ทองคำเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 10:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894380


ราคาทองวันที่ 24 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาคงที่จากเมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950 บาท.

 

สร้างปึกแผ่น “ซีแอลเอ็มวีที” “สมคิด” ชวนสร้างอำนาจต่อรองมหาอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894301


“สมคิด” ชูความเป็นปึกแผ่นของซีแอลเอ็มวีที ให้ลืมความขัดแย้งและเป็นคู่แข่ง พร้อมวางแผนแม่บทของภูมิภาคร่วมกัน สร้างอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ กำหนดราคาข้าว สร้างสกุลเงิน เชื่อมนโยบาย “วันเบลท์ วันโรด” ของจีน เดินหน้าสู่ความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ซีแอลเอ็มวีที พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของเอเชีย” ว่ากลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น โดยมีแผนแม่บทร่วมกันของภูมิภาค แล้วเดินตามแผนร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า และต้องลืมความขัดแย้งในอดีต รวมถึงความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน ความคิดในการแข่งขันหรือเป็นคู่แข่งกัน แล้วมองอนาคตร่วมกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เดินไปข้างหน้าด้วยกัน เพราะเมื่อซีแอลเอ็มวีที มีความแข็งแรง การส่งออก เศรษฐกิจภายในประเทศ การท่องเที่ยว การเมือง และอำนาจต่อรองของภูมิภาค จะมีเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น เมื่อซีแอลเอ็มวีทีแข็งแรงก็จะเป็นกาวใจให้อาเซียนเชื่อมโยงกับจีน เป็นไปตามนโยบาย “วันเบลท์ วันโรด” และเชื่อมโยงกับอินเดียผ่านทางพม่า รวมถึงการเชื่อมโยงกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นด้วย

“จีนกำลังเชิญให้รัฐมนตรีของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีไปประชุม “วันเบลท์ วันโรด” ในเดือน พ.ค.นี้ โดยมีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงคมนาคม เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายในการพัฒนาร่วมกัน”

นายสมคิดกล่าวว่า ความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาคซีแอลเอ็มวีที จะช่วยให้มีอำนาจในการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งในอนาคตถ้าประเทศในภูมิภาคไม่มีการพัฒนาเรื่องดิจิทัล และการทำงานที่ใช้ความรู้ คนในประเทศจะยิ่งจนลงเรื่อยๆ ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือจากประเทศมหาอำนาจ เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ควรช่วยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านต่างๆ ไม่ใช่แค่สร้างทักษะฝีมือแรงงานเท่านั้น “ในอนาคตชาวนากัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนมา และไทย ต้องการทำการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ต หากยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น จะอยู่ได้อย่างไร และหากเราเป็นปึกแผ่น เราสามารถกำหนดว่า ต้องการอะไรในการประชุมระหว่างประเทศ ไม่ใช่ ไปวิ่งตามประเทศมหาอำนาจ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันการค้าชายแดนมีความสำคัญด้วย โดยไทยมีชายแดนติดกับประเทศเมียนมายาวมาก แต่คนเมียนมายังยากจนอยู่ และสิ่งที่จะทำให้คนเมียนมามีรายได้สูงขึ้น คือ การค้าขายชายแดน และการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้าด้วยกัน การทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน ประชาชนของทั้งสองประเทศจะมีรายได้ดีขึ้น รวมทั้งการค้าชายแดนทั้งกับลาวและกัมพูชา อย่ามัวแต่คิดว่าใครจะได้เปรียบ อุปสรรคต่างๆ ต้องปรับแก้ให้เอื้อต่อกัน เช่น การขนถ่ายสินค้า ระหว่างกัน การใช้แรงงานเพื่อนบ้าน การใช้เงินสกุลร่วมกันในอนาคต เป็นต้น

นายสมคิดกล่าวว่า ในอนาคตต้องเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างกลุ่มประเทศ และการประชุมร่วมกันระหว่างประเทศ ควรมีเรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจร่วมกัน เช่น ถ้าต้องการนักท่องเที่ยว ก็ให้ทำเป็นแพ็กเกจแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน นักท่องเที่ยวมา 5-6 วัน สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้หลายประเทศ เป็นต้น เป็นหุ้นส่วนในเชิงการท่องเที่ยวร่วมกัน รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนสร้างให้สินค้าเกษตรมีราคาร่วมกันได้ ทั้งที่ประเทศในภูมิภาคซีแอลเอ็มวีที เป็นกลุ่มประเทศที่ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ชาวนาในแต่ละประเทศยังมีความยากลำบากอยู่ ซึ่งต่อไปต้องวางยุทธศาสตร์ราคาสินค้าเกษตรร่วมกันด้วย เพื่อกำหนดราคาเอง รวมถึงการเชื่อมโยงเรื่องถนน สนามบิน และการพัฒนาระบบดิจิทัล

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงให้ซีแอลเอ็มวีทีเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เพราะจะช่วยให้ทุกประเทศที่มีท่าเรืออยู่เป็นท่าเรือแห่งการขนถ่ายสินค้า อีอีซีจะช่วยให้เกิดการเกื้อกูลเชื่อมโยงท่าเรือของประเทศในภูมิภาค ประเด็นเหล่านี้จะต้องมีการหารือกันในการประชุมระดับภูมิภาค เช่น อาเซียนซัมมิท เพื่อให้เกิดการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเมืองระหว่างประเทศในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่แค่การไปโรดโชว์ หรือทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เท่านั้น “ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที เติบโต 6-8% ถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชากรรวมแล้ว 230 ล้านคน และชนชั้นกลางกำลังเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงมีนัยสำคัญเชิงเศรษฐกิจสูงมาก และช่วงนี้เป็นช่วงที่ถูกจังหวะเวลามากสำหรับความร่วมมือในภูมิภาค”.

 

“อภิศักดิ์” ร่ายมนตร์กล่อมนักลงทุน ชู 5 นโยบายรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894296


ลั่นนำประเทศไทยโชติช่วงชัชวาล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยในงาน “มหกรรมการลงทุนครบวงจรแห่งปี ครั้งที่ 12 SET in the City กรุงเทพมหานคร 2017” ว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ว่าประชาชนจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ลงทุนผ่านกองทุน หรือแม้แต่การประกันชีวิต ก็ถือเป็นอีกทางเลือกของการลงทุนด้วยเช่นกัน

สำหรับบทบาทของกระทรวงการคลังในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังเร่งดำเนินการปฏิรูป 5 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1.การปฏิรูปด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รวมทั้งสนามบิน ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าการปฏิรูปในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศได้ “การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานนี้จะทำให้ประเทศไทย มีศักยภาพที่เข้มแข็ง และช่วยในการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐฯและสหภาพยุโรป เป็นเหตุทำให้เราต้องพึ่งพาตัวเอง ดังนั้น การลงทุนภาครัฐจะต้องเกิด ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือว่าดีที่สุด เพราะมีผลตอบแทนในอนาคตกลับสู่ประเทศโดยตรง”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีการปฏิรูปทางการเงิน โดยมีการนำระบบชำระเงินอัตโนมัติ (National E-Payment) มาทดลองใช้ไปแล้ว 1 ปีที่ผ่านมา มีความมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินไทยให้เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคนี้ทั้งหมด รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้มีการปรับปรุงระบบการชำระเงิน ในการซื้อขายหลักทรัพย์โดยลดเวลาลงจาก T+3 เหลือเป็น T+2

2.การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมของไทยยังเป็นอุตสาหกรรมเดิมเหมือนเช่น 20 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่วงจรในช่วงขาลง 3.การปฏิรูปภาษี โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่มีความล้าสมัยและไม่ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งที่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพากร 4.การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ 5.การปฏิรูปวินัยและความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และกฎหมายงบประมาณ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเร็วๆนี้.

 

ตั้งเครื่องเอกซเรย์สกัดแบรนด์เนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894290


(แฟ้มภาพ)

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเร่งจัดทำเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) หาผู้ติดตั้งระบบเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานลำเลียงกระเป๋าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจสอบกระเป๋าเดินทางที่โหลดจากเครื่องบินเข้ามาในประเทศไทยทุกใบ เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงวัตถุต้องห้ามตามอนุสัญญาไซเตส ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นอแรด งาช้าง เกร็ดลิ่มตลอดจนสารตั้งต้นยาเสพติด อาวุธ สารเคมีที่เสี่ยงต่อการก่อการร้าย โดยคาดจะหาผู้ติดตั้งได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นเริ่มใช้เครื่องเอกซเรย์ตั้งแต่ปี 61 เป็นต้นไป

“การติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานฯ เป็นมาตรการหนึ่งที่กรมศุลกากรนำมาใช้เหมือนสนามบินอื่นอีกหลายประเทศ เช่น เกาหลี ออสเตรเลีย เพื่อเน้นการป้องกันภัยก่อการร้าย หรือการใช้ไทยเป็นฐานในการนำเข้ายาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ส่วนการตรวจจับสินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอาง หรือสินค้าชนิดอื่นที่นำเข้ามาโดยเสียภาษีไม่ถูกต้อง ถือเป็นผลพลอยได้จากการใช้เครื่องนี้ โดยเบื้องต้นกรมฯใช้งบประมาณไปกว่า 1,000 ล้านบาท นำร่องติดตั้งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก่อน 22 สายพาน จากนั้นขยายไปใช้กับสนามบินนานาชาติอีกหลายแห่ง เช่น ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น”

สำหรับหลักการทำงานของเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานลำเลียงกระเป๋านี้ จะทำงานเห็นผลแบบเวลาสมจริง (เรียลไทม์) โดยติดตั้งอยู่ด้านบนของสายพานฯทุกเส้น ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่สนามบินนำกระเป๋าที่โหลดจากใต้ท้องเครื่องบินไปวางบนสายพาน เครื่องเอกซเรย์จะสแกนกระเป๋าทุกใบก่อนนำส่งขึ้นไป หากพบในกระเป๋ามีวัตถุน่าสงสัย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปห้องควบคุมทันที เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นติดตามดูว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋า ถ้าเจ้าของนำกระเป๋าไปสำแดงเสียภาษีอย่างถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่หากเดินผ่านช่องปกติก็จะถูกตรวจค้นอย่างละเอียด ส่วนกระเป๋าใบนั้นที่ผ่านเอกซเรย์ไปได้ ก็ไม่ต้องถูกตรวจ หรือสุ่มตรวจอีกเลย.

 

วอนเกษตรกรงดปลูกข้าว หวั่นเกิดวิกฤติแล้งหนักชาวนาแย่งน้ำทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894281


น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การปลูกข้าวรอบ 3 หรือนาปรังรอบ 2 ยังคงเพิ่มขึ้น ทางกระทรวงเกษตรฯจึงขอความร่วมมือจากชาวนาที่ยังไม่ปลูกข้าว อย่าปลูกข้าวเพิ่มอีก เพราะขณะนี้การปลูกข้าวถือว่าสูงกว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งอาจกระทบกับแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติขาดน้ำหรือแล้ง กระทรวงเกษตรฯได้แจ้งให้จังหวัดทราบ และให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯลงพื้นที่ทำความเข้าใจชาวนาว่าตอนนี้มีน้ำใช้จำกัด หากแย่งน้ำกันใช้น้ำจะไม่เพียงพอ และนาข้าวเสียหายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมชลประทานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ กังวลกับสถานการณ์น้ำมาก เพราะน้ำต้นทุนมีไม่มาก แต่ยังมีการปลูกข้าวเกินแผนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง โดยกรมชลประทานรายงานในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงครั้งล่าสุดว่า ปัจจุบันมีการปลูกข้าวทั่วประเทศแล้วประมาณ 11.06 ล้านไร่ เกินแผน 4.13 ล้านไร่ หรือ 60% จากแผนที่วางไว้ 6.93 ล้านไร่ โดยเก็บเกี่ยวแล้ว 2.37 ล้านไร่ เหลือรอเก็บเกี่ยว 8.73 ล้านไร่ ขณะที่ในเขตชลประทานทั้งประเทศ วางแผนเพาะปลูกไว้ 4.00 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 7.54 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 1.65 ล้านไร่ และเหลือรอเก็บเกี่ยว 5.93 ล้านไร่ นอกเขตชลประทานทั้งประเทศวางแผน 2.93 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 3.52 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.72 ล้านไร่ และเหลือรอเก็บเกี่ยว 2.80 ล้านไร่ สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 34 เขื่อน และแหล่งน้ำอื่นๆ นอกจากการนำน้ำไปใช้ในการเกษตร ยังต้องสำรองน้ำเพื่อประโยชน์หลายอย่าง ได้แก่ อุปโภคบริโภค หรือน้ำต้นทุนทำน้ำประปา, ใช้น้ำรักษาระบบนิเวศ, ลดความเค็มพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ชายทะเล.

 

สายการบินลุ้นใบอนุญาตใหม่ 30 มิ.ย. 4 รายถอดใจไม่ขอ “ไปต่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894267


กพท.แจงสายการบินไหนไม่ได้ใบอนุญาตบินใหม่ (เอโอซี) ก่อน 30 มิ.ย.ห้ามบินระหว่างประเทศ ขอให้เตรียมพร้อมดูแลผู้โดยสารที่จองล่วงหน้า ระบุไทยแอร์เอเชีย-บินไทย ไม่น่าห่วง คาดได้เอโอซีใหม่ เม.ย.นี้ ขณะที่ 4 สายการบินจ่อถอดใจไม่ไปต่อ มั่นใจปลดธงแดงได้แน่

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน ซึ่งมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นประธานว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการตรวจสอบ 23 สายการบิน เพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (re-AOC) โดยจนถึงขณะนี้ได้มอบเอโอซีให้สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เป็นสายแรก ขณะที่อีก 2 สายการบิน คือ ไทยแอร์เอเชีย และการบินไทย กำลังอยู่ขั้นตอนที่ 4.2 การตรวจภาคปฏิบัติ คาดว่าไทย แอร์เอเชียจะได้เอโอซีใหม่ต้นเดือน เม.ย.60 ส่วนการบินไทยคาดว่าจะได้เอโอซีใหม่ภายในเดือน เม.ย.นี้ ขณะที่สายการบินนกสกู๊ต แอร์เอเชียเอ็กซ์ และไทยสมายล์ อยู่ขั้นตอนที่ 4.1 การตรวจสำนักงาน, ส่วนสายการบินโอเรียนไทย เคไมล์ และนกแอร์ อยู่ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบเอกสาร

สำหรับ 14 สายการบินที่เหลือนั้น หลังจากเปิดให้แจ้งความจำนงการเข้ารับการตรวจเข้ามาภายในวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มี 10 สายการบินที่แจ้งเข้ามา ซึ่งเรียงตามจำนวนขนส่งผู้โดยสาร ได้แก่ การบินไทย ไลอ้อน เมนทรี, สบายดี แอร์เวย์ส, สยามแอร์ ทรานสปอร์ต, เอ็มเจ็ท, เอซี เอวิเอชั่น, ไทยฟลายอิ้ง, สยามแลนด์ ฟลายอิ้ง, วีไอพี เจ็ทส์ และเอช เอส เอวิเอชั่น ขณะที่เวียตเจ็ทแอร์ แจ้งเข้ามาในลำดับสุดท้าย

นายจุฬากล่าวต่อว่า สำหรับ 4 สายการบินที่ไม่แจ้งความจำนงเข้ามา ได้แก่ เอเชีย แอตแลนติก, เจ็ทเอเชีย, แอ็ดวานซ์ เอวิเอชั่น และกานต์แอร์ กพท. จะจัดคิวไว้ให้เช่นกันแต่ขึ้นกับสายการบินว่าจะรับการตรวจหรือไม่ โดยในวันที่ 4 เม.ย.นี้ กพท. จะเชิญทั้ง 14 สายการบินมาชี้แจงทำความเข้าใจ โดยแจ้งให้ทราบว่า วันที่ 30 มิ.ย.นี้ กพท.จะยื่นเรื่องให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) เข้ามาตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ประเทศไทยได้ปลดธงแดง

“ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ หากสายการบินใดยังไม่ได้รับเอโอซี จะต้องหยุดให้บริการการบินระหว่างประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไปจนกว่าจะได้เอโอซี ใหม่ หรือประเทศไทยปลดธงแดงได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุที่ 4 สายการบินไม่แจ้งความจำนงเข้ารับการตรวจเข้ามานั้น อาจจะยังไม่พร้อมเพราะตามกำหนดการเดิมกระบวนการรีเอโอซีทั้ง 23 สายการบินจะแล้วเสร็จเดือน ม.ค.61 แต่เมื่อ กพท.เลื่อนกำหนดให้แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.60 จึงทำให้ บางสายการบินเตรียมตัวไม่ทัน หรืออาจถอดใจ ซึ่งหลังจากนี้สายการบินต้องชะลอขายตั๋วโดยสาร และเตรียมแผนขนย้ายผู้โดยสารที่จองตั๋วมาแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ กพท.ตั้งเป้าว่าภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ จะสามารถออกเอโอซีให้ได้ประมาณ 12 ราย แต่จะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสายการบิน”

ทั้งนี้ ยังรายงานให้ที่ประชุมทราบความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมเข้ารับการตรวจสอบโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย (ยูแซฟ) จากไอเคโอในเดือน ก.ค.60 ว่า กพท.กำลังจัดทำข้อมูลต่างๆ คืบหน้าประมาณ 50% จะยื่นให้ไอเคโอวันที่ 8 พ.ค.นี้ ส่วนการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางด้านการบิน หรือเอสเอสซี ตามข้อแนะนำของไอเคโอนั้น คืบหน้า 70% คาดว่าเดือน พ.ค.นี้ จะแล้วเสร็จครบ 100% และจะยื่นให้ไอเคโอวันที่ 30 มิ.ย.นี้.

 

บี้บุคลากรท่องเที่ยวฟิตภาษา ยกระดับฝีมือบุกอาเซียนก่อนถูกเบียดตกเวที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894257


นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ไทยควรเร่งพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาด้านภาษาและสมรรถนะให้เป็นไปตามมาตรฐานของอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสเดินทางไป ทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน หลังจากที่ไทยได้ลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN MutualRecognition Arrangement on TourismProfessionals) หรือ MRA on TP ทำให้บุคลากรด้านการท่องเที่ยวในสาขาที่พักและการเดินทาง 32 ตำแหน่งงานสามารถเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิกได้ทุกประเทศ

อย่างไรก็ตาม บุคลากรเหล่านี้ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานที่อาเซียนกำหนด แต่ปัจจุบันคนไทยยังมีจุดอ่อนด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ หากบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยจะไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษอย่างเร่งด่วน ซึ่ง MRA on TP จะช่วยสร้างโอกาสในการเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้ รวมทั้งยังสามารถยื่นขอรับการประเมินและรับรองจากคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพการท่องเที่ยว และเมื่อได้รับการรับรองให้เป็นบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียนแล้ว ชื่อของบุคคลนั้นจะเข้าไปอยู่ในระบบทะเบียนบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ซึ่งเป็นสื่อกลางให้นายจ้างและแรงงานใน 10 ประเทศอาเซียนได้พบกัน (Job Matching Platform) เพื่อเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์งานต่อไป

ทั้งนี้ การได้รับการรับรองเป็นบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน และมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียนนี้เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งข้อมูลผู้ทำงานให้ผู้ประกอบการ และผู้ที่มีชื่อในทะเบียนถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านการรับรองแล้ว และเป็นที่ยอมรับในอาเซียนว่าเป็นบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ.

 

สั่งลดราคายางมะตอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894247


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยร้องเรียนว่า ผู้ผลิตยางมะตอยได้ปรับราคาขายสูงถึง 100% ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้เชิญผู้ผลิตยางมะตอยในประเทศรายใหญ่ อาทิ ปตท., เชลล์, เชฟรอน ฯลฯ มาหารือเรื่องดังกล่าว และได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตปรับลดราคาลงให้สมเหตุสมผล โดยคาดว่าจะเริ่มปรับลดราคาลงภายในสัปดาห์นี้ หากตรวจสอบแล้วพบว่า ราคาขายยังสูงเกินจริงหรือผู้ผลิตไม่ยอมปรับลดราคาตามที่รับปากไว้ จะพิจารณานำยางมะตอยมาเป็นสินค้าควบคุมและมีมาตรการกำกับดูแลต่อไป

“ผู้ผลิตแจ้งว่าราคาที่ปรับขึ้นเป็น 100% ขณะนี้ เพราะปริมาณผลผลิตลดน้อยลงจากผู้ผลิต 2 ราย คือ ปตท. ที่มีกำลังการผลิตคิดเป็นสัดส่วน 40% ของการผลิตทั้งหมด และอีกรายประมาณ 10% ปิดปรับปรุงโรงงาน ทำให้มีสินค้าหายไปจากตลาดมากถึง 50% ประกอบกับราคาปรับขึ้นจากราคาน้ำมันที่เริ่มสูงขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมาก แต่ได้สั่งให้ปรับลดราคาลงมาให้สมเหตุสมผลแล้วภายในสัปดาห์นี้”

ส่วนสถานการณ์ราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆนั้น ขณะนี้ยังไม่พบมีสินค้าใดปรับขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่การดูแลปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชนนั้น กระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดตัวโครงการธงฟ้าประชารัฐ ในเดือน เม.ย.นี้.

 

ธนชาต-แอกซ่ารุกประกันภัย รับมือเหตุไม่คาดฝันเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894232


นายสนอง คุ้มนุช รองกรรมการผู้จัดการเครือข่ายลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมกับบริษัทธนชาตโบรกเกอร์ และบริษัทแอกซ่าประกันภัย ออกผลิตภัณฑ์ประกันภัย ธนชาต SME มีกันไว้ ให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยงภัย อาทิ ภัยธรรมชาติ จลาจล น้ำท่วม โจรกรรม ชิงทรัพย์ ชดเชยธุรกิจหยุดชะงัก รวมทั้งคุ้มครองบุคคลภายนอก หรือลูกค้ากรณีเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น ทุนประกันภัยตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 30 ล้านบาท คิดเบี้ยประกัน 1,300-60,000 บาทต่อปี

“ปกติเอสเอ็มอีที่กู้เงินจากธนาคารไปประกอบธุรกิจทำประกันภัยอัคคีภัยอยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ประกันที่ร่วมกับแอกซ่าประกันภัยในครั้งนี้ เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า หรือเป็นประกันภัยเสริม ที่ให้ความคุ้มครองทุกความเสี่ยงภัย ครอบคลุมไปถึงเหตุไม่คาดฝันขึ้น อาทิ ธุรกิจร้านอาหาร เมื่อมีลูกค้ามาทานอาหารแล้วท้องเสีย หรือเกิดอุบัติเหตุภายในร้านจะคุ้มครองบุคคลภายนอกในวงเงินประกันภัยสูงถึง 1 ล้านบาทต่อปี รวมถึงคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับเจ้าของกิจการด้วย”

ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความต้องการความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกเหนือจากการบริหารธุรกิจให้เติบโตแล้ว การป้องกันความเสี่ยงภัยให้กับธุรกิจก็นับเป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าของกิจการไม่ควรมองข้าม.

 

กรุงไทย ขนบริการด้านการเงิน-กองทุน ร่วมงาน SET in the City

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894282


ธนาคารกรุงไทย บลจ.กรุงไทย และกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ขนผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินร่วมงาน SET in the City 2017 ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 มี.ค.60 นี้…

นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้นำแคมเปญต่างๆของธนาคารและบริษัทลูก เข้าร่วมงานมหกรรมการลงทุนครบวงจร ครั้งที่ 12 หรือ SET in the City 2017 ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 มี.ค.60 ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สำหรับผลิตภันฑ์ที่ธนาคารได้นำไปร่วมออกบูธได้แก่ แคมเปญ กรุงไทย พร้อมเพย์ ดี ดี๊ ดี ฟรี X 3 รับดอกเบี้ยออมทรัพย์พิเศษเพิ่ม 0.50% ต่อปี นอกจากนี้ยังเงินฝากประจำปลอดภาษี KTB ZERO TAX MAX ฝากเท่ากันทุกเดือน 1,000 – 25,000 บาท เลือกฝากได้ 24 เดือน 36 เดือน และ 48 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 2.95% ต่อปี

สำหรับลูกค้าที่สนใจด้านการลงทุน บลจ.กรุงไทย ได้เตรียมแพคเกจที่เหมาะสมกับลูกค้าทุกกลุ่ม ประกอบด้วยกองทุน KT-STPLUS สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เริ่มต้นลงทุน เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก กองทุน KT-FINANCE และกองทุน KT-MSEQ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความรู้ด้านการลงทุนและต้องการสร้างความมั่งคั่งเป็นกองทุนที่ได้รับผลบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ กองทุน KTEF-LTF และกองทุน KTSE-RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษี กองทุน KT-SE สำหรับลูกค้าที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ มีประวัติการจ่ายเงินปันผลดี

ส่วนบมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดคาราวานตรวจสุขภาพฟรี ส่วน บมจ.หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย (KTAM) จัดโปรโมชั่นซื้อกองทุนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป รับกระเป๋า G2000 Pouch Bag สำหรับ บล.เคที ซีมิโก้ (KT ZMICO) มอบ Set Notepad KTZ เมื่อเปิดบัญชีภายในงานอีกด้วย.