เอไอเอสเตรียมรับ5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 06:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485030

เอไอเอสเตรียมรับ5จี

เอไอเอสรองรับไทยก้าวสู่ 5จี ผนึกควอลคอมม์ ทดสอบเทคโนโลยี 4.5จี แอลทีอี แอดวานซ์เร็ว-แรงตอกย้ำผู้นำ

นายเกรียงศักดิ์ วาณิชย์นที หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ในปีนี้เอไอเอสจะมุ่งหาเทคโนโลยีใหม่มาต่อยอด และพัฒนาเครือข่ายดิจิทัลให้แข็งแกร่ง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องความเร็ว และปริมาณการรองรับการใช้งาน และเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุค 5จี ล่าสุดจับร่วมมือกับผู้ผลิตเทคโนโลยีชิปเซตบนโทรศัพท์มือถือควอลคอมม์

ทั้งนี้ ความร่วมมือควอลคอมม์ได้นำชิปเซตรุ่นที่มีอยู่ปัจจุบันและรุ่นใหม่ที่กำลังจะขาย มาทำการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานเครือข่าย 4.5จี บนเทคโนโลยี 4จี แอลทีอี แอดวานซ์ ซึ่งผลทดสอบชิปเซตระบบ 256-QAM สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบดาวน์ลิงค์ และ 64-QAM เพิ่มขึ้น 30% หรือมีความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่า สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบอัพลิงค์บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส เพิ่มมากขึ้น 50%

สำหรับเอไอเอสมีเครือข่ายที่มีขีดความสามารถรองรับการใช้งานระดับกิกะบิตแล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการในยุคปัจจุบัน ที่ใช้บริการคอนเทนต์ดิจิทัลอย่างเต็มที่ หรือการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยปัจจุบันเครือข่าย 4จี ของเอไอเอสครอบคลุมพื้นที่ประชากรกว่า 98% ปีนี้วางแผนที่จะลงทุน 4-4.5 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาคุณภาพเครือข่ายให้ดียิ่งขึ้น

นายสุวิทย์ พฤกษ์วัฒนานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ บริษัท ควอลคอมม์ เอ็นจิเนียริ่ง เซอร์วิส กรุ๊ป กล่าวว่า การทดสอบเทคโนโลยีแอลทีอี แอดวานซ์ เพื่อรองรับกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนใหม่ระดับ ไฮเอนด์ที่เริ่มทยอยเปิดตัวเมื่อไตรมาส 4 และปีนี้คาดว่ามีราว 15-18 ล้านเครื่อง และภายใน 6-12 เดือน บริษัทจะพัฒนาชิปเซตเพื่อรองรับกับสมาร์ทโฟนระดับกลางและล่าง

 

ธุรกิจโทรทัศน์ฮ่องกงเข้าขั้นโคม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 21:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485023

ธุรกิจโทรทัศน์ฮ่องกงเข้าขั้นโคม่า

เพย์ทีวีในฮ่องกงแห่ปิดตัว เหตุพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หันเสพสื่ออินเทอร์เน็ต นักวิเคราะห์แนะรัฐเร่งแก้กฎก่อนธุรกิจเพย์ทีวีจะหายไป

เซาท์ไชนามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์ในฮ่องกงกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช่จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ และรัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหา ด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบการเซนเซอร์เนื้อหาในรายการโทรทัศน์ เพื่อให้สถานีโทรทัศน์สามารถแข่งขันกับสื่อบนอินเทอร์เน็ตได้มากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน ผู้คนในฮ่องกงต่างเบื่อหน่ายกับมาตรการเซนเซอร์บนโทรทัศน์ และความล่าช้าในการปรับตัวไล่ตามเทคโนโลยี ทำให้ผู้ทำธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์หลายรายต้องปิดตัว เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนความนิยมหันไปรับข่าวสารผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ล่าสุด ไอ-เคเบิ้ล (i-Cable) ผู้ให้บริการเพย์ทีวี และหนึ่งในสถานีข่าวที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในฮ่องกง ประกาศจะปิดตัวลงในเดือน มิ.ย. 2017 นี้ หลังจากบริษัท วาฟ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการจะหยุดให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ธุรกิจเพย์ทีวีและบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรได้ เช่นเดียวกับทีวีบี สถานีโทรทัศน์ที่กำลังพิจารณาปิดตัวธุรกิจเพย์ทีวีของสถานี ตามหลังเอเชียเทเลวิชั่น สถานีโทรทัศน์ที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกงที่ปิดตัวธุรกิจเพย์ทีวีไปเมื่อเดือน พ.ค. 2016 เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในฮ่องกง เกิดขึ้นจากกฎข้อบังคับที่เข้มงวดเกินไปของรัฐบาล โดยนักวิเคราะห์หลายรายเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ อาทิ การปรับปรุงข้อกำจัดที่ล้าสมัยด้านเนื้อหา เวลาในการโฆษณา ปรับปรุงข้อกำจัดทางด้านการใช้ภาษา ปรับแก้ตารางเวลาการออกอากาศ และแก้ไขการห้ามการครองสิทธิ์ข้ามสื่อ ไม่เช่นนั้นธุรกิจโทรทัศน์ในฮ่องกงอาจพบจุดจบได้

 

บิดาแห่ง “www” เรียกร้องยักษ์โซเชียลช่วยสกัดข่าวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 16:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484978

บิดาแห่ง "www" เรียกร้องยักษ์โซเชียลช่วยสกัดข่าวปลอม

ผู้คิดค้นเวิลด์ไวด์เว็บเขียนจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คร่วมมือสกัดข่าวปลอมปลุกปั่นทางการเมือง

เซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ วัย 61 ปี ผู้คิดค้นเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) เขียนจดหมายเปิดผนึกเนื่องในวาระครบรอบปีที่ 28 ของการถือกำเนิดของ WWW ประกาศแผนการกำจัดข่าวปลอมที่แพร่ระบาดในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะข่าวปลุกปั่นทางการเมืองที่เป็นเท็จ ซึ่งถือเป็นจุดบอดของอินเทอร์เน็ต และจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็น แม้แต่ในประเทศที่มิได้ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ประชาชนก็อาจถูกบงการทัศนะและสิทธิเสรีภาพ ด้วยข่าวปล่อยเพื่อหวังผลทางการเมือง

บิดาแห่ง WWW ชี้ว่า ช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหลัก เช่น เฟซบุ๊ก หรือกูเกิล มีระบบคัดสรรเนื้อหาโดยอัลกอริทึ่มที่ประมวลผลมาจากการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ระบบนี้ประเมินเอาว่า ผู้ใช้ “อาจจะ” สนใจเนื้อหาที่ประมวลผลมา แต่เพราะการประมวลผลอิงกับรสนิยมส่วนบุคคล ซึ่งง่ายต่อการนำเสนอข้อมูลที่ลำเอียงและมีอคติ ทำให้เป็นช่องต่อผู้ไม่หวังดีในการกระจายข่าวที่หวังผลทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจ

เบอร์เนอร์ส-ลีเสนอยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี โดยขอแรงผู้พัฒนาช่องทางการสื่อสารต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คจะต้องเป็นธงนำในการต่อสู้กับการแพร่กระจายของข่าวปลอมทางการเมืองต่อไป เช่น การพัฒนาอัลกอริทึ่มที่ไม่ส่งเสริมข่าวที่กระตุ้นอารมณ์ผู้อ่าน แต่เน้นข้อเท็จจริงอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ควรที่จะมีองค์การที่เป็นตัวตนในการตัดสินว่าข่าวไหนถูกหรือผิด เพราะจะเป็นการส่งเสริมให้ภาครัฐเข้ามาควบคุมโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะขณะนี้รัฐเข้ามาสอดส่องความเคลื่อนไหวของชาวเน็ตมากเกินไปแล้ว

 

ศึกน้ำดำหน้าร้อนเดือด “โค้ก-เป๊ปซี่” ขยับชิงตลาด 5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มี.ค. 2560 10:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895391


สงกรานต์-อากาศร้อนเข้าสู่ช่วงขาย “โค้ก” อัดแคมเปญสารพัดเน้นช่วงสงกรานต์คนกลับบ้านและท่องเที่ยว ด้าน “เป๊ปซี่” งัดกลยุทธ์เปิดตัวลวดลายแพ็กเกจจิ้งดีไซน์ใหม่สู้…

นางสาวคลาวเดีย นาวาร์โร ผู้อำนวยการการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้ กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลาในประเทศไทย ผู้ผลิตโค้กรุกตลาด โดยส่งแคมเปญดื่มด่ำทุกความรู้สึกคิดถึงบ้านให้การกลับบ้านครั้งนี้ยิ่งมีความหมายคลายร้อนเย็นฉ่ำชื่นใจไปกับโค้ก

ทั้งนี้ บริษัท โคคา-โคลาฯ ทุ่มงบ 180 ล้านบาท มุ่งเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงความรู้สึกคนไกลบ้านเดินทางกลับบ้านหรือไปท่องเที่ยวสงกรานต์กับครอบครัว เพื่อนและคนรักพร้อมออนแอร์หนังโฆษณาใหม่ และเพลงใหม่ล่าสุดให้คนไทยกลับบ้านอย่างซึ้งใจกว่าที่เคย นอกจากนั้น พิเศษสุดส่งตู้เครื่องดื่มโค้กสงกรานต์ซ่า เซอร์ไพรส์แฟนโค้กกดดื่มโค้กอาจได้รับของกำนัลติดมือแบบไม่คาดฝัน สำหรับผู้เดินทาง ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง ขนส่งหมอชิต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนและสงกรานต์นี้ เครื่องดื่มเป๊ปซี่ โดย บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เปิดตัวลวดลายแพ็กเกจจิ้งดีไซน์ใหม่ 6 ลวดลาย โดยระบุว่า เฉพาะหน้าร้อนนี้เท่านั้น

สำหรับมูลค่าตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 5.15 หมื่นล้านบาท มีการแข่งขันชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างดุเดือด.

 

ทองคำราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มี.ค. 2560 10:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895361


ราคาซื้อขายทองคำในประเทศไทยโดยสมาคมค้าทองคำวันนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทองคำแท่งขายบาทละ 20,400 ส่วนรูปพรรณขายบาทละ 20,900…

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อขายทองคำประจำวันโดยราคาไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 บาท ขายออกบาทละ 20,400 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 บาท ขายออกบาทละ 20,900 บาท

 

ยูดีทาวน์ผนึกพันธมิตร จัดสงกรานต์ EDM กระตุ้นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มี.ค. 2560 09:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895350


ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ อุดรธานี ผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความมันครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสานกับงานสงกรานต์…

นายธนกร วีรชาติยานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ อุดรธานี กล่าวว่า งานสงกรานต์ปีนี้ ศูนย์การค้ายูดีทาวน์เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่จัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 ภายใต้แนวคิด Bigger Longer Wilder Water Tunnel in Northeastern ใช้พื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นคอนเสิร์ต EDM ใหญ่-ยาว-สุด เพิ่มความมัน 5 วัน 5 คืน 50 ชั่วโมง อุโมงค์น้ำแบบ 360 องศา อุโมงค์น้ำยาวที่สุดในภาคอีสานและความมันมากที่สุด โดยร่วมกับพันธมิตร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด

นางสาวลัดดาวรรณ เลิศวสิน ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดบริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯ กล่าวว่า ทุ่มงบร่วมสร้างความมันระดับประเทศที่แรกที่เดียวในภาคอีสานตอนบน ที่ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ พร้อมจัดสรร สุดยอดดีเจชื่อดังระดับโลก เช่น VALENTINO KHAN, KILL THE NOISE และดีเจชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ DJ  CLEO  P,  DJ YuKie เป็นต้น และอีกมากมายกว่า 50 ชีวิต มาร่วมสร้างสีสันแบบ EDM ที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ชุ่มฉ่ำ ตั้งแต่เที่ยงวัน ถึง เที่ยงคืน ส่วนพันธมิตรอื่นๆ ประกอบด้วย บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ จำกัด และบริษัท CMO จำกัด (มหาชน) ที่จัดเต็ม จัดหนักกับกิจกรรมสุดมัน ตั้งแต่วันที่ 12-16 เม.ย.นี้ นอกจากนี้ ไทยเดนมาร์ค ยังร่วมสนับสนุนกิจกรรมสงกรานต์เพื่อฉลองครบรอบ 55 ปี ด้วยการเนรมิตปาร์ตี้โฟมและจัดกิจกรรมความสนุกสนานพิเศษสำหรับทุกคนในครอบครัว

นอกจากนี้ ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ยังจัดให้มีกิจกรรมสงกรานต์ในรูปแบบของการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทย เพื่อให้สอดคล้องกับปีท่องเที่ยววิถีไทย โดยอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ณ บริเวณลานกิจกรรม ซอย 1 เพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำ เพื่อเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ คาดว่ากิจกรรมในปีนี้ จะสามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 80,000 คนต่อวัน และจะสามารถกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้าภายในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20.

 

ผลักดันสินค้าจีไอขึ้นแท่น “พาณิชย์” หวังปั้นครบ 77 จังหวัดทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895195


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาประสานงานจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทั้ง 77 จังหวัด มีสินค้าขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ครบทุกจังหวัด ซึ่งจะมีส่วนทำให้เกษตรกรและชุมชนเจ้าของสินค้าจีไอ มีรายได้สูงขึ้น เพราะสินค้าจีไอเป็นสินค้าเฉพาะที่ผลิตได้ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น จึงเหมือนเป็นสินค้าหายาก และราคาแพง โดยขณะนี้ กรมอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจีไอจาก 15 จังหวัด และยังเหลืออีก 9 จังหวัดที่ยังไม่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ จากก่อนหน้านี้ได้อนุมัติไปแล้ว 4 รายการ คือ ลองกองตันหยงมัส จ.นราธิวาส, ทุเรียนปราจีน จ.ปราจีนบุรี, สับปะรด บ้านคา จ.ราชบุรี และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน จ.ลำพูน ส่งผลทำให้ปัจจุบันมีสินค้าจีไอแล้ว 75 สินค้าจาก 53 จังหวัด พร้อมตั้งเป้าหมายจะมีสินค้าจีไอครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

สำหรับในปีงบประมาณ 60 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินทางไปยังจังหวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี กำแพงเพชร เพื่อแนะนำให้เกษตรกรและผู้ผลิตนำสินค้าที่ผลิตได้ในท้องถิ่นมาขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ส่วนจังหวัดอื่นๆได้เริ่มหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องบ้างแล้ว เช่น สมุทรสาคร สิงห์บุรี กาญจนบุรี และกระบี่ เพื่อจะดึงสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไอไว้แล้ว มาพัฒนาคุณภาพสินค้า ส่งเสริมตลาด สร้างการรับรู้คุณภาพ ชื่อเสียงของสินค้าจีไอไทยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย นอกจากนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กำลังเร่งปรับปรุงขั้นตอนต่างๆให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เหลือเพียง 9 เดือน.

 

หนุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ทั้งไฮบริด-ปลั๊กอิน-แบตเตอรี่ เปิดทางเอสเอ็มอีไทยร่วมขบวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895192


นายอุตตม สาวนายนต์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตลอดจนกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยียานยนต์ของโลก ซึ่งในอีก 3-5 ปีคงจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งบนท้องถนนมากขึ้น

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่าบีโอไอจะให้การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 แบบคือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle : HEV), รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle : PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle : BEV) โดยให้ส่งเสริมการผลิตทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถโดยสาร

โดยกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (HEV) ต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธ.ค.2560 จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊กอิน (PHEV) ต้องยื่นคำขอภายใน 31 ธ.ค.2561 จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 31 ธ.ค.2561 จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 5-8 ปี หากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี, นอกจากนี้ ยังมีกิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่มชิ้นส่วนอีก 10 รายการที่จะให้การส่งเสริมให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีด้วยได้แก่ กิจการผลิตแบตเตอรี่ กิจการผลิต Traction Motor กิจการผลิตระบบปรับอากาศด้วยไฟฟ้าหรือชิ้นส่วน เป็นต้น.

 

สรรพสามิตปัดรีดภาษีอ่าง คลังจัดเพิ่มมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895187


“อภิศักดิ์” ผุดไอเดียมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อีกระลอก เพิ่มระยะเวลาเช่าสำหรับต่างชาติจากไม่เกิน 30 ปี เป็น 50 ปี หวังดึงนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาตั้งรกรากในไทย พร้อมปัดฝุ่นเก็บภาษีกำไรส่วนเพิ่มจากอสังหาฯ ที่ได้อานิสงส์จากสาธารณูปโภค-รถไฟฟ้าที่รัฐประเคนให้ ด้านสรรพสามิตยันยกเครื่อง ก.ม.ใหม่ไม่ได้หวังรีดภาษีเหล้า บุหรี่-อาบอวบนวดแค่ไล่ตามมาตรฐานสากล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย “ลีสโฮลด์” (Leasehold) หรือสิทธิในการเช่าจากเดิมกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 30 ปี เป็น 50 ปี เพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนรวมทั้งผู้ประกอบการไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการวางแผนการลงทุน ซึ่งสิทธิการเช่านี้สามารถขายสิทธิการเช่าได้หลายรอบจนกว่าจะครบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน จากผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในไทยจากทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายนี้ ผู้เช่าจะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในฐานะเจ้าของที่ดิน โดยที่ในที่สุดแล้วสิทธิการครอบครองที่ดินยังคงเป็นของคนไทย โดยกระทรวงการคลังกำลังเร่งศึกษาข้อดีข้อเสียและระยะเวลาการเช่าที่เหมาะสม

“ปัจจุบันโครงการลงทุนขนาดใหญ่นั้นกฎหมายกำหนดให้ต่างชาติเช่าที่ดินในเขตอุตสาหกรรมได้ยาวถึง 50 ปี แต่สำหรับที่อยู่อาศัยอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ไม่เกิน 30 ปี และกรณีของการซื้อคอนโดมิเนียมก็สามารถซื้อได้ ในสัดส่วนไม่เกิน 49% ของจำนวนห้องทั้งหมด หากเราเปิดกว้างมากขึ้นก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความมั่นใจและเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยมากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในทำเลที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ เป็นต้น โดยจะพิจารณาจากความแตกต่างราคาทรัพย์สินก่อนสร้างโครงการกับหลังสร้างโครงการเสร็จแล้ว จะเก็บภาษีจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างเจ้าของที่ดินรายเดิมกับรายใหม่ซึ่งจะมีความเป็นธรรมมากกว่า โดยแนวคิดทั้งหมดจะทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์จากการจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นด้วย

“เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์จะบูมอีกรอบ เพราะดีมานด์ไม่จำกัด จากเดิมกรรมสิทธิ์เฉพาะคนในประเทศก็จะกลายเป็นการเพิ่มโกลบอลดีมานด์ กลายเป็นสินค้าที่ทุกคนสามารถซื้อได้ในโลกนี้ เพราะต่างชาติมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยค่อนข้างมากอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะดันให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขยายตัวตามไปได้เพราะเครื่องชี้วัดภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่รัฐบาลตรวจสอบว่าเศรษฐกิจมีปัญหาหรือไม่”

ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2560 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน หรือ 16 ก.ย.2560 เป็นต้นไปนี้ว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเป็นการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 7 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ร.บ.สุรา เป็นต้น มารวมเป็นฉบับเดียวกัน โดยระหว่างนี้กรมสรรพสามิตจะออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับ พ.ร.บ.ดังกล่าวอีก 80 ฉบับ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าและบริการต่างๆ เนื่องจากสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ที่ออกมาจะกำหนดเฉพาะเพดานอัตราภาษีที่จัดเก็บสูงสุดเท่านั้น

“กรมสรรพสามิตยืนยันว่าไม่มีนโยบายปรับขึ้นอัตราภาษี เช่น เหล้า บุหรี่ หรืออาบอวบนวด เพราะในเอกสารแนบท้ายของกฎหมายกำหนดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความทันสมัยและเป็นสากล ไม่ได้มุ่งเรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีหรือจัดเก็บรายได้เพิ่ม กระแสข่าวในโลกโซลเซียลที่ระบุว่าจะปรับขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ อาบอบนวด อะไรนั้น จึงไม่เป็นความจริง เข้าใจว่าผู้ผลิตหรือเอเย่นต์บางรายสร้างข่าวลือเพื่อต้องการโละสต๊อกหรือระบายสินค้ามากกว่า”

นายสมชาย กล่าวว่า ในเร็วๆนี้กรมสรรพสามิตจะเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมาหารือถึงแนวทางปฏิบัติและวิธีการจัดเก็บภาษีจากกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ประกอบการกังวลว่าอาจจะใช้ราคาขายปลีกแนะนำของร้านค้าปลีกหรือร้านค้าส่ง มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีนั้น ขอยืนยันว่าไม่ต้องกังวล เพราะกรมสรรพสามิตได้ว่าจ้างมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ศึกษาเรื่องดังกล่าวแล้ว และยืนยันว่าการกำหนดราคาขายปลีกแนะนำเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะช่วยกันกำหนดราคา ไม่ใช่หน้าที่ของกรมสรรพสามิต.

 

ย้ำ 5 เม.ย.คนขับ-ผู้โดยสาร ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนจับปรับแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 22:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895066


ย้ำอีกรอบ 5 เม.ย.60 คนขับ-คนนั่ง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนจับปรับรถโดยสารสาธารณะปรับ 1,000 บาท สรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวพร้อม พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พ.ต.อ.ทินกร ณัฏฐมั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจจราจร และนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับรายละเอียดใน ม.44 ฉบับที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.ประกาศใช้มาตรา 44 ฉบับที่ 14/2560 และ 15/2560 ประกาศออกมาเพื่อบังคับใช้กฎหมายควบคุมด้านความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน เคารพกฎจราจร ไม่ฝ่าฝืนเป็นการป้องกันและช่วยลดอุบัติการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2560 ลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนน

โดยสาเหตุหลักมาจากตัวบุคคล เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ทั้งหมวกนิรภัย และการคาดเข็มขัด โดยผู้ขับและผู้ใช้บริการทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมถึงรถโดยสารสาธารณะจะต้องคาดเข็มขัดและส่วมหมวกนิรภัยทุกครั้งหากไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดกฎหมาย และจะถูกเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 5,000 บาท

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเข้มงวดในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากภาครัฐได้เว้นระยะให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวและประชาสัมพันธ์ให้รับรู้อย่างทั่วถึงแม้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายสนิท กล่าวว่า อัตราค่าปรับของผู้ที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยนั้น หากเป็นไปตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าหน้าของกรมการขนส่งทางบก ทางผู้ประกอบการจะต้องถูกปรับ 50,000 บาท คนขับและผู้โดยสารปรับ 5,000 บาท แต่หากเป็นกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบ รถโดยสารสาธารณะจะถูกปรับ 1,000 บาท ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท

ภาพจากกรมการขนส่งทางบก

สำหรับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่ต้องจัดให้มีเข็มขัดนิรภัย พ.ศ.2555 กำหนดให้รถบรรทุกทุกประเภทที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.55 จะต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยสำหรับที่นั่งของคนขับและที่นั่งตอนหน้ารถ ส่วนรถตู้โดยสารที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.55 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทุกคัน และในทุกเส้นทาง

ทั้งนี้รถโดยสารที่วิ่งระหว่างกทม.ไปต่างจังหวัด (หมวด 2) และที่วิ่งระหว่างจังหวัด (หมวด 3) ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.57 กำหนดให้ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทุกคัน ซึ่งหากเป็นรถขนาดเล็กที่วิ่งภายในจังหวัด และจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.37 เป็นต้นไป ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยส่วนที่นั่งด้านหน้าของคนขับและที่นั่งตอนหน้าคู่คนขับ

โดยกำหนดให้ที่นั่งของผู้ขับรถและที่นั่งตอนเดียวกับผู้ขับรถ ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ ส่วนที่นั่งตรงกลางและที่นั่งตอนหลังผู้ขับรถทุกที่นั่งต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตัก (แบบคาดเอว)