นายกฯ แจงเก็บภาษีที่ดิน ลดเหลื่อมล้ำถือครอง หนุนสวัสดิการรัฐดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 21:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894997


นายกฯ แจงออก ก.ม.ภาษีที่ดิน สร้างความเสมอภาค เท่าเทียมการถือครอง วอนเจ้าของที่ดินเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปัน ให้เช่าสร้างโอกาสให้คนไทย…

เมื่อเวลา 20.15 น.วันที่ 24 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า เรื่องร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ ครม.เห็นชอบในหลักการ เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียมกันทางสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมในการถือครองที่ดิน และเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศ เต็มประสิทธิภาพ โดยมอบนโยบายการจัดเก็บภาษีมันต้องสร้างความเป็นธรรมสร้างความเท่าเทียม ไม่เป็นภาระกับประชาชนส่วนใหญ่ หรือประชาชนผู้มีรายได้น้อยของประเทศ และต้องได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เช่น ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน หรือมีสวัสดิการที่ดีขึ้น เพราะรัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็จะลงทุนในอนาคตได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินอยากจะให้ช่วยกันเสียสละ มองเห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาล วันนี้เสียภาษี อาจจะเสียมากขึ้น วันหน้าราคาที่ดินก็สูงขึ้นเอง แล้วบางอย่างได้เผื่อแผ่แบ่งปัน ให้ประชาชนได้เช่าได้มากขึ้น แต่คนมาเช่าที่ต้องรักษากติกา เมื่อเจ้าของที่เขาจะใช้ที่ก็ต้องคืนให้เขา เพราะเราเช่าเขามา เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีปัญหามาตลอด ในการสร้างความเท่าเทียมและสร้างโอกาสให้กับพี่น้องคนไทย เราต้องการให้มีที่ดินเป็นของตนเองทุกคนด้วย.

 

‘อภิรดี’ ถก กก.ร่วมค้าชายแดนไทย-เมียนมา เห็นชอบตรวจสอบสินค้าจุดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894901


“อภิรดี” ถกคณะกรรมการร่วมการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ดันการค้า-ลงทุน ตั้งเป้าปี 60 มีมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เห็นชอบตรวจสอบสินค้าในจุดเดียว นำร่องด่านชายแดนเมียวดี-แม่สอด และท่าขี้เหล็ก-แม่สาย…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดตาก ว่า การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยตัวแทนของภาครัฐ เอกชน ทั้ง 2 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงเพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคทางการค้า การลงทุน โดยคาดว่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ในปี 60 จะมีมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะผลักดันให้ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่วมกันที่จะจัดตั้ง single stop inspection (SSI) หรือการตรวจสอบสินค้าในจุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มมูลค่าการค้า ซึ่งคาดจะเริ่มดำเนินการปลายปี 60 นำร่องที่ด่านชายแดนเมียวดี-แม่สอด และด่านชายแดนท่าขี้เหล็ก-แม่สาย ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยจะจัดทำโครงการอบรมให้ความรู้และพัฒนาระบบฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์แก่เมียนมา เพื่อพัฒนาระบบออนไลน์ สำหรับการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) ในด่านชายแดนของเมียนมา

“ที่ประชุมยังได้สนับสนุนให้ใช้เงินบาทและเงินจ๊าดทำการค้าชายแดนอย่างเป็นทางการ ถัดจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินยูโร และดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อลดต้นทุนเงินตรา เบื้องต้น เมียนมาแจ้งว่าธนาคารกลางของทั้ง 2 ฝ่าย อยู่ระหว่างการเจรจาทำข้อตกลงในกรณีดังกล่าว ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นร่วมกันให้ผลักดันโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEN-D) ของทั้ง 2 ประเทศด้วย”

สำหรับในปี 60 กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 1.8 ล้านล้านบาท โดยไทย-เมียนมา ในปี 59 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้าชายแดน 187,000 ล้านบาท เป็นการส่งออกมูลค่า 109,000 ล้านบาท โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำตาลทราย เป็นต้น ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 78,600 ล้านบาท สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำ เป็นต้น โดยมีด่านแม่สอดเป็นประตูการค้าที่สำคัญ และในปี 56 มีมูลค่าการค้าสูงถึง 80,600 ล้านบาท.

 

หุ้นไทยปิดท้ายสัปดาห์แดนบวก ปรับขึ้น 4.79 จุด ซื้อขาย 35,671.48 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 17:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894921


หุ้นไทยปิดซื้อขายท้ายสัปดาห์แดนบวก ขึ้น 4.79 จุด ปิดที่ 1,573.51 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,671.48 ล้าน…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 4.79 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 1,573.51 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,671.48 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,575.39 จุด และต่ำสุดที่ 1,566.60 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน).

 

สนช. เห็นชอบ ก.ม.แข่งขันทางการค้า กมธ.ยอมแก้ ม.51 กก.ผู้ผูกขาดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894850


สนช.สายเศรษฐกิจ รุมค้าน ก.ม.การแข่งขันทางการค้า อัด กมธ.แก้ไขหลักการเกลี้ยง กก.ผู้ผูกขาดอำนาจ จนในที่สุด กมธ.ยอมแก้ไข ก่อน สนช.ลงมติเห็นชอบเอกฉันท์ ประกาศใช้เป็น ก.ม….

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานประชุม สนช. ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ…ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 200 เสียง งดออกเสียง 4 และให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีจำนวน 89 มาตรา และเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับรูปแบบและพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับเนื้อหาสำคัญร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้มีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า จำนวน 7 คนที่ต้องมีผลงาน ประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 10 ปีในสาขาต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า โดยต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ ในสถาบันหรือสมาคม ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หรือประโยชน์ร่วมกันทางการค้า โดยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีออกกฎกระทรวง ออกระเบียบ กำกับดูแลการประกอบธุรกิจและกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นรูปธรรม พิจารณากำหนดโทษปรับทางการปกครอง เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ที่เป็นสายธุรกิจได้อภิปรายไม่เห็นด้วยในมาตรา 51 เกี่ยวกับการควบรวมธุรกิจ ที่คณะกรรมาธิการฯได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากเดิม ที่กำหนด มิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจอันอาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งกมธ.ฯ ได้มีการเติมข้อความตอนท้ายว่า “เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ” ซึ่งหมายความว่า การรวมธุรกิจที่ทำให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันทุกประเภทหากจะรวมธุรกิจจะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการก่อน ซึ่งเหมือนเป็นการผูกขาดไปในตัวเพราะคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายจากธุรกิจและหากการไปขออนุญาต ซึ่งจะมีการแจ้งข้อมูลต่างๆ ทางธุรกิจ อาจทำให้ความลับทางการค้าเกิดการรั่วไหล ทำให้คู่แข่งทางการค้ามีการได้เปรียบเสียเปรียบทันที

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง กมธ.ยินยอมปรับปรุงมาตราดังกล่าวใหม่ โดยแก้ไขมาตรา 51 เป็น 2 ส่วนคือ 1.ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจ และ 2.ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ.

 

บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบส่งเสริมลงทุนผลิต-ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า-สถานีชาร์จไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894826


บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวส่งเสริมลงทุนผลิต-ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า กระตุ้นลงทุน ให้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใน 31 ธ.ค.ปีนี้ ยกเว้นการผลิตชิ้นส่วน พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ยื่นขอภายใน 29 ธ.ค….

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบเปิดให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยียานยนต์ของโลก

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า จะให้การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า 3 แบบ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle: HEV) และ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) โดยให้ส่งเสริมการผลิตทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถโดยสาร และให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ที่แตกต่างกันตามระดับเทคโนโลยีในการผลิต

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของแต่ละประเภทกิจการดังนี้ กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม ผู้สนใจขอรับส่งเสริมจะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม (Package) ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญๆ ส่วนสิทธิและประโยชน์จะได้รับเฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม (Package) ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ทั้งนี้หากมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี

ส่วนกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 5 – 8 ปี ทั้งนี้หากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี

กิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และหากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี โดยกิจการนี้ ที่ประชุมเห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่มีศักยภาพที่จะทำการผลิตได้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าเกณฑ์ปกติ 2 ปี

กิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ได้เพิ่มชิ้นส่วนอีก 10 รายการที่จะให้การส่งเสริม ให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ได้แก่ กิจการผลิตแบตเตอรี่ กิจการผลิต Traction Motor กิจการผลิตระบบปรับอากาศด้วยไฟฟ้าหรือชิ้นส่วน กิจการผลิตระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ กิจการผลิตระบบควบคุมการขับขี่ กิจการผลิต On-Board Charger กิจการผลิตสายชาร์จแบตเตอรี่พร้อมเต้ารับ-เต้าเสียบ กิจการผลิต DC/DC Converter กิจการผลิต Inverter กิจการผลิต Portable Electric Vehicle Charger กิจการผลิต Electrical Circuit Breakerกิจการพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System) และกิจการผลิตคานหน้า/คานหลังสำหรับรถโดยสารไฟฟ้า และหากตั้งโครงการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2560 จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี

กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องเสนอแผนการจัดหาอุปกรณ์และชิ้นส่วน จะต้องเสนอแผนพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System) จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 โดยให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร.

 

เปิดแล้ว งานธงประจำปีของ SACICT จัดเต็มงานนวัตศิลป์ไทย-เทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 มี.ค. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894847


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2560 หรือ IICF 2017” จัดโดย SACICT ที่ขนทัพงานศิลป์กว่า 350 ร้านค้าร่วมจัดหนัก จัดเต็มทุกฟังก์ชั่น ทั้งด้านองค์ความรู้งานหัตถกรรม พร้อมสรรพ ด้านการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตศิลป์ ตระการตากับนิทรรศการผลงานหัตถกรรมที่รวมตัวกัน หาชมยาก สัมผัสแรงบันดาลใจกับผู้รังสรรค์งานหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ในการประกวด Innovative Craft Award 2017 และร่วมเชิดชูผู้สืบสานงานฝีมือกับทายาทช่างศิลปหัตถกรรม 2560 พร้อมต่อยอดขับเคลื่อนงานศิลป์ตอบโจทย์ตลาด งานเดียวที่เอาใจคนรักงานศิลป์อย่างครบถ้วน วันที่ 23 – 26 มีนาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา

23 มีนาคม 2560 – นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2560 หรือ International Innovative Craft Fair 2017 หรือ IICF 2017 เป็นงานที่รวมพลคนรักงานนวัตศิลป์ จับไอเดียคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ โดยในปีนี้ได้กำหนดแนวคิดการจัดงานในหัวข้อ “Today Life’s Crafts” มุ่งเน้นให้สังคมเห็นถึงศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถนำไปใช้ในวิถีชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย

ในงานจึงระดมจัดกิจกรรมหลายส่วนที่ร่วมตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่การเอาใจกลุ่มคนรักงานศิลป์ ซึ่งบรรยากาศจะชวนให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมคิด ร่วมชมผลงาน ร่วมลงมือทำงานประดิษฐ์กว่า 8 งานฝีมือ เป็นอีกหนึ่งงานดีๆ ที่ SACICT มุ่งจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้มีใจรักงานศิลป์ที่เข้าชมงาน พร้อมกันนี้ ก็ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมของไทยได้มีโอกาสเชื่อมโยงทางการตลาด ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ไอเดีย เจรจาธุรกิจต่อยอดงานฝีมือกัน แสดงให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างความสุขทางใจแล้ว ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นฐานแก่กลุ่มสมาชิกงานศิลปหัตถกรรมได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างกำลังใจให้เกิดการสืบสาน ต่อยอดผลงานอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมสำคัญในปีนี้ คือ การมอบรางวัลและจัดแสดงผลงาน Innovative Craft Award 2017 (การประกวดผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ ครั้งที่ 6) ในหัวข้อ “Communi-Craft” หรือ ชุมชนบันดาลใจ ที่เป็นการใช้ทักษะงานออกแบบผสานเข้ากับงานฝีมือจากชุมชนฯ แบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทประชาชนทั่วไป และประเภทอุดมศึกษา จาก 9 กลุ่มงานวัสดุ ประกอบด้วย เครื่องไม้ เครื่องจักสาน เครื่องดิน เครื่องทอ/ผ้า เครื่องรัก เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ เครื่องหิน และอื่นๆ

ผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ประเภทประชาชนทั่วไป จำนวน 10 ราย/กลุ่ม จะได้รับโล่รางวัล และผู้ได้รางวัลสูงสุดจากคณะกรรมการ จำนวน 1 ราย/ทีม จะได้รับรางวัลชนะเลิศ ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ประเภทอุดมศึกษา จำนวน 10 ราย/กลุ่ม จะได้รับโล่รางวัลและผู้ได้รางวัลสูงสุดจากคณะกรรมการ จะได้รับรางวัล รางวัลที่ 1 จำนวน 1 ราย/กลุ่ม เงินสด 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลที่ 2 จำนวน 1 ราย/กลุ่ม เงินสด 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และรางวัลที่ 3 จำนวน 1 ราย/กลุ่ม เงินสด 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ซึ่งจากเวทีนี้ SACICT จะได้นักออกแบบงานฝีมือรุ่นใหม่ๆ เพื่อเชิญชวนให้สังคมนิยมหันมาสนใจงานหัตถกรรมมากขึ้นแน่นอน

อีกกิจกรรมคือการ “เชิดชูทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ประจำปี 2560 ซึ่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 ในการคัดสรร “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” จากทั่วประเทศที่สืบสานงานศิลปหัตถกรรมดั้งเดิม 9 สาขาอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนี้ เครื่องไม้ เครื่องจักสาน เครื่องดิน เครื่องทอ (เครื่องผ้า) เครื่องรัก เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ และเครื่องหิน โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ แบ่งออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย 1.มิติด้านการอนุรักษ์ สืบสาน 2.มิติด้านทักษะฝีมือ 3.มิติด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรม 4.มิติด้านสังคมในการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม 5.มิติด้านความร่วมสมัยและการสร้างสรรค์ ซึ่งในปีนี้มีผู้ผ่านการคัดสรรทั้งหมด 11 ท่าน เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในงานหัตถกรรม จากการเป็นลูกหลาน หรือผู้ซึ่งรักษาองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน จากภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดผลงานจากบรรพบุรุษให้คงอยู่ บางท่านเป็นทายาทของครูศิลป์ของแผ่นดิน หรือครูช่างศิลปหัตถกรรม ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูจาก SACICT หรือช่างฝีมือที่ทำงานศิลปหัตถกรรมในสาขาที่เกี่ยวเนื่องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่กำลังจะสูญหาย ซึ่งทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทั้ง 11 ท่าน จะนำเอาผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและสาธิตให้ได้เยี่ยมชมภายในงานร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ตระการตาและให้ความรู้ ซึ่งในปีนี้ SACICT ได้จัดนิทรรศการพิเศษขึ้นคือ “ต้นกล้าความคิดจากพ่อสู่ลูก” เพื่อน้อมรำลึกและแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านงานศิลป์และงานช่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย ตลอดจนนิทรรศการขององค์กรพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ นิทรรศการแนวโน้มงานหัตถกรรมปี 2561 ในฝั่งของแต่งบ้านที่ต้องมาอัพเดต SACICT Craft Trend Gallery 2018 ซึ่งมาจากการระดมแนวความคิด และสังเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในหลายวงการ

พลาดไม่ได้กับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตศิลป์ ที่มีให้เลือกสรรมากกว่า 350 ร้านค้า แบ่งออกเป็นโซนตามประเภทของผลิตภัณฑ์ เพื่อสะดวกแก่การเลือกชมงาน อาทิ Green Craft Zone บริเวณจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ Design Craft Marche Zone บริเวณจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตศิลป์ไทยเก๋ไก๋หน้าใหม่ Souvenir Gift Zone บริเวณจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเป็นของขวัญ ของชำร่วย University Street Zone บริเวณจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากสถาบันการศึกษา เห็นอย่างนี้แล้ว บอกได้เลยว่า ไม่ควรพลาด “งานเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2560 (IICF 2017)” 23 – 26 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 -20.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

38ปีวท. ประกาศทุ่ม5พันล้าน วิจัย-พัฒนา-นวัตกรรม ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894555


รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ประกาศทุ่ม 5 พันล้านบาทหนุนอุตสาหกรรมแพทย์ เกษตร อาหารพร้อมพัฒนาโยธี-สยาม-กล้วยน้ำไท สู่ย่านนวัตกรรม ปรับอุทยานฯ วิทย์เป็นเมืองอาหาร ดึง ม.เกษตรและมหิดล ร่วม…

วันที่ 24 มี.ค. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้จัดงานครบรอบ 38 ปี มีดร.อรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน กล่าวว่า วท.เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมของประเทศ รวมทั้งการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศเพื่อลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสเชิงรุกให้ประเทศไทยและการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ งานที่ วท.จะผลักดันมี 5 ด้าน คือ 1. การวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม สำหรับ 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองฝังตัว และ 5) กลุ่มเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

รมว.วท.กล่าวต่อว่า 2. การพัฒนาผู้ประกอบการตามอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยในปี 2560 งบประมาณของ วท.ลงทุนไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการ และงานวิจัย เกือบ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และการแพทย์ 3. การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ได้แก่ โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร ซึ่งได้เชิญชวนให้บริษัทเข้ามาลงทุนวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่เมืองนวัตกรรมอาหารที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี นอกจากนี้จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น อาทิ ม.เกษตรศาสตร์ ม.มหิดล ในภูมิภาคเตรียมขยายไปยังอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา การพัฒนาย่านวิสาหกิจเริ่มต้น และย่านนวัตกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนา 4 ย่าน ได้แก่ ย่านโยธี ย่านสยาม ย่านกล้วยน้ำไท และย่านคลองสาน 4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อาทิ ระบบดาวเทียมสำรวจโลก (ธีออส) โครงการพิพิธภัณฑ์นวัตกรรม เป็นต้น และ 5. การพัฒนากำลังคน ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอโครงการนักเรียนทุน ระยะที่ 4 เพื่อเตรียมกำลังคนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

“วท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาฐานกำลังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยวางเป้าหมายในการพัฒนากำลังคน การสร้างองค์ความรู้และความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และได้ดำเนินงานที่สำคัญต่างๆ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการสนับสนุนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล อันนำไปสู่ความสำเร็จในภาพรวมของการพัฒนาประเทศ” ดร.อรรชกา กล่าว

 

พณ. เร่งผลักดันสินค้าจีไอ ครบ 77 จังหวัดภายในปี 60 เพิ่มรายได้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 15:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894741


“พาณิชย์” เดินหน้าผลักดันสินค้าจีไอให้ครบ 77 จังหวัดภายในปี 60 หลังเหลืออีก 9 จังหวัดยังไม่ยื่นคำขอ เตรียมเดินสายหารือผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ให้นำสินค้ายื่นจด เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาประสานงานจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทั้ง 77 จังหวัด มีสินค้าขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ครบทุกจังหวัด ซึ่งจะมีส่วนทำให้เกษตรกร และชุมชนเจ้าของสินค้าจีไอ มีรายได้สูงขึ้น เพราะสินค้าจีไอเป็นสินค้าเฉพาะที่ผลิตได้ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น จึงเหมือนเป็นสินค้าหายาก และราคาแพง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจีไอจาก 15 จังหวัด และยังเหลืออีก 9 จังหวัด ที่ยังไม่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ จากก่อนหน้านี้ได้อนุมัติไปแล้ว 4 รายการ คือ ลองกองตันหยงมัส จ.นราธิวาส, ทุเรียนปราจีน จ.ปราจีนบุรี, สับปะรด บ้านคา จ.ราชบุรี และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน จ.ลำพูน ส่งผลทำให้ปัจจุบันมีสินค้าจีไอแล้ว 75 สินค้า จาก 53 จังหวัด พร้อมตั้งเป้าหมายจะมีสินค้าจีไอครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

สำหรับในปีงบประมาณ 60 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินทางไปยังจังหวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี กำแพงเพชร เพื่อแนะนำให้เกษตรกร และผู้ผลิตนำสินค้าที่ผลิตได้ในท้องถิ่นมาขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ ได้เริ่มหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องบ้างแล้ว เช่น สมุทรสาคร สิงห์บุรี กาญจนบุรี และกระบี่ เพื่อจะดึงสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไอไว้แล้ว มาพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น ส่งเสริมการตลาด สร้างการรับรู้คุณภาพ ชื่อเสียงของสินค้าจีไอไทยทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่นด้วย.

 

ทายาทเกลือปรุงทิพย์ ทุ่มกว่า 800 ล้าน ผุด คอนโดฯ ‘ฟินน์ สุขุมวิท 31’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894700


ทายาทเกลือปรุงทิพย์ ลุยธุรกิจอสังหาฯ เปิดตัวโครงการล่าสุด “ฟินน์ สุขุมวิท 31” มูลค่ากว่า 800 ล้าน ตอบโจทย์นิชมาร์เก็ตด้วยโลเคชั่นที่ใช่ ตกแต่งพร้อมอยู่ เผยปี 60 ทุ่มกว่า 500 ล้าน ผุด 2 โครงการ ทั้งทาวน์โฮมและคอนโดฯ กลางเมือง…

นายพงศธร จอม สาลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินน์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ทายาทเกลือปรุงทิพย์ ที่ผันตัวเองจากธุรกิจการโรงแรม มาสู่การเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเต็มตัว เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมแนะนำโครงการใหม่ล่าสุด ‘ฟินน์ สุขุมวิท 31’ คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์โครงการที่สอง ภายใต้แบรนด์ “ฟินน์” มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท ชูจุดเด่นทำเลทองใจกลางสุขุมวิท ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ราคาเริ่มต้นที่ 5.99 ล้านบาท จะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25-26 มี.ค.นี้

นายพงศธร กล่าวเสริมว่าว่า เป็นคนรักการท่องเที่ยว และชอบการผจญภัย อีกทั้งยังมีความสนใจในธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การท่องเที่ยว และการโรงแรม เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการแรก คือ หาดเทียน บีช รีสอร์ท ในรูปแบบวิลล่าริมทะเล จำนวน 70 หลัง บนหาดเทียน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 117 ไร่ หลังจากนั้นได้พัฒนาโรงแรมอีกแห่งหนึ่งในบริเวณเดียวกัน ภายใต้แบรนด์ เดอะ บีชคลับ บายหาดเทียน ในรูปแบบอาคารห้องพักซึ่งสามารถมองเห็นวิวทะเล จำนวน 74 ห้อง รวมไปถึงธุรกิจนำเที่ยวดำน้ำ ชมทัศนียภาพรอบเกาะ โดยหนึ่งในเรือไม้สักแบบไทยที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย มาพร้อมห้องนอนส่วนตัว ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่น ซึ่งสามารถรองรับแขกได้สูงสุดกว่า 30 คน พร้อมพนักงานบริการแบบส่วนตัว

ส่วนความคืบหน้าของโครงการ ฟินน์ อารีย์ ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มีอิสระ เน้นเดินทางสะดวกสบาย บนทำเลใจกลางอารีย์ มูลค่าโครงการกว่า 350 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 79 ยูนิต ปัจจุบันสามารถปิดการขายแล้วกว่า 95% และจะโอนกรรมสิทธิ์กลางปีนี้ โดยคาดว่าจะสามารถปิดโครงการภายในปีนี้

สำหรับในปี 2560 นี้ มีแผนเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อีก 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท เป็นโครงการประเภททาวน์โฮมและคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง.

 

อธิบดี คาด ก.ม.สรรพสามิตใหม่ บังคับใช้ 16 ก.ย. ยันไม่กระทบผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 13:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894625


อธิบดี คาด พ.ร.บ.สรรพสามิตใหม่ มีผลบังคับใช้ 16 ก.ย. ย้ำอิงจัดเก็บในปัจจุบัน ไม่กระทบผู้บริโภค อัตราภาษีจัดเก็บจริงต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ เนื่องจากมองถึงอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มี.ค.60 หรือคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย. 60 ซึ่งเป็นการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตทั้ง 7 ฉบับเข้าด้วยกัน ทั้งภาษีสรรพสามิต พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สุรา ยาสูบ ไพ่ การจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต และการจัดสรรเงินภาษีสุรา โดยอิงภาระภาษีที่จัดเก็บในปัจจุบัน และจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมสรรพสามิตต้องออกกฎหมายรองประมาณ 80 ฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่บท โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าและบริการต่างๆ เนื่องจากกฎหมายแม่บทที่ออกมานั้นเป็นการปรับขยายเพดานอัตราภาษีเท่านั้น ซึ่งเพดานใหม่ดังกล่าวจะใช้ไปจนถึงปี 2580

ส่วนอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริงจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริงจะต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้สูง เพราะมองไปถึงอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบกฎหมายภาษีสรรพสามิต และแนวทางการจัดเก็บภาษีแบบใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส เป็นสากล และทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

ราชกิจจาฯ ก.ม.ภาษีสรรพสามิตใหม่ บุหรี่ 5 บาทต่อมวน-อาบอบนวด 1พันต่อรอบ