเอง ซึ่งบางครั้งมีโอกาสเกิดการฮั้วกันได้มาก นอกจากนี้ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้น โดยงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีรายละเอียดซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต้องใช้บุคลากรในสาขาวิชาชีพการก่อสร้างขั้นสูง เช่น ทางยกระดับ อุโมงค์ใต้ดิน ท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน จะต้องประกาศประกวดราคานานาชาติ หรืออินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้ง จะทำเฉพาะคนไทยไม่ได้ ต้องเปิดประมูลให้นานาชาติเข้าร่วม สำหรับงานอื่นที่ไม่ใช่งานก่อสร้างและมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีความซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะต้องเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้าร่วมได้เช่นกัน

ขณะที่ปัญหาเรื่องการซื้อผ่านคนกลางหรือเอเย่นต์โดยราคาไม่สมเหตุสมผล มีแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้คือ ในการจัดซื้อพัสดุที่มีรายละเอียดของสินค้าที่ซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ และจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีผู้ผลิตน้อยราย ในส่วนนี้ต้องซื้อสินค้ากับผู้ผลิตสินค้าโดยตรง ไม่ซื้อผ่านผู้แทนจำหน่าย นอกจากจะมีความจำเป็นแต่ต้องชี้แจงได้ และยังมีแนวทางอื่นๆอีก เช่น ให้หน่วยงานภาครัฐกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อกำกับไม่ให้ข้าราชการและส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รับทรัพย์สิน สิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท

“ทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างหรือซุปเปอร์บอร์ดที่เพิ่งประกาศไป จะมีอำนาจจัดการดูแลโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นโครงการที่สังคมสนใจ ตั้งแต่เริ่มทำแผนจนสิ้นสุดสัญญา พร้อมทั้งมีอำนาจสั่งแก้ไขและรับเรื่องร้องเรียน สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเหล่านี้จะทำเรื่องชี้แจงส่งให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินความโปร่งใสของรับทราบต่อไป”

วันเดียวกัน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้เรียกคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. และนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. เข้าหารือโดยได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่นั้น ทาง รฟท.ก็จะต้องนำข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) พิจารณา ซึ่งในส่วนของ รฟท.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง ในจำนวนนี้มี 2 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 5 เส้นทางเป็นโครงการใหม่ที่อยู่ในขั้นตอนประกวดราคา และจะมีการแก้ทีโออาร์รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของซุปเปอร์บอร์ดเช่นเดียวกัน

ขณะที่นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า กรณีที่ศาลคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด บริษัทลูกของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี และให้กรมศุลกากรปล่อยรถเมล์ออกจากท่าเรือแหลมฉบังนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสืออย่างเป็นทางการ และหากทางบริษัทนำรถเมล์ออกมาเพื่อส่งมอบได้ ขสมก.ก็จะต้องมีขั้นตอนการพิจารณาว่าจะรับมอบได้หรือไม่ เพราะจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญา รวมทั้งแหล่งกำเนิดของรถที่ยังค้างคาอยู่.

 

ทรู ขึ้นโอเปอเรเตอร์มือถือเบอร์ 2 เติบโต 28% จากปี 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 03:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870457


กลุ่มทรู เผยธุรกิจโมบายล์เติบโต 28% จากปีก่อน อีกทั้งยังเพิ่มจำนวนลูกค้า 5.4 ล้านรายในปี ก้าวขึ้นเป็นโอเปอเรเตอร์มือถืออันดับ 2 ของประเทศ…

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปี 2559 นับเป็นอีกก้าวสำคัญและเป็นปีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยและกลุ่มทรูเติบโตได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 4G และดิจิตอล (Digitalization) อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ ผลักดันให้รายได้จากการให้บริการของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทั้งอุตสาหกรรมเติบโตถึงร้อยละ 5.4 ในปี 2559 นำโดยการเติบโตของทรูมูฟ เอช ที่มีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 28 จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ อัตราการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ของอุตสาหกรรมอยู่เพียงร้อยละ 3.8 ต่อปี ในขณะเดียวกัน ธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตของกลุ่มทรู ยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำ และมีผลประกอบการที่เติบโตเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพสูงจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ ที่ครบครันของทรูวิชั่นส์ ช่วยส่งเสริมกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ของกลุ่มทรูได้เป็นอย่างดี ผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างความผูกพันของลูกค้าต่อสินค้าและบริการในกลุ่มทรูได้มากยิ่งขึ้น

ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวต่อว่า ตลอดทั้งปี 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มทรูเดินหน้าสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทรูมูฟ เอช ทั้ง 4.5G/4G 3G และ 2G มีความครอบคลุมแล้วกว่าร้อยละ 98 ของประชากรไทย อีกทั้งยังเร่งขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ ให้ครอบคลุม 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของกลุ่ม ทำให้กลุ่มทรูได้รับการยอมรับและเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าในปัจจุบัน โดยช่วยผลักดันให้รายได้ EBITDA และฐานลูกค้า ของกลุ่มให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

จุดแข็งของทรูมูฟ เอช ด้านเครือข่ายประสิทธิภาพสูงและความครอบคลุมทั่วประเทศในทุกมิติ ผ่านการผสมผสานคลื่นย่านความถี่ต่ำและสูงได้อย่างลงตัว แคมเปญดีไวซ์ร่วมกับค่าบริการที่คุ้มค่าหลากหลาย และช่องทางในการขายที่มีอยู่ทั่วประเทศของกลุ่มทรูและพันธมิตร ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตอย่างสูงของรายได้และฐานลูกค้าทั้งในระบบเติมเงินและรายเดือน โดย ทรูมูฟ เอช มีจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 5.4 ล้านราย ในปี 2559 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ของจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิในอุตสาหกรรม ซึ่งขยายฐานลูกค้าทรูมูฟ เอช เพิ่มขึ้นเป็น 24.53 ล้านราย ส่งผลให้ทรูมูฟ เอช ก้าวเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 2 ของประเทศในปัจจุบัน ทั้งนี้ รายได้จากการให้บริการของทรูมูฟ เอช ในไตรมาส 4 ปี 2559 เติบโตร้อยละ 4.7 จากไตรมาส
ก่อนหน้า และร้อยละ 27.1 จากไตรมาส 4 ปี 2558 ผลักดันส่วนแบ่งตลาดรายได้ของทรูมูฟ เอช ให้เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 24.8 เมื่อเทียบกับร้อยละ 20.9 ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยทั้งปี 2559 ทรูมูฟ เอช มีรายได้จากการให้บริการที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึงร้อยละ 28.4 ในขณะที่ รายได้จากการให้บริการของผู้ประกอบการใหญ่รายอื่นในอุตสาหกรรมมีจำนวนรวมกันลดลงร้อยละ 0.2 จากปีก่อนหน้า

ทรูออนไลน์ รายได้จากการให้บริการบรอดแบนด์สำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปเติบโตร้อยละ 13.6 จากปีก่อนหน้า และมีลูกค้ารายใหม่สุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 381,000 ราย ในปี 2559 ส่งผลให้ฐานลูกค้าบรอดแบนด์ของกลุ่มเติบโตเป็น 2.8 ล้านราย ส่วน ทรูวิชั่นส์ มีจำนวนสมาชิกรายใหม่สุทธิและสมาชิกในระบบค่าบริการสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2559 ซึ่งผลักดันให้ฐานลูกค้าทั้งหมดของทรูวิชั่นส์เติบโตเป็น 3.9 ล้านราย ณ สิ้นปี

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับปี 2560 กลุ่มทรูจะยังคงรักษาการเติบโตอย่างเข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนหน้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับการเป็นผู้นำคอนเวอร์เจนซ์แบบครบครันอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายและการให้บริการให้ดีมากยิ่งขึ้น  การนำเสนอแพ็กเกจ คอนเวอร์เจนซ์ที่คุ้มค่าและแตกต่าง  การพัฒนาโซลูชั่นในรูปแบบดิจิทัลและนวัตกรรมที่ทันสมัย การต่อยอดความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญในด้าน IoT (Internet of Things) พร้อมวิเคราะห์และปรับตัวเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่อง  ขณะเดียวกัน ยังช่วยวางรากฐานให้กับกลุ่มทรูในการก้าวเป็นแนวหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Thailand 4.0.

 

การบินไทย เผยผลการดำเนินเงินปี 59 มีกำไรจากธุรกิจการบิน 4 พันกว่าล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 03:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870440


การบินไทย ประกาศผลการดำเนินงานปี 59 มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน 4,071 ล้านบาท ดีขึ้นจากปีก่อน 412.2% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 47 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2560 นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หน่วยธุรกิจบริการการบิน รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2559 บริษัท ได้เข้าสู่ระยะที่ 2 ของแผนปฏิรูปองค์กรคือสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 4 ด้าน ดังนี้ 1. การหารายได้โดยเน้นที่แผนการเพิ่มรายได้ในทุกๆ ด้าน 2.การลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ 3.การสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และ 4.การสร้างความเป็นเลิศในการบริการลูกค้า

นอกจากนี้บริษัท ได้ปรับปรุงฝูงบิน (Fleet Strategy) โดยรับมอบเครื่องบิน A350-900 XWB ใหม่ 2 ลำ ซึ่งนำมาให้บริการในเส้นทางข้ามทวีปเป็นหลัก และปลดระวางเครื่องบินเช่าดำเนินงาน B777-200 2 ลำ ทำให้ฝูงบิน ณ วันที่ 31 ธ.ค.59 มีจำนวน 95 ลำ เท่ากับ ณ สิ้นปีก่อน แต่มีการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บริษัท และบริษัทย่อยมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้น 1.9%  ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 2.5% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 73.4% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 72.9% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 22.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.8%

จากการปรับปรุงการดำเนินงานในหลายๆ ด้านตามแผนยุทธศาสตร์ และการปฏิรูปองค์กรได้ประสบความสำเร็จอยู่ในระดับที่น่าพอใจ นอกจากจะได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าในภาพรวมสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากรางวัลต่างๆ ที่บริษัท ได้รับในปีนี้แล้ว ผลประกอบการของบริษัท และบริษัทย่อยยังดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 4,071 ล้านบาท

ในขณะที่ปีก่อนขาดทุน 1,304 ล้านบาท หรือดีขึ้นจาก ปีก่อน 412.2% สาเหตุหลักเนื่องจากค่าใช้จ่ายรวมลดลง 7.1% จากค่าน้ำมันเครื่องบินลดลง 17,907 ล้านบาท  (28.3%) โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยลดลง 21.6% และการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันได้ดีขึ้น ต้นทุนทางการเงินสุทธิลดลง 431 ล้านบาท (7.7%) จากการบริหารเงินสดและการปรับโครงสร้างทางการเงิน แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันสูงขึ้น 4,773 ล้านบาท (3.9%) ส่วนใหญ่เกิดจากค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้น

สำหรับรายได้รวมลดลง 8,190 ล้านบาท (4.3%) สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินลดลง 4,428 ล้านบาท (2.9%) จากการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และรายได้อื่นๆ ลดลง 3,775 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากในปีก่อนได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายจากการส่งมอบเก้าอี้ผู้โดยสารชั้นประหยัดล่าช้าประมาณ 3,968 ล้านบาท

นางอุษณีย์ กล่าวอีกว่า ในปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่ส่วนใหญ่เกิดจากการประมาณการค่าซ่อมแซมเครื่องบินเช่าดำเนินงานตามสภาพการบินและเงื่อนไขการบำรุงรักษาเครื่องบิน จำนวน 1,317 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินการตามแผนปฏิรูป จำนวน 1,228 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน 3,628 ล้านบาท แต่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 685 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 47 ล้านบาท

ทั้งนี้เป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 15 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.01 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 5.99 บาท หรือดีขึ้นจากปีก่อน 100.2% ณ วันที่ 31 ธ.ค.59 บริษัท และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 283,124 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31  ธ.ค.58 จำนวน 19,347 ล้านบาท (6.4%) จากการชำระคืนเงินกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว การขายเครื่องบินที่ปลดระวาง และการสำรองด้อยค่าเครื่องบินเพิ่มขึ้นในปีนี้ หนี้สินรวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เท่ากับ 249,536 ล้านบาท ลดลง 20,009 ล้านบาท (7.4%) และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 33,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 662 ล้านบาท (2.0%).

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239573

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19, เนชั่น, พัฒน์, จัด, ทบทวน, ความรู้, สู่, มหาวิทยาลัย, ครั้ง, ที่, ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19, ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 , ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

เนชั่นทีวีจับมือสหพัฒน์จัด“ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19”ติวเข้มครบทุกวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ ถ่ายทอดสด 4 ภาค สมัครวันนี้ถึง26ก.ย.

สหพัฒน์ร่วมกับเนชั่นทีวี บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ และม.หอการค้าไทย เดินหน้านโยบายสนับสนุนด้านการศึกษา เตรียมเปิดเวทีติวเข้มครั้งใหญ่“โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่19”ต่อยอดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนอย่างเท่าเทียม ด้วยการจัดสอนพร้อมกัน 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าหมายถ่ายทอดบรอดแบนด์ไปยังโรงเรียนอีกกว่า 800 แห่ง ใน 77 จังหวัด เจาะลึกข้อสอบ ครบทุกวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ โดยกองทัพอาจารย์และติวเตอร์ชื่อดัง เผยไฮไลต์พิเศษแนะแนวเทคนิคเตรียมตัวก่อนสอบ พร้อมเสริมติวเข้มอังกฤษและสังคมศึกษาโดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่26 กันยายนนี้

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

จากซ้ายไปขวา กิตติพงศ์  โกฏิวิเชียร  ,วิวัฒน์ พงศธร ,เวทิต โชควัฒนา ,อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และผู้ช่วยศาสตราจารย์มานา  ปัจฉิมนันท์ 

 

เมื่อวันที่ 25 สค.บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) โดยนายเวทิต โชควัฒนากรรมการรองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับเนชั่น ทีวี โดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งมี อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคมติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) นายวิวัฒน์ พงศธร จากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัดผู้ร่วมก่อตั้งและสนับสนุนการถ่ายทอดสดสัญญาณบรอดแบนด์และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานา ปัจฉิมนันท์ รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาดและวิเทศสัมพันธ์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นพันธะมิตร จัดโครงการ “ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 ” ร่วมกันแถลงข่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

และเพื่อเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษาในทุกภาคส่วนของประเทศ โดยจะมีการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์จากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS)ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ ครบทั้ง 77 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 800 โรงเรียน

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า สหพัฒน์ เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนด้านการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเยาวชนไทย จึงได้จัดโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 19 โดยความร่วมมืออันดีระหว่างผลิตภัณฑ์มาม่าบิสชิน มองต์เฟลอ และสตาร์ อินฟินิติ เพื่อมอบโอกาสให้เยาวชนไทยจากทั่วทุกภาคของประเทศได้ทบทวนความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

    เวทิต โชควัฒนา

 

สำหรับโครงการทบทวนความรู้ฯ กับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 เตรียมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3 – 9 ตุลาคม 2559 โดยในวันที่ 3 – 8 ตุลาคมนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย เวลา 08.00 – 17.00 น. ภาคเหนือ ที่อาคารเอนกประสงค์ : ห้องพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยนเรศวร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันที่3-9 ตุลาคม 2559 (7 วัน) : กรุงเทพ ที่หอประชุมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

โดยปีนี้ จะมีการแนะแนวก่อนเรียน เวลา 08.00-09.00 น.โดยติวเตอร์ชั้นแนวหน้า วันจันทร์ที่ 3 ทีมพี่แนน Enconcept วันอังคารที่ 4 ทีม Ondemand วันพุธที่ 5 ทีม We by the Brain วันพฤหัสที่ 6 ทีมครูติ่ง วันศุกร์ที่ 7 โดยอาจารย์พยุงศักดิ์ แก่นจันทร์ และอาจารย์ศราภรณ์ คุณะวัฒน์สถิตย์ ส่วน วันที่ 9 ตุลาคม 2559 : เวลา 08.30 – 16.00 น. ส่วนการกาภาคเช้า พบกับ ติว Eng ครูพี่โอม พัฐดลย์ โสภาจิตต์วัฒนะ (Forward English) และครูพี่หนูกฤติกา ปาลกะวงศ์ บ่าย พบกับ : สังคมครูพี่หมุย So-ci Thai และครูพี่เบียร์

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ทั้งนี้การถ่ายทอดผ่านสัญญาณบรอดแบนด์ โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ จัดให้มีการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปยังโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ(โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) โดยโรงเรียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการรับสัญญาณบรอดแบนด์ สามารถติดต่อ ผ่านทางFacebook : 247friend ระบุชื่อโรงเรียน จังหวัด โทรศัพท์ Email ในการติดต่อ

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

โดยโครงการ “ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19” ได้ปรับปรุงรูปแบบโครงการฯ ให้ทันสมัย เน้นการติวข้อสอบ โดยเก็งข้อสอบ พร้อมเฉลย จากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของแต่ละวิชา และติวเตอร์ผู้มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งนักเรียนสามารถนำไปใช้สอบได้ทุกระบบ คือ สามารถนำไปใช้สำหรับการสอบ O-Net, GAT, PAT และวิชาสามัญ ของระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์

ดั้งนั้น โครงการฯ จึงจัดให้มีการติวทั้งหมด 9 วิชา ดังนี้1. วิชาคณิตศาสตร์ (O-Net, PAT 1 และสามัญ คณิตศาสตร์) 2. วิชาภาษาไทย (O-Net, GAT ภาษาไทย และสามัญ ภาษาไทย) 3. วิชาภาษาอังกฤษ (O-Net และ GAT ภาษาอังกฤษ และสามัญ อังกฤษ) 4. วิชาสังคมศึกษา (O-Net และสามัญ สังคมศึกษา)5. วิชาวิทยาศาสตร์ (O-Net) 6. วิชาฟิสิกส์ (PAT 2 ฟิสิกส์ และ ฟิสิกส์สามัญ)7. วิชาเคมี (PAT 2 เคมี และเคมีสามัญ)8. วิชาชีววิทยา (PAT 2 ชีววิทยา และชีววิทยาสามัญ) 9. วิชาความถนัดทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ (PAT 3)

โดยปีนี้ คือ การพัฒนาหลักสูตรให้มีความเข้มข้น ทันสมัยครอบคลุมทุกกลุ่มวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ในทุกสนามสอบ ทั้งระบบแอดมิชชั่นและระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์อีกทั้ง ยังได้เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันติวชั้นนำของไทย 39 คน

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูติ่ง กรกฤช ศรีวิชัย จาก Kru Club เชียงใหม่

    อาทิ ครูพี่แนน-อริสรา ครูพี่กิฟต์ จาก เอ็นคอนเซ็ปต์ พี่โหน่ง พี่เต๋อ พี่วิเวียน จาก ออนดีมานด์ พี่เอ๋พี่กอล์ฟ พี่ฟาร์ม จาก วี บายเดอะเบรน อ.อนุวัฒน์ อ. ชัย จาก พินนาเคิล ผศ.ดร.สาธิตา จากสถาบันภาษาจุฬา อ.พยุงศักดิ์ และอ.ศุภชัย จาก ม.มหิดลเป็นต้นมาร่วมถ่ายทอดความรู้แบบเจาะลึกทุกกลุ่มวิชา

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูมิ้น ผศ.ดร.สาธิตา วัฒนโภคากุล จากสถาบันภาษาจุฬาฯ

 

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มสาระความรู้ของโครงการให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมแนะแนวก่อนติวโดยเชิญอาจารย์คุณภาพจากสถาบันที่มีชื่อเสียงมาคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบ และตอบข้อสงสัยต่างๆ ของนักเรียน รวมทั้งยังเสริมหลักสูตรการติวเข้มวิชาภาษาอังกฤษและสังคมศึกษา โดย 4 ติวเตอร์ชั้นนำ ได้แก่ ครูพี่โอม จากฟอร์เวิร์ดอิงลิช ครูพี่หนู จากโฮม เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ครูพี่หมุย จากโซไซไทย และครูพี่เบียร์ จากดิแอ็คขอนแก่น

 

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูพี่เอ๋  วิเศษ กี่สุขพันธ์ จาก เดอะเบรน

 “โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ถือเป็นโครงการเดียวที่จัดสอนพร้อมกัน 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย และถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ไปทั่วประเทศ ช่วยให้นักเรียนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งเนื้อหาการสอนก็ครอบคลุมทุกกลุ่มวิชา และยังเปิดโอกาสการติวย้อนหลัง รวมทั้งดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียนผ่านเว็บไซต์ได้อีกด้วย จึงทำให้เชื่อมั่นว่าโครงการในปีนี้จะยังคงได้รับความสนใจจากนักเรียน ม.ปลาย ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าร่วมโครงการกว่า 8 แสนคน” นายเวทิต กล่าว

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูพี่ฟาร์มมี่ ปิยะวัฒน์ วิรัชวัฒนกุล จากเดอะเบรน

   สำหรับสิ่งที่นักเรียนจะได้รับ คือได้ทดลองทำข้อสอบใน 9 วิชา โดยการเก็งข้อสอบของอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนการสอบสนามจริง ได้. เอกสารประกอบการบรรยายทุกวิชา พร้อมเฉลย เพื่อนักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีการทำข้อสอบ ซึ่งการ. เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสมัครผ่านทางเว็บไซด์ ดังนี้www.sahapat.co.th และ. http://www.247friend.net วันนี้ถึงวันที่ 26 กันยายนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ วันที่ 29 กันยายน 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.247friend.net พร้อมระบุสถานที่เรียน นักเรียนพิมพ์ barcode เพื่อเป็นบัตรลงทะเบียนหน้างาน

โดยน้องนักเรียนที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ให้ Print barcode บัตรผู้เข้าร่วมติว เพื่อลงทะเบียนเข้างาน (ผ่านระบบ บาร์โค้ด) โดยนำบัตรผู้เข้าติว มาลงทะเบียนที่หน้างาน ก่อนเริ่มเวลาเรียนอย่างน้อย 30 นาที สำหรับน้องๆที่สนใจโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ สามารถดูทบทวนย้อนหลังได้ ระยะเวลา 1 ปี ผ่านทาง website หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่Facebook : Sahapat admission ,facebook : 247friend

 

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239565

สมุนไพรลดโลกร้อน, คว่ำตายหงายเป็น, ดาวเรือง, สาวเชียงใหม่, บานเย็น, สมุนไพรลดฝ้า, ลดเสี่ยงต้อกระจก, ใบฝรั่ง, มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ, สมุนไพร, ใกล้, ตัว, เหมาะ, ใช้, ภาวะ, โลก, ร้อน, ฝ้า, เสี่ยง, ต้อกระจก, สมุนไพร ลดโลกโรคร้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

14สมุนไพรเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน คว่ำตายหายเป็นลดร้อนในดวงตา สาวเชียงใหม่แก้ร้อนใน บานเย็น-ใบฝรั่งลดฝ้า ดาวเรืองลดเสี่ยงต้อกระจก สธ.จัดใหญ่มหกรรมสมุนไพร31ส.ค-4ก.ย.

         เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) แถลงข่าวมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ส.ค. -4 ก.ย. 2559 ที.อิมแพ็คเมืองทองธานีว่า ในปี 2557 พบว่ามูลค่าการใช้และส่งออกสมุนไพรรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องสำอางมีมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท กลุ่มอาหารเสริม 8 หมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และกลุ่มยาโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยการจัดมหกรรมสมุนไพรจะเป็นการทำให้ประชาชนคนไทยได้ใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรตั้งแต่ต้นทางคือวัตถุดิบมีคุณภาพจนถึงปลายทางเรื่องการตลาด

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

            นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า งานในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่จะมีมหานครแห่งสมุนไพร เป็นการแสดงนวัตกรรมและงานวิจัย จากผู้ประกอบการ 7 กลุ่ม ได้แก่ ยาสมุนไพร อาหารเสริม เครื่องสำอาง สปา วัตถุดิบและสารสกัด ผลิตภัณฑ์สัตว์ และกลุ่มเทคโนโลยีการผลิต มีคลินิกให้คำปรึกษาการพัฒนาธุรกิจ

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

            ก่อนหน้านั้น มีการเสวนา เรื่อง “สมุนไพร ลดโลก(โรค)ร้อน” ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร  กล่าวว่า พืชสมุนไพรที่จะช่วยลดโรคจากสภาวะโลกร้อนมีมากมายหลายชนิด  ที่รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรแนะนำภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี2559 อย่างน้อย 14 ชนิด ได้แก่ 1.ผักเบี้ยใหญ่ จากการศึกษาพบว่า มีฤทธิ์ต่านการแพ้ ต้านอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และสารสกัผักเบี้ยใหญ่สามารถป้องกันการทำลายรังสี ยูวีบี(UVB)ต่อผิวหนัง นอกจากนี้ หากผักเบี้ยมาตำพอกหน้าผากจะช่วยแก้ไข้ในเด็ก รวมถึง แก้ผิวไหม้แดด ไฟไหม้น้ำร้อนลวก แมลงสัตว์กัดต่อย

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

       2.ผักปลัง ช่วยขับถ่าย ยาระบายที่ปลอดภัย  เนื่องจากความเป็นเมือกลื่นๆที่ช่วยหล่อลื่นทำให้ถ่ายสะดวก และจากสารกลูแคนที่มีอยู่ในผักปลัง สารนี้มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์หรือเป็นอาหารของโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์มีประโยชน์ทีเกาะตามผนังลำไส้เล็กส่วนปลาย โดยโพรไบโอติกส์ทำหน้าที่ปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น กำจัดสารพิษ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ปรับปฏิกิริยาภูมิแพ้ ลดคอเลสเตอรอล สร้างวิตามินบี 12 ไบโอติน และวิตามินเค ป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะ 3.ว่านตาลเดี่ยว ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาพบว่าสารสกัดจากตาลเดี่ยวมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ที่เป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หากเป็นในเครื่องสำอางจะมีการระบุสรรพคุณว่าบำรุงผิวพรรณและช่วยทำให้ผิวขาว  ตำรับยา ใช้รากฝนกับน้ำเปล่าทาเช้าและก่อนนอน ทาบางๆ ช่วยหน้าขาว รักษาฝ้า ส่วนใช้แก้ฝ้า แก้สิว นำส่วนหัวมาฝนผสมกับดินสอพอง และน้ำมะนาวเล็กน้อยทาบริเวณที่เป็นสิวฝ้า

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

      4.ลิ้นมังกร นำใบต้มในน้ำจนเดือด นำมารับประทาน อาจใส่น้ำตาลกรวดหรือเกลือเล็กน้อย เป็นยาแก้อาการไอที่ร้อนข้างใน  5.งิ้ว จัดเป็นยาเย็น ผลอ่อนช่วยบำรุงกำลังที่ดี จัดเป็นยาบำรุงของผู้ชายด้วย 6.ดาวเรือง ช่วยปกป้องดวงตา โดยนำดอกดาวเรืองไปต้มน้ำกินหรืองชงในน้ำร้อนจัดกิน สามารถกินได้ทั้งน้ำและเนื้อ โดยสารสีเหลืองในดาวเรืองคือสารลูทีน ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่มีอยู่มากบริเวณจุดโฟกัสของจอประสาทตา ช่วยดูดซับแสงสีฟ้าและแสงยูวี จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีสารลูทีนและซีแซนทีสะสมที่จอประสาทตามาก จะมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม

7.คว่ำตายหายเป็น มีผลการศึกษาวิจัยประโยชน์ทางยาพบว่า มีฤทธิ์ต้านการปวดการอักเสบ ต้านการแพ้แบบทั่วไปและแพ้แบบรุนแรง รักษาแผลทำให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ หากนำใบมาตำแล้วใช้ผ้าก็อชชุบเอามาแปะไว้ที่ตาประมาณ 10-15 นาที ช่วยบำรุงดวงตา ลดความร้อนของดวงตา 8.สาวเชียงใหม่หรือแพรเซี่ยงไฮ้ ต้มดอกกับน้ำสะอาด ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ช่วยแก้ร้อนใน ดับพิษร้อน  9.บานเย็น ในเมล็ดบานเย็นมีสารในกลุ่มกรดไลโนเลอิกที่ใช้รักษาฝ้า มีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก มีฤทธิ์ยับยั้งการผลิตและทำลายเม็ดสีเมลานิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้เป็นปกติ ทำให้ฝ้าจางลง โดยนำเมล็ดบานเย็นมาแกะเปลือกออก เอาแป้งในเมล็ดมาขยี้ทาหน้าให้ทั่ว

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

      10.มะหวด  นำใบมาขยี้กับน้ำให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกทาผิวหน้าบ่อยๆสัปดาห์ 3-4 ครั้ง แก้ฝ้า ลดเลือนจุดด่างดำ รักษาแผลผดผื่นคัน 11.หัวกลอย  ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ขจัดสิวเสี้ยน  ทำให้หน้ากระจางใส เต่งตึง นำมาฝนผสมน้ำมะนาวเล็กน้อยทาใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก 12. ดู่ท่ง นำหัวฝนกับน้ำ ผสมน้ำมะนาวทาหน้าบ่อยๆ ช่วยแก้ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า 13.มะขามป้อมมีสารเอ็มบิคานิน เพิ่มความยืดหยุ่นและริ้วรอย  และ14.ใบฝรั่ง มีเคอร์ซิตินลดการสร้างเม็ดสี โดยตำรับยาผิวกระจ่างใส นำใบมาขยี้แล้วพอกหน้าบ่อยๆ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

 

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239520

ภาวะสายตายาวสูงอายุ, ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา, จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม, ต้อหิน, ต้อกระจก, โรคตาในผู้สูงอายุ, เช็ค, โรค, มาก, ผู้สูงวัย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

กรมการแพทย์เผย 5 โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ แนะผู้สูงอายุควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อชะลอความเสื่อมและหากพบในระยะแรกบางโรคจะรักษาได้

         เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

       นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า  ผลกระทบสุขภาพของผู้สูงอายุนอกจากโรคเรื้อรังสุดฮิตทั้งอันดับต้นๆ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน  โรคอ้วนลงพุง และโรคข้อเสื่อม  แล้วยังพบว่ามีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70  ที่สายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนรางหรืออาจตาบอด ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ซึ่ง 5โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ ได้แก่  1. ต้อกระจกพบได้บ่อยที่สุดและเป็นทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นทำให้แสงผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง เกิดจากปัจจัยเสี่ยงคืออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น การได้รับแสง UV บ่อยๆ หรือแสงแดดจ้า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงทำให้เป็นต้อกระจกได้เร็วขึ้น ยากินและหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น ผู้ป่วยต้อกระจกจะมีตามัวลง เห็นภาพซ้อน ตาสู้แสงไม่ได้อาจเริ่มจากต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ ต่อมามัวลงมากปรับแว่นอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น อาจมองเห็นภาพเป็นสีเหลือง บางคนอาจมองเห็นแสงกระจายในที่สว่างจ้า สามารถชะลอความเสื่อมได้บ้างด้วยการสวมแว่นกันแดดป้องกันรังสี  UV

2. ต้อหินพบได้น้อยกว่าต้อกระจก แต่เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว เกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา  ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหินก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น  ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ เชื้อชาติ อายุ ภาวะสายตาสั้นมากๆโรคประจำตัวบางชนิดเช่นเบาหวานการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องโดยกิน ฉีด หรือหยอดตาหรือเคยได้รับอุบัติเหตุทางตามาก่อน  สำหรับอาการในช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ จะเริ่มสูญเสียลานสายตา คือ การมองเห็นจำกัดวงแคบลง จากด้านข้างเข้ามาตรงกลางเรื่อย ๆ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาจมีต้อหินบางประเภท เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก  เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ มัวลงมาก และตาแดง ถือเป็นภาวะเร่งด่วนมากต้องมาพบจักษุแพทย์ทันที

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

          ที่สำคัญผู้ป่วยต้อหินทุกคนต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด และยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะทำให้การมองเห็นเป็นปกติ ทำได้เพียงมิให้การมองเห็นแย่ลงกว่าเดิม  ดังนั้น ควรตรวจคัดกรองความเสี่ยงต้อหินเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หากไม่มีความเสี่ยงก็ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ไม่มีอาการ แต่ถ้าสงสัยหรือสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว  

3.จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดที่อยู่ส่วนกลางของจอตา ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่บริเวณรอบข้างยังเห็นได้เป็นปกติ  เกิดจากปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะสูงวัย  แสงUV  การสูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง  ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อจอตาเสื่อมมากขึ้น จะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด  ผู้สูงอายุควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบมาพบจักษุแพทย์ และควรหยุดสูบบุหรี่ และสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ และหมั่นรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นผัก-ผลไม้สีเขียว-สีเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น

4.ภาวะเบาหวานขึ้นจอตาเกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกายรวมทั้งหลอดเลือดที่จอตา ทำให้เลือดและสารต่าง ๆ รั่วซึมออกมา เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ประกอบกับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต ภาวะซีด  อาการในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจตาอาจพบจุดเลือดออกที่จอตา หากมีอาการตามัวแสดงว่าเบาหวานขึ้นจอตาเป็นมากแล้ว  การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติรวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคไต โรคไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม จะสามารถชะลอความรุนแรงของโรคได้และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรต้องตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

          และ5. ภาวะสายตายาวสูงอายุ เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมองหรืออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระยะใกล้ ๆ ไม่ชัดเจน ต้องถือหนังสือห่าง ๆ ทำงานระยะใกล้ๆ ไม่ได้ แต่มองไกลได้ปกติบางคนอาจมีตาพร่า หรืออาการปวดตา  มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากความสามารถและช่วงในการเพ่งปรับสายตาลดลง เนื่องจากเลนส์แก้วตาแข็งตัวขึ้นและการทำงานของกล้ามเนื้อตาลดลง  สามารถรักษาด้วยการใช้แว่นสายตา หรือการผ่าตัดทำเลสิก แต่ควรมาตรวจกับจักษุแพทย์ก่อนว่าไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย

            “ผู้สูงอายุมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงตามวัยในระบบต่างๆ ของร่างกายรวมถึงระบบการมองเห็นที่อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแต่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล  เนื่องจากโรคตา เช่น ต้อกระจกผ่าตัดรักษาได้ บางโรคถ้าดูแลรักษาในระยะแรกและต่อเนื่องจะสามารถชะลอความเสื่อมได้  เช่น ต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม หรือบางโรคถ้าควบคุมโรคประจำตัว จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ อย่างไรก็ตามหากผู้สูงอายุสงสัยว่าสายตาผิดปกติสามารถมาพบจักษุแพทย์ได้ทันที  หรือตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง  ที่สำคัญลูกหลานควรใส่ใจดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดีและมีความสุข”นพ.สุพรรณกล่าว